แผ่เมตตา

เริ่มโพสต์โดย Akar, 06 พ.ย. 2011, 20:37 น.

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังเปิดอ่านโพสต์นี้

HyoPlum

มีเรื่องนึงที่คุยกันกับเพื่อนสมัยที่บวชอยู่(5ปีที่แล้ว) เพราะเรื่องกำลังเข้ากับสมัยนี้
คือเรื่องซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์ครับ
เพราะมีข้อนึงที่ว่า ขโมยของหรือทำให้ผู้อื่นเสียทรัพย์เกิน 5 มาสก ถือว่าผิด ปราชิก
(อี 5 มาสก เท่ากับกี่บาทในปัจจุบันก็ไม่รู้แต่ผมว่าราคาน้อยกว่าโปรแกรมชุดของอะโดบี้และออโต้แคดแน่ๆ)
ก็เลยคิดว่าพระที่ใช้คอมทำงานที่คอมส่วนใหญ่ใช้โปรแกรมเถื่อน ไม่ว่าจะวินโดวส์ ออฟฟิศ หรือตระกูลอะโดบี
ซึ่งฟันธงว่าใช้และมีทุกเครื่องแน่ๆ และผมตอนบวชที่เอาไปลงและใช้ก็รู้ดีว่าโปรแกรมเหล่านี้เถื่อน
เท่ากับว่าผมทำให้บริษัทเจ้าของโปรแกรมนั้นเสียเงินที่เค้าจะได้จากการซื้อโปรแกรม
จริงก็ไม่เคยคิดเพราะเราคิดไปแต่ว่าเรื่องเงินและสิ่งของมีค่า มีแต่เรื่องขโมยเท่านั้น
ไม่ได้ร่วมถึงทำให้เจ้าของ ของสิ่งนั้นเสียรายได้ที่ควรจะได้
อยากถามว่าเคสนี้ นับว่าพระที่รู้ว่าตัวเองใช้โปรแกรมเถื่อนนั้นเข้าค่ายนี้หรือไม่ครับ

เรื่องของเรื่องที่ตอนนั้นมานั่งคุยกับเพื่อนหลังจากเรียนวิชา ธรรม ชื่อพระรูปที่สอนไม่ขอเปิดเผยละกันครับ  :30:
คือตอนนั้นที่บวชมีเคสเบียร์ช้างที่จะเข้าตลาดหุ้น ก็มีชาวพุทธและพระบางวัด(จริงๆเข้าใจว่าการเมืองนิดๆด้วย)
ออกมาประท้วงเพราะผิดศีลข้อ 5 ไม่ควรให้สิ่งของมึนเมาเข้าตลาดเพิ่มรายได้และเข้าถึงคนได้ง่ายขึ้น
ตอนนั้น  ท่านยกเคสนี้มาพูดว่า บริษัทที่เค้าทำสิ่งมึนเมามันผิดมั้ยมันก็ผิดแต่อันนี้เป็นอีกเคสนึง
คือบริษัทต้องการจะเข้าตลาดหุ้น แต่การมาขวางเค้าทำให้บริษัทเสียรายได้ที่ควรจะได้
เท่ากับทำให้เจ้าของเสียทรัพย์ ถือว่าผิดปราชิกได้ และไม่ใช่กิจของสงฆ์
เพราะเรื่องที่ควรจะแนะนำประชาชนคือโทษของสิ่งมึนเมา และควรจะลด เลิก ได้อย่างไร
ไม่ใช่เรื่องของธุรกิจของเค้า ก็เลยคิดถึงเคสโปรแกรมเถื่อนครับ  :56:
ความสวยไม่รับประกัน แต่ความมันเดี๊ยนรับรอง

Akar

#16
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
sometimes you need to let things go.

Akar

#17
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
sometimes you need to let things go.

เก้อ

#18
ลิงค์ PDF อ่านคร่าวๆน่าสนใจมากครับโดยเฉพาะเขียนโดย ป.อ.ปยุตโต
เดี๋ยวโหลดลงไอแพ็ดและจะพยายามอ่านให้จบคืนนี้ครับ
ถ้าเป็นคำตอบที่น่าสนใจอย่างไร จะมาย่นย่อให้ท่านอื่นๆฟัง

หังข้อที่น่าสนใจ ผมว่าน่าจะเป็นการพยายามให้คำตอบว่า
ทำไมสังคมฝรั่งถึงเจริญ สังคมไทยที่เป็นพุทธถึงไม่เจริญ
ซึ่งน่าสนใจที่มีปราชญ์ทางพุทธอย่าง ป.อ.ปยุตโตมาตอบ
(ไม่แน่ใจว่าอาจจะเคยอ่านคำตอบของแกมาแล้วก็ได้ ในรูปแบบอื่นที่อื่นๆ)
เพราะโดยปกติ คำสอนของพุทธจะอ่อนในมิติทางสังคม
ซึ่งนักคิดชาวพุทธไม่ยอมรับแน่ๆ แต่ก็ไม่เคยเจอคำอธิบายที่เป็นกรอบขนาดใหญ่พอ
ที่จะอธิบายได้ในระดับโครงสร้างทางสังคมได้ เป็นแต่เพียงศีลธรรม-จริยธรรมขั้นพื้นฐาน
เช่น สังคมเลว เพราะคนในสังคมเลว ศีลธรรมตกต่ำ แต่ละเลยการมองโครงสร้างทางสังคม
ที่ก่อให้เกิดผลิตผลทางสังคมแบบนั้น

จริงๆก็ไม่แน่ใจว่า ที่ศาสนาพุทธตอบคำถามมิติทางสังคมได้ตื้นแบบนั้น
เพราะหลักธรรมพุทธมีจุดอ่อนในแง่นี้จริง หรือไม่มีนักคิดที่เก่งหรือมีความเข้าใจที่กว้างขวางพอจะอธิบาย
เพราะแม้แต่ระดับ ป.อ.ปยุตโต, พุทธทาส, อ.ประมวล เพ็งจันทร์ ก็ยังไม่สามารถทำหน้าที่นั้นได้
คำว่ากว้างขวางนี้ หมายถึงคำอธิบายที่สามารถแนบสนิทได้กับข้อเท็จจริงของโลก
ในทุกๆหนแห่งนะครับ ไม่ใช่แค่ถูกเฉพาะในกรอบการมองโลกแบบของไทย
และไม่ใช่มองได้แค่มิติทางศีลธรรม

พูดง่ายๆ ถ้ามันอธิบายได้ดีจริง มันต้องสามารถ Apply All ตอบได้หมดในทุกสังคม
ตอบคำถามที่สลับซับซ้อนในเชิงเศรษฐศาสตร์ สังคม การเมืองได้
แต่ก็นั่นแหละ จริงๆคำอธิบายมันก็มีอยู่ว่า อภิธรรมของพุทธไม่ได้มีไว้เพื่อการนั้น
แต่เป็นไปเพื่อเข้าถึงความจริงสุงสุดของชีวิต การที่มิติทางสังคมจะอ่อนไป
ก็เป็นเรื่องเข้าใจได้ เพียงแต่เราต้องไม่อ้างว่า พุทธตอบได้หมด หรือพระพุทธเจ้าท่านรู้หมด
ทำนองนี้เป็นต้น

จริงๆอ่านคร่าวๆของ ป.อ.ปยุตโต ก็คิดว่าควรจะให้ความเป็นธรรมกับท่าน
เพราะว่าเป็นคำอธิบายที่พิมพ์ไว้ในหนังสืองานศพ สำหรับแจกผู้อ่านทั่วไป
ความหละหลวมในการใช้คำอธิบาย ลดทอนให้มันเข้าใจง่ายๆต้องมีแน่ๆอยู่แล้ว
ตั้งแต่แบ่งการวิเคราะห์อย่างง่ายๆว่า ฝรั่ง กับ ไทย จึงไม่ใช่เชิงวิชาการ
ที่จะสามารถมานั่งจับเป็นคำๆเรื่องๆได้ แต่ก็คงสะท้อนให้เห็นภาพรวมทางความคิดของท่านได้น่ะเอง

I ROCK , THEREFORE I AM

MintJi

 :46: ง่ายๆ ก็คือ ภาษาบาลี ก็คือภาษาสากลในทางพุทธศาสนารึเปล่าคะ

Akar

#20
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
sometimes you need to let things go.

Akar

#21
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
sometimes you need to let things go.

ฟิ้งซ์

ต๊กต๋าเปิ้นเป๋นดีไค่หัว ต๊กต๋าตัวเป๋นดีไค่ไห้

เก้อ

#23
โอ้ แบ็คกราวด์หลวงพี่น่าสนทนาแลกเปลี่ยนอย่างยิ่งครับ
ผมก็ลาวอีสานครับ เว้าลาวนำกันกะได้เด้อครับผม
(บ้านอยู่ชายแดนอุบล ญาติพี่น้องมีทั้ง 2 ฝั่ง มีมาตั้งแต่ไม่ได้แบ่งเป็นรัฐชาติแบบปัจจุบัน
พอแบ่งเป็นรัฐสมัยใหม่ ก็กลายเป็นลาวฝั่งลาว กับลาวอีสานแทน :30:)

ขอแลกเปลี่ยนดังนี้ครับ

เรื่องแนวคิด ฝรั่ง-ไทย

ผมไม่ได้มองว่าแนวคิดชนิดไหนมี"เชื้อชาติ"ไหนเป็นเจ้าของครับ
นี่คือกรอบความคิดที่พึ่งเกิดขึ้นมาด้วยเหตุผลทางประวัติศาสตร์ในศตวรรษที่ 19
และมาถูกฟอร์มอีกทีด้วยกรอบรัฐสมัยใหม่ในปัจจุบัน

ซึ่งผมถอดถอนการแบ่งมนุษย์ แนวคิด ทั้งหลายในโลกแบบหยาบๆผ่านเชื้อชาติแบบนั้นไปนานแล้ว
แนวคิดทั้งหลายที่ลอยอยู่ในโลก ไม่มีใครหรือเชื้อชาติไหนเป็นเจ้าของ
มันอยู่ลอยๆของมันเอง คนที่คิดคนแรกก็จดลิขสิทธิ์ไม่ได้ จริงๆอันนี้รวมถึง
ผมไม่ได้มองตัวเองเป็นคนอะไร เราเป็นแค่มนุษย์ แค่เราเกิดมาเป็นสมาชิกรัฐที่ชื่อว่าไทยเท่านั้น
(แต่ภาษาลาวอีสานคือภาษาแรกนะ :37:)

มันอาจมีค่าเฉลี่ยว่า คนที่อยู่ในกรอบความคิดทางสังคมนี้
จะมีคุณลักษณะนี้ๆๆเยอะ พอจะอธิบายเป็นค่าเฉลี่ยกันได้ ว่าฝรั่งชอบคิดงี้ ไทยเป็นงี้ ลาวเป็นงั้น
อันนี้ก็เข้าใจได้(เป็นข้อจำกัดของภาษาในการอธิบายด้วย ก็ต้องเข้าใจกันตามนี้)
ทีนี้ มีอยู่ข้อนึงทำให้ผมสงสัยว่าที่หลวงพี่บอกว่า "แฝงความเป็นไทยในระดับลึกคือให้เกียรติคนรอบข้างด้วยหลักเหตุผล"

โดยปกติความเคารพหรือให้เกียรติแบบไทยนั้นจะผูกอยู่กับช่วงชั้นทางสังคมเสมอ
(ผมใช้คำว่าช่วงชั้น ไม่ใช่ชนชั้นเพราะมันให้นิยามที่กลางๆ แค่เป็นการจัดประเภท)
แต่คิดว่าโดยปกติแล้วคิดว่าคนไทยทุกคนน่าจะรู้สึกตรงกันว่า
"ไม่เคยรู้สึกเลยว่าสังคมไทยเคารพหรือให้เกียรติกันที่เหตุผล" หรือมีก็น้อยมาก

ในขณะที่สังคมตะวันตกมีความเคารพกันที่เหตุผลมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด
และกรอบเรื่องสูงต่ำทางสังคมน้อย จากวิธีคิดที่เคารพในสิทธิมนุษยชน เคารพในความเท่าเทียม และเคารพในสิทธิ์ของผู้อื่น
ทำให้สังคมโดยรวมมีความเป็นระเบียบ มีพื้นฐานทรัพยากรมนุษย์ที่พัฒนาไปสู่สิ่งต่างๆได้ง่ายกว่า
วัฒนธรรมทางวิชาการ งานวิชาการว่าด้วยเรื่องต่างๆ สิ่งประดิษฐ์คิดค้น งานสร้างสรรค์ ศิลปะ
ทั้งหมดจึงพัฒนาขึ้นมาได้ง่ายกว่า ด้วยสังคมที่มีบรรยากาศเสรีและเท่าเทียมเคารพกันที่เหตุผล
สิ่งนี้มีหลักฐานประจักษ์ชัดอยู่อย่างเป็นปกติให้เราเห็น


ศาสนาเป็นรสนิยมส่วนบุคคล

คำอธิบายในมุมมองที่ว่าศาสนาอื่นๆว่าด้อยกว่าพุทธในแง่ต่างๆ
แน่นอนว่าเป็นมุมมองที่เราคาดว่าจะได้ยินจากนักบวชในศาสนาพุทธแน่ๆอยู่แล้ว
จึงไม่ขอแลกเปลี่ยนในประเด็นนี้ เพราะนั่นคือหน้าที่ของนักบวชในแต่ละศาสนาอยู่แล้ว
ที่จะต้องอธิบายว่าคำสอนศาสนาที่เราสังกัดคือ"ความจริงสูงสุด" ศาสดาของตน"รู้ถ่องแท้สุด"
มีเหตุผลมีหลักกการอันทำให้"เชื่อถือได้สูงสุด" ศึกษา/พิสูจน์/ปฏิบัติแล้วเห็นจริงตามนั้นที่สุด อย่างอื่นๆผิด/ด้อยกว่า
นี่คือสิ่งผมไม่มีวันจะไปคัดค้านหรือแลกเปลี่ยนอะไรได้เลย

อันนี้ไม่ได้ล้อเลียนหรือตั้งใจจะพูดในความหมายแขวะหรืออะไรเลยนะครับ(ถ้าฟังดูเป็นแบบนั้นก็ขออภัยครับ ระแวง :30:)
ผมเข้าใจจริงๆว่ามันเป็นแบบนั้น นี่คือธรรมชาติของศาสนา,มนุษย์และสังคม
เป็นมาหลายพันปี และมันจะไม่เปลี่ยน ไม่ว่าเราจะอธิบายกันต่อไปอีกกี่พันปีก็ตาม

ดังนั้น การที่หลวงพี่อธิบายแย้งเรื่อง"ศาสนาเป็นรสนิยมส่วนบุคคล"นั้น
ก็ยิ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ครับ ศาสนาสำหรับนักบวชในศาสนานั้น
ย่อมต้องเป็น"ความจริงสูงสุด"ของสังคมทั้งสังคมแน่นอนอยู่แล้ว
ไม่ใช่ความเชื่อของปัจเจกบุคคล หรืออย่างที่ผมใช้คำว่ารสนิมส่วนบุคคล

ในขณะที่เรามองไปที่โลกทั้งใบ เรามีความแตกต่างหลากหลายของศาสนา-วัฒนธรรม-ความเชื่อ
และเมื่อมาอยู่ภายใต้รัฐนึง-รัฐฆราวาส(Secular State คือรัฐที่ไม่ใช่รัฐศาสนา ที่ปกครองด้วยกฏหมายศาสนา)
การที่สมาชิกในสังคมจะนับถือหรือเชื่อในศาสนาใดนั้น ย่อมเป็นเรื่องของ"ปัจเจกบุคคล" หรือที่ผมใช้ว่ารสนิยม
เพราะในระดับสังคมวงกว้าง เราต้องอยู่ร่วมกันบนพื้นฐานของความแตกต่าง-หลากหลาย-เสรี
ไม่ควรมีใครผูกมัดเอา"ความจริงสูงสุด"ไปไว้กับตนเอง

คือเราสามารถเชื่อแบบนั้นในฐานะปัจเจกบุคคลหรือในกลุ่มคนที่คิดเหมือนกัน
แต่เราไม่สามารถเอามาผูกกับสังคมทั้งสังคมว่าความจริงของเราอยู่สูงสุด
มันตอบโจทย์ความหลากหลายของทั้งสังคมไม่ได้
เพราะไม่ว่าจะถกเถียงโต้แย้งกันไปอีกกี่พันปี สังคมก็จะต้องมีความหลากหลายและเสรีเช่นนี้ตลอดไป
ธรรมชาติเช่นนี้ของมนุษย์ มีมาก่อนทุกศาสนาในโลก

ภายใต้รัฐที่แน่นอนว่าต้องประกอบด้วยความหลากหลาย
ศาสนาจึงควรอยู่ในฐานะความเชื่อของปัจเจกบุคคล
ยกเว้นว่าเราจะยกเลิกรัฐแบบปัจจุบัน แล้วเอาศาสนาปกครอง
ซึ่งทั้งเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ และขัดกับธรรมชาติของมนุษย์อย่างยิ่ง

I ROCK , THEREFORE I AM

Akar

#24
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
sometimes you need to let things go.

เก้อ

เจ๋งตรงหลวงพี่ตอบแล้วไปทำวัตรนี่ล่ะ  :30:  :12:

ขอบคุณสำหรับคำตอบครับ :46:
I ROCK , THEREFORE I AM

Akar

#26
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
sometimes you need to let things go.

I’Boss

ชอบประเด็นที่หลวกพี่ถกกับพี่เก้อมากเลยครับ อ่านสนุกมาก :25:
지금은 소ë...€ì‹œëŒ€ , 앞으로ë,, 소ë...€ì‹œëŒ€ , 영원히 소ë...€ì‹œëŒ€

Akar

#28
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
sometimes you need to let things go.

Akar

#29
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
sometimes you need to let things go.

SMF 2.1.7 © 2026, Simple Machines