ระบายใจ ภาคกีฬา
กล่าวคือ...
เขียนบันทึกสั้นๆ เกี่ยวกับกีฬา ที่เราไปเกี่ยวข้อง
เป็นกีฬาชนิดไหนก็ได้ เล่นเอง เป็นผู้ชม หรือฟังเขาเล่ามา
ไหนผมลอง เขียนดูก่อน :26:
......................................
ครั้งเตะฟุตบอลเป็นประจำ สนามไทย-ญี่ปุ่นดินแดง
เพื่อนเล่นฟุตบอล ละแวกนั้นมีหลากหลาย
บ้างนายธนาคารขับรถราคาแพงมาเล่น
บ้างนักศึกษา บ้างคนเก็บขยะ
และเด็กดึงดาว(ดมกาว)
ทุกคนมีเรื่องราวน่าสนใจ ในชีวิตที่ผ่านพบ
โจนักเตะฝีเท้าดีเป็นตัวเยาวชนของกรมพละ
เล่นกันมาหลายปี ผมชอบเล่นบอลกับโจ้มาก
เพราะคิดว่าได้เล่นกับคนเก่งมาก เราจะเก่งตาม
ผมแอบจำลีลาหลอกล่อ เลี้ยงหลบของเขาไว้หมด
จำได้แม้กระทั่งลีลาการเดิน วิ่ง หรือหยุดวิ่ง
คืนหนึ่งรายการตามล่าหาความจริงทางช่องเจ็ด
ออกข่าวเรื่องโจรจี้ร้านทอง กล้องวงจรปิด
จับภาพโจรได้เสี้ยววินาที เขาแค่เดินมา เจรจาแล้วเดินออก
ผมนอนดูแวบเดียวก็คิดว่า ทำไมโจรเหมือนโจ้
เช้ามาโจ้ไปเตะบอลกับเพื่อนตามปกติ
สายหน่อยตำรวจมาเต็มสนาม โจ้ไม่ได้หนี
เพื่อนเตะบอลที่เป็นนายธนาคารประกันตัวโจ้ออกมา
ถามไถ่กันว่าทำไมอย่างไร ไหนอนาคตอีกยาวไกล
ต้องพังเพราะอะไร และอีกนานาสารพัดจะถาม
โจ้ไม่ได้ตอบอะไรมากไปกว่า ขอโทษ
ทุกวันนี้ผมยังเจอเขาบ่อยๆ
โจ้ยังเตะบอลที่เดิมเมื่อว่างจากขับวิน
เพื่อนเก่าบ้างใหม่บ้างวนเวียน
ผมเห็นหน้าเขา ก็คิดถึงช่วงเวลา
แห่งอนาคตอันรุ่งเรืองของเขาตอนนั้น
จุดเปลี่ยนบางจุดในชีวิตเมื่อเข้ามา
ทำชีวิตแตกต่างจากภาพที่วาดไว้มากมาย
อีกเรื่อง
.................................
เมื่อมีกีฬาสีของที่ทำงาน
นอกจากฟุตบอลที่ถนัดแล้ว
ผมลงแข่งปิงปองด้วย ลงเพราะ
โดนยุยง ผมก็บ้ายอเออออห่อหมกตาม
เพราะคิดว่าเขาเล่นกันขำขำ คงไม่จริงจัง
แต่พอเวลาไปซ้อมเพื่อแข่ง กลับมีแต่คนเล่นเก่งๆ
หลายคนเป็นเด็กจบพละมาทำงาน
หลายคนเป็นตัวแทนเยาวชนก่อนหน้านี้
ผมก็คิดว่า คราวซวยเป็นของเราแล้ว
คงได้เป็นโอ๋ เชิญยิ้มให้คนอื่นขำขี้แตกขี้แตนแน่ๆ
แต่ผมก็ไปซ้อมทุกวันไปโดนเขาหัวเราะทุกวัน
เพราะเล่นไม่เป็น ตบไม่เป็น ตัดไม่เป็น
หยอดก็ไม่เป็น โชคผมยังดีบ้าง
เมื่อบังเอิญตัวเองเจอลูกเสิร์ฟอุบาทว์ลูกนึง
คือเมื่อเสิร์ฟไปคู่แข่งจะรับไม่ได้
มันจะกระเด็นกระดอนออกไปนอกโต๊ะหมด
ผมเก็บลูกนี้ไว้เป็นความลับ แอบซ้อมกับเพื่อนสีเดียวกัน
เมื่อวันแข่ง คู่แข่งตีมา ตบมาผมรับไม่่ได้เลย
ผมเสิร์ฟไปเขาก็รับไม่ได้เลย เป็นแบบนี้ไปเรื่อย
จนคู่แข่งตีเสียเอง ผมก็ชนะด้วยแต้มนี้
และเป็นแบบนี้ไปจนผมได้เหรียญทอง
ตอนนี้ลูกเสิร์ฟนี้ใช้กับคู่แข่งเดิมๆ ไม่ได้แล้ว
นอกจากเจอคนใหม่ๆ ถึงงัด ออกมาใช้ครั้งนึง
เรื่องลูกเสิร์ฟที่รับไม่ได้นี่ เอก็มีอยู๋ท่านึงครับ :30:
อ้างคำพูดจาก: ^-FakE-^ เมื่อ 10 เม.ย. 2008, 10:23 น.
เรื่องลูกเสิร์ฟที่รับไม่ได้นี่ เอก็มีอยู๋ท่านึงครับ :30:
วงการปิงปอง เรียก ลูกเหม็น :21:
ถ้ารับไป สักพักคนเก่งๆ ก็จะจับทางได้ :52:
เราต้องมีสองท่าครับ แต่ตอนจะเสิร์ฟทำท่าเดียวกัน :25:
พอเสิร์ฟแบบแรกที่ปั่นมาก พอตั้งรับธรรมดาจะกระเด็นออกข้าง
จนรู้สึกว่าคู่ต่อสู้เริ่มจะจับได้แล้ว ก็เปลี่ยนเป็นตัด พอตีมาจะติดเน็ท :30:
ขอเป็นขาประจำทู้นี้ด้วยคนค่ะ
เริ่มด้วยแบดนะคะ ตีอาทิตย์ละ 2 ครั้งเป็นประจำมาหลายเดือนละ
(สอดคล้องกับแผนลดน้ำหนักและกระชับหุ่นวัยป้าของตัวเอง)
ตีกับเพื่อนๆ ที่สนิทกันเนี่ยแหละ เราเล่นกีฬากันหลายอย่าง เอาดี
ไม่ได้ซักอย่าง ถ้าเทียบกับคอร์ตข้างๆ นะ แต่มันก็มีความสุขดี
เพื่อนๆ สมัยเรียน จะนัดเจอกัน ไม่กินข้าว ก็กินเหล้า แต่พวกเรา
เปลี่ยนแนวมาเป็นออกกำลังกาย ตีได้ก็ขำ ตีเสียก็ขำ
(ถ้าใครไปตีที่คอร์ต พีพี วังหิน แล้วเห็นไอ้คอร์ตที่หัวเราะกันตลอด
น่านแหละแก๊งค์แอ้แหละ)
มีบางครั้งเพื่อนหงุดหงิดแฟนตีเสีย ขว้างไม้แบดราคาพันเก้า ก็มี
แอ้ก็จะรอให้มันเย็นลงแล้วด่าซะหน่อย เพราะว่าเรามาเล่นกีฬากัน
ได้เหงื่อ ได้สนุก ได้หัวเราะ และคุยกัน ยังจะเอาอะไรมากกว่านี้อีก
แอ้เล่นไม่ได้เรื่องเลย แต่ได้ฮาตลอดไม่ว่าจะได้แต้มหรือเสียแต้ม
นานๆ ครั้งเล่นเสร็จเราก็ไปต่อที่โพนฯ หลังเหนื่อยจัดๆ เบียร์ตอนนั้นจะอร่อยมากๆ เลย :22:
ยินดีๆ
จู๋นี้เงียบแฮะ
งั้นใครมา
+
:21:
:22: ชอบกีฬาค่ะ อยากโม้ด้วย แต่ว่าเรื่องบอลไม่ค่อยรู้เรื่อง
ทั้งชีวิตรู้จักแต่ตอเรส กะฟาเบียง บาเตซ (อย่างแก่ แต่เท่ห์มาก)
ถ้ากีฬาอื่นนี่ โอเคเลย .. เช่น เป่ากบ โดดหนังยาง เซียนมาก.. อ๊ะ ไม่ช่าย.. :43:
และขอบคุณค่ะ :46:
อารมณ์กวีในสนามกีฬา :21:
อ้างคำพูดจาก: แอ้ เมื่อ 10 เม.ย. 2008, 13:48 น.
:22: ชอบกีฬาค่ะ อยากโม้ด้วย แต่ว่าเรื่องบอลไม่ค่อยรู้เรื่อง
ทั้งชีวิตรู้จักแต่ตอเรส กะฟาเบียง บาเตซ (อย่างแก่ แต่เท่ห์มาก)
ถ้ากีฬาอื่นนี่ โอเคเลย .. เช่น เป่ากบ โดดหนังยาง เซียนมาก.. อ๊ะ ไม่ช่าย.. :43:
และขอบคุณค่ะ :46:
คิดถึงแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ :52:
เริ่มที่ฟุตบอลก่อนก็แล้วกัน
ผมเตะบอลมาตั้งแต่ประถม ตอนเด็กมีแข่งกันระหว่างเด็กในชุมชน โดยมีพี่ของเพื่อนเค้ารวมทีมและเป็นโค้ชให้
แพ้บ้างชนะบ้าง ช่วงนั้นยังไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่ เล่นสนุกๆไปตามประสาเด็ก
ตอนไปเรียนก็จะเล่นตอนพักกลางวันที่โรงเรียน มีอยู่วันหนึ่ง ทีมผมเสียลูกโทษ(ฟรีคิ๊ก) ผมก็ไปยืนตรงเสา
ปรากฎว่าเพื่อนแม่นยิงมาโดนตาผม(จำไม่ได้แล้วว่าข้างไหน) ผมล้มตึง ตาบวมและมองอะไรไม่เห็น
เพื่อนๆหามเข้าห้องพยาบาลแล้วมันก็ไปเรียน
ผ่านไป 2 ชม. ตายังบวมอยู่ ครูก็เลยเอาผ้ามาแปะและพันเทปให้ เหมือนโจรสลัด
ผมเดินไปที่ห้องเรียนกะว่าจะไปเก็บกระเป๋ากลับบ้าน เพื่อนๆเห็นผม มันนึกว่าตาผมบอด ร้องไห้กันใหญ่ทั้งผู้หญิงผู้ชาย
ผมล่ะโคตรสะใจเลย :30:
ซึ่งอุบัติเหตุครั้งนี้ ทำให้ผมมีอาการเสียว เวลาที่เห็นอะไรที่มันพุ่งเข้าหน้า(คล้ายๆกับอาการเสียวของการเอาทัพพีเหล็กขูดหม้อข้าว แกร๊กๆ)
และด้วยเหตุนี้ ผมเลยเป็นโกล์ไม่ค่อยได้ เพราะมันเสียวเวลาบอลมันพุ่งเข้ามาหาหน้า ตาจะหลับปี๋
แล้วมันก็ทำให้ผมโหม่งบอลไม่ค่อยได้อีกด้วย
พอเข้ามัธยมที่ปทุมคงคา อดีตมหาอำนาจลูกหนังมัธยม โรงเรียนนี้มันเตะบอลกันเป็นบ้าเป็นหลัง
เตะกันทุกเวลา่ ทั้งเช้า-กลางวัน-เย็น ตั้งแต่ภารโรงยันอาจารย์ใหญ่
ลองไปสมัครนักกีฬาโรงเรียน
ตอนคัดตัว แต่ละคนแม่นเดาะบอลได้ 50 ครั้งขึ้น บางคน 100 กว่า
แต่ผม 3 ครั้งบ้าง 5 ครั้งบ้าง (อายชมัด) แต่ก็ติดทีมชุดบีนะเว้ยเฮ้ย
แต่ก็ไม่ได้ไปแข่งไหนเลย มัวแต่ไปซ้อมดนตรี :40:
เข้ามหาลัยติดทีมมหาลัยบางมดตอนปี 1 ซ้อมทุกวัน เข้าค่ายซ้อมต่างจังหวัดอีกต่างหาก
แต่เวลาลงแข่งจริงๆ ผู้เฒ่าผู้แก่จากไหนไม่รู้ลงสนามกันเพียบ ตอนซ้อมตอนประชุมไม่เคยเห็นหัวสักคน
โอ้ โลกมันกว้างใหญ่อย่างนี้นี่เอง
ผมสำรองยันปี 2 จนหมดศรัทธาในรัฐบาล เลยลาออกมาเตะบอลใต้ภาควิชางกๆเงิ่นๆไปจนเรียนจบ
สรุป 2 ปี ลงแข่ง 5 นาทีสุดท้ายกับม.ประสานมิตร(+ทดเจ็บ 2 นาทีก่าๆ) โคตรจะดีใจเลย :05: คล้ายๆเทสติโมเนียลแมต(เขียนยังงี้ป่าวว๊า)
เป็นจู๋แรกที่เขียนยาวที่สุดเลย :42:์
เพื่อนเตะบอลผมอีกคนนึง
แต่งหน้ามาเล่นบอลทุกเช้า
หน้าตาหล่อจัดขนาดหนังสือนีออน
หุ่นครูฟิตเนสเคว้าว สมัยนี้อาย
ก็สงสัยตลอดมาว่าไอ้ นี่มันจะแต่งหน้า
มาเตะบอลทำไม
เล่นจนสนิทสนม ถามไถ่
จึงรู้ว่าเขาคนนี้
ทำงานเป็นพนักงานเต้นอะโกโก้
ในบาร์ย่านพัฒพงษ์ รูดกลางคืน
สมัยนั้นเลิกไม่จำกัดเวลา
รูดเสาเสร็จเช้าก็มาเตะบอล
อาชีพเราเลือกไม่ค่อยได้
กีฬาทำให้เรารู้จักคนหลากหลายอาชีพ
อ้างคำพูดจาก: แอน เมื่อ 10 เม.ย. 2008, 14:22 น.
อารมณ์กวีในสนามกีฬา :21:
ความจริง มี สนพ ขอเรื่องแบบนี้ของผมไปพิมพ์
ให้เขียนถึงเพื่อนที่รู้จักหลากหลาย
แต่ขณะนั้น ผมไม่สนใจ ขณะนี้ สนพ นั้นไม่สนใจผมละ :21:
ป่อย ป่อย ป่อย ป่อยยยยย
เขียนใหม่สิคะ ให้น่าสนใจกว่าเดิม :37:
อ้างคำพูดจาก: seacrazy เมื่อ 10 เม.ย. 2008, 23:56 น.
ป่อย ป่อย ป่อย ป่อยยยยย
เขียนใหม่สิคะ ให้น่าสนใจกว่าเดิม :37:
ไม่สนุกในการเขียนส่งสำนักพิมพ์แล้วครับ
ย้อนกลับมาเขียนทิ้งเขียนขว้างแบบนี้ สนุกกว่า :43:
พี่โอ๋ถ่อมตัวไปเปล่า
อ้างคำพูดจาก: blackRabbit เมื่อ 11 เม.ย. 2008, 00:02 น.
พี่โอ๋ถ่อมตัวไปเปล่า
ถ่อมแถ่มอาร๊าย ไม่สามารถจริงๆ
........................................
เพื่อนอีกคนของผมที่สนามบอล
เป็นพนักงานเทศกิจของกรุงเทพฯ
เล่นตำแหน่งกองหน้า
เป็นกองหน้าประเภทขี้เลี้ยงมาก
เวลาใครด่าว่าอย่างเลี้ยงให้ส่ง
เขาก็ไม่ฟัง พอด่าก็หันมายิ้มแล้วเลี้ยง
ยิ้มอย่างอารมณ์ดีด้วย ไม่มีโกรธ
ด่าได้ด่าไป กูจะเลี้ยง
แล้วเขาหายไปเดือนกว่าไม่มาเล่นเลย
ผมและเพื่อนในสนามบอลก็เป็นห่วง
ตามไปถึงที่บ้านเจอพ่อเขา
พ่อบอกมันตายจนเผาไปแล้ว
ดมกาวตำรวจเห็นตกใจหนีตกระเบียงตาย
โอว ปั่นกันกระจุย มีคนตัดหน้าคุณตั้ง 2 คนแน่ะ
จริงๆไม่ใช่นักกีฬาอะไรเลย แต่ชอบที่จะเล่น(แต่เล่นแบบไม่แข่งขันน่ะค่ะ) และชอบดูคนเล่นกีฬามาก สนุกดี
ไหนๆก็เขียนแล้ววันนี้มาเล่าเรื่องสมัย ม.5 กีฬาประเภทหนึ่งที่จัดขึ้นในกีฬาสีโรงเรียน นั่นคือ แชร์บอล
เกดไม่ได้ลงไปแข่งแต่อย่างใด แต่ได้รับหน้าที่เป็นพี่กลุ่มดูแลเรื่องกีฬาแชร์บอลของสีฟ้า :37:
เกดและเพื่อนๆ ต้องดูแลคอยวางแผนการเล่นให้กับน้องๆประถมค่ะ ทั้งทีมชายและหญิง
เกดเล่นกีฬาแบบทีมไม่เป็นค่ะ แต่็ก็ต้องศึกษาวิธีการเล่นและประสบการณ์จากที่เคยเรียนมา
เพื่อแนะนำและเรียกน้องๆมาฝึกซ้อมค่ะ :44:
ตอนแรกๆก็มีปัญหากันในกลุ่มเพื่อนกันเองเพราะแต่ละคนยังแบ่งงานกันไม่เป็น
ว่าต้องดูแลทีมยังไงใครดูอะไรตรงไหน ไม่ประชุมกันให้ดีก่อน
แต่ตอนหลังทุกอย่างลงตัว สนุกค่ะ ต้องคอยแนะนำน้องจัดรูปแบบวางแผนการเล่น ใครอยู่ตรงไหนยังไง
เห็นน้องๆเล่นรู้สึกมีความสุขมากค่ะ และไปๆมาๆก็สนิทกับน้องๆเหล่านี้ไปเลย
ได้เห็นความตั้งใจ บางครั้งน้องๆก็มีดื้อบ้าง แต่ก็ตบกลับมาจนได้
แต่เมื่อวันแข่งได้เห็นความพยายามและตั้งใจของน้องๆ น้ำตาซึมเลย
ถึงแม้สีฟ้าจะไม่ชนะ และได้เห็นน้องๆร้องไห้กัน แต่วันนั้นนับว่า
น้องๆได้ทำเต็มที่และชนะใจพวกเกดมากค่ะ มีความสุขมาก :40:
ไม่เล่นกีฬาอะไรเลย
แต่ชอบว่ายน้ำเพราะเย็นดี
ครั้งหนึ่งมีเพื่อนที่สนิทกันมาก ชอบตีเทนนิส
มันพาไปสโมสร ที่มีครบ ฟิตเนส เทนนิส สระว่ายน้ำ
ฟ้าก็ว่ายไป มันก็ตีเทนนิสไป
สนุกดี เจอฝรั่งแก่ เป็นยายได้แล้วมั๊ง 60 กว่าๆ
ใส่ชุดว่ายน้ำมาว่ายทุกวันเลย
ได้คุยกับเค้าบ้าง
จำได้คุ้นๆว่า ชุดว่ายน้ำคุณยายสีแดง แว่นตาสีเขียวแปร๋นเลย
เคยมีหนนึง
ว่ายน้ำอยู่ดีๆ ลูกเทนนิสลอยมาจากไหนไม่รู้ลงกลางหัว
เพื่อนวิ่งมาตามลูก เห็นเราใส่ชุดว่ายน้ำ
ทั้งโกรธ ทั้งอาย ทั้งเขิน :22:
เอ๊ะ ตกลงดีหรือไม่ดี :08:
อ้างคำพูดจาก: แอน เมื่อ 11 เม.ย. 2008, 00:32 น.
เอ๊ะ ตกลงดีหรือไม่ดี :08:
ดี เพราะ หลังจากนั้น เพื่อนคนนั้น ก็มาขอเป็นแฟน :40: กริ๊ดมันมาตั้งนาน :27:
เรื่องว่ายน้ำ .. มีครั้งนึงประทับใจมากๆ ..
ตอนอยู่มหาลัย ไปว่ายน้ำกันกับเพื่อนสาวอีกสองคน ไอ้สองคนนี้มันสนิทกันค่ะ
แอ้ว่ายไปว่ายมาคนเดียว เค้าจะอยู่กันสองคนตลอดเวลา
ไอ้คนนึงชุดว่ายน้ำสีน้ำเงินล้วนผอมหน่อย อีกคนชุดว่ายน้ำลายดอกบนพื้นน้ำเงินอวบกว่านิด ดูแล้วเข้ากั๊นเข้ากัน
แอ้ก็ดำน้ำไป มองผ่านแว่น เห็นบอดี้สองบอดี้ในชุดว่ายน้ำ น้ำเงินล้วนกะลายดอก ยืนแช่น้ำอยู่มุมนึง
กะจะแกล้งซะหน่อย ก็ดำยาวไปเลยค่ะ โผล่ปุ๊บก็โผกอดคนอวบทันที .. แล้วค่อยเงยหน้ามอง .. "จ๊ะเอ๋"...
อ่ะจ๊ากกกก มันไม่ใช่เพื่อนชั้น .. แล้วทำไมใส่ชุดเหมือนกันเลยฟะ !!!! :03:
โคตรจะอาย สุดที่จะอาย เพื่อนสองคนยืนอยู่อีกมุมนึง ..ส่วนคุณป้าสองคนนั้น..
ชุดเหมือนกันกะเพื่อนแอ้เปี๊ยบ..
:30: :30:
รร เคยบังคับ ให้ว่ายน้ำเทอมละ 50 รอบไปกลับทางยาว
แรกๆ วันละ 2-3 รอบก็หรู
หลังๆว่ายเป็น + ว่ายบ่อย ได้ 12 รอบแน่ะ :30:
เจอคุณยายมาว่ายน้ำเหมือนกัน
แกจะว่ายช้าๆ นะ
แต่ไม่หยุดพักเลย :08: (นานาำได้ 1 รอบ หยุดพักน๊านนาน :30:)
:37: ไม่บังคับให้ไปก็ไม่ไปอะ เหนื่อย
ดำด้วย :05:
เมื่อมาเรียนกรุงเทพฯ เวลานั้น
ต๋อง ศิษย์ฉ่อยดังมาก
ผมก็เอาต๋องมาอ้างกับตัว
ตีสนุ๊กทุกวันเลิกเรียนเป็นเข้าโต๊ะนุ๊ก
เล่นตั้งแต่บ่ายจนเช้า พระบิณฑบาตรผมถึงเลิก
เล่นแบบนั้นจนใกล้ปิดเทอม
โรงเรียนก็ทวงค่าเทอม
ผมไม่มีให้เพราะเอาค่าเทอมไปตีสนุ๊กหมด
จะไม่ได้สอบ เลยบากหน้าไปบอกแม่
แม่ไปบอกพ่อ ผมไม่กล้าบอกพ่อ
กลัวพ่อเตะ พ่อไม่เตะและบอกว่า
เราเอาเงินกองท่วมโต๊ะสนุ๊กก็ไม่เก่งไปได้หรอก
เราไม่ได้มุ่งมั่นฝึกฝนมากับมัน
ถ้าเลิกไม่ได้ ให้ไปหางานทำแล้วเอาเงินนั้นมาเล่น
นี่เงินค่าเทอม พ่อเหนื่อย แม่ก็เหนื่อย
ตั้งใจเรียนด้วย พ่อพูดเสร็จผมทำเฉย
นั่งรถทัวร์มากรุงเทพฯ น้ำตาไหลพรากๆ ตลอดทาง
ผมไม่ได้เลิกเล่นสนุ๊กไปเลยทีเดียว
แต่ตอนนี้ไม่ได้เล่นอีกเลย
:05:
สะเทือนใจนะ
อ่านเนชั่นมาวันก่อนเลยพบว่า
ตอนนี้คุณต๋องแขวนคิวแล้วครับ
ยังจำภาพความยิ่งใหญ่ในสมัยเดียวกับเขาทรายขึ้นชกได้เลย
วงการกีฬาในบ้านเรามีฮีโร่เจ๋งๆ ตั้งเยอะ พอมีนัดชิงทีไรก็นั่งเฝ้าหน้าจอกันทุกบ้าน
มันเท่จริงๆ
อ้างคำพูดจาก: แอน เมื่อ 11 เม.ย. 2008, 01:44 น.
อ่านเนชั่นมาวันก่อนเลยพบว่า
ตอนนี้คุณต๋องแขวนคิวแล้วครับ
ยังจำภาพความยิ่งใหญ่ในสมัยเดียวกับเขาทรายขึ้นชกได้เลย
วงการกีฬาในบ้านเรามีฮีโร่เจ๋งๆ ตั้งเยอะ พอมีนัดชิงทีไรก็นั่งเฝ้าหน้าจอกันทุกบ้าน
มันเท่จริงๆ
เล่มไหนแอน
วันสองวัน ต๋องยังแข่งไทยแลนด์โอเพ่นอยู่เลย
หรือเขาลงรายการนี้หนสุดท้าย
:48: จำไม่ได้แล้วครับ เมื่อสักเดือนก่อนนี่แหละครับ
ชอบเล่นแบดมินตันมากค่ะ เป็นกีฬารวมเพื่อนเลย
ทั้งห้องตอนม.ปลายชอบเล่นมาก เราเล่นด้วยกัน เราอยากเล่นจนไม่อยากเลิก
แม้ว่าจะเล่นเก่ง หรือไม่เก่งก็ตาม :25: แบบเล่นเก่งก็จะตบ ตบ ตบ และก็ตบ :30:
ว่างไม่ได้ ว่างเป็นเล่น
เรากล้าโกหกอาจารย์ฝ่ายปกครองว่าโรงยิมลืมปิดไฟ เพื่อให้เค้าเปิด เราจะได้เข้าไปเล่น
เรากล้าโดดเรียน เพื่อเล่นด้วยกัน สนุกด้วยกัน ใครไม่เล่นก็มานั่งฮา
แถมวิชาที่โดด ก็เป็นวิชาของอาจารย์ที่ปรึกษาด้วยนะ โดนด่าเละเลย :30:
ตอนเย็นเราว่างจากเรียน เราก็จะไปสมาคมแบด เค้ามาไล่ที่นั่นหล่ะ ถึงจะแยกย้ายไปหาไรกินแล้วกลับบ้าน
เจ็บตัว ยังไม่เท่ากับเจ็บที่โครงไม้เบี้ยวเนื่องจากฟาดพื้น ไม่ก็ประสานไม้กลมเกลียวเวลาเล่นคู่ :30:
ลูกพลาสติกที่ว่าทนๆ ไม่กี่ชั่วโมงเหลือแต่ซาก พร้อมเหงื่อที่ไหลอย่างไม่ปราณีสนาม
เคยเข่าเดี้ยง หลังเดี้ยง ก็ยังทนเล่น เพื่อนด่าว่าถึกก็ยอมหล่ะวะ :30:
(ทนเล่นไปหลายวันเข้า ไม่ไหว เจ็บมากกกก ที่บ้านต้องพาไปหาหมอค่ะ ถึงจะหาย)
ใน่ปัจจุบัน ไม่ค่อยได้เล่นแล้ว ต่างแยกย้ายกันไปไม่ค่อยได้้เจอ
แต่ได้เล่นแบดทีไร ก็คิดถึงเรื่องราวที่ผ่านมาทุกที
จะว่าไปแล้วผมก็เล่นกีฬามาหลายชนิด
เป็นเพราะบ้านใกล้โรงเรียน ห่างจากโรงเรียนแค่ 200 เมตร
ตกเย็นเลิกเรียนก็ไม่ต้องรีบร้อนไปไหน ดูเขาซ้อมกีฬาไปเรื่อยๆ
จนสุดท้ายก็โดนครูดึงเข้าทีมเพื่อฝึกซ้อม
เริ่มจากวอลเลย์บอล ผมซ้อมกับทีมตลอดเทอม
แต่ก็ได้แค่ซ้อม ไม่ได้ลงแข่ง ไม่ได้เป็นตัวจริง
แต่มาซ้อมด้วยเฉยๆ จนเพื่อนๆ ก็มาบ่นแล้วมึงจะซ้อมทำไม ?
หลังจากวอลเลย์บอลไม่รุ่ง ผมก็ไปเจ๊าะแจ๊ะกับทีมฟุตบอล
ฝึกกับทีมอยู่ประมาณ 1 อาทิตย์
จนสุดท้ายโดนบอลเตะอัดท้อง จนนอนซมเป็นไข้ ผมเลยออกจากทีม
ไม่เอาไม่ซ้อมแล้ว :39:
แต่สิ่งที่ผมพอจะมีดีอยู่ในตัว คือสิ่งที่มันขัดกับบุคลิกตุ้ยนุ้ยเจ้าเนื้อของผม
ผมเป็นนักกีฑาของโรงเรียนครับ :42:
ถึงน้ำหนักและขนาดตัวผม เขาเรียกว่าอ้วนก็เถอะ แต่ฝีเท้าผมก็ใช่ย่อย
วิ่งเร็ว และกระโดดได้ไกล
ก็เลยเข้าฝึกซ้อมกับทีมโรงเรียน เข้าแข่งในกลุ่มโรงเรียน
เหรียญรางวัลเดียวที่ผมมีคือจากการแข่งวิ่งผลัดชาย 4 คูณ 100 เมตร
ผมอยู่ไม้ที่ 4 เป็นคนที่จะวิ่งเข้าเส้นชัย
แล้วผมก็ทำให้ทีมผิดหวัง เพราะผมเข้าเส้นชัยพร้อมๆ กับอีกทีม
กรรมการตัดสินให้ผมเข้าที่ 2
ผมเลยได้เหรียญเงินมาเชยชม
มาตอนนี้ จะให้พริ้วเหมือนแต่ก่อนคงไม่ไหว
แบกน้ำหนัก 110 กก. คงพริ้วไม่ออก :44:
อ้างคำพูดจาก: โอ๋ ระจัน...ผ่านมา เมื่อ 11 เม.ย. 2008, 01:30 น.
เมื่อมาเรียนกรุงเทพฯ เวลานั้น
ต๋อง ศิษย์ฉ่อยดังมาก
ผมก็เอาต๋องมาอ้างกับตัว
ตีสนุ๊กทุกวันเลิกเรียนเป็นเข้าโต๊ะนุ๊ก
เล่นตั้งแต่บ่ายจนเช้า พระบิณฑบาตรผมถึงเลิก
เล่นแบบนั้นจนใกล้ปิดเทอม
โรงเรียนก็ทวงค่าเทอม
ผมไม่มีให้เพราะเอาค่าเทอมไปตีสนุ๊กหมด
จะไม่ได้สอบ เลยบากหน้าไปบอกแม่
แม่ไปบอกพ่อ ผมไม่กล้าบอกพ่อ
กลัวพ่อเตะ พ่อไม่เตะและบอกว่า
เราเอาเงินกองท่วมโต๊ะสนุ๊กก็ไม่เก่งไปได้หรอก
เราไม่ได้มุ่งมั่นฝึกฝนมากับมัน
ถ้าเลิกไม่ได้ ให้ไปหางานทำแล้วเอาเงินนั้นมาเล่น
นี่เงินค่าเทอม พ่อเหนื่อย แม่ก็เหนื่อย
ตั้งใจเรียนด้วย พ่อพูดเสร็จผมทำเฉย
นั่งรถทัวร์มากรุงเทพฯ น้ำตาไหลพรากๆ ตลอดทาง
ผมไม่ได้เลิกเล่นสนุ๊กไปเลยทีเดียว
แต่ตอนนี้ไม่ได้เล่นอีกเลย
ชอบวิธีการสอนของพ่อลุงโอ๋จังเลยครับ :46:
ที่บ้านอรไม่ค่อยสนับสนุนให้เล่นดนตรีกีฬา
(อารมณ์ว่าอยากให้เรียนหนังสือมากกว่า)
อรเลยได้ไปเล่นกีฬาที่รู้จักผ่านเพื่อนแทน
ถ้าจะให้ไล่ทั้งหมดก็หลายชนิดกีฬาอยู่
แต่ทุกอย่างเล่นมาอย่างละไม่ต่ำกว่าปีนะ
แต่ที่ประทับใจและไม่ต้องมีใครชวนก็มีอยู่สองอย่าง
กีฬาแรกคือมวยไทย
สมัยมัธยมปลายอรต้องทำรายงานวิชาพลศึกษา
ซึ่งเกี่ยวกับกฎกติกาวิธีการเล่นกีฬาแต่ละประเภท
คนอื่นจับฉลากได้กีฬาปกติ อย่างว่ายน้ำ ปิงปอง
วอลเล่ย์บอล ฟุตบอล .....แต่อรน่ะ จับได้มวยไทย
ตอนนั้นอินเตอร์เน็ตที่บ้านเสีย ก็ไปหาในห้องสมุด
แต่ก็มีแต่ข้อมูลเก่าแล้ว เลยไปหาที่สนามมวยเพิ่ม
(เผื่อเอาไว้ว่ามีการเปลี่ยแปลงแก้ไขอะไรยังไง)
แล้วเห็นทุกคนซ้อมนะ.. โห.. ท่าทางตั้งใจมาก
เราเห็นแล้วเราก็ขอลองเตะกระสอบดู สนุกนะ
แต่กลับบ้านนี่แข้งช้ำเลย ไม่เคยเตะอะไรแบบนี้
หลังจากนั้นก็หาโอกาสฝึกเรื่อยๆ จนกระทั่งได้ทุน
ไปแลกเปลี่ยนที่เบลเยี่ยมหนึ่งปี กลับมาเอนท์อีกปี
...ก็ห่างหายไปจนติดธรรมศาสตร์ แล้วเจอครูแดง
ซึ่งสอนมวยอยู่ที่ท่าพระจันทร์ ก็ไปฝึกบ้างตามสะดวก
เพราะตอนนั้นอยู่ที่รังสิต (นั่งรถตู้ไปกลับไกลมาก)
แต่ก็ยอม เพราะอยากมาซ้อม อยากเจอเพื่อนเจอครู
พอได้ย้ายมาท่าพระจันทร์ก็เล่นเกือบทุกวัน
มีปี 3 มีแอบไปเล่นโขนธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ
แต่ก็ยังมาดูมาซ้อมบ้าง เอาผ้าพันเข่าให้ครูแดงบ้าง
ที่พูดมาทั้งหมดทั้งปวงนี้ต้องแอบพ่อแม่ทำนะ
เพราะเคยไปเล่นคาโปเอร่าแล้วโดนเตะหน้า
เค้าเลยออกปากมาว่าไม่อยากให้เล่นกีฬารุนแรง
แต่ตูดันชอบซะงั้น :30:
..จนย้ายมหาวิทยาลัยมาเนี่ยล่ะ เลยไม่ได้ไปสนามมวย
เพราะอยู่หัวหมาก และกำลังจะย้ายไปบางนาให้ไกลอีก
นานๆครั้งก็ถึงได้แวะเวียนไปซักที
แต่ครูแดง ครูยุทธ ก็ยังจำเราได้
ทักทายเหมือนเป็นลูกเป็นหลาน
..มันเป็นบรรยากาศที่หาซื้อไม่ได้
แต่กำลังค่อยๆหายไป.....
คิดแล้วก็ใจหายเหมือนกัน
ไม่กล้าเขียนแซวหนูอร กลัวโดนต่อยหน้าหงาย :44:
สาวน้อยน่ากลัว :08:
อร นอกจากวาดรูปสวย ยังต่อยมวยอีก :12:
ผม + ทุกคน
อ้างคำพูดจาก: หนุ่ม เมื่อ 11 เม.ย. 2008, 12:59 น.
ไม่กล้าเขียนแซวหนูอร กลัวโดนต่อยหน้าหงาย :44:
อ้างคำพูดจาก: ชวาลา จันทร์แจ่ม เมื่อ 11 เม.ย. 2008, 13:01 น.
สาวน้อยน่ากลัว :08:
เทียบกับหน้าตาแล้ว
ต่อยมวยนี่ไม่น่ากลัวนะคะ :30:
แต่วัตถุประสงค์เค้าต่อยไว้ออกกำลังกาย + ป้องกันตัวนะ
..เล่นแล้วอาการภูมิแพ้ดีขึ้นด้วย ไม่ได้เอาไว้ทำร้ายใคร
ครูบอกว่าคนเรียนมวยไว้ข่มคนอื่นเป็นได้แค่นักเลง :52:
ต๋องบอกว่าเลิกเล่นอาชีพแล้ว แต่รายการสมัครเล่น ต๋องอาจจะมาเล่นบ้างครับ
วันนี้ชวนฟุม๊ะ เต้นแบบ ฮิปฮอปในร้าน :37: ถือว่าออกกำลังกายมั๊ย? :52:
ถือว่าออกกำลังขาไง
:22:
ช่วงนี้กำลังฟิตร่างกาย กับกำลังขา ครั้งหน้าจะยิงให้เป็นลูกไฟเลย
เหมือนจะขาดใจ
...............................
เที่ยงวัน เมื่อทานข้าวเสร็จ
ก็ไปเดินเล่นใต้ตึกที่ทำงาน
บังเอิญเจอ พี่กนก ผู้ประกาศข่าว
ก็ถามไถ่เฮฮา สารทุกข์ สุกดิบ
ผมถามพี่เขาไปว่า
ทุกวันเสาร์ยังเตะบอลไหม
พี่กนก ส่ายหน้า แล้วบอกว่า
เรื่องไปกันใหญ่วะระจัน
ก่อนนั้นผมรู้ข่าวว่าพี่กนกเจ็บเข่า
เพราะเล่นฟุตบอลหนักติดกันหลายวัน
มาคราวนี้พี่เขาบอกว่าไปหาหมอ
หมอบอกว่าเอ็นหัวเข่าไขว้หน้าขาด
ต้องผ่าตัด ไปกันใหญ่
ผมก็บอกว่าผมก็เอ็นไขว้ข้างขาด
หมอให้ผ่า แต่ผมปอด
เพราะผ่าเข่าต้องบล็อคหลัง
พี่กนกได้ยินแบบนั้นเลยคิดหนัก
แล้วบอกว่า ผมยอมให้หมอวางยาสลบ
แต่เรื่องผ่าไม่ผ่า วางยาหรือบล็อคหลัง
ยังไม่ทำให้คนที่คลั่งการเล่นบอลเข้าเลือด
อย่างพี่กนกหงุดหงิดใจเท่ากับว่า เมื่อถึงวันเสาร์
เวลาเล่นฟุตบอลปกติ น้องๆ ต่างโทรมาชวน
ชวนทั้งๆ ที่รู้ว่า ไปไม่ได้ มันเจ็บปวด
ปวดกว่าเข่าที่ว่าปวด ปวดเพราะมันไปเล่นไม่ได้
ยังดันมาชวนกัน
มายิงขวดน้ำกันเถอะ
.................................
เย็นวันอาทิตย์หน้าบ้านผม
เด็กผู้ชายสี่ห้าคนจะมารอหน้าบ้าน
ถ้าไม่ให้ผมสอนวาดรูปก็ชวนผมเตะบอลด้วย
แต่มีบางครั้งผมจะแฝงการสอน
ทักษะเบื้องต้นลงไปด้วย
หนนึงผมเอาขวดน้ำเปล่าวางไว้กลางถนน
แล้วเดินจากจุดที่วางขวดออกไป
กำหนดระยะไว้สามระยะ
ระยะแรกถ้าใครเตะบอลไปถูกขวดล้ม
ผมมีรางวัล ระยะที่สองไกลมาอีกก็รางวัลใหญ่หน่อย
ระยะสามไกลสุดรางวัลดีที่สุด (อาจจะสั้ง kfc เลี้ยงเลย)
ทุกคนต้องผ่าน แรกก่อนถึงจะไปสอง
กว่าจะผ่านไปสองได้ ก็นานทีเดียว
ถึงสามได้ก็เป็นบางคน ชาวบ้านแถวนั้นมองดูก็ขำ
ว่าผมแก่แล้วทำไมชอบเล่นเตะบอลกับเด็ก
ผมไม่สนใจเพราะมันสนุกและได้คอยสอนเรื่องเล็กๆ น้อยๆ
ในการเล่นบอลให้เขาด้วย และการเตะบอลให้โดนขวด
ก็เป็นการฝึกพื้นฐานการแปลูก ถ้าเตะถูกขวดล้มบ่อยๆ
เขาก็มีเชิงฟุตบอลที่ดีขึ้น เขาเล่นเก่งขึ้น
ผมเฝ้าดูก็รู้สึกสุขใจกับเขาไปด้วย
อ้างคำพูดจาก: โอ๋ ระจัน...ผ่านมา เมื่อ 23 เม.ย. 2008, 15:38 น.
เหมือนจะขาดใจ
...............................
เที่ยงวัน เมื่อทานข้าวเสร็จ
ก็ไปเดินเล่นใต้ตึกที่ทำงาน
บังเอิญเจอ พี่กนก ผู้ประกาศข่าว
ก็ถามไถ่เฮฮา สารทุกข์ สุกดิบ
ผมถามพี่เขาไปว่า
ทุกวันเสาร์ยังเตะบอลไหม
พี่กนก ส่ายหน้า แล้วบอกว่า
เรื่องไปกันใหญ่วะระจัน
ก่อนนั้นผมรู้ข่าวว่าพี่กนกเจ็บเข่า
เพราะเล่นฟุตบอลหนักติดกันหลายวัน
มาคราวนี้พี่เขาบอกว่าไปหาหมอ
หมอบอกว่าเอ็นหัวเข่าไขว้หน้าขาด
ต้องผ่าตัด ไปกันใหญ่
ผมก็บอกว่าผมก็เอ็นไขว้ข้างขาด
หมอให้ผ่า แต่ผมปอด
เพราะผ่าเข่าต้องบล็อคหลัง
พี่กนกได้ยินแบบนั้นเลยคิดหนัก
แล้วบอกว่า ผมยอมให้หมอวางยาสลบ
แต่เรื่องผ่าไม่ผ่า วางยาหรือบล็อคหลัง
ยังไม่ทำให้คนที่คลั่งการเล่นบอลเข้าเลือด
อย่างพี่กนกหงุดหงิดใจเท่ากับว่า เมื่อถึงวันเสาร์
เวลาเล่นฟุตบอลปกติ น้องๆ ต่างโทรมาชวน
ชวนทั้งๆ ที่รู้ว่า ไปไม่ได้ มันเจ็บปวด
ปวดกว่าเข่าที่ว่าปวด ปวดเพราะมันไปเล่นไม่ได้
ยังดันมาชวนกัน
:05:
ทั้งสองเรื่องเป็นเรื่องกีฬาที่อ่านเพลินจริงๆ
คนชอบเตะบอล ถ้าไม่ได้เตะมันรู้สึกใจจะขาดขนาดนั้นเลยเหรอคะ :22:
อ้างคำพูดจาก: แอ้ เมื่อ 23 เม.ย. 2008, 15:59 น.
ทั้งสองเรื่องเป็นเรื่องกีฬาที่อ่านเพลินจริงๆ
คนชอบเตะบอล ถ้าไม่ได้เตะมันรู้สึกใจจะขาดขนาดนั้นเลยเหรอคะ :22:
ตอนเอ็นไขว้ข้างผมขาด
เข่าบวมเป็นลูกมะพร้าว
ผมเล่นบอลไม่ได้
เหมือนจะตายเอาทีเดียว
พอผ่าตัดแล้ว ก็ยังเล่นบอลได้อีก ก็ยังดีนะคะ ดีกว่าผ่าแล้วเล่นไม่ได้
รู้จักพี่คนนึงชอบเล่นฟุตบอลมาก เกิดอุบัติเหตุที่หัวเข่าเช่นกัน
ที่น่าเศร้าที่สุดก็คือ พี่แกต้องเลิกเล่นฟุตบอล กีฬาที่แกรักที่สุดไปเลย
แต่ตอนนี้แกหันมาตีสควอต แทน :52:
อ้างคำพูดจาก: โอ๋ ระจัน...ผ่านมา เมื่อ 23 เม.ย. 2008, 16:02 น.
ตอนเอ็นไขว้ข้างผมขาด
เข่าบวมเป็นลูกมะพร้าว
ผมเล่นบอลไม่ได้
เหมือนจะตายเอาทีเดียว
คงคล้ายๆ เสพติดอินเตอร์เน็ต แล้ว เนตเน่า เนตตัด สัญญาณโทรศัพท์ไม่ถึง :23:
ใช่ครับ คนที่เตะบอลประจำ เวลามันเตะไม่ได้ แล้วเห็นคนอื่นเตะ แล้วเราอยากเตะ แต่มันเตะไม่ได้ มันเจ็บใจมาก
เคยเป็นเหมือนกัน ช่วงที่ขาพลิก แล้วต้องพักไปเดือนหนึ่ง เห็นคนเตะบอลแล้วบางทีนั่งซึมเลย
จักรีอยากให้เราเจียมสังขารครับ :22:
นัดที่ผ่านมา ผมก็ยังไม่ฟิตเช่นเคย ไม่แน่ใจว่าด้วยกิจวัตรประจำวัน
เช่นนี้จะสามารถเรียกความฟิตกลับมาได้เหมือนเมื่อก่อนรึเปล่า
การได้เล่นกับ FST เหมือนเป็นการต่อประกายความหวังเล็กๆ
ให้กับอดีตเด็กชายตัวน้อยที่อยากจะเตะบอลทุกวันยามเย็น
แค่ได้วิ่งเล่นในสนามก็มีความสุขแล้ว เมื่อมีโครงการนี้ขึ้นมา
ผมจึงตัดสินใจที่จะเข้าร่วมกับ FST ทันทีตั้งแต่เตะนัดแรก
ร้างสนามไปนาน วิ่งได้ 5 นาที...ฮ่วย ลมจะใส่ :37:
ขอบคุณจักรีกับพี่โอ๋ครับที่ทำให้มีโครงการดีๆแบบนี้
โด่ อ่อนนี่หว่า
อ้างคำพูดจาก: แอน เมื่อ 25 เม.ย. 2008, 01:44 น.
โด่ อ่อนนี่หว่า
เห็นไหม
คราวหลังเช่ ขอบคุณ แอน โน้น :21:
โด่ จะอ่อนได้ไง แข็งต่างหากถึงได้ โด่ :37:
:03:
ตะคริว ที่ขาอะครับ ทำให้ขาแข็ง แข็งโด่เลย ก้าวไปไหนก็ไม่ได้
อ๋อ
ว้าาาาาาา :35:
ที่ว่าก้าวไปไหนไม่ได้อะไม่ใช่เพราะขาแข็งนะครับ เพราะอย่างอื่นแข็ง
ไข่ กินก่อนแข่งก็ดีนะครับจะได้ขาไม่แข็ง :25:
อ้างคำพูดจาก: โอ๋ ระจัน...ผ่านมา เมื่อ 25 เม.ย. 2008, 01:45 น.
เห็นไหม
คราวหลังเช่ ขอบคุณ แอน โน้น :21:
ครับ ขอบคุณพี่แอนมากที่ไม่คิดเงินค่าเสื้อห้าสิบบาทกับผมครับ :46:
อ้างคำพูดจาก: ชวาลา จันทร์แจ่ม เมื่อ 25 เม.ย. 2008, 08:25 น.
ครับ ขอบคุณพี่แอนมากที่ไม่คิดเงินค่าเสื้อห้าสิบบาทกับผมครับ :46:
แอนไม่คิดหรือเช่ไม่จ่าย :21:
แหม บร้า :27: ฮ่าๆๆๆ
ขอเล่าบ้าง
เกิดมาเคยเล่นกีฬาเป็นชิ้นเป็นอันอยู่สองประเภท บาสเกตบอล กับ รักบี้
บาสเกตบอลที่รัก
เริ่มตั้งแต่สมัยเด็กๆ คุณลุงเป็นคนซื้อลูกบาสให้ พอได้มาก็คลั่งใหญ่
เห็นในโทรทัศน์เค้าเลี้ยงลูกกันไวๆ เด้งขึ้นเด้งลง เจ๋งๆชอบๆ
ไอ้เราก็เอาบ้างแต่ใช้เป็นลักษณะเอามือตีนะ ปลายนิ้วครบแปดนิ้วเลย (ไม่นับโป้งนะ มันไม่ค่อยโดนบอล)
แตกเรียบ ปัจจุบันนี้นิ้วกลางและนิ้วชี้มือขวา ได้ไร้ลายนิ้วมือเป็นที่เรียบร้อย เนื่องจากไอ้นิ้วแตกนี่แหละ
พึ่งจะมาเลี้ยงบาสเป็นก็ตอนเข้ามัธยมต้น ก็เข้าไปคัดเป็นตัวโรงเรียน
(จบประถมมา สูง 162 จบ ม.2 พรวดเป็น 184 ปัจจุบัน อายุ 25 สูง 190 หยุดการเจริญเติบโตเป็นที่เรียบร้อย)
ช่วงนั้น จอรแดน พิพเพน รอดแมน นี่ดาราเลย ชอบมาก
ไปทำหัวเขียวเหมือนรอดแมนมาเลย ทำได้วันเดียวแม่ไล่กลับไปทำสีเดิม
ไม่เช่นนั้นจะไม่ให้ค่าขนม เศร้า
เล่นท่าแผลงๆ โดดขึ้นเก้าอี้แล้วดั้งค์
สนุกสนานมากมายกับเพื่อนทั้งทีม
เวลาทำผิดก็โดนโค้ชฟาดยกทีม ตูดระบมกันเป็นทิวแถว
ซ้อมก็มาแต่เช้ายัง ไม่หกโมงหครึ่งต้องพร้อมที่สนามแล้ว
เย็นก็ซ้อมถึง สองทุ่ม ทุกวัน
เป็นช่วงเวลาที่สนุกมากมายเพราะได้เล่นในสิ่งที่ชอบแต่ก็ต้องเลิกเพราะอาการบาดเจ็บ
วันนั้นเป็นวันแข่งชิงถ้วย บาส กทม. รุ่นอายุไม่เกิน 17 ปี รอบรองชนะเลิศ
เป็นตัวจริง เล่นไปได้สักพักเกิดอาจารเจ็บหัวเข่าขวาแบบจี๊ดๆ
ก็ยังเล่นต่อเพราะอาการนี้เกิดขึ้นมาบ่อยๆ ก่อนหน้านี้ไปหาหมอแล้วเค้าบอกว่าไม่มีอะไร
เล่นไปได้สัก สองควอเตอร์มั้ง หลังจากกระโดดรีบาวด์ลูกได้ก็ทรุดลงไปเลย เข่าไม่มีแรง
ลุกไม่ไหวเดินไม่ได้ ไม่เจ็บ ไม่ปวด แต่ไม่มีแรงหยุงตัว
โดนหามส่งโรงพยาบาล ๖เป็นครั้งแรกที่ได้ขึ้นรถพยาบาล ตื่นเต้นน่าดู)
ตอนนั้นไม่กลัวอะไรเลย เพราะคิดว่าไม่น่ามีอะไร
พอไปหาหมอ หมอบอกว่าต้องพักอย่างน้อย 6 เดือน
เพราะเอ็นหัวเข่าเกิดอาการอักเสบ บวม แต่ไม่มีอาการฉีกขาด แค่ยืดเฉยๆ
ต้องพักอย่าออกแรงหนักให้หายก่อนมิฉะนั้นมันจะอาการหนักแล้วมันจะไม่คืนตัว
อะไรทำนองนี้ ก็เลยปิดฉากบาส ม.ต้นไปอย่างสวยงาม
พึ่งจะได้เป็นตัวจริงตอน ม.3 นี่แหละ เหอะๆเศร้าเสียไม่มี
-------------------------------
เดี๋ยวต่อภาครักบี้
คั่นครับ :37:
รักบี้กีฬาลูกผู้ชาย
หลังจากทำใจเรื่องบาสไปได้ประมาณเกือบปี ได้แต่ไปนั่งดูเค้าเล่นลงไปเล่นไม่ได้
จนเข่าหายสนิท แต่หมอบอกว่ายังมีสิทธิ์เป็นได้อีก แต่กระนั้นเลย หมอบอกใยเจ้าจะเชื่อ
เหอะๆๆ ก็ไปเล่นจนคิดว่าหายดีแล้วเพราะมันไม่มีอาการอีกต่อไป
แล้ววันหนึ่งเกิดอาการพลิกผันสู่วงการรักบี้ ที่สถาบันแห่งหนึ่งใกล้ ภปร. ราชวิทยาลัย
เป็นที่ได้เข้าไปเรียนในระดับ ปวช
(ไอ้บิ๊กเรียนช้า ไป 1 ปีเพราะไปเรียน ม.4 มาปีหนึ่งแล้วรู้ว่าเรียนไม่ไหวเลยออกมาเรียนสายอาชีพ)
ที่นี่เค้าไม่มีโค้ชบาส แต่เค้าเล่นรักบี้กัน ไอ้เราก็ไปเข้าตาโค้ชเค้าเพราะ สูง ยาว ใหญ่ (หึ หึ หึ ตอนนั้นล่ำมาก)
ก็ไปเล่นกับเค้า เล่นไปเล่นมามีแมวมองทีมชาติมาเห็นติดทีมชาติรุ่นอายุไม่เกิน 18 ปี
ไอ้กีฬาประเภทนี้นะครับ มันเรียกว่า กีฬาสุภาพบุรุษ แต่ถ้าใครเล่นนอกเกม เอ็งตาย
เพราะมันเลือด เนื้อ ชนกันแบบ ตายกันไปข้างเลย
หลังจากกลับจากคัดตัวติด ก็มีแข่งกับสถาบันแห่งหนึ่ง เป็นรอบตัดเชือก
ไอ้บิ๊กมันเป็นกองหน้าเพราะสูงใหญ่ แต่วิ่งช้าจังหวะนั้นเค้าสูงลูกมาจากด้านข้าง
ไอ้เรารับได้แต่ไปต่อไม่ได้เพราะโดนรวบเลยพยายามส่งต่อให้เพื่อน
หลังจากส่งไปแล้ว ก็โดนรวบลงไปนอน
มีบาทาพญามารที่ไหนไม่รู้เหยียบเข้าตรง ไหปลาร้าพอดี พอดิบ ดังกร้อบเลยครับ
ร้องไม่เป็นภาษามนุษย์เลย โชคดีที่มันไม่แตกละเอียด
แต่หมอบอกว่างดเล่นไปเลย เพราะถ้าเล่นอีกกระดูกไหปลาร้าจะยึดกันไม่สนิท
อดครับพี่น้อง กีฬาไม่เล่นมันละ กินเอาโล่ดีกว่า จากเดิม นน 90 ปัจจุบัน พรวดพราดครับ 130 ครับ
เยี่ยม :05: :05: :05:
ฟุตบอล
จำไม่ได้ว่าเล่นฟุตบอลเป็นตั้งแต่เมื่อไหร่
จำได้แค่ชีวิตนี้มีสตั๊ดเพียงสองคู่เท่านั้น ขาดคาตีนมาทั้งคู่
แรกๆ เล่นแบบไม่ใส่รองเท้า ไม่มีสนับแข้ง เล่นกับเพื่อนๆ ใกล้บ้าน
รวมทีมเล่นกันสนุกๆ ไม่ได้หวังติดทีมชาติอะไร
คงเพราะบ้านอยู่ใกล้สนามกีฬาประจำจังหวัดด้วย เลยไปเล่นเกือบทุกเย็น
มีที่ว่างสำหรับเด็กๆ หรือคนที่ไม่ใช่นักกีฬาของจังหวัดเล่นกันที่หน้าเวทีประกวดนางงาม
ยึดเป็นที่ของทีมตัวเองได้หลายปี เป็นสนามหญ้าขนาดกลาง
นานๆ จะตัดหญ้าให้เราได้เล่นแบบสนามฟุตบอลจริงๆ
แต่ไม่ใช่ปัญหา เพราะถึงแม้หญ้าจะขึ้นแต่ก็ไม่ยาวมาก เราเล่นได้อยู่แล้ว
เพราะก่อนหน้านั้นเล่นบนพื้นดินธรรมดามาก็หลายปี
จะกลับบ้านก็ต่อเมื่อไม่มีแสงตะวันให้เห็นลูกบอลแล้วนั่นแหละ
เล่นจนพ่อบ่นว่าไม่สนใจการเรียนเลย เอาแต่เล่นบอล
เล่นจนพัฒนาขึ้นมาเป็นทีม แบ่งข้างกันเล่นทุกวัน มีเพื่อนใหม่มาเรื่อยๆ
เราเป็นหนึ่งในแกนนำที่ก่อตั้งทีมขึ้นมาเพื่อแข่งกับทีมอื่น
แข่งเยอะมาก แข่งกับนักเรียนทุนที่เป็นชาวเขาก็แข่งมาแล้ว
แข่งกับเพื่อนของเพื่อนของเพื่อนคนนั้นคนนี้เยอะมาก
บางทีก็แข่งเดิมพันเงินซึ่งมีกันน้อยนิด แข่งครั้งแรกกับทีมเด็กหมู่บ้านไหนก็ไม่รู้
ชนะ ได้เงิน ดีใจกันยกใหญ่ เอาเงินไปกินเล่นกันแป๊บเดียวก็หมด เพราะแค่ร้อยเดียว
ย่ามใจ ไปเล่นกับทีมที่เป็นทีมหมู่บ้านที่เค้าเก่งกว่า แพ้ยับ เสียเงิน เสียหน้า
แต่ไม่เสียใจ เพราะทีมเราตัวหลักๆ ลงไม่ครบ
ย้ายไปเรียนที่เชียงใหม่ เป็นนักกีฬาของห้อง
แข่งฟุตบอลแผนก จำได้ว่าสนุกมาก เล่นกับรุ่นพี่ เพื่อน รุ่นน้อง
ถึงแม้จะไม่ค่อยมีแรง เล่นเป็นกองหลัง แต่ก็ทำหน้าที่ได้ดีพอควร
ตัดบอล สไลด์จนกองหน้าฝีเท้าจัดของทีมตรงข้ามบุกเข้าฝั่งเราไม่ได้
ถึงฝนจะตก สนามไม่ค่อยมีหญ้า แต่ก็ประทับใจกับมิตรภาพของการแข่งขัน
มาเลิกเล่นก็ตอนที่ต้องตั้งใจเรียน ตั้งใจเที่ยวตอนอยู่ปีท้ายๆ
พอสอบเข้าเรียนที่กทมได้ เห็นเพื่อนๆ เค้าเล่นฟุตซอลกัน ก็ได้แต่เชียร์
เป็นกองเชียร์ปีศาจอยู่ห่างๆ ให้กำลังใจเพื่อน แม้จะรู้ว่าควรเล่นแบบไหนก็ได้แต่อยู่ข้างสนาม
ตอนนี้ ไม่มีสตั๊ด ไม่มีถุงเท้า ไม่มีสนับแข้ง ไม่มีอะไรเลย เหลือแต่เสื้อกีฬา
แต่ก็ยังเป็นแฟนฟุตบอลอยู่ ถ้ามีโอกาส ก็ดูทุกครั้ง :40:
บาสเกตบอล
เริ่มเล่นบาสตอนมอสอง จำได้ เล่นกับเพื่อนเพราะสนุกดี
แต่เป็นแค่นักกีฬาห้อง เคยแข่งแต่เราไม่เก่ง ตัวเตี้ย ครองบอลไม่เก่ง
ฝึกชู้ต ฝึกเล่นกับคนเก่งๆ แต่ยังไงก็สู้เค้าไม่ได้
เรากระโดดไม่สูง ชู้ตไม่แม่น จ่ายบอลไม่เก่ง
นิ้วซ้นบ่อยๆ เพราะการรับส่งลูก แว่นแตก หัก เปลี่ยนบ่อยมากจนพ่อบ่น
จนได้พี่ที่เป็นนักกีฬาโรงเรียนสอนให้เล่นทีมด้วยกันตอนว่าง
ได้รู้ว่าการตั้งทีม แทคติกแต่ละแบบเป็นแบบไหน การมองเกม การสกรีน
การประกบ ตั้งรับ รุก เลี้ยงบอลเป็นแบบไหน เราก็ฝึกฝนมากขึ้น
พยายามมากขึ้น จนเก่งพอควร แต่ก็ยังด้อยกว่านักกีฬาทุกคนที่เค้าเด่นมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว
สอบเข้ามอปลายที่โรงเรียนสตรีประจำจังหวัดทำให้คู่แข่งด้านกีฬาเรามีน้อยลง
เราได้ติดทีมของโรงเรียนทั้งๆ ที่หูตายังไม่กว้างไกล แต่ได้รุ่นพี่ เพื่อนเก่งๆ คอยสอน
ทำให้ขยันฝึกทุกเช้าเย็น เล่นทีมกับน้องๆ เพื่อนๆ พี่ๆ ทุกเช้า
ถึงแม้จะฤดูหนาว เราแทบไม่ใส่เสื้อกันหนาวไปโรงเรียน ด้วยเหตุผลว่ายังไงก็ต้องเล่นบาส
แล้วมันก็จะร้อนจนเหงื่อท่วมกายทุกเช้าตอนเข้าแถว
ตอนกลางวันหรือชั่วโมงว่างถ้ามีลูกบาสก็จะเล่นกันประจำกับเพื่อนๆ
ตอนเย็นมีซ้อมกีฬา หรือเล่นทุกวัน ก่อนจะกลับบ้านไปเปลี่ยนชุดไปเล่นฟุตบอล
เล่นบาสจนได้ที่สามของการแข่งขันกีฬานักเรียนนักศึกษาแต่ก็ไม่ได้ดีใจอะไรมาก
เพราะเราเป็นแค่ตัวสำรอง คนเก่งจริงๆ เค้าเป็นนักกีฬาเยาวชนของจังหวัดโน่น
ความประทับใจของการเล่นบาส
ตอนเราเรียนมอปลาย มีนักกีฬาบาสหญิงจากเชียงใหม่ น่าจะจากโรงเรียนดาราวิทยาลัย
พวกเค้ามาแข่งบาสกับพวกโรงเรียนต่างๆ ทั่วภาคเหนือที่แพร่
มีกีฬาหลายอย่างทั้งหญิงชาย น่าจะเป็นกีฬาเยาวชนของภาคเหนือ
เราได้ดูการแข่งขันของทีมเชียงใหม่ทั้งหญิงและชาย เก่งมากๆ น่านับถือ
ก่อนเค้ากลับ เค้าจอดรถรออยู่ที่สนามบาสในร่ม แล้วเราไปเล่นบาสกับเพื่อน
โค้ชของเค้าขอเล่นด้วย เล่นทีมสองต่อสอง รู้เลยว่าแทคติกของกีฬาชนิดนี้เยอะมากๆ
แค่เรากระโดดชู้ต เค้าแค่ผลัก หรือกดดัน ก็ทำให้เราชู้ตเสียได้ หรือการสกรีน การหลอกของเค้า
ประสบการณ์เป็นสิ่งที่จำเป็นต่อกีฬาชนิดนี้มากๆ การวางเท้าขณะยืนรับบอลและมีคนประกบยังมีผลเลย
เมื่อเค้าเอี้ยวตัว เราก็ล้มแล้ว เทคนิคอื่นๆ อีกมากมายที่ทำให้เราได้เรียนรู้
เราแพ้ขาดลอย (อยู่แล้วล่ะ) จนเค้าให้นักกีฬาหญิง(น่ารักๆ)ของเค้ามาเล่นกับเราต่อ สามต่อสอง
แพ้เหมือนเดิม ผู้หญิงชู้ตเก่งมาก แม่นจริงๆ หลอกล่อเก่งไม่แพ้กัน คงเพราะมีโค้ชเก่งๆ แบบนี้หลายคน
รู้เลยว่าเชียงใหม่สร้างนักกีฬาดีๆ ได้มากมาย จังหวัดไหนมีเงิน มีการสนับสนุน จะได้นักกีฬาเก่งๆ มากมาย :45:
นึกเสียดายจังหวัดเราที่ทรัพยากรดีๆ มีเยอะแต่ขาดการสนับสนุน :16:
แต่ช่วงสิบปีที่ผ่านมามีการแข่งขันบาสของจังหวัดทุกปี มีนักกีฬาทีมชาติมาเล่นบ่อยๆ
คอยกระตุ้นให้เด็กรุ่นใหม่ๆ ได้เล่นกีฬา เห็นแล้วก็ยังชื่นชมในตัวผู้จัดงาน :12:
ปัจจุบัน ไม่ได้เล่นกีฬา ไม่ได้ออกกำลังกาย ผลคือ อ้วนครับพี่น้อง
อ่านเพลินทั้งของบิ๊กและบวบ มีใคร ชื่อ ด.เด็กมาเล่าอีกซักคนมั้ยคะ จะได้กลายเป็น D2B
เล่าเพิ่มบ้าง.. แอ้เล่นกีฬาเอามันส์ หลายชนิด เอาดีไม่ได้ซักอย่าง ได้ฮาซะเป็นส่วนมาก
ได้เล่นกับเพื่อนก็นับว่าคุ้มเหนื่อยที่สุดแล้ว
เป็นผู้รักษาประตูบอลสนามหญ้า
สมัยเรียนมหาลัย เลิกเรียนไม่อยากจะกลับบ้าน หลายๆ กิจกรรมที่เพื่อนๆ เล่นกัน
ทั้งบาส ทั้งบอล แอ้ก็มีส่วนร่วมตลอด บาสเล่นไปทั้งกระโปรงพลีทยาวๆ บานๆ (ที่สมัยนั้นเค้าฮิตกัน)
อย่างนั้นแหละ เหงื่อแตกก็กลับบ้าน..
เวลาเพื่อนๆ เล่นบอลสนามหญ้า เอารองเท้า หรือขวดน้ำมาวางเป็นประตู วันไหนที่แอ้นึกคึกขึ้นมา
จะถูกวางตัวเป็นผู้รักษาประตูเสมอ เกมที่ดุเดือดจะเปลี่ยนแผน จากเดิมที่ทุกคนมุ่งจะทำประตู
กลายเป็นเตะอัดผู้รักษาประตูซะงั้น .. คงแค้นมาหลายเรื่อง :30:
เจ็บแต่ไม่เป็นไร เราต่อยมันคืนก็ได้ สนุกดีค่ะ
มารยาทกอล์ฟโบราณ
หลายปีก่อน เพื่อนๆ พากันไปหัดไดรฟ์กอล์ฟ ถึงแม้จะมีการชักชวนกันออกรอบจริงๆ
แต่ยังไม่ได้โอกาสไปซักที การไดรฟ์กอล์ฟเลยกลายเป็นการสังสรรค์เล็กๆ สนุกกับ
ผลที่ไดรฟ์ไป ใครจะไดรฟ์ตรงแนวที่สุด ไกลที่สุด ท่าสวยสุด
แรกๆ ไดรฟ์มือเปล่า ไม่มีถุงมือ บางคนเลือดออกมือซิบๆ สะใจดี..
ตอนทำงานมีเพื่อนร่วมงานและเจ้านายที่น่ารักหลายคน เพื่อนคนหนึ่งเป็นหลานเจ้านาย
เคยออกรอบด้วยกันมาตั้งแต่มันอายุ 8 ขวบ เป็นคนที่ไดรฟ์กอล์ฟสวยมากๆ
(ขนาดตอนที่ไดรฟ์โชว์กระดกเบียร์ไปหลายอยู่ ยังตีตรง และไกลมากๆ)
เจ้านายเคยบอกว่า "ไว้มีโอกาส กูจะสอนมารยาทกอล์ฟโบราณให้มึง ไอ้แอ้"
โอกาสนั้นไม่มาถึงซักที แอ้อยากรู้ว่ามารยาทกอล์ฟโบราณเป็นไง.. สนใจมากๆ
เลยแอบไปถามเจ้าเพื่อนที่เป็นหลานชายเจ้านาย มันตอบว่า
"มารยาทโบราณแกน่ะเรอะ ตีเสียก็ฟาดไม้ โวยวายๆ แล้วก็ด่าอีกต่างหาก"
ฮ่าๆๆ ดีนะที่แกไม่ได้สอน.. :30:
+ บวกทุกคนครับ :12:
คนใจง่าย :11:
จั๊ดจาดาด๊ะ จั๊ดๆ จาดาด๊ะ :27:
ไม่ค่อยชอบออกกำลังกาย เป็นกันทั้งบ้านเลย
ตอนนี้ คุณพ่อเป็นหลายโรคมาก (อายุ 52 ปี) ทั้งโรคหัวใจ ความดัน ตับ (เพราะดื่มหนักเป็นประจำ)
คุณหมอบอกว่า ต้องลดปริมาณการดื่มให้น้อยลง แล้วออกกำลังกายบ้าง
ปีใหม่ไทยปีนี้ (สงกรานต์) ฟ้าเลยซื้อจักรยานให้เค้าคันหนึ่ง เอาไว้ปั่นออกกำลังกายตอนเช้า, ตอนเย็น
..
อยากกลับไปดูให้เห็นกับตาว่า ไปปั่นบ้างหรือเปล่า?
แต่มีสายโทรมารายงานว่า "เห่อมาก" ปั่นไปไกลมาก
พอกลับมาก็เหงื่อซกเลย หน้่าแดง :40:
..
ได้ยินเท่านี้ก็รู้สึกดีแล้ว
ปล. ฟ้าเองก็น่าจะออกกำลังกายบ้างซะแล้ว
กีฬา จักรี ฟุตบอล
ผมบิ้ว อยู่นานเหมือนกัน ตั้งแต่เห็นจู๋นี้เป็นครั้งแรก
ตั้งใจจะหาเวลาเรียบเรียงกีฬาในชีวิตผมออกมาซํกหน่อย
วันนี้ อากาศดี ลมเย็นหลังฝนตก พอได้กลิ่นดินบ้างถึงไม่มากเท่าบ้านนอก
มันก็ทำให้รู้สึกว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะจะเรียบเรียง
เรื่องราวกีฬาที่อยุ่ในหัวใจที่ฝังอยู่ในหัวตลอดมาได้บ้าง
ผมก็คงเหมือนกับอีกหลายคน ที่มีกีฬาในหัวใจ เกิดมากับสังคมกีฬา
ตอนอยู่ประถม ตั้งแต่ ป.1 - ป.6 เล่นกีฬาทุกประเภท ที่มีให้เล่น
แต่เนื่องด้วยที่โรงเรียนเป็นโรงเรียนที่ค่อนข้างจะบ้านนอก และยากจนมาก
สนาม อุปรณ์ รวมทั้งประเภทชนิดกีฬา ก็มีน้อยตามไปด้วย
ผมถือว่าผมเป็นหัวกะทิ ในกีฬาประเภทลานเกือบทุกชนิดในโรงเรียน
ในบรรดา ชั้น ที่ใกล้เคียง โตกว่าผมหนึ่งปี ก็ยังสู้ผมไม่ได้
อย่าหาว่าคุยโวเลย เพราะโอ้อวดจริงๆ นั่นแหละ
ยังไม่ทันจะขึ้นป.6 คุณครู ก็เซ็นใบอะไรซํกอย่างนี่แหละ ให้พ่อผม
พาไปสมัครสอบเข้าเรียนที่โรงเรียกีฬา ในฐานะนักฟุตบอลที่จังหวัดขอนแก่น
เดินทางถึงขอนแก่น ด้วยหวังว่าตัวเองจะเป็น 1 ใน 16 คน ในบรรดา 1680 คน ทั่วประเทศ
ที่เข้ามาสอบ ให้ความรู้สึก เหมือน ศึกโคชิเอ็ง มาก *--*
ใช้เวลาสอบ 4 วัน วันละ 400 กว่าคน ผม ได้สอบ วันสุดท้ายพอดี
การสอบมีทั้งหมด 4 แบบทดสอบ 1.เลี้ยงบอลผ่านกรวย 2.ยิงประตู 3.เดาะบอล 4.เล่นทีม
1.เลียงบอลผ่านกรวย สบายๆ
2.ยิงประตู หมูๆ
3.เดาะบอล อายมาก คิดสภาพ ดู เดาะตก เดาะตก
โดยมี 400 คน ที่นั่งดูเรา ไหนจะพ่อแม่พวกนี้อีกที่อยู่นอกสนาม(พ่อผมด้วย)
นอกจากนักกีฬาฟุตบอลที่เข้าสอบคัดเลือกแล้วในบริเวฯ
ใกล้กันก็มีการสอบคัดเลือกอีกหลายชนิดกีฬา
ชนิดละไม่ต่ำกว่า 100 คน เข้าทดสอบ มันเป็นความหลังฝังใจมากๆ
4.เมื่อผ่านแบบทดสอบที่สามมาแล้ว ด้วยความใจเสีย แถมหมดกำลังใจสุดๆ
ในครั้งที่แล้ว แบบทดสอบที่สี่ ที่แบ่งทีมกัน ทีมละ 4 คน
โดยแต่ละคนก็ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน มากันคนละจังหวัดเลย
ผมจำได้ ทีมผม มี
-เดวิด เด็กน่าตาตาดีที่มาจากยโสธร ทักษะดีมาก ผมว่า 1 ใน 16 คน ที่มีสิทธิ์ คนนี้น่าจะได้
(เดวิดนี่ฟลุ๊กมาก เป็นคนคนเดียวกับที่เข้ามาคุยกับผมในภายหลังจากที่ผ่านการทดสอบที่สามมา
ในช่วงเวลาที่ผมสิ้นกำลังใจแบบสุดๆ )
-คนที่สองจำชื่อไม่ได้ คนตัวเล็กๆ ที่มาจากเลย ตอนเลี้ยงบอล โคตรเร็ว(คนนี้ที่คอมีลอยโดนยิงด้วย)
อีกคนจำไม่ได้แล้ว..
แบบทดสอบสุดท้ายนี่ เป็นแบบทดสอบที่ผมผ่านมันไปได้อย่างทุรักทุเรมาก เรียกง่ายๆ
เหมือนทีมผมมีผู้เล่นแค่ 3 คนที่เล่นกัน ผมเหมือนตัวถ่วงอย่างไงอย่างงั้น เล่นไม่ออกเลย
อายด้วยนะ แบบอารมณ์ช่วงนั้น ประมาณว่า กูจะกลับบ้าน อะไรประมาณนั้น
ผลเป็นอย่างไรจำไม่ได้แล้ว รู้แต่ว่า ผมได้กลับบ้าน พร้อมกับหอบแผลในใจ ใหญ่ๆ มาหนึ่งแผลเต็มๆ
ผมกลับบ้านมานอนคิด และท้อแบบสุดๆ อะลืมบอกไป ตอนผมเด็กๆ ผมรักกีฬาประเภทนี้มาก
มากขนาดที่ว่าหายใจเข้าออกเป็นฟุตบอล เลยก็ว่าได้ และเล่น มันทุกเย็น
กลับจากโรงเรียนทำงานบ้านเสร็จต้องรีบใส่รองเท้าแล้วออกไป เตะบอลกับเพื่อนๆรุ่นพี่ในหมู่บ้าน
เคยตั้งใจจะเป็นทีมชาติให้จงได้ เพื่อนๆ และครูในโรงเรียนก็รู้
แต่หลังจากกลับมาจากขอนแก่นคราวนั้น มันทำให้ผมรู้สึกว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาผมอยู่ในกะลาตลอดเลย
หลังจากวันนั้นผมไม่แตะฟุตบอลเลย ไม่กล้าแม้แต่จะมองลูกฟุตบอล
ท้อมากๆ เหมือนเป็นการอกหักครั้งแรกในชีวิตเลยก็ว่าได้ เป็นอย่างนี้อยู่เกือบสองอาทิตย์
ผมลงมานั่งที่บันได ตอนดึกๆ บันไดที่บ้านผม เป็นที่ที่ผมชอบมานั่งคิดนู่นคิดนี่ประจำเวลาดึกๆ
แล้วบอกแม่ว่า ลงมาอาบน้ำ (ตอนที่พ่อผมสอนมวยให้ครั้งแรกก็ตอนที่ผมนั่งอยุ่ที่ขั้นบันไดหน้าบ้านนี่แหละ)
ผมนั่งอยุ๋ที่ขั้นสุดท้ายของบันไดมองออกไปที่ต้นมะขามใหญ่ กลางลานบ้าน มองเห็นลูกฟุตบอลแฟร๊บๆ
ลูกที่ผมเคยเตะมันเป็นประจำ มันตากแดดตากฝนมาเกือบเป็นอาทิตย์แล้วโดยไม่ขยับไปไหน
ผมรู้ว่ามันไม่ได้กลิ้งไปไหนเลย เพราะผมตัดสินใจเดินออกไปหยิบมันขึ้นจากพื้น
ที่เปอะไปด้วยโคนเหมือนจะฝังมันไว้ใต้ดินอย่างไงอย่างงั้น
แสงเดือนที่หงายสว่างส่องลอดผ่านพุ่มมะขามลงมาผมมองเห็นทุกอย่างด้วยแสงจันทร์
ผมโยนมันแล้วเริ่มเดาะ เดาะ เดาะ เดาะตก ๆ 1 ครั้งตก 2 ครั้งตก .
.....ผ่านไป 1 เดือนกว่าๆ
ในที่สุดผมก็เดาะมันได้มากกว่า 100
หลังจากนั้น ผมก็กลับมาเล่นฟุตบอลอีกครั้ง แล้วผมก็ท้าคนอื่นเดาะบอลแข่งแล้ว กินตังค์คนอื่นทุกที
ในหมู่บ้านเดียวกันทั้งรุ่นพี่ ไม่ว่าจะรุ่นไหนไม่เคยมีใครเดาะบอลสู้ผมได้เลย
หลังจากนั้น พอผมขึ้นม.1 ที่ในเมือง แต่เป็นช่วงปิดเทอม ก็มีแมตซ์การแข่งขันเกิดขึ้น
ระหว่าง เด็กวัดหัวบ้าน กับเด็กรถท้ายบ้าน ซึ่งเด็กท้ายบ้าน จะค่อนข้างเป็นเด็กเกเร ไม่ถูกกันกับเด็กหัวบ้าน
การวิวาทมีบ่ายครั้ง และมีหลายครั้งที่จบลงด้วยการแข่งขันฟุตบอล (แล้วก็ไปมีเรื่องกันต่อในสนามบอล :30:)
ผมอยู่ ในทีมเด็กหัวบ้านที่ส่วนใหญ่เป็นเด็กวัดและรุ่นพี่ผม 1-2 ปี
เรายึดเอาลานวัดซ้อมกันทุกเย็นหลังจากทำภารกิจซักจีวรให้หลวงพ่อหลวงพี่ และให้อาหารหมา แมวเรียบร้อยแล้ว
ส่วนเด็กท้ายบ้าน จะใช้ลานฟุตบอลแถวๆ บ้านกำนัน ซ้อมกัน
วันแข่งเราแข่งกันที่สนามโรงเรียน วันแข่งนั้น จบลงด้วยทีมผมชนะและก็ได้พนันมา
นัดนั้นผมจำได้ดี เป็นวันที่ฝนตก ในท้ายๆ เกมจะตกหนัก เหมือนลุยโคนเตะบอลเลย
เกมนี้ ก็ยังคงความบู้ไว้เหมือนเดิม และผมโดนกระโดดถีบเข้าที่กลางหลังด้วย แต่ก็ถือว่าสนุกดี
จบเกม พากันไปล้างตัว ที่ห้วย.....
สรุปว่าเป็นชีวิตช่วงวัยกับกีฬาฟุตบอลที่สนุกมาก ตอนนั้นไม่เคยได้ยินคำว่ากีฬาตำบลเลย
ผมขึ้นม.3แล้ว ถึงได้เล่นฟุตบอลที่ เป็นแบบมาตรฐานกับเขาคือมีการจัดแข่งโดยผู้หลักผู้ใหญ่
ถึงได้ลงสนามอย่างที่เห็นในทีวีกับเขา....
เดี๋ยว มาต่อ ภาคต่อไป...
อ้างคำพูดจาก: จักรี เมื่อ 27 เม.ย. 2008, 03:00 น.
กีฬา จักรี ฟุตบอล
ผมบิ้ว อยู่นานเหมือนกัน ตั้งแต่เห็นจู๋นี้เป็นครั้งแรก
ตั้งใจจะหาเวลาเรียบเรียงกีฬาในชีวิตผมออกมาซํกหน่อย
วันนี้ อากาศดี ลมเย็นหลังฝนตก พอได้กลิ่นดินบ้างถึงไม่มากเท่าบ้านนอก
มันก็ทำให้รู้สึกว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะจะเรียบเรียง
เรื่องราวกีฬาที่อยู่ในหัวใจที่ฝังอยู่ในหัวตลอดมาได้บ้าง
ผมก็คงเหมือนกับอีกหลายคน ที่มีกีฬาในหัวใจ เกิดมากับสังคมกีฬา
ตอนอยู่ประถม ตั้งแต่ ป.1 - ป.6 เล่นกีฬาทุกประเภท ที่มีให้เล่น
แต่เนื่องด้วยที่โรงเรียนเป็นโรงเรียนที่ค่อนข้างจะบ้านนอก และยากจนมาก
สนาม อุปรณ์ รวมทั้งประเภทชนิดกีฬา ก็มีน้อยตามไปด้วย
ผมถือว่าผมเป็นหัวกะทิ ในกีฬาประเภทลานเกือบทุกชนิดในโรงเรียน
ในบรรดา ชั้น ที่ใกล้เคียง โตกว่าผมหนึ่งปี ก็ยังสู้ผมไม่ได้
อย่าหาว่าคุยโวเลย เพราะโอ้อวดจริงๆ นั่นแหละ
ยังไม่ทันจะขึ้นป.6 คุณครู ก็เซ็นใบอะไรซํกอย่างนี่แหละ ให้พ่อผม
พาไปสมัครสอบเข้าเรียนที่โรงเรียกีฬา ในฐานะนักฟุตบอลที่จังหวัดขอนแก่น
เดินทางถึงขอนแก่น ด้วยหวังว่าตัวเองจะเป็น 1 ใน 16 คน ในบรรดา 1680 คน ทั่วประเทศ
ที่เข้ามาสอบ ให้ความรู้สึก เหมือน ศึกโคชิเอ็ง มาก *--*
ใช้เวลาสอบ 4 วัน วันละ 400 กว่าคน ผม ได้สอบ วันสุดท้ายพอดี
การสอบมีทั้งหมด 4 แบบทดสอบ 1.เลี้ยงบอลผ่านกรวย 2.ยิงประตู 3.เดาะบอล 4.เล่นทีม
1.เลียงบอลผ่านกรวย สบายๆ
2.ยิงประตู หมูๆ
3.เดาะบอล อายมาก คิดสภาพ ดู เดาะตก เดาะตก
โดยมี 400 คน ที่นั่งดูเรา ไหนจะพ่อแม่พวกนี้อีกที่อยู่นอกสนาม(พ่อผมด้วย)
นอกจากนักกีฬาฟุตบอลที่เข้าสอบคัดเลือกแล้วในบริเวณฯ
ใกล้กันก็มีการสอบคัดเลือกอีกหลายชนิดกีฬา
ชนิดละไม่ต่ำกว่า 100 คน เข้าทดสอบ มันเป็นความหลังฝังใจมากๆ
4.เมื่อผ่านแบบทดสอบที่สามมาแล้ว ด้วยความใจเสีย แถมหมดกำลังใจสุดๆ
ในครั้งที่แล้ว แบบทดสอบที่สี่ ที่แบ่งทีมกัน ทีมละ 4 คน
โดยแต่ละคนก็ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน มากันคนละจังหวัดเลย
ผมจำได้ ทีมผม มี
-เดวิด เด็กหน้าตาดีที่มาจากยโสธร ทักษะดีมาก ผมว่า 1 ใน 16 คน ที่มีสิทธิ์ คนนี้น่าจะได้
(เดวิดนี่ฟลุ๊กมาก เป็นคนคนเดียวกับที่เข้ามาคุยกับผมในภายหลังจากที่ผ่านการทดสอบที่สามมา
ในช่วงเวลาที่ผมสิ้นกำลังใจแบบสุดๆ )
-คนที่สองจำชื่อไม่ได้ คนตัวเล็กๆ ที่มาจากเลย ตอนเลี้ยงบอล โคตรเร็ว(คนนี้ที่คอมีรอยโดนยิงด้วย)
อีกคนจำไม่ได้แล้ว..
แบบทดสอบสุดท้ายนี่ เป็นแบบทดสอบที่ผมผ่านมันไปได้อย่างทุกลักทุเลมาก เรียกง่ายๆ
เหมือนทีมผมมีผู้เล่นแค่ 3 คนที่เล่นกัน ผมเหมือนตัวถ่วงอย่างไงอย่างงั้น เล่นไม่ออกเลย
อายด้วยนะ แบบอารมณ์ช่วงนั้น ประมาณว่า กูจะกลับบ้าน อะไรประมาณนั้น
ผลเป็นอย่างไรจำไม่ได้แล้ว รู้แต่ว่า ผมได้กลับบ้าน พร้อมกับหอบแผลในใจ ใหญ่ๆ มาหนึ่งแผลเต็มๆ
ผมกลับบ้านมานอนคิด และท้อแบบสุดๆ อะลืมบอกไป ตอนผมเด็กๆ ผมรักกีฬาประเภทนี้มาก
มากขนาดที่ว่าหายใจเข้าออกเป็นฟุตบอล เลยก็ว่าได้ และเล่น มันทุกเย็น
กลับจากโรงเรียนทำงานบ้านเสร็จต้องรีบใส่รองเท้าแล้วออกไป เตะบอลกับเพื่อนๆรุ่นพี่ในหมู่บ้าน
เคยตั้งใจจะเป็นทีมชาติให้จงได้ เพื่อนๆ และครูในโรงเรียนก็รู้
แต่หลังจากกลับมาจากขอนแก่นคราวนั้น มันทำให้ผมรู้สึกว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาผมอยู่ในกะลาตลอดเลย
หลังจากวันนั้นผมไม่แตะฟุตบอลเลย ไม่กล้าแม้แต่จะมองลูกฟุตบอล
ท้อมากๆ เหมือนเป็นการอกหักครั้งแรกในชีวิตเลยก็ว่าได้ เป็นอย่างนี้อยู่เกือบสองอาทิตย์
ผมลงมานั่งที่บันได ตอนดึกๆ บันไดที่บ้านผม เป็นที่ที่ผมชอบมานั่งคิดนู่นคิดนี่ประจำเวลาดึกๆ
แล้วบอกแม่ว่า ลงมาอาบน้ำ (ตอนที่พ่อผมสอนมวยให้ครั้งแรกก็ตอนที่ผมนั่งอยุ่ที่ขั้นบันไดหน้าบ้านนี่แหละ)
ผมนั่งอยู่ที่ขั้นสุดท้ายของบันไดมองออกไปที่ต้นมะขามใหญ่ กลางลานบ้าน มองเห็นลูกฟุตบอลแฟร๊บๆ
ลูกที่ผมเคยเตะมันเป็นประจำ มันตากแดดตากฝนมาเกือบเป็นอาทิตย์แล้วโดยไม่ขยับไปไหน
ผมรู้ว่ามันไม่ได้กลิ้งไปไหนเลย เพราะผมตัดสินใจเดินออกไปหยิบมันขึ้นจากพื้น
ที่เปรอะไปด้วยโคลนเหมือนจะฝังมันไว้ใต้ดินอย่างไงอย่างงั้น
แสงเดือนที่หงายสว่างส่องลอดผ่านพุ่มมะขามลงมาผมมองเห็นทุกอย่างด้วยแสงจันทร์
ผมโยนมันแล้วเริ่มเดาะ เดาะ เดาะ เดาะตก ๆ 1 ครั้งตก 2 ครั้งตก .
.....ผ่านไป 1 เดือนกว่าๆ
ในที่สุดผมก็เดาะมันได้มากกว่า 100
หลังจากนั้น ผมก็กลับมาเล่นฟุตบอลอีกครั้ง แล้วผมก็ท้าคนอื่นเดาะบอลแข่งแล้ว กินตังค์คนอื่นทุกที
ในหมู่บ้านเดียวกันทั้งรุ่นพี่ ไม่ว่าจะรุ่นไหนไม่เคยมีใครเดาะบอลสู้ผมได้เลย
หลังจากนั้น พอผมขึ้นม.1 ที่ในเมือง แต่เป็นช่วงปิดเทอม ก็มีแมตซ์การแข่งขันเกิดขึ้น
ระหว่าง เด็กวัดหัวบ้าน กับเด็กรถท้ายบ้าน ซึ่งเด็กท้ายบ้าน จะค่อนข้างเป็นเด็กเกเร ไม่ถูกกันกับเด็กหัวบ้าน
การ วิวาทย์มีบ่อยครั้ง และมีหลายครั้งที่จบลงด้วยการแข่งขันฟุตบอล (แล้วก็ไปมีเรื่องกันต่อในสนามบอล :30:)
ผมอยู่ ในทีมเด็กหัวบ้านที่ส่วนใหญ่เป็นเด็กวัดและรุ่นพี่ผม 1-2 ปี
เรายึดเอาลานวัดซ้อมกันทุกเย็นหลังจากทำภารกิจซักจีวรให้หลวงพ่อหลวงพี่ และให้อาหารหมา แมวเรียบร้อยแล้ว
ส่วนเด็กท้ายบ้าน จะใช้ลานฟุตบอลแถวๆ บ้านกำนัน ซ้อมกัน
วันแข่งเราแข่งกันที่สนามโรงเรียน วันแข่งนั้น จบลงด้วยทีมผมชนะและก็ได้พนันมา
นัดนั้นผมจำได้ดี เป็นวันที่ฝนตก ในท้ายๆ เกมจะตกหนัก เหมือนลุยโคนเตะบอลเลย
เกมนี้ ก็ยังคงความบู๊ไว้เหมือนเดิม และผมโดนกระโดดถีบเข้าที่กลางหลังด้วย แต่ก็ถือว่าสนุกดี
จบเกม พากันไปล้างตัว ที่ห้วย.....
สรุปว่าเป็นชีวิตช่วงวัยกับกีฬาฟุตบอลที่สนุกมาก ตอนนั้นไม่เคยได้ยินคำว่ากีฬาตำบลเลย
ผมขึ้นม.3แล้ว ถึงได้เล่นฟุตบอลที่ เป็นแบบมาตรฐานกับเขาคือมีการจัดแข่งโดยผู้หลักผู้ใหญ่
ถึงได้ลงสนามอย่างที่เห็นในทีวีกับเขา....
เดี๋ยว มาต่อ ภาคต่อไป...
เพิ่งรู้ว่าเข้าโรงเรียนกีฬาจังหวัดนี่มันต้องผ่านการคัดเลือกหลายขั้นตอนแบบนี้
:46:
ขออนุญาตช่วยแก้คำผิดนะคะ แก้เท่าที่รู้ถ้าผิดพลาดประการใดก็ขออภัยด้วย
ผมยังเดาะบอลไม่ถึงห้าครั้งเลยครับ สุดๆ ก็ได้แค่สี่
แต่ทำไมวอลเลย์บอลเคยทำได้เป็นร้อยก็ไม่รู้ :05: (ตอนเรียนปวส.นะ)
อ้างคำพูดจาก: (ส)ฟิ้งซ์™ เมื่อ 27 เม.ย. 2008, 11:19 น.
ผมยังเดาะบอลไม่ถึงห้าครั้งเลยครับ สุดๆ ก็ได้แค่สี่
แต่ทำไมวอลเลย์บอลเคยทำได้เป็นร้อยก็ไม่รู้ :05: (ตอนเรียนปวส.นะ)
เดาะบอลนี่ผมเองก็เป็นคราวๆ ไปนะครับ
คนเดาะบอลเก่ง อาจจะเล่นบอลไม่เก่ง
คนเล่นบอลเก่งๆ 90% เดาะบอลเก่ง :12:
จะบวกกันอีกต่อไป ใจง่ายไม่เลิกรา :43:
ผมเขียนบันทึกนี้ขึ้นมาอีกหน
ของเก่า หายไประหว่างรอยต่อของวันแรงงาน
ผมเสียดาย แต่ไม่เสียใจ
เขียนใหม่ไม่สดอย่างเดิม
แต่ก็ดีกว่า ไม่มีเลย
.........................................................
และ- - คุณไม่มีวันเดินอย่างเดียวดาย
.........................................................
คืนที่ลิเวอร์พูลตกรอบแชมป์เปี้ยนลีก
ผมยืนดูตลอดทั้งสองครึ่ง
เมื่อสิ้นเสียงนกหวีดของกรรมการ
ผมทรุดลงเข่ากระแทกพื้นห้องดังกึก
ลูกสาวผมนอนใกล้ๆ ลืมตาขึ้นมาถามว่า
พอพ่อลิเวอร์พูลแข่งหรือยัง
ก่อนแข่งคืนนั้นลูกผมนอนไม่หลับ
ผมบอกไปว่าหลับตาเฉยๆก็ได้
เดี๋ยวลิเวอร์พูลมาพ่อจะปลุก
ลูกสาวผมมักชอบตื่นมาดูบอลกับผมบ่อยๆ
แต่ก็ดูไม่นานนักแล้วผลอยหลับ
ได้ยินลูกถาม ผมบอกไปว่า แพ้แล้วลูก
ลูกสาวผมได้ยิน เลยถามว่า
หนูเชียร์ยังไม่พอหรือ
ผมเงียบไปอึดใจหนึ่งแล้วตอบลูกไปว่า
ไม่เป็นไรหรอกลูก นัดหน้าเรามาเชียร์กันใหม่
คืนนั้นผมนอนไม่หลับ
ตอนเช้าลูกสาวปลุก
แล้วบอกว่า
พอพ่อเดี๋ยวครั้งหน้า
หนูจะเชียร์ให้ดังกว่านี้
:05: เศร้า อ่านแล้วเข้าใจอารมณ์ลูกสาวพี่โอ๋
ปฏิญญา ฟอนต์ สตาร์ ทีม:
ขอใช้พื้นที่ตรงนี้เป็นที่บันทึกความตั้งใจในการออกกำลังกายเพื่อแข่งวันที่ สิบเอ็ดนี้ และ ต่อๆไป
1.จากวันนี้ จนถึง วันที่สิบ จะไปออกกำลังกายทุกวันอย่างน้อยหนึ่ง ชั่วโมง ตั้งแต่สี่โมงเย็นเป็นต้นไป
2.จะกินอาหารให้เป็นมื้อๆ(มื้อเที่ยงกะมื้อเย็น มื้อเช้าตื่นไม่ทัน) จะงดของกินเล่นระหว่างวัน
แต่ใครมาชวนกินหมูกระทะ ก็จะไป
3.จะกินผัก ผลไม้ ดื่มนม ดื่มน้ำเยอะๆ
4.ใครเห็นผมปั่นบอร์ด ออนเอ็ม ช่วง สี่โมง-ห้าโมง ช่วยไล่กระตุ้นผมไปวิ่งทีนะครับ
..................................
2/5/51
16.20 น.
วันนี้ไปวิ่งกะสตาร์ทคู่แรกของชีวิต ที่ซื้อเองกับมือ ใส่เสื้อ ทีมแมนซิตี้
ความรู้สึกเหมือนใส่เกี๊ยะ ใส่ส้นสูง เดินลอยๆ
แต่ลงไปวิ่งซักพักก็ชิน
ซักครู่ใหญ่ มีกีฬาของกรมราชทัณฑ์ มาแข่ง เราก็เปลี่ยนไปวิ่งอีกสนาม
พอมาถึง เจอพี่ที่คณะมาเล่นเตะบอลกันสองคนส่งไปส่งมา ก็ เข้าไปเล่นด้วย
เค้าก็ให้เอาบอลไปซุกไว้ตรงโคนต้นไม้ เค้าบอกไม่รู้ว่าบอลใครเห็นมันซุกอยู่ตรงนี้ตั้งนาน
ใครเล่นเสร็จก็เอามาซุกไว้
....ผมเลยเหมือนมีบอล ไว้เลี้ยงเล่นได้ทุกเมื่อแล้ว
_________________________________________
อ้างคำพูดจาก: วันสว่าง เมื่อ 02 พ.ค. 2008, 18:19 น.
4.ใครเห็นผมปั่นบอร์ด ออนเอ็ม ช่วง สี่โมง-ห้าโมง ช่วยไล่กระตุ้นผมไปวิ่งทีนะครับ
เริ่มวันไหนดี พรุ่งนี้เลยนะ :22:
ครับ
:27:
เล่าตั้งแต่ตอนเด็กๆเลยได้มั้ยคะ
ตั้งแต่เด็กมาแล้ว
ไม่เคยรู้ตัวเลยว่าตัวเองเป็นพวกฝีเท้าเร็ว
จำได้ลางๆว่า ตอนอยู่อนุบาลสอง-สาม
คุณครูก็จับให้เราลงกีฬาสีของโรงเรียนในฐานะ"นักวิ่ง"
แข่งกับรุ่นพี่และรุ่นเดียวกันอีกหลายคน
ตอนวันแข่งจริง คุณครูก็จัดให้นักวิ่งทั้งหลายไปเข้าจุดประจำตำแหน่ง
โดยคนที่อยู่วงวิ่งรอบนอก ก็จะได้อยู่ตำแหน่งที่ออกตัวที่นำหน้ากว่าคนวงใน
แล้วตอนนั้นยังเด็ก ไม่รู้เรื่อง นึกว่าตัวเองได้สิทธิพิเศษ ได้มาอยู่ข้างหน้า
ป๊ากับม๊าเล่าว่า ลูกวิ่งหน้าตั้งเลย วิ่งจนชนะแล้วยังไม่รู้ตัวว่าชนะอีก :47:
แต่ตอนนั้นคิดจริงๆว่า ก็ต้องชนะสิ ก็ครูให้เค้ามาอยู่ข้างหน้านำคนอื่นตั้งเยอะ :30:
พอโตมาก็ยังวิ่งเร็วอยู่
เคยลงแข่งวิ่งผลัด เป็นไม้สุดท้าย
ชนะ แต่เราไม่ได้ขึ้นรับรางวัล
เพราะรุ่นน้องเค้าวิ่งสามไม้แรก เค้าขึ้นรับรางวัลแทนเราไปเลย เอาเหรียญไปด้วย
ทั้งๆที่เราวิ่งไล่จากที่ทีมอื่นเค้านำไปนะ :40:
ชอบวิ่งมาก
แต่พอหัวเข่าเป็นอย่างนี้ สภาพไม่อำนวยเอาเสียเลย
ก็เลยต้องหยุดวิ่งไปโดยปริยาย :22:
แหม งี้ก็หนีตำรวจไม่ถนัดแล้วสิ
อ้างคำพูดจาก: วันสว่าง เมื่อ 02 พ.ค. 2008, 18:19 น.
วันนี้ไปวิ่งกะสตาร์ทคู่แรกของชีวิต ที่ซื้อเองกับมือ ใส่เสื้อ ทีมแมนซิตี้
สตั๊ดครับ :12:
คู่กี่บาทครับ ยี่ห้ออะไรรุ่นอะไรสีอะไร อยากรู้ อู๊วววว์ สตั๊ดคู่แรกในชีวิตด้วย :25:
น้องผม สองคนนี่วิ่งเร็วมาก แต่ผมวิ่งช้าอยู่คนเดียว
ตั้งเยี่ยมเลย ความตั้งใจแบบนี้อย่าให้หายไปไหนนะ
(http://www.topvictorystar.com/images/1149998933/DSCN0381.jpg)
รุ่นนี้สีนี้เลยครับ 550 แต่เค้าลดให้ เหลือ 500 บาทไทย
ดูรุ่นอื่นๆ (http://www.topvictorystar.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=336177&Ntype=2l)
รองเท้าสตั๊ด หรือ รองเท้าสตาร์ทอะครับ ภาษาอังกฤษเขียนไง กูเกิลหาไม่เจอเจอแต่ Soccer shoes
มันน่าจะมาจาก สตาร์ทเตอร์ นะครับ :09:
stud ครับ มันแปลว่าปุ่มๆ ของรองเท้าอ่ะครับ
อ่านว่าสะตุ๊ดได้ไม๊อ่า :27:
ดั๊ยฮ่าาาา :27:
บ๊ะ สตั๊ดเดี๋ยวนี้สวยแฮะ
ที่ผมไม่เล่นฟุตบอลต่อเพราะตรงที่รองฝ่าเท้าของสตั๊ดมันบีบกลางฝ่าเท้าน่ะครับ
แต่คู่ที่สองที่ซื้อนี่เพราะมันไม่บีบ จำได้ยี่ห้อ Pony ที่พี่น้องเนวิลล์ของแมนยูเป็นพรีเซ็นเตอร์อยู่พักนึง
แต่ที่ผมใช้คนละรุ่นกับที่เค้าใช้นะ คือถ้ามันบีบตรงกลางฝ่าเท้ามากๆ เวลาวิ่งนานๆ จะทรมานครับ
หวังว่าของตั้งคงไม่บีบนะ จะได้วิ่งยาวๆ เลย สู้ๆ
3/5/51
15.30 น.
ลูกบอลยังอยู่ที่เดิม
ไม่มีใครเลย
วิ่งเลี้ยงไปๆมาๆ
เตะทิ้งไปยาวๆ
เพราะหน้าที่ของเรา
คือเตะสาดไปข้างหน้า
เตะทิ้่งไปแล้ววิ่งตาม
เตะไปทั่วสนาม
วิ่งบ้าอยู่คนเดียว
จนเหนื่อย
ยังไม่มีใครเลย
เอาบอลไปเก็บไว้
ลูกบอลยังอยู่ที่เดิม
อุบัติเหตุที่น่ากลัว..
อาทิตย์ที่แล้วตีแบดกับเพื่อนๆ อย่างเคย มีเพื่อนของเพื่อนที่ไม่ได้เล่นกีฬามานานแล้ว
ขอตามมาเล่นด้วย
เค้าใช้รองเท้าวิ่ง ซึ่งแอ้ก็ไม่คิดว่าแค่รองเท้าผิดประเภท มันจะทำให้เกิดอะไรขึ้นได้..
ตอนที่เค้าพยายามจะสไลด์เท้าเพื่อรับลูก (ตามปกติของแบดมินตัน (หรือเปล่า?))
รองเท้ามันจิกพื้น มันไม่ไปด้วย..
เอ็นร้อยหวายขาดเลย.. ผ่าตัดไปแล้ว เรียบร้อยค่ะ .. น่าสงสารมากๆ :05:
สัญญาว่าถ้าเค้าหายแล้วมาเล่นด้วยกันอีก จะออมมือให้มากๆ ค่ะ
:38: อุบัติเหตุแขวนคอทุกย่างก้าวจริงๆ
หมู่บ้านผม เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่ห่างตัวอำเภอมาไกลพอสมควร
การได้เข้าเรียนมัธยมในโรงเรียนประจำอำเภอ ถือว่าเป็นโอกาสเปิดหูเปิดตาที่ดีมาก
เพื่อนหลังจบประถม 6 หลายคนได้เรียนที่โรงเรียนประจำตำบล
ผมถือว่าผมโชคดีแม้ครอบครัวของผมจะติดอันดับฐานะยากจนที่สุดในหมู่บ้าน
แต่พ่อซึ่งไม่เคยให้ผมน้อยหน้าใครเรื่องการศึกษาก็พยายามให้ผมได้รับโอกาสนี้
เหมือนหลายคนในหมู่บ้าน รถ 6ล้อ สองแถวมีหลังคาแผ่นไม้ ของน้าเปี๊ยกเป็นรถ
โดยสารคันเดียวที่วิ่งเข้าและออกไปยังตัวอำเภอ ตอนนั้นไม่ค่อยมีใครมีรถจักรยานยนต์
ถ้าลูกบ้านไหนมีถือได้ว่าแม่มันรวยมาก....
พวกเราเด็กผู้ชาย มักนั่งบนหลังคาเพื่อเสียสละให้พวกผู้หญิงนั่งข้างล่างได้ ทั้งน่าหนาว
น่าร้อน หรือน่าฝน ก็ต้องทนอยุ่บนนั้น เว้นน่าฝนไว้ซักฤดูที่ตอนเช้าอาจจะขอเบียดยัดกันอยู่ข้างใน
แม้ท้ายรถก็ยังไม่มีใครอยากห้อยโตงเตงเหมือนทุกที เพราะโคลนอาจจะสาดใส่ชุดนักเรียนได้
เว้นซะแต่ตอนเย็นขากลับบ้าน ที่แม้ฝนจะตกแดดจะออกก็ยังนั่งหน้าทนอยู่บนนั้น.....
เคยแกล้งกันเมื่อคราวหน้าฝนที่ หยุดตกใหม่ๆ ไอดินยังคลุ้งได้ที่ ใครนั่งหน้าจะดีดกิ่งไม้ใส่คนนั่งหลัง
หรือไม่ก็ลุกขึ้นจับกิ่งเขย่าให้ได้เปียกปอนกันทั้งหลังคา พวกรุ่นพี่มักจะแกล้งรุ่นน้องอยู่เนืองๆ
ผมขึ้นมัธยม บนหลังคารถน้าเปี๊ยกก็กลายเป็นสถานที่รับน้องอย่างดี หน้าหนาว ม.1 นั่งหน้า
หน้าร้อนแดดแรง ก็นั่งหน้า ถัดมาเป็น ม.2 ม.3 ม.4 และ ม.5 ส่วนหน้าฝนฝนหยุดตก รุ่นพี่ม.6ก็ไปนั่งหน้า
คอยจับกิ่งไม้สั่นให้น้องเปียกกันหยั่งที่ว่า.. แต่แอบสะใจทุกครั้งที่ทางลงอยู่ข้างหลัง เมื่อรุ่นพี่ที่นั่งหน้า
เชื่อใจในท้องฟ้าและสายฝนมากไปก็อาจลงไม่ทันเปียกปอนได้เช่นกัน
รุ่นแล้วรุ่นเล่าที่ที่ล้วนตากแดดตากฝนและลมมาด้วยกัน ผมจาก ม.1 แถวหน้าหลังคารถ
ก็เปลี่ยนมา ม.2แถวสองถัดจากน้องและ 3 4 5 เรื่อยมาจนเป็นพี่ใหญ่
เหมือนเป็นธรรมเนียมว่ากันไป ใครที่ห่อข้าวไปกินโรงเรียนเผลอทำหล่นบนหลังคา
พวกเราพี่น้องก็จะช่วยกินกันอย่างสนุกสนาน แต่ถ้าใครห่อข้าวไปกินแล้วดันเหลือกลับบ้าน
แล้วมันเสือกบูดละก็ อ๊วกกันทั้งหลังคาเหมือนกัน
การที่เราเหมือนเป็นเด็กบ้านนอกที่ซ้อนอยู่ในความบ้านนอกอีกที การที่จะมีบทบาทอะไรโดดเด่น
มากมายในรั้วโรงเรียนที่ มีนักรียน 2000 กว่าคนนั้นมันเป็นไปได้ยาก
เพราะโรงเรียนประถมที่เราเรียนกัน อย่างมากสุดก็ 150 คน
คนที่สร้างชื่อเสียงให้กับหมู่บ้านของผม นับตั้งแต่มีคนออกมาเรียนที่ตัวอำเภอนี้แถบนับคนได้
และค่อนข้างเป็นรุ่นดึกซะด้วย แต่จะจำได้อย่างดีว่ามีใครบ้าง ก็เพราะมันไม่เกิน3 คนนั่นไง
มี1 คนเป็นประธานนักเรียน อีกสองคนทำอะไรซักอย่างที่เป็นที่รุ้จักกัน..
เห็นมั้ยว่าคนหมู่บ้านผมเป็นกลุ่มคนกลุ่มเล็กๆในรั้วโรงเรียนประจำอำเภอแห่งนี้ เล็กขนาดที่ว่า เวลาเรียน
แล้วมองเห็นคนหมู่บ้านเดียวกันผ่านทางช่องหน้าต่างเป็นต้องดีใจโบกไม้โบกมือระริกระรี้ ทุกที
ยิ่งเวลาเดินเปลี่ยนคาบเรียนแล้วเดินสวนกันนี้ต้องทักกันเป็นการใหญ่ให้ได้ชื่นใจ เหมือนจะเป็นการย้ำว่า
ตูไม่ได้อยู่คนเดียวในสังคมเบ้อเริ่มเทิ่มนี้นะ ยังมีคนบ้านเดียวกันมาเรียนอยู่ด้วย
ในบรรดา พี่น้องหมู่บ้านเดียวกันที่ออกมาเรียนในตัวอำเภอ จะมีลูกพี่ลูกน้องของผมอยู่ด้วย สองคน
ซึ่งมันสองคนเป็นพี่น้องกัน เป็นลูกของลุงผมอีกที มันสองคนเป็นรุ่นพี่ผม 1 ปี และ 2 ปี ตามลำดับ
มันสองคนเกิดมาเพื่อชนะผมด้านกิจกรรม ผมจะรู้สึกเป็นลูกแหง่ทันทีที่อยู่ใกล้มันสองคน
มันแข่งแกร่งและดุดันเล่นกีฬาอะไรก็ดูจะเหนือกว่าผมไปเสียหมดทั้งที่บางอย่างผมเล่นมาก่อน
มันสองคนอีกนะ และเมื่อผมขึ้น มัธยม 3 ลูกพี่ลูกน้องของผม คนพี่ก็อยุ่ ม.5 และอีกคนก็อยู่ม.4
เรา สามคนจัดตั้งทีม เตะตะกร้อเพื่อเข้าแข่งกีฬาตำบลเป็นปีแรก การฝึกพิเศษของพวกเราคือการ
ดูตัวอย่างในทีวีแล้วเอามาทำตาม เราฝึกตีลังกาเตะตะกร้อ ปากคาบพื้นมาแล้วนับไม่ถ้วน
วันที่แข่งจริงเราแพ้ยับเยิน เพราะนอกจะตีลังกาเตะแล้วเราทำอย่างอื่นไม่เป็นเลย กรรม มั้ยละทีนี้
จนกระทั่งเมื่อมีกีฬาสีที่โรงเรียน ลูกพี่ลูกน้อง คนพี่ที่อยู่ ม. 5 ก็โชว์ลีลากระโดดตีลังกาเตะได้อย่างสวยงาม
อาจารย์ที่คุมทีมตะกร้อของโรงเรียนเห็นแวว จึงทาบทามให้ไปเตะให้กับทีมโรงเรียน ถือว่าเป็นคนแรกๆในหมู่บ้านเลย
ที่ได้เล่นกีฬาเป็น 1 ในทีมโรงเรียนไปแข่งกับโรงเรียนอื่น ทั้งนี้และทั้งนั้นเพราะการแข่งขันกันเองภายในมีสูงมาก
จึงเป็นที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง ขนดฉลองกันบนหลังคารถน้าเปี๊ยกตอนกลับบ้านกันเลย
พอผมขึ้น ม.4 ก็ถึงคราวผมแจ้งเกิดในวงการตะกร้อบ้าง *-* จากกีฬาสีเช่นเดียวกัน ผมต้องลงแข่งกับ
สีของลูกพี่ลูกน้องของผมอีกคน คนดูเต็มสนาม กองเชียร์สองข้างแน่นเอี้ยด ตามสไตร์ทของกีฬาชนิดนี้แล้ว
เมื่อใครทำแต้มได้มักจะออกท่าทางยั่วเย้าคู่แข่ง ด้วยความสะใจ ด้วยการที่รู้ทางกันดี เพราะตัวทำของทั้งสองทีม
คือผมกับลูกพี่ลูกน้องผมที่ผลัดกันกระโดดตีใส่กันเป็นว่าเล่น ใครได้แต้มต้องออกอาการยั่วให้กวนตีนสุดฤทธิ์
กวนขนาดที่ว่า กองเชียร์ของทั้งสองสีตีกันเอง และหลังจากจบเกมนั้นผมและก็ลุกพี่ลูกน้องผมคนนั้นก็โดน
หมายหัวให้มาซ้อมกับทีมโรงเรียน กลายเป็นว่า ผมกับลูกพี่ลุกน้องของผม รวมเป็นเราสามคนก็ติดทีมโรงเรียน
ผมติด รุ่น อายุไม่เกิน 15 อีกคน ไม่เกิน 17 อีกคนไม่จำกัดอายุ สรุปวันนั้นบนหลังคารถก็ได้เริ่มฉลองกันอีกครั้ง
ผมเล่นตะกร้อให้กับทีมโรงเรียน ตั้งแต่ ม.4 -ม.6 เป็นเวลา 3 ปี มากกว่าลุกพี่ลุกน้องของผมทั้งสองคนอยุ่ ปีหนึ่ง
แต่ดูเหมือนว่า ทีมของผมที่เล่นด้วยกันมา สามปีจะประสบความสำเร็จมากที่สุด เพราะตอนผมอยุ่ ม.6
เราได้แชมป์ประจำจังหวัดและเป็นตัวแทนได้ไปแข่ง ภูพานเกมส์ที่จังหวัดเลย แต่ผมติดสอบเอนท์ *-*
ไม่นึกเลยว่า จะกลายเป็นล้างผ้าใบไปจนได้ เพราะนับจากนั้นผมกับกีฬาชนิดนี้ก็เริ่มห่างไกลกันออกไปทุกที
จนปัจจุบันก็ยังไม่มีโอกาสได้หวนกับสู้สนาม ไม่ว่าจะเป็นสนามพนันหรือสนามแข่ง เอย......
จักรีเขียนสนุก.. อ่านแล้วนึกภาพตามได้เหมือนหนังสือดีๆ ซักเล่มค่ะ
นึกถึงสมัยเด็กๆ เลย :22:
ป่ะเตะตระกร้อกัน
ถ้าเป็นตะกร้อ ผมโหม่งถนัดมากครับ เพื่อนตั้งลูกมาให้แบบย้อยๆ เราก็กะจังหวะเทคตัวโหม่งกดลง
พื้นอย่างสวยงาม แต่ถ้าเจอลูกเก่าๆเยินๆหน่อย หน้าผากจะถลอกเลือดซิบๆเลย :05:
ตั้งทีมตะกร้ออีกก็ได้นะ
นึกถึงแต่ก่อนเตะตะกร้อหน้าบ้าน
พอกำลังสนุกๆ แม่ก็เรียกมาหุงข้าวทุกที
4/5/51
17.00 น.
วันนี้เผลอหลับไปตอนบ่าย
ตื่นมาก็สี่โมงจะห้าโมง
วันนี้้ซ้อมวิ่งยาวๆ รอบมหาลัย
ครบรอบก็ไปเดินๆรอบสนามฟุตบอล
สาวเพียบเลย
การออกกำลังกายมันดีอย่างนี้นี่เอง
:33:
เออ งั้นเดี๋ยววันหลังไปซ้อมด้วยวะ
เพราะสาวหรือเปล่าจักรี
เพราะสุขภาพที่ดีของหัวใจครับพี่ :37:
อ้างคำพูดจาก: วันสว่าง เมื่อ 04 พ.ค. 2008, 22:05 น.
4/5/51
17.00 น.
วันนี้เผลอหลับไปตอนบ่าย
ตื่นมาก็สี่โมงจะห้าโมง
วันนี้้ซ้อมวิ่งยาวๆ รอบมหาลัย
ครบรอบก็ไปเดินๆรอบสนามฟุตบอล
สาวเพียบเลย
การออกกำลังกายมันดีอย่างนี้นี่เอง
:33:
เอารูปสาว ม.เกษตร มาให้ชมหน่อยสิครับ
คนนี้คนนึง
<-------------
จบเมื่อแปดปีที่แล้ว
5/5/51
17.00 น.
จากการวิ่งมาแล้วสามวัน เวลานี้เป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุด
แดดไม่ร้อน อากาศดี และสาวเพียบ
ทำให้ประสิทธิภาพในการวิ่งเพิ่มขึ้น 12%
วันนี้วิ่งถึง หกโมงเย็นแทบจะไม่รู้สึกเหนื่อยเลย
แต่กลับมาปวดขาชมัด ~
นอนแฮงค์อยู่เงียบๆ ร่างกายจะได้พร้อมสำหรับการแข่ง :37:
ตั้งแต่วนที่แข่งวันนั้นจนถึงวันนี้ ยังไม่ได้ไปไหนเหมือนกันครับ
กล้ววิ่งแล้วล้มแผล๊ะ เหมือนกัน แต่เมื่อวันแข่งเสร็จ
ล้าขาอยากบอกไม่ถูก มากมายเลย
ตอนไปเตะกับFST ทุกครั้ง (อันที่จริงก็แค่สองครั้ง)
ผมก็สร่างไปเตะนะ
ุ6/5/51
17.00 น.
เฮ้ยไอ้น้อง
เตะบอลกับพี่ป่าว
"เสียงตะโกนขึ้น มา จากฝั่งหนึ่งของสนาม"
มีคนอยู่ในสนาม ห้า คน
ดูท่าทางเป็นวัยทำงานกันหมดแล้ว
"ได้ครับ แต่ผมเล่นไม่เก่งนะ" ผมออกตัว ซึ่งก็เล่นไม่เก่งจริงๆ
"เอาน่าขำๆ"
การแตะบอลโกลหนู 3-3 ในพื้นที่ ประมาณ10x6 ตารางเมตร นี่เหนื่อยบรมเลยครับ
ยิงกันฝั่งละไม่ต่ำกว่าสิบลูก ผมยิงไปสอง ดีใจยังกะได้ถ้วย
เตะเสร็จแล้วก็แยกย้ายกันไป แต่มันก็เป็นมิตรภาพ สั้นๆ ในสนามฟุตบอลพื้นที่เล็กๆ นั้นครับ
:42:
ช่วงนี้ตั้งฟิตมาก :12:
อ้างคำพูดจาก: วันสว่าง เมื่อ 06 พ.ค. 2008, 19:00 น.
ุ6/5/51
17.00 น.
เฮ้ยไอ้น้อง
เตะบอลกับพี่ป่าว
"เสียงตะโกนขึ้น มา จากฝั่งหนึ่งของสนาม"
มีคนอยู่ในสนาม ห้า คน
ดูท่าทางเป็นวัยทำงานกันหมดแล้ว
"ได้ครับ แต่ผมเล่นไม่เก่งนะ" ผมออกตัว ซึ่งก็เล่นไม่เก่งจริงๆ
"เอาน่าขำๆ"
การแตะบอลโกลหนู 3-3 ในพื้นที่ ประมาณ10x6 ตารางเมตร นี่เหนื่อยบรมเลยครับ
ยิงกันฝั่งละไม่ต่ำกว่าสิบลูก ผมยิงไปสอง ดีใจยังกะได้ถ้วย
เตะเสร็จแล้วก็แยกย้ายกันไป แต่มันก็เป็นมิตรภาพ สั้นๆ ในสนามฟุตบอลพื้นที่เล็กๆ นั้นครับ
นี่ละ ความสนุกของฟุตบอล มิตรภาพจากการเตะ
โลกฟุตบอลของตั้งนับหนึ่งแล้ว :12:
อ้างคำพูดจาก: โอ๋ (ระจัน) เมื่อ 06 พ.ค. 2008, 21:46 น.
โลกฟุตบอลของตั้งนับหนึ่งแล้ว :12:
ไม่นะพี่โอ๋ ผมว่าการมาเตะ FST เหมือนการนับหนึ่งของหลายๆคน รวมทั้งตั้งด้วย
การเตะครั้งนี้เป็นก้าวต่อไปนะครับผมว่า :46:
ขอให้สนุกกับฟุตบอลนะ
อ้างคำพูดจาก: บิ๊ก [blackRabbit] เมื่อ 06 พ.ค. 2008, 21:49 น.
ไม่นะพี่โอ๋ ผมว่าการมาเตะ FST เหมือนการนับหนึ่งของหลายๆคน รวมทั้งตั้งด้วย
การเตะครั้งนี้เป็นก้าวต่อไปนะครับผมว่า :46:
ขอให้สนุกกับฟุตบอลนะ
เอ้า
นับสาม :21:
พี่โอ่นับเท่าไหร่แล้วละครับ
5 :22:
7 :22:
9 :22:
พี่เช่ทำ 8 หาย :07:
-1 :31:
อ้างคำพูดจาก: คุณหนูอร เมื่อ 06 พ.ค. 2008, 23:01 น.
พี่เช่ทำ 8 หาย :07:
ที่พี่ไม่เห็นทักเลยว่า 6 หาย อรใจร้าย จำได้แต่เช่ หุหุ
อ่านตอนแรก นึกว่าพี่หมีอร :30: ก็ว่า
คนละ อรนี่หว่า :30:
นับถึงสิบรึยังครับ ผมจะหาละนะ ซ่อนกันดีๆละ
อ้างคำพูดจาก: บิ๊ก [blackRabbit] เมื่อ 06 พ.ค. 2008, 23:46 น.
ที่พี่ไม่เห็นทักเลยว่า 6 หาย อรใจร้าย จำได้แต่เช่ หุหุ
ก็คิดว่าหกไปแล้วน่ะคะ :34:
ดูอันล่างสุดแล้วโดดมาอีกหน้า
เลยไม่เห็นค่ะว่าข้าม :30:
ถ้าถามว่าพี่เช่คือใคร
ต้องตอบว่า
ชื่อวิทยาศาสตร์ : che'chae chawala headchala
สิ่งมีชีวิตที่ทำหน้าง่วงตลอดเวลา มีปฏิกริยารุนแรงกับ ธาตุ"อร" ในสภาพหมี และดึงดูด ธาตุอรในสภาพ "คุณหนูอร"
ล้อเล่นนะค้าบบบบบบบบบบบบบบ :46:
:30:
พี่เช่เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีหน้าที่เดียวกันกะบุ๋มเลย :30:
7/5/51
18.00 น.
วันนี้ไปกินหมูกระทะมา ฮ่าๆๆๆ ห้าวันที่ผ่านมา ... จบข่าว :08: :05:
เป็นความพยายามที่น่าชื่นชมมากครับ น้องตั้ง :12:
อ้างคำพูดจาก: วันสว่าง เมื่อ 07 พ.ค. 2008, 22:08 น.
7/5/51
18.00 น.
วันนี้ไปกินหมูกระทะมา ฮ่าๆๆๆ ห้าวันที่ผ่านมา ... จบข่าว :08: :05:
ฮ่าๆๆๆ :30: เห็นฟิตอยู่หลายวันปิดท้ายด้วยหมูกะทะซะเลย
งี้ล่ะไปไม่ชวนจะได้ช่วยแบ่งเบา :11:
9/5/51
17.00 น.
วันนี้ไปวิ่งๆพร้อมกะลูกบอลหนึ่งลูกเหมือนเคย
วิ่งไปวิ่งมา
แล้วอยู่ๆก็มีพี่คนนึง ละม้ายคล้ายพี่ช้าง(ดูได้ที่ รายชื่อนักเตะ) ตอนแรกนึกว่าพี่ช้าง แต่ อ้าวไม่ใช่หนิ
ลงมาบอกว่า"มาเล่นคนเดียวเหรอครับ พี่เล่นด้วยสิ"
เลยเล่นแบบเตะส่งกันไปส่งกันมา
พี่เค้าเตะบอลขึ้น เปิดบอลได้ แตะบอลโ่ด่งแรงและแม่น สำหรับคนอื่นๆที่เล่นบอลเป็นอาจจะธรรมดา
แต่สำหรับผมที่เปิดบอลไม่ค่อยจะขึ้น พี่เค้าสุดยอดเลยนะ
ผมเลยให้พี่เข้าสอน พี่เค้าก็สอนเรื่องการวางเท้า และอื่นๆ
ผมเห็นพัฒนาการของผมภายในเวลา 1 ชั่วโมงเลยอ่ะ จากเตะบอลโด่งก็ได้แค่เอว
ฟลุ๊คๆหน่อยก็หัว
แต่พอพี่เค้าสอนแล้ว ผมเตะได้ระดับหัว หรือโ่ด่งกว่านิดหน่อย แบบค่อนข้างสม่ำเสมอ
ยังแปลกใจตัวเองอยู่เลย ผมรู้สึกมันมาก พี่เค้ากลับไปแล้ว ผมยังบ้าพลังเตะมันอยู่นั่นแหละ
จนขาล้าแตะไม่ขึ้นแล้ว
ก่อนกลับ พี่เค้าบอกว่า พี่มาออกกำลังที่นี่ก็บ่อย พรุ่งนี้ก็อาจมา
"พัฒนาดีแล้ว แต่ทั้งหมดทั้งมวลก็อยู่ที่การฝึกนะ"
ผมก็หวังว่าพรุ่งนี้จะเจอพี่เค้าอีก แล้วเจออันนะครับ "พี่ต่าย"
ซื้อน้ำไปเลี้ยง อาจารย์เขาด้วยเลย
:12:
พี่เค้าเป็นแฟนหงษ์ กะ รีลแมทริค
พี่เค้าสะสมเสื้อฟุตบอล พี่เค้าบอกว่า มันเป็นงานอาร์ต
เป็นการออกแบบมาอย่างดี ทำให้ใส่เแล้วคล่องแคล่ว และที่สำคัญใส่แล้วเท่
พี่เค้าทำธุระกิจ ขายเหล้า(เป็นเหล้าประกอบอาหารนะ แบบเหล้าหมักหมูหมักเนื้อประมาณนั้น ไม่ใช่เหล้าชงกินแบบแสงโสมอะไรเงี้ย)
นั่งฟังพี่เค้าเล่าเรื่องต่างๆก่อนกลับ ได้แนวคิดอะไรเยอะแยะเลย
พี่เค้าไม่ค่อยเล่นอินเตอร์เน็ท แต่ยังไงๆ จะลองพยามชวนพี่เค้าเข้าเว็บให้ได้เลย
อ้างคำพูดจาก: วันสว่าง เมื่อ 09 พ.ค. 2008, 20:30 น.
พี่เค้าเป็นแฟนหงษ์ กะ รีลแมทริค
พี่เค้าสะสมเสื้อฟุตบอล พี่เค้าบอกว่า มันเป็นงานอาร์ต
เป็นการออกแบบมาอย่างดี ทำให้ใส่เแล้วคล่องแคล่ว และที่สำคัญใส่แล้วเท่
พี่เค้าทำธุระกิจ ขายเหล้า(เป็นเหล้าประกอบอาหารนะ แบบเหล้าหมักหมูหมักเนื้อประมาณนั้น ไม่ใช่เหล้าชงกินแบบแสงโสมอะไรเงี้ย)
นั่งฟังพี่เค้าเล่าเรื่องต่างๆก่อนกลับ ได้แนวคิดอะไรเยอะแยะเลย
พี่เค้าไม่ค่อยเล่นอินเตอร์เน็ท แต่ยังไงๆ จะลองพยามชวนพี่เค้าเข้าเว็บให้ได้เลย
เอามา ลากมา
ผมไม่สนนักเตะเท่าไหร่
เสื้อบอลสนเล็กน้อย
แต่ ตัวแทนเหล้า เย้ายวน :35:
ทีแรกผมสนใจ แต่พี่เค้าบอกมันเหล้าประกอบอาหารนะ
อ้างคำพูดจาก: วันสว่าง เมื่อ 09 พ.ค. 2008, 20:33 น.
ทีแรกผมสนใจ แต่พี่เค้าบอกมันเหล้าประกอบอาหารนะ
เมาเหมือนกันแหละ
เวลาหมักเนื้อ :11:
ซักวันฟ0นต์จะมีวงเหล้าเป็นของตัวเอง
มีแล้วจ้ะ ที่ฐานลับห้องใต้ดิน บ้านพี่แอน :43:
ตั้งเหมือนกับหนังจีนเลย แบบว่าออกเดินทางไปก็เก็บเกี่ยววิทยายุทธไปด้วย ต่อไปจะเป็นเจ้ายุทธภพ ฮ่าๆๆ ขยันดีมาก :12:
ฟิตร่างกายไว้ประลองศึกชิงจ้าวหมูกระทะกับท่านแหละ ท่านเกดลดา :07b: :07b:
บังเอิญตกเข๊า
อ้างคำพูดจาก: วันสว่าง เมื่อ 09 พ.ค. 2008, 21:59 น.
ฟิตร่างกายไว้ประลองศึกชิงจ้าวหมูกระทะกับท่านแหละ ท่านเกดลดา :07b: :07b:
หึหึหึ ข้ารอคอยวันนั้นมานาน :04:
ศึกชิงจ้าวหมูกะทะรึ พูดแล้วก็อยากกินยิ่งนัก :07b:
ผมว่าตั้งเป็นคนโชคดีนะ ที่ได้เจอคนดีๆมาสอนแบบนี้ ยินดีด้วยจริงๆ
:25:
ตั้งมีเก็บตัวฝึกเทคนิคด้วย :12:
ปล. ถ้าตั้งอยากเตะแรงต้องไปชายทะเล เตะบอลอัดคลื่นเลยฮะ
ฝึกสำเร็จ จะได้มีท่าไม้ตายใหม่ :37:
นั่นมันซึบาสะ :08:
อ้างคำพูดจาก: ศักดิ์ เมื่อ 10 พ.ค. 2008, 20:23 น.
ตั้งมีเก็บตัวฝึกเทคนิคด้วย :12:
ปล. ถ้าตั้งอยากเตะแรงต้องไปชายทะเล เตะบอลอัดคลื่นเลยฮะ
ฝึกสำเร็จ จะได้มีท่าไม้ตายใหม่ :37:
:30: :30:
10/5/51
17.00 น.
ซ้อมก่อนแข่ง
วันนี้ไม่เจอพี่ต่ายแฮะ ก็วิ่งตามประสา เตะบอลไปเตะบอลมา ไม่มีอะไรมาก
พรุ่งนี้เจอกันนะครับ FST :40:
ตั้ง ฟิตเยอะๆครับ เผื่อด้วย ต้งแต่คราวนั้นจนวันนี้ยังไม่ได้ ออกกำลังกายเลยซักแอะ :08:
อ้างคำพูดจาก: วันสว่าง เมื่อ 07 พ.ค. 2008, 07:00 น.
ถ้าถามว่าพี่เช่คือใคร
ต้องตอบว่า
ชื่อวิทยาศาสตร์ : che'chae chawala headchala
สิ่งมีชีวิตที่ทำหน้าง่วงตลอดเวลา มีปฏิกริยารุนแรงกับ ธาตุ"อร" ในสภาพหมี และดึงดูด ธาตุอรในสภาพ "คุณหนูอร"
ล้อเล่นนะค้าบบบบบบบบบบบบบบ :46:
เวิ้วววววววว :31:
ได้ปืนมาแล้ว เดี๋ยวต้องซ้อมทุกวัน
แล้วจะขอทำบันทึกแบบตั้งบ้างนะ :22:
ฝากซ้อมยิงน้องตั้งด้วยเลยก็แล้วกัน :30:
พี่เช่ เบี้ยวซ้าย :27:
เบ้ครับ ไม่ใช่เบี้ยวหรือเอียง :07:
เช่ ของแท้ต้องเบ้ซ้าย :52: แหม!! มันน่าภูมิใจ
ตะกอนในใจ : เวลาผ่านไป เธอก็เติบโต
เมื่อยุคที่ฟองสบู่แตกกระจาย
เพื่อนเตะบอลของผมคนหนึ่ง
เอาลูกสองคน ชายหนึ่ง หญิงหนึ่ง
มาเตะบอลด้วยในเช้าตรู่ของสุดสัปดาห์
ที่เป็นเวลานัดของ กลุ่มเตะบอล ไทย-ญี่ปุ่นดินแดง
หลายคนถามไถ่ ว่าอย่างไรแบบไหน
ไอ้หนู อีหนูถึงขอตามมาด้วย
ความจากเพื่อน ตอบด้วยน้ำตาคลอเบ้าว่า...
แม่มันหนีตามใครไปแล้วก็ไม่รู้เมื่อวันจันทร์
เขาฝากลูกๆ ไว้กับคนข้างบ้าน ระหว่างที่เขาออกไปหางานทำ
(เพราะตกงานจากพิษเงินลอยตัว)
เพื่อนทั้งหลายได้ฟัง ก็ได้แต่ปลอบประโลม
ให้กำลังใจกันตามที่ให้กันได้
ผ่านเวลานั้นมาก็หลายปี
ผมได้เจอเพื่อนคนนั้นบ้างตามวาระจรของชีวิต
ผมมีทางของผม เขามีทางของเขา
และไอ้หนู นังหนูก็เติบโต ตามที่เป็นไปได้
เพื่อนบางคนถามว่า เอ็งไม่ตามหาเมียหรือ
เขาตอบว่า ตามมาอาทิตย์นึง จนเงินหมดตัว ไม่เจอ
ผมบอกว่า ถ้าเขาจะหนีอย่างไรเราก็ตามไม่เจอ
เช้านี้เสียงแตรมอร์เตอร์ไซต์รับจ้างบีบ ปี้นๆ
แล้วเปิดหมวกกันน็อคออกมาทักทาย
ผมยิ้มให้แล้วตะโกน(ดีใจ) และถามไถ่ชีวิต
ความว่า ลูกโตแล้ว วันนี้มาส่งเขาที่โรงเรียน
ส่วนเมียไม่ได้ข่าวเลย แต่ทำใจได้นานแล้ว
ก่อนลาจากอีกครั้ง ผมอวรพรว่า
ขอให้ลูกเขาทั้งคู่โตเป็นคนดีนะ
เขาก็บอกแล้ววันนึงจะไปเจอในสนามบอลอีกหน
ผมบอกเขาอีกรอบว่า กูไม่อวยพรให้มึงนะ
กูรู้มึงสู้ได้แน่ๆ แล้วเจอกันอีกเพื่อน
:05:
:05: :05:
:05: :05: :05:
:25:
ชีวิตเเค่โดนทำร้าย..
:05: :05: :05: :05:
คงได้แต่ภาวนาให้รักยังคงอยู่...
ถึงจะอ่านอีกรอบ
ขนลุกเลย :05:
ไม่รู้ผมเคยเล่าเรื่องนี้หรือยัง
วันที่ทีมfst แข่งกับกาลาติกอซ(เพื่อนผม)
เขาถามว่า เฮ้ย!ไอ้แว่น กองกลางตัวเล็กๆ จี๊ดๆ
ของทีมขายหัวเราะ(ทีมเก่าของผม) หายไปไหน
กูโคตรชอบเลย
ผมตอบไปแบบฮามั่งขำมั่งว่า
เพราะเขามาเล่นกะกูอยู่สองปี
เล่นจนเมียได้ผัวใหม่
เพื่อนก็ทำหน้าไม่ค่อยเชื่อ
แต่มันคือความจริง
พลิ้วไหว ในสนามมันก็แค่ สมมติ
นิรันดร์ เป็นคนตัวเล็กผิวคล้ำ
หน้าตาดีตามสมควร ยิ้มเปื้อนหน้าเสมอ
นิสัยดีมาก เล่นบอลดีมากๆ
นิรันดร์เล่นบอลกับผมที่ไทยญี่ปุ่นดินแดงทุกเช้าเสาร์ อาทิตย์
จนขายหัวเราะตั้งทีมฟุตบอลผมก็ชวนนิรันดร์มาเล่นด้วย
เดินสายแข่งตามที่ต่างๆ ทุกอาทิตย์
ผมก็บอกว่าให้เขาชวนแฟนมาด้วย
แต่นิรันดร์บอกว่าแฟนไม่อยากมา
เอาขายหัวเราะมาฝากก็พอ
ถ่ายรูปกับนักเขียนการ์ตูนมาอวดด้วย
นั่นคือสิ่งที่ผมรับรู้เรื่องแฟนนิรันดร์ขณะแรก
นัดท้ายๆ ของทีมขายหัวเราะ ก่อนจะสลายตัว
นิรันดร์หายไป ไม่มาเตะอีก ผมพยายามตามตัว
แต่ก็ไม่เจอ จนวันนึงผมไปเจอเพื่อนสนิทของนิรันดร์
ก็ถามถึงว่านิรันดร์หายไปไหน
เพื่อนก็เล่าว่า ไปอยู่ลำปางแล้ว
เมื่อถามถึงเหตุผล ก็ได้ความว่า
เมียนิรันดร์มีผัวใหม่ ตอนนิรันดร์ไปเล่นบอลกะพี่นั่นแหละ
ผมฟังอย่างตกใจและสงสารนิรันดร์
ความต่อไปจากปากเพื่อนก็คือ ผัวใหม่ของเมียนิรันดร์
ก็เป็นเพื่อนสนิทกันนี่แหละ อยู่ห้องติดกัน
(นิรันดร์และแฟนทำงานในบริษัทออกแบบเสื้อกีฬาและอยู่หอ)
ผมรู้ข่าวนี้ก็สะเทือนใจตามสมควร
ไม่รู้จะไปโทษใคร ไม่รู้จะอย่างไร
ได้แต่บอกกล่าวเพื่อนทีมขายหัวเราะที่ถามถึง
บอกไปอย่างที่ได้ยิน
อีกสองปีต่อมาได้เจอนิรันดร์อีก
เขาดีขึ้นมากแล้ว ลงมาเที่ยวกรุงเทพ
ตั้งใจแวะมาเจอหน้าผม มาสวัสดี
ผมไม่ได้ถามไถ่เรื่องราวความหลังของเขา
ได้แต่บอกว่า ถ้ามีโอกาสเราคงได้เตะบอลทีมเดียวกันอีก
เขาสวัสดีผมแล้วก็จากไป จนป่านนี้ก็ไม่ได้พบหน้ากันอีก
:44:
อ้างคำพูดจาก: CsC๐หัวโต๐ {ชู} เมื่อ 09 ธ.ค. 2008, 00:22 น.
:44:
เป็น แนวทางชีวิตเลยนะ ชู 5 5 5
ฉะนั้น พยายามเอาแฟนมาทุกนัด :30:
:44: แฟนตูไม่มาเลยซักนัด
อ้างคำพูดจาก: โจอี้ บิ๊ก เมื่อ 11 ธ.ค. 2008, 09:24 น.
:44: แฟนตูไม่มาเลยซักนัด
เอาไปคิด นะ :30:
มันมีนัยยะซ่อนอยู่
:50: ไม่มีทางเป็นแบบนั้นหรอกพี่
อ้างคำพูดจาก: โจอี้ บิ๊ก เมื่อ 11 ธ.ค. 2008, 09:29 น.
:50: ไม่มีทางเป็นแบบนั้นหรอกพี่
รุ่นบิ๊กยังฟังเพลง สุรพลไหม :21:
น้ำตา จ่าโท
:05: ฟังครับ
งั้นคง ซาบซ่านแก่ใจแล้ว
ผมจะไม่ อธิบายความ :49:
อาจจะ เลิกไปเลยใช่ไหม :30:
:07: ทำไมยุให้เลิกกันทั้งนั้นเลย
ไม่ต้องกลัวพี่บิ๊ก เคยได้ยินคำว่า "เตะเมียโชว์เพื่อน" เปล่าพี่ เราเเมนๆ :07:
(อย่าบอกปูนะ) :44:
อ้างคำพูดจาก: CsC๐หัวโต๐ {ชู} เมื่อ 11 ธ.ค. 2008, 12:02 น.
ไม่ต้องกลัวพี่บิ๊ก เคยได้ยินคำว่า "เตะเมียโชว์เพื่อน" เปล่าพี่ เราเเมนๆ :07:
(อย่าบอกปูนะ) :44:
ขนาดนั้นเลยเหรอเพื่อน...
:30: เคยแต่เจอ ตบผัวโชว์ชาวบ้าน :05:
บรรดา ช้างสารงูเห่า
อีกท้าง ข้าเก่าเมียร๊ากก :40:
:30:
กลายเป็น
บิ๊ก ด้วน
ชินแล้ว :52:
ผู้ชายไม่เคยกลัวเเฟนหรอกคร้าบบ.... :41:
แต่ก็นะ ไม่รู้จะเอาชนะไปทำไม :05:
เข้าไม่ได้เรียกว่ากลัว เขาเรียกว่าเกรงใจ...
อาร์ตตัวแม่... :43:
ไม่ได้เกรงใจ แต่ขี้เกียจเถียง
เพราะไม่รู้จะเถียงยังไง (ผู้หญิงเค้าจิตวิทยาสูงมาก)
ไม่มีต้องการเหตุผล ไม่ต้องการการเข้าใจ.. :15: