FWD: งามๆ แบ่งกันอ่าน

เริ่มโพสต์โดย iannnnn, 08 เม.ย. 2005, 00:18 น.

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังเปิดอ่านโพสต์นี้


ดาเฉยๆ

เดี๋ยวปั๊ดจับหักคอจิ้มน้ำพริกกินเลย

ละอ่อนๆเนี่ยแหละ กะดูกกำลังนิ่มได้ที่ :04:

Okudakung

#572
เหอๆ เค้าปล่อยFW mail แถวนี้ใช่มะ ฮี่ๆได้โอกาศ :02:

             นี่เป็นจดหมายจากเด็กชายคนหนึ่งจากจ. ยะลา อ่านแล้วรู้สึกสะเทีอนใจมากครับ เพราะว่าครอบครัว  เราอยู่ที่ใต้เหมือนกัน ถึงจะไม่ใช่ในสามจังหวัดนั้น เราก็เป็นคน ไทยคนหนึ่งที่รู้ว่าที่นั้นเกิดอะไรขึ้น ช่วยกันส่งข้อความนี้ ต่อ ๆ กันเถอะนะครับถึงเราจะไม่มีอำนาจที่จะยื่นมือเข้าไปช่วยทำให้ เหตุการณ์นี้ดีขึ้นได้ แต่ก็ช่วยกันเป็นกำลังใจให้คนที่นั้นได้ ให้พวกเค้ามีกำลังใจที่จะสู้กับปัญหา อยากให้ เหตุการณ์กลับมาเป็นปกติเหมือนเดิมครับข้อความมีอยู่ ว่า....................................

ถึง คุณลุงทหาร
                  บ้านเกิด ผมอยู่ที่ยะลาครับ พวกคุณลุง คงรู้กันใช่มั๊ยครับว่ากำลังเกิด เหตุการณ์อะไรในนั้น .... มีคนบริสุทธ์โดนฆ่าตายทุกวัน ๆ แม่ผม โทรมาหาผมบ่อย ๆ ถ้ามีเวลาว่างผมก็จะพยายามโทรหาแม่ ครับ ผมกลัวว่าจะไม่มีโอกาสได้คุยกับเค้าอีก ... ผมกลัวจริง ๆ แม่ บอกว่า  วันท ี่2 นี้เค้าอาจจะชักธงชาติ ของรัฐปัตตานีขึ้น แล้ว ถ้าพวกนั้นทำได้ก็หมายความว่าเราจะไม่ใช่คนไทย อีก จะกลับบ้านผมก็ต้องใช้ passport เพื่อนกลับบ้านเกิดตัว เอง ... ผมกำลังจะเป็นคนต่างชาติไปแล้ว แต่ก่อน.......... ผมเรียน หนักมาก ผมมีกำลังใจทุกครั้งที่แม่โทรมา ผมยอากคุยกับแม่ บ่อย ๆ (ถึงบางครั้งมะม๊าจะดุเรื่องใช้เงิน เยอะก็เถอะ )  แต่ตอน นี้....... ทุกครั้งที่แม่โทรมา ผมใจเสียตลอดเลยครับ ผม กลัว ...กลัวว่า จะได้ยินข่าวร้าย  ผมกลัวทุกครังที่ที่บ้านโทรมา ผม กลัว แม่บอกว่าตอนนี้เราต้องใช้เงินให้ประหยัด เพราะคน งานเค้าไม่กล้าออกไปทำสวนยางให้ เค้ากลัวว่าจะโดนฆ่า เถ้าแก่สวนยาง เลยต้องเดินทาง ไปสวนของตัวเองบ่อย ๆ เพื่อเป็นกำลังใจให้ ... แม่ ต้องขับรถเข้าออกสวนของเรา 2 วันครั้งระยะทาง20กิโลกว่า ๆ ต้อง ผ่านหมูบ้านอิสลาม หลายหมู่บ้าน ผมกลัวอีกแล้ว ราคายางก็ตกลงทุก วัน ๆ จนคนงานบางคนนึกว่าไม่คุ้มกับค่าเหนื่อย+เสี่ยงกับตาย ฟรี ๆ ด้วยก็พากันลาออกไป สวนยางบางที่ก็มา เล่าให้แม่ฟัง ว่า เค้าหนีไปอยู่วัดเพราะกลัวอันตราย แต่พอกลับมาที่ สวนต้นไม้ทุกต้น ที่อุสาต์ปลูกมาเป็น 10 ปีกว่าจะใช้ งานออกผลได้ก็ถูกพวกโจรใต้ตัดทำลายไปไม่เหลือชื้นดี เค้าร้องไห้ เพราะชีวิตไม่เหลืออะไรแล้ว แม่ผมไม่ให้กลัวว่าเค้าจะมาทำร้ายแม่ แต่กลัวว่าถ้าเกิดอะไรขึ้นจริง ๆ ลูก ๆ จะอยู่ยังไง ตอนนี้พวกโจร แจกจดหมายไปทั่วเมืองว่าห้ามเราทำงาน ห้ามออกจากบ้านห้ามอยู่ไกล้ก ับพวกตำรวจ ไม่งั้นเค้าจะตามฆ่าถึงบ้าน คนที่เค้าทนไม่ไหวก็ต้องยอม ขายบ้านขายที่ดินในราคาถูก ๆ ไปแล้วย้ายไปอยู่ที่อื่นแทน คนแถวนั้น ก็น้อยลงทุกวัน ๆ แม่พูดว่าถ้าเค้าเอาจังหวัด 3 จังหวัดเป็นประเทศ เค้าได้จริง ๆ ..ถ้าเค้าปกครองดีก็ดี แต่มันก็มี เปอร์เซ็นต์ที่เค้าจะไล่คนจีนคนไทยออกไปให้หมด น้องสาวผมเรียนอยู่ ปัตตานี ตั้งใจเรียนตลอด อ่านหนังสือถึงตี 2 ตื่น 7 โมงเช้าทุกวัน เรียนได้ 4.00 ตลอดเพราะอยากทำให้แม่ดีใจ ...เวลามันกลับบ้านทีนึง ผมต้องโทรเช็คตลอดว่าถึงบ้านรึเปล่า แม่ต้องย้ำเสมอว่ากลับมายะลา ต้องกลับเช้าส ๆ นะเพราะโจรมันจะฆ่าคนส่วนใหญ่ตอนกลาง วัน ผมไม่เป็นอันทำอะไรเวลารู้ว่าน้องจะกลับบ้าน กลัวมันจะ โดน ......... ฆ่า(อย่างที่คุณลุงคิดละครับ) สุขภาพจิตผมแย่ มาก ๆ ร้องไห้ก่อนอนทุกวัน ไม่มีสมาธิเรียนหนังสือเลย ครับได้แต่อยู่กับเพื่อน ๆ แล้วหลอกตัวเองว่ากูมีความสุขทั้ง ๆ ที่ ไม่ใช่ ผมคิดอยากกลับบ้านไปหาแม่ อยากตาย ... ตายในอ้อมกอดแม่ก็ยัง ดี ทำไมคนไม่กี่คนสามารถสร้างความเสียหายได้ขนาดนี้ล่ะ ครับ แล้วรัฐบาลเค้าทำอะไรอยู่อ่ะครับ เค้าไม่เห็นจะ แคร์เลยว่าคนที่นั่นจะเป็นยังไง เค้ามีคนเยอะ กว่าพวกโจรอีก แต่ทำไม เค้ายังจับโจรไม่ได้เลยล่ะครับ ถ้าผมพิมพ์ตรงไหนผิดผมก็ขอโทษ จริง ๆ ครับ นั่งพิมพ์ไปน้ำตาก็ไหลมองแป้นไม่ได้เลยครับ ... ผมยัง อยากเป็นคนไทย ผมอยากอยู่แบบ ไม่ต้องกังวลอะไร ผมคิดถึงบ้าน เกิด ... เมืองที่หมอกลงตอนหน้าหนาวปกคลุมทั้งเมือง เมืองที่ผู้คนยิ้มแย้มให้กัน อยู่ด้วยกันทั้งคนจีนคนไทยคนอิสลาม  มันไม่มีอีกแล้วใช่มั๊ยครับ... ผมไม่รู้ว่าวันไหนโชคร้ายจะมาเยี่ยม บ้านผม....ถ้าเกิดอะไรขึ้นจริง ๆ ....ผมก็จะตามแม่ไปครับ เป็นห่วง แม่และทุกคนที่นั่นนะครับ ท้ายนี้ผมขอให้ช่วยบ้าน ช่วยแม่ผมด้วย ครับขอบพระคุณ ครับ

................................................ เพื่อความ ปลอดภัย ขออนุญาตไม่เผยแพร่ชื่อ ขอความกรุณาช่วยคนไทยด้วยครับ



ฮี่ๆ ต้องมีใครสักคนที่พูดว่า"เคยอ่านแล้ว" แน่ๆหล่ะ :42:
ปล.เหนื่อยเหมือนกันนะนั่งลบ >> เนี่ย :44:
(แก้แล้วครับ)

G,,,to-_--- <ลายเซ็นไง คล้ายๆแบบนี้อ่ะ

I’Boss

ละ..เอ่อ..













ละแวกนี้ผมยังไม่เคยเห็นครับ
지금은 소ë...€ì‹œëŒ€ , 앞으로ë,, 소ë...€ì‹œëŒ€ , 영원히 소ë...€ì‹œëŒ€

蓝月 (lán yuè)

อยากให้คนอ่านก็เสียเวลาจัดหน้าให้น่าอ่านซักนิดเหอะค่ะ :22:
ที่สุดถ้ามันจะไม่คุ้ม
แต่มันก็ดีที่อย่างน้อยได้จดจำ
ว่าครั้งนึงเคยก้าวไป...

ต้น™

Subject: ข้าคือมนุษย์แซงคิว
Sent: Wednesday, May 09, 2007 4:57 PM

เคยไหม ? เวลาต่อคิวซื้อของ ขึ้นลิฟท์ หรือจ่ายค่าบริการอะไรซักอย่าง
คุณจะพบมนุษย์กลุ่มหนึ่ง ที่มีลักษณะพิเศษไม่เหมือนมนุษย์(ดีๆ)ปกติทั่วไป
พวกเขาคือมนุษย์พันธุ์ใหม่ ที่กำลังมีการขยายพันธุ์เพิ่มมากขึ้นในสังคมไทย
โดยไม่จำกัดว่าในสังคมเมือง หรือถิ่นทุรกันดาร เพราะเราจะพบเขาทุกหนแห่ง!
ยินดีต้อนรับสู่ยุคแห่งมนุษย์แซงคิว...

ชนิดแรกที่เราจะพบเห็นประจำคือ มนุษย์แซงคิวสายหลบหลีก
พวกเขาจะมีความรวดเร็วเป็นพิเศษ ในการแซงคิวชาวบ้านชาวช่อง
และบางคนอาจมีเสต็ปสับขาหลอก ดีกว่ากองหน้าทีมชาติอังกฤษ
นักวิทยาศาสตร์วิเคราะห์แล้ว พบว่ามนุษย์แซงคิวประเภทนี้มีเยอะที่สุดในสังคม...



จากค่าสถานะ พวกนี้ไม่ค่อยฉลาดนัก มักแซงแบบไร้แทคติค
แต่จะมีความแข็งแกร่งของใบหน้า และความหนาที่ทนทานยิ่งยวด
พวกเขาจึงต้องอาศัยค่าความเนียนและความเร็วสูง เพื่อลบข้อด้อย
แต่พวกนี้ก็มีแนวโน้มถูกกระทืบจากคนข้างหลังได้สูงเช่นกัน...
และถ้าเผลอเมื่อไหร่...เป็นโดนเสียบทันที!



--------------------------------------------------------------------------

ชนิดรองลงมาที่เราจะพบเห็นประจำคือ มนุษย์แซงคิวสายปาร์ตี้
พวกเขาจะดูเป็นมิตร ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ แต่นั่นก็แค่ฉากหน้าเท่านั้น
จงอย่ายอมให้เขาใช้ความเนียนเข้าข่ม หากคุณไม่คิดถึงตัวเองก็คิดถึงคนข้างหลังบ้าง
สมมุติพวกเขามีวงศาคณาญาติ หรือมากันทั้งโคตรเหง้าศักราช คุณก็หมดโอกาสทันที



พวกนี้ด้านมากถึงมากที่สุด แถมฉลาดสุด ๆ โดยใช้ความมีน้ำใจบังหน้า
แต่เนื้อแท้แล้วไม่มีอะไรเลย มีดีแค่เล่นพรรคเล่นพวก พี่พ้องน้องเพื่อน
บางรายอาจโชว์หญิงโดยให้หญิงเสียบก่อน ถ้าอีกคนเข้ามาแทรกด้วย
ก็สรุปได้ว่าเป็นเผ่าพันธุ์เดียวกัน คือด้านพอ ๆ กัน พวกนี้พูดอะไรไปก็ไม่รู้สึก

และดีไม่ดีอาจจะโดนสวนกลับด้วยวาจาถากถาง หรือการสาปแช่งแถมมาด้วย
เรียกว่าซวยทั้งขึ้นทั้งล่อง...



----------------------------------------------------------------------------------

ชนิดที่สามที่เราจะพบเห็นประจำคือ มนุษย์แซงคิวสายซัพพอร์ต
พวกเขาจะมีอุปกรณ์ช่วยเหลือสารพัดชนิดในการแซงคิวไปเรื่อย ๆ
บางรายอาจเป็นลูกเล็กเด็กแดง หรืออาจของหนัก ๆ ที่เขาถืออยู่
พวกนี้ก้ำกึ่ง ดูจะน่าสงสาร แต่บางทีพฤติกรรมก็ชวนให้น่าประชาทัณฑ์



สายนี้แข็งแกร่งที่สุด ! เนียนที่สุด ! และคุณก็ทำอะไรไม่ได้มากที่สุด !!
เพราะบางครั้งอาจจะทำให้คุณกลายเป็นผู้ร้ายในสายตาคนอื่นไปเลยก็ได้
แม้จะเชื่องช้า ค่อยเป็นค่อยไป แต่ทุกย่างก้าวนั้นดูดราม่า น้ำตาท่วมจอ
ขอให้จงระวังพวกเขาไว้ให้ดี เพราะบางทีเขาอาจเป็นมนุษย์แซงคิวก็ได้...


-----------------------------------------------------------------------------------------

เรื่องนี้ไม่ได้สอนให้คุณไร้น้ำใจ
แต่คุณก็ควรพึงรู้ในสิทธิของตนเอง(และคนข้างหลัง)ด้วย
คุณต้องดูสถานะ ดูภาพรวม และองค์ประกอบหลาย ๆ อย่าง
เพราะบางทีคนดี ๆ แต่กลับกลายเป็นคนโง่ก็มีเยอะแยะไป

แต่มนุษย์แซงคิวในที่นี้ หมายถึงเฉพาะผู้ที่มีพฤติกรรมตามแบบในภาพเท่านั้น
หากคุณพบผู้อื่นกำลังลำบาก ผู้พิการ หรือผู้ที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้
และคุณให้ความช่วยเหลือเขา ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีและให้การยินยอมได้ครับ...
where there's a will there's a way

psyfer

 :30:


แต่ตอนเจอจริง ๆ ก็ขำไม่ออก  :39:
ได้แต่สะกิด เห้ย อย่างแซงคิดเด่ะ  :07:

ยุนเอ



:42: สายปาร์ตี้ ที่ดรีมเวิร์ล  :11:
เราจะต้องการอะไรมากมายไปกว่า อะไรมากมาย

D869

"รักอดทนนาน กระทำคุณให้ รักไม่อิจฉา ไม่อวดตัว ไม่หยิ่งผยอง... "
                                                            - โครินทร์1 13:7

นายโอ้เอ้

Today you , Tomorrow me.

เง็ก เจสสิก้า อาม่า

But there is not enough time,
And there is no, no song I could sing
And there is no, combination of words I could say
But I will still tell you one thing
We're better together.

ning❤

<3.

ต้องการ

Subject : กระดาษขีดความโกรธ

Sent: Thursday, May 17, 2007 11:55:59 AM

กระดาษขีดความโกรธ
หมออติ"นี่ถ้าขาดสติมากกว่านี้ก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ชีวิตที่เหลือจะเป็นยังไง"ซิ้มกล่าวกับผมอย่างยิ้มแย้มก่อนจะเดินออกจากห้องตรวจ

หลายเดือนก่อน "ซิ้ม" (นามสมมติ) หญิงวัยเกือบ ๕๐ ปีถูกชายรุ่นลูกที่อยู่ด้วยกันฉันผัวเมียมานานหลายปีทอดทิ้งไปใช้ชีวิตอยู่กับสาวสูงวัยคนใหม่อย่างไร้เยื่อใย ซิ้มเป็นคนเข้มแข็ง จริงจัง ขยันและเก่งและเพราะความเป็นคนขยันทำงาน จึงไม่ได้มีสายตาและเวลาไปเหลียวแลหนุ่มที่ไหนอีกนอกจากลูกน้องหนุ่มของตน ที่ช่วยเหลือเจือจานกันมานานแล้วและเนื่องจากเห็นหน้ากันทุกวันๆ ก็กลายเป็นความรักขึ้นมา

อนิจจังไม่เที่ยง เวลาเปลี่ยนไปใจคนก็เปลี่ยนตามหนุ่มน้อยที่เติบโตมาเป็นหนุ่มใหญ่  กลับมีใจให้ญาติห่างๆ คนหนึ่งของซิ้มเอง เมื่อซิ้มจับได้คาตาว่าสามีหนุ่ม ลักลอบคบหากับญาติของตนจึงยื่นคำขาดให้สามีตัดสินใจว่าจะเลือกใครถ้าจะจากไปก็ให้เอาของออกจากบ้านของตนไปให้หมด แล้วไม่ต้องกลับมาอีก.... สามวันหลังจากนั้น เพื่อนบ้านของซิ้มก็พาซิ้มมาโรงพยาบาลเนื่องจากเพื่อนบ้านสังเกตว่าซิ้มเปลี่ยนไป ไม่ยอมทำงาน เอาแต่ร้องไห้และมักจะโทรศัพท์ไปด่าญาติของตนว่าแย่งผัวชาวบ้าน

วันที่ผมเจอซิ้มครั้งแรก เธอร้องไห้จะเป็นจะตายไม่เหมือนประวัติที่เพื่อนบ้านเล่าให้ฟังว่า ครั้งหนึ่งเธอเคยเป็นหญิงสู้ชีวิตที่เข้มแข็งคำที่ซิ้มมักจะพูดไปร้องไห้ไปมีอยู่สองสามคำ คือฆ่ามันทั้งคู่เลยดีมั้ย  เค้ายังรักชั้นอยู่ใช่ไหม ชั้นควรทำอย่างไร ... ผมให้เวลากับซิ้มได้ระบาย และเมื่อมีจังหวะ ก็ใช้วิธีเทคนิคการให้กำลังใจจนซิ้มเริ่มหยุดร้องไห้

ผมแนะนำให้ซิ้มพักอยู่โรงพยาบาลสักระยะเพราะหากกลับบ้านไปอาจจะทำให้คิดถึงเรื่องราวเก่าๆ และอาจจะเป็นอันตรายต่อตัวซิ้มเองก็เป็นได้ซิ้มยืนยันจะไม่อยู่โรงพยาบาล แต่จะมาพบผมตามนัด สามวันผ่านไป ยาที่ให้อาจทำให้ซิ้มสงบลงได้บ้างแต่ไม่มากนักเพราะความอาฆาตแค้นยังฝังแน่นอยู่เต็มอกแต่วันนี้ ซิ้มร้องไห้น้อยกว่าเดิม  แม้ยังมีความรู้สึกเจ็บปวดใจอยู่มาก"อยากโทรไปด่ามันทั้งคู่" ซิ้มเกร็งมือแน่นเมื่อพูดถึงสามีเก่าและญาติของตน ครั้งนี้ ผมเห็นว่าซิ้มมีสติพอจะคุมตัวเองได้มากกว่าครั้งก่อนและเห็นว่าซิ้มคิดถึงเรื่องเก่า ๆ ที่ทำให้เกิดอารมณ์โกรธอยู่มาก จึงแนะนำซิ้มว่า เมื่อรู้สึกโกรธขึ้นมาครั้งใด ก็ให้เอาปากกาขีดใส่กระดาษ ขีดไปเรื่อยๆนี่เป็นการบ้านของผมที่ให้ซิ้มทำ

ซิ้มทำอยู่นาน ๗ วันก็กลับมาหาผมตามนัดแล้วนำ 'กระดาษขีดความโกรธ' มาให้ผมดูซิ้มบอกว่า  "มันเยอะมากเลยหมอ เนี่ยบางทีมันคิดเรื่องโกรธนานมาก แต่ก็ติ๊กแค่ครั้งเดียว"ในกระดาษใบนั้นนอกจากรอยขีดแล้ว ยังมีคำด่าปนๆ มาอีกหลายคำ ผมสอบถามความรู้สึกว่าเป็นอย่างไรบ้าง เวลาติ๊กกับเวลาโกรธซิ้มบอกว่า ไม่เห็นมีอะไร มันก็แค่ติ๊กว่าเราโกรธเท่านั้นเองแต่ผมก็ยังแนะนำให้ซิ้มกลับไปทำการบ้านนี้ให้ผมซ้ำอีก

อีก ๑ สัปดาห์ผ่านไป ซิ้มกลับมาสีหน้าดีขึ้นครั้งนี้ก็ยังคงบ่นเหมือนเดิมว่าโกรธและอาฆาต แต่ไม่ได้ร้องไห้เหมือนวันแรกๆ ที่มาพบในกระดาษขีดความโกรธมีรอยขีดมากขึ้น แต่ไม่มีคำด่าปนมาด้วย ซิ้มยิ้มๆ ส่งกระดาษให้ผม แล้วบอกว่า"มันเยอะมากเลยหมอ โกรธไปได้ยังไงเนี่ย งานการไม่ได้ทำพอดี"

ผมเริ่มสังเกตว่าซิ้มยิ้มได้มากขึ้นอาจจะเป็นเพราะยาที่ช่วยควบคุมให้อารมณ์ไม่หงุดหงิดก็เป็นได้ผมนัดซิ้ม ๑ สัปดาห์เช่นเดิมและให้การบ้านเหมือนเดิม สัปดาห์ที่สามแล้ว ซิ้มมาด้วยสีหน้ายิ้มแย้มมากขึ้นกว่าก่อนซิ้มบอกว่า ซิ้มไม่ได้ทำการบ้านที่ผมให้แล้วล่ะ เพราะรู้สึกว่าเสียเวลาไปโกรธเขาบางทีแค่คิดเรื่องไม่ดีก็มึนหัวไปหมดแล้ว เราจะทำตัวให้เศร้าไปทำไมปล่อยให้เขาไปมีความสุขก็ดีแล้ว

เราก็ไม่คิดมากแล้วเวลาคิดแล้วมันก็รู้ว่ามีผลเสียตามมาเยอะ อย่างแค่โกรธนี่ก็แย่มากๆ แล้วไม่เอาดีกว่าตอนหลังๆ พอคิดถึงก็รู้ว่าเดี๋ยวมันจะโกรธ ก็เลยหยุดคิดเอาไว้หาอะไรมาทำแทน ก็ดีกว่าจะโกรธนะหมอนะ .. ผมชื่นชมซิ้มว่าที่ทำดีแล้ว และทำได้ดีมากด้วยพร้อมกับสนับสนุนความเห็นของซิ้มว่า ดีแล้ว การโกรธเป็นเรื่องไม่ดีเลย แม้อาการจะดีขึ้นแล้วก็ตาม

ซิ้มขอให้ผมนัดต่อ..ผ่านไปสามเดือน ซิ้มยังมาคุยกับผม เรื่องการรู้สึกว่าหลงไปคิด และหลงไปโกรธอยู่เรื่อยๆทั้งๆ ที่ผมก็ไม่ได้คุยอะไรให้ซิ้มฟังมากมาย และก่อนจะออกจากห้องตรวจครั้งล่าสุด ซิ้มก็เอ่ยกับผมว่า"นี่ถ้าขาดสติมากกว่านี้ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ชีวิตที่เหลือจะเป็นยังไง" ที่จริง ยาอาจจะมีผลต่ออารมณ์โกรธของซิ้มก็ได้ คือทำให้ซิ้มสงบลงแต่กระดาษขีดความโกรธสำหรับซิ้มแล้ว เป็นเหมือนสติเครื่องกั้นไม่ให้ซิ้มหลงไปทำพฤติกรรมตามความคิดและอารมณ์โกรธ  ซึ่งได้ผลดีพอสมควร

ผมไม่คิดว่าซิ้มจำเป็นต้องฝึกสติเพื่อความพ้นทุกข์หรือเพื่อการบรรลุธรรมแต่อย่างใด แค่ซิ้มมีสติและใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เพียงเท่านี้ ผมก็คิดว่าสมความปรารถนาของผมและเพียงพอสำหรับซิ้มแล้ว 


ความฝันกลางฤดูร้อน

***ไม่มีนางฟ้าในชีวิตแพทย์***

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในประเทศแห่งหนึ่งที่เหนือกาลเวลา 
ที่ซึ่งความรู้สึกอยู่เหนือเหตุผล คำพูดมีน้ำหนักกว่าความจริง 
เกรียงชัยอยู่เวรประจำห้องฉุกเฉินคืนนี้ 
วันนี้เขาได้รับโทรศัพท์จากพยาบาลรายงานเคสผู้ป่วยมาด้วยอาการผื่นคันตามตัว 
หน้าบวมเล็กน้อย มีประวัติเคยแพ้ยาเพนนิซิลินมาก่อน 
หลังจากรับโทรศัพท์ 
แพทย์หนุ่มก็เปลี่ยนเครื่องแต่งตัวแล้วเดินไปที่ห้องฉุกเฉินทันที 

"ป้าเป็นอะไรมาครับ"เกรียงชัยถาม 
"ไม่รู้เหมือนกัน จู่ๆก็มีผื่นขึ้นตามตัวแล้วก็คันๆ" 
ผุ้ป่วยตอบพลางเกาตามแขน เกรียงชัยตรวจดูตามลำตัวและใบหน้า 
ที่ใบหน้าและตามแขนขา มีผื่นสีแดงขึ้นเป็นวงนูนขนาด4-5ซม. 
ที่ตาเริ่มมีลักษณะแดงๆกระจกตาปกติ 
ปากก็ดูแดงเล็กน้อยแต่ไม่มีลักษณะลอกแต่อย่างใด 
ฟังปอดก็ปกติ กดท้อง ทุบที่ชายโครงก็เจ็บเล็กน้อย 
แต่ป้าก็บอกว่าปวดหลังมาหลายวันแล้ว 
"เมื่อก่อนป้าเคยแพ้ยา อาการเป็นยังไงครับ" แพทย์ถาม 
ป้าทำหน้านึกสักครู่ก่อนที่จะตอบ "ตอนนั้นป้ามีไข้อยู่วันนึง 
ก็เลยไปซื้อยาจากร้านขายยามากิน 
หลังจากนั้นก็มีผื่นขึ้นคล้ายๆแบบวันนี้แหละ 
แต่ตอนนั้นขึ้นแค่ที่ปากกับหน้า 
ไม่มีขึ้นที่แขนขากับตัวแบบวันนี้" 
เกรียงชัยจึงให้พยาบาลเจาะเลือด ตรวจปัสสาวะและวัดไข้ 
ผลที่ออกมา อุณหภูมิร่างกาย 36.9องศาเซลเซียส 
ปัสสาวะ เม็ดเลือดขาว 5-10ตัว เม็ดเลือดแดง 3-5ตัว 
เซลล์เยื่อบุ 2-3ตัว 
ผลเลือด เม็ดเลือดขาว 10000ตัว ชนิดNeutrophil 40% เลือด 40% 
เกร็ดเลือด 180,000ตัว 
"ในสามสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ ป้าได้ไปกินยาอะไรมาหรือเปล่าครับ" 
เกรียงชัยถาม "ไม่ว่าจะยาแผนปัจจุบันและยาแผนโบราณนะครับ" 
ป้านึกอีกครั้ง "ไม่นะหมอ ป้าไม่ได้กินยาอะไรเลย ... 
ป้ากินยาครั้งสุดท้ายก็เมื่อปีที่แล้วเป็นยาพาราฯ ... 
หลังจากนั้นมาป้าไม่ได้กินยาอะไรอีกเลย" ป้านึกอีกนิดนึง " 
ยาบำรุงหรืออาหารเสริมป้าก็ไม่ได้กิน" 
"แล้วช่วงนี้มีไม่สบายอะไรหรือเปล่าครับ" เกรียงชัยถาม 
เพราะรู้ว่าการเกิดปฏิกริยาแพ้รุนแรงนั้น มากถึง1ใน3 
เกิดจากการติดเชื้อ 
ไม่ได้เกิดจากการให้ยาเพียงอย่างเดียวอย่างที่คนส่วนใหญ่เข้าใจผิดกัน 

"ป้ามีไม่สบายมีไข้ครั้งสุดท้ายก็ต้นปีก่อนแหละหมอ 
ตอนที่กินพารานั่นแหละ 
ป้าไม่ได้ป่วยได้ไข้ไม่มีผื่นอะไรแบบนี้มาเกือบสองปีแล้ว" 
ป้าตอบอย่างมั่นใจ 

เกรียงชัยครุ่นคิดอย่างหนักใจ 
สิ่งที่เขาต้องระวังมากในตอนนี้คือ ป้าเป็นอะไรกันแน่ 
เพราะการรักษานั้นไปในทิศทางที่ตรงกันข้ามกันเลย 
1. ป้าเป็นโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ... 
เพราะมีการตรวจพบเม็ดเลือดขาวในปัสสาวะ 
และป้าก็ไม่มีประวัติการกินยาหรือเรื่องเสี่ยงต่อการเกิดการแพ้ 

แต่ข้อที่ต้องระวังคือ การแพ้ 
ก็ทำให้เกิดเม็ดเลือดในปัสสาวะได้เหมือนกัน 
และในป้าก็ไม่มีไข้และการตรวจเลือดก็ปกติ 
2. ป้าเกิดอาการแพ้ ... เพราะตรวจร่างกายเหมือนแพ้ 
แต่ที่ต้องระวังคือ 
ป้าไม่มีประวัติใดที่เสี่ยงต่อการเกิดภาวะแพ้เลย 

ถ้าเป็นแต่ก่อนนี้ เกรียงชัยจะไม่หนักใจเลย 
เพราะว่าสามารถเฝ้าดูอาการได้ 
หากมีอาการหลังจากนอนรพ.ชี้นำไปในทิศใด ภายใน6-12ชม. 
ก็สามารถเริ่มการรักษาได้ แต่ภายหลังจากคดีสะเทือนขวัญคดีนึง 
มีแพทย์ได้มาบอกว่า 
ถ้าแพ้จะต้องให้ยาdexamethasoneทันที...เป็นการฉีกหน้าตำราการแพทย์ทั้งปวง 

เพราะพูดนั้นพูดง่ายว่าแพ้แล้วต้องให้ ... 
แต่การจะแยกว่าแพ้จริงหรือเปล่านั้นทำได้ยากมาก... 
อีกทั้งหลักฐานทางการแพทย์จนถึงปัจจุบันก็ชี้ว่า 
การให้dexamethasoneควรให้เมื่อแน่ใจ ไม่ใช่ให้กราดไปก่อน... 
การให้กราดมีแต่จะทำให้อันตราย ... 
แต่ตอนนี้กระแสสังคมกลับทิศกับความจริงทางวิทยาศาสตร์ไปแล้ว 
ซึ่งแพทย์ส่วนใหญ่ก็ต้องยอมรับ 

ถ้ารักษาการติดเชื้อ ไม่ได้รักษาแพ้ แล้วเป็นอาการแพ้ ... 
ผลที่ได้ อาจจะเกิดการแพ้อย่างหนักได้ 
ถ้ารักษาการแพ้ ไม่ได้รักษาการติดเชื้อ 
แล้วเป็นการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ ... ผลที่ได้ 
อาจจะติดเชื้อรุนแรงได้ 
ถ้ารักษาทั้งสองอย่างควบคู่กันไป ก็ยังอันตรายอยู่ดี 
เพราะจะประเมินอะไรไม่ได้เลย บอกไม่ได้ว่าแพ้หรือไม่ 
และก็ไม่แน่ชัดว่าติดเชื้อหรือไม่ 
............ 
........ 
.... 

  หลังจากตรึกตรองอยู่พักหนึ่ง เกรียงชัยจึงให้รักษาแบบเรื่องแพ้ 
เนื่องจากเหตุผลที่ว่า ป้าเคยแพ้มาก่อน สิ่งที่ตรวจพบ 
ไม่มีอะไรที่ชี้ชัดเลยว่าติดเชื้อ... 
ส่วนของปัสสาวะนั้นถึงจะผิดปกติและเกิดจากการมีเชื้อ 
ก็อาจจะเป็นการมีเชื้อโดยที่ไม่ได้ก่อโรคเพราะว่าไม่ได้มีไข้และตรวจเลือดก็ 
ปกติ 
เกรียงชัยจึงให้ฉีดยาDexamethasoneทุก6ชั่วโมง 
และให้สังเกตอาการ 
***ผ่านไป8ชั่วโมง*** 
หลังจากฉีดยาครั้งที่สองไปได้พักใหญ่ๆ 
จู่ๆป้าก็มีอาการหนาวสั่นสะท้าน แล้วก็เป็นลม 
วัดความดันโลหิตไม่ได้ 
แม้แพทย์จะพยายามรักษาอย่างเต็มที่ก็ไม่เป็นผล 
ป้าเสียชีวิตคาเตียงรพ. 
เกรียงศักดิ์ส่งศพชันสูตรท่ามกลางการคัดค้านของญาติๆที่ต้องการให้จ่ายเงินช 
ดเชยและไม่ต้องการให้ส่งผ่าพิสูจน์เพราะเชื่อว่าแพทย์ผิดแน่นอน 
... ผลออกมา 
ป้าเสียชีวิตจากกรวยไตอักเสบและติดเชื้อในกระแสเลือดรุนแรง 

วันรุ่งขึ้น รายการทีวีช่องหนึ่ง มีแพทย์มาแสดงความเห็น 
"รายนี้เห็นได้ชัดครับว่าแพทย์ผิดพลาด 
เพราะเราก็เห็นๆอยู่ว่าปัสสาวะผิดปกติตั้งแต่แรก 
อีกทั้งผู้ป่วยอายุมาก 
การที่เม็ดเลือดขาวจะปกติและไม่มีไข้ก็เป็นเรื่องธรรมดา" 
แพทย์คนนั้นกล่าว 
"การให้ยาDexamethasoneจึงถือเป็นความผิดอย่างร้ายแรงที่แก้ตัวไม่ได้ 
ไปสู้ศาลไหนก็ผิดครับ" 

เกรียงชัยเสียใจมาก 
เพราะเรื่องพวกนี้แพทย์ที่ทำงานจริงๆก็รู้ว่าไม่มีอะไร100%ในการตรวจรักษา 
การรักษานั้นก็ทำอย่างระมัดระวัง ที่สำคัญ 
การให้dexaไปแค่6ชั่วโมง 
ยายังไม่ทันออกฤทธิ์ที่จะไปกดภูมิคุ้มกันอย่างที่หมอคนนั้นกล่าวอ้าง 

เกรียงชัยจึงเสียใจ 
เพราะถ้าโดนว่าโดยแพทย์ที่ทำงานจริงเขาจะไม่คิดอะไรมากเลย 
แต่นี่โดนกล่าวหาจากแพทย์ที่ไม่ได้รักษาคนไข้และกล่าวหาหลุดจากความจริง 

..ฉับพลันนั้นเอง นางฟ้าก็มาปรากฎกาย 
"เราเห็นแก่เจ้าที่ทำดีมาตลอด 
จะให้พรเจ้าย้อนเวลาไปแก้ไขเหตุการณ์ได้ 
เจ้าจะกลับไปแก้อะไรล่ะ" นางฟ้ากล่าว 
"ผมขอกลับไปให้ยาปฏิชีวนะครับ จะไม่ให้dexaแล้ว" 
เกรียงชัยร้องอย่างดีใจ สายตาเปี่ยมด้วยความหวัง 
พลันแสงสว่างก็เจิดจ้าไปทั่วห้องของแพทย์หนุ่ม 
เกรียงชัยลืมตามาอีกครั้ง ป้าคนนั้นนอนอยู่ตรงหน้า 
ในมือเกรียงชัยมีใบคำสั่งการรักษาที่ยังไม่ได้เขียนอยู่ 
แพทย์ผู้ได้รับโอกาสครั้งที่สองในชีวิตรีบเขียนสั่งการรักษาให้ยาปฏิชีวนะ 
ให้ยาแก้แพ้แบบฉีดCPM 
และไม่ลืมที่จะเก็บปัสสาวะส่งเพาะเชื้อและเฝ้าระวังอาการแพ้ที่อาจจะเกิดขึ้ 
น ... 
หลังจากเขียนดักไว้ทุกทางแล้วเกรียงชัยก็ลองนึกว่าตนเองหลุดอะไรอีกหรือไม่ 
... เมื่อไม่มีอะไรเพิ่มเติม เขาก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก 

***ผ่านไป8ชั่วโมง*** 
พยาบาลรายงานว่าจู่ๆใบหน้าคนไข้ก็ขึ้นผื่นเต็มไปหมด 
การอักเสบลุกลามไปทั่ว 
ตอนนี้มองอย่างไรก็เหมือนอาการแพ้ที่เรียกว่า "สตีเวนจอห์นสัน" 

เกรียงชัยรีบสั่งการรักษาแบบอาการแพ้ 
ตรวจและบันทึกสภาพดวงตาที่ยังปกติ 
ตรวจดูปากที่ลอกไปทั่วแต่ยังไม่บวม ... 
เมื่อควบคุมทุกอย่างได้ก็ส่งไปรพ.จังหวัดในทันที 
หลังจากนั้นเกรียงชัยก็ได้ข่าวว่าผู้ป่วยรายนี้มีการอักเสบจนตาบอด 
จากนั้นก็เกิดการติดเชื้อแทรกซ้อนทางผิวหนังจนกระทั่งเสียชีวิต 


วันรุ่งขึ้น รายการทีวีช่องหนึ่ง มีแพทย์มาแสดงความเห็น 
"รายนี้เห็นได้ชัดครับว่าแพทย์ผิดพลาด 
เพราะว่ารายนี้แค่มีปัสสาวะผิดปกติอย่างเดียวโดยที่ไม่มีไข้หรือผลเลือดปกติ 
แถมมีการแพ้ในอดีต เราก็ต้องนึกถึงเรื่องการแพ้ซ้ำอีก" 
แพทย์คนนั้นบอก 
"การให้ยาปฏิชีวนะหรือให้แค่ยาแก้แพ้โดยไม่ให้ยาdexamethasoneจึงเป็นข้อผิด พลาดร้ายแรงมากอย่า 
งไม่น่าให้อภัย ไปสู้ศาลไหนก็แพ้หมดตูด" 

ระหว่างที่เกรียงชัยนั่งหมดอาลัยตายอยากนั้นเอง 
นางฟ้าก็มาปรากฎกายอีกครั้ง 
"สวัสดีจ๊ะ คุณหมอ...." นางฟ้าทักทาย 
"เห็นแก่ความดีที่เจ้าสั่งสมมาในอดีต 
เราจะให้โอกาสเจ้าขอพรครั้งสุดท้าย .... 
เจ้าจะขอแก้ไขอดีตอย่างไรดีจ๊ะ" 
เกรียงชัยคิดอย่างเคร่งเครียด จากนั้นก็กล่าวคำขอขึ้น...... 
แล้วแสงสว่างก็บังเกิดขึ้นทั่วทั้งห้อง 

............ 
........ 
.... 

"สวัสดีค่ะคุณหมอ" หญิงสาวทักทายเกรียงชัย 
"จะมาดูเรื่องสิวค่ะ" 
แพทย์หนุ่มเพ่งพิศก่อนจะบอกแก่หญิงสาว "เป็นสิวน่ะครับ 
เดี๋ยวผมจัดยาให้นะครับ" 
ว่าแล้วก็บันทึกลงไปในสมุดจด ผู้ป่วยเป็นสิวชนิด 1A 
ใช้ยาชุด#12 และเข้าทรีทเมนท์แบบ#2 
............................ขณะบันทึก 
เกรียงชัยก็นั่งคิดว่าตนเองมาถูกทางไหม 
ที่เลือกว่าเมื่อเรียนจบก็จ่ายเงินไปเลยโดยไม่ทำงานชดใช้ทุนสามปี......... 
แต่อย่าคิดมากน่า มาถูกทางแล้ว เชื่อเถอะ 

และแล้ว นายแพทย์ก็ใช้ชีวิตต่อไปอย่างมีความสุขตลอดไป 





-----------
จริงๆคงไม่มีอะไรหรอก .... แค่Fwd ธรรมดา แต่รู้สึกดีเพราะเป็นคนเขียนเองแล้วเอาไปปล่อยในPantip.com / Lumpini กับที่ Thaiclinic
ไม่นึกว่าจะได้รับเป็น Fwd Mailกลับมาหาตัว  :22:
ฝันซ่อนสับสนวุ่นวาย หย่อนคล้อย

ยุนเอ



:22: ชอบครับ

สะท้อนสังคมดี  :45: :45: :45:
เราจะต้องการอะไรมากมายไปกว่า อะไรมากมาย

SMF 2.1.7 © 2026, Simple Machines