ถ้าตั้งใจหัดถ่ายรูป...

เริ่มโพสต์โดย เทอร์โบบูสเตอร์, 11 มิ.ย. 2008, 11:58 น.

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังเปิดอ่านโพสต์นี้

iannnnn

อ้างคำพูดจาก: บิ๊กเบอร์รี่ เมื่อ 18 ก.ย. 2008, 16:49 น.
ISOสูง คือต้องการให้ชัตเตอร์เร็ว ๆด้วย รึเปล่าครับ

ใช่ครับ

ที่มาของ ISO คือเมื่อก่อนเราใช้กล้องฟิล์ม
ฟิล์มที่ "ไวแสง" มาก ก็จะ ISO สูง
ข้อดีคือไวแสง ข้อเสียคือภาพมันจะไม่ประณีตเท่า ISO ต่ำๆ
อย่างที่บอกว่าเหมือนเปิดก๊อกน้ำซู่ๆ ไหลแรงๆ นั่นแหละ
แต่ดันหกเลอะเทอะ นี่เพราะความไม่เนี้ยบของมัน
ดังนั้นพอมาถึงยุคดิจิทัล ไอ้ความไม่เนี้ยบนี่ก็จะส่งผลให้เราเห็นเป็นเม็ดสีๆ ที่เรียกว่า Noise โพธิ์งามนั่นแหละครับ
ซึ่งกล้องแพงๆ ก็จะมีระบบจัดการเจ๊น้อยให้หายไปด้วยวิธีต่างๆ กัน (หรือด้วยตัวอุปกรณ์ที่แพงแต่กำจัดน้อยได้แทบหมด)



ทีนี้ถ้าจะถ่ายกลางคืน?
ก็พิจารณาจากย่อหน้าบนนี้ครับ
ว่าต้องการให้ภาพนั้นไวแสง (คือไม่ค่อยสั่น หรือเก็บแสงเก็บภาพได้เร็ว) ไหม
ถ้าใช่ ก็เอา ISO สูงๆ แต่สิ่งที่ได้มาก็คือภาพจะไม่เนี้ยบ
แต่ถ้าไม่ใช่ ก็ต้องหาขาตั้งกล้อง หรือเอาวางบนพื้นที่นิ่งสุดขีด แล้วค่อยกดชัตเตอร์
ให้น้ำก๊อกมันค่อยๆ ไหลลงปากขวด ถึงจะช้าและมืออาจจะสั่น แต่มันก็ไหลลงทุกหยดจ้ะ

บิ๊กเล็ก

ตัวคนเดียว :]

Buob Marley

เปรียบเทียบได้ลึกซึ้ง :25:
http://img3.f0nt.com/flash/66d37d0393ee1ab1e2e55182dfabf34e.swf

A Long Patience: Wish Us Luck (and Happy Anniversary)

อู๋

เพิ่มเติมเรื่อง noise นิดนึง

noise มันเกิดจากคลื่นไฟฟ้าที่อยู่ในกล้องมารบกวนการบันทึกภาพ เหมือนเปิดวิทยุแล้วคลื่นแทรกยังไงยังงั้นเลย
ปัจจุบันวิธีลด noise มีหลายแบบ ถ้า sensor เป็น CCD ก็จะมีตัวคอยตัดคลื่นรบกวนนี้ออก(แต่ก็ได้ไม่มาก)
หรืออีกวิธีคือเปลี่ยน sensor ไปเป็นแบบ CMOS ซึ่งเป็น sensor แบบที่ใช้กับฟิล์ม(มั้ง ไม่แน่ใจ :44:) เป็น sensor ที่มีขนาดใหญ่เท่าหน้าฟิล์ม ผลที่ได้คือ noise แทบไม่มี และเพิ่ม iso ได้สูงปริ้ด :55:(หนอนตัวใหม่เร่งไป 25000  :55: :55:) ซึ่งถ้ากล้องดิจิตอลใช้ sensor แบบนี้เขาจะเรียกว่า full frame ราคาก็แพงสยองตามคุณภาพ :55: :55:

นายโอ้เอ้

อ้างคำพูดจาก: อู๋ส์ส์ส์ส์ส์ส์ส์ เมื่อ 19 ก.ย. 2008, 09:23 น.
หรืออีกวิธีคือเปลี่ยน sensor ไปเป็นแบบ CMOS ซึ่งเป็น sensor แบบที่ใช้กับฟิล์ม(มั้ง ไม่แน่ใจ :44:)

ฟิล์มก็คือฟิล์ม มันจะมี sensor ได้ไงล่ะ :34:


ตัวรับภาพของฟิล์ม ก็คือฟิล์มไง

อ้างคำพูดจาก: อู๋ส์ส์ส์ส์ส์ส์ส์ เมื่อ 19 ก.ย. 2008, 09:23 น.
หรืออีกวิธีคือเปลี่ยน sensor ไปเป็นแบบ CMOS ซึ่งเป็น sensor แบบที่ใช้กับฟิล์ม(มั้ง ไม่แน่ใจ :44:) เป็น sensor ที่มีขนาดใหญ่เท่าหน้าฟิล์ม ผลที่ได้คือ noise แทบไม่มี และเพิ่ม iso ได้สูงปริ้ด

อันนี้ก็ไม่ถูกซะทีเดียว
การที่ใช้ cmos แทน ccd ในขนาดที่ใหญ่ขึ้น เทียบเท่าฟิล์ม


จะว่าไปแล้วเราจะพบเห็นการใช้ cmos ได้จากอุปกรณ์ที่เป็นสื่อที่ถ่ายรูปได้ต่างๆ
คือพวกกล้องมือถือ เว็บแคม หรืออื่นๆ พวกนี้ส่วนใหย่ coms


ccd จะว่าไปแล้วคุณสมบัติมันให้ภาพที่ดีกว่าละเอียดกว่า cmos
และมันเป็นเพียงอย่างเดียวที่มันดูดีกว่า cmos

แต่ที่หลายๆ รายมาพัฒนาความสามารถของ cmos
หลักๆ เลย น่าจะมาจากเรื่องของการกินพลังงาน
และความเร็วในการประมวลผล
ซึ่ง coms นั้นกินไปน้อยกว่า และเร็วกว่าเพราะเป็นดิจิตอลในตัวมันเอง

เมื่อมาใช้ในขนาดใหญ่เท่าฟิล์ม การใช้ไฟย่อมมากกว่าปกติ
หากเป็น ccd กล้องคงถ่ายได้ไม่นาน
อีกหนึ่งคือเรื่องความร้อน เมื่อจะให้มันใช้ live view
ที่มันจะต้องรับภาพตลอดเวลา cmos ทำงานได้ดีกว่า
เร็วกว่า ความร้อนน้อยกว่า กินไฟน้อยกว่า


ความเห็นส่วนตัวนะ   :17:
Today you , Tomorrow me.

IM

เคยได้ยินเมื่อนานมาแล้วว่า noise ในกล้องฟิล์มเรียกว่า เกรน (ฟังเขามาอีกที  :42:)

(;^)O~

#201
อ้างคำพูดจาก: eMz เมื่อ 19 ก.ย. 2008, 10:32 น.
เคยได้ยินเมื่อนานมาแล้วว่า noise ในกล้องฟิล์มเรียกว่า เกรน (ฟังเขามาอีกที  :42:)



Noise ถ้าเทียบกับสมัยยุคฟิล์ม (ฟังดูหมือนยุคหิน -.- ) ก็คือ เกรน (grain) ถูกต้องแล้วครับ
เพียงแต่ว่า ด้วยการที่ตัวรับภาพคนละชนิดกัน หลักการเกิด เกรน และ noise จึงไม่เหมือนกัน  :07:

มาดูยุคเก่ากันก่อน

สมัยที่กล้องใช้ฟิล์มเป็นตัวรับแสง (ขออ้างอิงกับฟิล์ม negative ขาวดำ นะ เพราะมันซับซ้อนน้อยที่สุดแล้ว)
ตัวของแผ่นฟิล์มเองเป็นพลาสติกชนิดหนึ่ง ที่ถูกเคลือบ หรือฉาบด้วยสารบางอย่างเอาไว้
ในตัวเนื้อฟิล์มถ้าเราเอามาขยาย ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ เพื่อที่จะดูรายละเอียดของมัน จะพบว่ามันคือ ผลึกเกลือเงิน (silver halide salt)
เรียงเบียดเสียดกันอยู่เต็มพื้นที่อย่างน่ารักน่าเอ็นดู

หลังจากช่างภาพกดชัตเตอร์  ... ฉับ ... แสงก็จะวิ่งผ่านเลนส์ ผ่านม่านชัตเตอร์ เข้ากระทบ film
โดย น้องๆ ผลึกแต่ละตัว ก็จะรับแสงเข้าไปตามตำแหน่งที่ตัวเองอยู่ และทำปฏิกริยาบางอย่าง
ตัวไหนโดนแสงมากก็จะทำปฏิกริยามาก ตัวไหนโดนแสงน้อยก็ทำปฏิกริยาน้อย
หลังจากขั้นตอนนี้ ฟิล์มเราก็จะได้ภาพแฝง (คือมันเกิดปฏิกริยาเคมีแล้วแหละ แต่มันยังไม่หยุด
ถ้าเราถ่าย ฉับ.... ซ้ำลงไปอีกรอบที่เฟรมเดิม ผลึกแต่ละตัวที่ยังได้รับแสงไม่เต็มที่ก็พร้อมที่จะทำปฏิกริยาต่อ)

ซึ่งหลังจากขึ้นตอนนี้ ก็ต้องรอเอาไปเข้ากระบวนการล้างฟิล์มซะก่อนจึงจะเห็นเป็นภาพบางอย่างบนเนื้อฟิล์ม

กลับมาที่ เกรน ก่อนที่จะออกไปอ่าวไทย

เนื่องจากผลึกแต่ละตัว มีค่าความไวแสงที่ต่างกัน โดยผลึกตัวเล็ก จะมีความไวต่อแสงต่ำกว่า
ผลึกตัวใหญ่ ดังนั้นฟิล์มที่มีความไวแสงต่ำ ๆ อย่างเช่น ISO 50 หรือ 100
จะมีผลึกเกลือตัวเล็ก ๆ เรียงตัวกันอยู่มาก ๆ ทำให้เวลาใช้ฟิล์ม ISO ต่ำ ๆ เราจะได้ภาพ
ที่มีความละเอียดสูง และมีเกรน (หรือ ความหยาบของเนื้อภาพ) ต่ำ

ถ้าฟิล์มที่มี ISO สูง ๆ เช่น ISO 800, 3200 นี่ แสดงว่าต้องการความไวแสงสูง ๆ
จึงต้องใช้งานผลึกตัวใหญ่ ดังนั้น ด้วยพื้นที่ของฟิล์มที่เท่ากัน จึงบรรจุผลึกเกลือได้น้อยกว่า
ฟิล์มความไวแสงต่ำ ๆ ผลก็คือเนื้อภาพที่ได้จะมีความหยาบมากกว่าฟิล์มไวแสงต่ำ ๆ
ไอเจ้าความหยาบที่เกิดขึ้นจากผลึกเกลือตัวใหญ่ ๆ นี่เอง ที่เราเรียกว่า เกรน



บางครั้ง จะได้ยินคำพูดที่ว่า เกรนของฟิล์ม สวยกว่าดิจิตอล
ส่วนหนึ่งก็เพราะว่า การที่มันใช้ระบบเคมี ในการสร้างภาพนี่แหละ เพราะผลึกเกลือ ไม่ได้มีขนาดเท่ากันเด๊ะ ๆ ทุกตัว
และไม่ได้เรียงตัวกันเป็นแถวเป็นแนว เหมือนลักษณะของ pixel ใน CMOS หรือ CCD
เพราะฉะนั้น เกรนที่ได้มันถึงมีมิติ (อธิบายยากแฮะ) คือ มันมีการกระจายตัวที่ดูไร้ระเบียบ แต่เท่ ว่างั้นเหอะ   :22:


ปล. ฟิล์ม negative ขาวดำ จะมีการเคลือผลึกเกลือไว้ชั้นเดียวครับ  :47:
ถ้าเป็นฟิล์มสีนั้นไซร้ จะมีการเคลือบผลึกเกลือซึ่งไวแสงเฉพาะย่าน
ไว้ถึง 3 ชั้น (Red, Green และ Blue) เลยทีเดียวเชียว  :14:


:46:

อาจจะมึน ๆ บ้าง แต่ก็ประมาณนี้แหละครับ   :33:

Buob Marley

 :46: ความรู้มากมาย เข้าใจง่ายดีด้วย :46:
http://img3.f0nt.com/flash/66d37d0393ee1ab1e2e55182dfabf34e.swf

A Long Patience: Wish Us Luck (and Happy Anniversary)

iannnnn

ขอบคุณมากครับ ประดับสมองๆ :33:


สีดา

ดีเนาะ??

ณต

#206
อ้างคำพูดจาก: (;^)O~ เมื่อ 19 ก.ย. 2008, 22:45 น.


Noise ถ้าเทียบกับสมัยยุคฟิล์ม (ฟังดูหมือนยุคหิน -.- ) ก็คือ เกรน (grain) ถูกต้องแล้วครับ
เพียงแต่ว่า ด้วยการที่ตัวรับภาพคนละชนิดกัน หลักการเกิด เกรน และ noise จึงไม่เหมือนกัน  :07:

มาดูยุคเก่ากันก่อน

สมัยที่กล้องใช้ฟิล์มเป็นตัวรับแสง (ขออ้างอิงกับฟิล์ม negative ขาวดำ นะ เพราะมันซับซ้อนน้อยที่สุดแล้ว)
ตัวของแผ่นฟิล์มเองเป็นพลาสติกชนิดหนึ่ง ที่ถูกเคลือบ หรือฉาบด้วยสารบางอย่างเอาไว้
ในตัวเนื้อฟิล์มถ้าเราเอามาขยาย ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ เพื่อที่จะดูรายละเอียดของมัน จะพบว่ามันคือ ผลึกเกลือเงิน (silver halide salt)
เรียงเบียดเสียดกันอยู่เต็มพื้นที่อย่างน่ารักน่าเอ็นดู

หลังจากช่างภาพกดชัตเตอร์  ... ฉับ ... แสงก็จะวิ่งผ่านเลนส์ ผ่านม่านชัตเตอร์ เข้ากระทบ film
โดย น้องๆ ผลึกแต่ละตัว ก็จะรับแสงเข้าไปตามตำแหน่งที่ตัวเองอยู่ และทำปฏิกริยาบางอย่าง
ตัวไหนโดนแสงมากก็จะทำปฏิกริยามาก ตัวไหนโดนแสงน้อยก็ทำปฏิกริยาน้อย
หลังจากขั้นตอนนี้ ฟิล์มเราก็จะได้ภาพแฝง (คือมันเกิดปฏิกริยาเคมีแล้วแหละ แต่มันยังไม่หยุด
ถ้าเราถ่าย ฉับ.... ซ้ำลงไปอีกรอบที่เฟรมเดิม ผลึกแต่ละตัวที่ยังได้รับแสงไม่เต็มที่ก็พร้อมที่จะทำปฏิกริยาต่อ)

ซึ่งหลังจากขึ้นตอนนี้ ก็ต้องรอเอาไปเข้ากระบวนการล้างฟิล์มซะก่อนจึงจะเห็นเป็นภาพบางอย่างบนเนื้อฟิล์ม

กลับมาที่ เกรน ก่อนที่จะออกไปอ่าวไทย

เนื่องจากผลึกแต่ละตัว มีค่าความไวแสงที่ต่างกัน โดยผลึกตัวเล็ก จะมีความไวต่อแสงต่ำกว่า
ผลึกตัวใหญ่ ดังนั้นฟิล์มที่มีความไวแสงต่ำ ๆ อย่างเช่น ISO 50 หรือ 100
จะมีผลึกเกลือตัวเล็ก ๆ เรียงตัวกันอยู่มาก ๆ ทำให้เวลาใช้ฟิล์ม ISO ต่ำ ๆ เราจะได้ภาพ
ที่มีความละเอียดสูง และมีเกรน (หรือ ความหยาบของเนื้อภาพ) ต่ำ

ถ้าฟิล์มที่มี ISO สูง ๆ เช่น ISO 800, 3200 นี่ แสดงว่าต้องการความไวแสงสูง ๆ
จึงต้องใช้งานผลึกตัวใหญ่ ดังนั้น ด้วยพื้นที่ของฟิล์มที่เท่ากัน จึงบรรจุผลึกเกลือได้น้อยกว่า
ฟิล์มความไวแสงต่ำ ๆ ผลก็คือเนื้อภาพที่ได้จะมีความหยาบมากกว่าฟิล์มไวแสงต่ำ ๆ
ไอเจ้าความหยาบที่เกิดขึ้นจากผลึกเกลือตัวใหญ่ ๆ นี่เอง ที่เราเรียกว่า เกรน



บางครั้ง จะได้ยินคำพูดที่ว่า เกรนของฟิล์ม สวยกว่าดิจิตอล
ส่วนหนึ่งก็เพราะว่า การที่มันใช้ระบบเคมี ในการสร้างภาพนี่แหละ เพราะผลึกเกลือ ไม่ได้มีขนาดเท่ากันเด๊ะ ๆ ทุกตัว
และไม่ได้เรียงตัวกันเป็นแถวเป็นแนว เหมือนลักษณะของ pixel ใน CMOS หรือ CCD
เพราะฉะนั้น เกรนที่ได้มันถึงมีมิติ (อธิบายยากแฮะ) คือ มันมีการกระจายตัวที่ดูไร้ระเบียบ แต่เท่ ว่างั้นเหอะ   :22:


ปล. ฟิล์ม negative ขาวดำ จะมีการเคลือผลึกเกลือไว้ชั้นเดียวครับ  :47:
ถ้าเป็นฟิล์มสีนั้นไซร้ จะมีการเคลือบผลึกเกลือซึ่งไวแสงเฉพาะย่าน
ไว้ถึง 3 ชั้น (Red, Green และ Blue) เลยทีเดียวเชียว  :14:


:46:

อาจจะมึน ๆ บ้าง แต่ก็ประมาณนี้แหละครับ   :33:

มาเสริมให้พี่ข้างบนเรื่อง Noise

เรื่องเกรนของฟิลม์ ถ้าเป็นกล้องดิจิตัล
อาจจะเปรียบได้กับเรื่องของ Pixel Density
(Pixel Density หมายถึงความหนาแน่นของพิกเซลที่มีอยู่ในเซนเซอร์
ต่อตารางเซนติเมตร) แต่ค่าตัวนี้เอาไว้เปรียบเทียบกล้อง
ที่มีขนาดของเซนเซอร์ และ จำนวน Pixel ที่ต่างกัน
แต่ก็เป็นที่เข้าใจกันว่ายิ่งจำนวนของ Pixel ต่อหนึ่งหน่วยของเซนเซอร์
ยิ่งน้อยก็น่าจะยิ่งดี

แล้วทีนี้ คือถ้าเป็นฟิลม์ เรื่องค่า ISO หรือค่าความไวแสง
จะเกี่ยวโดยตรงกับเกรน อย่างที่พี่ข้างบนอธิบายไป

แต่ถ้าเป็นกล้องดิจิตอลล่ะ? ก็ในเมื่อ เกรนจะละเอียดไม่ละเอียด
ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับ ISO สักหน่อย
ใช่ครับ เกรนละเอียดไม่ละเอียด ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับ ISO

แต่ทว่า การปรับค่าความไวแสง(ISO) ให้สูงขึ้น บนกล้องดิจิตอล
นั่นคือการ ขยาย(Amplified) เซนเซอร์ ให้มีความไวต่อแสงมากขึ้น
การขยายตรงนี้เอง เลยทำให้เกิดสิ่งที่เราที่เรียกกันว่า Noise นั่นเอง
ก็เลยเหมือนกับกล้องฟิลม์โดยบังเอิญ ที่ ISO สูงๆ
เกรนก็จะแตกระแหงไปทั่วแผ่นฟิลม์  :41:

เปรียบเทียบกับเวลาที่เราฟัง MP3 ที่อัดมาห่วยๆ
แล้วเปิดดังๆ นั่นแหละ ก็จะมีเสียงซู่ซ่า น่ารำคาญเกิดตามมาด้วย
วงการพัฒนากล้องดิจิตัล เขาก็เลยเรียกกันว่า Noise ไง

สรุปได้ว่า เกรน กับ น้อยส์ มีที่มาของการเกิดต่างกัน
แต่ว่าผลลัพธ์ที่ได้จะคล้ายๆ กัน นั่นคือขาดความคมชัดของภาพไป

แต่ในปัจจุบัน กล้องดิจิตัลรุ่นใหม่ๆ ได้มีการพัฒนา
เรื่องของการ Amplified เซนเซอร์ไปได้ไกลแล้ว
นั่นหมายความว่า การปรับ ISO สูงๆ
ก็จะไม่ทำให้เกิด Noise อีกต่อไป

เห็นตัวอย่างได้ชัดจาก Nikon D700 :04:
ขาตั้งและแฟลช แทบจะเลิกใช้กันไปเลย
(ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ต้องใช้นะ
เพราะการถ่ายภาพบางอย่าง
ก็ยังต้องใช้ขาตั้งและแฟลชอยู่ดี)


เทอร์โบบูสเตอร์

อีกสิบปี ถึงจะมีปัญญาซื้อ D700  :05:
กาก

IM

อ้างคำพูดจาก: ถนอม สามโทน เมื่อ 02 ต.ค. 2008, 11:53 น.
อีกสิบปี ถึงจะมีปัญญาซื้อ D700  :05:
ตอนนั้นก็ตกรุ่นแล้ว  :23:

ณต

อ้างคำพูดจาก: ถนอม สามโทน เมื่อ 02 ต.ค. 2008, 11:53 น.
อีกสิบปี ถึงจะมีปัญญาซื้อ D700  :05:

ไม่ต้องถึงสิบปีหรอกครับ
อย่าง D200 ไง ตอนออกมาใหม่ๆ
ก็ราคาเท่ากับ D700 ตอนนี้

ตอนนี้ D200 มือสองสภาพดี
ราคาถูกกว่า D90 มือหนึ่งซะอีก

SMF 2.1.7 © 2026, Simple Machines