หน้า: 1 ... 55 56 57 58 59 60 61 [62] 63 64 65 66 67 68 69 ... 84
 
ผู้เขียน หัวข้อ: FWD: งามๆ แบ่งกันอ่าน  (อ่าน 308187 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 ขาจร กำลังดูหัวข้อนี้
ละโว้รึเปล่าไม่รู้


แอบอ้าง
ฉันเกิด ในหมู่บ้านบนภูเขาที่ห่างไกลผู้คน
แต่ละวันพ่อแม่ของฉันต้องพรวนดินในไร่ท่ามกลางแดดที่ร้อน ระอุ

ฉันมีน้องชายอยู่หนึ่งคน อายุน้อย กว่าฉัน 3 ปี

วันหนึ่งฉันขโมยเงินของพ่อเพื่อไป ซื้อผ้าเช็ดหน้าที่เพื่อนๆ
ของฉันมีกัน

จากนั้นพ่อก็รู้ เรื่อง
พ่อให้ฉันกับน้องคุกเข่าหันหน้าเข้าหากำแพง
โดยที่ในมือ พ่อมีก้านไม่ไผ่อยู่หนึ่งก้าน
"ใครขโมยเงินไป" พ่อ ตวาด

ฉันกลัวมาก ไม่กล้าพูดอะไรออกไป น้องชาย ฉันก็เช่นกัน

พ่อจึงเอ่ยขึ้นว่า
"ก็ได้ ในเมื่อไม่มีคนรับ สารภาพก็ต้องโดนลงโทษทั้งคู่นั่นล่ะ"

พ่อชูก้านไม้ไผ่ในมือขึ้น
ทันใดนั้น น้องชายของฉันก็ลุกขึ้นคว้าข้อมือของพ่อไว้....แล้วพูด ว่า
"ผมขโมยเอง ครับ"

ก้านไม้ไผ่ก้านนั้นได้กระหน่ำลงบนหลังของน้องของฉันอย่างต่อ เนื่อง
พ่อโกรธมาก พ่อตีน้องของฉันไม่ หยุด
จนพ่อหอบด้วยความเหนื่อย
พ่อนั่งลงบนเก้าอี้และด่า ว่าน้องชายของฉัน

" ของคนใน บ้านแกเอง แกยังขโมยได้ต่อไปแกจะทำชั่วอะไร อีก

แกน่าจะโดนตีให้ตาย ไอ้หัว ขโมย"

คืนนั้น ฉันกับแม่กอดน้อง ชายของฉันไว้
หลังของน้องมีแผลเต็มไปหมด
แต่เขาไม่ได้ร้องไห้แม้ แต่น้อย
กลางดึกคืนนั้น ฉันนอนร้องไห้เสียง ดัง และนานมาก
น้องเอามือเล็กๆ ของเขามาปิดปากฉันไว้ แล้วพูดว่า

" พี่ ครับ ไม่ต้องร้องไห้นะมันผ่านไปแล้ว"

ยังไงฉันก็อดที่จะเกลียดตัวเองไม่ได้
ที่ไม่มีความกล้าจะบอกความจริงกับพ่อ

หลายปีผ่านไป

แต่เหมือนกับว่าเหตุการณ์มันเพิ่งเกิดเมื่อวานนี้ เอง
ฉันไม่อาจลืมคำพูดของน้องชายตอนที่เขาปกป้องฉันได้เลย
ตอน นั้นน้องของฉันอายุ 8ปี ส่วนฉัน อายุ 11ปี...
เมื่อตอนที่น้องชายของฉัน ใกล้จบ ม.ต้น
เขาได้รับการตอบรับจาก โรงเรียน
ม.ปลาย ว่าเขาสอบได้ ในขณะที่ฉันซึ่งใกล้ จบ ม.ปลาย
ก็ได้รับการตอบรับจาก มหาวิทยาลัยของจังหวัดเช่นกัน
คืนนั้น พ่อได้ นั่งสูบบุหรี่อยู่ที่สวนหลังบ้าน
ฉันแอบได้ยินพ่อพูดว่า
" ลูกเราทั้งคู่เรียนดีเรียนดีมากนะ"
แม่ซึ่ง นั่งเช็ดน้ำตาอยู่ข้างๆ พ่อ ได้พูด ว่า
"แล้วเราจะ ส่งเสียลูกทั้งคู่ได้อย่างไรในเมื่อเราก็ไม่ค่อยมีเงิน"
ทันใด นั้น น้องชายของฉันได้เดินเข้าไปหาพ่อ แล้วพูดว่า
" ผมไม่ต้องการเรียนต่อผมอ่านหนังสือมามากพอ แล้ว"
พ่อเหวี่ยงมือตบลงที่แก้มของน้องของฉันฉาดใหญ่
"ทำไมถึงคิดโง่ๆ อย่างนี้
ต่อให้พ่อต้องไปเป็นขอทานข้างถนน
พ่อก็จะ ส่งแกทั้งคู่เรียนจนจบให้ได้"
คืนนั้นทั้งคืน พ่อได้เดินไปตามบ้านต่างๆ
ทั่วทั้งหมู่บ้าน....เพื่อขอยืม เงิน
ฉันค่อยๆ เอามือประคบแก้ม บวมๆ
ของน้องชายเบาๆ และคิดว่า
" ต้องให้น้องได้เรียนต่อไม่เช่นนั้นเขาคงไม่อาจหลุดพ้น ชีวิตลำบากเช่นนี้ไปได้"
แต่ในขณะเดียวกัน
ฉันก็ไม่อาจล้มเลิก ความคิดอยากจะเรียนต่อไปได้
ใครจะรู้ได้ .......
วันต่อมาในตอนเช้ามืด
น้องชายของฉันได้ ออกจากบ้านไปพร้อมทั้งเสื้อผ้าติดตัวเพียงไม่กี่ชิ้น
และถั่วเพียงเล็ก น้อยเพื่อประทังความหิว
ก่อนไปเขาได้ทิ้งข้อความไว้ใต้หมอนของ ฉัน
ขณะฉันกำลังหลับ
" พี่ครับ การจะเข้ามหาวิทยาลัยได้ ไม่ใช่ง่ายๆ นะ ....
ผมจะไปหางานทำ...แล้วจะส่งเงิน มาให้พี่"
ฉันนั่งอยู่บนเตียง
อ่านข้อความของน้องชายด้วยน้ำตานอง หน้า .......
ฉันร้องไห้จนเสียงแหบแห้งไป
ตอน นั้นน้องของฉันอายุ 17ปี ส่วนฉัน อายุ 20ปี .....
ด้วยเงินที่พ่อยืมมาจากคนในหมู่ บ้าน
รวมกับเงินที่น้องชายของฉันได้รับเป็นค่าจ้างมาจากการทำงาน เป็น
กรรมกรแบกหามที่ไซท์ก่อสร้างท่าเรือ .......
ฉันจึงสามารถเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้จนถึง ปี 3

วันหนึ่งขณะที่ฉันกำลังอ่าน หนังสืออยู่ในห้องพัก
เพื่อนร่วมห้องของฉันได้เข้ามาบอก ว่า
"มีชาวบ้านมาหา เธอ...อยู่ข้างนอกแน่ะ"
ทำไมชาวบ้านถึงมาหาฉันล่ะ

ฉันเดินออกไปแล้วมองเห็นน้องชายของฉันยืน อยู่
ตัวของเขาเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นปูนและทรายจากงานก่อ สร้าง..

ฉันถามเขาว่า
"ทำไมไม่บอก เพื่อนพี่ไปว่าเป็นน้องชายพี่ล่ะ"

น้องชายของฉันตอบยิ้มๆ ว่า
"ก็ดูผมสิ สกปรกมอมแมมออกอย่างนี้...ขืนบอกว่าเป็นน้องพี่ เพื่อนๆ
ก้อได้หัวเราะเยาะพี่กันพอดี"

ฉันค่อยๆ เอื้อมมืออันสั่นเทาไปปัดฝุ่นให้น้อง
และพยายามพูดด้วยเสียง เครือๆในลำคอ
" พี่ไม่ สนใจว่าใครจะพูดยังไง
เธอเป็นน้องของพี่ ไม่ ว่าเธอจะดูเป็นอย่างไรก็ตาม"

จากนั้น น้องของฉันได้ล้วงบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกง
เป็นกิ๊บหนีบผมรูป ผีเสื้อ . เขาติดกิ๊บให้ฉัน
แล้วพูด ว่า
"ผมเห็น สาวๆ ในเมืองเค้าติดกัน ผมเลยอยากให้พี่ติด บ้าง"

ฉันหมดเรี่ยวแรงลงในทันใด
ดึงน้องชายเข้ามาสวมกอดและ ร้องไห้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นเวลานาน
ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 20 ปี ส่วนฉันอายุ 23 ปี .
วันที่ฉันพาแฟนหนุ่มของฉันมาที่บ้านเป็นครั้งแรก
ฉันสังเกตเห็น ว่า
หน้าต่างบ้านที่เคยแตกไป ได้ ถูกซ่อมเรียบร้อยแล้ว
เมื่อเข้าไปในบ้านก็เห็นว่าบ้านสะอาดขึ้น มาก
หลังจากที่แฟนของฉันกลับไป ฉันพูดกับแม่ ว่า

"แม่ไม่ต้อง เสียเงินเพื่อทำความสะอาดบ้านกับซ่อมกระจก
เพียงเพราะหนูจะพาแฟนมาที่ บ้านหรอกนะคะ"
แม่ยิ้ม แล้วพูดว่า
" แม่ไม่ได้จ้างหรอก...น้องชายลูกต่างหาก

วันนี้ เค้าขอเลิกงานเร็วเพื่อกลับมาทำความสะอาดบ้าน
ลูกยังไม่เห็นมือน้องหรอก เหรอ
น้องโดนกระจกบาดตอนกำลังเปลี่ยนกระจกบานใหม่น่ะ"

ฉันรีบเข้า ไปหาน้องที่ห้องนอนของเขา
ฉันรู้สึกเหมือนถูกเข็มนับร้อยเล่มทิ่มลงกลาง ใจเมื่อได้เห็นบาดแผลบนมือ
ฉันจับมือน้องเอาไว้อย่างเบามือที่ สุด "เจ็บมากไหม"
ฉันถาม
"ไม่เจ็บสักหน่อย พี่ก็รู้ นี่ผมทำงานก่อสร้างนะ วันๆ
มีหิน ตกมาใส่เท้าผมเต็มไปหมด
แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ผมคิดเลิกทำงานหรอก นะ
และ..."

น้องชายของฉันยังพูดไม่จบประโยค แต่ก็ต้องหยุดพูด
เพราะฉันหันหน้าหนีเขา
น้ำตาไหลอาบหน้า ของฉันอีกครั้ง
"เพราะพี่เป็นพี่ สาวของผมนี่ครับ"

ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 23 ปี ส่วนฉัน อายุ 26 ปี...
หลังจากนั้น ฉันก็ได้แต่งงานและย้ายเข้าไปอยู่ในเมือง
หลายครั้งที่ สามีของฉันชักชวนให้พ่อแม่ของฉันย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองด้วยกัน...
แต่ ท่านทั้งสองก็ปฏิเสธ
ท่านบอกว่า ท่านเคยย้ายออกจากหมู่บ้านครั้งหนึ่ง
แต่เมื่อออกไปแล้ว
ท่านไม่ รู้จะทำอะไรดี
จึงได้ย้ายกลับเข้ามาใช้ชีวิตในหมู่บ้านตามเดิม
น้องชายของฉันก็ไม่เห็นด้วยกับการที่จะให้เขาและพ่อแม่ย้ายออกไป ...
เขาบอกกับฉันว่า
"พี่คอยอยู่ดูแลพ่อและแม่ของสามีพี่ทาง นั้นเถอะผมจะดูแลพ่อและแม่ทางนี้เอง"

สามีฉันได้ขึ้นเป็นประธานของบริษัท ของ ครอบครัว
เราทั้งคู่อยากให้น้องชายของฉันเข้ามารับ ตำแหน่งผู้จัดการบริษัท...
แต่ น้องชายของฉันก็ไม่รับตำแหน่งนี้
เขาขอเข้าทำงานในตำแหน่งพนักงาน ธรรมดา
วันหนึ่ง น้องชายของฉันต้องปีน บันไดขึ้นไปซ่อมสายเคเบิล
และตกลงมาเพราะโดนไฟดูด
เขาถูกรีบหาม ส่งโรงพยาบาล
ฉันและสามีรีบไปเยี่ยมเขาที่โรงพยาบาล
น้องชายของ ฉันขาหักต้องเข้าเฝือกที่ขา
... ฉันโกรธมาก จึงตวาดน้องไปว่า
" ทำไมถึงไม่ยอมรับตำแหน่งผู้จัดการ หา!!!
ถ้าเป็นผู้จัดการก็จะได้ไม่ต้องมาทำงานเสี่ยงๆอย่าง นี้
ดูตัวเองซิ...เจ็บเจียนตายอยู่แล้ว ทำไมถึง ไม่ยอมฟังพี่บ้าง"

คำตอบจากปากน้องของฉันรวมถึงสีหน้าเคร่ง เครียด
ยังยืนยันความคิดเดิมของเขา
"พี่ลองคิดถึงพี่เขยสิครับ พี่ เขยเพิ่งจะได้เป็นประธาน
ส่วนผมมันการศึกษาต่ำถ้าผมได้เป็นผู้ จัดการ
คงจะมีเสียงนินทาว่าร้ายเต็มไปหมด"

น้ำตาปริ่มดวงตาของฉัน รวมทั้งสามีของฉันด้วย .....
ฉันบอกกับน้องว่า
"แต่ที่เธอไม่ได้เรียนต่อก็เพราะ พี่..."
"ทำไมต้อง พูดถึงเรื่องที่ผ่านไปแล้วด้วยล่ะครับ"

น้องชายของฉันจับมือฉัน ไว้
ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 26 ปี ส่วนฉันอายุ 29 ปี...
เมื่อน้องชายของฉันอายุ ได้ 30 ปี
เขาได้แต่งงานกับผู้หญิงในที่ ทำงานที่เดียวกัน
ในงานแต่งงาน ประธานในงานได้ถามน้อง ชายของฉันว่า
" ใครคือคน ที่คุณรักที่สุดในชีวิตนี้"

น้องชายของฉันตอบอย่างไม่ลังเล "พี่สาว ของผมครับ" .....

และเขาก็เล่าเรื่องราวที่แม้แต่ฉันยังจำไม่ ได้
"ตอนผมอยู่ โรงเรียนประถม โรงเรียนอยู่อีกหมู่บ้านหนึ่ง
เราสองคนพี่น้องต้องใช้เวลาถึง 2 ชม.
เพื่อเดินไปเรียน...และเดินกลับบ้าน
วันหนึ่งในวันที่หิมะตก หนักผมทำถุงมือหายไปข้างหนึ่ง
พี่สาวผมจึงได้ให้ถุงมือของเธอข้าง หนึ่ง
และเธอก็ใส่ถุงมือเพียงข้างเดียวเดินเป็นระยะทางไกล
เมื่อ เรากลับถึงบ้านมือเธอบวมแดงเพราะอากาศหนาว
เธอไม่สามารถจับช้อนทานข้าว ได้ด้วยซ้ำ .......นับจากวันนั้น
ผมสาบานกับตัวเอง

ว่าตลอดชีวิตของ ผม ผมจะดูแลพี่สาวของผมให้ดี
และจะทำดีกับ เธอ"

เสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่ว
สายตาทุกคู่ของแขกเหรื่อหันมา จับจ้องที่ฉัน
คำพูดจากปากฉันออกมาอย่างยากลำบาก .......
"ในโลกใบนี้คนเดียวที่ฉันรู้สึกขอบคุณที่ สุด คือน้องชายของฉันค่ะ"
ใน วาระที่มีความสุขที่สุดเช่นนี้
น้ำตาได้รินไหลออกมาจากสองตาของฉันอีก ครั้ง...
จงรัก และห่วงใยคนที่คุณรักใน ทุกๆ
วันในชีวิตของคุณและเขา
คุณอาจจะคิดว่าสิ่งที่คุณทำให้ใคร สักคนเป็นเพียงสิ่งเล็กๆน้อยๆ
แต่สำหรับคนคนนั้นอาจจะมีความหมายมากอย่าง คาดไม่ถึง
.. ไม่ว่า เขาคนนั้นจะคือ

พ่อ แม่ พี่ น้อง ญาติ คนรัก เพื่อน
หรือแม้คนที่คุณไม่รู้จัก ก็ ตาม

จบ บริบูรณ์....


ปล.ปัจจุบันผู้เป็นพี่สาวอายุ 86 ปีตำรง ตำแหน่งเป็นผู้บริหารใหญ่บริษัทฮุนไดและในเครือกว่า 20 บริษัท

น้องชายอายุ 83 ปีเป็นผู้ก่อตั้งบริษัท เล็กๆ ที่มีชื่อเป็นภาษาเกาหลีว่า

"ซัมซุง"

และเรื่องราวของท่านทั้ง 2 คนกำลังถูกนำมาสร้างเป็นซี่รี่ย์ โดยดาราเล็กๆ คนคือ ซอง เฮ เคียว และ ลี ดอง ฮุคครับ
บันทึกการเข้า

Today you , Tomorrow me.


บริษัทเล็กๆ  ฮือๆ~
บันทึกการเข้า

Las Noches Rubicundior
 อ๊ากกกก  แม่เจ้า
บันทึกการเข้า

ไอ้บริษัทเล็กๆนี่ผมเห็นผลงานมากกว่าบริษัทพี่อีกนะ  โวย

อ่านแล้วมันเหมือนไม่ใช่เรื่องจริงครับ  ฮือๆ~

อะไรจะเป็นผู้ให้ได้ขนาดนี้  เจ๋ง
บันทึกการเข้า

ชื่อ Earth ครับ เรียกเอิดก็ได้ | Earthchie's Blog
ไอ้บริษัทเล็กๆนี่ผมเห็นผลงานมากกว่าบริษัทพี่อีกนะ  โวย

อ่านแล้วมันเหมือนไม่ใช่เรื่องจริงครับ  ฮือๆ~

อะไรจะเป็นผู้ให้ได้ขนาดนี้  เจ๋ง

เขาเจาะ กลุ่มเป้าหมายตลาดไม่เหมือนกันคับเอ
ลองไปดูที่ลาว รถยนต์ส่วนมากที่เขาใช้ ๆ กันจะเป็นรถ ยี่ห้อ ฮุนได ทั้งนั้นเลย
ที่นั่นใครขับเบนซ์ แปลว่ารวยจริง เพราะนาน...น้านนน จะได้เห็นซักคันที่ขับผ่าน

ปอลอ. ขอบคุณนายโอ้เอ้ ครับ ไหว้ 
บันทึกการเข้า

เขาเจาะ กลุ่มเป้าหมายตลาดไม่เหมือนกันคับเอ
ลองไปดูที่ลาว รถยนต์ส่วนมากที่เขาใช้ ๆ กันจะเป็นรถ ยี่ห้อ ฮุนได ทั้งนั้นเลย
ที่นั่นใครขับเบนซ์ แปลว่ารวยจริง เพราะนาน...น้านนน จะได้เห็นซักคันที่ขับผ่าน

ปอลอ. ขอบคุณนายโอ้เอ้ ครับ ไหว้ 

เอ ไม่รู้เรื่องครับ   ไอ้มืดหมี
บันทึกการเข้า

เราจะต้องการอะไรมากมายไปกว่า อะไรมากมาย
เอ ไม่รู้เรื่องครับ   ไอ้มืดหมี

รักหลอก จึงบอกให้  กรี๊ดดดดด
บันทึกการเข้า

ผมว่า มันเป็นเรื่องแต่งนะ
ปล. นั่นมีคนเอามาเติมทีหลัง ไอ้มืดหมี
บันทึกการเข้า

Today you , Tomorrow me.
อันนี้ไม่รู้เหมือนกันครับ
รู้แต่ว่า ฮุนได เกลื่อนไปหมดที่ลาว
ถ้าเป็นบ้านเราต้อง ฮอนด้า โตโยต้า
บันทึกการเข้า

ฮุนไดนี่ระดับโลกนะครับ (คนก่อตั้งเป็นผู้ชายนะ)
ที่เกาหลีมีเมืองฮุนไดเลยครับ คือทั้งเมืองน่ะ อยู่ได้ด้วยอุตสาหกรรมหนักของบ.
ประชากรทั้งเมืองก็เรียกได้ว่าลูกจ้างบ.
มีอู่ต่อเรือ ที่ "ใหญ่ที่สุดในโลก"  ทำเองทุกชิ้นส่วน รวมไปถึงเครื่องยนต์ด้วย (ขนาดสูงเท่าตึกสี่ชั้น)
อู่สามารถต่อเรือได้พร้อมกันเป็นสิบลำ และมีอยู่ตลอด บลาๆๆ

เป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่มากๆ ครับ

ปล. ดูมาจากสารคดี ใน TPBS ครับ
บันทึกการเข้า

<a href="http://img3.f0nt.com/flash/66d37d0393ee1ab1e2e55182dfabf34e.swf" target="_blank">http://img3.f0nt.com/flash/66d37d0393ee1ab1e2e55182dfabf34e.swf</a>

A Long Patience: Wish Us Luck (and Happy Anniversary)
ตามไปหาข้อมูลของ Samsung แล้วมันแปลกๆ
ซัมซุง ก่อตั้งโดย Lee Byung-chul ซึ่งได้ข้อมูลว่า

http://en.wikipedia.org/wiki/Lee_Byung-chul
แอบอ้าง
Lee Byung-chul (February 12, 1910 – November 19, 1987) was the founder of the Samsung Group. He was the son of a wealthy landowning family who used his inheritance to open a rice mill for his first venture. That endeavor was not especially successful so he established a trucking business in Taegu on March 1st, 1938, which he named Cheil, the forerunner to Samsung. He attended college at Waseda University in Tokyo, although he did not complete his degree.


เป็นลูกของเศรษฐีเจ้าของที่ดิน ซึ่งเอามรดกที่ได้รับลงทุนมาทำธุรกิจครั้งแรกด้วยการเปิดโรงสีข้าว การทำธุรกิจในครั้งนั้นไม่ประสบความสำเร็จ จึงตั้งธุรกิจเกี่ยวกับรถบรรทุกใน Taegu ให้ชื่อว่า Cheil ในวันที่ 1 มีนาคม 1938  ก่อนที่จะมาตั้งกิจการ Samsung 
เขาได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยที่ Waseda University ในโตเกียว ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เรียนจนสำเร็จการศึกษา
บันทึกการเข้า
 อ๋อ แสดงว่านั่นมันเป็นเพียงภาพลวงตา ที่หลอกให้ผมซึ้ง ฮือๆ~
บันทึกการเข้า

บอแล้วไงว่าเรื่องแต่ง ข้างล่างเขาก็เพิ่มเอง  จำได้ว่าอ่านแรกๆ มันไม่มี ง่ะ
บันทึกการเข้า

Today you , Tomorrow me.
ผมเชื่อคนง่ายน่ะ  ฮือๆ~
บันทึกการเข้า

แต่อย่าเชื่อฟอร์เวิดครับ ไอ้มืดหมี
บันทึกการเข้า

ทำมาหากินด้วยการเปิดร้านสกรีนเสื้อยืด จ้ะ
หน้า: 1 ... 55 56 57 58 59 60 61 [62] 63 64 65 66 67 68 69 ... 84
 
 
Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006-2007, Simple Machines | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!