คนที่ซื้อFullHDไปเนี่ยเสียตังฟรีหรือ?

เริ่มโพสต์โดย itor, 24 พ.ย. 2008, 03:20 น.

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังเปิดอ่านโพสต์นี้

itor

720 หรือ 1080... 1080i หรือ 1080p? ที่นี่มีคำตอบ

จากบทความ: 720 or 1080... 1080i or 1080p?? Answers here...
โดย: RUSirius
ที่มา: http://boardsus.playstation.com/playstation/board/message?message.uid=27027175#U27027175
แปล/เรียบเรียงโดย: mrzane
อ้างอิง: กระทู้ "คนที่ซื้อ Full HD ไปเนี่ยเสียตังฟรีหรือเปล่า" โดยคุณ morigan - http://www.dvdgameonline.com/forums/index.php?showtopic=83407



---------------------------------------------------------

ผม (ผู้เขียน) เป็นวิศวกรด้านกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์ งานของผมเกี่ยวข้องโดยตรงกับระบบโทรทัศน์, สัญญาณโทรทัศน์ (broadcast signal), สัญญาณความละเอียดสูง (HD signal) และอื่นๆ ด้วยเหตุนี้ผมจึงต้องทำงานคลุกคลีอยู่กับสิ่งเหล่านี้ทุกๆ วัน ซึ่งทำให้ผมสามารถนำความรู้ส่วนหนึ่งมาช่วยตอบปัญหากระทู้ต่างๆ ตามเว็บบอร์ดหลายๆ แห่ง เพื่อเป็นประโยชน์ต่อหลายๆ คนที่มีปัญหา หรือกำลังสนใจในเรื่องเหล่านี้

ด้วยเหตุผลข้างต้น ผมจึงถูกถามคำถามเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่บ่อยๆ ผมจึงมีความคิดที่จะเขียนบทความขึ้นมาเพื่อตอบปัญหาเหล่านี้โดยเฉพาะ ซึ่งเป็นที่มาของบทความนี้นั่นเอง เพราะฉะนั้นเรามาเริ่มกันเถอะ...

อ้างอิง"ผม ควรจะตั้งความละเอียดที่ 720p หรือ 1080i ดีครับ?", "1080i ต่างกับ 1080p ยังไง?", "ผมควรจะใช้ 1080p หรือ 720p ก็พอ?", "มีความแตกต่างที่สังเกตได้ระหว่าง x กับ y หรือไม่?"... ฯลฯ
'

ข้าง บนนี้เป็นตัวอย่างของคำถามที่มีคนถามอยู่ตลอดเวลา... แต่ปัญหาก็คือ มันไม่มีคำตอบที่ตายตัวต่อคำถามเหล่านั้น เพราะคำตอบมันขึ้นอยู่กับหลายๆ ปัจจัย และวิธีเดียวที่จะสามารถตอบปัญหาเหล่านี้ได้คือ การเข้าใจอย่างถ่องแท้ในความแตกต่าง (ความแตกต่างทางเทคนิคของสัญญาณ HD ประเภทต่างๆ – ผู้แปล) เอาล่ะ เรามาสนุกกันได้แล้ว


Section A: ความละเอียด (resolution)

สิ่ง แรกที่คุณควรจะทำความเข้าใจคือ ความละเอียด (resolution) ของทีวีของคุณ – เริ่มจากข้อเท็จจริงกันก่อนว่า HDTV ใหม่ๆ (microdisplay, LCD, DLP, LCoS, Plasma และ directview LCD) สามารถที่จะแสดงความละเอียดที่ 480 เส้น, 720 เส้น และ 1080 เส้น (เพิ่มเติม: HDTV ที่สนับสนุนระบบ PAL สามารถแสดงความละเอียดที่ 576 เส้นได้ด้วย – ผู้แปล)

หลายๆ คนคงคิดว่า "ใหญ่กว่า ย่อมดีกว่า (bigger is better)"... ยิ่งทีวีความละเอียดสูงเท่าไหร่ ก็ยิ่งจะแสดงรายละเอียดบนภาพได้มากขึ้นเท่านั้น แต่ปัญหาก็คือความคิดนี้ใช้ไม่ได้เสมอไป เหตุผลก็คือ ยิ่งทีวีของคุณจอเล็กเท่าไหร่ ขนาดของจุดสี (pixel) ก็ยิ่งเล็กลงเท่านั้น และเมื่อขนาดของ pixel เล็กมากจนถึงระดับหนึ่ง คุณก็จะเริ่มมองไม่เห็นความแตกต่างระหว่างความละเอียดที่สูงกว่า กับความความละเอียดที่ต่ำกว่าอีกต่อไป

เรามาดูตัวอย่างกันเถอะ สมมติว่าคุณกำลังอ่านบทความนี้บนจอยักษ์ขนาด 350 นิ้ว ถ้าคุณเดินเข้าไปใกล้เจ้าจอยักษ์ตัวนี้ แล้วก็มองไปที่ตัวอักษรตัวหนึ่ง สมมติว่าเป็นจุด (.) ก็แล้วกัน คุณจะเห็นว่า จุดจุดนี้ประกอบไปด้วย pixel หลายๆ pixel ที่เรียงชิดกันตามรูปภาพข้างล่าง


จาก ภาพจะสังเกตเห็นว่า เจ้าจุดนี้ดูสมประกอบ และมีรายละเอียดดี ซึ่งเมื่อนับจำนวนพิกเซลที่ประกอบเป็นเจ้าจุดนี้ จะนับได้ 20 พิกเซลพอดี
ทีนี้เรามาลองปรับลดความละเอียดบนจอ 350 นิ้วตัวเดิมลงครึ่งหนึ่ง เมื่อเราเข้าไปมองใกล้ๆ ที่จุดตัวเดิม เราจะเห็นว่ามันกลายเป็นแบบนี้


ใน ภาพที่สอง จะสังเกตเห็นได้ว่า จุดจุดนี้มันดูไม่สมประกอบอีกต่อไปแล้ว เพราะมันไม่มีจำนวนพิกเซลเยอะพอที่จะประกอบกันเป็นจุดกลมๆ ได้ ซึ่งนี่ก็ดูเหมือนว่าทฤษฎี "ยิ่งจอละเอียดเท่าไหร่ ภาพก็จะยิ่งดูดีเท่านั้น" ตามที่ผมได้กล่าวไว้ก่อนหน้านี้จะถูกต้อง แต่มันไม่ได้เป็นอย่างนั้นน่ะสิครับ เพราะเรากำลังเพ่งดูจุดที่ว่านี้ "อย่างใกล้ชิด" บนจอขนาด 350 นิ้ว

ทีนี้สมมติว่าคุณกำลังนั่งอ่านบทความนี้บนจอขนาด 19 นิ้ว เรามาลองดูจุดอีกจุดหนึ่งกันเถอะครับ ---> .

จุด ที่คุณเห็นอาจประกอบไปด้วยเม็ดพิกเซลจำนวน 4 พิกเซล ขึ้นอยู่กับความละเอียดของหน้าจอคุณ (และความละเอียดที่คุณตั้งไว้ใน control panel – ผู้แปล) ลองคิดดูนะครับว่า ถ้าคุณปรับความละเอียดของหน้าจอเพิ่มขึ้นอีกให้เป็น 38928282 x 38928282 คุณจะเห็นความแตกต่างของจุดที่ว่านั่นหรือไม่?... ไม่เห็นใช่ไหมครับ? ถึงแม้ว่าเมื่อคุณปรับความละเอียดเพิ่มขึ้น และความละเอียดนี้จะทำให้จุดที่ว่านี้ประกอบไปด้วยเม็ดพิกเซลจำนวน 100 เม็ด คุณก็จะไม่เห็นความแตกต่างของมัน ยังไงจุดที่ประกอบไปด้วย 4 พิกเซล ก็จะดู "เหมือนกันทุกประการ" กับจุดที่ประกอบไปด้วย 100 พิกเซล จริงอยู่ว่ารายละเอียดเล็กๆ อาจจะหายไป แต่ด้วยขนาดจอที่ไม่ใหญ่มาก ทำให้ตาของคุณไม่สามารถบอกความแตกต่างของจุดขนาด 4 พิกเซลกับจุดขนาด 100 พิกเซลได้โดยการดูด้วยจอขนาด 19 นิ้ว

ด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงทำให้การที่ทีวีที่เป็นแบบ 720 เส้น จะแสดงภาพที่ดูดีพอๆ กับทีวีที่เป็น 1080 เส้นได้ จะต้องขึ้นอยู่กับขนาดของทีวีเอง ยิ่งถ้าทีวีมีขนาดเล็ก และขนาดพิกเซลเล็กลงเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งไม่สามารถสังเกตเห็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่หายไปได้

อย่าง ไรก็ตาม ปัจจัยเหล่านี้ขึ้นอยู่กับสายตาของคนมอง, ขนาดของจอ กับ ระยะห่างระหว่างจอกับผู้ชมด้วย กราฟต่อไปนี้แสดงความสัมพันธ์ระหว่างความละเอียดของจอ (resolution) กับระยะการชม (viewing distance) และขนาดของทีวี


เมื่อ พิจารณาจากกราฟข้างบน สมมติว่าคุณกำลังจะซื้อจอ HDTV ขนาด 40 นิ้ว... วิธีเดียวที่คุณจะสามารถบอกความแตกต่างระหว่างความละเอียด 1080p กับ 720p คือการนั่งดูทีวีที่ระยะ 5 ฟุตหรือใกล้กว่านั้น ถ้าคุณซื้อจอขนาด 50 นิ้ว ระยะที่เหมาะสมก็จะเป็น 7 ฟุต, จอขนาด 60 นิ้ว ก็จะเป็น 7.5 หรือ 8 ฟุต เพราะฉะนั้น ถ้าคุณซื้อ HDTV มานั่งชมในห้องนั่งเล่นที่ระยะรับชมปกติของคนส่วนใหญ่ คุณจะไม่ได้รับประโยชน์จากความละเอียด 1080p เลย

ยังมีอีกประเด็นหนึ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่ทราบ ซึ่งผมต้องการจะกล่าวก่อนที่เราจะไปคุยเรื่องเกี่ยวกับ Interlace และ Progressive คือ...

ผม ได้ยินหลายๆ คนพูดอยู่ตลอดเวลาว่า "ผมมีทีวีรุ่น xxx พอผมปรับเป็น 1080i แล้วภาพสวยขึ้นกว่า 720p อย่างเห็นได้ชัด" – ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยในเกือบทุกกรณีที่คนเหล่านี้จะเห็นความแตกต่างระหว่าง 720p กับ 1080i และนี่คือเหตุผล...
(เพิ่มเติมจากผู้แปล: ผู้เขียนกำลังกล่าวถึงทีวีแบบ 480p/720p ที่สามารถรับสัญญาณแบบ 1080i ได้)

ถ้า คุณมีทีวีแบบที่เป็น microdisplay (DLP, LCD, LCoS หรือ Plasma และ directview LCD) ซึ่งรับสัญญาณได้สูงสุดที่ 1080i – ทีวีเหล่านี้เกือบทั้งหมดจะสนับสนุนความละเอียดสูงสุดที่ 720p เท่านั้น หลายๆ คนอาจจะเถียงผมว่า "เหลวไหล!... ผมตั้งทีวีของผมที่ความละเอียด 1080i มาตลอด" ... ใช่แล้วครับ คุณสามารถตั้งความละเอียดที่ 1080i ได้เพราะว่าทีวีของคุณมันรองรับความละเอียดดังกล่าวได้ แต่ปัญหาก็คือ หน่วยประมวลผลภายในทีวีของคุณมันทำงานที่ความละเอียด 720p เท่านั้น ซึ่งหมายความว่าสัญญาณ 1080i ที่คุณป้อนเข้าไปให้กับทีวี จะถูกประมวลผลและลดขนาด (downscale) ให้เป็น 720p เพื่อให้แสดงบนหน้าจอได้ เพราะฉะนั้นการสลับไปมาระหว่าง 1080i กับ 720p จึงไม่มีผลกับคุณภาพของภาพที่แสดงบนจอ แต่ภาพแบบ 1080i จะมี motion artifact ซึ่งจะทำให้มันดูแย่กว่า (ผมจะอธิบายเกี่ยวกับเรื่องนี้ใน Section B)

สำหรับบางคนที่มีโทรทัศน์แบบ CRT และเถียงอย่างสุดใจขาดดิ้นว่าจอของท่านแสดงภาพ HD ได้สวยงามกว่าจอแบบ xxx เสียอีก – ผมขออธิบายตรงนี้ว่าจอ CRT เหล่านี้สามารถรับสัญญาณ HD ได้จริง แต่มันไม่สามารถแสดงภาพที่ความละเอียดตามสัญญาณที่คุณป้อนเข้าไปแน่ๆ (ตามข้อจำกัดของหน่วยประมวลผลภายใน และความละเอียดจริงของหน้าจอในย่อหน้าที่แล้ว – ผู้แปล) ที่คุณมองเห็นว่าภาพที่ออกมาดูดีกว่าเมื่อคุณป้อนสัญญาณ HD เข้าไปนั้น เป็นเพราะหลักการ "loss of detail" ครับ

"Loss of detail" เป็นหลักการเดียวกับที่ช่างภาพใช้ในการถ่ายรูปคนด้วยเลนส์/ฟิลเตอร์แบบ soft focus มานานปี เนื่องจากว่าองค์ประกอบต่างๆ ของใบหน้าคน (รวมถึงความไม่สมบูรณ์แบบต่างๆ บนใบหน้า – ผู้แปล) เมื่อถ่ายรูประยะใกล้ออกมาจะดูไม่ดีนัก ช่างภาพจึงต้องใช้ soft focus ทำให้ภาพที่ออกมาได้ดูมัว (blur) เล็กน้อย เพื่อให้ภาพที่ออกมาดูสวยงาม หลักการเดียวกันนี้ได้ถูกนำมาใช้กับจอแบบ CRT เช่นเดียวกัน โดยการใช้วิธีการ blur และ softening เพื่อทำให้สัญญาณภาพที่ไม่ค่อยดีนักดูดีขึ้นมาได้ ถ้าคุณเปรียบเทียบภาพที่ได้จากจอ CRT กับภาพ HD อย่างแท้จริงแล้วคุณจะมองเห็นความแตกต่างอย่างแน่นอน

ในอีกนัยหนึ่ง ถึงแม้ว่าทีวีคุณจะรับรองรับสัญญาณ 1080i แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะแสดงผลที่ความละเอียดนั้น ความละเอียดที่แท้จริงที่ทีวีคุณแสดงออกมาคือ 720p

หัวข้อถัดไปคุณควรจะทำความเข้าใจ คือเรื่องความแตกต่างระหว่างภาพแบบ Interlace กับแบบ Progressive มาอ่านกันเถอะครับว่าเป็นยังไงบ้าง

Section B: Interlaced vs. Progressive

ก่อน จะเข้าเรื่อง Interlace และ progressive คุณควรทำความเข้าใจในเรื่อง frame rate เสียก่อน เรามาเริ่มกันด้วยตัวเลขวิเศษกันเถอะครับ เลขที่ว่านั้นคือ 60 ครับ

บางท่านอาจจะพอทราบมาบ้าง ว่าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (ทีวี) ส่วนใหญ่ทำงานที่ 60 เฮิร์ท – ความถี่ของคลื่นไซน์ของไฟฟ้ากระแสสลับคือ 60 Hz หรือ 60 รอบต่อวินาที (เพิ่มเติมจากผู้แปล: ความถี่ที่ผู้เขียนกล่าวถึง เป็นความถี่ของประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศอื่นๆ ที่ใช้ไฟ 110v, 60Hz. – ประเทศไทยใช้ไฟฟ้าแบบ 220v, 50Hz)

ด้วยเหตุผลนี้ ทีวี NTSC จึงอัพเดทภาพบนหน้าจอด้วยความถี่ 60 ครั้งต่อวินาที พูดง่ายๆ คือ ทีวีของคุณจะแสดงภาพ 60 ภาพในเวลา 1 วินาที

ที นี้สมมติว่าคุณมีสัญญาณภาพ ซึ่งเป็นภาพที่ประกอบไปด้วยเส้นแนวนอน 4 เส้น ถ้าสัญญาณนั้นเป็นสัญญาณแบบ Progressive มันก็จะถูกวาดบนทีวีแบบนี้ครับ:

1: ---------------------------------------
2: ---------------------------------------
3: ---------------------------------------
4: ---------------------------------------

เส้น แต่ละเส้น จะถูกวาดบนจอเรียงตามลำดับ จากเส้นที่ 1 ไปจนถึงเส้นที่ 4 และจะถูกวาด 60 ครั้งต่อ 1 วินาที ซึ่งภาพแต่ละภาพนี้เราเรียกว่า "เฟรม (frame)"

อย่างไรก็ดี ถ้าสัญญาณภาพข้างต้นเป็นแบบ Interlace มันจะถูกวาดแบบนี้ครับ:

1: ---------------------------------------
3: ---------------------------------------

ตามด้วย

2: ---------------------------------------
4: ---------------------------------------

ทุกๆ ตำแหน่งที่ 1 ใน 60 ของหนึ่งวินาที (1/60th second) การวาดภาพแรกจะเริ่มขึ้นที่การวาดเส้นที่ 1 กับ 3 ก่อน หลังจากนั้นจึงวาดเส้นที่ 2 กับ 4 โดยกระบวนการนี้จะกินเวลาไปถึงตำแหน่งที่ 30 (1/30th second) หลังจากนั้น เส้นที่ 1 กับ 3 จะถูกวาดซ้ำอีก และถัดมาก็วาดเส้นที่ 2 กับ 4 อีกครั้ง และดำเนินเช่นนี้ไปเรื่อยๆ พูดง่ายๆ คือ แทนที่จะวาดทุกเส้นเรียงกันไปเรื่อยๆ เหมือนกับสัญญาณ progressive ทีวีของคุณจะวาด "เส้นเว้นเส้น" แทน – การวาด 2 ครั้งประกอบกันจึงกลายเป็นภาพ 1 ภาพ โดยครึ่งหนึ่งของภาพเราจะเรียกว่า "field" ซึ่งเมื่อนำ field 2 field มาประกอบกันจะทำให้ได้เป็นภาพที่สมบูรณ์ เราจะเรียกว่า frame (เพิ่มเติมโดยผู้แปล: 1 frame ประกอบไปด้วย 2 fields ฉะนั้น ใน 1 วินาที ทีวีแบบ NTSC จะวาดภาพทั้งหมด 60 fields หรือ 30 frames นั่นเอง)

หลังจากเข้าใจหลักการของ Interlace และ Progressive แล้ว เรามาคุยกันต่อถึงเรื่องสัญญาณ ATSC (มาตรฐานสัญญาณ HDTV ของสหรัฐอเมริกา http://en.wikipedia.org/wiki/Atsc – ผู้แปล) ซึ่งถูกกำหนดไว้ถึง 18 มาตรฐานด้วยกัน แต่ผมจะยกตัวอย่างเฉพาะมาตรฐานหลักๆ เท่านั้น

    * 720p เป็นมาตรฐานที่ประกอบไปด้วยเส้นสัญญาณจำนวน 720 เส้น โดยทำงานบน frame rate ที่ 60 frames ต่อวินาที ซึ่งหมายความว่าจะมีการวาด 720 เส้น (ตามลำดับ) ในทุกตำแหน่งที่ 1/60th ของวินาที
    * 1080i เป็นมาตรฐานที่ประกอบไปด้วยเส้นสัญญาณจำนวน 1080 เส้น ทำงานบน FIELD rate ที่ 60 fields ต่อวินาที – 1 frame ประกอบไปด้วย 2 fields ฉะนั้นใน 1 วินาที จึงแสดงภาพได้ 30 frames (ตามหลักการ interlacing – ทุกๆ field จะใช้เวลา 1/60th วินาทีในการวาดภาพครึ่งหนึ่ง และ field จำนวน 2 fields จะถูกวาดในตำแหน่งที่ 1/30th ของวินาที และ 2 fields ที่เกิดขึ้นนี้จะเกิดการ "รวม" เข้าด้วยกันเป็นภาพเดียว (1 frame) ด้วยสายตาของเราเอง
    * 1080p ก็เช่นเดียวกัน – เป็นมาตรฐานที่ประกอบไปด้วยเส้นสัญญาณจำนวน 1080 เส้น โดยทำงานบน frame rate ที่ 60 frames ต่อวินาที ซึ่งหมายความว่าจะมีการวาด 1080 เส้น (ตามลำดับ) ในทุกตำแหน่งที่ 1/60th ของวินาที

ด้วย มาตรฐานทั้ง 3 มาตรฐานที่ผมกล่าวมา หลายๆ คนอาจจะมองว่า 1/60 วินาทีนั้นเร็วมาก... เร็วกว่าที่ตามนุษย์จะสังเกตเห็นได้ ถึงแม้ว่าแต่ละ field จะประกอบไปด้วยภาพแค่ครึ่งเดียว แต่ field เหล่านั้นก็จะถูก "รวม" เข้าด้วยกันเป็นภาพโดยตาและสมองของเรา ถ้าอย่างนั้นก็ไม่มีความแตกต่างระหว่าง interlace กับ progressive สิ?

ที่ กล่าวข้างต้น จะถูกต้องได้ในกรณีที่คุณดูภาพนิ่งเท่านั้น แต่ปัญหาก็คือ ส่วนใหญ่แล้วเราคงไม่ได้เอาทีวีมาดูภาพนิ่งแน่ๆ และด้วยความที่ภาพบนทีวีเป็น "ภาพเคลื่อนไหว" นั่นเอง ที่ทำให้การแสดงภาพแบบ interlace มีปัญหาขึ้น....

ปัญหาดังกล่าวเรียก ว่า "motion artifacting" – ลองนึกภาพดูว่า สมมติว่าเรามีรูปกล่องสี่เหลี่ยมรูปหนึ่ง ซึ่งกำลังเคลื่อนที่จากด้านซ้ายไปทางด้านขวาของจอ ผมจะขอตัดเฉพาะภาพ ณ ตำแหน่ง 1/30th ของวินาทีที่ 1 มาแสดงให้ดู

ถ้าจอที่คุณใช้เป็นแบบ progressive ที่ตำแหน่ง 1/30th วินาทีจอของคุณจะแสดง frame ทั้งหมด 2 frames ซึ่งภาพที่แสดงจะเป็นดังนี้ (เพื่อให้สังเกตได้ง่าย ผู้เขียนได้แสดงภาพกล่องสี่เหลี่ยมดังกล่าวด้วยเส้นจำนวน 4 เส้น ที่กำลังเคลื่อนที่ไปทางขวาของหน้าจอ – ผู้แปล)



จากภาพข้างบน คุณจะเห็นว่ากล่องสี่เหลี่ยมดูเรียบร้อยดี และการเคลื่อนไหวของกล่องก็เป็นไปอย่างราบรื่นจากซ้ายไปขวา

ที นี้มาดูการแสดงภาพกล่องใบเดียวกันด้วยวิธีแบบ interlace กัน ณ ตำแหน่งที่ 1/30th วินาทีเช่นเดียวกัน เนื่องจากเป็นการแสดงแบบ interlace ทำให้ตอนนี้ภาพต้องถูกแบ่งออกเป็น 2 fields แทนที่จะเป็น 2 frames เหมือนกับแบบ Progressive เมื่อกล่องนี้มีการเคลื่อนไหว ภาพที่แสดงจะเป็นดังนี้


ถ้า สังเกตดู จะพบว่าการเคลื่อนไหวของกล่องจะเป็นเหมือนกับการเคลื่อนไหวแบบ progressive ที่ผมได้ยกตัวอย่างไปแล้ว และความเร็วของการเคลื่อนไหวก็เป็นความเร็วเท่ากับกล่องที่เคลื่อนไหวแบบ progressive อีกด้วย อย่างไรก็ตาม เนื่องจากว่าในการแสดงผลแบบ interlace จะต้องใช้ฟิลด์จำนวน 2 ฟิลด์ในการสร้างเฟรมขึ้นมา 1 เฟรม เพราะว่าฟิลด์ 1 ฟิลด์นั้นภาพแค่ครึ่งเดียว และเมื่อนำมาประกอบกับฟิล์ดถัดไปแล้ว สายตาและสมองของเราจะรวมทั้ง 2 ฟิลด์เข้ามาเป็นภาพเอง นั่นหมายความว่า ณ เวลาที่ 1/30th ของการแสดงเฟรมที่ 2 ภาพที่เราเห็นบนจอจะเป็นแบบนี้


เริ่มเห็นแล้วใช่มั้ยครับ ทีนี้สมมติว่ากล่องถูกเลื่อนไปทางขวาอีกนิดนึง (ประมาณ 2 เฟรม) ภาพที่ได้ก็จะเป็นแบบนี้


เรา จะเห็นว่ากล่องสี่เหลี่ยมที่วิ่งจากซ้ายไปขวาของหน้าจอจะดูไม่เรียบเหมือน กับการแสดงแบบ progressive โดยเฉพาะตรงขอบของกล่องที่ไม่เรียบเอาซะเลย ตรงนี้ล่ะครับที่เราเรียกว่า "motion artifacting" นี่จึงเป็นเหตุผลว่าการแสดงผลแบบ interlace ถึงไม่ค่อยดีนัก โดยเฉพาะกับวีดีโอเกม


Section C: สรุป

ด้วย สิ่งที่ผมได้กล่าวถึงในบทความข้างต้น คุณคงพอจะทราบแล้วว่าทำไมการเลือก resolution ที่เหมาะสมมันจึงขึ้นอยู่กับหลายๆ ตัวแปร และหลายๆ องค์ประกอบ

อ้างอิงจริงๆ แล้ว TV ของคุณแสดงภาพที่ resolution เท่าไหร่กันแน่?

    * ถ้า ทีวีของคุณประมวลผลภายใน และแสดงภาพที่ 720 เส้น (หรือที่เรียกว่า native resolution – ผู้แปล) มันก็คงจะเป็นทางเลือกที่ไม่ดีนักที่คุณจะป้อนสัญญาณ 1080i ไปให้กับทีวีของคุณ เพราะยังไงทีวีของคุณก็จะแสดงภาพที่ 720 เส้นอยู่ดี และคุณก็จะได้ motion artifacting เพิ่มขึ้นมาเป็นของแถมอีกด้วย
    * ถ้า ทีวีของคุณสามารถแสดงภาพแบบ 1080 เส้น แต่รับสัญญาณได้สูงสุดที่ 1080i เท่านั้น ตรงนี้คุณก็จะต้องตัดสินใจแล้วว่า ตามระยะห่างที่คุณจะรับชม (ตามชาร์ทข้างบน) คุณจะเห็นความแตกต่างระหว่าง 720 เส้น กับ 1080 เส้นหรือไม่? ถ้าคุณตอบว่า คุณเห็นความแตกต่าง ก็ต้องมาพิจารณากันต่อว่า คุณจะยอมแลกรายละเอียดของภาพที่เพิ่มขึ้นมานิดหน่อยกับ motion artifacting หรือไม่
    * แต่ถ้าทีวีของคุณเป็นแบบ 1080p อยู่แล้ว ก็ป้อนสัญญาณ 1080p เข้าไปได้เลย ไม่ต้องคิดอะไรมาก
    * ถ้า ตอนนี้คุณยังไม่ซื้อ HDTV และกำลังตัดสินใจว่าจะซื้อทีวีแบบ 720p หรือ 1080p อันนี้ก็คงต้องตัดสินใจแล้วว่า เมื่อพิจารณาขนาดของจอที่คุณจะซื้อกับระยะการชมที่คุณตั้งใจจะชมมัน (ตามชาร์ทข้างบน) แล้วมันคุ้มค่าหรือไม่
    * สุด ท้าย ถ้าคุณตัดสินใจที่จะซื้อจอแบบ 1080p อย่าลืมดูให้แน่ใจว่าจอนั้นสามารถรับสัญญาณ 1080p อย่างแท้จริงได้ เพราะทีวี 1080p หลายๆ รุ่นที่มีขายในท้องตลาด ณ ขณะนี้สามารถรับสัญญาณได้แค่ 1080i แล้วจึงเอาสัญญาณไป upscale ให้เป็น 1080p อีกที ซึ่งตามหลักการฟังแล้วดูดี แต่อย่าลืมเรื่อง motion artifacting เพราะฉะนั้นคุณก็จะไม่ได้ประโยชน์จากจอที่โฆษณาว่าเป็น 1080p ซักเท่าไหร่

จบแล้วครับผม หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนๆ ไม่มากก็น้อยนะครับ

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
เครดิตทั้งหมด+รูปภาพ+หาข้อมูลยกให้คุณ mrzane แห่ง dvdgameonline ครับ

ป.ล. มาหาข้อมูลเกี่ยวกับทีวีที่ซื้อมาเห็นว่ามีประโยชน์เลยเอามาลงให้ครับ
ป.ฮ. ถ้าเห็นว่าเข้ากับกลุ่มหมวดใดย้ายไปได้เลยนะครับ ผมไม่แน่ใจว่าจะอยู่หมวดไหนดี

iannnnn

โอ้ ขอบคุณครับ
มันเป็นเรื่องความต่างระดับมิลลิแม้วอีกแล้วใช่ไหม

เอาเข้าจริงพวกสัญญาณเสียงสัญญาณภาพนี่
ตูสบายใจเหลือเกินที่ไม่ได้เกิดมาหูทองตาทิพย์
เวลาดูเวลาฟังอะไรก็ว่ามันพอดีไปหมด

itor

ตัวอย่างคนที่ซื้อมาเพราะไม่เข้าใจกับระบบของทีวีนะครับ (เครดิต คุณบอน BoN -FF Planet-)


2008/Nov/21
เมื่อที่บ้านซื้อ LCD 40 นิ้วมา

พระบิดาออกจากบ้านไปซื้อ LCD TV 40 นิ้ว ในตอนเช้า

ในตอนบ่าย LCD TV 40 นิ้วได้มาลงจอดในห้องนั่งเล่นที่บ้านของผม

พระบิดาเดินไปกดปุ่มเปิดทีวีด้วยอาการระริกระรี้อย่างเห็นได้

"แว้บบบ" (เสียงภาพบนจอทีวีค่อยๆ ปรากฏขึ้นมา)

พระบิดาหน้าถอดสี ด้วยความรู้สึกเหมือนเจอพันธมิตรปิดล้อมถนนทุกสายรอบบ้านเมื่อวันวาน

"ทะ ทำไมมันถึงเป็นแบบนี้!!!"

"ทำไม ภาพมันถึงมัวๆ ไม่ชัดเหมือนตอนดูที่ร้านล่ะ!!!!"

พระบิดาพูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นครือ สีหน้าบ่งบอกถึงความสับสนกังวล

วินาทีนั้นผมเชื่อว่าพระบิดากำลังครุ่นคิดว่าเค้าส่งทีวีมาผิดเครื่องรึเปล่า

"แม่งหลอกกูวววววววววววว"

พระบิดาสบถออกมาอย่างเบาๆ แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้ตัวประกอบที่ยืนอยู่แถวนั้นได้ยินกัน

ผมพยายามจะบอกพระบิดาว่าทีวีน่ะมันชัดแล้ว แต่สัญญาณทีวีเมืองไทยต่างหากที่ไม่ชัด แล้วก็เริ่มอธิบายเรื่องความละเอียดของหน้าจอ input ของสัญญาณภาพที่ต่างกันให้พระบิดาฟัง แต่ดูเหมือนวินาทีนั้นท่านจะไม่รับฟังอะไรแล้ว

พระบิดาพยายามปลอบใจตัวเอง ด้วยการเอาแผ่น DVD9 มาเปิดกับเครื่องเล่น DVD เก่าๆ ที่ต่อสาย AV ธรรมดาเข้ากับเจ้า 40 นิ้วนั่น แต่ผลที่ได้ออกมาก็คือความชอกช้ำใจ ที่ภาพที่ออกมาไม่ได้สวยขึ้นเลย แถมยังเห็นความอับยศมากขึ้นด้วยซ้ำ

ผมค่อยๆ เดินไปหยิบเครื่อง PS3 ในห้องของผม ด้วยความคิดที่จะนำมันไปลงจอดยังห้องนั่งเล่น เพื่อแสดงอภินิหารให้พระบิดาได้รับชม

แต่พลันที่ประตูห้องเปิดออกมาและพระบิดาได้เห็นเครื่อง PS3 ท่านก็ทรงตรัสว่า

"อย่าเอาเครื่องเกมมาต่อ TV แพงๆ นี่!! ห้ามเด็ดขาด!!! เดี๋ยว TV พังกันหมดพอดี!!!"

ผมอ้าปากขึ้นหมายจะอธิบายความแตกต่างระหว่างการส่งสัญญาณภาพสมัยที่ยัง ใช้สายเดี่ยว RF กับปัจจุบันที่ส่งผ่านสายสัญญาณ Digital/DVI/HMDI แล้ว แต่ยังไม่ทันจะได้พูดอะไร พ่อผมก็เอ่ยปากดักทางขึ้นมาก่อน

"ห้ามเถียง!! เป็นเด็กเป็นเล็กห้ามเถียงผู้ใหญ่!! พ่อแม่พูดอะไรก็ต้องเชื่อฟัง!!"

"แต่ว่าป๊า คือมัน..."

"บอกว่าอย่าเถียง!!!! หิ้วเครื่องเกมของมึงกับไปเลย!!!!"

.............................................................................

ผมหิ้วเครื่องเกมของผมกลับไปนอนกลิ้งอยู่ในห้องนอนตามเดิม จากนั้นก็ย่องมาห้องนั่งเล่นอีกครั้ง

ภาพที่ผมเห็นคือพ่อที่กำลังกลัดกลุ่มว่าทำไมทีวีแสนแพงที่ซื้อมาถึงมอบภาพที่แสนอัปปรีย์เช่นนี้ให้รับชม

วินาทีนั้นเอง ผมได้ยินเสียงของปิศาจร้าย กระซิบขึ้นมาจากก้นบึ้งแห่งจิตใจของผม

มันพูดว่า.......

"55555555555555555555555555555555555555555555555"

iannnnn


โต

ได้ของเล่นแล้วไม่แบ่งลูกเล่น  :21:

Earthchie

โฮก นึกว่าจะอ่านเล่นซะหน่อย เนื้อหาทั้งนั้นเลย แปะไว้ก่อน

ตอนนี้เรียนอยู่  :30:
ชื่อ Earth ครับ เรียกเอิดก็ได้ | Earthchie's Blog

Buob Marley

http://img3.f0nt.com/flash/66d37d0393ee1ab1e2e55182dfabf34e.swf

A Long Patience: Wish Us Luck (and Happy Anniversary)

คิ้วหนาจ้ะ

 :30:

เล่นเกมกะโทรทัศน์เนี่ย มันจะทำให้เสียไวจริงเรอะ
มันก็เปิดใช้งานเหมือนกันนี่หว่า

เด็กๆ ก็โดนมาแบบนี้เลย  :08:

itor

 :08: โดนมาเหมือนกันตั้งแต่สมัยเ่ล่น Famicom เครื่องแดงนั้นแหละฮะ
ใครที่มีพ่อแม่จะดูได้เลยว่าเค้าหัวโบราณไหมก็ตรงนี้แหละ :05:

ดาเฉยๆ

ดาว่า เรื่องอะไรต่อมิอะไร จะให้ฟังผู้ใหญ่ ก็พอรับไ้ด้นะ
แต่เรื่องเทคโนโลยี ขอเหอะ ได้โปรดอย่าเถียงเด็ก

ป.ล. ที่บ้านดา เรื่องพวกนี้เค้าฟังเด็กกันหมดนะ  :37:

คิ้วหนาจ้ะ

อ้างคำพูดจาก: ต่อ เมื่อ 24 พ.ย. 2008, 13:08 น.
:08: โดนมาเหมือนกันตั้งแต่สมัยเ่ล่น Famicom เครื่องแดงนั้นแหละฮะ
ใครที่มีพ่อแม่จะดูได้เลยว่าเค้าหัวโบราณไหมก็ตรงนี้แหละ :05:

ใช่เลย ตั้งแต่เครื่องแดง
พอโทรทัศน์พัง รายแรกที่โดนนี่ผมก่อนเลย

"นั่นไง โทรทัศน์พัง บอกแล้วใช่มั้ย ว่าอย่าเอาเครื่องเกมมาต่อเล่น"  :08:

O.D.M.

ผมว่าที่ชอบบอกว่าทีวีพังเพราะเครื่องเกมส์ เพราะสมัยก่อน (ไอเครื่อง Famicom เครื่องแดงนั่นแหละ)
มันจะต้องใช้สายอากาศคนละตัวกับสายทีวี ซึ่งรูเสียบหลังมันก็มีรูเดียว ถอดเสียบสลับกันไปมา จนทำให้ทีวีเริ่มไม่ชัด
เพราะรูมันเริ่มไม่สนิทแนบแน่นกับสายอากาศ เลยนึกไปว่าเกมส์ทำให้ทีวีมันรวน

เมื่อก่อนผมเองก็เล่นจนทีวีเป็นแบบนี้  :30: เคยยกไปที่ร้านซ่อมแล้วเค้าว่า รูที่เสียบข้างหลังมันหลวมจนเสียบไม่อยู่เลย
เพราะเวลาถอดเข้าถอดออก ก็อาศัยดึุงแบบเด็กๆกระชากมั่ง รีบๆมั่งเลยทำให้เป็นแบบนี้  :42:
- R u Happy with ur Rock&Roll ? -

itor

#12
วิธีเชคการใช้งานจอ LCD ทีวีครับ
- สามารถเชคได้โดยการกด รหัสลับ (ไม่รู้ใช่ม่ะ ผมก็เหมือนกันเพิ่งรู้เนี่ย :18:)
- อายุการใช้งานจอ LCD ทีวี มาตรฐานอยู่ที่ 60,000 ชมครับ แต่ตามการใช้งานจริง แล้วแต่ยี่ห้อครับ
- ระวังนะครับ อย่าปรับมั่วนะครับ เพราะ Service Menu มันไม่มี Reset นะครับ
ใครจะปรับผมแนะนำ ถ่ายรูปค่าเดิมไว้ให้ชัดๆเลยครับ ผิดพลาดจะได้ปรับกลับได้


Samsung ---------
ขณะปิดเครื่อง กด ปิดเครื่องอยู่ กด
Info → Menu → Mute → Power On



philips  ---------
กด 062596 + info
ไม่ก็ 0-6-2-5-9-7-Menu


LG ---------
press Menu on TV and remote simultaneously for 5 seconds
กด Menu บนตัว TV กับ Remote พร้อมกันต้างไว้ 5 วิ


Sony ---------
ของ Sony ขณะปิดเครื่อง (Stand By)

Display
"5"
Volume "Up"
Power

1. ปุ่ม 2 และ 5 ใช้เลือกหมวดหลักที่ต้องการ
2. ปุ่ม 1 และ 4 ใช้เลือกรายการย่อยต่างๆ ของหมวดหลักในข้อ 1
3. ปุ่ม 3 และ 6 ใช้เพิ่ม-ลดค่าของรายการย่อยที่เลือกไว้ในข้อ 2


BenQ ---------
menu-3-7-5-9-menu


Hitachi ---------
1. กด Menu บนตัวเครื่องค้างไว้
2. กดปุ่ม MENU+8+SELECT ที่ตัว Remote
จะออกจาก service menu ก็กดปุ่ม Exit บน Remote


Sharp ---------
1. ปิดเครื่องโดยปุ่ม Power ที่ตัวเครื่องครับ
2. กด AV กับ Vol - ที่ตัวเครื่องค้างไว้ครับ
3. กด Power ที่ตัวเครื่องโดยอย่าเพิ่งปล่อยปุ่ม Av และ Vol - นะครับ
4. รอจนกว่า service menu ปรากฏบนหน้าจอครับ
5. ถ้ามีตัวอักษร K ปรากฏบนจอให้กด Volume - & Channel - พร้อมกันครับ

ยังมีอีก 3 ข้อ

Use remote Channel Down button to "StandBy Type 0"
Now use VOLUME + to change it to "StandBy Type 1"
Turn off the TV using the standby power button on remote or top of tv.

ผมยังไม่กล้าปรับดูครับ เลยไม่เข้าใจ
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
มาอีกวิธีครับ

1. อ่านแล้วอาจจะ งง While the LCD is on, unplug the power cable ประมาณว่าขณะที่เปิดเครื่อง เราดึงปลั๊กมันออก
2. Then while pressing the {INPUT} & {VOL -} buttons on the remote,
plug the power cable back into the outlet.
ขณะที่เรากดปุ่ม input (ผมเดาว่าปุ่ม AV) และ Vol - ที่ remote ค้างไว้ให้เราเสียบปลั๊ก TV
3.เมื่อหน้าจอแสดงผล มันจะมี "k" ปรากฏที่หน้าจอ
4.Then on the TV, press and hold {VOL -} & {CH -} down and release
ต่อไปก็ไปกดปุ่ม Vol - และ CH- ที่ตัวเครื่อง TV ค้าง แล้วปล่อย
5.Service Menu จะปรากฏ
6. CH+ CH - เลือก Menu
7. Vol + Vol - ปรับค่าต่างๆ
8. ปิด TV เพื่อออกจาก Seervice Menu


Toshiba ---------
1. เปิด TV ครับ
2. กดปุ่ม MUTE บน Remote 2 ครั้งครับ
3. กด MUTE บน remote อีกครั้ง แล้วค้างไว้
สรุป กด MUTE 3 ครั้ง ครั้งสุดท้ายอย่าปล่อยปุ่มครับ
4. กดปุ่ม MENU บนตัวเครื่อง TV ครับ
5. จะมีตัวอักษร "S" ปรากฏบนหน้าจอครับ (อยู่มุมขวาบน)
6. ใช้ปุ่ม 9 หรือ Menu เพื่อเข้าไปยัง Self Check page ผมไม่เข้าใจอันนี้ครับ
7. ใช้ปุ่ม CH+ และ CH - เลือกรายการครับ
8. ใช้ปุ่ม Vol + และ VOL - เพื่อเปลี่ยนค่าครับ
9. กดปิดเครื่องเพื่อออกจาก Service Menu ครับ

อีกวิธีคือ

1. เปิดเครื่อง
2. กดปุ่ม Vol - ที่ TV ค้างไว้
3. กดเลข 9 บน Remote ค้างไว้ จนหน้า Service Menu ปรากฏครับ
4. ใช้ปุ่ม CH+ และ CH - เลือกรายการครับ
5. ใช้ปุ่ม Vol + และ VOL - เพื่อเปลี่ยนค่าครับ
6. กดปิดเครื่องเพื่อออกจาก Service Menu ครับ


Panasonic ---------
อันนี้ก็มี 2 วิธีครับ ผมไม่ทราบเหมือนกันว่ากดอันไหน คงอยู่ที่รุ่นมั้งครับ

1. กดปุ่ม Vol - ที่เครื่อง TV ค้างไว้ครับ
2. กดปุ่ม {RECALL} ที่ Remote 3 ครั้ง service menu จะปรากฏครับ
3. ใช้ปุ่ม 1 - 2 เพื่อเลือก menu ครับ
4. ใช้ปุ่ม 3-4 เพื่อเลือก sub menu ครับ
5. ใช้ปุ่ม Vol + Vol - เปลี่ยนค่าครับ
6. ปิดเครื่องเพื่ออกจาก service menu ครับ

อีกวิธีครับ
(วิธีนี้มันยุ่งยากดีครับ)
1. กดปุ่ม Menu ที่ remote ครับ
2. ที่ Menu Cable/Antena ให้เลือก Cable ครับ
3. ที่ Menu Timer ให้ตั้งเวลา Sleep เป็น 30 นาทีครับ
4. กดปุ่ม OK หรือ ACTION 2ครั้งเพื่อออกจาก Menu
5. ไปที่ช่อง 124 ครับ (TV ไรฟะ มีเยอะกว่า 100 ช่อง)
6. เดินไปกดปุ่ม Vol - ที่เครื่อง TV ค้างไว้ครับ
7. "CHK" จะปรากฏที่หน้าจอมุมบนซ้ายครับ ตามด้วยตัวเลข 5 ตัว

(which are the cumulative hours in hex numbers ) ซึ่งผมเดาเอานะครับว่า น่าจะเป็นชั่วโมงทั้งหมดที่เราใช้ไป โดยแสดงเป็นเลขฐาน6

8. ขณะที่ "CHK" ปรากฏที่หน้าจอ ให้เรากด {OK} & {VOL+} ที่ตัว TV (OK หรือ ACTION แล้วแต่รุ่นมั้งครับ)
เพื่อเปลี่ยนโหมด ถ้า CHK เป็นสีแดง สำหรับ Serviceman ส่วน CHK สีเหลือง สำหรับ Aging (งง โคตรๆ)

9. กดปุ่ม Power ที่ Remote เพื่อเลือกโหมดที่จะปรับ ซึ่งมี 6 โหมด
A. MTS ADJUSTMENT
B. CLOCK ADJUSTMENT
C. VIDEO ADJUSTMENT
D. HDEF ADJUSTMENT
E. VDEF ADJUSTMENT
F. DAF ADJUSTMENT
G. OTHER ADJUSTMENT

10. ใช้ปุ่ม CH + CH- ที่ REmote เพื่อเลือก menu ต่างๆของแต่ละโหมด
11. ใช้ปุ่ม Vol + Vol - เพื่อเปลี่ยนแปลงค่า
12 . ปิดเครื่องเพื่ออกจาก Service Menu ครับ


JVC ---------
วิธีแรก (ผมว่าน่าจะใช่อันนี้แหละครับ เพราะอีกอันยาว)
1. เปิดเครื่อง TV ของท่านครับ
2. กดปุ่ม Info และ MUTE บน Remote พร้อมกัน
3. ใช้ปุ่มหมายเลขเพื่อเลือก Menu ที่จะปรับครับ
4. ใช้ปุ่ม Vol + Vol - บน Remote เพื่อ เข้า Menu ครับ
** เค้าบอกวา บาง Model จะไม่มีให้เลือก Menu ครับ (เค้าใช้คำว่า category )
5. ใช้ปุ่ม CH + CH - บน Remote เพื่อเลือกหัวข้อที่จะปรับครับ
6. ใช้ปุ่ม Vol + Vol - บน Remote เพื่อปรับแต่งค่าต่างๆครับ
7. กดปุ่ม INFORMATION เพื่อออกจาก Service Menu ครับ
----------------------------------------------------------------------------------------------------------

วิธีที่ 2 (ง่ายเหมือนกัน คงแล้วแต่รุ่นครับ สังเกตุจากปุ่มที่เครื่องท่านมีแล้วกันครับ )
1. เปิดเครื่อง TV ของท่านครับ
2. กดปุ่ม DISPLAY & PICTURE MODE ที่ Remote พร้อมกันครับ
3. ใช้ปุ่มหมายเลขเพื่อเลือก Menu ที่จะปรับครับ (category)
4. ใช้ปุ่ม Up - Down เพื่อเลือก category ครับ
5. ใช้ปุ่ม Left - Right เลือกหัวข้อครับ
6. ใช้ปุ่ม Up - Down เพื่อปรับค่าต่างๆครับ
7. กดปุ่ม DISPLAY 2 ครั้ง เพื่ออกจาก Service Menu ครับ

----------------------------------------------------------------------------------------------------------

อีกวิธีครับ ผมยังงงครับ
1.กดปุ่ม MENU แล้วไปที่ User Menu screen ดูให้มั่นใจว่า indicator (ลูกศร) ชี้และ Hilight อยู่ที่ Picture Control
2. The buttons on the top of the remote are set to TV and VCR respectively
ประมาณว่าปุ่มบนๆใน Remote ให้กด set เป็น TV และ VCR ให้เรียบร้อย (ไม่เคยใช้ งงครับ)
3. set Sleep Time เป็น 0 นาที และในขณะที่มันแสดงผลให้รีบกด VIDEO STATUS & DISPLAY
4. Service Menu จะปรากฏขึ้นมา มีให้เลือก 9 หัวข้อ
5. ใช้ตัวเลขบน remote ลเอกหัวข้อ
6. กดปุ่ม CH+ CH- เพื่อเลือก Menu
7. กดปุ่ม VOL+ VOL- เพื่อเปลี่ยนค่า
8. กดปุ่ม MUTING เพื่อ Save ค่าที่เราเปลี่ยนครับ
9. กดปุ่ม Back เพื่อออกจาก Service Menu ครับ


Pioneer ---------
มีวิธีปรับ 3 แบบ แล้วแต่รุ่นของ TV ครับ
------------------------------------------
PDP-4214
1. กดปุ่ม INPUT บน Remote
2. กดปุ่มเลข 0 9 1 7 บน Remote
3. กดปุ่ม Exit บน Remote เพื่อออก
------------------------------------------

4th / 5th / 6th / 7th GENERATION MODELS
1. ทำให้ Plasma และ Mediabox อยู่ในลักษณะ Stand by (ผิดเครื่องกับ Remote ไว้)
2. กดปุ่ม Display บน remote (ไม่ต้องกดค้างครับ) กดแล้วรอ 3 วินาที
3. กดปุ่ม LEFT UP LEFT RIGHT POWER บน remote
4. ตัว Plasma จะเปิดพรุ้มขึ้นมาที่หน้า Information
5. กด MUTE เลือก Menu ซึ่งจะมี menu ดังนี้
INFORMATION
FUNCTION CHECK
COMMON ADJ
OPTION
INITIALIZE
6.กด Down เพื่อเข้าแต่ละ Menu
7.ปิดเครื่องเพื่อออกจาก Service Menu
------------------------------------------

3rd GENERATION MODELS

1. ปิดเครื่องที่ตัว TV
2. กดปุ่ม INPUT และ VOL+ ที่ตัว TV ค่างไว้
3. กดปุ่มเปิดเครื่องที่ตัว TV
4. Service Menu จะปรากฏขึ้นมา
5. ใช้ปุ่มลูกศรเพื่อเลือก Menu
6. ปิดเครื่องเพื่ออกจาก Service Menu


เครดิตคุณ Dinga จาก DVDgameonline ครับ :46:

iannnnn


JΛNΣ

เรื่องเครื่อง famicom สมัยเด็กๆ ก็เคยโดนพ่อว่าเหมือนกัน
บอกว่าเล่นบ่อย เดี๋ยวทีวีพังหมด กดให้มันเคลื่อนไหวทีนึง มันก็ช็อตทีนึง บ่อยๆ เดี๋ยวมันก็พัง   :55:

ไอ้เราก็นึกในใจ แต่ไม่กล้าเถียง (ยังเด็กมากอยู่ ประมาณประถม)
มันจะช็อตมาจากไหน มันก็แค่เปลี่ยนสัญญาณจากแผงมาเป็นเครื่องเกม
ไม่งั้นตอนดูทีวีปกติ มันไม่ช็อตจนระเบิดไปแล้วเหรอ ก็มันเคลื่อนที่กันทั้งจอไม่หยุดเลย หนักกว่าเล่นเกมอีก  :08:


SMF 2.1.7 © 2026, Simple Machines