ชื่อนี้ท่านได้ แต่ใดมา

เริ่มโพสต์โดย slaveofann, 27 เม.ย. 2008, 16:08 น.

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังเปิดอ่านโพสต์นี้

saa3


Soris0ri

ชอบมากๆเลยพี่ปุก  :25:

กรี๊ดกรี๊ด +  :53:
Las Noches Rubicundior

ชวาลา จันทร์แจ่ม


Soris0ri

Las Noches Rubicundior

ชวาลา จันทร์แจ่ม

อ่าว ไม่มีตำนานเหรอ  หุ่นยนต์เหล็กพิทักษ์โลกอะไรเทือกเนี้ย  :06:

ณัฏฐ์


ไอ้เบิร์ด

#36
  เทพศาสตราที่ชาวญี่ปุ่นยกขึ้นเป็นถึงพระแสงศาสตราวุธ คู่แผ่นดินก็คือ "ดาบตัดหญ้า" หรือที่เรียกขานว่า "ดาบคุซานางิ" ครับผม

   ดาบคุซานางิเป็นหนึ่งในเครื่องไตรกกุธภัณฑ์แห่งพระจักรพรรดิญี่ปุ่น
อันประกอบด้วยลูกปัดเขี้ยวยาซาคานิ และคันฉ่องยาตะ
ซึ่งตามตำนานเล่าขานว่ามันเป็นดาบที่วายุเทพนามว่า "สุซาโนโอะ โนมิโกโตะ" พบอยู่ในร่างของพญานาค ๘ เศียรนาม "ยามาตาโนะ โอโรจิ"
และวายุเทพท่านก็มอบดาบนี้ให้กับตำหนักเทพ และทางตำหนักเทพก็มอบให้กับจักรพรรดิแห่งญี่ปุ่น และดาบนี้ก็ตกทอดสืบต่อมาทุกรัชสมัย
   

        เมื่อสงครามไทระ – มินาโมโตะปะทุขึ้น เหล่าตระกูลไทระพ่ายแพ้และได้นำดาบคุซานางิไปด้วย
ทัพมินาโมโตะจึงเร่งยกทัพตามล่าเหล่าขุนนางและพระราชวงศ์ที่กำเนิดในตระกูลไทระไปจนถึงทะเลสาบอิสึโมะ
พระชายาและรัชทายาทแห่งราชบัลลังก์ญี่ปุ่นที่สืบมาแต่ตระกูลไทระก็กอดดาบคุซานางิโดดน้ำจมหายไป...
ดาบคุซานางิก็หายสาบสูญไปนับแต่บัดนั้น

หากแต่ดาบคุซานางิก็ถูกทำขึ้นมาใหม่ และถูกตั้งประดิษฐานไว้ยังพระตำหนักศาลเจ้าอัตสึตะ นาโงย่าขอรับ

  แม้นมันจะเป็นพระแสงดาบอันเกรียงไกรของสถาบันจักรพรรดิญี่ปุ่น ดาบเล่มนี้ก็ยังวีรกรรมอันคละเคล้ากับเรื่องเศร้าอันแสนเศร้าไปทั่วแผ่นดินญี่ปุ่นมาแล้ว
เรื่องของเรื่องก็มีอยู่ว่า...
   
ในรัชกาลจักรพรรดิเคโกะ พระจักรพรรดิลำดับที่ ๒ แห่งราชวงศ์ญี่ปุ่น
พระองค์ทรงมีพระโอรสคู่แฝดนามว่า "ยามาโตะ" ทั้งคู่ หากแต่เจ้าชายยามาโตะ
ทาเกรุผู้น้องได้กระทำการบาปหนาอันเลวร้ายด้วยการสังหารพระเชษฐาของพระองค์ด้วยวัยเพียง ๑๕ ชันษา

   พระบิดาทรงกริ้วพระโอรสยิ่งสิ่งใด หากแต่จะประหารชีวิตก็ผิว่าจะสิ้นองค์รัชทายาทสืบราชวงศ์
พระองค์จึงส่งโอรสใจหยาบผู้นี้ไปปราบกบฏเผ่าคูมาโซ่ที่อยู่ทางทิศใต้สุดของอาณาจักร
   เจ้าชายยามาโต้ได้เสด็จไปทำการคารวะและขอคำอวยพรเจ้าป้าที่บวชเป็นนางชีที่เมืองอิเซ
และเจ้าป้าก็ได้ทูลถวายดาบ ๑ เล่ม เสื้อคุลม ๒ ชุด และผ้านุ่ง ๑ ผืนเผื่อไว้เป็นอาวุธกับเครื่องห่มกายในยามทำศึก

   หลังจากเจ้าชายยามาโต้ยกทัพไปปราบพวกคูมาโซ่ได้สิ้นซากแล้ว พระองค์ก็ได้ทรงเสด็จนิวัติคืนยังพระนคร
หากแต่พระบิดาก็ยังไม่สร่างฤทธิ์โทสะ จึงบัญชาให้เจ้าชายยามาโต้เผ่าเอมิชิทางทิศตะวันออกในทันที!

   เจ้าชายยามาโต้ผู้น้อง ผู้ซึ่งแสนจะเจ็บปวดและเหนื่อยล้าจากการศึกก็จำยอมออกศึกตามพระบิดา
แต่ยังดีที่พระจักรพรรดิทรงพระราชทานพระแสงหอกอาญาสิทธิ์ในการบัญชาแม่ทัพนายกองทั้งปวง

   ในระหว่างออกเดินทาง พระองค์ได้เสด็จไปทำการคารวะเจ้าป้าอีกครั้ง
พร้อมกับระบายความคับแค้นในใจให้ได้ทราบว่า พระบิดาคงต้องการกำจัดตนเองเป็นแน่
ถึงได้ให้ออกเดินทางไปศึกยังแดนไกลเช่นนี้

   เจ้าป้าผู้ซึ่งห่วงใยและอภัยในบาปกรรมที่นัดดาได้ก่อไว้ก็ทำได้แค่เพียงเอ่ยคำปลอบประโลมใจ
พร้อมกับมอบเทพศาสตราแห่งแผ่นดินแก่องค์ชายยามาโต้ เทพศาสตราชิ้นนั้นก็คือ "ดาบคุซานางิ" นั่นเอง

     หลังจากที่ได้รับดาบคุซานางิแล้ว องค์ชายจึงเร่งทัพไปจนถึงแคว้นซากามิ
หากแต่เจ้าหัวหน้าเผ่าตัวแสบออกแผนลวงว่าในทุ่งหญ้ารอบๆหมู่บ้านมีอสูรร้ายซ่อนตัวอยู่
ขอได้ทรงโปรดไปพวกมันเพื่อเห็นแก่ประชาชนตาดำๆ

   เจ้าชายหนุ่มก็หลงในคำลวงนั้น พระองค์จึงได้เสด็จแต่เพียงลำพังไปยังทุ่งหญ้า
พวกคนโฉดลิ้นสองแฉกจึงสั่งพรรคพวกให้จุดไฟเผาเพื่อปลงพระชนม์พระองค์ชายในทันที!

   เคราะห์ดีที่เจ้าชายได้สติ พระองค์ทรงชักพระแสงดาบคุซานางิออกจากฟัก และในฉับพลันนั้น
พลังเทพศาสตราแห่งแผ่นดินจึงได้ประจักษ์แก่ตาทุกผู้นาม!

   พลังปราณดาบคุซานางิแผ่ออกเป็นวงรัศมีกว้างตัดต้นไม้ทุกต้นที่ขวางทางของมันจนเหี้ยนราบ
เจ้าชายยามาโต้จึงรีบแก้กลด้วย "ไฟตัดไฟ" ด้วยทรงจุดหินชนวนเผาต้นหญ้าเหล่านั้นให้กลายเป็นเถ้า
เพื่อมิให้เป็นเชื้อไฟมาเผาผลาญพระองค์นั่นเองหลังจากที่ทรงปราบพวกซากามิผู้คิดคดและพวกเอชิมิได้แล้ว
เทพแห่งภูเขาก็ดลบันดาลให้เกิดเหตุลูกเห็บตกหนัก หิมะกระหน่ำหนักหน่วง แถมหินถล่ม เส้นทางทรุดยวบ
เพราะมีการโกงงบประมาณกรมโยธา เอ๊ย! เพราะเหตุอันโกรธเคืองในองค์ชายยามาโต้มาจากเรื่องอะไรก็บ่ทราบได้
ทำให้พระองค์ชายต้องประสบพบเจอกับโพยภัยอันตรายอันแสนสาหัสสารพัดแบบ ซ้ำยังต้องทนทุกข์อยู่ในท้องทุ่งอันแสนทุรกันดารนานนับสิบปี
ในที่สุด พระองค์ชายก็ฝ่าออกมาจากภูเขานรกได้ หากแต่พระองค์ก็บอบช้ำเหลือทน ซ้ำกับพระทัยที่แหลกสลาย
พระองค์จึงต้องเสด็จสวรรคตลงด้วยพระชนมายุเพียง ๓๐ พรรษาเท่านั้น...

     บางตำราก็ว่าหลังจากเจ้าชายยามาโต้ทรงพ่ายแพ้สงครามครั้งสุดท้ายในพระชนม์ชีพอย่างย่อยยับ
ความอับอาย ท้อแท้ ผิดหวัง และความสำนึกในบาปกรรมที่ตนได้กระทำไว้กับพระเชษฐาได้ถาโถมทับท่วมดวงพระหทัย
ทำให้พระองค์ทรงตรอมพระทัยจนสิ้นพระชนม์อย่างเพียงเดียวดาย พร้อมกับรจนาบทกลอนอันแสนสุดจะทุกระทมให้คนรุ่นหลัง
ได้ยลยินถึงความเจ็บปวดที่พระองค์ได้ประสบมาทั้งชีวิต...

    หลังจากการสิ้นพระชนม์ของเจ้าชายยามาโต้ เรื่องราวของพระองค์ได้ขจรขจายไปทั่วทั้งประเทศญี่ปุ่น
ชนทุกผู้นามที่ได้ยินเรื่องราวของพระองค์ล้วนเห็นพระทัยและโศกตรมกับสิ่งที่พระองค์ได้ประสบมายิ่งนัก
หากแต่ก็มิมีผู้ใดได้ยื่นโอกาสให้กับพระองค์กลับเนื้อกลับตัว...แม้นแต่กับพระบิดาของพระองค์เอง...
"...ถ้าสายตาเราชินกับในที่มืดแล้ว คงยากที่จะเพ่งมองโลกภายนอกได้..."

แน็ก

ดาบในตำนาน ดาบตัดหญ้า !!!
อานุภาพสามารถตัดหญ้าได้อย่างรวดเร็ว

เท่จริงๆ

ตอนเรียนเกษตรชั้นประถม ก็มี มีดดายหญ้า คงสู้ไม่ไหว  :37:
ไม่ว่าคุณจะรอบรู้ เก่งกาจ กล้าหาญ เท่าไหร่ ก็ไม่มีค่าอะไร ถ้าไม่มีใครรักคุณ

ไอ้เบิร์ด

#38
      หลังจากที่เราว่าเรื่องของดาบคุซานางิไปแล้ว คราวนี้เราจะกระเถิบเข้ามาในเรื่องของดาบ
ชั้นยอดที่มีอยู่จริงและยังคงหลงเหลืออยู่จนถึงปัจจุบันนี้
เพราะยอดดาบที่ผมว่านั้นก็คือดาบอาถรรพ์แห่งตระกูลมาซามุเนะ ตระกูลมุรามาสะและตระกูลโยชิมัทสึ!

   พอได้ยินแล้วแตกตื่นตกใจกันถ้วนหน้าล่ะสิท่า...
   ใช่ครับ ดาบพวกนี้มีอยู่จริงและยังคงหลงเหลือจนถึงปัจจุบันนี้เสียด้วย
   แต่ก่อนอื่น ท่านทั้งหลายคงสงสัยกับคำว่า "อาถรรพ์" ว่ามันคือสิ่งใดกันหนอ

    คำว่า "อาถรรพ์" นั้นมิได้หมายถึงคำสาปแช่งหรือฤทธิ์มนต์ในทางชั่วร้ายอย่างที่เรามักเข้าใจกัน
หากแต่ "อาถรรพ์" นั้นคือฤทธิ์มนตราที่มีพลังอำนาจลึกลับที่มีทั้งพลังแห่งความสว่างและความมืดครับผม
    สำหรับดาบแห่งสามตระกูลนี้ก็เช่นเดียวกันครับ เพราะตามคำร่ำลือที่ผมได้ยินมานานปี
นอกจากดาบพวกนี้จะถูกสร้างให้มีความคมแกร่งชนิดยากหาผู้ใดเสมอเหมือนแล้ว...

   ตระกูลมาซามุเนะนั้นเป็นช่างดาบที่มีชื่อมาแต่ยุคคามาคุระ ( สมัยรัฐบาลโชกุนตระกูลโฮโจ )
แต่ต่อมาก็มีการแยกตัวออกไปอีกสำนักคือสำนักช่างดาบตระกูลมุรามาสะ ซึ่งเป็นเมื่อใดนั้น ผู้เขียนก็บ่ทราบได้
เหตุของการแยกสำนักนั้นมีตำนานเล่าขานว่า ลูกศิษย์ของสำนักดาบมาซามูเนะคือ "มุรามาสะ"
ได้กระทำการวัดรอยเท้าครูด้วยท้าประลองสร้างดาบขึ้นมาแข่งกันว่า

"ดาบของไผมันจะแน่กว่ากัน!"

ในการประลองสร้างดาบครั้งนั้น ช่างดาบทั้งสองได้สร้างดาบที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดแห่งยุคขึ้นมาสองเล่มคือ
"หัตถาละมุน" (Tender hands) ของตระกูลมาซามูเนะ และ
"หมื่นเหมันต์" ( 10,000 winters) แห่งตระกูลมุรามาสะ
ซึ่งว่ากันว่าดาบทั้งสองเล่มนั้นคือเทพศาสตราที่สามารถคมจนสามารถตัดอากาศและสายน้ำให้ขาดสะบั้นได้!

แต่ปัจจุบันทั้ง2เล่มก็หายสาปสูญไปแล้ว

นับจากนั้นเป็นต้น ตระกูลช่างดาบมูรามาสะและมาซามุเนะก็เป็นที่เลื่องลือไปทั้งแผ่นดิน
โดยผู้ที่จะได้ดาบจากสองตระกูลนี้จะต้องเป็นถึงชนชั้นสูงอย่างจักรพรรดิ เชื้อพระวงศ์ โชกุน
หรือต่ำสุดก็ต้องเป็นไดเมียวตระกูลใหญ่เท่านั้นพวกผู้ครองเมืองหรือซามูไรธรรมดาๆอย่าได้หวังเลยเชียว
หากแต่ทว่า...ดาบของสองตระกูลนี้กลับมีพลังอาถรรพ์ที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก ด้วยมีเรื่องเล่าขานสืบต่อกันมาว่า

ผู้ใดที่ได้จับหรือครอบครองดาบของตระกูลมุรามาสะและมาซามุเนะนั้น
จะรู้สึกว่าในขณะที่ใบดาบอยู่ในฝักนั้นมันมีอาการสั่นเร่าๆพร้อมกับเสียงร้องหวีดแหลมเล็กเบาๆในหูประหนึ่งว่ามันมีชีวิต!
เปรียบได้ว่าเจ้าดาบอาถรรพ์นี้กำลังร่ำร้องให้ผู้เป็นนายของตนปลดมันจากฝักดาบ
อันเป็นพันธนาการให้จะพุ่งออกจากฝักเพื่อวาดลวดลายล้างผลาญชีวิตศัตรูหรือแม้กระทั่งเจ้านายของมันเอง!

ใช่ครับ ดาบของสองตระกูลนี้คือดาบอาถรรพ์ที่กระหายเลือดอย่างแท้จริง
เพราะใครก็ตามที่ได้ครอบครองมันก็ต้องได้หลั่งเลือดหมู่ศัตรูหรือแม้แต่เลือดของตนเองแทบทุกคน!


ไดเมียวหนุ่มแห่งไดมัตสึคือ "โตกุกาว่า โมโตยาสุ" หรือที่รู้จักกันในชื่อว่า "อิเอยาสุ" ผู้ซึ่งต่อมาจะเป็นเจ้าแผ่นดินญี่ปุ่นนั้น
อาวุธคู่กายของเขาก็คือหอกยาริ ซึ่งผู้ที่ทำใบหอกยารินั้นก็คือตระกูลมุรามาสะ!

  ยามใดที่ไดเมียวหนุ่มเอาเจ้าหอกอาถรรพ์นี้ออกฝึกวิชายุทธ เจ้าหอกนี้ก็มักจะทิ่มแทงตัวของเขาเอง
หรือหาไม่ก็คนใกล้เคียงเป็นได้เลือดอยู่เสียร่ำไป ดังนั้น เหล่าลูกหลานแห่งตระกูลโตกุกาว่าจึงจำขึ้นใจไว้มั่นว่า
จะไม่พกดาบหรืออาวุธที่ทำจากตระกูลมุรามาสะโดยไม่จำเป็นอย่างเด็ดขาด
หากแต่ทว่า ดาบแห่งตระกูลโยชิมัทสึกลับมีแรงอาถรรพ์ในทางกลับกันกับดาบแห่งตระกูลมาซามุเนะและมุรามาสะโดยสิ้นเชิง!
เพราะดาบแห่งโยชิมัทสึคือดาบผู้พิทักษ์ชีพ หาใช่ดาบกระหายเลือดไม่

เรื่องราวมีอยู่ว่า ในการยุทธที่ริมแม่น้ำเทนริน อันเป็นศึกระหว่างตระกูลโตกุกาว่า อันมีผู้นำคือ "อิเอยาสุ"
และตระกูลพลม้ารบที่เหี้ยมหาญที่สุดแห่งญี่ปุ่นคือทาเคดะ อันมีผู้นำคือ "คัตสึโยริ" ซึ่งฝ่ายของโตกุกาว่า
อิเอยาสุนั้นพ่ายแพ้อย่างย่อยยับจนต้องรีบหลบหนีกลางสมรภูมิไปยังหมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่ง

ด้วยความอับอายอย่างสุดแสนอัปยศที่ได้พบ ไดเมียวหนุ่มได้หลบไปยังบ้านของหมอชาวบ้านรายหนึ่ง
แล้วจึงเตรียมดาบวากิซากิเล่มน้อย อันเป็นดาบคู่กับดาบตาชิ ซึ่งดาบทั้งสองเล่มก็ทำจากฝีมือช่างดาบแห่งตระกูลโยชิมัทสึ
เพื่อกระทำการเซปปุกุเพื่อปลิดชีพของตนเอง
ตามธรรมเนียมแล้ว ในการทำเซปปุกุนั้นจะต้องมีนักรบผู้ไว้ใจได้อีกนายหนึ่งอยู่ร่วมพิธีด้วย
เพราะเมื่อผู้กระทำเซปปุกุลงดาบที่ท้องของตนเองแล้ว นักรบผู้ช่วยนั้นจะต้องลงมีดตัดหัวของนายหรือสหายตน
เพื่อให้สิ้นทรมานในฉับพลัน

หากแต่ในคราวนี้ อิเอยาสุเลือกที่จะปลิดชีพของตนเองเพียงลำพัง...
หลังจากสะกดกลั้นและรวบรวมความกล้าได้มั่นแล้ว อิเอยาสุจึงจ้วงดาบสั้นเข้าใส่ท้องน้อยของตนในทันที!
ช้าก่อน! อย่าเพิ่งหลับตาหรือร้องกรี๊ดเลยท่านทั้งหลาย มันพลันเกิดเหตุอัศจรรย์แล้ว!
เพราะเจ้าดาบวากิซากิเล่มนั้นใบดาบของกลับพลิกในบัดดล!
อิเอยาสุสงสัยใจว่าตัวแกนด้ามดาบนี้คงหลวมเป็นแน่ ก็เลยบิดใบดาบกลับให้เข้าที่แล้วก็ลากเอาครกเหล็ก
บดยามาลองดาบยกหนึ่ง ซึ่งปรากฏว่าเจ้าดาบน้อยกลับแทงทะลุยันก้นครกนั้นประหนึ่งแทงดินเหนียวก็ไม่ปาน
เอ ดาบก็ปรกตินี่หว่า...อิเอยาสุรำพันในใจแล้วดึงเจ้าดาบน้อยนั่นออกจากครก แต่ปรากฏว่าเจ้าดาบนั่นกลับติดกับ
ครกเหล็กชะงักแน่นหนานัก เพราะดึงเท่าไหร่ก็ดึงไม่ออก!   

ในขณะที่อิเอยาสุกำลังปล้ำกับดาบเจ้ากรรมที่ติดกับครกเหล็กอยู่นั้น
พวกขุนศึกและหมู่องครักษ์ที่ออกตามหามานานก็ทะลึ่งโผล่พรวดเข้ามาพอดี
ไม่ต้องถามว่าเจ้านายกำลังทำอะไร พวกขุนศึกผู้ภักดีต่างตะโกนโหวกเหวกโวยวายห้ามปราม
อิเอยาสุจึงยิ่งโหมแรงดึงดาบออกจากครกเหล็กนั้นให้จงได้ พวกขุนศึกทั้งหลายต่างถลันก็เข้าไปกลุ้มรุม
ยื้ดยุดเจ้านายเพื่อมิให้คิดสั้นฆ่าตัวตายในขณะที่กำลังพันตูอยู่นั้น
มีทหารองครักษ์ผู้หนึ่งเข้าไปดึงดาบออกจากครกเหล็กนั้น
ปรากฏว่าเจ้าดาบน้อยกลับหลุดออกมาจากครกอย่างง่ายดาบซะนี่?!
อิเอยาสุที่พลันเห็นก็ต้องแปลกใจกับสิ่งที่เห็น แต่ยังไม่ทันจะถาม เหล่าขุนศึกต่างผูกม้ารอท่าให้พร้อม
และจึงให้นายของตนควบม้าหนีไป เพราะพวกศัตรูกำลังจะตามมาทันอยู่แล้ว
ตัวกูจะเป็นอะไรก็ช่าง จะอยู่หรือตายกูไม่สน นายกูต้องไม่เป็นอะไรทั้งนั้น!
ขุนศึกหนุ่มซึ้งน้ำใจเหล่าข้าบ่าวผู้ภักดียิ่งนัก หากแต่น้ำใจและความภักดีของพวกเขาก็มิอาจขัดได้
อิเอยาสุจึงกลั้นใจชักม้าหนีกลับไปยังดินแดนของตนในทันที
ระหว่างที่ตนควบม้าหนีไปนั้น ในใจก็ครุ่นคิดถึงเจ้าดาบคู่กายว่าทำไมมันถึงเกิดเหตุเช่นนี้ได้หนอ...

หลังจากศึกแม่น้ำเทนริน โตกุกาว่าก็พกดาบคู่แห่งตระกูลโยชิมัตสึไม่ห่างกาย
ซึ่งไม่ว่าจะออกศึกครั้งใดเขาสามารถปราบศัตรูทั้งผองได้จนราบคาบสิ้น จนเขาสามารถไต่เต้าขึ้นมาเป็น
"จอมพลปราบอนารายชน" หรือโชกุน ผู้เป็นเจ้าแผ่นดินแห่งประเทศญี่ปุ่นในที่สุด
นับแต่นั้นเป็นต้นมา เหล่าขุนศึกและสมาชิกแห่งตระกูลโตกุกาว่าทุกคนล้วนพกดาบตระกูลโยชิมัทสึกันสิ้นทุกคน
เพราะคุณความดีงามที่อิเอยาสุกระทำไว้ หรือเพราะแรงอาถรรพ์แห่งการพิทักษ์รักษาของดาบ
ตระกูลโยชิมัทสึจึงทำให้ตระกูลโตกุกาว่าปกครองแผ่นดินญี่ปุ่นอย่างยาวนานถึง ๒๕๐ ปีเลยทีเดียว

ว่ากันว่าเมื่อเอาดาบทั้งสองเล่มนี้จุ่มลงในแม่น้ำที่มีใบไม้ไหลตามกระแสน้ำ
             ดาบมุรามาสะจะดูดรวมเอาใบไม้เข้าสู้คมดาบแล้วเมื่อผ่านไปใบไม้ทุกใบได้แยกเป็นสองท่อน(ดาบนี้คมมากๆผมขอยืนยัน)แล้วเมื่อนำดาบขึ้นจากแม่น้ำแม่น้ำจะเย็นจัดแล้วก็เหือดแห้งไป
            ดาบมาซามุเนะ ดาบนี้เมื่อจุ่มลงไปในแม่น้ำ จะผลักไปไม้ที่ไหลออกไปให้ผ้นได้อย่างสบาย ไม่มีใบใดไหลมาชนคมดาบ เปรียบเสมือนว่า ดาบเล่มนี้มีไว้สำหรับหยุด โดยไม่ต้องฆ่า จะตรงข้ามกับมุรามาสะที่สร้างขึ้นมาเพื่อทำลาย


อาจจะยาวไปนิด แต่ทั้ง 2 อันก็ต้องขอบคุณ อัศวินอโยธยา จากเว็บ Dak-D ที่เอามาลงให้อ่าน อาจะไม่เกี่ยวกับหัวกระทู้เลย แต่ก็มิได้ประสงค์ร้ายแต่อย่างใด
"...ถ้าสายตาเราชินกับในที่มืดแล้ว คงยากที่จะเพ่งมองโลกภายนอกได้..."

พันเอก

พูดถึงกามิกาเซแล้วญี่ปุ่นสมัยนั้นเค้าสร้างตอร์ปิโดมนุษย์ขึ้นมาด้วยนะ รู้สึกว่าจะชื่อ Kaiten แปลว่าเปลี่ยนโลกหรือเปล่ยนชะตากรรมนีัแหละ (ไม่รุ็ว่าหนังเรื่อง L change the world ภาคต้นฉบับจะใช้คำนี้หรือเปล่า)ถูกผลิตขึ้นมาตอนญี่ปุ่นใกล้จะแพ้สงครามโดยกองทัพเรือญี่ปุ่นโดยติดเข้ากับเรือดำน้ำพอจะใช้งานก็ให้ทหารคลานเข้าไป
แล้วก็ปล่อยจรวด คนขับก็แค่บังคับทิศทางให้กระทบเรือข้าศึกแล้ว ระเบิด หนัก 3000 ปอนด์ก็จะทำหน้าที่ต่อเอง(ไอ้คนออกแบบเคยคึดจะลองใช่เองมั้งมั้ยเนี่ย) รู้สึกมีแผ่นดีวีดีหนังญี่ปุ่นเรื่องหนึ่งเอาเรื่องนี้มาทำด้วยนะ แต่เสนอภาพในเชิงลบนะ ไม่ใช่ยกย่องทหารเหล่านี้เหมือนหนังญี่ปุ่นที่พูดเกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่2
สมาชิกสมาคมพ่อบ้านทหารบก

หนูอร

ที่มาของ SOS

หลายคนทรายเพียงว่ามันคือรหัสขอความช่วยเหลือ
บางคนก็เข้าใจว่ารหัสนี้เป็นคำย่อ
มาจากคำว่า "Save Our Ship" "Save Our Souls"
หรือ "Send Out Succour" เพื่อให้ส่งได้เร็วขึ้น
แต่ในความเป็นจริงแล้ว SOS นั้น
มีที่มาจากรหัสมอร์ส (Morse Code)
ซึ่งใช้ในช่วงมีสัญญาณวิทยุสื่อสาร(ไร้เสียง)
รหัสการส่ง SOS นั้นถูกนำมาใช้เพราะเสียงมีความชัดเจน
โดยหากแปลงจากรหัสมอร์ส ...---...
เป็นรหัสเสียง ก็จะได้เสียงสั้นสาม ยาวสาม สั้นสาม
"ปิ๊ป ปิ๊ป ปิ๊ป ปี๊บบบ ปี๊บบบ ปี๊บบบ ปิ๊ป ปิ๊ป ปิ๊ป"


แต่ก่อนจะมาใช้ SOS นั้น
สัญญาณขอความช่วยเหลือดั้งเดิม
คือตัวย่อว่า CQD โดย D ย่อมากจาก Distress
(บางคนก็บอก Danger) และ CQ คือการเรียกฐาน
แปลตรงๆคือ "All stations, distress"
ซึ่งเมื่อแปลงเป็นมอร์สแล้วจะได้รหัสดังนี้
-.-.  --.-  -.. ซึ่งด้วยความเยอะนี้
ทำให้ยากต่อการเข้าใจในครั้งแรกมาก 
และแปลผิดได้ง่าย..
นำมาสู่การเปลี่ยนมาใช้ SOS แทนในปี 1908

ว่ากันว่าสัญญาณที่เรือไททานิกใช้ส่ง
เพื่อขอความช่วยเหลือในขณะที่เรือกำลังจะล่มนั้น
คือสัญญาณ CQD.. ตามด้วยรหัส MGY
(เป็นรหัสย่อสำหรับเรียกเรือไททานิก)
ซึ่งรหัสยาวๆนี้ถูกส่งไปหกครั้งด้วยกัน
ก่อนที่เรือแถบนั้นจะแปลออกแล้วเข้าช่วยเหลือ
ซึ่งก็สายเกินไป (ด้วยระยะทาง + เวลา)


สรุปว่า SOS ไม่ได้เป็นตัวย่อของคำใดๆ
และถูกเอามาใช้ เพราะง่ายต่อการส่งกว่าจ่ะ
อันบัน ♥

Buob Marley

http://img3.f0nt.com/flash/66d37d0393ee1ab1e2e55182dfabf34e.swf

A Long Patience: Wish Us Luck (and Happy Anniversary)

ชวาลา จันทร์แจ่ม


หนูอร

อันบัน ♥

iannnnn


SMF 2.1.7 © 2026, Simple Machines