กระจู๋ระบายอารมณ์...

เริ่มโพสต์โดย 蓝月 (lán yuè), 18 เม.ย. 2006, 23:37 น.

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังเปิดอ่านโพสต์นี้

Aleczan

 :08: :07: :41:

เรียบเรียงอารมณ์ไม่ถูกค่ะ มึน ๆ งง ๆ

พอดีเข้าไปในกระจู๋ลาไปนี่ไปนู่นมา เห็นมีคนลา ว่าไม่เหมาะกับที่นี่ จะขอถอยไปเป็นขาจร
เฮ้ย ตกใจ.... เพราะชื่อนี้ประหลาด (ชื่อ -/\-) จำได้ว่าเพิ่งเห็นในกระจู๋รุมถามพี่โอ๋ (เชยมาก เขาถามไปสองสามวันแล้ว โมจิเพิ่งเห็น) ว่าถามได้ดี ยังคิดอยู่ว่าจะติดตามดู ว่าจะถามอะไรอีก....

พอคลิกไปดูโพสต์เก่า ๆ อ้ายเฮ้ย นั่นมันพี่แน็กนี่หว่า
ตกใจรอบสอง  :55:  :38:


มันเป็นอะไรกันคะนี่ สงสัยและตกใจและเสียใจอย่างแรง
พี่แน็กเป็นสมาชิกที่โมจิประทับใจเป็นคนแรกตั้งแต่กลับมาที่ฟอนต์ตอนเดือนเมษายน

ปรกติตามอินเทอร์เน็ตนี่ เวลาโมจิกระโดดเข้ามาอยู่กลางวงเพื่อนใหม่ (หรือเพื่อนเก่าที่ร้างลาไปนาน) จำนวนมากแล้วจะเป็นโรคจำแนกเพื่อนไม่ออกว่าใครเป็นใคร ชอบจำสับสน แยกไม่ออกว่าใครเคยพูดอะไรหรือคุยอะไรกับโมจิบ้าง จนกว่าจะคุยมากพอ หรือประทับใจ หรือเจอจุดเด่นที่ทำให้จำแนกได้
อย่างตอนแรกที่มาก็จำแนกแอนได้คนเดียว
มาอีกรอบจำแนกพี่แน็กได้
ก่อนหน้านี้ไม่กี่วันจำแนกน้องเดือนได้
มาวันนี้จำแนกพี่โอ๋ได้
(จริง ๆ มีอีกหลายคนที่ไม่ได้เอ่ยถึง)

จู่ ๆ เพิ่งเห็น (เมื่อเวลาผ่านไปหลายชั่วโมงแล้ว) ว่าพี่แน็กลาไปแล้ว
:07: ตะลึงเครียดอึ้งมากค่ะ

คิดอยู่ว่าขาประจำจรที่เจอเมื่อกี้วิธีพูดและทัศนคติคุ้น ๆ (ประมาณว่า ยิ่งทะเลาะยิ่งทำให้แตกแยก ไม่ควรทะเลาะ)


พี่แน็กไม่ใช่คนที่จะหุนหันตัดสินใจอะไรโดยไม่มีเหตุผล เพราะฉะนั้นถ้าตัดสินใจไปแล้วโมจิคงไม่สามารถเปลี่ยนหรือแย้งได้
แต่อยากบอกให้พี่แน็กทราบไว้นะคะว่า คนเรามันก็ต้องมีพลาดบ้างค่ะ และเพราะเราไม่ได้อยู่คนเดียวแต่อยู่ร่วมกัน มีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น ทำให้บางครั้งการพลาดของเราอาจส่งผลกระทบต่อคนอื่น ต่อความรู้สึกของคนอื่น หรือต่อความสัมพันธ์กับคนอื่น  แต่มันก็น่าจะแก้ไขได้นะคะ

ส่วนตัวแล้วชอบและชื่นชมทัศนคติและการแสดงความคิดเห็นของพี่แน็กมากอยู่
จู่ ๆ หายไปมันเสียดายและเศร้านะคะนี่

ป.ล. ลาจะไปเล่นเกม แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ไป เอ้า  :05:

นายโอ้เอ้

ปวดหัวทุกวันมาจะครบอาทิตย์แล้ว
โดยเฉพาะเวลามองจอคอมมากๆ
สงสัยว่าตัวเองเป็นอะไร สายตาเริ่มบอกอะไรรึเปล่า
หรือแค่ปวดชั่วครู่ชั่วคราวตามสภาพร่างกาย



นั่งรอ รอร้อรอ เน็ตช้านี่ทรมารดีแท้  :37:
Today you , Tomorrow me.

psyfer

เอาจริงๆ ตกใจเหมือนกัน
พยายามไล่ดูก็คิดไม่ออกว่าเกิดอะไรขึ้น

Aleczan

อ้างคำพูดจาก: นายโอ้เอ้ เมื่อ 17 พ.ค. 2008, 00:19 น.
ปวดหัวทุกวันมาจะครบอาทิตย์แล้ว
โดยเฉพาะเวลามองจอคอมมากๆ
สงสัยว่าตัวเองเป็นอะไร สายตาเริ่มบอกอะไรรึเปล่า
หรือแค่ปวดชั่วครู่ชั่วคราวตามสภาพร่างกาย



นั่งรอ รอร้อรอ เน็ตช้านี่ทรมารดีแท้  :37:


ดื่มน้ำเยอะ ๆ หรือยังคะ

การปวดหัว ถ้าสาเหตุไม่ได้มาจากสายตาอ่อนล้า และไม่ได้เจ็บไข้ได้ป่วยอะไร และไม่ได้มาจากความเครียด อาจมาจากดื่มน้ำน้อยเกินไปค่ะ

Soris0ri



ก็เพ่งคอมทุกวัน ปวดหัว ปวดตา มาจากกล้ามเนื้อตาล้าก็ได้นะคะ

ไม่ก็ใกล้แล้ว  :12: ใกล้ได้ตัดแว่น
Las Noches Rubicundior

นายโอ้เอ้

อาจจะเป็นไปได้ครับ
เพราะอาทิตย์นี้ยังไม่ได้ดื่มน้ำเปล่าเลย
ดื่มแต่พวกนี้ แฟนต้า สไปร์ โค้ก เป๊บซี่ เก็กฮวย นมข้าวโพด หล่อฮังก้วย ฯลฯ

เอาจริงๆ ก็เกือบๆ ทั้งเดือนเ้ลยนะ ติดน้ำหวานจนดื่มแทนน้ำเปล่าไปแล้ว

รอเวลา ลด ละ เลิก ก่อน  :37:
Today you , Tomorrow me.

HS-JEF

ดูรายการอะไรไม่รู้เค้าบอกว่าน้ำอัดลมมีกรดคาบอนิกไปดูดแคลเซียมจากกระดูก ทำให้เมื่อมีอายุมากขึ้น กระดูกจะพรุน  :38:
วาว วาว เสียงรถไฟแล่นไปฤทัยครื้นเครง

คุณชาย ( 737 )

 เพื่อนผมกระดูกไม่แข็งแรงเพราะแท็กซี่ครับ
























แท็กซี่ชนแล้วหนี  :16: ขาหักเลย
สู่ความโดดเดี่ยว อันไกลโพ้น

นายโอ้เอ้

6 ชั่วโมงกว่าจะเสร็จ ช้าตรงไหนหว่า  :08:
Today you , Tomorrow me.

แน็ก

อ้างคำพูดจาก: Moji เมื่อ 17 พ.ค. 2008, 00:18 น.
:08: :07: :41:

เรียบเรียงอารมณ์ไม่ถูกค่ะ มึน ๆ งง ๆ

พอดีเข้าไปในกระจู๋ลาไปนี่ไปนู่นมา เห็นมีคนลา ว่าไม่เหมาะกับที่นี่ จะขอถอยไปเป็นขาจร
เฮ้ย ตกใจ.... เพราะชื่อนี้ประหลาด (ชื่อ -/\-) จำได้ว่าเพิ่งเห็นในกระจู๋รุมถามพี่โอ๋ (เชยมาก เขาถามไปสองสามวันแล้ว โมจิเพิ่งเห็น) ว่าถามได้ดี ยังคิดอยู่ว่าจะติดตามดู ว่าจะถามอะไรอีก....

พอคลิกไปดูโพสต์เก่า ๆ อ้ายเฮ้ย นั่นมันพี่แน็กนี่หว่า
ตกใจรอบสอง  :55:  :38:


มันเป็นอะไรกันคะนี่ สงสัยและตกใจและเสียใจอย่างแรง
พี่แน็กเป็นสมาชิกที่โมจิประทับใจเป็นคนแรกตั้งแต่กลับมาที่ฟอนต์ตอนเดือนเมษายน

ปรกติตามอินเทอร์เน็ตนี่ เวลาโมจิกระโดดเข้ามาอยู่กลางวงเพื่อนใหม่ (หรือเพื่อนเก่าที่ร้างลาไปนาน) จำนวนมากแล้วจะเป็นโรคจำแนกเพื่อนไม่ออกว่าใครเป็นใคร ชอบจำสับสน แยกไม่ออกว่าใครเคยพูดอะไรหรือคุยอะไรกับโมจิบ้าง จนกว่าจะคุยมากพอ หรือประทับใจ หรือเจอจุดเด่นที่ทำให้จำแนกได้
อย่างตอนแรกที่มาก็จำแนกแอนได้คนเดียว
มาอีกรอบจำแนกพี่แน็กได้
ก่อนหน้านี้ไม่กี่วันจำแนกน้องเดือนได้
มาวันนี้จำแนกพี่โอ๋ได้
(จริง ๆ มีอีกหลายคนที่ไม่ได้เอ่ยถึง)

จู่ ๆ เพิ่งเห็น (เมื่อเวลาผ่านไปหลายชั่วโมงแล้ว) ว่าพี่แน็กลาไปแล้ว
:07: ตะลึงเครียดอึ้งมากค่ะ

คิดอยู่ว่าขาประจำจรที่เจอเมื่อกี้วิธีพูดและทัศนคติคุ้น ๆ (ประมาณว่า ยิ่งทะเลาะยิ่งทำให้แตกแยก ไม่ควรทะเลาะ)


พี่แน็กไม่ใช่คนที่จะหุนหันตัดสินใจอะไรโดยไม่มีเหตุผล เพราะฉะนั้นถ้าตัดสินใจไปแล้วโมจิคงไม่สามารถเปลี่ยนหรือแย้งได้
แต่อยากบอกให้พี่แน็กทราบไว้นะคะว่า คนเรามันก็ต้องมีพลาดบ้างค่ะ และเพราะเราไม่ได้อยู่คนเดียวแต่อยู่ร่วมกัน มีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น ทำให้บางครั้งการพลาดของเราอาจส่งผลกระทบต่อคนอื่น ต่อความรู้สึกของคนอื่น หรือต่อความสัมพันธ์กับคนอื่น  แต่มันก็น่าจะแก้ไขได้นะคะ

ส่วนตัวแล้วชอบและชื่นชมทัศนคติและการแสดงความคิดเห็นของพี่แน็กมากอยู่
จู่ ๆ หายไปมันเสียดายและเศร้านะคะนี่

ป.ล. ลาจะไปเล่นเกม แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ไป เอ้า  :05:

อู้ย พิมพ์ยาวจริงแม่คุณ  :39: :30:

ก่อนอื่นผมต้องบอกว่า ขอบคุณนะครับ  :52:
คือย่อๆ แล้ว ผมน่ะเป็นขาจร อยู่ที่นี่มานานพอสมควร ช่วงที่แอนทำคลิปนายกร้องเพลง (มายย้าฮี้ มายยาฮู) ผมก็สิงอยู่นี่แล้ว
แล้วก็ด้วยงานสมัยนั้นวุ่นๆ เลยอ่านอย่างเดียว ไม่ได้สมัครสาวก จนแอนไปเป็นทหารกลับมา (เอ๊ะ ลืมๆ หรือหลังบวช เอ๊ะยังไง)
เป็นที่ๆผมเข้ามาอ่านเล่นเหมือนอ่านบันทึกคนอื่น สนุกดี ได้ฮา ได้ความรู้ แต่ผมคิดว่าผมคงร่วมวงไม่ได้ เพราะคงต้องทำงาน
มาติดปั่นบอร์ดคงแย่ เอาเวลาทำงานดีกว่า

ผมเป็นคนที่เข้ากับคนอื่นยากครับ เพราะคิดอ่านอะไรไม่เหมือนคนอื่น อาจเรียกว่า เนิร์ด ของแท้ ก็ได้
เป็นหนอนหนังสือชนิดตั้งแต่จำความก็อ่าน ไม่ได้เป็นตามกระแส หรือเพิ่งมาเป็นหลังจากเรียนหนังสือในโรงเรียน
บ้านผมเป็นร้านหนังสือเล็กๆ ห้องแถว ตั้งแต่จำความได้ก็อ่านไม่รู้กี่เล่มต่อกี่เล่ม แนวความคิดนั้นมาผสมแนวนี้
เลยออกมาไม่เหมือนเล่มไหนสักเล่ม เรียกว่าตกตะกอนตกผลึกหรือเปล่าไม่ทราบ (นึกภาพเด็กคนนึงกับกองหนังสือใหญ่ๆ)
บางทีก็คิดอ่านอะไรให้คนอื่นเข้าใจยาก(จากประสบการณ์) เป็นคนโผงผางเชื่อคนยาก บวกกับที่ตัวเองเป็นคนชอบอ่านอย่างเดียวเป็นทุน
เรียนจบมาได้ก็นับว่าบุญแล้วครับ เพราะมีแต่คำถามการวิเคราะห์เอง ไม่เคยเชื่ออะไรเลย เกรงจะถูกปั่นหัว เหมือนที่หนังสือพิมพ์ทำมานาน

พักหลังๆนี้ผมชักวุ่นวายกับที่นี่มากกว่าเดิม มากกว่าที่จะเป็นคนอ่านแล้วคิดวิเคราะห์ พอออกมาจากหลังเงามืดก็เลยคุ้นเคยกับคนที่นี่เป็นอย่างดี
แต่กลับกัน ไม่มีใครรู้จักผมเลย เสียดุลการค้าชมัด เลยคิดต่อเล่นๆว่าที่เราออกมาจากมุมเงามืดนี่ดีแล้วเหรอ จะเงียบๆแล้วโพล่ๆ เหมือนบางคน
มันก็ไม่ใช่นิสัยผม ไหนเป็นสมัครเป็นสมาชิก(สาวก)แล้วน่าจะอยู่ร่วมกันให้เป็นเหมือนทุกๆคน

สรุปคือ ผมอยู่ที่นี่ในฐานะ ขาจร มานานกว่าในฐานะ สาวก
ผมอยากรู้ว่า ตัวผมเองควรอยู่แบบไหน แล้วมีความสมดุลต่อผมมากที่สุด
ด้วยนิสัยที่ เชื่อมั่นตัวเองสูงและอดีตที่ต้องคอยอ่านวิเคราะห์สถานการณ์ต่างๆ
เลยบางทีความคิดคำพูดอาจสวนกระแสของใครบางคนหรือไม่ผมไม่ทราบ
บางทีการที่ผมหายไปแล้วอยู่ในรูป ขาจร อ่านอย่างเดียว อาจมีความสุขมากกว่าที่ต้องมาพูดอะไรให้คนตำหนิ
หรือมีส่วนร่วมกับทิศทางของสังคมบนบอร์ดแห่ง ฟ๐นต์ จะมากหรือน้อยหรือแผ่วๆให้ใครบางคนคิดไหวติงก็ไม่ควรทำ
เพราะไม่มีใครเหมือนใครดังนั้นเลยไม่ต้องให้ใครเหมือน จะเอาทุนเดิมที่เราสั่งสม(ดีไม่ดีไม่เกี่ยว)มารบกวนที่นี่
ไม่มีประโยชน์อะไร เหมือนกับพวกรู้อีกอย่างถืออีกเรื่อง มาพบกัน โดยนัยก็คือผมเป็นไฟให้ฉนวนร่อนออกหรือเปล่า
อย่างใน ยุบสภา ถ้าผมไม่คอยยุ่ง อ่านอย่างเดียวมันคงไม่ยาวไม่ไหล ไม่เคลื่อนไหว นิ่ง (ทั้งๆที่ข่าวมีทุกวันถ้าจะเล่น)
อย่างใน ธรรมเนียมโรงภาพยนต์ ถ้าผมไม่คอยบอกนั้นชี้นี่ มันอาจไม่มีอะไรยาวเหยียดขนาดนั้น ผมนี่แหละที่บอกว่าให้ยูริลงความเห็นมากๆ
ผมคิดเสียใจที่ที่เข้ามายุ่งย่ามในสังคมที่ดี มีแนวทางเฉพาะมีเป้าหมาย ต้องมาฉุกคิดให้เสียเวลา นัยนึงคือชลอตัวบทสังคม หรือไม่ คงไม่
แต่มีผลอะไรไหมคงไม่โดยตรง แต่อ้อมๆก็ไม่ควร ในความเข้าใจตัวเองว่าผมเป็นแค่คนขายหนังสือ มีหน้าทีวิเคราะห์
อ่านและเล่า ให้ตรงใจลูกค้า แต่ผมเลือกที่จะไม่เอาข้อมูลเอียงด้านไหนมาเล่าในที่นี่เลย เอาที่ถูกบดอัดมัดก้อน มาแล้วทั้งนั้น

และหรือ ความคุ้นชิน ของการอ่านอย่างเดียวไม่ต้องพูดอะไรบวกกับต้องละอัตตาตนทิ้งเพื่อให้ได้ใจความที่แท้จริง มันจะดีกับคนอื่นไหม
คำตอบผมคือ ไม่ มันไม่ควร เพราะมันก็จะแยกในรากของเขาที่เขาสร้างมากัน

หลังๆนี้ผมเริ่มจะ แกล้งบ้าๆ ต๊องๆ ทำตัวให้ตลก เอาใจเขาๆกันบ้าง แต่ไม่มีความสุขเลย
เลยหาทางที่ดีสำหรับตัวเองอยู่

ผมเรียกสภาวะนี้ของตัวเองว่า จิตตก สับสน ต้อง โมดิฟายจิต มันคลอนเพราะการปรับตัว ยืนอยู่บนทางแยกที่ว่า
เป็น ขาจร ไปอย่างเดิมดีกว่าไหม อ่านแล้วยิ้ม แล้วฮา เป็นตัวเอง
หรือจะเป็นสาวก แล้วพูดอะไร ขัดหูขัดตาสังคมแน่นที่นี่ คงไม่ดีแน่ รังแต่เป็นจุดดำ มากกว่าเงามืด

เรื่องอย่างนี้ผมว่า ผมเกรียน แล้วนะ อนึ่ง ไม่ผูกพันในความสัมพันคงไม่คิดเรื่องการอยู่ร่วมกันที่ยั่งยืน แน่

คิดๆแล้ว เกรียนจริงๆว่ะตู  :30:
ไม่ว่าคุณจะรอบรู้ เก่งกาจ กล้าหาญ เท่าไหร่ ก็ไม่มีค่าอะไร ถ้าไม่มีใครรักคุณ

Aleczan

#53155
อ้างคำพูดจาก: แน็ก เมื่อ 17 พ.ค. 2008, 05:56 น.
อู้ย พิมพ์ยาวจริงแม่คุณ  :39: :30:

ก่อนอื่นผมต้องบอกว่า ขอบคุณนะครับ  :52:
คือย่อๆ แล้ว ผมน่ะเป็นขาจร อยู่ที่นี่มานานพอสมควร ช่วงที่แอนทำคลิปนายกร้องเพลง (มายย้าฮี้ มายยาฮู) ผมก็สิงอยู่นี่แล้ว
แล้วก็ด้วยงานสมัยนั้นวุ่นๆ เลยอ่านอย่างเดียว ไม่ได้สมัครสาวก จนแอนไปเป็นทหารกลับมา (เอ๊ะ ลืมๆ หรือหลังบวช เอ๊ะยังไง)
เป็นที่ๆผมเข้ามาอ่านเล่นเหมือนอ่านบันทึกคนอื่น สนุกดี ได้ฮา ได้ความรู้ แต่ผมคิดว่าผมคงร่วมวงไม่ได้ เพราะคงต้องทำงาน
มาติดปั่นบอร์ดคงแย่ เอาเวลาทำงานดีกว่า

ผมเป็นคนที่เข้ากับคนอื่นยากครับ เพราะคิดอ่านอะไรไม่เหมือนคนอื่น อาจเรียกว่า เนิร์ด ของแท้ ก็ได้
เป็นหนอนหนังสือชนิดตั้งแต่จำความก็อ่าน ไม่ได้เป็นตามกระแส หรือเพิ่งมาเป็นหลังจากเรียนหนังสือในโรงเรียน
บ้านผมเป็นร้านหนังสือเล็กๆ ห้องแถว ตั้งแต่จำความได้ก็อ่านไม่รู้กี่เล่มต่อกี่เล่ม แนวความคิดนั้นมาผสมแนวนี้
เลยออกมาไม่เหมือนเล่มไหนสักเล่ม เรียกว่าตกตะกอนตกผลึกหรือเปล่าไม่ทราบ (นึกภาพเด็กคนนึงกับกองหนังสือใหญ่ๆ)
บางทีก็คิดอ่านอะไรให้คนอื่นเข้าใจยาก(จากประสบการณ์) เป็นคนโผงผางเชื่อคนยาก บวกกับที่ตัวเองเป็นคนชอบอ่านอย่างเดียวเป็นทุน
เรียนจบมาได้ก็นับว่าบุญแล้วครับ เพราะมีแต่คำถามการวิเคราะห์เอง ไม่เคยเชื่ออะไรเลย เกรงจะถูกปั่นหัว เหมือนที่หนังสือพิมพ์ทำมานาน

พักหลังๆนี้ผมชักวุ่นวายกับที่นี่มากกว่าเดิม มากกว่าที่จะเป็นคนอ่านแล้วคิดวิเคราะห์ พอออกมาจากหลังเงามืดก็เลยคุ้นเคยกับคนที่นี่เป็นอย่างดี
แต่กลับกัน ไม่มีใครรู้จักผมเลย เสียดุลการค้าชมัด เลยคิดต่อเล่นๆว่าที่เราออกมาจากมุมเงามืดนี่ดีแล้วเหรอ จะเงียบๆแล้วโพล่ๆ เหมือนบางคน
มันก็ไม่ใช่นิสัยผม ไหนเป็นสมัครเป็นสมาชิก(สาวก)แล้วน่าจะอยู่ร่วมกันให้เป็นเหมือนทุกๆคน

สรุปคือ ผมอยู่ที่นี่ในฐานะ ขาจร มานานกว่าในฐานะ สาวก
ผมอยากรู้ว่า ตัวผมเองควรอยู่แบบไหน แล้วมีความสมดุลต่อผมมากที่สุด
ด้วยนิสัยที่ เชื่อมั่นตัวเองสูงและอดีตที่ต้องคอยอ่านวิเคราะห์สถานการณ์ต่างๆ
เลยบางทีความคิดคำพูดอาจสวนกระแสของใครบางคนหรือไม่ผมไม่ทราบ
บางทีการที่ผมหายไปแล้วอยู่ในรูป ขาจร อ่านอย่างเดียว อาจมีความสุขมากกว่าที่ต้องมาพูดอะไรให้คนตำหนิ
หรือมีส่วนร่วมกับทิศทางของสังคมบนบอร์ดแห่ง ฟ๐นต์ จะมากหรือน้อยหรือแผ่วๆให้ใครบางคนคิดไหวติงก็ไม่ควรทำ
เพราะไม่มีใครเหมือนใครดังนั้นเลยไม่ต้องให้ใครเหมือน จะเอาทุนเดิมที่เราสั่งสม(ดีไม่ดีไม่เกี่ยว)มารบกวนที่นี่
ไม่มีประโยชน์อะไร เหมือนกับพวกรู้อีกอย่างถืออีกเรื่อง มาพบกัน โดยนัยก็คือผมเป็นไฟให้ฉนวนร่อนออกหรือเปล่า
อย่างใน ยุบสภา ถ้าผมไม่คอยยุ่ง อ่านอย่างเดียวมันคงไม่ยาวไม่ไหล ไม่เคลื่อนไหว นิ่ง (ทั้งๆที่ข่าวมีทุกวันถ้าจะเล่น)
อย่างใน ธรรมเนียมโรงภาพยนต์ ถ้าผมไม่คอยบอกนั้นชี้นี่ มันอาจไม่มีอะไรยาวเหยียดขนาดนั้น ผมนี่แหละที่บอกว่าให้ยูริลงความเห็นมากๆ
ผมคิดเสียใจที่ที่เข้ามายุ่งย่ามในสังคมที่ดี มีแนวทางเฉพาะมีเป้าหมาย ต้องมาฉุกคิดให้เสียเวลา นัยนึงคือชลอตัวบทสังคม หรือไม่ คงไม่
แต่มีผลอะไรไหมคงไม่โดยตรง แต่อ้อมๆก็ไม่ควร ในความเข้าใจตัวเองว่าผมเป็นแค่คนขายหนังสือ มีหน้าทีวิเคราะห์
อ่านและเล่า ให้ตรงใจลูกค้า แต่ผมเลือกที่จะไม่เอาข้อมูลเอียงด้านไหนมาเล่าในที่นี่เลย เอาที่ถูกบดอัดมัดก้อน มาแล้วทั้งนั้น

และหรือ ความคุ้นชิน ของการอ่านอย่างเดียวไม่ต้องพูดอะไรบวกกับต้องละอัตตาตนทิ้งเพื่อให้ได้ใจความที่แท้จริง มันจะดีกับคนอื่นไหม
คำตอบผมคือ ไม่ มันไม่ควร เพราะมันก็จะแยกในรากของเขาที่เขาสร้างมากัน

หลังๆนี้ผมเริ่มจะ แกล้งบ้าๆ ต๊องๆ ทำตัวให้ตลก เอาใจเขาๆกันบ้าง แต่ไม่มีความสุขเลย
เลยหาทางที่ดีสำหรับตัวเองอยู่

ผมเรียกสภาวะนี้ของตัวเองว่า จิตตก สับสน ต้อง โมดิฟายจิต มันคลอนเพราะการปรับตัว ยืนอยู่บนทางแยกที่ว่า
เป็น ขาจร ไปอย่างเดิมดีกว่าไหม อ่านแล้วยิ้ม แล้วฮา เป็นตัวเอง
หรือจะเป็นสาวก แล้วพูดอะไร ขัดหูขัดตาสังคมแน่นที่นี่ คงไม่ดีแน่ รังแต่เป็นจุดดำ มากกว่าเงามืด

เรื่องอย่างนี้ผมว่า ผมเกรียน แล้วนะ อนึ่ง ไม่ผูกพันในความสัมพันคงไม่คิดเรื่องการอยู่ร่วมกันที่ยั่งยืน แน่

คิดๆแล้ว เกรียนจริงๆว่ะตู  :30:


คิดซับซ้อนมากค่ะ

แต่คิดเผื่อคนอื่นมากก็เป็นภาระแก่หัวใจตัวเองเหมือนกันนะคะ

โมจินิยมคิดใกล้ ๆ ตัว คิดแค่ว่าเราทำแบบนี้แบบนั้น แล้วจะเกิดผลอะไรกับคนข้าง ๆ บ้าง และอาจจะคิดเผื่อไปอีกหน่อยว่า เขาจะคิดอย่างไร แต่คงไม่คิดไปไกลถึงขนาดว่า การมีอยู่ของโมจิ ทำให้สังคมมีปัญหาหรือเปล่า แตกแยกหรือเปล่า ไปผลักดันคนอื่นไปในทางที่เขาไม่ควรไปหรือเปล่า และ คนอื่นที่จริงแล้วไม่ต้องการโมจิหรือเปล่า

การคิดไว้อาจจะเป็นการรอบคอบ และ กันไว้ดีกว่าแก้ แต่มันบีบคั้นตัวเราเองมากเกินไปค่ะ ไว้ให้คนที่เรากังวลหรือห่วง เขาบอกออกมาเองดีกว่ามั้ยว่า ไม่ต้องการให้เรามีชี้บอกแบบนั้น ไม่ต้องการให้เราทำตัวแบบนี้ใส่เขา ไม่ต้อการคุยหรือเสวนากับเราอีกต่อไป.... การที่จะคิดเองว่าการคงอยู่ของเรา ทำให้เกิดปัญหานู่นนี่ แล้วแยกตัวออกไป.... เพื่อรักษาสังคมไว้ บางครั้งอาจเป็นเรื่องดีก็ได้ แต่ถ้ามองย้อนกลับมาดูดี ๆ คนที่หลงเหลืออยู่หลาย ๆ อาจจะเสียดายเรา อันนี้มันคงเป้ฯเรื่องธรรมดา เพราะคนคนหนึ่งย่อมมีทั้งคนที่ชอบเชา เฉย ๆ กับเขา หรือเกลียดเขา

คับที่อยู่ได้ คับใจอยู่ยาก

ส่วนตัวแล้วคิดว่า ถ้าอยู่ที่ไหนแล้วสบายใจ ก็จะขออยู่ที่นั่นแหละ ไม่ว่าการคงอยู่ของเราจะรบกวนหรือทำให้ใครขัดเคืองบ้างก็ตาม แต่ถ้าเราเข้ากับสังคมส่วนใหญ่ได้ หรือสามารถพูดคุย คบหากันได้ หรือมีจุดร่วมอะไรบางอย่างที่เหมือนกัน ไม่ได้เป็นแค่สิ่งแปลกปลอมโดยสมบูรณ์.... โมจิก็คิดว่า เรามีสิทธิ์ที่จะอยู่ และอยู่โดยภาคภูมิ เพราะอย่างน้อยก็มีบางคนเห็นค่าของเรา หรือนับเราเป็นเพื่อน

พี่โอ๋บอกว่า เราไม่ได้มีหน้าที่ทำให้ใครรัก

โมจิขอต่อด้วย ว่า ความรัก ความไว้ใจ และความชื่นชมเราสร้างขึ้นในใจคนอื่นตามใจชอบของเราไม่ได้ แต่ต้องเกิดขึ้นเองจากใจของเขา
สิ่งที่เราทำได้มีเพียงสะกิด ผลักดัน หรือกระตุ้นเท่านั้น แล้วความรู้สึกเหล่านั้นถ้ามันจะเกิด มันก็เกิดของมันเอง

พี่แน็กได้สะกิดให้โมจิรู้สึกรักและชื่นชมไปแล้ว และอาจจะเกิดกับอีกหลาย ๆ คนด้วยก็ได้ เพียงแต่อาจยังไม่มีใครมีโอกาสแสดงออก หรืออาจแสดงออกมาแล้วแต่พี่แน็กไม่ทันได้รู้

เราเป็นเพื่อนกันได้ค่ะ

ต่อให้เป็นเพื่อนที่เถียงกันทุกวัน มันก็ยังคือเพื่อน

เพื่อนกันไม่ได้จำเป็นต้องตามใจกันตลอดเวลา

เพื่อนกันไม่จำเป็นต้องคอยเอาอกเอาใจกัน

เพื่อนกันสามารถเห็นแย้งและพูดขัดเพื่อนได้

โมจิมีเพื่อนหลายคนค่ะที่เวลาโมจิไประบายหรือเล่าอะไรให้ฟังแล้ว เพื่อนไม่ยอมทำตามความคาดหวังของโมจิด้วยการผสมโรงเออออ เชียร์ว่าโมจิทำถูกแล้ว ลุยเลย อีกฝ่ายมันผิด! แต่กลับบอกโมจิว่า "แกนั่นแหละผิด"

พอเพื่อนสาธยายเหตุผลและความคิดเห็นของเพื่อนให้ฟัง ส่วนมากโมจิจะคิดได้ว่า เออ ตูก็ผิดเหมือนกัน อย่างที่เพื่อนบอกจริง ๆ

เพื่อนอาจไม่ใช่คนที่ชี้ถูกชี้ผิด หรือกำหนดว่าอะไรควรหรือไม่ควรเพื่อเรา แต่เขาก็สามารถเรียกหรือปลุกเราให้มองในมุมมองอื่นได้

แต่เราจะเลือกที่จะมองมั้ย ก็แล้วแต่เรา
เรามองแล้วเลือกที่จะปรับทัศนคติตัวเองมั้ย ก็แล้วแต่เราอีก

ทุกคนเลือกเองด้วยตัวเอง ไม่ใช่ความรับผิดชอบของเพื่อนที่ต้องมานั่งกลุ้มว่า "ตูทำให้มันเปลี่ยนไป"


พี่แน็กก็สะกิดและพูดแย้งขึ้นมาในหลาย ๆ ครั้งเหมือนกัน
อาจผิดบ้างถูกบ้าง หรือไม่แน่นะคะจริง ๆ แล้วอาจะจะไม่มีอะไรผิดหรือถูกเลย มันเป็นแค่ความคิดเห็นส่วนตัวของแต่ละคนเท่านั้น

เราแสดงความเห็นออกไป.... ส่วนคนที่อ่านจะเก็บไปทำอย่างไรก็เป็นเรื่องของเขาแล้วค่ะ


ต่อไปมาพูดถึงการฝืนตัวเอง ใส่หน้ากากยิ้มแย้ม เพื่อให้คนอื่นสบายใจ....
ดีค่ะ เอาใจใส่คนอื่นดี.... แต่.... ถ้าไม่มีความสุข อย่าทำจะดีกว่า

อธิบายยากเหลือเกิน เอาเป็นว่ายกตัวอย่างจากละครญี่ปุ่นที่เพิ่งดูไป เรื่อง Tadashii Ouji ฯ

มีนักเรียนชายคนหนึ่งชื่อ Kirin มีนิสัยเฮฮา หัวเราะเริงร่าตลอดเวลา เหมือนไม่รู้จักความเครียด ชอบทำตัวติงต๊องบ้าบอ กวนประสาทคนอื่นไปทั่ว แล้วนักเรียนหญิงคนหนึ่งก็ต้องคอยสู้รบปรบมือกับเขาตลอด เพราะไม่ยอมทำเวรทำความสะอาดห้องเรียนตอนเย็นตามที่ได้แบ่งหน้าที่กันไว้

เธอ (Natsuki) ต้องคอยไล่จับเขาทุกวัน ๆ

เธอเป็นคนห้าว ๆ ไม่ยอมใคร บุคลิกดูลุย ๆ นักเลง ๆ ค่ะ เวลาไล่จับกันบางทีก็ใช้ไม้ถูพื้นเป็นอาวุธบ้าง เสริมความเฮฮาของเรื่อง....

ไม่ว่าจะถูกจับได้หรือไม่ถูกจับได้ Kirin ก็อ้างด้วยสีหน้ายิ้มแย้มว่า ขอโทษนะ ไม่ว่าง วันนี้เพื่อนชวนไปปาร์ตี้ล่ะ! ทุกวัน แล้วก็ชิ่งหนีกลับบ้าน ปล่อยให้นักเรียนหญิงคนนั้นตะโกนด้วยความแค้นเคืองอยู่คนเดียว เพราะจับนายปลาไหลไม่อยู่

อยู่มาวันหนึ่งเกิดมีเรื่องขึ้น ทำให้เพื่อนที่เป็นนักเรียนชายอีกคนจ้างนักสืบไปสืบความจริงมา

(ช่วงหลังจากนี้ไม่ค่อยมั่นใจรายละเอียด เพราะไม่มีซับไตเติ้ลแล้ว เป็นภาษาญี่ปุ่นซึ่งต้องฟังแล้วเดาไปตามภาพที่เห็น)
ผลก็คือ ที่จริงแล้ว Kirin รีบออกจากโรงเรียนไปทุกวันเพื่อไปทำงานพิเศษ หาเงินเป็นค่ารักษาแม่ที่เป็นอัมพาต เขาต้องหาเลี้ยงตัวเองด้วยจึงต้องทำงานพิเศษหลายอย่าง เสร็จแล้วไปจ่ายตลาด กลับบ้านทำกับข้าวกินเอง แล้วไปเฝ้าคุณแม่ทุกวัน ๆ การที่เขาทำตัวบ้าบอ หนึ่งก็เพื่อให้ตัวเองดูร่าเริง ปิดบังความลำบากและขมขื่นของตัวเอง สองคือเพื่อไม่ให้คนอื่นรับรู้ว่าเขาเป็นคนมีความทุกข์ เพื่อนจะได้ไม่ต้องเป็นห่วง

คนอื่นรู้เรื่องแล้วอึ้ง + ซาบซึ้ง.... แต่ Natsuki ที่เคยบ่น ด่า และไล่เตะ Kirin มาตลอดถึงกับน้ำตาตก.... เพราะเธอพูดจาทำร้ายจิตใจ Kirin ไปโดยไม่รู้ตัวหลายครั้ง และเธอก็รู้สึกผิดที่มีอคติกับเขา ตัดสินเขาจากภายนอกที่เห็น และคิดโทษเขาตั้งแต่แรกทั้ง ๆ ที่ไม่รู้ความจริง

ตอนหลังทั้งคู่ได้นั่งจับเข่าคุยกัน และเข้าใจกันดี เรื่องจบอย่างแฮปปี้เอนดิ้งสำหรับคู่นี้

(พี่แน็กดีใจได้แล้วนะคะ ได้รับบทใหม่ลดอายุ จากคุณลุงภารโรงที่ที่จริงแล้วเป็นผู้อำนวยการปลอมตัวมากลายเป็นคิริน หนึ่งในพระรองจำนวน 4 คนของเรื่อง)


Kirin อาจจะไม่ได้ถึงขนาด "มีความสุข" ที่ใส่หน้ากากเข้าหาเพื่อน เขาแค่ทำเพื่อปกป้องสิ่งที่เขาคิดว่าควรปกป้อง เขาทำเพราะคิดว่ามันคือทางเลือกที่ทำให้ทั้งตัวเองและคนรอบข้างสบายใจที่สุด.... แต่มันก็ทำให้เหนื่อย ทั้งเขาเองและคนรอบข้าง เพราะความที่ไม่เข้าใจกัน ไม่รู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของกันและกัน การปฏิบัติต่อกันจึงบิดเบี้ยวไปตามหน้ากากที่ใส่ เพราะคนอื่นไม่สามารถมองใบหน้าที่แม้จริงและเลือกวิธีปฏิบัติให้เหมาะสมได้

สุดท้ายแล้วก็กลายเป็นการทำร้ายกันเองทางอ้อม

สิ่งที่จะเยียวยาได้คือความเข้าใจ


แต่กระนั้น คนเราบางครั้งก็จำเป็นต้องมีความลับ ต้องปิดกั้นตัวเองเป็นบางส่วน เป็นไปไม่ได้หรอกค่ะที่ต่างจะเปลือยใจเข้าหากันโดยไร้ซึ่งอาภรณ์ปิดบัง อย่างน้อยมันก็ต้องเหลือเสื้อหรือกางเกงชั้นในไว้สักชิ้นสองชิ้นแหละน่า

อะไรที่ปกปิดหรือปรุงแต่งแล้วเราสบายใจ ก็ปรุงแต่งไปเถิดค่ะ


คนเราเลือกได้นะคะ ว่าในสังคมนี้ สังคมนั้น ในกลุ่มนี้ในกลุ่มนั้น เราอยากเปลือยถึงขั้นไหน

คนเราคบกัน ไม่จำเป็นต้องผูกมัดตัวเองนี่คะว่า ฉันจะต้องสนิทกับคนกลุ่มนี้อย่างแนบแน่น และจะต้องคยกันยั่งยืนตลอดไปตราบชั่วฟ้าดินสลาย....

คนเราจะพบหรือจากกันมันก็เป็นไปตามวงจรและกลไกของโลก ของสังคม และของวิถีชีวิตแต่ละคนค่ะ ความสัมพันธ์นี้จะไม่ยั่งยืนก็ช่างหัวมันสิคะ จะอย่างไรก็ไม่มีใครอยู่กับเราไปจนวันตายอยู่แล้ว (เพราะมันอาจจะตายก่อนเรา) ถ้า ณ บัดนี้ เดี๋ยวนี้ เราอยู่กับเขาได้ อยู่แล้วมีความสุข ก็อยู่ไปเถอะค่ะ ทำวันนี้ให้ดีที่สุดสำหรับตัวเราเองและอาจจะสำหรับเพื่อนรอบข้างด้วย ส่วนเรื่องของอนาคตก็ช่างหัวมัน ปล่อยให้มันเป็นไปตามครรลองของมัน

พี่แน็กจะเป็นจุดด่างหรือจุดดำ ก็เป็นไปเถอะค่ะ คนเราไม่มีใครที่เป็นสีขาวบริสุทธิ์หรือดำสนิท ทุกคนก็เป็นจุดสีเทา ๆ ทั้งนั้น พอมารวมกลุ่มกันแล้วมันก็ไม่ได้ต่างกันเท่าไหร่ เพียงแต่ความเข้มหรือจางไม่เท่ากันเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าอยู่รวมกันไม่ได้นะคะ

....

เลื่อนหน้าจอขึ้นไปดู วุ้ย ยาวกว่าเดิม
:52:


:25: ขอโต้ดนะก๊ะ แต่มันอัดอั้น ต้องระบาย ไม่งั้นก็ตุ่ย ๆ เหมือนกลั้น....ตด

ป.ล. ที่กล่าวมานี้แค่อยากเสนอมุมมองของโมจิให้พี่แน็กได้รู้นะคะ จะตัดสินใจอะไรอย่างไรขึ้นอยู่กับพี่แน็กค่ะ ไม่อยากเป็นโซ่ตรวนผูกมัดพี่แน็กใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่อยากบังคับฝืนใจให้พี่แน็กทนในสิ่งที่ไม่อยากทำ หรือทำในสิ่งที่ไม่อยากทน

อะไรที่ทำแล้วสบายใจหรือมีความสุข ถามใจพี่แน็กดูเถิดค่ะ
โมจิจะเคารพการตัดสินใจเพื่อตัวเองของพี่แน็กทุกประการ
:46:

ปิติ.sss

อ้างคำพูดจาก: นายโอ้เอ้ เมื่อ 17 พ.ค. 2008, 00:19 น.
ปวดหัวทุกวันมาจะครบอาทิตย์แล้ว
โดยเฉพาะเวลามองจอคอมมากๆ
สงสัยว่าตัวเองเป็นอะไร สายตาเริ่มบอกอะไรรึเปล่า
หรือแค่ปวดชั่วครู่ชั่วคราวตามสภาพร่างกาย

นั่งรอ รอร้อรอ เน็ตช้านี่ทรมารดีแท้  :37:

ถ้าทำงานหน้าคอมตลอด อีกอย่างที่เป็นไปได้คือเกิดจากการตึงตัวของกล้ามเนื้อบริเวณคอและไหล่ครับ
(อันนี้ผมเคยเป็น หมอบอกมาแบบนี้)
แก้ไขได้โดยพยายามเปลี่ยนท่าบ่อยๆ ออกกำลังและยืดกล้ามเนื้อเป็นประจำ หรือไปนวดคลายกล้ามเนื้อ น่าจะช่วยให้อาการบรรเทาลงได้บ้าง
ถ้าเป็นหนักๆเข้า นอกจากปวดหัว อาจจะมีอาการหน้ามืด คลื่นไส้ อาเจียน อยากกินของเปรี้ยวๆ ตามมาได้ (อันหลังสุดนี่มุก)

link ตัวอย่างการยืดกล้ามเนื้อคอครับ:
http://www.rsiguard.com/help/ErgoAnswers/neck_back.html
(ลองหาดูจาก google น่าจะมีอีกครับ รวมๆแล้วมีท่าบริหารอยู่ 5-6 ท่า)

link ข้อมูลเพิ่มเติม: http://en.wikipedia.org/wiki/Repetitive_strain_injury

กวางจ้ะ


แน็ก

 :02: มายึดที่นี่คุยกันเถอะโมจิตัง คุยในเอ็มมันไม่เป็น จดหมายโต้ตอบ (คลาสสิคนะเออ ผมล่ะช๊อบชอบ เพื่อนทางจดหมาย)

โมจิตังนี่เขียนอะไรทีอ่านยาวเพลินเลย คือถ้าจะชี้อะไรนี่เหมือนล๊อคเป้าจากนอกโลกลงมาหาไม้จิ้มฟันได้เลยนะ  :30:
ไม่ได้หมายความว่า กว้างๆไล่บีบมาแคบได้ไม่หลุด แต่ละเอียดยิบถึงขนาด ถ้าให้โมจิไล่หาควากค์ในอะตอมโดยเริ่มจาก
เอกภพ โมจิก็เขียนได้แน่ๆ ถ้ามีเวลามากพอ และข้อมูลพื้นฐานทั้งหมดแน่น

ขอบใจนะ ตั้งแต่เล่นเน็ตเป็นนี่ไม่เคยคิดว่าจะเจอ นักขุดเจาะตัวจริงได้เยอะเท่าไหร่นัก ให้สแกนหาในที่นี่ มักไม่มี
บางคนรู้ตำแหน่งแต่เจาะไม่ลึก บางคนเจาะลึกแต่เจาะเบี้ยว เจ้าบางคนนี่สิ เจาะๆไปเอาไอ้อันที่เหมือนเป้าหมายมากที่สุดแทน
แย่ที่สุดคือบางคนไม่เจาะเลย ล้วงออกมาจากกระเป๋าหลังซะฉิบ คนดูเลยไม่ประทับใจ
ว่าๆไป โมจิ เก็บเรียบเลยนะ ลึก ตรง และ ครบ มีข้อเสียนิดนึง ยาว ทางที่ขุดเจาะยาวๆน่ะ ดินมันจะร่วน คนเดินมาชิวๆ อาจงง
จนต้องอุทานว่า "เน้มาันอารายฟร๊ะ เนี้ยยยยส (-3-")"

เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า ยังไม่ชินมากกว่า ที่จะต้องมาเป็นอีกหนึ่งตัวละครที่โลดแล่นในนิยายที่ชื่นชอบของตัวเอง
จำเดิมที่แล้วได้ว่ายังนั่งขำนั่งฮากับบทบาทของ พระเอก อ. นางเอก บ. นางอิจฉา ด. ป. ข. ม. ส. จ. ร. น. ภ. อ. ฮ.
หมอ ม. แล ป๋า ล. พระเอกสมทบ อ. จ. ต. อ. อ. อ. ข. บ. ย. ..........ฯลฯ
แล้วจู่ๆ ก็ต้องมามีบทบาทด้วยเอง มันเริ่มไม่ฮา ไม่มันส์ ไม่เอิ้ว เหมือนเดิม ต้องมีจุดยืน(ตีน?) ลีลา ท่าทาง อีกทั้งต้องคุยโต้ตอบ
พอมารู้อีกทีก็เสียความเป็นผู้ชมในแบบแต่ก่อนไป

การเปลี่ยนแปลงน่ะ บางทีไออุ่น มะรุมมะเรื่อ มะเขือพวง มันก็ขาดไม่ได้ เหมือนคนอกหักที่ต้องพลัดพลากกับความรู้สึกเดิมที่แล้วมา
ขาจร ละครเลยดู กำลังจะหายไป กลายเป็น หมา เห่าบ๊อกๆ รอวันเป็นหมี ขู่ฟ่อๆ ตามนั้นที่เราเคยดู มันเล่นไรกันว่ะ

เอาเถอะ ขาข้างนึงก็ก้าวเข้ามาแล้ว จะออกก็แย่จะเข้าก็ยาก ชีวิตเหมือนแขวนอยู่บนเส้นด้าย
จะทำให้ดีที่สุดในทุกเวลาที่มีแล้วกัน ไว้แสงสว่างเรืองรองมาดีดทิ้ง ค่อยไป ช่วงนี้ดูกระจกใสเหลือบมองหลังไว้เล็กๆก็พอ

พูดถึงเรื่อง ความสัมพันธ์ น่าจะพูดถึงเรื่องคุณภาพมากกว่าเวลา
สิบปีที่คบมา กับช่วงเวลาแค่หนึ่งพลบค่ำ ความรู้สึกที่กำลังดูพระอาทิตย์ตกช้าๆ กับรู้แค่ว่ามีมันอยู่ ก็ต่างกันนะ

แปป ปวดขี้.....


ไม่ว่าคุณจะรอบรู้ เก่งกาจ กล้าหาญ เท่าไหร่ ก็ไม่มีค่าอะไร ถ้าไม่มีใครรักคุณ

ยุนเอ

เราจะต้องการอะไรมากมายไปกว่า อะไรมากมาย

SMF 2.1.7 © 2026, Simple Machines