ธรรมเนียมของภาพยนตร์

เริ่มโพสต์โดย นายโอ้เอ้, 15 มี.ค. 2006, 22:48 น.

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังเปิดอ่านโพสต์นี้

Aleczan

อ้างคำพูดจาก: แน็ก เมื่อ 25 เม.ย. 2008, 04:54 น.
คนขี้โกง คือ คนที่รู้จักการขี้โกง จะทำไม่ทำอีกเรื่องนะ
เปรียบเป็นคุณแอนไม่รู้จักว่า ข้าวเหนียวเป็นยังไง จะมองออกไหมว่าอันไหนข้าวเหนียว
รู้ว่าการขี้โกงเป็นยังไง ผมใช้ความขี้โกงของตัวเองมองตัดสินความขี้โกงของคนอื่น
คนๆนึง ก็รู้จักหมดยังไงล่ะว่าความฉลาด โง่ ขี้โกง เป็นยังไง
แต่จะทำตัวยังไงเป็นแบบไหน
ผมโพสข้อความนั้นเพราะว่า อยากจะบอกว่า ใครๆก็รู้ แต่จะเอาความฉลาดมาตัดสินนอื่นหรือจะะเอาความโง่มาตัดสิน
เห็นจักรีเขายกเื่รื่องฉลาด โง่ ขึ้นมา เลยบอกว่า คนที่พูดเหมือนคนอื่นโง่น่ะ เอาความโง่ของตัวเองตัดสิน
ถ้าคนโง่ ไม่มีความโง่ จะรู้ได้ยังไงว่าคนอื่นโง่
เปลี่ยนคำว่า โง่ เป็น สารพัดคุณศัพท์เอาเลยนะ

แอนไม่ขี้โกง แล้ว รู้จักความขี้โกงไหม มีความขี้โกงในใจไหม จะทำไหมนั้นอยู่ที่ความดีเลวของแต่ล่ะคน


--- เพราะมนุษย์ส่วนมากเป็นเช่นนี้ สังคมมันถึงได้มีคนซื่อที่ไม่เคยโกงใคร ถูกหลอกลวง ถูกต้มตุ๋น ถูกเขาโกง มาให้เห็นอยู่เนือง ๆ สินะคะ
เพราะพอไม่รู้จักสิ่งนั้น ก็ไม่รู้ทันสิ่งนั้น และจึงหลบหลีกสิ่งนั้นไม่ได้ =_=''



มาตอบระเบิดที่คุณแอนโยนถามไว้หน่อย
เห็นแล้วค่อย ๆ คิดนานแล้ว ตอนนี้เพิ้งตกผลึก ต้องรีบพิมพ์ไว้ก่อนไปนอน เพราะนอนแล้วตื่นมาจะลืมหมด เอิ๊ก

อ้างอิงลองมองทางนี้นะ
1. - ทำไม การเข้าใจในเนื้อหาของเพลงต้องไปทำที่โรงภาพยนตร์
2. - คนที่ยืนพอเป็นพิธี ถือว่าไม่รักในหลวงเหรอ?
3. - การร้องเพลงชาติทุกเช้าหน้าเสาธงในโรงเรียน ถือเป็นความรักชาติเหรอ?

ตั้งคำถามแบบนี้ไว้ไม่ได้เป็นการโยนระเบิดถามทางนะ
แต่มันจะโยงไปถึงเรื่องระบอบแม้วทริกซ์ (ได้ไงไม่รู้)
ลองคุยกันเรื่องนี้ดู

1. ไม่ค่อยเข้าใจคำถามเท่าไหร่นะคะ แต่ถ้าตอบเท่าที่เข้าใจล่ะก็....อาจไม่จำเป็น "ต้องไปทำ"ที่โรงภาพยนตร์ค่ะ เพียงแต่บางคนไม่ค่อยได้สัมผัสกับโอกาสในการนี้ เช่น ที่โรงเรียนหรือที่บ้านอาจจะไม่ได้สอนให้ลึกซึ้ง ก็เหมือนเด็กในระบบการศึกษาปัจจุบันจำนวนมากที่ท่องจำอะไรได้เหมือนนกแก้วนกขุนทอง แต่หารู้ถึงความหมายแท้จริงของสิ่งที่ท่องไม่ โอกาสอันหายากที่เขาจะได้สัมผัส ได้มีช่วงเวลาที่เปิดให้พยายามทำความเข้าใจ จึงไปตกอยู่ในโรงภาพยนตร์ ซึ่งบางคนอาจจะเลือกที่จะทำความเข้าใจ บางคนอาจจะเลือกที่จะไม่ อันนั้นก็คงแล้วแต่ความสนใจของแต่ละคนกระมังคะ

2. ไม่อาจทราบได้ค่ะ เพราะคนเรามีหลายประเภท พวกที่ "รักนะแต่ไม่แสดงออก" ก็คงมี หรือคนที่คิดว่า ตนเองรักในหลวงด้วยจิตใจที่ล้ำลึกยิ่งใหญ่เกินกว่าจะแสดงออกได้ด้วยแค่การยืน อาจจะมีคนที่คิดถึงขั้นว่า ไม่ยืนดีกว่า เพราะความรักในใจฉันยิ่งใหญ่กว่านี้ ฯลฯ เหมือนในเพลงที่กล่าวว่า Whoa whoa yay yay, I love you more than I can say.... ประมาณว่าแหมรักเหลือเกินจนบรรยายออกมาเป้นคำพูดไม่ได้ บางคนอาจจะมีอาการซึนเดเระรักแต่ไม่แสดงออกแอบแฝงอยู่ก็เป็นได้

และส่วนตัวแล้ว คนที่เจตนาแสดงพฤติกรรม หรือแสดงออกในที่สาธารณะอย่างแตกต่าง อาจจะไม่ได้มีเจตนาไม่ดีเสมอไป แต่ก็เป็นที่รู้กันค่ะ ว่ามนุษย์เราเมื่อมองด้วยตาเปล่าเฉย ๆ แล้ว ย่อมตัดสินได้จากเท่าที่ตาเห็นเท่านั้น ยิ่งถ้าไม่ได้รู้จักกันเป็นการส่วนตัวมาก่อน มันเป็นไปได้ยากมาก ๆ ค่ะที่จะตัดสินการกระทำของคนคนหนึ่งให้ลึกซึ้งไปถึงจิตใจของเขาได้ ว่าใจจริงเขาคิดอะไร บางคนปากร้ายแต่ใจดี หรือมารยาทแย่แต่น้ำใจงาม อะไรแบบนี้ คนที่แค่เห็นเฉย ๆ ก็ย่อมไม่แปลกที่จะตัดสินจากที่ตัวเองพบเห็น และเมื่อสิ่งที่แสดงออกไปเบื้องนอกนั้น เป็นสิ่งที่คนรอบข้างไม่เห็นด้วย ผลที่ตามมาก็คือ เราต้องยอมรับผลของการกระทำของตัวเองค่ะ ถ้าเลือกที่จะเป็น เลือกที่จะทำเอง ก็เท่ากับเราเลือกที่จะได้รับปฏิกิริยาจากคนรอบข้างโดยขึ้นอยู่กับการกระทำของเราด้วย

3. ไม่แน่เสมอไปค่ะ เพราะสำหรับเด็กหรือคนที่ยังคิดด้วยตนเองไม่ได้ หรือคิดได้แต่ไม่ลึกซึ้งพอ อาจจะทำไปโดยไม่รู้ความแมายที่แท้จริงก็ได้ แค่ทำตามคำสั่งไปอย่างงั้น ๆ แต่มันก็เป็นการปูทางอย่างหนึ่ง เหมือนการให้เด็กท่องสูตรคูณนั่นแหละค่ะ ท่องไปเถอะ.... ตอนเด็ก ๆ โมจิก็ต้องท่องเหมือนกัน เวลานั่งรถที่คุณแม่ขับ ไปรับจากโรงเรียน ระหว่างทางกลับบ้านต้องท่องสูตรคูณแม่ ๑ ถึงแม่ ๑๒ ให้จบ คิดหลายทีมาก ๆ ค่ะว่า ท่องไปเพื่ออะไร? ถึงท่องไป เราก็แก้โจทย์ไม่ได้อยู่ดี เพราะเวลาเรียนหรือเวลาสอบ อาจารย์ไม่ได้ให้แต่โจทย์ง่าย ๆ แบบหกคูณแปดได้เท่าไหร่? หรือ สิบเอ็ดคูณสิบเอ็ดได้เท่าไหร่?

แต่พอโตมา ได้เห็นเลยค่ะว่าสิ่งที่เป็นพื้นฐาน เหมือนไม่สำคัญ เหมือนสักแต่ท่องจำตาม ๆ กันมา มันมีประโยชน์จริง ๆ เพราะเมื่อโตแล้ว หรือเรียนไปมากขึ้นแล้ว เราก็จะรู้จักนำมาปรับใช้ในการหาคำตอบ ถ้าหากไม่ท่องจนจำได้ขึ้นใจ หรือท่องจนสมองมันคิดคล่อง ว่าเท่าไหร่คูณเท่าไหร่ ได้ผลลัพธ์อะไร กว่าจะคูณเสร็จแต่ละข้อ ก็ต้องมานั่งบวก บวก บวก หรือนั่งคูณแบบทีละหลักเอาเอง  สูตรคูณที่ท่องจนจำได้หรือจนฝังเข้าไปในระดับสัญชาติญาณ มันช่วยให้พิจารณาโจทย์ และหาผลลัพธ์ได้เร็วขึ้นกว่าไม่เคยรู้ไม่เคยท่องเลยมากมายนัก

การร้องเพลงชาติหน้าเสาธงทุกวัน ส่วนหนึ่งคือการแสดงออก เท่าที่บุคคลจะสามารถแสดงได้

จะว่ายังไงดีนะ.... ในทางหนึ่งมันคือการเติมเต็มสำหรับจิตใจนะคะ ว่าถึงเราเป็นแค่เด็ก อยู่ในสถานที่นี้ ไม่มีตำแหน่ง ไม่มีอำนาจ ไม่มีผลงาน ไม่มีอะไรที่ช่วยชาติหรือพระเจ้าอยู่หัวได้เลย เราไม่ได้ออกไปรบเพื่อรักษาเอกราชของชาติ เราไม่ได้ปลูกข้าวเลี้ยงประชากรของประเทศ เราไม่ได้ช่วยบริหารบ้านเมือง เราไม่ได้ทำงานเพื่อประชาชนแม้แต่อย่างเดียว  แต่อย่างน้อย ชั่วขณะที่เราตั้งใจร้องเพลงชาติ มันเป็นการได้ "ทำอะไรอย่างหนึ่ง" แล้ว เป็นสิ่งที่อยู่ในขอบเขตอำนาจและความสามารถของเราในปัจจุบัน

พอโตขึ้นมา เราอาจทำอะไรได้มากขึ้น สร้างประโยชน์ให้ชาติได้มากขึ้น การร้องเพลงชาติอาจจะไม่สำคัญ หรือไม่ยิ่งใหญ่เท่าการกระทำอื่นของเราอีกต่อไป แต่เวลามองย้อนกลับไป อย่างน้อยเพลงชาติก็เป็นบันไดก้าวแรกที่เราเคยย่างก้าว เป็นก้าวแรกที่นำเรามาในทิศทางนี้

อะไรทำนองนี้อ่ะค่ะ....

ฮู้ว บรรยายไม่ค่อยถูก ไม่รู้จะว่ายังไง ถ้าเลอะเทอะ อ่านไม่รู้เรื่องก็ขอโทษนะคะ  :08:

ส่วนตัวแล้วเป็นเด็กที่ตั้งใจร้องเพลงชาติมาก ๆ คำปฏิญาณตนหน้าเสาธงก็ต้องพูดอย่างฉาดฉานเสียงดังฟังชัด และเข้มแข็งเหมือนครูฝึกทหาร.... (อันนี้มีคนแซวมาค่ะ ไม่รู้จะภูมิใจดีหรือเขินดี  :05:) และสมัยนั้นถ้าเพื่อนข้างเคียงมีใครบังอาจคุยกันน่ารำคาญ จะเจอสายตาตี่ ๆ ของเราเหล่เข้าให้หนึ่งจึก ข้อหารบกวนสมาธิ งืม ๆ

มันเป็นความรู้สึกส่วนตัวนะคะ (ซึ่งไม่แน่ใจว่าคนอื่นส่วนมากที่เค้ายึดถือเหมือน ๆ กันกับเราเขาจะรู้สึกแบบเดียวกัน หรือมีแนวคิดเดียวกันมั้ย เขาอาจจะมีเหตุผลอื่น ๆ ร้อยแปดดพันเก้าก็ได้) เหมือนว่า ก็เนี่ย สิ่งเล็กน้อยสิ่งเดียวที่ฉันสามารถทำได้ แบบไม่ไกลเกินเอื้อม จึงต้องตั้งใจทำให้ดีที่สุด เพื่อเป็นการเคารพและให้เกียรติต่อคนอื่น ๆ ที่ทำในสิ่งยิ่งกว่าเรา ยากกว่าเรา และอาจจะทุ่มเทมากกว่าเราด้วย

สำหรับเรา ถ้าถามว่าทำแล้วได้อะไร สิ่งที่เราได้ คือ "ความสุขใจ" และ "ความภาคภูมิใจ" ค่ะ

ที่น้ำท่วมทุ่งมาจนถึงบัดนี้....ไปพูดให้ใครที่ไหนฟังแล้วอาจจะถูกมองว่าเพ้อเจ้อไปทุกที่ก็ได้นะคะ เพราะคนเรามีมุมมองต่างกัน กับที่อื่นคงไม่กล้าพูดค่ะ อาย ฮ่า ๆ  :40:

ถ้าไม่รักจริงไม่พล่ามมากขนาดนี้นะคะเนี่ย

ใครก็ไม่รู้ ตั้งโจทย์ย้ากยาก
:11:


// ใกล้รุ่งออกป่านนี้ ยังมีคนตัดหน้า 2 คนอีกเหรอ  :07:

แน็ก

 :42: + ให้กำลังใจ ในการเขียนยาวๆนะ ยาวแล้วอ่านเพลินมีมุกมีอารมณ์ (ไหนนะนวนิยายน่ะ)
ผมเขียนยาวๆ ไม่เป็น ดีนะ เก่งจัง
ไม่ว่าคุณจะรอบรู้ เก่งกาจ กล้าหาญ เท่าไหร่ ก็ไม่มีค่าอะไร ถ้าไม่มีใครรักคุณ

ม๊อบ

จะว่าไปเรื่องนี้มันก็คล้ายๆกับตอนที่โรงเรียนผมบังคับใส่เสื้อเหลืองวันจันทร์นั่นล่ะ

ตอนแรกก็ถามตัวเองนะว่าจะใส่ไปทำไมวะ ใส่แล้วได้อะไรขึ้นมาวะ เรารักจากใจไม่ดีกว่าเหรอ ทำไมต้องตามกระแส ฯลฯ

(แต่ผมมองว่าเรื่องใส่เสื้อเหลืองนี่ต๊องมากเลยนะ  :08:)

สุดท้ายก็ต้องใส่อยู่ดีเพราะเข้าประตูโรงเรียนทุกวันจันทร์ทีไร ถ้าไม่ใส่จะรู้สึกตัวเองว่าแปลกแยกกับคนอื่นแล้วก็ดูเป็นตัวประหลาด (ประมาณว่าเค้าใส่กันเกือบทั้งโรงเรียนตัวเองไม่ใส่คนเดียว เป็นจุดขาวๆเด่นๆ)

คล้ายๆกับคนที่ไม่อยากยืนแต่ต้องยืนล่ะมั้ง ต้องทำตามเสียงข้างมากทั้งๆที่ตัวเองก็ไม่อยากเท่าไหร่ (ประชาธิปไตยรึเปล่า)(ถ้างั้นทำไมบอกว่าเคารพประชาธิปไตยแล้วไม่ยืนตามคนอื่นล่ะ?)


ส่วนตัวผมยืนนะเพราะรู้สึกว่ามันไม่เห็นจะเสียหายตรงไหนยืนซัก 1-2 นาทีก็คงจะไม่เป็นโรคข้อเข่าเรื้อรังล่ะมั้ง


//รู้สึกตัวเองพิมพ์งงๆ  :39:

ยุนเอ

 


นักวิิทยาศาสตร์เขาจะบอกว่าการให้เด็กยืนเคารพธงชาติทุกเช้าเป็นการปลูกฝังความทรงจำนะครับ

เหมือนที่ทำการทดลองให้คนได้ยินเสียงกระดิ่งก่อนได้กินอาหาร

พอทำการทดลองไปซักพัก สั่นกระดิ่งโดยไม่มีอาหารคนเราก็น้ำลายไหลออกมาเอง

ทีนี้พอได้ยินเสียงเพลงชาติก็นึกถึงชาติทันที  :37:



นี่มันล้างสมองชัดๆ  :07:
เราจะต้องการอะไรมากมายไปกว่า อะไรมากมาย

ชวาลา จันทร์แจ่ม

เรื่องเสื้อเหลืองนี่ผมว่าออกแนวฮาๆมากกว่าครับ

แต่บางความคิดเห็นอ่านแล้วแอบเศร้ากับระบบการสร้างคนของประเทศไทย  :05:


ทักษิณเป็นคนดีมีเงินให้ใช้

|<3N

สะพรึบสะพรั่ง ณหน้าและหลัง ณซ้ายและขวา ละหมู่ละหมวด ก็ตรวจก็ตรา ประมวลกะมา สิมากประมาณ

ยุนเอ

อ้างคำพูดจาก: ชวาลา  จันทร์แจ่ม เมื่อ 25 เม.ย. 2008, 08:20 น.
เรื่องเสื้อเหลืองนี่ผมว่าออกแนวฮาๆมากกว่าครับ

แต่บางความคิดเห็นอ่านแล้วแอบเศร้ากับระบบการสร้างคนของประเทศไทย  :05:


ทักษิณเป็นคนมีเงินให้ใช้ ดี!!
เราจะต้องการอะไรมากมายไปกว่า อะไรมากมาย

ณต

วกกลับมาที่นายโชติศักดิ์
ตูอ่านข่าวต่างๆ แล้ว
เห็นเบื้องหลังนายคนนี้แล้ว

และการที่เรากำลังมาถกเถียงอยู่นี่
เรากลายเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ(ละในฐานที่เข้าใจ)
ไปอย่างไม่รู้ตัว

...............................

ส่วนตัวเชื่อว่า งานนี้มีเบื้องหลังแน่นอน
โดยการทำตัวให้เป็นข่าว

รู้สึกเซ็งอย่างบอกไม่ถูก
ตอนแรกนึกว่าเป็นปัจเจกบุคคล
ที่ไหนได้ ดันมีเบื้องหลัง
เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ

..............................

ทำไมเราไม่เคยเรียนรู้อะไร
จากบทเรียน 6 ตุลา กันบ้าง

วิธีการต่างๆ ที่จะไม่สร้างความแตกร้าวในสังคม
มันก็มีอยู่ตั้งเยอะ ทำไมไม่เลือกใช้กัน

คุณชาย ( 737 )

 กระทู้นี้ดีมากครับ ได้เห็นความเห็นของแต่ละคนแล้วชอบยิ่งกว่านักการเมืองบางคนออกมาพูดเสียอีก
สู่ความโดดเดี่ยว อันไกลโพ้น

Layiji

ผมว่ามันเป็นธรรมเนียมที่เค้าปฎิบัติกัน และมีเหตุผลที่จะกระทำ
นักเขียนการ์ตูนรายปี

นักศิลปะ

อ้างคำพูดจาก: ณต เมื่อ 25 เม.ย. 2008, 09:12 น.
วกกลับมาที่นายโชติศักดิ์
ตูอ่านข่าวต่างๆ แล้ว
เห็นเบื้องหลังนายคนนี้แล้ว

และการที่เรากำลังมาถกเถียงอยู่นี่
เรากลายเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ(ละในฐานที่เข้าใจ)
ไปอย่างไม่รู้ตัว

...............................

ส่วนตัวเชื่อว่า งานนี้มีเบื้องหลังแน่นอน
โดยการทำตัวให้เป็นข่าว

รู้สึกเซ็งอย่างบอกไม่ถูก
ตอนแรกนึกว่าเป็นปัจเจกบุคคล
ที่ไหนได้ ดันมีเบื้องหลัง
เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ

..............................

ทำไมเราไม่เคยเรียนรู้อะไร
จากบทเรียน 6 ตุลา กันบ้าง

วิธีการต่างๆ ที่จะไม่สร้างความแตกร้าวในสังคม
มันก็มีอยู่ตั้งเยอะ ทำไมไม่เลือกใช้กัน


ป๋าณต ตอนนี้ต่างฝ่ายต่างดึงสถาบันลงมาเล่นแล้ว
ในรูปแบบแตกต่างกันออกไป ไม่นานวันหรอก
โรงเรียนสอนศิลปะทอศิลป์

Buob Marley

 :42: อ่านแล้วเหนื่อย

เราท่านๆ ในบอร์ดคงได้อยู่ทันเห็นการเปลี่ยนแปลงกันแหละครับ :39:

คิดงี้เครียดกว่าเดิมอีก :37:
http://img3.f0nt.com/flash/66d37d0393ee1ab1e2e55182dfabf34e.swf

A Long Patience: Wish Us Luck (and Happy Anniversary)

Layiji

แต่ถ้าเป็นเพื่อนผมดูหนังกับผม แล้วเกิดไม่ยืน นี่ผมถือว่าไม่ใช่เพื่อนนะ

หนึ่งคือ เค้าต้องการจะโชว์ความคิดที่แตกต่างเพื่อให้คนแค่ไม่กี่คนดู (คิดอวดตัวเอง)

สอง เค้าไม่ห่วงความปลอดภัยของเพื่อน บางครั้งคนอื่นไม่เข้าใจหรอก อาจจะมีปากเสียง หรือถ้าหนักหน่อยก็มีลงไม้ลงมือ
คนเป็นเพื่อนก็จะซวยไปด้วย (ข้อนี้คือไม่คิดถึงคนอื่น)


คิดต่างและแสดงออกโดยการไม่ยืนได้ แต่ไปคนเดียวนะอย่าลากคนอื่นไปซวยด้วยเป็นดี
นักเขียนการ์ตูนรายปี

|<3N

http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A6547268/A6547268.html
#4 #15 ฮ้าฮา :30:
ตอนแรกผมไม่ขำมากนะ แต่คคห.ต่อๆมาเน้นเหลือเกินเลยขำ :47:
สะพรึบสะพรั่ง ณหน้าและหลัง ณซ้ายและขวา ละหมู่ละหมวด ก็ตรวจก็ตรา ประมวลกะมา สิมากประมาณ

แน็ก

จริงๆแล้วประเด็นที่สังคมไทยถกกันอยู่เรื่องนี้ เป็นเรื่องที่เราทำไมถึงต้องมาแตกแยกทางความคิด
จริงๆแล้วจะยืนจะนั่ง ก็เรื่องเล็กๆ มีทุกวันมาตลอด

อย่าแบ่งพวกกัน เราคนไทยทั้งนั้นนะ

อ้างคำพูดจาก: แน็ก เมื่อ 25 เม.ย. 2008, 01:44 น.
พระเจ้าไม่ได้สร้างใครให้เหนือใครและหรือต่ำกว่าใคร

เกรงว่าจะเข้าไปกล่าวถึง เรื่องที่ไม่ทราบแน่ชัด

อ้างคำพูดจาก: แน็ก เมื่อ 25 เม.ย. 2008, 03:38 น.
...

สรุปคือ ตอนนี้ ผมเห็นว่า คุณคนที่เป็นข่าวทั้งหมดในกรณียืนในโรงหนัง ทำเรื่องน่าอับอาย ไม่ผิด จะผิดก็คงผิดที่ไม่อายชาวบ้านเขาบ้าง
แต่คนที่ประโคมข่าว มีจุดประสงค์อื่นแน่ๆ ไม่ทราบแน่ชัด

และอย่าลืมว่า เราอยู่ร่วมกันบนความแตกต่าง มาช้านาน ทำไมเดี๋ยวนี้มีอะไรให้เราต้องคิดแยกคอกัน  :46:
ไม่ว่าคุณจะรอบรู้ เก่งกาจ กล้าหาญ เท่าไหร่ ก็ไม่มีค่าอะไร ถ้าไม่มีใครรักคุณ

SMF 2.1.7 © 2026, Simple Machines