รวมพลนักศึกษาต้านมหาลัยออกนอกระบบ

เริ่มโพสต์โดย 蓝月 (lán yuè), 08 ธ.ค. 2006, 22:21 น.

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังเปิดอ่านโพสต์นี้

Jacknakub

ถ้าออกแล้วดี ก็ออกๆไปเหอะครับ จะทนอยู่ทำไมคนเค้าไล่กันซะขนาดนั้น

Soris0ri




ก็เข้าเรียนที่นี่ในรหัส 46 ก็จ่ายแพงเลย เป็นปีแรก


นี่ก็ปี 49 จะขึ้น 50 แล้ว เรื่องนี้เค้าคงวางแผนมานานหลายปีแล้ว
Las Noches Rubicundior

ความฝันกลางฤดูร้อน

รีบออก ระวังเป็นแบบ30บาทนะเอ้า  :30:
ฝันซ่อนสับสนวุ่นวาย หย่อนคล้อย

ตัวยุ่ง

อะไรก็ไม่รู้แหละ  แต่วันนี้หมีโหดลงทะเบียนเรียนให้



ค่าบำรุงอะไรเนี่ย  15,000   :07:
.V.+ busy_boy .V.+

ความฝันกลางฤดูร้อน

ค่าบำรุงต้นไม้ในสวน และฝาชักโครกห้องน้ำ                3000บาท
ค่าชอล์ก และค่ากระดานดำ                                        1000บาท
ค่าจ้างยามรักษาความปลอดภัยโรงเรียน                        5000บาท
ค่าเล่าเรียน                                                                 ฟรี ตามนโยบายทักษิณ (ที่ให้โรงเรียนมา3000บาทต่อนักเรียน1คนต่อปี)
ฝันซ่อนสับสนวุ่นวาย หย่อนคล้อย

เก้อ

#65
หลังจากไปนั่งนึกตรึกตรองมาแล้ว

เลยคิดว่าต้องไปทบทวนว่าทำไมเราต้องออกนอกระบบ
ความคิดริเริ่มของผู้ที่ผลักดันแนวคิดนี้ คือ อดีตนายกใช่ไหมครับ
ไปอ่านเจอคำที่ท่านเคยว่าไว้เรื่องนี้

ผมต้องการให้สถาบันการศึกษาต่างๆปรับตัวอย่างรุนแรงและรวดเร็ว
โดยให้กลไกธรรมชาติให้รางวัลหรือลงโทษสำหรับสถาบันการศึกษาที่ไม่ยอมปรับตัว
ให้มีการแข่งขันระหว่างรัฐ-เอกชนเต็มที่ จะเปิดเสรีค่าเล่าเรียน-ค่าจ้างครู
แล้วให้นักเรียนเป็นผู้เลือกว่าจะเรียนที่ไหน ถ้าสถาบันไหนจัดการเรียนการสอนไม่ได้คุณภาพ
คุ้มค่าคุ้มราคา นักเรียนก็จะไม่ไปเรียน
(ย่อความจากไหนสักเวบน่ะครับ ลืมเก็บลิ้งต้นตอ)

ถ้าวิธีคิดปัจจุบันยังยึดอยู่ตามที่ว่ามานี่ จะเรียกว่าการแปลงการศึกษาเป็นสินค้าจะได้ไหม
พยายามนึกว่า ถ้าเป็นงั้นแล้ว ผลกระทบต่อมาจะเป็นยังไง นึกได้ประมาณนี้

{หมีโหด}มหาลัยจะกลายเป็นพื้นที่ของคนรวย โดยปกติคนที่จนต้องการพัฒนาตนเองให้หลุดพ้นจากการเป็นรากหญ้า
(หรือเขยิบฐานะทางสังคม) หนทางที่ทำได้คือการศึกษา ถ้าหากเขาไม่สามารถเข้าถึงมันได้ หรือได้ยากขึ้น
คนที่จน ก็จะจนต่อไป (และอาจจนยิ่งขึ้น) มันจะกลายเป็นการถ่างช่องว่างในสังคมให้กว้างขึ้นไหม

{หมีโหด} บทบาทของมหาลัยในการค้นหาคำตอบ วิพากษ์วิจารณ์สังคม
หรือเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของสาธารณะ จะยังคงอยู่สุขสบายดีแค่ไหน

{หมีโหด} เมื่อเป็นสินค้า ก็ต้องมีการทำเงิน-ไม่ทำเงิน หมายถึงสาขาวิชาที่ทำเงิน-และสาขาวิชาที่ไม่ทำเงิน
ทำเงินน่าจะเป็นแนวๆ บัญชี เศรฐศาสตร์ วิศวะหรือพวกวิทยาศาสตร์ประยุกต์(ประมาณเทคโนอะไรยังงั้น)
และที่ไม่ทำเงินคือแนวๆสังคมศาสตร์ ศิลปศาสตร์ วรรณคดี ปรัชญา ประวัติศาสตร์ อะไรอีก นึกไม่ออก
แล้วหมอล่ะ อยู่กลุ่มไหนดี  :09:

เคยอ่านในอะเดย์วีคลีย์(เมื่อยังไม่เจ๊งนู้น) เค้าพูดเรื่องการศึกษาของอเมริกาประมาณว่า
อาจารย์ที่จะสอนวิชาการเงินลูกศิษย์ที่จะไปเติบโตที่ตลาดหุ้นวอลล์สตรีท
ย่อมจะได้รับค่าตอบแทนสูงกว่า อาจารย์ที่มีความรู้ความสามารถในระดับเดียวกันแต่ดันสอนวิชาปรัชญา

หากใช้กลไกการตลาดแล้ว สาขาวิชาที่ไม่สามารถแข่งขันทางการตลาดได้ จะมีสภาพแบบไหนครับ
ในเมื่อมหาวิทยาลัยต้องเลี้ยงตัวเอง การจัดสรรงบก็ต้องคำนึงถึงผลตอบแทน
ผลตอบแทนในรูปความรู้พื้นฐานมันก็ดีอยู่ แต่มหาลัยต้องเลี้ยงตัวด้วยเงินนะ
แบบนี้คำว่าลูกเมียน้อย จะเกิดกับไอ้สาขาวิชาพวกนั้นไหม


{หมีโหด} บทบาทต่อสังคมของมหาลัย อ้าว ซ้ำแล้วนี่หว่า  :08:
ดูเหมือนเค้าจะบอกว่าหากออกนอกระบบจะมีเสรีภาพทางวิชาการมากขึ้นยังงั้นใช่ไหมครับ
เพราะไม่ถูกกำหนดกะเกณฑ์โดยรัฐ อ้าว แต่ดันมาถูกกำหนดกะเกณฑ์โดยตลาดนี่นะ


อันนี้ไม่รู้นะว่ารัฐบาลชุดนี้ยังไง
แต่ถึงการออกนอกระบบอาจไม่ได้ใช้วิธีคิดแบบอดีตนายกโลนลี่แพลเน็ตแล้ว
ความจริงที่ว่าการออกนอกระบบมันทำให้มหาลัยต้องหาเลี้ยงตัวเอง
ก็มีสภาพไม่ต่างไปกว่าคำแม้วนักหรอกมั้ง


ปล. อยากฟังจากพ่อเต่าแม่เต่าอีกจัง
เต่าก็เห็นว่า "พวกมาประท้วงส่วนใหญ่เห็นแก่ตัวเองทั้งนั้น" เหมือนกันใช่ไหม
I ROCK , THEREFORE I AM

ความฝันกลางฤดูร้อน

ตอนสมัยอยู่ปี1อาจารย์เคยว่าไว้ว่า ถ้ามหาลัยออกนอกระบบ หมอมีโอกาสจัดอยู่ในกลุ่มที่ไม่มีใครอยากเรียน
เพราะเสียเงินเยอะ จบมาเงินไม่ดี(ดีกว่าอาชีพอื่นหลายอาชีพแต่ไม่เยอะมาก) และถ้าพลาดครั้งเดียว(หรือแม้แต่ไม่พลาด)ที่ทำงานมา10กว่าปีก็ต้องเอาไปใช่หนี้

ตอนนี้เด็กเก่งๆก็ไม่เรียนหมอกันแล้ว
ถึงอยากเรียนพ่อแม่ก็ไม่ให้เรียน
ฝันซ่อนสับสนวุ่นวาย หย่อนคล้อย

aoden_artemiz

ถ้าออกนอกระบบกันแล้ว คงกลายเป็นการแบ่งชนชั้นอย่างชัดเจนเลยมั้งครับ
คนจนจะเรียนที่ไหนกันล่ะครับ ถ้าค่าเล่าเรียนมันพุ่งมาขนาดนี้
คนรวยๆคงไม่ลำบากเท่าไรหรอกครับ แต่คนรวยมันไม่ได้มีเยอะนะครับ
อย่าลืมว่าการศึกษาเป็นการพัฒนาคน ซึ่งเป็นพื้นฐานของการพัฒนาชาติ
แต่ก็ไม่รู้นะครับว่าผู้ใหญ่เขาคิดยังไงกัน
การศึกษาหรือธุรกิจ
จงเป็นหมอหมาที่ดี อย่าเป็นหมอหมาๆ

เต่ามาก

#68
การศึกษาก็ต้องลงทุนครับ...
ในเมื่อต้องลงทุน ก็ต้องขายครับ
การศึกษา โรงเรียน มหาวิทยาลัย
ก็ต้องดำเนินการแบบธุรกิจ

โดยเฉพาะเอกชน นี่โฆษณากันกระจายเลย

มหาลัยของรัฐมันได้เปรียบตรงที่ว่า รัฐอุปถัมภ์
อยู่มานานกว่า มีเครดิตดีกว่า ตรงนี้สบายแทบจะตายดิ้นครับ
แต่ในระบบราชการ อย่างที่บอกว่า พัฒนาถนน
จะซ่อมท่อมันยังให้รอกันเป็นชาติเศษ...
กับการพัมนาการศึกษา กับคนงี่เง่าบางจำพวก
มันจึงเป็นไปอย่างลำบากครับ

* ทุกวันนี้จุฬามีรายได้จากการทำมาหากินแถวๆ สยาม
ปีนึงหลายล้านครับ...
   ธรรมศาสตร์เปิดโครงการพิเศษเลี้ยงตัวเองเป็นสิบโครงการแล้ว

ข้อเท็จจริงตรงนี้ (จากคณะศิลปศาสตร์ ม.ธ. ละกัน)
ชี้ให้เห็นว่า มหาวิทยาลัยเตรียมพร้อมแล้วสำหรับการ
ออกจากระบบราชการง้องแง้ง...

แต่พูดเรื่องคนจนนะ...

ผมมีเรื่องจริงจากมหาลัยเอกชน(ที่แม่ทำงานอยู่)
มาเล่าเลยครับ

พ่อแม่เด็กนักศึกษาจำนวนหนึ่งเป็นชาวนา
แถบอีสาน และเหนือตอนล่าง ส่งเงินให้ลูกมาเรียน
ค่าหน่วยกิตวิชาพื้นฐาน ย้ำ ... วิชาพื้นฐาน วิชาบังคับ
หน่วยกิตละ 900 กว่าบาท ... อีกทีครับ 900 กว่าบาท
(ม.ของรัฐ วิชาพวกนี้ไม่เกิน 300 มั้ง)

และนักศึกษาส่วนใหญ่ของที่นี่ เป็นมุสลิม
ที่มหาลัยไปโฆษณามาจากทางใต้
เคยมีคนโดนตำรวจมาตามจับด้วย คดีก่อความไม่สงบเนี่ย

แม่เล่าว่า มีรายนึงน่าสงสารมาก
ที่น่าสงสารคือพ่อแม่
พ่อแม่ส่งลูกเรียน(สาขาอะไรจำไม่ได้)
เรียนแล้วดรอป เรียนแล้วดรอป อยู่ 2 ปี
พ่อแม่ก็ไม่รู้จะทำยังไง...
... พอเรียกนักศึกษามาพบ ก็เจอกับสภาพแบบว่า
กระโปรงสั้น (จนก็ไม่ใช่ว่าไม่มีตังค์ซื้อกระโปรงยาวๆนะ)
เสื้อรัดรูป ใช้โทรศัพท์มือถือเครื่องละ 4000 กว่า ฯลฯ

คือเป็นภาพที่สะเทือนใจของมหาวิทยาลัยเอกชนครับ
แม่บอกว่ามันบาปเนี่ย ว่าจะลาออกอยู่ละ...

...

แม่พูดเรื่องนี้เป็นสิบครั้งละ (บ้านผมชอบคุยเรื่องหนักสมองเวลากินข้าว)
เด็กที่มาเรียนมหาลัยเอกชน ก็อยากจะได้ปริญญากันนะ แต่ไม่เรียน
พื้นความรู้ก็ไม่แน่น เรียนวิศวะก็เรียนไม่ได้ ถอดรากไม่เป็น
ภาษาอังกฤษก็ใช้ไม่ได้เลย ... แล้วก็เสีนค่าเล่าเรียนแพงลิ่วเลย

ใขณะที่ ม.ของรัฐ มันสบาย ทั้ง credit อะไรแต่ต้นก็ได้เปรียบ
ค่าเล่าเรียนถูกกว่าเป็นเท่าตัว แต่มีแต่ลูกคนรวยๆ ไปเรียน
(แล้วแม่ก็ตบท้ายว่า ถ้าให้ดีนะ ให้ผมหาทุนไปเรียนต่างประเทศดีกว่า  :08:)

ตรงนี้แหละครับน่าสนใจ...

ทำไมพ่อกับแม่ซึ่งทำนา พยายามส่งลูกเรียนหน่วยกิตละ 900 ได้
เพราะค่านิยมว่า คนที่จบมหาวิทยาลัยจะได้ชีวิตที่ดีกว่าอย่างนั้น ?
... แล้วเรียนจบไปปีนึง 600 กว่าคน ได้งานไม่ถึง 200 คนนะครับ
ตรงสาขาแทบไม่มีเลย ถามว่าถ้าเอาเวลา 4 ปีในมหาวิทยาลัย
ไปเรียนสายอาชีพ ปูทางให้ชีวิตตัวเองจะไปได้ไกลแค่ไหนแล้ว...

อีกมุม... สมมติว่าถ้าคุณบอกว่ามหาลัยของรัฐสอนดีฉิบหาย...
แล้วให้คนจนๆ ได้มีโอกาสเล่าเรียน... แต่ถามว่าคนที่มันโชคร้าย
ไม่ได้เกิดมาในสภาพที่พร้อมจะเรียนมหาวิทยาลัย คนจำนวนมากก็
เรียนไม่ได้นะครับ
    ผมมองว่าคนที่ฐานะไม่ดี แต่มีโอกาสดี ตั้งใจ เก่ง ขยัน ฯลฯ
อย่างไรคนพวกนี้ก็เรียนในมหาวิทยาลัยดีๆ ได้ หาทุนได้บ้าง กู้เรียนได้บ้าง
คนตั้งใจจบมามีงานทำแน่อยู่แล้วครับ (พ่อบอกว่ารุ่นนึงคน 400 คนมีเก่งๆ คนเดียวเอง)

ที่น่าจะทำคือ ค่านิยมที่ว่าเรียนมหาวิทยาลัยแล้วจะรวย มันควรจะต้องถูกบำบัดครับ
มหาวิทยาลัย = มหา + วิทยา + อาลัย แปลว่า ที่อยู่ของความรู้อันยิ่งใหญ่
ต่างกับ
มหา + ปริญญา + อาลัย ... ที่อยุ่ของมหาปริญญา

เป็นไปไม่ได้ครับที่ทุกคนจะได้เรียนมหาวิทยาลัย
ไม่ได้หมายความถึงฐานะ นะครับ
แต่มันเป็นเหมือนชะตาฟ้าลิขิต
ใครเกิดมาในสังคมที่ดีกว่า ชีวิตมันก็ได้เปรียบ...
จะโทษฟ้าดินหรือไรดีครับ ที่บางคนเกิดมาก็เจอแต่สังคมเฮงซวย...

คิดมากชักจะง่วงละครับ  :08:

ยุนเอ



:12:  + เต่า

ในฐานะที่เขียนยาวดี  {หมีโหด}
เราจะต้องการอะไรมากมายไปกว่า อะไรมากมาย

กล่องของขวัญใบใหญ่

ชอบคุณเต่าเขียนเช่นกันค่ะ

:42:
ช่วงนี้ห่างข่าวสาร  :01: ก็ตามมาอ่านในนี้เ็ป็นระยะๆ แหละค่ะ

ปัญหาลูกโซ่ ไม่จบไม่สิ้นจริงๆ
หาตัวเริ่มไม่ได้ หาทางปิดก็ไม่ได้เหมือนกัน
มันแล้วแต่ชะตาของคนจริงๆ ค่ะ
น้อยนัก ที่ที่บ้านขาดโอกาส แต่ได้ทุนเรียน และได้งานทำต่อ
ที่เหลือก็ ได้เรียน แต่ไม่มีงาน
ไม่ก็ มีโอกาสได้เรียนที่ดีๆ แต่ไม่ใช้โอกาสนั้นๆ ให้คุ้มค่า
ชีวิตไม่เคยยุติธรรมจริงๆ

เรียนฟรีมีที่ไหน
ในใบเสร็จ ช่องที่เขียนว่าค่าเรียนฟรีน่ะจริงอยู่ แต่ค่าบ้าค่าบออื่นๆ ก็ไม่หนีโรงเรียนเอกชนเท่าไหร่เล้ย

แม่เคยเล่าให้ฟังว่า นักศึกษาที่มากู้เรียน ใช้ของ ใช้มือถือแพงกว่าชั้นอีก ให้ตาย - -"
(เหตุเกิด ณ สถาบันที่เปลี่ยนคำนำหน้าเป็นมหาวิทยาลัยไปหมาดๆ ไม่เท่าไหร่)

เฮ้อ ดังๆ สักที ให้ประเทศไทยอันเป็นที่รัก
I cannot walk on the same path anymore. It's too painful, with the barbs and shard of the past.

ยุนเอ



เพราะทุกคนเป็นคนเท่ากัน แต่ไม่เท่ากันนี้แหละครับ

และทุกด้านมีมุมมองที่แตกต่างกัน ถ้าคนเราเท่ากันตั้งแต่แรก จนตาย

ก็ไม่ต้องเรียนแล้วละ

เราเรียนก็เพื่อให้ ไม่เท่ากันอยู่แล้ว

ไม่รู้จะอธิบายยังไงพูดไม่ถูก  :08:

เราจะต้องการอะไรมากมายไปกว่า อะไรมากมาย

Piix

#72
.

iannnnn

กว่าจะหลบหลีกกระจู๋จืดๆ ปั่นๆ มาเจอจู๋นี้ได้ก็ปาเข้าไปหน้าที่ 5 แล้ว :08:


ซึ่งบอกก่อนเลยว่าตูยังไม่ได้ตัดสินใจฟันธงว่ามันดีหรือไม่ดีนะ
ก็คือมุมที่เราอยู่เนี่ยมันเป็นมุมที่เสียผลประโยชน์อยู่แล้ว
(ค่าเทอมแพงขึ้น มหาลัยกระหลั่วขึ้น ฯลฯ อันนี้รู้กันอยู่แล้วหรือเปล่า)



พอดีตูเคยเป็นประธานนักเรียนสมัยเรียนอยู่มหาลัยแห่งนึงย่านท่าช้าง
ซึ่งบอกตามตรงว่าตัวเองไม่มีสิทธิ (หรือถูกทำให้ไม่มีสิทธิ) ในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารเรื่องของกระบวนการนี้เลย

ในมุมของผู้บริหารมหาลัยที่เขาจัดการกระบวนการนี้กันเอง
ถือว่าการออกนอกระบบเป็นสิ่ง "จำเป็นมาก" ครับ
เพราะตามแนวคิดในอุดมคติ ก็คือ

1.
ออกนอกระบบแล้วจะทำให้ยุทธศาสตร์ด้านการบริหารดีขึ้นและง่ายขึ้น
เพราะ เมื่อออกนอกระบบแล้ว --> ต้องพัฒนาบุคลากรภายในกันยกใหญ่ ให้ทันมหาลัยอื่น
คือถ้าตัวบุคลากรยังเช้าชามเย็นชาม คุณก็ไปทำงานที่อื่นซะ เราไม่ใช่ข้าราชการแล้วนี่
แล้วในองค์กรก็จะเกิดการแข่งขันกันเอง ผลดีจะตกอยู่กับตัวสถาบันครับ

แต่อย่าลืมว่าในชีวิตจริง (ในโลกแห่งความจริง ไม่ใช่โลกอุดมคติแล้วนะ ปรับโหมดให้ทันนะ)
เรายังต้องอยู่กับเซลเล็กๆ เหล่านี้ หรือไม่เราก็ต้องกลายเป็นเซลเล็กๆ เหล่านี้
ความซวยก็จะตกอยู่กับมนุษย์ธรรมดาๆ ที่ไม่ได้เหยียบหัวคนอื่นเพื่อสร้างผลงาน
เตรียมตัวมองภาพการชิงดีชิงเด่นของบริษัทเอกชนธรรมดาๆ ทั่วไปได้เลยครับ
ใครเลียแข้งเลียขาผู้จัดการเก่งๆ สิ้นปีก็ได้โบนัสมากกว่าชาวบ้าน ได้เลื่อนตำแหน่ง ขึ้นเงินเดือน
ส่วนใครไม่มีพรรคพวก หรือเป็นพวกทำงานดีแต่อันซีนในบริษัท ก็นั่งถ่ายเอกสารกันต่อไป
นี่แค่ด้านที่หนึ่งนะ เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ที่ตูหยิบเอาแค่ด้านลบมาพูด  :21:


2.
ในมุมของลูกค้าอย่างเราๆ หรือลูกหลานเราๆ หรือใครที่กี่ยวกะเรา
(มันก็จริงอย่างที่ใครบอกว่า เราเห็นแก่ผลประโยชน์ของตัว - ไม่สิ ของลูกหลานเหลนโหลนเราด้วยนะ)
มหาลัยที่เคยอยู่ดีๆ ก็ต้องเร่งรับนักศึกษาเพื่อเพิ่มจำนวนหัวมากขึ้น
เพิ่มทำไม -- เพราะรายได้หลักมาจากจำนวนหัวของนักศึกษานี่แหละ
ที่จะสร้างอาคาร สร้างตึก สร้างสื่อการสอน จ้างบุคลากรเจ๋งๆ มาสอน

ผลกระทบทีเกิดขึ้นแล้วในมหาลัยแห่งนึงในย่านท่าช้าง
ก็คือการเปิดวิทยาเขตเพิ่มเพื่อรองรับการออกนอกระบบเหล่านี้
เนื่องจากแต่เดิมเป็นเพียงมหาลัยจนๆ อยู่อย่างพอเพียง
ที่รัฐอุ้มชูมาตลอด ไม่รู้ว่าเขาได้อะไรเท่าไหร่จากสถาบันนี้

แต่ในที่สุดเมื่อมีกลไกการตลาดเข้ามาเกี่ยวข้องปั๊บ
มหาลัยที่ได้เปรียบก็คือมหาลัยที่มีภาษีสังคมสูงอยู่แล้ว
นี่เป็นเหตุผลที่จุฬา (หมายถึงผู้ใหญ่ของจุฬานะ ไม่ใช่นักศึกษาที่ออกมาประท้วงปาวๆ)
หรือเกษตร หรือที่อื่นที่มีจำนวนหัวเยอะๆ เขาก็ยินดีกับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้
ส่วนมหาลัยจนๆ เล็กๆ เก่าๆ -- ไม่ต้องไปอ้างที่ไหนล่ะ เอาศิลปากรนี่แหละ
ก็เลยต้องพลิกโฉมตัวเองครั้งใหญ่มากๆ ด้วยการเพิ่มจำนวนหัว และเพิ่มค่าเทอม
- คณะถาปัดที่เคยมีเด็กชั้นปีละ 60 คน ก็กระโดดเป็น 100 กว่คน จำชื่อพ่อแม่กันไม่ได้แล้วเดี๋ยวนี้
- กิจกรรมนักศึกษา (เย้! ยังไม่มีใครพูดเรื่องนี้) ก็กลายเป็นสิ่งที่ต้องถูกเพิกเฉย (มันไม่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับการแข่งขัน)
- คณะใหม่ๆ เปิดตัวผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด เอ๊ะ หรือเป็นฟองสบู่ดี จะได้ดูเปรียบเทียบให้่มันร้ายๆ
- มหาลัยได้ตังค์สนับสนุนเยอะขึ้น ขอแบ่งงบง่ายขึ้น นักศึกษาช่างมัน <--อคติไปหน่อย
- ฯลฯ (แปลว่าขี้เกียจพิมพ์)




เอาเถอะครับ ตูก็พ้นวัยนักศึกษามาแล้ว แต่ยังเพิ่งเป็นวัยรุ่น
ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับตัวก็แค่ น้องสาวบุญธรรมคนเล็กที่บ้าน ยังไม่ได้เข้ามหาลัย
แล้วก็ผลการเรียนไม่ได้วิเศษวิโสอะไร คือยังเป็นมนุษย์ธรรมดาๆ ที่เฉยๆ กับทักษิณ
พ่อกับแม่ตูก็ซวยหน่อยที่ต้องส่งเสียน้องคนนี้ให้มีอนาคตที่ดี (แปลว่าได้เรียนที่ดีๆ และไม่แพง)

แต่ออกนอกระบบแล้วมันจะดีหรือเปล่าก็ไม่รู้นะ
เหมือนกับอยู่ดีๆ ปรับโครงสร้างตำรวจขึ้นมา
แต่จ่าคนที่ปากหมาๆ ที่คอยรับเรื่องร้องทุกข์ยังเป็นคนเดิม
:41:


ป.ล.
(+2) อีเต่า ในฐานะที่ครอบครัวมีปัญหา
และ (+1) เดือน เพราะทำให้เลข จพส สวยดี

เก้อ

ชอบตอนอยู่กันจนๆมากกว่านะ  :08:

ยังไม่ฟันธงเหมือนกันครับ ว่ามันดี-เลวยังไง
แค่อยากถามว่า อะไรจะมาเป็นหลักประกันว่า ไอ้ 3-4 ปัญหาที่ว่าไว้นู้น จะไม่เกิดขึ้น


1.ช่องว่างของสังคม คนจน จนต่อไป อยู่กับวัฏจักร โง่-จน-เจ็บ ต่อไป

2.บทบาทในเชิงสาธารณะของมหาวิทยาลัยจะอยู่ในสภาพไหน อย่างกิจกรรมนักศึกษาก็อย่างนึงล่ะ

3.สถานะของสาขาวิชาที่ไม่สามารถสร้างมูลค่าทางการตลาดได้ จะเป็นยังไง


ใครพอจะเล่าให้ฟังได้ไหม มีคนพูดไว้หรือยังว่าอะไรเป็นหลักประกันว่า
เรื่องพวกนี้จะไม่เกิดขึ้น หรืออย่างน้อยก็ไม่แย่ไปกว่าปัจจุบัน


อ่านเรื่องแม่เต่าแล้ว เห็นภาพชัดมากเลย
พ่อแม่ขายวัวส่งควายเรียนแท้ๆ
แต่ยังสงสัยในประเด็นที่ว่า เป็นไปไม่ได้ที่ทุกคนจะได้เรียนมหาลัย
และคนจน หากพยายามเข้า อย่างไรก็สามารถเรียน
มีงานมีการทำ เขยิบฐานะทางสังคมตัวเองได้

เราไม่ได้มองว่า สังคมอุดมคติทุกคนที่อยากเรียนต้องได้เรียนอะไรทำนองนั้นนะ
แต่อย่างที่ทุกคนรู้ ประเทศเราเป็นหนึ่งในประเทศที่มีปัญหาช่องว่างทางสังคมสูง
คนรวยก็รวยกันไป คนจนก็จนกันต่อไป
ชนชั้นล่าง-ชั้นบนก็อยู่อย่างเดิม หรือถ่างกว้างขึ้นในบางยุคสมัย


แล้วเป็นที่ทราบกันดีว่า การเขยิบสถานะทางสังคมของชนชั้นใดๆ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งชนชั้นล่าง หากอยากหลุดพ้นจากวงจร จน-โง่-เจ็บ อยู่ร่ำไปอย่างทุกวันนี้
หนทางที่สามารถเป็นบันไดวิเศษ หรือสูตรลัดด่านมีอยู่เพียง 2 ทางคือ
การศึกษา(โดยเฉพาะระดับอุดมศึกษา) และถูกหวย  :08:


เพราะงั้นการที่คนบ้านนอกอยากให้ลูกเรียนมหาลัย
กับการอยากถูกหวย จึงมาจากพื้นฐานความต้องการเดียวกัน
เราจึงต้องไปแก้ที่นโยบายหวย มาช่วยเป็นทุนให้เด็กเรียนหนังสือ อ้าว ไม่ใช่นี่หว่า  :07:

แค่อยากรู้ว่า รัฐควรจะเป็นตัวกำหนดควบคุมให้กระบวนการนี้เป็นไปได้ง่ายขึ้นไม่ใช่เหรอ
เพราะหากประชาชนหลุดพ้นจากความจนเจ็บเหล่านั้น ประเทศชาติก็จะพัฒนาไปด้วย
เรื่องโชคชะตาฟ้าลิขิตอย่างไรนั่น รัฐช่วยดลบันดาลให้มันเกิดขึ้นได้ หรือให้มันเป็นไปได้ง่ายขึ้น
อย่างน้อยก็ไม่ควรทำให้มันยากกว่าในปัจจุบันไม่ใช่เหรอ

เพราะเราไม่เชื่อเรื่อง คนจน หากพยายาม หรือเรียนเก่งมากๆ ยังไงก็เรียนได้ จบมามีงานทำ
คนที่จนจริงๆ ไม่มีทางเลือกมากขนาดนั้นหรอก ชีวิตจริงมันไม่ได้ดีกับเค้ามากขนาดนั้น
จะบอกว่า เธอโชคร้าย ไม่ได้อยู่ในสภาพที่จะเรียนได้ ทำใจเสียเถิดยังงั้นเหรอ

ที่ว่าใครเกิดมาในสังคมที่ดีกว่า ชีวิตมันก็ได้เปรียบ... ทำให้นึกถึงอีกคำนึง
โลกาภิวัฒน์ ที่แปลงทุกอย่างให้เป็นสินค้า ข้อดีคือมันทำให้เรามีเสรีภาพที่จะเลือกอะไรก็ได้
แต่ต้องต่อท้ายด้วยนะว่า...ตราบเท่าที่คุณมีเงินมากพอ

I ROCK , THEREFORE I AM

SMF 2.1.7 © 2026, Simple Machines