สำหรับอายุ 15 ขึ้นไปเท่านั้น

เริ่มโพสต์โดย เก้อ, 24 มี.ค. 2005, 04:57 น.

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังเปิดอ่านโพสต์นี้

ross

จำไม่ได้ 15 มันนานง่ะ 15 อยู่ม.4 น่าจะเเอบหลับในห้องสมุดนะ วันๆมีแต่นอนกับนอน ปล.เรียน ญ ล้วน  :53:
http://www.head2toeshop.com เครื่องสำอาง อาหารเสริม

roundbol123

อ้างคำพูดจาก: Saa3 เมื่อ 19 มี.ค. 2008, 03:17 น.

ตอน 8 ขวบ ได้คอมเครื่องใหม่ เป็น Pentium !!! ลง Windows 98 เลยมีแรงจะลง Photoshop 5
ก็จับ Photoshop ครั้งแีรกตั้งแต่่นั้นมา

ละก็ 8 ขวบได้เล่นเน็ตครั้งแรก เลยมุ่งเสาะหาแต่เว็บโป๊


:30:
:22: :47:

บัวริมบึง

อยากเล่าบ้าง แต่ความหลังคนแก่ยาวนะคะ บอกก่อน!! (เราเตือนคุณแล้ว :33:)


ตอนเด็กมาก -----  พ่อกับแม่สอนที่โรงเรียนบ้านนอกห่างไกลความเจริญ ด้วยความอยากให้ลูกได้ดีมีการศึกษา

รวมทั้งไม่ค่อยมีเวลาเลี้ยง (อืม..ไม่ได้เลี้ยงเลยดีกว่าว่างั้นเถอะ) จึงต้องเข้าโรงเรียนตั้งแต่ หนึ่งขวบแปดเดือน (จริงๆ)

เป็นเด็กอะไรก็ไม่รู้ที่เรียนอนุบาล 1-2 ซ้ำ 2 รอบ  สรุปเรียนอนุบาลไป 4 ปี (เพราะตอนไปจะไปเข้าป.1 เค้าบอกอายุน้อยไปหน่อย)

ตอนโตมาหน่อย----------- เป็นความผิดพลาดของพ่อกับแม่อย่างมาก  ที่คิดว่าส่งลูกเข้าโรงเรียนคริสต์แล้ว

จะเก่งภาษาอังกฤษ 555  ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง  จำได้ว่าครูภาษาอังกฤษตอนป.1 โหดมาก ถูกตีทุกวันเพราะเขียนศัพท์ผิด

โกรธมาก!!คิดในใจทุกวัน...กรูเกลียดวิชานี้.... ซึ่งพอ ๆ กับวิชาคณิตฯ  มีปัญหากับไอ้เลขบวกลบคูณหารมากเลย (ตอนป.5 ไม่เคยทำการบ้าน

คณิตศาสตร์เลยตลอดทั้งเทอม จนถูกจับเข้าไปนั่งในห้องซิสเตอร์ครูใหญ่ ให้สารภาพบาป ..ซึ่งก็ดีมาก เพราะตั้งแต่นั้นเลยหัดลอกเพื่อน)


  ตอนโตมาอีกนิดหนึ่ง---------  จบป.6 มาอย่างสวยงาม เรียนได้กลาง ๆ ไม่เก่งไม่อ่อน วัน ๆ ก็รอแต่วันศุกร์

เพื่อจะได้ยืมนิยายกลับไปอ่านที่บ้าน   เพราะโรงเรียนนี้  ให้ยืมนิยายได้เฉพาะวันศุกร์!!!!!  โอ้..พระเจ้า

จำได้ว่าเริ่มอ่านนิยายครั้งแรกตอนป.4   แบบว่าแก่แดดแต่เด็ก อ่านปราสาทมืด

หมูแดง  คู่กรรม ฯลฯ แต่เรื่องที่ประทับใจที่สุดคือ ต้นส้มแสนรัก  พ่อซื้อให้ตอนป.5  อ่านครั้งแรก ร้องไห้น้ำตาเป็นเผาเต่า

แล้วก็อ่านซ้ำแล้วซ้ำอีก ร้องแล้วร้องอีกอยู่สองสามรอบ ( บ้าแต่เด็ก ) 


ตอนโตมาอีกพอประมาณ--------- จำเป็นต้องออกจากรร.หญิงล้วนอันเป็นที่รัก   

เพราะพ่อมีประกาศิตให้สอบเข้าโรงเรียนประจำจังหวัด  เพื่อไปเข้าม.1

ไม่อยากไปเลย..เพราะคิดว่าจะมีโรงเรียนไหนอีกบ้างวะ  ที่ตูสามารถถกกระโปรงจุกเสื้อไว้ใน 

โดยไม่ต้องเข้าห้องน้ำ (ยืนทำกลางห้องเลย)  แต่ก็..ไอ้เสือ..เอาวา  สอบก็สอบ ด้วยความโง่..เลยสอบได้ห้องคิงลี่ 

อยู่ห้อง 2 (ห้องคิงแท้จริงคือห้อง 10 ) สนุกมากกก...ชอบ..ร่าเริง...ใช้ชีวิตในห้องสมุดทุกนาทีที่ว่าง  เพราะโรงเรียนนี้ให้ยืมนิยายได้ทุกวัน

สวรรค์ของช้าน :05:  อ่านจนบัตรยืมห้องสมุดหมดเร็วมาก เปลี่ยนแล้วเปลี่ยนอีก จนได้เป็นยอดนักอ่าน (ประมาณนั้น)

จากนั้นก็ก้าวเ้ข้าสู่วงการของนักตอบปัญหาธรรมะ  เหตุเพราะเค้าให้ส่งตัวแทนห้องไปตอบ  เพื่อนเห็นเก่งสังคมก็เลยถีบไป

พอไปสมัคร อ.หมวดสังคมฯ ผู้นั้นทำหน้าตาดูถูกเหยียดหยามมาก  ประมาณว่า อยู่ห้อง 2 เหรอ แน่ใจเหรอว่าจะสมัคร

(พร้อมยิ้มแสยะไปมา)  คิดในใจ  นาทีนั้นเลย !! กรูต้องสอบให้ได้ และต้องได้ที่ 1 ด้วย จำได้ว่าได้มงคลชีวิตเล่ม 1-2 มา

อ่านแล้วท่อง ท่องแล้วอ่าน  จนตอนนั้นนะ...นึกถึงมงคลข้อไหน รายละเอียดอะไร หน้าของหนังสือลอยเข้ามาในหัวเลย

แน่นอน..ความพยายามอยู่ที่ไหน  ความสำเร็จก็ต้องอยู่ที่ไหน  ได้ที่ 1  หัวเราะเยาะเย้ยเหวยๆฟ้ามาก เหล่าคณาจารย์งงไปเลย

ตอนม. 3  แหกรั้วสังกะสี  ปีนแทงค์น้ำ  โดดไปดูหนัง ฯลฯ ตอนนั้นรร.เริ่มจัดห้องใหม่ตามเกรดเฉลี่ย ได้ย้ายไปอยู่ห้อง 8

แต่กลับมาสมาคมกับห้อง 2 เหมือนเดิม  จนในที่สุด เพื่อนในกลุ่มซึ่งปกติมีด้วยกัน 13 คน ถูกไล่ออกไป 6 คน ด้วยหลายข้อหาด้วยกัน

ไม่ว่าจะเป็น กัญชา กาว เหล้าแห้ง ฯลฯ (น้อง ๆสร.ขา ที่พวกหนูได้รั้วปูนแทนรั้วสังกะสีเนี่ยเพราะพี่แอนด์เดอะแ๊ก๊งค์นะคะ)


ตอนโตมาก--------  อายุ15   ขึ้นม. 4  ที่โรงเรียนเดิม เิริ่มรายการล่ารางวัล เขียนเรียงความ แต่งกลอนโน่นนี่  พูดวิทยาศาสตร์

สุนทรพจน์  โต้วาที  เพราะพ่อกะแม่ติดสินบนด้วยการบอกว่า  ...ถ้ารายการไหนแ่ข่งได้ตังค์เท่าไหร่เบิ้ลให้เท่าตัว..ตอนนั้นเลยสู้ตาย!!

หัวการค้าแต่เด็ก  ..พ่อจ้างให้ไปเล่านิทานให้นักเรียนโรงเรียนเค้าฟังก็ทำ  ให้หัดสอนเด็กหน้าชั้นก็ทำ  รับจ้างคุมสอบก็ทำ

รับจ้างตรวจการบ้านก็ทำ  ตรวจข้อสอบก็ทำ(อีกนั่นแหละ)


จบอายุ 15  อย่างเหลวไหลไร้สาระ  ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน  วัน ๆ ก็อ่านนิยาย หนังสืออ่านเล่น การ์ตูน  ทุกอย่างที่ไม่ใช่หนังสือเรียน

-----------------------------------------------จบค่ะ---------------------------------------------------------






iannnnn

เหมือนกันเลยครับ
เคยเกลียดวิชาภาษาอังกฤษก็เพราะพ่อแม่ส่งไปเรียนโรงเรียนคริสต์ (ตอน ป.3)
แล้วเจอสภาพแวดล้อมแปลกแยก กับครูภาษาอังกฤษที่เกลียดที่สุด
เกลียดจนกระทั่งจำชื่อแกมาจนถึงทุกวันนี้ได้เลยแหละ

บัวริมบึง

อ้างคำพูดจาก: แอน เมื่อ 21 มี.ค. 2008, 01:49 น.
เหมือนกันเลยครับ
เคยเกลียดวิชาภาษาอังกฤษก็เพราะพ่อแม่ส่งไปเรียนโรงเรียนคริสต์ (ตอน ป.3)
แล้วเจอสภาพแวดล้อมแปลกแยก กับครูภาษาอังกฤษที่เกลียดที่สุด
เกลียดจนกระทั่งจำชื่อแกมาจนถึงทุกวันนี้ได้เลยแหละ

:30: จำชื่อครูคนนั้นได้เหมือนกัน  แบบว่าโดนตีทุกวันอ่ะ จำฝังใจ แค้นฝังหุ่น!! :37:

iannnnn

แต่ผมไปเจอครูดีตอน ม.1, ม.3 แล้วก็ ม.5
ก็เลยกลับมาชอบภาษาอังกฤษอีกที
แต่ชอบแค่ไหนก็ได้แค่หลักสูตรโรงเรียนรัฐบาลต่างจังหวัดน่ะครับ
ทุกวันนี้พูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย :52: แต่ถ้าพูดกะ Aoi นี่พอได้

ดาเฉยๆ

นั่นมันภาษาญี่ปุ่น :07:


อาจารย์พี่แอนสอนดีมากเลย
สอนภาษาอังกฤษ นักเรียนพูดญี่ปุ่นได้ด้วย :25:

บัวริมบึง

อ้างคำพูดจาก: แอน เมื่อ 21 มี.ค. 2008, 02:04 น.
แต่ผมไปเจอครูดีตอน ม.1, ม.3 แล้วก็ ม.5
ก็เลยกลับมาชอบภาษาอังกฤษอีกที
แต่ชอบแค่ไหนก็ได้แค่หลักสูตรโรงเรียนรัฐบาลต่างจังหวัดน่ะครับ
ทุกวันนี้พูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย :52: แต่ถ้าพูดกะ Aoi นี่พอได้

:21:  ไปเจอครูดีตอนม.1 เหมือนกันค่ะ เป็นแม่ลูกบุญธรรมกันมาจนทุกวันนี้

แต่..ความรู้ทางภาษาอังกฤษ ยังนิดน้อยเท่าหอยมดเหมือนเดิม กะว่าจะเอาดีด้วยการหาแฟนฝรั่งค่ะ

ใคร ๆ ก็ช่วยบอกว่า ดำได้แล้ว ขาดแต่ผอม  คงต้องลดน้ำหนักอีกซัก 20 กิโล :05:

Rabbitinblack

อ้างคำพูดจาก: แอน เมื่อ 21 มี.ค. 2008, 02:04 น.
แต่ผมไปเจอครูดีตอน ม.1, ม.3 แล้วก็ ม.5
ก็เลยกลับมาชอบภาษาอังกฤษอีกที
แต่ชอบแค่ไหนก็ได้แค่หลักสูตรโรงเรียนรัฐบาลต่างจังหวัดน่ะครับ
ทุกวันนี้พูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย :52: แต่ถ้าพูดกะ Aoi นี่พอได้

ม.3กับ ม.5 ใครวะ

ออยอิชี่

ตอนช่วงวัยรุ่นตอนต้นเหรอ
จำได้ว่า ช่วงนั้นตัวเตี้ยที่สุดในห้องเลยครับ เวลายืนเคารถธงชาติ 8 โมงเช้า จะยืนอยู่ท้าย ๆ แถวตลอด สูงประมาณ 150 นิดๆ :16:
พอเราตัวเตี้ย ใส่แว่น แล้วเป็นน้องใหม่ที่ย้ายโรงเรียนมา วัน ๆ ก็ไม่ต้องทำอะไรเลยครับ แรก ๆ ก็เรียนมันอย่างเดียว
พอปรับตัวได้ ครูเขาคงคิดว่าผมเป็นเด็กเรียน แต่ผมนี่ตัวโดดเลย เอะอะเป็น เห้ย ไปเตะบอล
ชีวิตช่วงนั้น เตะบอลทุกวัน สลับกับเล่นบาส ด้วยความที่เป็นโรงเรียนประจำอำเภอ มีสนามเยอะพอควร(สนามบาสนะ) ก็เตะมันอยู่ที่สนามบาสนี่แหละ และห้องผมถ้าอาจารย์มาสายเกิน 10-15 นาที แสดงว่า อาจารย์แกลืมหรือไม่มา พวกเราก็จะเหมาว่าแกไม่สอน
แล้วเราก็จะโดดกันยกห้อง แล้วก็แยกย้ายไปกันไปนั่งตามสวนหย่อมร่มไม้ อ่านหนังสือฟังเพลง ดีดกีต้า ประมาณนั้น

จำได้ว่า ช่วงนั้น ที่บ้านไม่มีคอมพิวเตอร์ มีแต่เครื่องพิมพ์ดีด เห็นคนอื่นเล่น ICQ กับ Pirch(สะกดอย่างนี้รึเปล่า) กัน โห เขาเล่นกันยังไงเนี่ย ไอ้เราจะไปทำคอมเขาพังไหม ร้านเกมส์ก็ไม่ค่อยได้เข้าครับ ด้วยความที่กลัวเขาไปแล้วไปทำเอ๋อใส่
อีกอย่างที่ทำช่วงนั้น ผมเล่นเกมส์เครืิ่อง ซุปเปอร์ครับ ที่ใส่แผ่นเหมือน Flooppydisk A หน่ะ
วัน ๆ ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เช้าขี่มอเตอร์ไซค์ไปเรียน ครูมาสายนิดนึงก็โดดยกห้องไปเตะบอล เย็นก็กลับบ้านมาเล่นเกมส์ต่อ ชีวิตวนอยู่แค่นี้ครับ

เก้อ

แอบเห็นของครูบัว อ่านต้นส้มแสนรักแล้วร้องไห้เป็นเผาเต่า
เหมือนกันครับ (แต่อ่านตอน ม.ต้น ไม่ได้แก่แดดขนาดครู :43:)
จำได้ว่า ร้องตอนที่เซเซ่เก็บตังซื้อของให้พ่อ กับหน้าท้ายๆ
ตลอดระยะเวลาการอ่านสักยี่สิบหน้า น้ำตามันไหลตลอดเลย
ตอนที่ลุงโปรตุก้ากับมันการาติบ้า... (ถ้าจำชื่อไม่ผิด)
คิดว่าทุกคนคงแทบเป็นแทบตายกับตอนนี้เหมือนกัน

ถือว่าเป็นประสบการณ์วัยสิบห้าเหมือนกันนะเนี่ย
น่าจะเป็นหนังสือที่ทำให้เสียน้ำตาเยอะที่สุดแล้วในชีวิต



I ROCK , THEREFORE I AM

แอ้

นับจนถึงทุกวันนี้ ชีวิตช่วงวัยเด็กของแอ้ก็ถือได้ว่าค่อนข้างจะมีความสุขดี
(ก็ขอตังค์พ่อแม่ใช้ มันก็สุขพอประมาณนะคะ) แต่ว่าเรื่องไฮเทค ไอทีต่างๆ นี่
ไม่เคยได้สัมผัส ได้ใช้คอมพิวเตอร์แบบจริงจังครั้งแรกตอนเข้ามหาลัย..  :01:

สมัยก่อนไม่ได้ทำอะไรค่ะ เรียนกับเรียน ทำกิจกรรมต่างๆ ตามสภาพ แล้วก็
ช่วยงานบ้าน ช่วงใกล้เอ็นทรานซ์ก็ไม่ทำไรค่ะ อ่านหนังสืออย่างเดียว..

สิ่งที่ไม่เคยได้สัมผัสเลยก่อนเข้ามหาลัย
- โรงหนัง
- ร้านคอมพ์ (และบ้านไม่มีคอมพ์ด้วย ตอนนั้น)
- สถานที่อโคจรต่างๆ เหล้ายาปลาปิ้ง (โอเค ปลาปิ้งอาจเคยได้กินบ้าง)
- ไม่เคยลงสระว่ายน้ำ
- เดินแต่ห้างเล็กๆ ไม่เคยกินสเวนเซ่นด้วยซ้ำ
ฯลฯ
แต่ชีวิตก็ไม่ได้ขาดอะไรนะคะ ก็รู้สึกว่าสมดุลดี
หลังจากเข้ามหาลัย ตอนอายุ 16 ขวบครึ่ง ก็เกเรสุดขอบไปเลย เนื่องจากเก็บกดมานาน.. หุหุ

คุณหนูฟ้า




อายุ 15 คือ 10 ปีที่แล้ว
อยู่ม.4 โรงเรียนหญิงล้วน ใส่ประโปรงสีแดง
ติดเพิร์ทมากกกกกกกกก เล่นอยู่นั่น กับคำถามเดิมๆ
ชื่ออะไร เรียนที่ไหน อายุเท่าไหร่ มีแฟนหรือยัง?

:08: ไม่เข้าใจว่าวนเวียนซ้ำซากจะเล่นทำไม

ถ้าโดนพ่อ+แม่ดุ ก็จะนั่งฟังเพลง
เปิดเพลงฟังทั้งวัน อ่านหนังสือบ้าง
ชอบอ่านวรรณกรรมแปล พวกหนังสือแปลนี่ พี่ข้างบ้านสะสม
ไปอ่านของเค้าจนหมดตู้

อินๆ ก็นั้นก็พวกโรอัลห์ ดาร์ลนะ อ่านมันทุกเล่นเลย (แต่ไม่เคยซื้อ) 55+
กับพวกการตูนญี่ปุ่นตาหวานนั่นแหล่ะ มี 10 เล่มก็อ่าน 10 เล่ม
มี 40 เล่มก็อ่าน 40 เล่ม



ที่เป็นเรื่องเป็นราว ได้ประโยชน์ติดตัวมาถึงตอนนี้ก็ที่บ้านขายเหล้านอก
ต้อง check stock ของในบ้านทุกวัน
อันนี้เอามาใช้ได้จริงกับตัวเองตอนนี้ (ที่เปิดร้านเสื้อผ้า)

  :02: จบค่ะ
ความหลงใหลในภาพลวงตา ที่ได้มาใช่ความสุข

ณต

#178
อ้างคำพูดจาก: แอน เมื่อ 21 มี.ค. 2008, 01:49 น.
เหมือนกันเลยครับ
เคยเกลียดวิชาภาษาอังกฤษก็เพราะพ่อแม่ส่งไปเรียนโรงเรียนคริสต์ (ตอน ป.3)
แล้วเจอสภาพแวดล้อมแปลกแยก กับครูภาษาอังกฤษที่เกลียดที่สุด
เกลียดจนกระทั่งจำชื่อแกมาจนถึงทุกวันนี้ได้เลยแหละ

:37:/
ตูเรียนโรงเรียนคริสต์ตั้งแต่ ป.1
วิชาภาษาอังกฤษ เป็นวิชาที่ตูเกลียดที่สุด
โดนบังคับให้ท่องศัพท์วันละห้าสิบคำ
จำไม่ได้โดนตี ตูท่องไปน้ำตาไหลพรากไป  :05:

.....................

สมัยที่ตูมาเรียนที่นี่ใหม่ๆ อาจารย์สอนภาษาอังกฤษตูที่นี่บอกว่า
"คุณรู้ศัพท์(Vocabulary) มากกว่าคนอังกฤษอีกนะรู้รึเปล่า
แต่การออกเสียง(Pronunciation) ของคุณเนี่ยมันมีปัญหานะ"  :41:

ตูได้แต่บอกไปว่า ตูออกเสียงเหมือนอาจารย์ที่สอนตู
ตอนสมัยเด็กๆ เดะๆ เลย  :05:
(ก็ถ้าออกเสียงไม่เหมือน ก็โดนตี  :05:)


iannnnn

ทุกวันนี้ยังขายเหล้าอยู่เปล่าครับฟ้า


อ้างคำพูดจาก: blackRabbit เมื่อ 21 มี.ค. 2008, 08:28 น.
ม.3กับ ม.5 ใครวะ

ม.3 เป็น อ.อะไรวะ จำชื่อไม่ได้ :05: ผู้หญิงน่ะ ใจดีๆ

ม.5 เป็น อ.สุเวทย์ คนอื่นไม่ชอบแต่กูชอบมาเลยขอบอก ขี้เมาดี
สอนแล้วเล่าทิปเจ๋งๆ จนต้องตื่นตัวตลอดเวลา
ทุกวันนี้ยังเก็บกระดาษเป็นแผ่นๆ ที่จดในวิชาเรียนไว้ที่บ้านเลย
(อ.แกไม่ให้ใช้สมุดใหม่ครับ ให้ใช้กระดาษเก่าเหลือๆ มาจด อ้อ.. ห้ามฉีกจากเล่มใหม่ด้วย โดนด่า)

SMF 2.1.7 © 2026, Simple Machines