ร้านเน็ตระวัง!!!!! อาร์เอสกวาดจับ

เริ่มโพสต์โดย iannnnn, 20 มิ.ย. 2005, 11:02 น.

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังเปิดอ่านโพสต์นี้

iannnnn

http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A3554738/A3554738.html


ฉิบหายแล้ว
เย็นนี้กลับร้านไปซ่อนพาร์ติชั่นดีกว่า
มันจะเป็นการป้องกันที่ได้ผลไหมครับพี่เอ้

✖ S U R A L I S M ✖

#1
กว่ามันจะกวาดร้านผมเสร็จ ก็คงนานกว่าจะได้จับ

เพราะร้านผมรกมาก

:35:
ดื่มเหล้า เข้าผับ จับผู้ชาย ถ่ายคลิป  zip แล้วส่งต่อ

โต

#2
งั้นไปเล่นร้านก็ห้ามโหลดอะไรมาลงแล้วน่ะสิ  :14:

✖ S U R A L I S M ✖

#3
GoBack  ไง เอามันอยู่หมัดเลย กับไอ้พวกนักโหลด
แต่คุณจะมานั่งปวดหัวกับปัญหาที่ตามมา ดังเช่น


ลูกค้า :  พี่ๆๆๆ งานที่หนูเซฟไว้เมื่อวานหายไปใหน
แก๊บซ์ :  #$$$%%^&^&*((&^%$##^

ลูกค้า : พี่ครับ แพทซ์ RO ทำไมต้องโหลดทุกวันเลย
แก๊บซ์ : @$%^@^&*^$%#@@@

ลูกค้า : พี่คะ เครื่องมันแฮงค์ หนูยังไม่ได้ copy งานที่เซฟไว้ไดรว์ D เลยค่ะ
แก๊บซ์ : $@%@^&*&*$#^$##%#

และอีกเยอะแยะมากมาย


ปล. ถ้ามันตั้งใจจะจับนะ ยังไง ๆ มันก็จับจนได้แหละ หนีไม่พ้นหรอก
ดื่มเหล้า เข้าผับ จับผู้ชาย ถ่ายคลิป  zip แล้วส่งต่อ

iannnnn

#4
คือ เคยอ่านมา
พอได้กลิ่นว่ามันเป็นกำล๊งกวาดจับล่ะ
ประมาณว่า มีทีมนึง มาถึงก็ยัดยาบ้า
แล้วสักพักก็มีทีมตามจับ รีดเงินต่อ



เจอยังงี้ กูคงเซ็งสัตว์ๆ





ถามอีกที
พอดีตูมีพาร์ทิชั่นที่เก็บเพลงอยู่ 4 ไดรฟ์
ถ้าซ่อนไว้ด้วย TweakUI ธรรมดาๆ นี่
ไอ้พวกที่มาตรวจจะเจอไหม
(ทั้งนี้ ตูมีเพลงที่ดูดบิทมาเก็บในเครื่องแม่เครื่องเดียวนะ)

HS-JEF

#5
ก็เคยเจอนะรูปแบบนี้ ตอนที่จับ MU เถื่อนอ่ะ
วาว วาว เสียงรถไฟแล่นไปฤทัยครื้นเครง

นายโอ้เอ้

#6
อ้างอิง
มีหลายครั้งปัญหาไม่ได้มาจากเจ้าของสิทธิ์
แต่มาจากผู้ได้รับมอบสิทธิ์ที่ทำเกินเหตุ
ทำการล่อให้เกิดการละเมิดบ้าง แล้วก็แจ้งเจ้าหน้าที่เข้าทำการจับกุม
แล้วอ้างว่าเป็นความผิดซึ่งหน้า ซึ่งกรณีนี้เป็นคดีแพ่งสามารถยอมความกันได้
ไอ้พวกนี้แหละ ก็จะเรียกเงิน หวังเพียงเพื่อให้เกิดการยอมความกัน
จะได้ไม่ต้องขึ้นโรงขึ้นศาล
ไอ้แบบนี้มีอยู่เยอะครับ ซึ่งบางครั้งเจ้าของสิทธิ์ไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลยด้วยซ้ำ
เป็นการกระทำของผู้ได้รับมอบสิทธิ์ ซึงพวกนี้มักหิวเงิน
กละใช้อำนาจที่ตัวเองมีอย่างมิชอบ

ขอยกคำพูดตัวเองจู๋อื่นมา ขี้เกียจพิมพ์
ขอบอกว่าไม่กลัวครับ ก่อนทำร้านเน็ตเนี่ย ศึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้องมาดีพอสมควร ลองมาร้านผมสิครับ
ไม่มีหมายศาล ไม่มีใบมอบอำนาจ ไม่ให้เข้าร้านแน่ๆ
และหากมีครบ แล้วตรวจพบกันจริงๆ ก็จะไม่คุยกันครับ
ไม่เกิน 48 ชม. เขาต้องพาเราไปศาลทรัพย์สินทางปัญญาครับ
เจอกันในศาลอย่างเดียว เพราะเรามั่นในว่าทำไม่ได้ทำผิด
และพร้อมที่จะฟ้องกลับทันที

ปล. ข่าวแบบนี้มีมานานแล้ว และมีมาเรื่อยๆ ตราบใดที่คนเหล่านั้นยังหิวอยู่ก็จะมีมาเรื่อยๆ
Today you , Tomorrow me.

iannnnn

#7
เหรอครับ
ดีจัง ดีจัง
จะได้ไปบอกพี่ที่คุมร้านให้เข้าใจกันก่อน





แต่ผมกันไว้ดีกว่า มีของสดโหลดมาไว้ในเครื่องเยอะ
ยังงี้ผมถามคำถามเดิมอีกครั้งนะครับ
คิดว่าถ้าใช้การซ่อนพาร์ทิชั่นนี่ เขาจะรู้ไหมเนี่ย :08:

นายโอ้เอ้

#8
ไม่รู้... ถ้ามันโง่ แต่มันน่าจะไม่โง่นะ

และถ้ามันมาแบบถูกต้องแล้วล่ะก็ มันมีเวลานานเลยแหละที่จะใจเย็นค่อยๆ ค้นไปทีละเครื่อง

แต่ถ้ามันเจาะจงเข้ามาจับ มันไม่มาตรวจเครื่องอื่นให้เมื่อยหรอก
มันจะมุ่งไปยังเครื่องที่มันแอบบมาวางไข่เอาไว้
แม่นยังกับจับวาง รู้ได้ไงวะว่าเครื่องไหนมีเพลงอะไร เก็บไว้ตรงไหน
Today you , Tomorrow me.

เซ็งชิบ :(

#9
โดน..โดนแล้วหล่ะ  :02:

หมีโหด*

#10
สมัยนี้ยังไม่คนฟังRSอีกเหรอ








หายใจเข้าก็เฮ้อเธอ (เฮ้อเธอ)
หายใจออกก็เฮ้อเธอ (เฮ้อเธอ)
ตามหารักแท้ค่ะ โฮกกก

iannnnn

#11
เฮ้ย..
หินเหล็กไฟเพราะนะเว้ย
(ตูยังไม่เคยฟัง..พูดตามขี้ปากเขา)

หมีโหด*

#12
พี่แอนไม่ได้ ฟังแต่ วาว วาว เหรอ  :02:
ตามหารักแท้ค่ะ โฮกกก

agara

#13
อ้างคำพูดจาก: iornnnnn เมื่อ 23 มิ.ย. 2005, 12:49 น.
พี่แอนไม่ได้ ฟังแต่ วาว วาว เหรอ  :02:
วาว > ชื่อน้องวี > น่ารักมาก

AtNoon

#14
อย่าหาว่าดันทุรัง หรือแถไปเรื่อยนะ
แต่พี่ว่า นี่มันคนละเรื่องเดียวกัน  :35:


มติชนสุดฯ วันที่ 04 มีนาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 25 ฉบับที่ 1281

นิธิ เอียวศรีวงศ์

เปิดตลาดเพลงด้วยการขโมย

หลายสิบปีมาแล้ว เมื่อตอนที่มีเทปตลับออกมาใหม่ๆ ผมอยากได้เหลือกำลัง เพราะจะได้ฟังเพลงที่อยากฟัง โดยไม่ต้องนั่งลุ้นทางวิทยุว่าเมื่อไรจะมีให้ฟังเสียที จนในที่สุดก็ได้ครอบครองวิทยุและเครื่องเล่นอันหนึ่ง เมื่อราคาถูกลงมามากแล้ว

อยากฟังเพลงอะไรในสมัยนั้นง่ายนิดเดียว เพราะมีร้านที่รับจ้างอัดเพลงลงเทปตามคำสั่งของเราอยู่ทั่วทุกหัวระแหง อยากได้เพลงอะไรก็จดรายชื่อลงไปให้ได้หนึ่งตลับ แล้วไปยื่นให้เขาอัดให้ วันหลังก็ไปรับมาฟังได้เลย

ถ้าจำไม่ผิดดูเหมือนจะเพลงละ 5 บาท

ครับ ขโมยล่ะสิครับ โดยร่วมมือกันระหว่างพ่อค้ารับจ้างอัดเทปกับผู้บริโภค ขโมยสิ่งประดิษฐ์ของคนอื่นหน้าตาเฉย

แต่สาบานได้เลยนะครับว่า ผม (และคงจะผู้ซื้อเพลงส่วนใหญ่) ไม่ได้สำนึกสักนิดเดียวว่านี่เป็นการขโมย ผมเชื่อว่าพ่อค้าผู้รับจ้างอัดก็ไม่ได้สำนึกเหมือนกันว่าตัวกำลังขโมยของใคร เพราะเขาติดป้ายโฆษณาไว้หน้าร้านอย่างไม่สะทกสะท้านอะไรทั้งสิ้น (คือไม่สะทกสะท้านตำรวจซึ่งสมัยนั้นไม่จับ เพราะบริษัทแผ่นเสียงไม่ได้ลงทุนให้จับ และไม่สะทกสะท้านต่อมโนธรรมสำนึกของตนเอง)

นั่นมันก่อนที่เพลงจะเป็นธุรกิจทำกำไรมโหฬารเหมือนปัจจุบัน บริษัททำเทปที่อัดแล้วขายยังไม่มีในเมืองไทย ส่วนบริษัทแผ่นเสียงก็พิมพ์ครั้งหนึ่งไม่กี่พันแผ่น ฟังกันมากๆ ก็ดีแล้ว จะได้ขายแผ่นเสียงให้หมดไปเสียเร็วๆ แท้จริงธุรกิจขโมยเพลงอัดลงเทปยังช่วยซื้อแผ่นเสียงเสียด้วยซ้ำ

จะว่าไป ตอนนั้นเพลงยังไม่ใช่สินค้า อย่างน้อยก็ไม่ใช่สินค้าที่ทำกำไรมากมายนัก ใครๆ ก็ฟังฟรีจากวิทยุทั้งนั้น

(ผมขอออกตัวไว้ด้วยว่า การที่เพลงไม่ใช่สินค้า ไม่ได้แปลว่าไม่มีใครเสียปรียบ ดูเหมือนจะเป็น คุณสุเทพ วงศ์กำแหง ที่เคยให้สัมภาษณ์ว่าได้ค่าจ้างร้องเพลงอัดแผ่นเพียงเพลงละ 50 บาทเท่านั้น ไม่ทราบว่าครูเพลง, วงดนตรี, ลูกจ้างที่เป็นผู้คุมเครื่อง ฯลฯ จะได้สักเท่าไร)

เพลงมากลายเป็นสินค้าในเมืองไทยก็เพราะเทปตลับ คือนอกจากราคาถูกที่ซื้อหาได้ไม่ยากแล้ว เครื่องเล่นยังราคาถูกอีกด้วย เกิดตลาดขึ้นอย่างฉับพลัน แล้วก็มีพ่อค้าเข้ามาทำธุรกิจนี้ จนมั่งคั่งร่ำรวยอย่างที่เราเห็นในทุกวันนี้

อย่างเดียวกับซีดีและซีดีคาราโอเกะกำลังไล่เตะเทปตลับออกไปจากตลาดในปัจจุบัน เพราะราคาถูกทั้งแผ่นและเครื่องเล่น

ฉะนั้น จะพูดว่าการขยายตัวของธุรกิจเพลงเกิดขึ้นจากเทคโนโลยีก็ได้ แต่ผมคิดว่าถึงเกิดได้เพราะเทคโนโลยี แต่ไม่ใช่เทคโนโลยีล้วนๆ ที่ทำให้เกิดตลาดเพลงอย่างที่เรารู้จักในทุกวันนี้

ก่อนที่เทคโนโลยีจะทำให้เกิดผลอย่างนี้ จำเป็นต้องเปลี่ยนวัฒนธรรมการเสพย์ "เพลง" ในสังคมไทยเสียก่อน นั่นคือตลาดไม่ได้เกิดขึ้นจากเทคโนโลยี แต่ตลาดเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนวัฒนธรรมการเสพย์เพลง

ผมขอสรุปวัฒนธรรมการเสพย์เพลงในช่วงก่อนที่จะกลายเป็นสินค้าให้ฟังอย่างสั้นๆ ดังนี้


เพลงนั้นเสพย์ฟรีครับ เพราะใครๆ ก็ฟังเพลงจากวิทยุเท่านั้น ได้คุณภาพเสียงที่ไม่ดีเท่าไหร่ เพราะวิทยุส่วนใหญ่ยังส่งระบบโมโน คนที่มีเครื่องเสียงไว้ฟังแผ่นนั้นมีน้อยเต็มทน เครื่องก็แพงแผ่นก็แพง แต่เพราะคุณภาพเสียงวิทยุที่ไม่ดีนักนี่แหละ ที่ทำให้ยอมรับเทปตลับซึ่งเอาเข้าจริงก็ให้เสียงที่ไม่ดีนักได้อย่างง่ายๆ

ยิ่งกว่านี้ ผมควรกล่าวด้วยว่า วิทยุนี่แหละเป็นผู้ขยายการ "ฟัง" เพลงให้ประชาชนไทยส่วนใหญ่ ในขณะที่ในวัฒนธรรมเดิมนั้น คนไทย "ฟัง-ชม-ร่วม" เพลง ไม่ได้ "ฟัง" เฉยๆ ประเพณี "ฟัง" เพลงเฉยๆ เกิดกับคนชั้นสูงก่อนในประมาณ ร.4 ลงมา แต่เพิ่งขยายตัวไปยังประชาชนในวงกว้างก็ต่อเมื่อมีวิทยุกันแพร่หลายแล้ว

แม้กระนั้น คนชอบฟังเพลงจากวิทยุยังไม่ได้ "ฟัง" เฉยๆ แต่เคยชินที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมด้วย โดยเฉพาะการขอเพลงมอบให้คนโน้นคนนี้-ทั้งที่รู้จักและไม่รู้จักเป็นส่วนตัว

วิทยุทำให้เกิด "นักเพลง" ซึ่งไม่เคยมีในเมืองไทยมาก่อน คือคนชอบฟังเพลงแล้วเข้าทำกิจกรรมบางอย่างกับกลุ่มผู้ฟังอื่น (เขียนจดหมายถึงผู้จัดรายการ และขอเพลง เป็นต้น) "นักเพลง" จึงฟังเพลงโดยมีสำนึกว่าฟังร่วมอยู่กับคนอื่น ไม่ใช่ฟังด้วยความชื่นชมอยู่คนเดียว

อย่างไรก็ตาม คนฟังวิทยุที่ไม่ใช่ "นักเพลง" ยังมีอีกมาก คนเหล่านี้ถูกวิทยุสอนให้ "ฟัง" เพลงเฉยๆ โดยไม่ต้อง "ชม-ฟัง-ร่วม" จนเคยชินกับวัฒนธรรมการเสพย์เพลงอีกอย่างหนึ่ง

วัฒนธรรมการเสพย์เพลงแบบใหม่นี่แหละที่เปิดทางให้เทปตลับ ถ้านายฮันเตอร์ พ่อค้าอังกฤษสมัย ร.3 นำเทปตลับและเครื่องเล่นมาขาย คงไม่มีคนซื้อ ปราศจากซึ่งวัฒนธรรมอันนี้ ไม่มีทางที่เทปตลับจะขายออก

แต่ก่อนที่วัฒนธรรมฟังเพลงจากวิทยุจะเคลื่อนมาสู่การฟังเพลงจากเทปตลับ ยังต้องการอีกอย่างหนึ่งครับ นั่นคือการละเมิดลิขสิทธิ์ หรือการขโมย

ก็เคยฟังฟรีๆ จากวิทยุมาก่อน ถ้าต้องเสียเงินซื้อเพลงหนึ่งตั้งยี่สิบบาท จะมีใครซื้อเพลงมาฟังหรือครับ ซ้ำซื้อทั้งตลับยังอาจได้เพลงที่อยากฟังไม่ถึง 5 เพลงเสียอีก จะมิแพงขึ้นไปใหญ่หรือ ฉะนั้น จึงไปจ้างเขาอัดในราคาเพลงละ 5 บาท ได้ทุกเพลงที่ถูกกับคอตัวเองด้วย

ฟังบ่อยๆ ก็เกิดความมั่นใจที่จะร้องเองมากขึ้น กลายเป็นประเพณีร้องเพลงในงาน และในโอกาสที่ถูกคะยั้นคะยอให้ร้อง กลายเป็นฐานให้แก่ตลาดคาราโอเกะทุกรูปแบบต่อมา

เทปตลับยังทำให้ "นักเพลง" อำลาเวทีไป เพราะการฟังเพลงจากเทปตลับคือการฟังคนเดียว ไม่มีการสื่อสารกับชุมชน "นักเพลง" อย่างเคย เหมือนฟังรายการ "กล่อมนิทรา" จากวิทยุก่อนนอน ฟังเองเคลิ้มเอง แล้วนอนเอง ไม่เกี่ยวกับคนอื่น

วัฒนธรรมเสพย์เพลงใหม่แบบนี้เองที่เปิดทางให้แ่ก่ซาวนด์เบาต์และเอ็มพีสาม ซึ่งตัดโลกภายนอกออกไปโดยสิ้นเชิงด้วยหูฟัง เหลืออยู่แต่ตัวเองและเพลงเท่านั้น

วัฒนธรรมฟังเพลงแบบนี้แพร่หลายได้รวดเร็ว ส่วนหนึ่งก็เพราะการขโมยล่ะครับ เปิดทางให้ผู้คนเข้ามาคุ้นเคยกับการเสพย์เพลงแบบใหม่ จนกระทั่ง การทำเทปที่อัดมาแล้วขายเกิดขึ้นได้

อันที่จริง ผมใช้คำว่า "ขโมย" เพลง ก็เป็นความคิดที่เกิดใหม่ เพราะตามปกติเราไม่อาจขโมยสิ่งที่เป็นนามธรรมได้ เพลงไทยแต่ก่อนเป็นสมบัติร่วมกันของสังคม ใครเอาไปเล่นก็ได้ แม้แต่ศิลปินฝรั่งซึ่งเข้าสู่ตลาดก่อนเรา ตอนแรกก็เป็นผู้รับจ้างทำของเท่านั้น คือรับจ้างแต่งเพลงตามที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อุปถัมภ์ต้องการ แต่งแล้วก็กลายเป็นสมบัติสาธารณะไป

ยิ่ง "ขโมย" ฟังยิ่งไปกันใหญ่ เพราะหูมันผ่าได้ยินเอง แล้วใจก็เคลิ้มตามไปเองนี่หว่า

แนวคิดความเป็นเจ้าของสิ่งที่เป็นนามธรรม จนทำให้เกิดการขโมยสิ่งที่เป็นนามธรรม เพิ่งเกิดไม่นานมานี้เอง และผมเชื่อว่ายังไม่สู้จะลงหลักปักฐานมั่นคงนักในสังคมไทย ที่เราละเมิดลิขสิทธิ์กันอย่างหน้าตาเฉยในทุกวันนี้ ไม่ใช่เพราะเราจนหรือเพราะเราหน้าด้าน แต่เราได้แต่ "รู้" ว่ามันเป็นการขโมยตามมาตรฐานฝรั่ง แต่ไม่ได้ "รู้สึก" ว่าเป็นการขโมยซึ่งผิดศีล"

ผมชวนคุยเรื่องเพลงจากเทปตลับ (หรือซีดี) ก็เพื่อจะยืนยันสิ่งที่รู้ๆ กันอยู่แล้วว่า ไม่มีอะไรที่ดีเพียงส่วนเดียว หรือเสียเพียงส่วนเดียว เพราะดีหรือเสียนั้นกำหนดกันขึ้นจากกิเลสของมนุษย์เท่านั้น

การขโมยลิขสิทธิ์นั้นมีข้อเสียเยอะแยะ และพ่อค้ากับอเมริกันก็ร่วมมือกันโฆษณาข้อเสียให้ได้ยินอยู่เสมอแล้ว แต่ข้อดีของการขโมยลิขสิทธิ์ก็มีอยู่อย่างที่ผมกล่าวแล้ว นั่นก็คือ ถ้าไม่มีการขโมยเพลงนำทางมาก่อน ธุรกิจเพลงคงไม่เฟื่องฟูอย่างที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้

เมื่อวัฒนธรรมการเสพย์เพลงได้แพร่หลายมากถึงขนาดนี้ การขโมยย่อมขัดขวางธุรกิจเพลงอย่างแน่นอน กลายเป็นหาส่วนดีจากการขโมยลิขสิทธิ์ไม่ได้เอาเลย สรุปก็คือ ดีหรือเสียขึ้นอยู่กับเงื่อนไข ไม่มีอะไรดีเฉยๆ หรือเสียเฉยๆ

ผมจึงอยากพูดถึงข้อเสียของการให้สิทธิเหนือทรัพย์สินทางปัญญาที่ยาวนาน หรือแน่นหนาเกินไปบ้าง เพราะพูดถึงกันน้อยไปหน่อย



ระบอบทรัพย์สินทางปัญญาที่มหาอำนาจพยายามยัดเยียดให้ใช้กันทั่วโลกนั้นมองประโยชน์ทางธุรกิจเป็นหลัก พ่อค้าใช้ระบอบนี้ไม่ใช่เพื่อคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ แต่ใช้เพื่อเอาเปรียบผู้บริโภคต่างหาก คนที่ซื้อโปรแกรมปฏิบัติการคอมพิวเตอร์มาใช้คงรู้ดีว่าถูกเอาเปรียบจากบริษัทยักษ์ใหญ่อย่างไร เราไม่มีโอกาสแม้แต่จะ "พอเพียง" กับโปรแกรมที่รับใช้เราได้ดีแล้วด้วยซ้ำ ต้องคอยเปลี่ยนไปตามประกาศิตของบริษัท เราจะหาโปรแกรมใช้งานมาป้อนคอมพิวเตอร์ของเราไม่ได้อีกต่อไป

ส่วนนักประดิษฐ์ก็ไม่สู้จะได้ประโยชน์อะไรนัก เพราะเป็นแค่ลูกจ้างของบริษัท ถึงคิดให้หัวผุอย่างไรก็เพียงแต่ไม่ถูกไล่ออกเท่านั้น รายได้คือเงินเดือนเหมือนเดิม คนที่รวยเอารวยเอาคือผู้ถือหุ้น ไม่ใช่พนักงาน

ระบอบทรัพย์สินทางปัญญาที่เป็นธรรมและเสริมสร้างการประดิษฐ์คิดค้นจึงไม่ใช่ระบอบที่เราใช้กันอยู่ จำเป็นต้องร่วมมือนั่งลงคิดกันใหม่ทั้งระบบ ที่จะทำให้ผู้ลงทุนและนักประดิษฐ์ได้ผลตอบแทนที่คุ้มพอสมควร แต่ไม่คุ้มถึงกับทำให้นักลงทุนไม่ยอมลงทุนกับการคิดค้นอะไรใหม่ๆ อีกเลย

ในขณะเดียวกัน การถือกรรมสิทธิ์เหนือสิ่งประดิษฐ์ต้องไม่ทำให้การแข่งขันเป็นไปไม่ได้

เราต้องไม่ลืมว่า การประดิษฐ์คิดค้นสิ่งใหม่ทั้งหลายนั้นเกิดขึ้นได้เพราะผู้ประดิษฐ์คิดค้นเป็นส่วนหนึ่งของสังคมมนุษยชาติ ฉะนั้น ถึงที่สุดแล้วสิ่งประดิษก์คิดค้นนั้นย่อมเป็นสมบัติของมนุษยชาติ อย่างที่งานของเชกสเปียร์และศรีปราชญ์เป็น

SMF 2.1.7 © 2026, Simple Machines