ทุกอย่างในอุดมคติ

เริ่มโพสต์โดย e-nesra, 06 มี.ค. 2009, 00:47 น.

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังเปิดอ่านโพสต์นี้

Romzaikyu

อ้างคำพูดจาก: กอมมองตะเล เอ เมื่อ 06 มี.ค. 2009, 11:24 น.
ถ้ายังงั้นต้องระบุหลักสูตรออกมาก่อนว่า เราให้เรียนให้จบแล้วไม่ใช่เพื่อออกมาทำงานอย่างเดียว  :37:


แล้วไม่ต้องมุกว่าทำงานหลายอย่างนะ  :47:

ยุนเอ



:47:

เราเข้าเรียนเพื่อให้รู้เท่านั้น  :07:
ไม่ได้รับประกันว่าเธอจะต้องได้งานตามที่เรียนต่างหาก
ไม่ได้รับประกันอะไรเลย หน่วยกิตก็ไม่ต้องใช้ สมัครงานก็ไม่ได้ต้องดูเกรด




:11: :11: :11:
เราจะต้องการอะไรมากมายไปกว่า อะไรมากมาย

อู๋

#32
มันเหมือนกรุงเทพ ที่เขาว่าเมืองโสมมเฮงซวยห่วยแตก แต่ก็อยู่กัน อยู่กันไปเรื่อยๆ เยอะด้วย :30:

เกี่ยวมั้ยเนี่ย :30:



ผมว่าน่าจะอยู่ที่เรานะครับ เลือกที่จะรับ เลือกที่จะปฏิเสธ เลือกที่จะคิด แล้วก็เลือกที่จะทำครับ


แก้แล้วคับ :46:

Romzaikyu

ปฏิเสธ  :47: อันนั้นเศษส่วน

O.D.M.

ชอบระบบความคิดของ เอ็ด เป็นระเบียบดีจริง
และผมก็เห็นด้วยตามเอ็ดนะ

เรื่องยูนิฟอร์ม สมัยก่อน ผมก็คิดเหมือนน้องนี่แหละ

ใส่ทำไม ใส่ไปกุก็โง่เท่าไม่ใส่นั่นแหละ
หัวเกรียนกุก็โง่พอๆ กับผมยาว จำได้ว่าประท้วงครูให้ตัดผม
โดยการไปโกนหัวสกินเฮดกันทั้งชั้นปี โดยมีตัวตั้งตัวตีอยู่ 3-4 หน่อ
หรือไอการเข้าแถวหน้าเสาธง จะให้ผิวดำเนียนสวยเสมอภาครึไง
ตอนเรียนมหาวิทยาลัย ผมเองก็ใส่ชุดนักศึกษา ไม่ถึง 30 ครั้ง (ไม่นับซ่อมน้อง)

ในโลกความเป็นจริง กฏระเบียบปัญญาอ่อน และไร้เหตุผล
มันมีมากกว่านี้อีกเยอะนะครับ  :30:

แต่ถ้าคนเราไม่รู้จักหัดปฏิบัติตามกฏอะไรสักอย่างตั้งแต่เล็กๆแล้้ว โตขึ้นมันจะเหลืออะไรหรือครับ  :37:
คิดว่าถ้าให้เราคิดเอง เราก็คงเห็นคนไร้มารยาท ฝ่าฝืนกฏทุกอย่าง ทำสิ่งที่ัตัวเองอยากทำโดยอ้างแค่เรื่องเสรีภาพส่วนบุคคล
จนไม่สนใจว่า เราจะไปเบียดเบียนหรือเดือดร้อนคนอื่นตรงไหนอยู่ดาดดื่นไปหมด คิดดูว่าถ้ามันมีปริมาณมากขึ้น มันก็น่ากลัวนะครับ

ลอกนึกภาพกลับกัน วันนึงไปเรียน เห็นครูลากอีแตะ ใส่เสื้อกล้ามขาดๆ เดินเกาตรูดมายืนสอนหน้าชั้น
นักเรียนจะคิดว่ายังไงหรือครับ เพราะนั่นก็เป็นสิทธิของครูที่จะทำนะครับ เพราะสบายเค้านี่...

แต่ก็นานาจิตตังนะครับ แต่ผมคิดว่าเรื่องพวกนี้มันก็ดีอยู่แล้ว
กฏระเบียบก็คือการสอนชนิดหนึ่งนะครับ เป็นสอนเรื่องการเข้าสู่สังคม และอยุ่กับมันยังไงน่ะ
- R u Happy with ur Rock&Roll ? -

iannnnn

มีทั้งครูหยก ครูเอ็ด ครูร่ม และเฟร็ดดี้ (ครูเก้อ)
จู๋นี้รวมดาวเลยนะเนี่ย :25:

Romzaikyu

อ้างคำพูดจาก: ไอ้แอนนนนน เมื่อ 06 มี.ค. 2009, 13:08 น.
มีทั้งครูหยก ครูเอ็ด ครูร่ม และเฟร็ดดี้ (ครูเก้อ)
จู๋นี้รวมดาวเลยนะเนี่ย :25:


บวก  ชอบ ชอบ :30b: :30b:

Ah!

อ้างคำพูดจาก: O.D.M. เมื่อ 06 มี.ค. 2009, 12:48 น.
ลอกนึกภาพกลับกัน วันนึงไปเรียน เห็นครูลากอีแตะ ใส่เสื้อกล้ามขาดๆ เดินเกาตรูดมายืนสอนหน้าชั้น
นักเรียนจะคิดว่ายังไงหรือครับ เพราะนั่นก็เป็นสิทธิของครูที่จะทำนะครับ เพราะสบายเค้านี่...


:25: นึกภาพตามแล้วอยากเป็นครูเลยครับ
        AH_LuGDeK, AH_LuGDeK_R

VeryHappy

ถ้าเป็นเรื่องพวกเครื่องแบบพวกนี้ผมมองอีกอย่างนะครับ

ผมมองเป็นการแสดง "อัตลักษณ์" มากกว่า

จริงอยู่ที่ทั้งมหาลัย และ มัธยมให้แต่งเครื่องแบบ
แต่พวกเรา(หาพวก :43:)ก็ยังที่จะผ่าผืนจริงมั้ยครับ

ม.ปลายให้ตัดผมสั้น ชุดนักเรียน เราก็ต้องเอาเสื้ออกนอกกางเกง เหยียบส้นล่ะ
พอมาในมหาลัยเค้าให้ใส่เครื่องแบบ แต่พวกผมก็ใส่ชุดไปรเวทแม่งเลย

สังเกตุเห็นว่าทั้งๆที่เค้าตั้งกฎเหมือนกันแต่ทำไมเราทำต่างกันขนาดนั้น

เป็นไปได้ว่า "อุณหภูมิ" ของทั้งสองอย่างนั้นไม่เท่ากัน
อุณหภูมิของ.ปลายจะสูงกว่า หนาแน่มากกว่า
ต่างจากมหาลัยที่จะอุณหภูมิสบายๆมากกว่า

แต่ก็กระนั้นแล ในมหาลัยก็ยังมีความร้อนแรงของอุณหภูมิต่างกัน ในแต่ละคณะ

ผมเรียนศิลปกรรม แน่นอนว่าใส่ชุดไปรเวทกันเกือบทั้งคณะ
นี่คือการแสดงอัตลักษณ์ ของพวกผม ในอุณหภูมิศิลปกรรม

ในขณะที่อยู่มหาลัยเดียวกัน เพียงแค่ต่างคณะหลายๆคนกลับใส่เสื้อนักศึกษา
ถ้าเค้าถูกให้ใส่ชุดนักศึกษา แล้วพวกเค้าจะแสดงอัตลักษณ์ ตัวตนของพวกเค้าได้อย่างไรล่ะ
พวกเค้าก็แสดงก็มาในวิธีต่างๆ เช่น ใส่ยกทรงสีดำ ใส่กระโปรงสั้น ใส่เสื้อรัด
นี่เป็นการแสดงออกของพวกเค้าในอุณหภูมิที่หนาแน่น ไม่ต่างไปกับเด็กม.ปลาย เอาเสื้อออกนอก
กางเกง เหยียบส้น ในเชิงความคิด

ถามว่าทำไมเค้ายังปล่อยให้พวกผมใส่ชุดไปรเวทได้
อันนี้ไม่รู้ครับ อาจเป็นเพราะคณะผมสร้างชื่อเสียงให้มหาลัยเค้าเลยหรี่ๆตาไป
หรือ อาจจะตักเตือนมาแล้วก็เป็นได้

ถ้าเค้าเอาจริงเราจะทำอย่างไร ถ้าเค้าเอาจริงกับเรื่องเครื่องแบบจะทำอย่างไร
ก็คงมีสองอย่างคือ เล่นตามกฎเค้าไป หรือ เลือกที่จะออกไปเลย



Romzaikyu

จริงๆ แล้ว กรอบมันมีอยู่ทุกที่นั่นแหละ ไม่มีอะไรไม่มีกรอบหรอก

เรื่องการแต่งเครื่องแบบ กับเรื่องอัตลักษณ์นั่นก็เรื่องนึง
สมัยเรียนมหาลัยก็แทบจะแต่งชุดนักศึกษาเฉพาะตอนสอบ เพราะที่ภาควิชาไม่เคร่ง
ถือว่าจบไปสายสื่อสารมวลชนงานไม่ต้องแต่งเครื่องแบบเท่าไหร่
แต่ก็มีคนชอบใส่เครื่องแบบ และ ไม่ชอบก็ว่ากันไป
แต่พอไปเรียนต่างคณะที่บางคณะเค้าเคร่งก็ต้องใส่ไปตามสมควร คือเสื้อนักศึกษากางเกงยีนส์ที่ไม่ขาด และไม่ลากแตะไป
แต่ตอนมาฝึกงานประชาสัมพันธ์ที่ศุนย์ฯหารสอง ตอนแรกใส่เชิ้ต กางเกงสแล็กเลย ไม่ใส่ไม่ได้
แล้วแต่สถานการณ์นะ
เพราะในชีวิตจริง กฏบางทีเคร่งกว่านี้ งี่เง่ากว่านี้ก็ยังต้องทำเลย

แล้วเรื่องอัตลักษณ์ ถ้าเราของจริง ใส่อะไรก็ของจริงครับ เรื่องอย่างนี้มันอยู่ที่หัว
ศิลปินแห่งชาติสาขาจิตรกรรมใส่สแล็กผูกไทด์ได้ฉันใด ปราชญ์ไม่ใส่เกือกคาดผ้าขาวม้าได้ฉันนั้น

เก้อ

เรื่องเครื่องแบบมัธยมนี่ผมไม่เคยมีปัญหาเลยแฮะ
ทรงผมยูนิฟอร์มไรเงี้ย ผมว่าเหตุผลมันเข้าใจง่ายออก
มันก็เหมือนกันทั่วโลกอะ ตั้งแต่โรงเรียนญี่ปุ่นยันฮอกวอร์ต
อย่างที่พี่โอว่า กฏระเบียบคือการสอนชนิดหนึ่ง :12:

ส่วนมหาลัยนี้ นอกจากตอนซ่อมก็ไม่ได้ใส่
ไม่รู้เหตุผลที่มาที่ไปเหมือนกันว่าทำไมที่นี่ไม่มีใครใส่
แต่เคยอ่านบทสัมภาษณ์ของคณบดีเมื่อนานมาแล้ว
แกตอบง่ายๆแค่ว่า "เราไม่ได้สนใจ เรามองข้ามเรื่องพวกนี้ไปแล้ว"
ผมอยากใส่นะชุดนักศึกษาเนี่ย มันดูสะอาดๆดี แต่ก็นั่นแหละ กลัวคนอื่นจะแตกตื่นว่ามีสอบ
ประกอบกับไม่มีสักตัว(ใส่ทีค่อยยืมเพื่อน) ก็เลยไม่มีโอกาสได้ใส่
I ROCK , THEREFORE I AM

กำนม.};oO=

เรียนรู้
เรียน รู้
สองคำนี่แยกกัน
เรียน รู้ แต่เลว ก็ไม่เกี่ยวกะการศึกษาแบบมาตรฐาน
ในอุดมคติของผม ห่วยได้ทุกอย่างแต่ต้องสมดุล
อย่าดีเป็นหย่อมๆ มันพิลึกขัดแย้ง
อุณหภูมิโลกยังจะมีผลมากกว่า
ในเรื่องไข่ไม่ดก หรือพฤติกรรมเปลี่ยน
วันนี้ สั้น ๆ ก่อน ร้อนมาก
อุดมคติระเหยเร็วมาก


อยู่บ้านไร่ ไร้เน็ต พี่จะกางมอสกิโต้เน็ต เลี้ยงเป็ดไล่ทุ่ง เดินตามสายรุ้ง ทิ้งเมืองกรุงไว้กับเธอ ..

KANOKKKKK:))

การศึกษาไทยเรื่องเครื่องแบบ เรื่องกฏเกณฑ์ ไม่ค่อยเท่าไหร่

แต่มาเจอระบบการศึกษาใหม่ ที่เรียกได้ว่า "การยัด"

มีเท่าไหร่ก็พยายามยัดๆๆ เข้ามาในสมองเด็ก ให้ได้มากที่สุด

โดยไม่คำนึงถึงคุณภาพ...ทุกๆวันนี้ครูรัฐบาลไม่ได้สอนเด็กอย่างจริงจัง

เพราะต้องคอยทำผลงาน และแผนการสอนเพื่อให้ผลประเมินของตนเองนั้นผ่าน

เวลาใส่ใจเด็กก็น้อยลง ต้องมัวพะวงกับ การตรวจประเมินการสอน...

เนื้อหา ระบบใหม่ การสอบ แบบใหม่  :49:  การปลูกฝังอะไรใหม่ๆ

ค่านิยมใหม่ๆ ตั้งแต่สังเกตมา มีอะไรใหม่ๆ เข้ามา ไม่ได้ช่วยให้ทุกอย่างดีขึ้น

แต่กลับแย่ลงไปอีก การศึกษาไทยขาดคุณภาพ ขาดการปลูกจิตสำนึกที่ดี

สังคมมันถึงได้แย่ และเลวร้ายลงทุกวัน  :05:  พูดแล้วก็เหนื่อยใจ

เห็นครู"บางคน"ทำงานแล้วก็สงสาร


TT^TT ,, เปิดพจนานุกรมทีสิ !! คำว่า "อนาคต" คืออะไร ?

วันดี.ฮอลิเดย์

คคห.ของคุณเก้อน่าสนใจมากเลยอ้ะ อ่านแล้วนึกถึงห้องที่เคยสอนด้วย ห้อง ป.๔ ชื่อห้องสาละเหมือนกัน

"แกบอกว่า โลกอุดมคติ มันมีอยู่ในอุดมคตินั่นแหละ อยู่ในอากาศ ยังไม่มีอยู่จริง
แต่ยังไงไอ้การจะสร้างโลกแบบนั้นได้เราต้องมีอุดมคติก่อน ฝันก่อนว่างั้น
แล้วโรงเรียนแห่งนั้น ก็บอกว่า เรามาเริ่มเป็นพลเมืองในอาณาจักรแห่งอุดมคติเถอะ"

โดนสุดๆ .. บางคนที่เคยคุยกันชอบวิพากษ์เราว่าเป็นพวกคิดแบบอุดมคติ ซึ่งจริงๆ ก็ใช่แหละ ก็คิดแบบนั้น เพราะความคิดความเห็นที่ถูก มันเป็นแนวทางนำไปสู่การกระทำที่ดี ส่วนจะทำได้ไม่ได้ ทำได้มากได้น้อย อันนี้แล้วแต่ความเป็นไป กำลังความสามารถ การประยุกต์ใช้ ความยืดหยุ่น ฯลฯ ก็ยังเชื่อว่าข้อแรกของมรรคมีองค์แปดเป็นตัวแรกที่ควรมอง มีสัมมาทิฎฐิเป็นตัวตั้งต้น .. ถ้าอยากจะทำอะไรสักอย่างแล้วเอาการบรรลุผลเป็นตัวตั้งต้น มันก็จะสำเร็จแบบผิวๆ แล้วก็เกิดปัญหาในระยะยาว เหมือนคนเดินไปถึงที่เดียวกัน แต่เดินไปแบบไม่ถูกทาง

ตอนเด็กๆ เรียนหนังสือไม่เคยคิดเรื่องชุดยูนิฟอร์มอะไรเลย สมองไปไม่ถึงเรื่องนั้น เพราะมองแต่เรื่อง "เรียนในห้อง" สำหรับตัวเองคิดว่าจุดที่ไม่เวิร์ค คือการที่เรามองการเรียนการศึกษาเป็นเรื่องแยกส่วน คือพอเรียนเสร็จแล้วก็ไปทำอย่างอื่น เรื่องทุกเรื่องในชีวิตเป็นเรื่องแยกกันไปโดยสิ้นเชิง พอเรียนเสร็จสอบเสร็จก็คือเสร็จกัน 55 การที่จะรู้จักหยิบมาเชื่อมโยงกับชีวิตก็เลยไม่เกิด ก็เลยเหมือนการเรียนไปงั้นๆ ไม่เกิดประโยชน์อะไรขึ้นมาสมกับที่ตั้งใจเรียนไป 

ก็เลยไม่แปลกใจว่าทำไมคนเรียนจบแล้วถึงได้ลืมหมดเลยว่าเรียนอะไรมา ที่เคยได้รับการสั่งสอนว่า "โตขึ้นจะเป็นพลเมืองที่ดี" พอออกนอกห้องก็เชื่อมโยงไม่ได้ เพราะเข้าใจว่า "โลกนอกห้องเรียน" กับ "โลกในห้องเรียน" เป็นคนละเรื่องกัน ที่เรียนมาเอามาใช้อะไรไม่ได้เลย ที่บอกว่าให้เป็นคนดี จริงๆ ทำไม่ได้หรอก โตมาทุกคนก็ต้องเป็นไปตามโลกอยู่ดี.. คิดกันแบบนี้เป็นปกติ เป็นความล้มเหลวของการสร้างสังคม หลายคนไม่คิดว่าเราสร้างสังคมได้ คิดแต่ว่าสังคมบอกว่าทำให้เราเป็นแบบนั้นแบบนี้

ทีนี้ตอนที่ไปเป็นครูเอง โชคดีที่เผอิญไปเจอโรงเรียนที่มีแนวทางที่ดี ก็เลยได้สอนแบบที่ตัวเองชอบ (จริงๆ มันยากมากเลยอ้ะ - -*) ที่โรงเรียนเขาจะเน้นให้ครูสอนทั้งสองด้าน คือ สิปปทายก กับ กัลยาณมิตร (ขอแปลภาษาแขกเป็นภาษาไทยเข้าใจง่ายๆ ว่า "ศิลปวิทยา" กับ "การชี้แนะให้เกิดปัญญา") ซึ่งในส่วนของการเป็นกัลยาณมิตรกับเด็กนี่แหละ ที่คิดว่าตอนเราเด็กๆ เป็นเรื่องที่ครูหลายๆ คนไม่ได้ให้เรา (ส่วนตัวเข้าใจว่าครูสอนไม่ทัน เพราะแค่สอนในตำราก็ไม่ทันแล้ว ครูที่กล้านอกกรอบคงไม่มีชีวิตปกตินัก - -*)

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดๆ เช่น สมมติสอนวิทยาศาสตร์เรื่อง "คุณสมบัติของวัตถุ" ครูก็จะเตรียมการสอนตามเนื้อหาในหนังสือ - ทำการทดลองส่วนหนึ่ง แล้วก็อีกส่วนจะเป็นการเชื่อมโยงกระตุ้นให้เด็กคิดต่อ เช่น วัตถุแต่ละชิ้นมีคุณสมบัติในตัว (เย็น ร้อน อ่อน แข็ง พาความร้อน นำไฟฟ้า ฯลฯ) แล้วคนเราล่ะมีคุณสมบัติอะไร ก็คิดกันไป ไม่มีถูกผิด ให้เด็กคิดเล่นๆ แต่ครูก็ตั้งแนวไว้ด้วยส่วนหนึ่งเพื่อร่วมกันสรุปบทเรียน.. ที่ว่าสอนยาก คือยากหลายอย่าง ทั้งเรื่องเวลา เรื่องหลักสูตร(ที่ต้องครบตามที่กระทรวงบอก) เรื่องความสามารถของครูเอง ฯลฯ

ถ้ามองไปด้วยกันที่ตัวครูๆ เอง เรื่องรายได้เป็นปัญหานะ ไม่ใช่แค่เฉพาะในกลุ่มครูเองเท่านั้น ในกลุ่ม "คนที่อยากจะเป็นครู" ด้วย พอเห็นรายได้แล้วก็ถอยหนีกันหมด (เคยมีน้องๆ หลายคนอยากจะลองทำอาชีพนี้ แต่ก็ทำไม่ไหว) ไม่อยากให้ครูที่ต้องการจะทำอะไรเพื่อสังคมจริงจังต้องใช้ชีวิตแบบแหวกโลกมากเกินไป เขาก็เหนื่อยเป็น เหมือนการว่ายน้ำสวนกระแสน้ำ พอถึงจุดหนึ่งเขาอาจจะจมน้ำ

ดังนั้น การจะเป็นครูที่ดี ต้องฟิตอยู่เสมอ :02:

ปล. เรื่องยูนิฟอร์ม
ตอนอนุบาล.. พ่อแม่ให้ใส่อะไรก็ใส่ ไม่มีคำถาม ไม่มีปัญหา
ตอนประถมฯ .. อะไรก็ได้ ไม่มีคำถาม ไม่มีปัญหา
ตอนมัธยมฯ .. เริ่มมีคำถาม ทำไมต้องตัดผมเหมือนกันทุกคน ทำไมต้องพับถุงเท้าเท่านี้ แต่ก็ไม่เคยถามออกมา ยังไม่มีปัญหา
ตอนเรียนมหาวิทยาลัย.. ช่วงแรกๆ ที่เข้าไป ธรรมศาสตร์ไม่บังคับให้แต่งชุดนักศึกษา ตอนนั้นก็เลยไม่ค่อยแต่ง ก็มีคำถาม ทำไมไม่บังคับให้แต่ง ไม่มีระเบียบ - -*

จริงๆ เรื่องการแต่งชุดยูนิฟอร์มเนี่ย ส่วนตัวคิดว่าดีนะ ไม่เปลือง(เงิน เวลา และสมอง) ไม่เปรียบเทียบ เรียบร้อยดี
http://wdgd.multiply.com/journal/item/149
วางแผงแล้วจ้า (^0^)/

ความฝันกลางฤดูร้อน

เวลาเรียนได้เจอครูดีๆเป็นส่วนใหญ่ เลยไม่ได้รู้สึกอะไร แต่พอเรียนจบออกมาลองมองย้อนกลับเข้าไปสมัยเรียนก็จะเห็นอะไรหลายๆอย่าง
แบบแง่ลบก็เจอ
อาจารย์ที่สอนแบบกั๊กๆแล้วสอนเต็มที่เฉพาะเวลาเรียนพิเศษหลังเลิกเรียน (ม.ปลาย)
นักศึกษาที่เอาเปรียบเพื่อนด้วยการทำงานไม่เต็มที่ (ทำตามหน้าที่ในระเบียบ แต่ไม่ได้ทำงานตามงานที่มีอยู่จริง)

แบบแง่บวกก็เจอ
อาจารย์ที่สอนแบบทุ่มเท มีอะไรให้หมด
อาจารย์ที่สอนแบบเสียสละเวลาส่วนตนให้

ถามว่าเงินเดือนอาจารย์สอนกลุ่มนี้ต่างกันมากไหม ผมว่าไม่ต่างกันนะ ... อาจารย์ที่เสียสละ และ อาจารย์ที่เห็นแก่ตัว ก็มี
ดังนั้นผมว่าเงินไม่ใช่คำตอบ
แต่ที่ผมรู้สึกคือ ช่วงสัก 10 กว่าปีที่ผ่านมา สังคมมีความต้องการความรับผิดชอบของคนในวิชาชีพสูงขึ้น คนเราเรียกร้องเอาหลายสิ่งหลายอย่างจากอาจารย์มากขึ้น เวลามีเรื่องอะไรเกิดขึ้นมาก็ร้องเรียนเรียกร้องกันมากขึ้น
แน่นอนว่ามันทำให้อาจารย์ที่ไม่ดี ก่อเหตุได้ลดน้อยลง
แต่ในขณะเดียวกันมันก็ทำให้อาจารย์ที่ดีโดนกดดันไปด้วย

อย่างน้อยๆเลย ข่าวแต่ละครั้งหรือมุมมองจากสังคมที่มองอาจารย์ ก็มองอาจารย์แย่ลง
อาจารย์ที่ดีๆ ที่อยากจะทุ่มเทให้นักเรียนก็ต้องระวังตัวให้มากขึ้น เพราะถ้าเกิดเหตุโดนร้องเรียนขึ้น ... ต่อให้ตนเองถูกต้อง แต่ก็จะเสียชื่อ
หรือเป็นอาจารย์ที่ดี แล้ววันๆมีแต่คนด่าครูทุกวัน ... ก็หมดกำลังใจได้เหมือนกัน
คนที่จะเป็นครูอาจารย์ในปัจจุบัน ผมว่าไม่น้อยทีเดียวที่ต้องหาทางหนีทีไล่เผื่อวันนึงเป็นครูต่อไปไม่ได้

ดังนั้นความเป็นสังคมอุดมคติทางการศึกษา ไม่ใช่แค่การคาดหวังให้อาจารย์เป็นคนดี
แต่สังคมควรจะสนับสนุนและปกป้องคนดีให้ทำงานต่อไปได้อย่างไม่มีความกังวลใจ

ฝันซ่อนสับสนวุ่นวาย หย่อนคล้อย

SMF 2.1.7 © 2026, Simple Machines