http://manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9490000151153
วันนี้อาจารย์เพิ่งเล่าให้ฟังมาว่าที่จุฬาฯ เค้ามีการชุมนุมประท้วงการออกนอกระบบของมหาวิทยาลัย
เมื่อกี้ฟังข่าวที่พูดถึงเรื่องนี้ก็พูดถึงผลกระทบต่างๆ
ครูอาจารย์ที่เป็นข้าราชการก็กลายเป็นลูกจ้าง
มหาวิทยาลัยรัฐกลายเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐบาล
เค้าบอกว่าจะทำให้ค่าหน่วยกิตแพงขึ้นแล้วก็มีไม่มีมาตรฐานการศึกษาด้วย
คิดเห็นยังไงกันมั่งคะ
จริงๆ ตัวเองในระดับปริญญาตรีก็พ้นวิกฤตค่าหน่วยกิตแพงไปละล่ะ
เพราะว่าเค้าเปลี่ยนอัตราค่าลงทะเบียนในปีการศึุกษาใหม่
แต่ผลกระทบด้านอื่นๆ จะเป็นไงมั่งเนี่ย
แล้วตกลงจะเป็นยังไงก็ไม่รู้
พูดตรงๆเลยค่ะ ว่ารู้สึกแย่นะไม่ดีเลยๆๆๆ
แล้วมันดีไม่ดียังไง?
ร.ร.ผมออกนอกระบบมาห้าปีแล้วมั้ง
เห็นเจริญเอ๊าเจริญเอา :09:
ที่แน่ๆ ค่าหน่วยกิตจะแพงขึ้นมากค่ะ :01:
แต่ปกติ เด็กปีที่เรียนอยู่ก่อนแล้วเสียอัตราเดิมใช่มะ?
:02:
เด็กเข้าใหม่ตอนนี้ก็เสียเพิ่ม เทอมละ หมื่นแล้วนิ
ของภาคคอม :25:
กระจู๋ดีมีคุณภาพมาแล้ว
แต่ขอเวลาไปคิดก่อนนะ :08:
ขอบคุณค่ะพี่เก้อ
จริงๆ อยากรู้ด้วยน่ะว่าระบบเก่ามันไม่ดีตรงไหน
ตอนเรียนสังคมอาจารย์ก็เคยเล่าว่ารัฐบาลชุดเก่ามีนโยบายจะให้มหาวิทยาลัยรัฐออกนอกระบบเหมือนกัน
แต่แล้วก็เงียบไปเนื่องด้วยปัญหา เอ่อ นั่นแหละ
หนูไม่มีตังมันแพง :05:
ตอนนี้อาจารย์ที่เข้าไปใหม่ก็เป็นลูกจ้างของรัฐทั้งงั้นนี่
ปล. ค่าเทอมมันเริ่มแพงมาหลายเทอมแล้วด้วย
รุ่นพี่ดาสองปี สามพัน
รุ่นดา หกถีงแปดพัน
รุ่นน้องดา หมื่นสอง
บางคณะเหมาจ่าย ทุกเทอมเทอมละหมื่นห้า
ม.ผม ก็ออกนอกระบบแล้ว ค่าเทอมแพ๊งแพง
ค่าเทอมหมื่นบาท ค่าหน่วยกิตละพันบาท เทอมหนึ่งจ่ายไปสามหมื่น
อ้างคำพูดจาก: auytoday เมื่อ 08 ธ.ค. 2006, 22:36 น.
ม.ผม ก็ออกนอกระบบแล้ว ค่าเทอมแพ๊งแพง
ค่าเทอมหมื่นบาท ค่าหน่วยกิตละพันบาท เทอมหนึ่งจ่ายไปสามหมื่น
มหาลัยอะไรเหรอคะ
อ้างคำพูดจาก: [-[[aida]]-] เมื่อ 08 ธ.ค. 2006, 22:36 น.
ตอนนี้อาจารย์ที่เข้าไปใหม่ก็เป็นลูกจ้างของรัฐทั้งงั้นนี่
ปล. ค่าเทอมมันเริ่มแพงมาหลายเทอมแล้วด้วย
รุ่นพี่ดาสองปี สามพัน
รุ่นดา หกถีงแปดพัน
รุ่นน้องดา หมื่นสอง
บางคณะเหมาจ่าย ทุกเทอมเทอมละหมื่นห้า
วิทยาฯ เคมีนะ
ถูกง่ะ
เทอมนี้ค่าลงทะเบียนของเดือน ไม่รวมค่าหอ ก็ตกประมาณแปดพันแน่ะ
// อ่า ก็พอๆ กันกะเจ๊ดา
แต่ถ้าเทียบกะรุ่นน้องเจ๊ดา ของเดือนถูกกว่าแฮะ
รัฐไม่มีตังค์จ่าย เลยจะให้ไปหาตังค์กันเอาเอง
ประเด็นมีอยู่แค่นี้
อ้างคำพูดจาก: MoonShine เมื่อ 08 ธ.ค. 2006, 22:38 น.
มหาลัยอะไรเหรอคะ
พระจอมเกล้าธนบุรี ครับ
คณะผมนะค่าเทอมเท่านี้ คณะอื่นค่าเทอมไม่รู้เหมือน
อ้างคำพูดจาก: daylight เมื่อ 08 ธ.ค. 2006, 22:39 น.
รัฐไม่มีตังค์จ่าย เลยจะให้ไปหาตังค์กันเอาเอง
ประเด็นมีอยู่แค่นี้
เยี่ยม
เคยได้ยินประเทศอะไรละนะ
ที่ทุ่มเทงบเพื่อการศึกษาเป็นอันดับต้นๆ
เห็นว่ารัฐ แบกรับภาระ ค่าเทอมต่อหัวก็คนละ หมื่นกว่าๆ แล้วนะ
ข้อมูลฝั่งวิศวะ อีกแหละ {หมีโหด}
แต่รุ่นใหม่ๆ เนี้ยได้ใช้คอมหรูแล้วนะ เก็บแพงกว่าเดิมเทอมละ 5000 เอง
ลองไปดูค่าเทอมของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงค่ะ
http://www.mfu.ac.th/education/manageEdu.php?fn=bb :44:
อ้างคำพูดจาก: ^-FakE-^ เมื่อ 08 ธ.ค. 2006, 22:42 น.
เห็นว่ารัฐ แบกรับภาระ ค่าเทอมต่อหัวก็คนละ หมื่นกว่าๆ แล้วนะ
ข้อมูลฝั่งวิศวะ อีกแหละ {หมีโหด}
แต่รุ่นใหม่ๆ เนี้ยได้ใช้คอมหรูแล้วนะ เก็บแพงกว่าเดิมเทอมละ 5000 เอง
แต่เด็กเอาำไปเล่นดอตเอฉิบ
เอ่อ แล้วถ้าบอกว่ารัฐรับภาระค่าหัวนึงเป็นหมื่นๆ
แล้วใช้วิธีผลักภาระให้นักศึกษาเอาเนี่ยเหรอคะ :01:
อ้างคำพูดจาก: kroonid เมื่อ 08 ธ.ค. 2006, 22:44 น.
ลองไปดูค่าเทอมของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงค่ะ
http://www.mfu.ac.th/education/manageEdu.php?fn=bb :44:
แพงอย่างแร็งเลยค่ะ :01:
ตลอดหลักสูตรของผม (ปวสต่อป.ตรี 2 ปี) ผมหมดไป แสนสองหมื่นกว่าบาท สองปีนะครับ ผมไม่ได้เรียน 4 ปี
ยังกลุ้มอยู่ จบออกมา งานก็หายากอีก
ตลอดหลักสูตรแสนกว่าบาท
เรียนสี่ปี แปดเทอม (หรือสิบเอ็ด ถ้าเรียนซัมเมอร์)
ก็เทอมละหมื่นนี่
ค่าเครื่องบินอาจารย์ที่บินไปสอนก็หมดแล้ว
(หมายถึงแม่ฟ้าหลวง)
แปดหมื่นกะแสน
มันต่างกันนะเจ๊ :08:
งกมั้ย :39:
อ้างคำพูดจาก: MoonShine เมื่อ 08 ธ.ค. 2006, 22:42 น.
เยี่ยม
เคยได้ยินประเทศอะไรละนะ
ที่ทุ่มเทงบเพื่อการศึกษาเป็นอันดับต้นๆ
คำแก้ตัวจากภาครัฐบาลบอกว่า
ไม่ประเทศไหนหรอกที่อุ้มชูการศึกษาฟรี (เหมือนจะฟรี)ตั้งแต่ ประถม ยัน ม. หก เหมือนประเทศไทย
นี่จะให้มาอุ้มชู มหา'ลัยอีก โอ้ยยยไม่ไหวหรอก
ที่อเมริกา จบไฮสคูล เค้าก็ไปทำงานทำการกันแล้ว...บลาๆๆๆ
(พอดี มีส่วนเป็นแรงขับดันนิดนึงในเรื่อง ไม่ให้ มหา'ลัยนอกระบบ)
อ้างคำพูดจาก: MoonShine เมื่อ 08 ธ.ค. 2006, 22:51 น.
แปดหมื่นกะแสน
มันต่างกันนะเจ๊ :08:
งกมั้ย :39:
เรียนฟรีบ่นไรยะหล่อน :43:
ปล. แต่เค้าบอกว่าแม่ฟ้าหลวงอากาศดี๊ดี
ที่ไม่มีเงินเพราะราชภัฏกลายเป็นมหาลัยครับ
จากประเทศที่มีแค่หลักสิบมหาลัยก็กลายเป็นหลักร้อยภายในข้ามคืน
แต่..
รัฐบาลมีงบที่จัดสรรค์ให้มหาลัยมากกว่าแค่ไม่กี่ล้านบาท
งบนีแบ่งจ่ายตามสัดส่วนขนาดมหาลัย
วัดตามจำำนวนนักศึกษา????
ก้อแห่รับกันให้มากๆ แล้วมาตรฐานการศึกษา???
ส่วนมหาลัยบิ้กเบิ้มที่หารายได้เองได้มากอยู่แล้ว ก็ยังได้เงินส่วนแบ่งเยอะสุดเพราะนศ.เยอะ??
วุ่นวายจังเลย :08:
อ้างคำพูดจาก: daylight เมื่อ 08 ธ.ค. 2006, 22:52 น.
ที่อเมริกา จบไฮสคูล เค้าก็ไปทำงานทำการกันแล้ว...บลาๆๆๆ
ใช้ไม่ได้้กับประเทศที่มีค่านิยมเรื่องการศึกษาแปลกๆ แบบประเทศแถวนี้ค่ะ - -/
วันนี้ไปกินข้าว ม.ธ. รังสิต เดินผ่านแถวหอใน (ข้างโรงอาหาร)
มีนักศึกษา (หน้าจืด) ยืนพูดด้วยสำเนียงอันน่าง่วง
เกี่ยวกับการต่อต้านมหาลัยออกนอกระบบ :08:
แทนที่มันจะพูดให้เร้าๆ หรือไม่ก็หัดลอกเสกสรรค์ ประเสริฐกุล สมันหนุ่มๆ
...
ตามความเห็น (พ่อ) ผม
ผมอาจนับได้ว่าถูกอิทธิพลทางความคิดของพ่อครอบงำ
...
มหาวิทยาลัย เป็นสถาบันการศึกษาขั้นอุดมศึกษาที่มีขนาดใหญ่
และการดำเนินการในระบบราชการที่ #@!*&% ทำให้
การพัฒนาไปไม่ถึงไหนซะที และมหาวิทยาลัยก็ลำบากใจ
รัฐก็ลำบากใจ... ดังนั้นการออกนอกระบบไม่ใช่การผลักไสของรัฐซะทีเดียว
แต่ก็เป็นความยินยอมพร้อมใจของอาจารย์ด้วย...
เย็นย่ำวันนึงขณะเดินผ่านป้ายประท้วงฯ พ่อผมกล่าวว่า...
"ไอ้พวกที่ออกมาโวยวายส่วนใหญ่ก็เห็นแก่ตัวเองทั้งนั้น
ที่บอกว่าค่าหน่วยกิตจะเพิ่มขึ้นตามใจชอบ มันก็ยังต้อง
ติดกับกลไกตลาดอยู่ดี หน่วยกิตแพงมากๆ demand มันก็ลด
มหาลันใช้เงินบริหารจัดการตั้งเท่าไหร่ ยังไงราคามันก็ต้องอยู่ในระดับนึง
... แล้วจะมาโวยวายยังไม่คิดถึงเรื่องคุณภาพ"
ผมเริ่มคิดตาม... ในขณะที่ผละสายตาจากเรียวขา... เอ้ย
นักศึกษา เอ้ย... ป้ายที่เดินผ่านมา
"ถามว่าอาจารย์มหาวิทยาลัยของรัฐตั้งเท่าไหร่ที่เป็นคนเก่งๆ
เอาอย่างรัฐศาสตร์ธรรมศาสตร์อาจารย์เก่งๆ ก็หลายสิบ
ในขณะที่หน่วยกิตไม่กี่ร้อย และมหาลัยเอกชนหน่วยกิตนึงเหยียบพัน
และคุณภาพอาจารย์ หลักสูตรก็ใช่ว่าจะน่าเชื่อถือเท่า ม.ของรัฐ"
ผมเริ่มตามทัน...
แม่แทรกขึ้นมา
(แม่เป็นรองอธิการฝ่ายวิชาการ ม.เอกชนแห่งหนึ่ง)
"เอกชนนะ มันก็จะตายกันอยู่แล้ว เพราะมันขาดคน
เงินก็ไม่มีหลักสูตรก็คิดแพง แต่ดันมีแต่คนจนๆ มหาลัย
ไปหามาเรียนจากแถวอีสาน เรียนๆ กะเอาให้จบปริญญา
แต่พวกเด็กพ่อแม่รวยๆ จ้างลูกเรียนมั่ง กวดวิชามั่ง
ใช้เงินไม่รู้เท่าไหร่เพื่อเข้า ม.ของรัฐ เพื่อเรียนถูกๆเนี่ย"
ผมตามทันละ...
ผมพูดแทรก
"ไม่มีตังค์แดกมาม่าเพราะเอาไปจ่ายค่าเทอม"
ข้อความบนแผ่นป้ายแสดงความคิดเห็น
พ่อหยุดยืนดู
นักศึกษา(สาว)กลุ่มนึงเดินผ่านมายกมือไหว้พ่อ
"ยังไงนะ ค่าหน่วยกิตมันก็ยังไม่เพิ่มขึ้นในรุ่นนี้อยู่ดี
ถึงจะคุยกันแล้วมันก็ยังต้องใช้เวลาอีกเป็นปีกว่าจะได้ออกนอกระบบ
กันจริงๆ ไอ้พวกนี้เย้วๆ นี่ก็จบกันไปหมดละ
... ถ้ามันรู้จริงๆว่ารุ่นมันยังม่ขึ้นค่าเทอม แล้วมันจะยังประท้วง
เพื่อปกป้องสิทธิของรุ่นน้องมัน 3 ปีอย่างเงี้ยเหรอ..."
"เนอะ..."
ผมหันไปมองอย่างอื่นอีกละ...
...
แล้วการถกเถียงเรื่องมหาลัยออกนอกระบบก็จบลงแบบห้วนๆ
เพราะต้องข้ามถนน
จากนั้นยัยคุณน้องสาวก็เริ่ม session เล่าเรื่องตลกต่อ :08:
บ้านผมเป็นเงี้ยแหละครับ :42:
เคยได้ยินผู้บริหารพูดให้ฟังว่ามีการพูดถึง โรงเรียนนอกระบบ ด้วย
มหาวิทยาลัย ยังวุ่นขนาดนี้ แล้วโรงเรียนล่ะ :05: :05: :05:
การศึกษาไทย :39: :39:
ปล.มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง อากาศดีค่ะ แต่ค่าเทอมป.ตรี แพงกว่า ป.โท มน.อีก :08:
อ้างคำพูดจาก: MoonShine เมื่อ 08 ธ.ค. 2006, 22:45 น.
แต่เด็กเอาำไปเล่นดอตเอฉิบ
เอ่อ แล้วถ้าบอกว่ารัฐรับภาระค่าหัวนึงเป็นหมื่นๆ
แล้วใช้วิธีผลักภาระให้นักศึกษาเอาเนี่ยเหรอคะ :01:
แพงอย่างแร็งเลยค่ะ :01:
คอมที่เอามาเล่น ดอทเอนั้น คอม นศ เองนะ {หมีโหด}
ก็ใช่ไง ไม่ผลักภาระ ให้ผู้บริโภค จะให้คนขาย ขายขาดทุนเหรอ {หมีโหด}
อาจารย์ในภาควิชา อยากรับนิสิตแค่หกสิบ
ส่งเรื่องไปทางมหาลัย
ถูกตีกลับ สั่งให้รับเยอะๆ :39:
รุ่นดา ร้อยห้าสิบ ไทร์บ้าง ออกบ้าง เหลือร้อยยี่
รุ่นน้องก็รับร้อยกว่าทั้งงั้น แล้วอาจารย์ก็ไม่พอ
มีอยู่วิชานึง ปีสามปีสี่เรียนรวมกัน เต็มห้องสโลป เกือบสามร้อยคน
จะได้คุณภาพมั้ยเนี่ย :39:
อ้างคำพูดจาก: [-[[aida]]-] เมื่อ 08 ธ.ค. 2006, 22:36 น.
ตอนนี้อาจารย์ที่เข้าไปใหม่ก็เป็นลูกจ้างของรัฐทั้งงั้นนี่
ปล. ค่าเทอมมันเริ่มแพงมาหลายเทอมแล้วด้วย
รุ่นพี่ดาสองปี สามพัน
รุ่นดา หกถีงแปดพัน
รุ่นน้องดา หมื่นสอง
บางคณะเหมาจ่าย ทุกเทอมเทอมละหมื่นห้า
:01:/ จ่ายหมื่นสองมา 6 เทอมแล้ว ค่ะ
รับ 800
ออก ไป 400
จบตามกำหนด 300
:12:
ร.ร. ผมพอออกนอกระบบปุ๊บ เรียนฟรีปั๊บเลย :22:
:08:
"เขาว่ามา" ว่าจะให้นศ. กู้ยืมเงินแล้วค่อยผ่อนจ่ายเอา
และการที่รัฐบาลต้องรับผิดชอบค่าเทอมของนักศึกษาด้วย
ก็เลยมีการกำหนดเกรดขั้นต่ำไว้ 2 ขั้น
(เค้าเรียกไรหว่า ที่มหาลัยเดือนเรียก first pro-second pro)
เพื่อไม่ให้นักศึกษารีไทร์อะไรเทือกๆ นี้
แต่ขนาดว่าไม่ออกนอกระบบ เด็กที่เรียนทุนกู้ยืมรัฐบาลนี่ก็เยอะพอสมควรเลยนะ
อ้างคำพูดจาก: ^-FakE-^ เมื่อ 08 ธ.ค. 2006, 22:59 น.
คอมที่เอามาเล่น ดอทเอนั้น คอม นศ เองนะ {หมีโหด}
ก็ใช่ไง ไม่ผลักภาระ ให้ผู้บริโภค จะให้คนขาย ขายขาดทุนเหรอ {หมีโหด}
ก็ตูเห็นชัดๆ ว่าคอมมหาลัย
เอาเหอะ
ถ้าอยากเถียงเจอกันหลังไมค์
ถ้าคิดว่าพูดไรไม่เข้าหูก็ขออภัยละกันแต่ตูว่าตูเห็นไม่ผิด
อ้างคำพูดจาก: [-[[aida]]-] เมื่อ 08 ธ.ค. 2006, 22:54 น.
เรียนฟรีบ่นไรยะหล่อน :43:
ปล. แต่เค้าบอกว่าแม่ฟ้าหลวงอากาศดี๊ดี
ก็...นะ :42:
แต่เดือนว่าทุนพวกเรานี่ไม่ดีตรงที่จะเกิดปัญหาสมองไหลตอนจบน่ะ
ไม่เหมือน พส...
อ๊ะ พูดมากไม่ได้ เดี๋ยวเข้าตัว
ทำแบบไหนก็ได้ครับ ขอให้เกิดประโยชน์มากที่สุดก็พอ ไม่ใช่เปลี่ยนแล้วเน่ากว่าเดิม
หรือค่าเทอมแพงขึ้น แต่บรรยากาศเน่าเหมือนเดิม มันก็คงไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เพราะเด็กสมัยนี้เห็นเขาก็กู้เรียนกันทั้งนั้น ไม่รู้ว่าจบไปจะใช้คืนไหม เพราะที่เห็นแต่ละคนที่กู้ ก็มีทั้งจนจริงๆ
และพวกเอาตังมาใช้เที่ยว เหอๆๆ จริงๆเลย
คณะผม มีแต่ camfrog เกลื่อน
อ้างคำพูดจาก: RaEd~* เมื่อ 08 ธ.ค. 2006, 23:08 น.
ทำแบบไหนก็ได้ครับ ขอให้เกิดประโยชน์มากที่สุดก็พอ ไม่ใช่เปลี่ยนแล้วเน่ากว่าเดิม
หรือค่าเทอมแพงขึ้น แต่บรรยากาศเน่าเหมือนเดิม มันก็คงไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เพราะเด็กสมัยนี้เห็นเขาก็กู้เรียนกันทั้งนั้น ไม่รู้ว่าจบไปจะใช้คืนไหม เพราะที่เห็นแต่ละคนที่กู้ ก็มีทั้งจนจริงๆ
และพวกเอาตังมาใช้เที่ยว เหอๆๆ จริงๆเลย
ถูกเลย
มีกรณีเด็กรวยกู้เงินไปปล่อยกู้ด้วยล่ะ
สังคมไทย
มน. มากกว่า 50% เลยนะที่กู้ยืมเรียน
ภาคพิเศษก็กู้เทอมนึงตั้งหลายหมื่น :39:
อ้างคำพูดจาก: RaEd~* เมื่อ 08 ธ.ค. 2006, 23:08 น.
ทำแบบไหนก็ได้ครับ ขอให้เกิดประโยชน์มากที่สุดก็พอ ไม่ใช่เปลี่ยนแล้วเน่ากว่าเดิม
หรือค่าเทอมแพงขึ้น แต่บรรยากาศเน่าเหมือนเดิม มันก็คงไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เพราะเด็กสมัยนี้เห็นเขาก็กู้เรียนกันทั้งนั้น ไม่รู้ว่าจบไปจะใช้คืนไหม เพราะที่เห็นแต่ละคนที่กู้ ก็มีทั้งจนจริงๆ
และพวกเอาตังมาใช้เที่ยว เหอๆๆ จริงๆเลย
ใช่ พวกที่กู้เนี่ย น่าจะให้คนที่เค้าขาดแคลนจริงๆแล้วก็ตั้งใจเรียน
ไม่ใช่ให้ไปเรื่อย เรียนก็ไม่เรียน เงินออกก็เอาไปเลี้ยงสาว ไทร์ไปไม่หางานทำกลับมาเรียนใหม่ กู้ใหม่ :39:
ปล. เรื่องไม่ตั้งใจเรียน แล้วก็เที่ยวเนี่ย เหมือนจะเข้าตัวว่ะ เปลี่ยนเรื่องพูดดีกว่า :42:
เว็บแคม :01:
อ่า เดี๋ยวมีเวลาจะกลับมาอ่านแบบละเอียดครับ
ไม่เคยได้ข่าวแบบนี้เลยแฮะ สงสัยขาดจากโลกข่าวสารไปนานเลย
ขอบคุณที่พาสาระมาครับ ++
ที่เห็นในห้อง r100 นะ เด็กยกมาเองจ๊ะห์ {หมีโหด}
ออกนอกระบบหรือไม่..ค่าเทอมตูคงไม่แพงไปกว่านี้หรอกเฮ้ย :08:
รุ่นเราไม่แพงขึ้นหรอก
แต่
ถ้าเป็นงี้ต่อไปเรื่อยๆ
เอ่อ...
ใช่ว่าจะไม่มีผลกระทบนะ
ไม่อยากส่งค่าเล่าเรียนแพง :05:
:16: ตั้ม นัทขอโทษ
:42:
ลองมองจากหลักการตลาดมั้งซิ
(แม้จะบอกว่าการศึกษาเป็นสาธารณสุขพื้นฐานของรัฐก็เหอะ)
มาตรฐานการศึกษาจะได้สูงขึ้น
ตามหลัก ดีมาน ซัพพลายที่ รู้มา
สรุป ตามเต่า :42:
แค่นี่ยังเรียนไม่รอดเลยเรา จะสูงไปไหนอีก :38:
พูดถึงค่าเทอม ขนาดผมยัง แปดพันกว่า รุ่นน้องจะขนาดไหนหว่า :44:
:42: หึหึ
สมัยเรียนหน่วยกิตละ 40 บาทเองช ค่าเงินบาทอ่อน อะไรๆมันก็แพง ไม่อ่อนตามค่าเงิน :42:
รัฐบาลบอกว่า "ประเทศไม่มีเงินให้พวกคุณแล้ว จะให้ผมทำไง" :39:
อ้างคำพูดจาก: kroonid เมื่อ 09 ธ.ค. 2006, 00:12 น.
สมัยเรียนหน่วยกิตละ 40 บาทเองช ค่าเงินบาทอ่อน อะไรๆมันก็แพง ไม่อ่อนตามค่าเงิน :42:
โห คงนานมากๆแล้วสินะครับ คุณครู 40 เองหรอ ถู๊กถูก
เห็นว่า (อีกแล้ว) ว่ามันมีเงื่่อนไขการให้กู้ยืมกองทุนสำหรับ นศ.ที่อยากเรียนถึงแม้จะเป็นนอกระบบก็ตาม
โดยมีเงื่อนไขว่าจะใช้ทุนคืนเมื่อศึกษาจบโดยไม่มีดอกเบี้ยอะไรก็ว่าไป
เพื่อเป็นการสร้างเงื่อนไขกันเด็กเรียนถูกไทร์เอย ซิ่วเอย เป็นการป้องกันรัฐสูญเงินไปโดยเปล่าประโยชน์
จริงเหรอคะ :09:
จริง และเพื่อรุ่นต่อๆ ไปด้วย :01:
ผมโดนรีไทร์จากศิลปากร รับเงินกพ.มาแล้ว 2.9k x 3 ต้องใช้คืนสองเท่า ยังไม่เห็นมีครทวงเลย
ผมจะเช็คได้ที่ไหน? กลัวจะดอกเบี้ยบานเบอะเพราะออกมาจะสามปีแล่ว :44:
ออกนอกระบบไม่ได้มีแต่ค่าหน่วยกิตแพงขึ้น
แต่ยังมีผลสืบเนื่องมายังปัญหาสมองไหลของอาจารย์อีก
เมื่อสักห้าหกปีก่อน รุ่นผมก็มีอาจารย์มาพูดเรื่องนี้ แต่เห็นว่าเงียบๆไปก็เลยไม่ได้คิดอะไรมาก...
ตอนนั้นเลยรู้จากอาจารย์ว่า ที่จริงคณะวิศวกรรมศาสตร์ กับคณะแพทยศาสตร์ เมื่อเทียบรายหัวต่อปีแล้ว วิศว รัฐอุดหนุนน้อยกว่าแพทย์ประมาณ2หมื่นต่อปี (แต่รพ.ใช้นศพ.ซะคุ้ม แถมพอจบมาต้องไปใช้ทุนอีก3ปี) :30:
:42:
:46:
คนของประชาชนค่ะหมอ :42:
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขต ศรีราชา ที่นี่ก็ออกนอกระบบมานานหลายปีแล้วค่ะ
ไม่รู้ว่าวิทยาเขตอื่น ของ มก.ออกนอกระบบหรือยัง ก็เลยไม่มีผลกระทบอะไร
เพราะก็รู้ข่าวมานมนานหลายปีแล้วว่าอนาคตมหาวิทยาลัยของรัฐจะออกนอกระบบ
แต่เดี๋ยวนี้การให้ทุนการศึกษาก็มีเพิ่มมากขึ้นทุกปีๆนะ
มิน่าล่ะ...ช่วงนี้ธรรมศาสตร์ ขึ้นป้ายเกี่ยวกับเรื่องนี้ ทั่วมหาลัยเลย
แต่เอาจริงๆ เด็กในมหาลัยที่ไม่รู้เรื่อง (เช่นจั๊ว) มีเป็นแถบเลย :08:
ถ้าออกแล้วดี ก็ออกๆไปเหอะครับ จะทนอยู่ทำไมคนเค้าไล่กันซะขนาดนั้น
ก็เข้าเรียนที่นี่ในรหัส 46 ก็จ่ายแพงเลย เป็นปีแรก
นี่ก็ปี 49 จะขึ้น 50 แล้ว เรื่องนี้เค้าคงวางแผนมานานหลายปีแล้ว
รีบออก ระวังเป็นแบบ30บาทนะเอ้า :30:
อะไรก็ไม่รู้แหละ แต่วันนี้หมีโหดลงทะเบียนเรียนให้
ค่าบำรุงอะไรเนี่ย 15,000 :07:
ค่าบำรุงต้นไม้ในสวน และฝาชักโครกห้องน้ำ 3000บาท
ค่าชอล์ก และค่ากระดานดำ 1000บาท
ค่าจ้างยามรักษาความปลอดภัยโรงเรียน 5000บาท
ค่าเล่าเรียน ฟรี ตามนโยบายทักษิณ (ที่ให้โรงเรียนมา3000บาทต่อนักเรียน1คนต่อปี)
หลังจากไปนั่งนึกตรึกตรองมาแล้ว
เลยคิดว่าต้องไปทบทวนว่าทำไมเราต้องออกนอกระบบ
ความคิดริเริ่มของผู้ที่ผลักดันแนวคิดนี้ คือ อดีตนายกใช่ไหมครับ
ไปอ่านเจอคำที่ท่านเคยว่าไว้เรื่องนี้
ผมต้องการให้สถาบันการศึกษาต่างๆปรับตัวอย่างรุนแรงและรวดเร็ว
โดยให้กลไกธรรมชาติให้รางวัลหรือลงโทษสำหรับสถาบันการศึกษาที่ไม่ยอมปรับตัว
ให้มีการแข่งขันระหว่างรัฐ-เอกชนเต็มที่ จะเปิดเสรีค่าเล่าเรียน-ค่าจ้างครู
แล้วให้นักเรียนเป็นผู้เลือกว่าจะเรียนที่ไหน ถ้าสถาบันไหนจัดการเรียนการสอนไม่ได้คุณภาพ
คุ้มค่าคุ้มราคา นักเรียนก็จะไม่ไปเรียน
(ย่อความจากไหนสักเวบน่ะครับ ลืมเก็บลิ้งต้นตอ)
ถ้าวิธีคิดปัจจุบันยังยึดอยู่ตามที่ว่ามานี่ จะเรียกว่าการแปลงการศึกษาเป็นสินค้าจะได้ไหม
พยายามนึกว่า ถ้าเป็นงั้นแล้ว ผลกระทบต่อมาจะเป็นยังไง นึกได้ประมาณนี้
{หมีโหด}มหาลัยจะกลายเป็นพื้นที่ของคนรวย โดยปกติคนที่จนต้องการพัฒนาตนเองให้หลุดพ้นจากการเป็นรากหญ้า
(หรือเขยิบฐานะทางสังคม) หนทางที่ทำได้คือการศึกษา ถ้าหากเขาไม่สามารถเข้าถึงมันได้ หรือได้ยากขึ้น
คนที่จน ก็จะจนต่อไป (และอาจจนยิ่งขึ้น) มันจะกลายเป็นการถ่างช่องว่างในสังคมให้กว้างขึ้นไหม
{หมีโหด} บทบาทของมหาลัยในการค้นหาคำตอบ วิพากษ์วิจารณ์สังคม
หรือเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของสาธารณะ จะยังคงอยู่สุขสบายดีแค่ไหน
{หมีโหด} เมื่อเป็นสินค้า ก็ต้องมีการทำเงิน-ไม่ทำเงิน หมายถึงสาขาวิชาที่ทำเงิน-และสาขาวิชาที่ไม่ทำเงิน
ทำเงินน่าจะเป็นแนวๆ บัญชี เศรฐศาสตร์ วิศวะหรือพวกวิทยาศาสตร์ประยุกต์(ประมาณเทคโนอะไรยังงั้น)
และที่ไม่ทำเงินคือแนวๆสังคมศาสตร์ ศิลปศาสตร์ วรรณคดี ปรัชญา ประวัติศาสตร์ อะไรอีก นึกไม่ออก
แล้วหมอล่ะ อยู่กลุ่มไหนดี :09:
เคยอ่านในอะเดย์วีคลีย์(เมื่อยังไม่เจ๊งนู้น) เค้าพูดเรื่องการศึกษาของอเมริกาประมาณว่า
อาจารย์ที่จะสอนวิชาการเงินลูกศิษย์ที่จะไปเติบโตที่ตลาดหุ้นวอลล์สตรีท
ย่อมจะได้รับค่าตอบแทนสูงกว่า อาจารย์ที่มีความรู้ความสามารถในระดับเดียวกันแต่ดันสอนวิชาปรัชญา
หากใช้กลไกการตลาดแล้ว สาขาวิชาที่ไม่สามารถแข่งขันทางการตลาดได้ จะมีสภาพแบบไหนครับ
ในเมื่อมหาวิทยาลัยต้องเลี้ยงตัวเอง การจัดสรรงบก็ต้องคำนึงถึงผลตอบแทน
ผลตอบแทนในรูปความรู้พื้นฐานมันก็ดีอยู่ แต่มหาลัยต้องเลี้ยงตัวด้วยเงินนะ
แบบนี้คำว่าลูกเมียน้อย จะเกิดกับไอ้สาขาวิชาพวกนั้นไหม
{หมีโหด} บทบาทต่อสังคมของมหาลัย อ้าว ซ้ำแล้วนี่หว่า :08:
ดูเหมือนเค้าจะบอกว่าหากออกนอกระบบจะมีเสรีภาพทางวิชาการมากขึ้นยังงั้นใช่ไหมครับ
เพราะไม่ถูกกำหนดกะเกณฑ์โดยรัฐ อ้าว แต่ดันมาถูกกำหนดกะเกณฑ์โดยตลาดนี่นะ
อันนี้ไม่รู้นะว่ารัฐบาลชุดนี้ยังไง
แต่ถึงการออกนอกระบบอาจไม่ได้ใช้วิธีคิดแบบอดีตนายกโลนลี่แพลเน็ตแล้ว
ความจริงที่ว่าการออกนอกระบบมันทำให้มหาลัยต้องหาเลี้ยงตัวเอง
ก็มีสภาพไม่ต่างไปกว่าคำแม้วนักหรอกมั้ง
ปล. อยากฟังจากพ่อเต่าแม่เต่าอีกจัง
เต่าก็เห็นว่า "พวกมาประท้วงส่วนใหญ่เห็นแก่ตัวเองทั้งนั้น" เหมือนกันใช่ไหม
ตอนสมัยอยู่ปี1อาจารย์เคยว่าไว้ว่า ถ้ามหาลัยออกนอกระบบ หมอมีโอกาสจัดอยู่ในกลุ่มที่ไม่มีใครอยากเรียน
เพราะเสียเงินเยอะ จบมาเงินไม่ดี(ดีกว่าอาชีพอื่นหลายอาชีพแต่ไม่เยอะมาก) และถ้าพลาดครั้งเดียว(หรือแม้แต่ไม่พลาด)ที่ทำงานมา10กว่าปีก็ต้องเอาไปใช่หนี้
ตอนนี้เด็กเก่งๆก็ไม่เรียนหมอกันแล้ว
ถึงอยากเรียนพ่อแม่ก็ไม่ให้เรียน
ถ้าออกนอกระบบกันแล้ว คงกลายเป็นการแบ่งชนชั้นอย่างชัดเจนเลยมั้งครับ
คนจนจะเรียนที่ไหนกันล่ะครับ ถ้าค่าเล่าเรียนมันพุ่งมาขนาดนี้
คนรวยๆคงไม่ลำบากเท่าไรหรอกครับ แต่คนรวยมันไม่ได้มีเยอะนะครับ
อย่าลืมว่าการศึกษาเป็นการพัฒนาคน ซึ่งเป็นพื้นฐานของการพัฒนาชาติ
แต่ก็ไม่รู้นะครับว่าผู้ใหญ่เขาคิดยังไงกัน
การศึกษาหรือธุรกิจ
การศึกษาก็ต้องลงทุนครับ...
ในเมื่อต้องลงทุน ก็ต้องขายครับ
การศึกษา โรงเรียน มหาวิทยาลัย
ก็ต้องดำเนินการแบบธุรกิจ
โดยเฉพาะเอกชน นี่โฆษณากันกระจายเลย
มหาลัยของรัฐมันได้เปรียบตรงที่ว่า รัฐอุปถัมภ์
อยู่มานานกว่า มีเครดิตดีกว่า ตรงนี้สบายแทบจะตายดิ้นครับ
แต่ในระบบราชการ อย่างที่บอกว่า พัฒนาถนน
จะซ่อมท่อมันยังให้รอกันเป็นชาติเศษ...
กับการพัมนาการศึกษา กับคนงี่เง่าบางจำพวก
มันจึงเป็นไปอย่างลำบากครับ
* ทุกวันนี้จุฬามีรายได้จากการทำมาหากินแถวๆ สยาม
ปีนึงหลายล้านครับ...
ธรรมศาสตร์เปิดโครงการพิเศษเลี้ยงตัวเองเป็นสิบโครงการแล้ว
ข้อเท็จจริงตรงนี้ (จากคณะศิลปศาสตร์ ม.ธ. ละกัน)
ชี้ให้เห็นว่า มหาวิทยาลัยเตรียมพร้อมแล้วสำหรับการ
ออกจากระบบราชการง้องแง้ง...
แต่พูดเรื่องคนจนนะ...
ผมมีเรื่องจริงจากมหาลัยเอกชน(ที่แม่ทำงานอยู่)
มาเล่าเลยครับ
พ่อแม่เด็กนักศึกษาจำนวนหนึ่งเป็นชาวนา
แถบอีสาน และเหนือตอนล่าง ส่งเงินให้ลูกมาเรียน
ค่าหน่วยกิตวิชาพื้นฐาน ย้ำ ... วิชาพื้นฐาน วิชาบังคับ
หน่วยกิตละ 900 กว่าบาท ... อีกทีครับ 900 กว่าบาท
(ม.ของรัฐ วิชาพวกนี้ไม่เกิน 300 มั้ง)
และนักศึกษาส่วนใหญ่ของที่นี่ เป็นมุสลิม
ที่มหาลัยไปโฆษณามาจากทางใต้
เคยมีคนโดนตำรวจมาตามจับด้วย คดีก่อความไม่สงบเนี่ย
แม่เล่าว่า มีรายนึงน่าสงสารมาก
ที่น่าสงสารคือพ่อแม่
พ่อแม่ส่งลูกเรียน(สาขาอะไรจำไม่ได้)
เรียนแล้วดรอป เรียนแล้วดรอป อยู่ 2 ปี
พ่อแม่ก็ไม่รู้จะทำยังไง...
... พอเรียกนักศึกษามาพบ ก็เจอกับสภาพแบบว่า
กระโปรงสั้น (จนก็ไม่ใช่ว่าไม่มีตังค์ซื้อกระโปรงยาวๆนะ)
เสื้อรัดรูป ใช้โทรศัพท์มือถือเครื่องละ 4000 กว่า ฯลฯ
คือเป็นภาพที่สะเทือนใจของมหาวิทยาลัยเอกชนครับ
แม่บอกว่ามันบาปเนี่ย ว่าจะลาออกอยู่ละ...
...
แม่พูดเรื่องนี้เป็นสิบครั้งละ (บ้านผมชอบคุยเรื่องหนักสมองเวลากินข้าว)
เด็กที่มาเรียนมหาลัยเอกชน ก็อยากจะได้ปริญญากันนะ แต่ไม่เรียน
พื้นความรู้ก็ไม่แน่น เรียนวิศวะก็เรียนไม่ได้ ถอดรากไม่เป็น
ภาษาอังกฤษก็ใช้ไม่ได้เลย ... แล้วก็เสีนค่าเล่าเรียนแพงลิ่วเลย
ใขณะที่ ม.ของรัฐ มันสบาย ทั้ง credit อะไรแต่ต้นก็ได้เปรียบ
ค่าเล่าเรียนถูกกว่าเป็นเท่าตัว แต่มีแต่ลูกคนรวยๆ ไปเรียน
(แล้วแม่ก็ตบท้ายว่า ถ้าให้ดีนะ ให้ผมหาทุนไปเรียนต่างประเทศดีกว่า :08:)
ตรงนี้แหละครับน่าสนใจ...
ทำไมพ่อกับแม่ซึ่งทำนา พยายามส่งลูกเรียนหน่วยกิตละ 900 ได้
เพราะค่านิยมว่า คนที่จบมหาวิทยาลัยจะได้ชีวิตที่ดีกว่าอย่างนั้น ?
... แล้วเรียนจบไปปีนึง 600 กว่าคน ได้งานไม่ถึง 200 คนนะครับ
ตรงสาขาแทบไม่มีเลย ถามว่าถ้าเอาเวลา 4 ปีในมหาวิทยาลัย
ไปเรียนสายอาชีพ ปูทางให้ชีวิตตัวเองจะไปได้ไกลแค่ไหนแล้ว...
อีกมุม... สมมติว่าถ้าคุณบอกว่ามหาลัยของรัฐสอนดีฉิบหาย...
แล้วให้คนจนๆ ได้มีโอกาสเล่าเรียน... แต่ถามว่าคนที่มันโชคร้าย
ไม่ได้เกิดมาในสภาพที่พร้อมจะเรียนมหาวิทยาลัย คนจำนวนมากก็
เรียนไม่ได้นะครับ
ผมมองว่าคนที่ฐานะไม่ดี แต่มีโอกาสดี ตั้งใจ เก่ง ขยัน ฯลฯ
อย่างไรคนพวกนี้ก็เรียนในมหาวิทยาลัยดีๆ ได้ หาทุนได้บ้าง กู้เรียนได้บ้าง
คนตั้งใจจบมามีงานทำแน่อยู่แล้วครับ (พ่อบอกว่ารุ่นนึงคน 400 คนมีเก่งๆ คนเดียวเอง)
ที่น่าจะทำคือ ค่านิยมที่ว่าเรียนมหาวิทยาลัยแล้วจะรวย มันควรจะต้องถูกบำบัดครับ
มหาวิทยาลัย = มหา + วิทยา + อาลัย แปลว่า ที่อยู่ของความรู้อันยิ่งใหญ่
ต่างกับ
มหา + ปริญญา + อาลัย ... ที่อยุ่ของมหาปริญญา
เป็นไปไม่ได้ครับที่ทุกคนจะได้เรียนมหาวิทยาลัย
ไม่ได้หมายความถึงฐานะ นะครับ
แต่มันเป็นเหมือนชะตาฟ้าลิขิต
ใครเกิดมาในสังคมที่ดีกว่า ชีวิตมันก็ได้เปรียบ...
จะโทษฟ้าดินหรือไรดีครับ ที่บางคนเกิดมาก็เจอแต่สังคมเฮงซวย...
คิดมากชักจะง่วงละครับ :08:
:12: + เต่า
ในฐานะที่เขียนยาวดี {หมีโหด}
ชอบคุณเต่าเขียนเช่นกันค่ะ
:42:
ช่วงนี้ห่างข่าวสาร :01: ก็ตามมาอ่านในนี้เ็ป็นระยะๆ แหละค่ะ
ปัญหาลูกโซ่ ไม่จบไม่สิ้นจริงๆ
หาตัวเริ่มไม่ได้ หาทางปิดก็ไม่ได้เหมือนกัน
มันแล้วแต่ชะตาของคนจริงๆ ค่ะ
น้อยนัก ที่ที่บ้านขาดโอกาส แต่ได้ทุนเรียน และได้งานทำต่อ
ที่เหลือก็ ได้เรียน แต่ไม่มีงาน
ไม่ก็ มีโอกาสได้เรียนที่ดีๆ แต่ไม่ใช้โอกาสนั้นๆ ให้คุ้มค่า
ชีวิตไม่เคยยุติธรรมจริงๆ
เรียนฟรีมีที่ไหน
ในใบเสร็จ ช่องที่เขียนว่าค่าเรียนฟรีน่ะจริงอยู่ แต่ค่าบ้าค่าบออื่นๆ ก็ไม่หนีโรงเรียนเอกชนเท่าไหร่เล้ย
แม่เคยเล่าให้ฟังว่า นักศึกษาที่มากู้เรียน ใช้ของ ใช้มือถือแพงกว่าชั้นอีก ให้ตาย - -"
(เหตุเกิด ณ สถาบันที่เปลี่ยนคำนำหน้าเป็นมหาวิทยาลัยไปหมาดๆ ไม่เท่าไหร่)
เฮ้อ ดังๆ สักที ให้ประเทศไทยอันเป็นที่รัก
เพราะทุกคนเป็นคนเท่ากัน แต่ไม่เท่ากันนี้แหละครับ
และทุกด้านมีมุมมองที่แตกต่างกัน ถ้าคนเราเท่ากันตั้งแต่แรก จนตาย
ก็ไม่ต้องเรียนแล้วละ
เราเรียนก็เพื่อให้ ไม่เท่ากันอยู่แล้ว
ไม่รู้จะอธิบายยังไงพูดไม่ถูก :08:
.
กว่าจะหลบหลีกกระจู๋จืดๆ ปั่นๆ มาเจอจู๋นี้ได้ก็ปาเข้าไปหน้าที่ 5 แล้ว :08:
ซึ่งบอกก่อนเลยว่าตูยังไม่ได้ตัดสินใจฟันธงว่ามันดีหรือไม่ดีนะ
ก็คือมุมที่เราอยู่เนี่ยมันเป็นมุมที่เสียผลประโยชน์อยู่แล้ว
(ค่าเทอมแพงขึ้น มหาลัยกระหลั่วขึ้น ฯลฯ อันนี้รู้กันอยู่แล้วหรือเปล่า)
พอดีตูเคยเป็นประธานนักเรียนสมัยเรียนอยู่มหาลัยแห่งนึงย่านท่าช้าง
ซึ่งบอกตามตรงว่าตัวเองไม่มีสิทธิ (หรือถูกทำให้ไม่มีสิทธิ) ในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารเรื่องของกระบวนการนี้เลย
ในมุมของผู้บริหารมหาลัยที่เขาจัดการกระบวนการนี้กันเอง
ถือว่าการออกนอกระบบเป็นสิ่ง "จำเป็นมาก" ครับ
เพราะตามแนวคิดในอุดมคติ ก็คือ
1.
ออกนอกระบบแล้วจะทำให้ยุทธศาสตร์ด้านการบริหารดีขึ้นและง่ายขึ้น
เพราะ เมื่อออกนอกระบบแล้ว --> ต้องพัฒนาบุคลากรภายในกันยกใหญ่ ให้ทันมหาลัยอื่น
คือถ้าตัวบุคลากรยังเช้าชามเย็นชาม คุณก็ไปทำงานที่อื่นซะ เราไม่ใช่ข้าราชการแล้วนี่
แล้วในองค์กรก็จะเกิดการแข่งขันกันเอง ผลดีจะตกอยู่กับตัวสถาบันครับ
แต่อย่าลืมว่าในชีวิตจริง (ในโลกแห่งความจริง ไม่ใช่โลกอุดมคติแล้วนะ ปรับโหมดให้ทันนะ)
เรายังต้องอยู่กับเซลเล็กๆ เหล่านี้ หรือไม่เราก็ต้องกลายเป็นเซลเล็กๆ เหล่านี้
ความซวยก็จะตกอยู่กับมนุษย์ธรรมดาๆ ที่ไม่ได้เหยียบหัวคนอื่นเพื่อสร้างผลงาน
เตรียมตัวมองภาพการชิงดีชิงเด่นของบริษัทเอกชนธรรมดาๆ ทั่วไปได้เลยครับ
ใครเลียแข้งเลียขาผู้จัดการเก่งๆ สิ้นปีก็ได้โบนัสมากกว่าชาวบ้าน ได้เลื่อนตำแหน่ง ขึ้นเงินเดือน
ส่วนใครไม่มีพรรคพวก หรือเป็นพวกทำงานดีแต่อันซีนในบริษัท ก็นั่งถ่ายเอกสารกันต่อไป
นี่แค่ด้านที่หนึ่งนะ เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ที่ตูหยิบเอาแค่ด้านลบมาพูด :21:
2.
ในมุมของลูกค้าอย่างเราๆ หรือลูกหลานเราๆ หรือใครที่กี่ยวกะเรา
(มันก็จริงอย่างที่ใครบอกว่า เราเห็นแก่ผลประโยชน์ของตัว - ไม่สิ ของลูกหลานเหลนโหลนเราด้วยนะ)
มหาลัยที่เคยอยู่ดีๆ ก็ต้องเร่งรับนักศึกษาเพื่อเพิ่มจำนวนหัวมากขึ้น
เพิ่มทำไม -- เพราะรายได้หลักมาจากจำนวนหัวของนักศึกษานี่แหละ
ที่จะสร้างอาคาร สร้างตึก สร้างสื่อการสอน จ้างบุคลากรเจ๋งๆ มาสอน
ผลกระทบทีเกิดขึ้นแล้วในมหาลัยแห่งนึงในย่านท่าช้าง
ก็คือการเปิดวิทยาเขตเพิ่มเพื่อรองรับการออกนอกระบบเหล่านี้
เนื่องจากแต่เดิมเป็นเพียงมหาลัยจนๆ อยู่อย่างพอเพียง
ที่รัฐอุ้มชูมาตลอด ไม่รู้ว่าเขาได้อะไรเท่าไหร่จากสถาบันนี้
แต่ในที่สุดเมื่อมีกลไกการตลาดเข้ามาเกี่ยวข้องปั๊บ
มหาลัยที่ได้เปรียบก็คือมหาลัยที่มีภาษีสังคมสูงอยู่แล้ว
นี่เป็นเหตุผลที่จุฬา (หมายถึงผู้ใหญ่ของจุฬานะ ไม่ใช่นักศึกษาที่ออกมาประท้วงปาวๆ)
หรือเกษตร หรือที่อื่นที่มีจำนวนหัวเยอะๆ เขาก็ยินดีกับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้
ส่วนมหาลัยจนๆ เล็กๆ เก่าๆ -- ไม่ต้องไปอ้างที่ไหนล่ะ เอาศิลปากรนี่แหละ
ก็เลยต้องพลิกโฉมตัวเองครั้งใหญ่มากๆ ด้วยการเพิ่มจำนวนหัว และเพิ่มค่าเทอม
- คณะถาปัดที่เคยมีเด็กชั้นปีละ 60 คน ก็กระโดดเป็น 100 กว่คน จำชื่อพ่อแม่กันไม่ได้แล้วเดี๋ยวนี้
- กิจกรรมนักศึกษา (เย้! ยังไม่มีใครพูดเรื่องนี้) ก็กลายเป็นสิ่งที่ต้องถูกเพิกเฉย (มันไม่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับการแข่งขัน)
- คณะใหม่ๆ เปิดตัวผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด เอ๊ะ หรือเป็นฟองสบู่ดี จะได้ดูเปรียบเทียบให้่มันร้ายๆ
- มหาลัยได้ตังค์สนับสนุนเยอะขึ้น ขอแบ่งงบง่ายขึ้น นักศึกษาช่างมัน <--อคติไปหน่อย
- ฯลฯ (แปลว่าขี้เกียจพิมพ์)
เอาเถอะครับ ตูก็พ้นวัยนักศึกษามาแล้ว แต่ยังเพิ่งเป็นวัยรุ่น
ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับตัวก็แค่ น้องสาวบุญธรรมคนเล็กที่บ้าน ยังไม่ได้เข้ามหาลัย
แล้วก็ผลการเรียนไม่ได้วิเศษวิโสอะไร คือยังเป็นมนุษย์ธรรมดาๆ ที่เฉยๆ กับทักษิณ
พ่อกับแม่ตูก็ซวยหน่อยที่ต้องส่งเสียน้องคนนี้ให้มีอนาคตที่ดี (แปลว่าได้เรียนที่ดีๆ และไม่แพง)
แต่ออกนอกระบบแล้วมันจะดีหรือเปล่าก็ไม่รู้นะ
เหมือนกับอยู่ดีๆ ปรับโครงสร้างตำรวจขึ้นมา
แต่จ่าคนที่ปากหมาๆ ที่คอยรับเรื่องร้องทุกข์ยังเป็นคนเดิม
:41:
ป.ล.
(+2) อีเต่า ในฐานะที่ครอบครัวมีปัญหา
และ (+1) เดือน เพราะทำให้เลข จพส สวยดี
ชอบตอนอยู่กันจนๆมากกว่านะ :08:
ยังไม่ฟันธงเหมือนกันครับ ว่ามันดี-เลวยังไง
แค่อยากถามว่า อะไรจะมาเป็นหลักประกันว่า ไอ้ 3-4 ปัญหาที่ว่าไว้นู้น จะไม่เกิดขึ้น
1.ช่องว่างของสังคม คนจน จนต่อไป อยู่กับวัฏจักร โง่-จน-เจ็บ ต่อไป
2.บทบาทในเชิงสาธารณะของมหาวิทยาลัยจะอยู่ในสภาพไหน อย่างกิจกรรมนักศึกษาก็อย่างนึงล่ะ
3.สถานะของสาขาวิชาที่ไม่สามารถสร้างมูลค่าทางการตลาดได้ จะเป็นยังไง
ใครพอจะเล่าให้ฟังได้ไหม มีคนพูดไว้หรือยังว่าอะไรเป็นหลักประกันว่า
เรื่องพวกนี้จะไม่เกิดขึ้น หรืออย่างน้อยก็ไม่แย่ไปกว่าปัจจุบัน
อ่านเรื่องแม่เต่าแล้ว เห็นภาพชัดมากเลย
พ่อแม่ขายวัวส่งควายเรียนแท้ๆ
แต่ยังสงสัยในประเด็นที่ว่า เป็นไปไม่ได้ที่ทุกคนจะได้เรียนมหาลัย
และคนจน หากพยายามเข้า อย่างไรก็สามารถเรียน
มีงานมีการทำ เขยิบฐานะทางสังคมตัวเองได้
เราไม่ได้มองว่า สังคมอุดมคติทุกคนที่อยากเรียนต้องได้เรียนอะไรทำนองนั้นนะ
แต่อย่างที่ทุกคนรู้ ประเทศเราเป็นหนึ่งในประเทศที่มีปัญหาช่องว่างทางสังคมสูง
คนรวยก็รวยกันไป คนจนก็จนกันต่อไป
ชนชั้นล่าง-ชั้นบนก็อยู่อย่างเดิม หรือถ่างกว้างขึ้นในบางยุคสมัย
แล้วเป็นที่ทราบกันดีว่า การเขยิบสถานะทางสังคมของชนชั้นใดๆ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งชนชั้นล่าง หากอยากหลุดพ้นจากวงจร จน-โง่-เจ็บ อยู่ร่ำไปอย่างทุกวันนี้
หนทางที่สามารถเป็นบันไดวิเศษ หรือสูตรลัดด่านมีอยู่เพียง 2 ทางคือ
การศึกษา(โดยเฉพาะระดับอุดมศึกษา) และถูกหวย :08:
เพราะงั้นการที่คนบ้านนอกอยากให้ลูกเรียนมหาลัย
กับการอยากถูกหวย จึงมาจากพื้นฐานความต้องการเดียวกัน
เราจึงต้องไปแก้ที่นโยบายหวย มาช่วยเป็นทุนให้เด็กเรียนหนังสือ อ้าว ไม่ใช่นี่หว่า :07:
แค่อยากรู้ว่า รัฐควรจะเป็นตัวกำหนดควบคุมให้กระบวนการนี้เป็นไปได้ง่ายขึ้นไม่ใช่เหรอ
เพราะหากประชาชนหลุดพ้นจากความจนเจ็บเหล่านั้น ประเทศชาติก็จะพัฒนาไปด้วย
เรื่องโชคชะตาฟ้าลิขิตอย่างไรนั่น รัฐช่วยดลบันดาลให้มันเกิดขึ้นได้ หรือให้มันเป็นไปได้ง่ายขึ้น
อย่างน้อยก็ไม่ควรทำให้มันยากกว่าในปัจจุบันไม่ใช่เหรอ
เพราะเราไม่เชื่อเรื่อง คนจน หากพยายาม หรือเรียนเก่งมากๆ ยังไงก็เรียนได้ จบมามีงานทำ
คนที่จนจริงๆ ไม่มีทางเลือกมากขนาดนั้นหรอก ชีวิตจริงมันไม่ได้ดีกับเค้ามากขนาดนั้น
จะบอกว่า เธอโชคร้าย ไม่ได้อยู่ในสภาพที่จะเรียนได้ ทำใจเสียเถิดยังงั้นเหรอ
ที่ว่าใครเกิดมาในสังคมที่ดีกว่า ชีวิตมันก็ได้เปรียบ... ทำให้นึกถึงอีกคำนึง
โลกาภิวัฒน์ ที่แปลงทุกอย่างให้เป็นสินค้า ข้อดีคือมันทำให้เรามีเสรีภาพที่จะเลือกอะไรก็ได้
แต่ต้องต่อท้ายด้วยนะว่า...ตราบเท่าที่คุณมีเงินมากพอ
โลกนี้แม่งวุ่นวายเนอะ ครับ.. :08:
อ้างคำพูดจาก: เก้อ เมื่อ 09 ธ.ค. 2006, 16:56 น.
อ่านเรื่องแม่เต่าแล้ว เห็นภาพชัดมากเลย
พ่อแม่ขายวัวส่งควายเรียนแท้ๆ
หมายถึงไอ้เต่าใช่ไหม
งั้นค่าเล่าเรียน แบ่งเก็บตามฐานะดีกว่าเนอะ {หมีโหด}
อัตราคนรวย เท่านี้ อัตราคนจนเท่านี้ :25:
(แล้วก็มีปัญหาความไม่เท่าเทียมกันอีก เรื่องหนึ่ง)
เป็นคนมันเหนื่อย :42:
เทอมนี้กิ๊กเองก็ได้รับผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเรื่องนี้นิดหน่อย
จริงๆแล้ว ตอนนี้มหาลัยที่อยู่ปัจจุบัน คงยังไม่มีนโยบายออกนอกระบบหรอก
แต่ว่าคณะกิ๊ก ทำตัวออกนอกระบบเอง
ปรับค่าเทอมแพงขึ้นประมาณ 5 เท่า
จากเดิมหน่วยกิตละ 150 ปรับขึ้นเป็น 900
เอาค่าเทอมไปถามที่คณะ ...ถามอจ.
อจ.ก็เลยเล่าให้ฟังว่า เงินงบประมาณที่รัฐให้แต่ละคณะ ไม่เคยเพิ่มขึ้นเลย
10 ปีที่แล้วได้เท่าไหร่ ก็ยังได้เท่านั้นแหละ
ทุกๆปี ค่าใช้จ่ายจะเพิ่มขึ้นตลอด
แล้วจะเอาเงินมาจากไหน?
อันนี้ผลกรรม ก็ตกไปยังเพื่อนร่วมคณะที่เป็นเด็กโครงการพิเศษ
ที่ต้องเสียค่าเทอมแต่ละทีก็ครึ่งแสน
เงินในคณะส่วนใหญ่ก็เลยมาจากเด็กที่ค่อนข้างมีฐานะ
เป็นการแชร์กันอีกทางหนึ่ง
ดูดิ ปีนี้สร้างตึกใหม่อีกแล้ว บอกว่าตึกเรียนไม่พอ ที่จอดรถไม่มี :39:
แต่ยังดีที่มีโรงอาหารติดแอร์ มี UBC ให้ดูเวลาพักเที่ยง :45:
แต่นะ ศิลปากรเค้ายังไม่ออกนอกระบบหรอก
:22:
เข้าสู่ทุนนิยมเต็มตัวเข้าไปเรื่อยๆแล้ว
นึกออกแล้ว เด็กโครงการพิเศษ ไง
ที่เอาเงินเค้ามาช่วยคนที่อยากเรียนแต่ไม่ค่อยมีเงิน
เพราะที่คณะเอก็มีแล้วนะ แพงกว่า เท่านึงเอง :42:
เอ้อ
ขอบคุณความเห็นของหลายๆ ท่าน ที่ช่วยเปิดประเด็นความคิดค่ะ
อ้างคำพูดจาก: Long time เมื่อ 09 ธ.ค. 2006, 18:54 น.
อันนี้ผลกรรม ก็ตกไปยังเพื่อนร่วมคณะที่เป็นเด็กโครงการพิเศษ
ที่ต้องเสียค่าเทอมแต่ละทีก็ครึ่งแสน
เงินในคณะส่วนใหญ่ก็เลยมาจากเด็กที่ค่อนข้างมีฐานะ
เป็นการแชร์กันอีกทางหนึ่ง
เด็กโครงการพิเศษคืออะไรเหรอคะ
ทำไมต้องจ่ายเงินด้วย :09:
ก็ผู้มีอุปการคุณไง {หมีโหด}
งง
.
อ้าว ทำไมอะคะ :08:
เพราะเป็นโครงการพิเศษ ไม่อยากแย่งใครเข้าสอบเพื่อเรียน
จ่ายตังแล้วสอบนิดๆ หน่อยๆ ได้เรียนเลย {หมีโหด}
ไม่แน่ใจว่าเป็นแบบเดียวกันหรือเปล่า
เมื่อปีที่แล้ว ช่วงก่อนสอบ onet anet จะมีโควต้าต่างๆ
บางแห่งเป็นการสอบเพื่อให้ทุน บางแห่งเป็นการสอบเพื่อเข้าคณะนั้นๆตามปกติ
แต่ก็มีบางแห่งที่ให้สอบโดยใช้ชื่อว่าโครงการพิเศษ
คนที่เข้าโครงการนี้ เรียนเหมือนคนอื่นตามปกติทุกอย่าง แต่มีค่าเทอมแบบพิเศษๆ
ข้อดีคือ ได้ที่นั่งเรียนก่อนใคร ในคณะนั้นๆ
ข้อเสียคือ ค่าเทอม แพงกว่าปกติถึงเท่าตัว
โดนตัดหน้า...
โครงการพิเศษแบบนั้น ไม่ทราบรายละเอียด เจอแต่แบบนี้
มันครือๆ กัน :42:
เข้ามางง... :31:
เห็นคณะเภสัชฯ มีหลักสูตรอินเตอร์ฯด้วย
ผมเรียน ม.เปิดอ่ะ จะโดนไรด้วยมั้ย...
:09:
พูดถึงเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา
ไม่เห็นมีเพื่อนผมมันใช้คืนกันเลย
ไม่เห็นมันพูดถึงด้วย
รุ่นหลังๆจะเอาเงินมาจากไหน :09:
ผมว่าการออกนอกระบบ
มันคงดีในแง่อุดมคติมั้ง
มันก็เหมือนที่เราบอกกันว่าประชาธิปไตยสิดี
แต่ไม่เคยมองดูคนที่อยู่กับระบบนั้นๆว่ามีปัญญาทำตามอุดมคติหรือเปล่า
สุดท้ายเมื่อไม่มีเงินจากรัฐ
มหาวิทยาลัยก็ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อหาเงิน
ไม่จริงหรอกว่าเรียนที่ไหนก็เหมือนกัน
ก็เห็นๆกันอยู่ว่ามันได้เปรียบเสียเปรียบกันอยู่แล้ว
อะไรที่มีเงินมาเป็นข้อแม้ ไม่น่าไว้ใจหรอกครับผมว่า :08:
ตอนนี้เขาเปลี่ยนเป็น เงินกู้เพื่อการศึกษาที่ผูกกับรายได้ในอนาคต
ผมก็เป็นคนหนึ่งที่กู้เรียน ตอนนี้ก็ส่งคืนมา 3 ปีแล้ว ยังมีเวลาอีก 12 ปี :44:
การชำระคืนเป็นเรื่องที่ผู็กู้ต้องให้ความสนใจ ติดตามและชำระตามกำหนด
คือ วันที่ 5 เดือน 7 ของทุกปี คือวันตัดยอดงินกู้ประจำปี
ส่วนผู้ที่ไม่ชำระ นอกจากจะโดนปรับเรื่องดอกเบี้ยนแล้ว (ดอกเบี้ยปกติ คงที่ 1%)
เรื่องการฟ้องก็ค่อยๆ ฟ้องกันไปครับ
เพื่อนผมเองตอนนี้มันก็ยังไม่ใช้เงินคืน แต่ไม่ยักมีการติดตาม
ด้วยเหตุนี้แหละเลยเปลี่ยนเป็นผูกกับรายได้ในอนาคต
รายละเอียดไม่รู้เรื่องเงื่อนไขเหมือนกัน ของผมเป็นระบบเดิม ไม่ใช่ระบบใหม่
ของแฟนผม ตอนแรกเค้าก็บอกว่าจะไม่จ่ายคืน... จนผมบอกว่าควรจะจ่ายคืน เพราะมันเป็นเงินที่ยืมมา เป็นเงินของรัฐ ไม่งั้นเด็กรุ่นหลังไม่มีใช้
คำตอบที่แฟนให้กลับมาคือ
"อ้าว ไม่ใช่เงินส่วนตัวของทักษิณเหรอ"
:30:...... ฮากริบเลยครับ :08: แต่ว่าแฟนผม,พ่อแม่แฟน, และเพื่อนร่วมรุ่นของแฟนผม70-80กว่าคน คิดเหมือนกันหมด เพราะคนที่จัดแจงเรื่องการไปทำเป็นคนของพรรคไทยรักไทย ตอนให้ข้อมูลเขาบอกอย่างนั้น... และบอกประมาณว่าไม่ต้องใช้คืน
ตกลงไม่ต้องใช้คืนใช่มั้ยครับ :27:
อ้างคำพูดจาก: i!Papa-Roach!i เมื่อ 10 ธ.ค. 2006, 18:55 น.
ผมเรียน ม.เปิดอ่ะ จะโดนไรด้วยมั้ย...
:09:
ของรัฐบาลไหมหล่ะ
ที่ทำงานผม ผมได้ยินคำว่า ออกนอกระบบมาไม่ต่ำกว่า 6 ปีแล้วนะครับ จนป่านนี้ก็ยังไม่ได้ออก ได้ข่าวลึกๆว่า ผู้บริหารก็อยากจะออกนอกระบบกันเต็มที่
แต่ที่อ่านๆมาหลายหน้า รู้สึกว่าจะมีความเห็นจากด้านของคนภายนอกซะเยอะมาก นอกจากบักเต่าและครอบครัว
อยากลองฟังมุมมองของคนที่ทำงานในหน่วยงานของมหาวิทยาลัยบ้าง ว่าเค้าคิดกันยังไง
นอกจากเรื่องขึ้นค่าหน่วยกิจ ค่าเทอมแพงขึ้น คนจนไม่ได้เรียน และอะไรอีกนะ อ๋อ เรื่องขึ้นเงินเดือนผู้บริหาร
ปล.ไว้หายปวดหัวก่อน จะมาเล่าอะไรเครียดๆให้ฟัง
ปอ. ผมก็บอกไม่ได้นะว่ามันดีหรือไม่ดี สำหรับ ม.ที่ผมทำงานอยู่ เป็นเพราะข้อมูลมันมีไม่พอที่จะฟันธงหนะ(ข่าวลือและข่าวลวงเยอะมาก)
หลายๆเหตุผลครับ
ทำไมจุฬาฯ ไม่อยากออกนอกระบบ (http://www.pantip.com/cafe/wahkor/topic/X4943325/X4943325.html)
ขออนุญาตขุดค่ะ
ไม่รู้ไม่ชี้ค่ะ เรียนจะจบแล้ว
แต่ถ้าจะเรียนต่อ อาจซีด :42:
อ้างคำพูดจาก: Pond เมื่อ 09 ธ.ค. 2006, 21:30 น.
ไม่แน่ใจว่าเป็นแบบเดียวกันหรือเปล่า
เมื่อปีที่แล้ว ช่วงก่อนสอบ onet anet จะมีโควต้าต่างๆ
บางแห่งเป็นการสอบเพื่อให้ทุน บางแห่งเป็นการสอบเพื่อเข้าคณะนั้นๆตามปกติ
แต่ก็มีบางแห่งที่ให้สอบโดยใช้ชื่อว่าโครงการพิเศษ
คนที่เข้าโครงการนี้ เรียนเหมือนคนอื่นตามปกติทุกอย่าง แต่มีค่าเทอมแบบพิเศษๆ
ข้อดีคือ ได้ที่นั่งเรียนก่อนใคร ในคณะนั้นๆ
ข้อเสียคือ ค่าเทอม แพงกว่าปกติถึงเท่าตัว
โครงการพิเศษที่บอกคล้ายๆกับเด็กภาคสมทบที่หลายๆม.เรียกกันนั่นแหละ
แต่ว่าที่ศิลปากรจะดีกว่า
เพราะว่าเค้าให้เด็กโครงการพิเศษ เรียนกับเด็กที่เข้าแบบปกติ
ไม่แบ่งแยก เหมือนม.ขอนแก่น ( รู้แค่ม.ขอนแก่น)
ข้อดี คือ ได้เรียนม.รัฐ
เรียนกับเด็กภาคปกติ เป็นการกระตุ้นอีกทางให้ตั้งใจเรียน
ข้อเสีย คือ จ่ายค่าเทอมเยอะกว่าประมาณ 8-9 เท่า
ส่วนเรื่องจองที่นั้น
ที่คณะจะใช้สิทธิว่า ใครมาเรียนเช้าก็เลือกนั่งได้ตามสบาย
ส่วนใหญ่นั่งตรงไหนก็เห็นเหมือนกัน แต่ถ้านั่งหลังจะแอบหลับได้
อ้างคำพูดจาก: นักสืบ เมื่อ 09 ธ.ค. 2006, 22:35 น.
เห็นคณะเภสัชฯ มีหลักสูตรอินเตอร์ฯด้วย
มีหลักสูตรอินเตอร์ที่เภสัช ศิลปากรด้วยค่ะ
ปีนี้เปิดเป็นปีที่ 2 แล้ว
การเรียนคือ จะเรียนเป็นภาษาอังกฤษหมด
คุยในห้องก็ต้องเป็นภาษาอังกฤษเท่านั้น
เฮ้อ แค่ภาษาไทย ก็แย่แล้ว -*-
กิ๊กยังเรียนไม่จบเหรอ :09:
มันเพิ่งปี 4 นะ :30:
(เอ๊ะ หรือ 3 หว่า)
กำลังจะเข้ามหาลัย แพงแน่เลยค่าเทอม :05:
ของผม มอ.ภูเก็ต
เทอมละประมาณ 15,000 บาท (ของภาคคอมพิวเตอร์) หรือ
เทอมละประมาณ 35,000 บาท (ของภาคอุตสาหกรรมบริการ)
ก็ไม่แพงมาก
แต่แพงกะค่าครองชีพที่นี่แหละ
กินได้กินดี กินเช้าสายเที่ยงบ่ายเย็น
วันละ 200-300
อยู่ในระบบ มหาวิทยาลัยก็ไม่แข่งขันอะไร ผิดหลักทุนนิยม
มันต้องเลิกอุ้มแล้วให้มันแข่งขันกัน เพื่อความสุดยอดในยุทธจักรการศึกษา การศึกษาจะก้าวกระโดดเพราะต้องพัฒนาหลักสูตร แย่งเด็ก มหาวิทยาลัยห่วยๆ ก็ต้องปรับกลยุทธ ฯลฯ
สรุปแล้ว ภาพในฝันก็ดูดี ความเป็นจริงสังคมแบบไทยๆไม่น่ารอด
ผมคิดเสมอว่าหากมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ ควรแข่งขันกันหารายได้จากงานวิจัย และกิจกรรมที่สามารถหารายได้กิจกรรมอื่นๆ ผมไม่รู้คณะบัญชี มธ.เขาทำอะไร รู้แต่ว่ารายได้มีปีละหลายร้อยล้านบาท รวยสมชื่อคณะจริงๆ
ถ้าออกนอกระบบผมว่าจะให้นิติ ธรรมศาสตร์เปิด law firm เป็นของตัวเอง ทำสำนักงานทนายความฝึกหัด เอาให้เหมือนสำนักงาน TUBI ของธรรมศาสตร์ที่ส่งเสริมการทำธุรกิจของเด็กบัญชีอ่ะ จะได้รวยๆ เอาเงินมาอุดหนุนการศึกษาของนักศึกษา มากกว่าจะมุ่งเอาเงินจากค่าหน่วยกิต
ปล.อย่าคิดว่าจะไม่ช่วยสังคมนะ เพราะที่ธรรมศาสตร์มีสำนักงานช่วยเหลือทางกฎหมายสำหรับประชาชนยากไร้ฟรี โดยเงินอุดหนุนจากรัฐบาลแยกเป็นเอกเทศไม่ผูกกับงบประมาณมหาวิทยาลัย :33:
ถ้าทำ law firm จริงคงต้องมีคุณภาพหน่อย ไม่งั้นเสียชื่อธรรมศาสตร์หมด คงจะดีเพราะเด็กจะได้แข่งขันมุ่งสู่การฝึกภาคปฏิบัติได้จริงไม่ต้องง้อเอกชน
มีเงินในบัญชี สามหมื่นกว่าบาท กดสองสามที เงินหายไปจากบัญชี สามหมื่นบาท (ลงทะเบียนเรียน)
:05:
อ้างคำพูดจาก: Long time เมื่อ 18 ธ.ค. 2006, 02:58 น.
โครงการพิเศษที่บอกคล้ายๆกับเด็กภาคสมทบที่หลายๆม.เรียกกันนั่นแหละ
ถ้าเป็นพวกภาคสมทบรู้สึกจะได้ยินมานานแล้วนะ ตั้งแต่รุ่นผม (รุ่น 42 อ่ะ :39:)เท่าที่รู้มาค่าเทอมจะแพงกว่าปกติ
ผมจบแล้ว ใครจะเป็นยังไงไม่สน
ไว้เดี๊ยวมีลูกค่อยว่ากันอีกที
อ้างคำพูดจาก: icez เมื่อ 18 ธ.ค. 2006, 23:00 น.
ของผม มอ.ภูเก็ต
เทอมละประมาณ 15,000 บาท (ของภาคคอมพิวเตอร์) หรือ
เทอมละประมาณ 35,000 บาท (ของภาคอุตสาหกรรมบริการ)
ก็ไม่แพงมาก
แต่แพงกะค่าครองชีพที่นี่แหละ
กินได้กินดี กินเช้าสายเที่ยงบ่ายเย็น
วันละ 200-300
น้องดาก็เรียนอยู่นี่ ชื่อต่อ(น่ารักด้วย) เรียนอะไรที่เกี่ยวกะโรงแรมๆอะ
ขยันทำงานพิเศษมากๆ เห็นน้องบอกว่าที่นี่เค้าสนับสนุนให้เด็กทำงานพิเศษกัน :12:
อ้างคำพูดจาก: Samurai Out!! เมื่อ 18 ธ.ค. 2006, 23:32 น.
อยู่ในระบบ มหาวิทยาลัยก็ไม่แข่งขันอะไร ผิดหลักทุนนิยม
มันต้องเลิกอุ้มแล้วให้มันแข่งขันกัน เพื่อความสุดยอดในยุทธจักรการศึกษา การศึกษาจะก้าวกระโดดเพราะต้องพัฒนาหลักสูตร แย่งเด็ก มหาวิทยาลัยห่วยๆ ก็ต้องปรับกลยุทธ ฯลฯ
สรุปแล้ว ภาพในฝันก็ดูดี ความเป็นจริงสังคมแบบไทยๆไม่น่ารอด
ผมคิดเสมอว่าหากมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ ควรแข่งขันกันหารายได้จากงานวิจัย และกิจกรรมที่สามารถหารายได้กิจกรรมอื่นๆ ผมไม่รู้คณะบัญชี มธ.เขาทำอะไร รู้แต่ว่ารายได้มีปีละหลายร้อยล้านบาท รวยสมชื่อคณะจริงๆ
ถ้าออกนอกระบบผมว่าจะให้นิติ ธรรมศาสตร์เปิด law firm เป็นของตัวเอง ทำสำนักงานทนายความฝึกหัด เอาให้เหมือนสำนักงาน TUBI ของธรรมศาสตร์ที่ส่งเสริมการทำธุรกิจของเด็กบัญชีอ่ะ จะได้รวยๆ เอาเงินมาอุดหนุนการศึกษาของนักศึกษา มากกว่าจะมุ่งเอาเงินจากค่าหน่วยกิต
ปล.อย่าคิดว่าจะไม่ช่วยสังคมนะ เพราะที่ธรรมศาสตร์มีสำนักงานช่วยเหลือทางกฎหมายสำหรับประชาชนยากไร้ฟรี โดยเงินอุดหนุนจากรัฐบาลแยกเป็นเอกเทศไม่ผูกกับงบประมาณมหาวิทยาลัย :33:
ถ้าทำ law firm จริงคงต้องมีคุณภาพหน่อย ไม่งั้นเสียชื่อธรรมศาสตร์หมด คงจะดีเพราะเด็กจะได้แข่งขันมุ่งสู่การฝึกภาคปฏิบัติได้จริงไม่ต้องง้อเอกชน
อ่าวเฮ้ย มาแล้วเรอะ :38:
หายหน้าหายตาไปนาน
สวัสดี คุณเพื่อนร่วมค่าย
สรุปว่าไม่มีทำประชาพิจารณ์แล้วใช่มะคะ
ยังไงมตินี้ก็เป็นเอกฉันท์ :09:
สรุปว่าสายเกินกว่าจะทำประชาพิจารณ์แ้ว
อ้างคำพูดจาก: [-[[aida]]-] เมื่อ 19 ธ.ค. 2006, 20:59 น.
น้องดาก็เรียนอยู่นี่ ชื่อต่อ(น่ารักด้วย) เรียนอะไรที่เกี่ยวกะโรงแรมๆอะ
ขยันทำงานพิเศษมากๆ เห็นน้องบอกว่าที่นี่เค้าสนับสนุนให้เด็กทำงานพิเศษกัน :12:
การโรงแรมมั้ง (ภาคอุตฯ นั่นแหละครับ)
ปี 2 > 30% ทำ part time กัน
ปี 3 > 30%
ทำ part ไทร์กัน :30:
* ไอนี้ล้อเล่นฮะ
แต่เด็กที่นี่ทำงานพิเศษกันเยอะมากเลย
รายได้แบบว่า - -' นะ
ภูเก็ต งานเยอะมากๆ :42:
พูดภาษาอังกฤษเป็นนะ สบายไปแปดอย่าง
อ้างคำพูดจาก: ^-FakE-^ เมื่อ 20 ธ.ค. 2006, 02:24 น.
ภูเก็ต งานเยอะมากๆ :42:
พูดภาษาอังกฤษเป็นนะ สบายไปแปดอย่าง
1. หางานได้
2. หากินได้
3. หาเงินได้
4. เที่ยวได้
5. แถได้
6. เนียนได้
7. แอบได้
8. หา
ผัวเมียฝรั่งได้
อ้างคำพูดจาก: icez เมื่อ 20 ธ.ค. 2006, 13:35 น.
8. หาผัวเมียฝรั่งได้
น้องฝึกงานตอนนี้ได้แฟนฝรั่งไปหลายคนแล้ว :33:
มฟล. เท่าที่เคยคุยกับ เด็ก มฟล. รู้สึกจะเป็นหลักสูตรภาษาอังกฤษ ด้วยนะครับ
จริงๆ ถึงออกนอกระบบรัฐ ก็สนับสนุนเงินให้่อีก 70% อยู่ดี
ถ้าออกนอกระบบผมว่ามันก็ดี ที่ทางมหา'ลัย ก็จะได้มีความคล่ิองตัว ในการจัดการต่างๆ
ส่วนเรื่องค่าหน่วยกิต ..ถึงจะไม่ออกนอกระบบ มันก็ขึ้นได้ครับ เพราะมันขึ้นกับ สภามหาวิทยาลัย
ของสังเกตอย่างหนึ่ง คือ ในอเมริกา และ อังกฤษ มหาวิทยาลัย ดังๆ ส่วนใหญ่จะไม่ได้สังกัดรัฐ นะครับ แต่มหาลัยพวกนี้จะมีทุนเรียนให้ ผู้ที่หัวดีอยู่แล้ว
ส่วนในไทยก็..เช่น AIT ก็มีทุนเพียบ ทั้งของ Gov หรือ ทุนของ AIT
มีทั้งแบบ เรียนฟรี จ่าย 50% 25% แล้วแต่ระดับความฉลาด (ม.อื่นผมไม่ทราบเนื่องจากไม่ได้เรียนมหา'ลัย ครับ)
และเนื่องจากกระผมไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัย จึงไม่ทราบว่าค่าหน่วยกิตของแต่ละ ม.เ็ป็นอย่างไร
แต่้เอาของ ม.สุรนารีืีที่ออกนอกระบบไปแล้ว ก็..
# อัตราค่าธรรมเนียมการศึกษา
# ค่าประกันของเสียหายทั่วไป 3,500 บาท (เรียกเก็บครั้งเดียวและคืนให้เมื่อออกจากมหาวิทยาลัย)
# ค่าบำรุงมหาวิทยาลัย 5,000 บาท/ปี
# ค่าบำรุงกิจกรรมนักศึกษา 200 บาท/ปี
# ค่าหน่วยกิต หน่วยละ 500 บาท
(ข้อมูลจากเว็บ ม.สุรนารี ครับ)
ลองเทียบดูกับ ม.ในระบบ ..เอาครับ
ป.ล.สุรนารี ออกนอกระบบมานานแล้วครับ
ม.บูรพา กับม.มหิดล ผ่านสภาแล้วใช่มั้ยครับ
ขอให้อยู่รอดปลอดภัย เท่าที่ทราบม.มหิดลก็ทำวิจัยกันเก่งมาก ได้ข่าวหลายครั้ง งานวิจัยดีๆก็มาจากมหิดลนี่แหละ ถ้าบริหารจัดการดีๆน่าจะอยู่รอดกับงานวิจัยนี่แหละ
ขายคนไทยไม่ได้ ขายต่างชาติมันเลยครับ
ปล.ถึงเดือน กลับมาแล้ว เพราะช่วงครึ่งแรกของเทอมกำลังปรับตัว งานเยอะ ช่วงนี้คณะอื่นเขาสอบกลางภาค คณะเราเลยว่างมีเวลามาปั่นบอร์ด :12:
ออกนอกระบบเมื่อไหร่ คุณอาจจะได้ยินคำว่า มหาวิทยาลัยล้มละลาย :42:
ขอแชร์มั่งในฐานะที่เคยไปเป็น "พนักงานองค์กรของรัฐ" ที่มหาวิทยาลัยในการกำกับของรัฐบาลแห่งที่ 2 ของประเทศไทย (ม.นอกระบบนั่นแหละ)
ถ้าย้อนไปดูปัญหาที่เกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยในอดีต จะทราบว่าทำไม พรบ.ม.นอกระบบจึงเกิดขึ้น สังคมมหาวิทยาลัยประกอบด้วยบุคลากรหลัก ๆ 3 ส่วนคือ อาจารย์ นักศึกษา และเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ
ดัชนีชี้วัดคุณภาพของมหาวิทยาลัยมีหลายอย่าง แต่อย่างหนึ่งที่สำคัญมากคือ ปริมาณงานวิจัย หรือผลงานทางวิชาการ การจะบอกว่ามหาวิทยาลัยเจ๋งแค่ไหน ไม่ได้ดูเพียงว่ามีนักศึกษาจบมากน้อยแค่ไหน เพราะมหาวิทยาลัยไม่ได้แค่สอนให้นักศึกษาจบแล้วได้รับปริญญา
ก่อนหน้านี้เราได้ยินบ่อยเรื่องสมองไหล หรืออาจารย์รับจ๊อบนอก (ไม่ต้องอื่นไกล สมัยตูเรียน ทั้งเทอมเจออาจารย์ 3 ครั้งได้มั่ง ครั้งแรกมาบอกว่าวิชานี้คุณต้องรู้อะไรบ้าง ครั้งที่ 2 มาสรุปความรู้ ครั้งที่ 3 มาบอกว่า final เราจะสอบอะไรกัน ส่วนเวลาที่เหลือ มักจะหาตัวแกไม่เจอ :08:) เหตุที่สำคัญคือเรื่องค่าตอบแทน และกฎระเบียบของราชการที่ไม่เอื้ออำนวยสำหรับสังคมของมหาวิทยาลัย (แล้วแต่ละแห่งก็มีวัฒนธรรม ที่แตกต่างกันไปอีก)
ทีนี้พอคำว่าออกนอกระบบคืออะไร อย่างแรกที่สัมผัสได้คือเรื่องงบประมาณ จากเดิมที่ทุกหน่วยราชการจะต้องทำโครงการขอตั้งงบเพื่อนำเสนอไปยังสำนักงบประมาณ ส่วนจะได้เท่าไหร่นั้นก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของอธิการ หรือผู้บริหารที่เข้าไปชี้แจงให้เหตุผลกับสำนักงบฯ ซึ่งจะได้ไม่เท่ากัน
ทีนี้พอเป็นนอกระบบปุ๊บรัฐบาลบอกว่า คุณเอาเงินไปเท่านี้นะ แล้วไปจัดการกันเอาเองว่าจะใช้อะไรยังไงเท่าไหร่ ซึ่งเกณท์ที่ใช้ในการวัดเบื้องต้นคือ จำนวนนักศึกษา ส่วนคนที่ตัดสินใจสูงสุดคือ สภามหาวิทยาลัย (ถ้าเทียบกับบริษัท ก็คือบอร์ด หรือกรรมการบริษัท)
ดังนั้นถามว่ามหาวิทยาลัยต้องทำอย่างไร ขึ้นค่าหน่วยกิจหรือ? ลดเงินเดือนอาจารย์ เพื่อให้อยู่รอด? ลอดจำนวนพนักงานดีกว่า ไม่เห็นจะทำอะไร วัน ๆ มานั่งหายใจทิ้ง? คำตอบแรกคือมหาวิทยาลัยต้องปรับปรุงตัวเองทุกมิติ เพื่อให้อยู่รอด เช่นปรับปรุงคุณภาพการทำงาน ใช้เงินให้คุ้มที่สุด อาจารย์ก็ต้องโชว์ศักยภาพ เพื่อดึงเงินสนับสนุนวิจัยจากเอกชนให้มากที่สุด การเรียนการสอนก็ต้องพัฒนาเพื่อดึงดูดให้นักศึกษาสมัครเข้าเรียนมากที่สุด
สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ถูกคาดหวังว่าเมื่อมหาวิทยาลัยออกนอกระบบจะมีการพัฒนา ยกระดับคุณภาพการศึกษาของประเทศโดยรวม ที่ไม่ใช่ทำแบบขอไปทีในปัจจุบัน
ส่วนผลกระทบเรื่องค่าหน่วยกิตที่แพงขึ้น หรือค่าใช้จ่ายที่มากขึ้น ผมมองว่ามันเป็นปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไข เพราะไม่ว่ามหาวิทยาลัยจะออกหรือไม่ออก ผมก็เห็นค่าเทอม (ค่าหน่วยกิต + ค่าบริการอะไรไม่รู้อีกจิปาถะ) ก็สูงขึ้นเรื่อย ๆ สมัยผมเรียนจ่ายค่าเทอมแค่ประมาณพันบาท แต่เดียวนี้กลายเป็นหมื่นบาทอย่างน้อยแล้ว
การแก้ปัญหาบางอย่างอาจจะไม่สามารถแก้ได้เฉพาะจุด จำเป็นต้องมองภาพรวมทั้งระบบ จึงจะสามารถแก้ปัญหาได้ ซึ่งแน่นอนมีผลกระทบบ้างก็ต้องหาวิธี หรือมาตราการในการแก้ไขเอา
สรุป สนับสนุนการออกนอกระบบ เพื่อให้มหาวิทยาลัยมีความคล่องตัวในการบริหาร และยกระดับคุณภาพของมหาวิทยาลัย (เอ๊ะ! สรุปไม่ตรงกับหัวข้อกระจู๋ :38:)
อ้างคำพูดจาก: -ae- เมื่อ 22 ธ.ค. 2006, 08:59 น.
ลดจำนวนพนักงานดีกว่า ไม่เห็นจะทำอะไร วัน ๆ มานั่งหายใจทิ้ง?
อ่านประโยคนี้แล้วทำไมตูต้องสะดุ้งด้วยเนี่ย :01:
:12: เป็นองค์ความรู้ที่อยากรู้มานานแล้วครับ
แต่ไม่กระจ่างซักที อธิบายซะเข้าใจกระจ่างเลย :25:
แต่ก็อย่างว่าละครับ
วัฒนธรรมไทยปลูกฝังมาเ็ป็นระบบ อุปถัมภ์ มาแต่ไหนแต่ไร
พอจะต้องออกมาพึ่งตัวเองก็เลยหวั่นๆ ไม่อยากไปไหน :42:
ทั้งตัวอาจารย์ และผู้เรียน รู้สึกไม่อบอุ่น :17:
เอาเป็นว่า +1 ครับ ข้อมูลที่หามานาน :27:
:12: บักเอ๊ะ
ผมจะสนับสนุน ถ้าสามารถโล๊ะพวกข้าราชการยุคจูราสสิคออกไปได้ เพราะพวกนี้ต่างหากที่ทำให้ระบบราชการไม่คล่องตัว การทำงานแบบเช้าชาม เย็นชามหรือการโกงกินในรูปแบบต่างๆยังมีอยู่ (เยอะด้วย) และพวกนี้มักจะเป็นผู้บริการระดับสูงในขณะนี้
สิ่งที่ทำให้ไม่คล่องตัวในระบบราชการคือ ขั้นตอนการทำงานและการตรวจสอบที่เยอะมาก บางขั้นตอนก็ซ้ำซ้อนกัน ทำให้ต้องใช้คนมากไปด้วย(แน่นอนต้นทุนต่องานก็สูงไปด้วย) ซึ้งขั้นตอนที่มากก็ใช่ว่าจะดี กลับกัน มันกลับทำให้เกิดช่องโหว่ให้คนเหล่านี้
เลือกใช้เป็นช่องทางทุจริตได้มากขึ้น (ย้ำว่าเลือกใช้ เพราะช่องโหว่มีมากจริงๆ)
แต่สิ่งที่คนทำงานในระดับล่างๆหรือระดับปฏิบัติงานกลัวจริงๆหลังการออกนอกระบบก็คือ การประเมินที่ไม่เป็นธรรมต่างหาก รวมถึงการเล่นพรรคเล่นพวก เพราะข้าราชการหรือลูกจ้างประจำอาจต้องปรับเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยทั้งหมด ซึ่งมีการจ้างงานเป็นสัญญารายละ3-5 ปีก็ว่ากันไป และอย่างที่เอ๊ะบอก ทุกอย่างขึ้นอยู่กับสภาฯ แล้วใครจะสามารถตรวจสอบสภาได้
ปล.มหิดล ได้ข่าวว่าผ่านสภา แล้วครับ แต่ก็คงอีกหลายเดือนถ้าไม่มีการโต้แย้งหรือคัดค้านแบบจุฬาฯ
เสริมบักซ์อีกนิด เรื่องประเมินกับเรื่องเงินเดือนนี่ ตอนตูอยู่ ก็เถียงกันไม่จบ (ขนาดโดนลอยแพออกนอกระบบไปแล้วนะ) ปัญหาจริง ๆ มันก็คือ ตัวมหาวิทยาลัยมันนอกระบบ แต่คนที่อยู่มันก็คนเก่า ๆ หน้าเดิม ๆ แหละ ปัญหามันก็เลยเดิม ๆ แค่เรื่องกระบอกเงินเดือน เรื่องเดียวตูก็ปวดหัวจะแย่ มองเห็นอนาคตอันสดใสแล้ว เลยต้องบากหน้ามาเป็นลูกจ้างเอกชนดีกว่า :39:
จริง ๆ แล้วออกนอกระบบไม่ใช่จะถูกตรวจสอบไม่ได้นะ การใช้เงิน สตง.จะตามมาตรวจการใช้เงินทุกเม็ด และมีหน่วยตรวจสอบภายในที่ขึ้นตรงกับนายกสภาฯ ไม่ได้ขึ้นกับอธิการฯ คือโดยระบบมันจะมีการออกแบบการคานอำนาจกันอยู่แล้ว แต่ก็อย่างว่าแหละรัฐธรรมนูญปี 40 ที่เราคิดว่าดีที่สุดแล้ว ทักษิณยังยำซะและ (อะ เกี่ยวไรกันนี้ :38:)
การประเมินก็เป็น 360 องศา อาจารย์สอนไม่ดี อู้ ก็โดนนักศึกษาสอยร่วงได้ พนักงานเองก็โดนประเมินแบบรอบทิศ บางทีมันก็กดดันพอสมควร อาจารย์นอกจากมีภาระสอน ต้องไม่น้อยกว่ากี่ชั่วโมงแล้ว ยังต้องมีผลงานการวิจัยอีก (ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ พอ ๆ กับการดำรงชีวิต)
บ่นอะไรวะเนี่ย ตู :01:
:01: อ่านแล้วเครียด รีบๆบินไปภูเก็ตเถอะครับพี่แอ๊ะ ถ่่ายรูปมาดูด้วยนะ
:46: โทษทีครับที่เป๋กระจู๋มีสาระ แต่ยิ่งอ่านผมยิ่งเครียดแทนเด็ก แถมเริ่มตัดสินใจยากขึ้นด้วยว่าอยากให้ออกหรือไม่อยาก
การเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างมันก็ต้องเสี่ยงกับการถูกมองทั้งด้านบวกด้านลบเป็นธรรมดาครับ
ไอ้ที่ว่าจะดีหรือไม่ดีนั้นเราคงนั่งเทียนคิดฝันเอาเองไม่ได้หรอก มันต้องดูความจริงที่จะเกิดในอนาคตหลายๆ อย่างด้วย
อย่างตูเพิ่งไปห้างยูเนี่ยนมอลมาตะกี้ เงียบเป็นเป่าสาก ไม่เหมือนดั่งที่วิสัยทัศน์ของเจ้าของมองไว้เลย
ไหนว่าทำเลสุดยอดทองสไปรูไลน่าของเมืองกรุงวะ :16:
นั่งอ่านหน้าแรกจนหน้าสุดท้าย
เรตินา หย่อนไป 0.3 เซนต์ :32:
เท่าที่อ่านๆมาก หนิงเอียงๆไปทางสนับสนุนมากกว่าแฮะ :42:
แต่สำหรับผมเองก็อยากสนับสนุนเหมือนกันนะครับ เพราะที่ผมเรียนอยู่ มจธ. (มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี) ก็ได้รางวัลทั้ง 2 อย่างเลยนะครับ ตรงนี้อาจจะมีส่วนให้มหาลัยอื่น ๆ อยากออกนอกระบบด้วยมั้งครับ อาจารย์เองก็จะได้มีการพัฒนาตัวเองได้มากขึ้นไงครับ ซึ่งไม่ใช่แค่สอน ๆ เท่านั้นครับ
แต่ทำไมกลุ่มนักศึกษาที่ออกมาคัดค้านถึงพูดถึงแต่เรื่องค่าเล่าเรียนอย่างเดียวน่ะครับ ซึ่งผมคิดว่าถึงจะเป็นคนจนแต่ถ้าเรียนเก่ง เรียนดี ทุนก็มีให้อยู่แล้วล่ะครับ ทั้งทุนให้เปล่าหรือไม่ก็ทุนกู้ยืมนั่นแหละครับ เรื่องทุนเรียนนั้นผมว่าไม่น่าจะเป็นปัญหามาโต้แย้งกันสักเท่าไหร่ (ในรายการนะครับ)
ผมว่าไม่ว่ามองยังไงก็น่าจะเป็นผลดีมากกว่าผลเสียนะครับ
อ๋อ ฟังเค้ามาอีกทีครับ {หมีโหด}
เพราะคนไทยทั้งประเทศ ส่วนใหญ่ไม่ใช่คนรวยครับ
ขอบคุณทุกๆ ความเห็นในกระจู๋นี้จริงๆ ค่ะ
เปิดโลกทัศน์ได้โขเลย
:46:
:03: จะทำไรก็ทำ
แต่ขอให้เปิดโอกาสให้คนได้มีการศึกษามากขึ้น จัดมาตรฐานมหาวิทยาลัยให้ทัดเทียมกัน มีคุณภาพพอๆกันด้วยละกันนะ
:14: เหลือเชื่อ มีคนมากมายหลากหลายความเห็น
ม. นอกระบบ ดี ไม่ดี!!
เอา ไม่เอา!!
อยู่ที่เหตุผล และการกระทำหลังการเปลี่ยนแปลง
แต่หากรู้อยู่แล้วว่าไม่ได้ต่างอะไรจากที่เป็นอยู่ หรือว่าทำให้อะไรที่เป็นอยู่มันแย่ลงไปกว่าเดิม
ก็อย่าเลย
ผม "ไม่เอานอกระบบ" :05:
(บังเอิญบ้านจนน่ะครับ อันนี้ต้องเข้าใจ)
อ้างคำพูดจาก: asinus เมื่อ 04 ม.ค. 2007, 17:52 น.
(บังเอิญบ้านจนน่ะครับ อันนี้ต้องเข้าใจ)
เข้าใจอย่างถึงกึ๋นเลยครับ
เพราะบ้านจนเหมือนกัน
ว้าย !! เหม็นสาป คนจน :23:
ถึงตูจะจน แต่ตูก็ไม่หล่อนะ :07:
ใครจะกล้าเถียงความเป็นจริงหล่ะ :30:
ต้องขำมั้ยคะ :27: