หน้า: 1 ... 56 57 58 59 60 61 62 [63] 64 65 66 67 68 69 70 ... 186
 
ผู้เขียน หัวข้อ: เรื่องจริงนี้อาจเป็นคุณ  (อ่าน 473237 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 ขาจร กำลังดูหัวข้อนี้
พฤหัสที่ผ่านมา ขี่จักรยานไปซื้อของที่ตลาดตามปกติ
ที่ไม่ปกติคือทะเลาะกับปลายทางอีกข้างหนึ่ง
ระหว่างที่ทะเลาะกันอยู่ สายHand free ข้างในกระเป๋าดันหลุด ก็เลยขับมือเดียวเอามือขวาจับแฮนด์รถ แล้วก็ไม่ได้มองทาง

รู้อีกทีก็พุ่งลงไหล่ทางข้างล่าง ... ดีที่กระโดดออกมาทัน
และดีที่ไม่ได้หักเบี่ยงออกขวา เพราะตอนนั้นรถบรรทุกวิ่งกันเยอะ  หมีโหด~
บันทึกการเข้า

ฝันซ่อนสับสนวุ่นวาย หย่อนคล้อย
ขับห้ามโทรจริงๆด้วย  (เหงื่อแตกพลั่ก)
บันทึกการเข้า

อันโตนิโอกะเมโระ ~~
ขณะขับขี่ยานพาหนะ อย่าพยายามปั่นบอร์ดครับ

อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้

ด้วยความปรารถนาดี แบบไม่แคร์สิ่งตอบแทน ฮิ้ววว
บันทึกการเข้า

ก้าวแรกที่พลาดพลั้ง คือก้าวหลังที่มั่นใจ ก้าวแรกที่เสียไป คือก้าวใหม่ที่ได้มา...
คำเตือน : การขับรถทำให้ความสามารถในการดื่มสุราลดลง ง่ะ
บันทึกการเข้า
วันนี้ผมพบประสบการณ์เฉียดตาย

วันนี้ผมจะมาเล่าประสบการณ์ความรู้สึกเฉียดตายของผมให้ฟัง

วันนี้ เวลาประมาณ บ่าย4โมง ใครที่ได้โดยสารรถเมลล์สาย 104จากเดอะมอลล์งามวงศ์วาน เพื่อกลับบ้าน

ณ ป้ายรถเมลล์ตรงข้ามวัดชลประทาน ถนนเส้นระหว่างแยกแคลาย ไปยัง 5แยกปากเกร็ด

คงจะได้ประสพเหตุการเดียวกับผม เหตุการจากพวกเดนนรกที่คุ้นชินตามสื่อต่าง

"อันธพาล ยกพวกตีกันบนรถเมลล์"

ผมไม่ขอเรียกพวกมันว่านักเรียน หรือนักศึกษา พวกมันคือปิศาจในหมู่มนุษย์สุจริตชน อย่างคุณ อย่างผม

เหตุการณ์ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากครับ หลังจากรถเมลล์เทียบป้าย เสียงของชายคนหนึ่งด้านล่าง ตะโกนโหวกเหวก ด่าทอด้วยเสียงอันดัง ผมซึ่งนั่งอยู่บริเวณกลางคันรถ หันไปมองตามเสียง เห็นภาพชายในเสื้อชอปคนหนึ่งกำลังชูอาวุธยาว เดินชี้มาทางรถเมลล์พร้อมพวกตามหลังมาอีก 2-3คน เพื่อจะเดินขึ้นมาทางประตูหลัง

ดาบ? มีด? ไม้? อะไรก็ช่างเถอะครับ เสี้ยววินาทีนั้นในใจผมคิดอย่างเดียวว่าเกิดเรื่องแล้ว ภาพข่าวอันธพาลตีกันแล้วคนบริสุทธิโดนลูกหลงผุดมาในหัวแบบเร็วมาก

ผมลุกขึ้น แทรกตัวผ่านฝูงชน หวังจะหนีออกจากรถ ออกจากบริเวณนั้นให้เร็วที่สุด

มีด? ปืน? ระเบิด? อะไรไม่รู้ล่ะครับผมคิดไปเรื่อยผมแหวกฝูงชนที่กำลังเริ่มขยับตัว มีเสียงคนกรีดร้องด้วย ผมกลัวมาก

ในขณะที่อยู่ตรงประตูรถ รถก็เคลื่อนตัวไปข้างหน้าครับ

ผมล้ม

ล้มลงข้างรถ
เสี้ยววินาทีนั้น ผมนึกถึงพ่อกับแม่ เหมือนในหนัง ในนิยาย ผมก็เพิ่งเคยเจอความรู้สึกแบบนี้กับตัวเอง ผมนึกว่ามันเป็นเรื่องแต่งแต่นี่คือเรื่องจริง

เสี้ยววินาทีต่อมาผมหันหลังกลับ เห็นล้อรถเมลล์กำลังวิ่งมาใกล้

และผ่านตัวผมไป ผมไม่โดนทับ

ถ้าผมขยับออกไปอีก10ซม. ผมอาจจะพิการ

ถ้่้าขยับอีก 30 ซม. ผมตายแน่นอน



ในวินาทีนั้นก่อนที่จะรู้ตัวว่าล้อรถผ่านไปแล้ว

ช่วงที่ล้มลง แล้วคิดว่า จะโดนรถเมลล์ทับหรือเปล่า

ผมระลึกความรู้สึกได้อย่างหนึ่ง

"เรากำลังจะตาย"


ผมไม่รู้จะอธิบายยังไง

"เรากำลังจะตาย"

ผมไม่เคยคิดเลยว่าวินาทีที่คำๆนี้จะมาเกิดกับตัวเองในวันนี้

ภาพที่เห็นล้อรถวิ่งมาอย่างช้าๆ ใกล้เข้ามาๆ

คิดถึงพ่อแม่

แล้วก็เห็นภาพ รายการถึงลูกถึงคน เห็นสรยุทธด้วย ง่ะ เห็นภาพพ่อกับแม่ไปออกทีวี ร้องไห้

วินาทีที่ล้อรถอยู่ระดับเดียวกับสายตาผม ผมเห็นภาพตัวเองสูญสิ้น

คือเป็นความรู้สึกประมาณว่า มโนภาพเห็นจอดำๆ เหมือนจอทีวีดับ แต่สายตาจริงๆก็ยังเห็นสิ่งรอบข้างครับ แต่เหมือนภาพในหัวมันเห็นเหมือนจอดับ เหมือนจินตนาการถึงความตาย จินตภาพถึงเวลาตัวเองดับสูญไป

กลัวจนตัวแข็งทื่อ มันเป็นแบบนี้นี่เอง

หลังจากรู้ตัวว่าตัวเองยังไม่ตาย

ผมลุก แล้วหันหลังวิ่ง

รองเท้าหลุด วิ่งไม่คิดชีวิต วิ่งไปข้างหน้าสุดแรง มือก็ยังหวงสมบัติ ถือกระเป๋าเป้ที่มีแค่ สมุดหนังสือไม่มีราคา

ข้างหน้าผมก็มี วัยรุ่น2คนวิ่งนำอยู่ก่อน ผมก็ไม่แน่ใจว่า 2 คนนี่เกี่ยวกับการตีกันนี้หรือเปล่า จึงหันกลับไปดูว่ามีใครวิ่งตามมาไหม ปรากฏว่าไม่มีใครตามมา

ผมจึงหยุดวิ่ง

เหตุการณ์รวมทั้งหมด คิดว่าไม่ถึง 20วินาทีครับ ถ้านับเวลาจากในรถ จนลุกขึ้นวิ่งน่าจะไม่เกิน 5-6วินาที

แล้วค่อยๆกลับไปที่เกิดเหตุกับวัยรุ่นตีนไวอีก2ท่าน

ก็เจอป้าคนนึง ล้มบาดเจ็บจากการตกรถเมลล์เหมือนกับผม

พวกมันหายไปหมด

รถเมลล์ก็ไปแล้ว เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ผมก็ยืนทำใจอยู่พักนึง ตั้งสติ จ้องหน้ามองกันกับผู้เสียหาย 4คน

คนเราเวลาเจอภัยพิบัติ มันจะรู้สึกรวมกลุ่มกันได้ง่ายๆแบบนี้เอง ผมพูดๆๆๆๆสิ่งเกิดขึ้นเหมือนอยากระบายออก


หลังจากนั้นทุกคนก็แยกย้าย

หลังจากผมไปร้านขายยา ทำแผลตัวเองเสร็จ ก็โทรหา 191

ครั้งแรก บอทตามสายบอกว่าคู่สายเต็ม ไม่มีคนรับ

รออีก 10นาที โทรไปอีกรอบ จึงมีคนรับ

และได้แจ้งสิ่งที่เกิดขึ้นให้เจ้าหน้าที่ไปตามที่เห็น




หลังจากนั้นก็รีบไปหาเพื่อน นั่งกินข้าวกันเพื่อยืนยันว่านี่เราไม่ได้เป็นวิญญาณใช่มั้ย เรายังมีชีวิตอยู่ เล่าเรื่องที่ผ่ามาเหมือนเรื่องตลก


สรุป สิ่งที่เจอ

1.จริงๆผมไม่ควรตระหนกเกินไป ผมควรหลบไปพร้อมกับฝูงชน มากกว่ารีบวิ่งหนีออกมาคนเดียว ไม่อยากคิดเลยว่าถ้าพวกมันเข้าใจผิดแล้วคิดว่าผมเป็นคู่อริจึงวิ่งหนีจะเกิดอะไรขึ้น

2.ผมไม่ควรกระโดลงจากรถเมลล์เลย ควรให้รถหยุด แล้วลงพร้อมคนส่วนใหญ่ นี่ถ้าโดนรถทับไป ทุกอย่างก็จบ อนาคตที่วาดฝันไว้ หน้าที่การงาน ความทะเยอทะยานต่างๆ ความฝันที่จะสร้างบ้านให้พ่อแม่ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายในตอนแก่(จริงๆวันนี้ก็แก่ๆกันแล้วแหละ -_- )ความฝันที่จะมีครอบครัวที่อบอุ่น มีลูก เลี้ยงลูก แก่เป็นคุณปู่ก็จะหายไปหมด

3.การตอบสนองในสภาวะคับขัน จะเป็นไปโดยสัญชาติญาณจริงๆ เวลานั้นไม่มีเวลามาคิดเลย ทุกอย่างเป็นไปตามโปรแกรมของแต่ละคน ผมเคยคิดเล่นๆเผื่อรับสถานการณ์แบบนี้ไว้เหมือนกัน คือจะต้องหนีออกจากที่เกิดเหตุให้เร็ว และร่างกายก็ไปตามที่ตั้งโปรแกรมไว้ และผมพบแล้วว่าสิ่งที่ผมคิดมาตลอดนั้นผิด การโดดลงจากรถเมลล์ที่กำลังออกตัวเป็นเรื่องอันตรายมากๆๆๆๆ


4.ผมคิดได้บางอย่าง

หลังเหตุการณ์ไม่รู้ทำไมผมคิดถึงเรื่องการเมือง

เพื่อนผมคนนึง เป็นคนเลือกข้าง จงเกลียดจงชังอีกฝ่ายนึงมากๆ ผมไม่ขอบอกละกันว่าฝ่ายไหนเป็นฝ่ายไหน แต่เพื่อนคนนี้เป็นคนระดับแฟนพันธุ์แท้ของฝ่ายหนึ่งในประเทศไทยตอนนี้

หลังรอดตายผมมาคิดดู

มันไม่เห็นมีความหมายเลย

จะทะเลาะกันหาอะไร

ใครจะเป็นนายก ใครจะเป็นรัฐบาล ประเทศนี้จะเป็นประชาธิปไตย จะเป็นเด็จการทหาร จะยกย่องคนรวยหรือคนจน จะยกย่องอำมาตย์หรือเสรีนิยม


ไม่เห็นสำคัญตรงไหน ถ้าตายก็จบ ก็สูญหมด เท่านั้นเอง

5.ปกติผมคิดว่านับถือศาสนาการ์ดจอ คือไม่ค่อยเชื่อถือพระ เชื่ออะไรพวกนี้เท่าไหร่ แม้จะกลัวผีกลัวสิ่งศักดิ์สิทธิอยู่ลึกๆ แต่ก็ไม่ค่อยชอบพิธีกรรม ไม่ค่อยยำเกรงศาสนา คิดว่าตัวเองเป็นคนค่อนข้างหัวสมัยใหม่ อะไรแบบนั้น อินดี้ เท่

ซึ่งมันก็แสดงออกมาเวลาใกล้ตาย การนึกถึงพ่อแม่ก็ดีอยู่ แต่สรยุทธนี่สิ มาจากไหนวะ? ง่ะ คงเพราะไม่มีอะไรไว้ยึดเหนี่ยวจิตใจมากมายนัก

ที่เค้าว่ากันว่า เวลาตายถ้านึกถึงพระ นึกถึงสิ่งดีๆจะไปเกิดในภพดีๆ ถ้านึกถึงความเลวความชั่ว ก็จะไปเกิดในที่ชั่วร้าย แล้วนึกถึงสรยุทธถ้ากูตายไปกูจะไปไหนวะนี่?





ณ ตอนพิมพ์นี้ ผมก็ยังช้อคๆค้างอยู่นิดหน่อยครับ ไม่รู้ว่าผมควรทำตัวยังไงต่อดี ความรู้สึกบางอย่างมันเปลี่ยนไป เหมือนกับว่า พอความตายมาอยู่ตรงหน้าแล้ว มันคิดเหมือนว่า จะทำอะไรก็น่าจะรีบๆทำ ตายไปก็หายหมด

เฮ้อ...

และไม่คิดว่าจะเอาเรื่องแบบนี้มาเขียนเป็นการ์ตูนได้ครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01 พ.ค. 2008, 01:27 น. โดย sial » บันทึกการเข้า

the man who has nothing to lose
กำลังพยายามทำ  BLOG ใหม่ ใน exteen
เข้าใจอารมณ์เลยครับ แบบว่าผมก็เคยเจอ  ขนาดที่ลูกปืนผ่านใบหู ฟลิ้ว~~ เลยละ  ไว้จะมาเล่าบ้าง
บันทึกการเข้า

ล้ำลึกคนึงหาในดวงจิต ใจเคยคิดตัดสวาทมิอาจสิ้น
ดั่งก้านบัวหักกลางชลาสินธุ์ ผิว่าสิ้นไร้เยื่อยังเหลือใย
สุดยอดแห่งประสบการณ์เลยครับ
บันทึกการเข้า

นักเขียนการ์ตูนรายปี
สุดๆครับ ไอ้พวกนั้นนึกจะอยากทำอะไรก็ทำ ไม่นึกถึงคนรอบข้างเลย อย่างเมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว ที่สถานีรถไฟอยุธยา พวกชักปืนมายิงคู่อริต่างสถาบันต่อหน้าต่อตาผู้โดยสารนับร้อย  ไอ้มืดหมี
บันทึกการเข้า

วาว วาว เสียงรถไฟแล่นไปฤทัยครื้นเครง
ผมว่าตกใจมากไปหน่อยนะครับ
ถ้าในใจนิ่งกว่านี้ เรื่องของระดับจิตใจเราเท่านั้นคงไม่มากมาย

แต่ก็ทำให้เรียนรู้อะไรขึ้นมากเลยนี่ครับ จากที่สรุปมา

ปล. คนเราลึกๆแล้วจะนับถือศรัทธาใดๆ อยู่ในใจอยู่หนึ่งสุงสุด แม้บอกว่าไม่นับถืออะไรเลย
บันทึกการเข้า

ไม่ว่าคุณจะรอบรู้ เก่งกาจ กล้าหาญ เท่าไหร่ ก็ไม่มีค่าอะไร ถ้าไม่มีใครรักคุณ
การตกใจนี่ มี "มากไปหน่อย" ด้วยเหรอ กร๊าก
บันทึกการเข้า

ทำมาหากินด้วยการเปิดร้านสกรีนเสื้อยืด จ้ะ
นานไปหน่อย ด้วย
บันทึกการเข้า

ไม่ว่าคุณจะรอบรู้ เก่งกาจ กล้าหาญ เท่าไหร่ ก็ไม่มีค่าอะไร ถ้าไม่มีใครรักคุณ
อ่านแล้วก็รู้สึกเลยว่า  อันตรายอยู่รอบตัวจริงๆ ด้วย ฮือๆ~
บันทึกการเข้า
เล่าบ้างดีกว่าครับ

เผื่อพี่sial   จะได้ไม่รุ้สึกโดดเดี่ยวในสถานการสุดเสียวนี้  กร๊าก


เรื่องนี้ อาจจะเป็นเรื่องแรกๆ ที่ผมรู้สึกว่าผมอยุ่ใกล้ความตายที่สุดเหมือนที่พี่sial
 รู้สึกเลยครับ เพราะผมก็นึกถึงพ่อแม่เหมือนกันแบบว่าคิดไปทั่วเลยว่าถ้าตูตายตรงนี้แล้วก็หมด
โอกาสเจอพ่อแม่อย่างแน่นอนเลยอะไรประมาณนั้น
เรื่องมันเกิดขึ้นเมื่อ ตอนผมอยุ่ปีหนึ่งเลยครับ คือเข้ามา กทม.ได้ไม่นาน ตอนนั้นทำงานโรงไก่
 สหฟาร์มที่บางกระปิ ต้องขึ้นรถเมล์ สาย 39 จากรังสิตไปบางกระปิ ทุกคืน
เพราะทำงานกลางคืนมาเรียนตอนกลางวัน ก็ขึ้นทุกวันนะไม่มีเหตุการณ์อะไรน่าเป็นห่วง

มาวันหนึ่งซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่ผมจะไปโรงงาน เพราะ ผมได้ลาออกจากงานแล้ว
และวันนั้นเป็นวันไปรับเงินเดือนงวดสุดท้าย ผมเลิกเรียน 4 โมงเย็น แล้วก็ขึ้นรถไป
ขากลับ นั่ง รถสาย 39 สายเดิม กลับก็ประมาณ 4-5ทุ่มได้  คนก็เริ่มน้อยแล้วนะ
ผู้โดยสารก็ประมาณ 7-8คนบนรถ แยกๆกันนั่งตามเบาะ
 ผมนั่งเบาะเกือบสุดท้ายฝั่งขวาที่เป็นที่นั่งเดี่ยว ถัดจากผมไปข้างหลังสุดก็จะเป็นเบาะยาว

ก็ขึ้นมาได้ซํกพักก็มีวับรุ่นกลุ่มหนึ่ง ขึ้นมา ซํก 5-6คนมั้งมีผู้หญิงคนหนึ่ง
ผมยังคิดอยุ่ในใจเลยว่า ไอ้พวกนี้ทำไมมันกวนตีนนักวะยังเด็กอยุ่แท้ๆ แบบว่าตอนนั้นผมก็หน้าตาละอ่อนนะ
พวกมันละอ่อนกว่าผมอีก หน้าตาเหมือนพวกน้องแม๊กน้องบอสเลยก็ว่าได้ มันยังกร่างได้ขนาดนี้
คิดอยุ่ในใจ ถ้าเป็นแถวบ้านนอกนะ ตูตีตายหมดพวกเหี้ยนี่
พวกมันมานั่งหลังผมที่เบาะยาว แล้วก็เสียงดังน่ารำคาณ

พอรถวิ่งไปได้ซํกพักนึง เสียงปืน ก็ดังขึ้นสองนัด คนบนรถหมอบกันหมด
ผมยังนั่งงงโดยไม่หมอบอยุ่คนเดียว พอรุ้สึกถึงกลิ่นเขม่าดินปืน
ผมก็เริ่มรู้แล้วก็หมอบด้วยแต่ตอนจะหมอบนี่แหละ
 คือมันมีคนหมอบอยุ่ตรงปลายเท้าผมคนหนึ่ง คนบนรถก็กรี๊ดกันใหญ่
ไอ้คนหมอบอยุ่ตรงปลายเท้าผม คือวัยรุ่นใส่แว่นที่นั่งอยู่เยื้องข้างหลังผมนิดเดียว
หมอบแล้วมีเลือดไหลออกมา แต่มันยังไม่ตายนะ ร้องหยั่งหมาเลย พอเสียงปืนสงบลง
ไอ้วัยรุ่นกลุ่มบนรถมันยืนขึ้นแล้วควักมีดออกมายืนถือไว้
ผมก็ลุกขึ้นรุ้สึกเหมือนตัวเองกลายเป็นพวกมันไปแล้วไงก็ไม่รู้
รถเมลวิ่งไปได้ซํกหน่อยก็จอดให้คนลง ผู้โดยสารทุกคนที่ไม่เกี่ยวก็กรูกันวิ่งลงจากรถ
ด้วยที่ผมนั่งอยุ่หลังสุด ผมก็พยายามแหวกลุ่มวัยรุ่นเพื่อที่จะลงรถด้วยเหมือนกัน
เป็นเพราะเวรกรรมหรืออะไรก็ไม่รุ้แหละพอแหวกทางเดิน เดินจะมาถึงประตูอยุ่แล้ว
รถแมร่งเสือกปิดประตูแล้วก็ขับออกมาซะอย่างงั้น บนรถ ก็เลยมี วัยรุ่น 5-6 คน
กระเป๋ารถ คนขับรถ แล้วก็ผม ที่ยังอยู่บนรถ  เสียงพวกมันเอะอะโวยวายตลอดทาง
บางคนก็ตะโกนอยุ่นั่นแหล่ะ ว่า"ไอ้แว่นโดนยิงๆ"  ผมหนีไปนั่งกับกระเป๋ารถ ข้างหน้า

คือผมดูแล้วรู้สึกสมเพสพวกมันมาก กลัวตายจนหน้าซีด ไม่เห็นเก๋าอย่างที่ทำตัวเลย

คือสรุปว่า มีวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งขี่มอไซค์ตามมายิงจากข้างล่าง สาดกระสุนขึ้นมาข้างบนจากหลังรถ

คนขับรถจอดส่งพวกมันหน้าโรงบาลภูมิพล ผมก็เลยช่วยกระเป๋ารถเช็ดเลือดพวกมัน
กลับถึงหอก็ยังช๊อคไม่หายเหมือนกัน


ดีนะที่เรื่องผ่านไปตั้ง 6-7 ปี แล้ว  สิ่งแรกที่ผมนึกถึงก็คือพ่อแม่เหมือนกัน 
ดูซิเวลาสุขสบาย หัวใจสีชมพู ไม่เคยคิดถึงท่านเล้ย ฮ่าๆ

//เอ๊ะ รุสึกว่าจะขึ้น 39 ไปต่อ 59 หรือ95 วะ ที่บางเขน  ลืม นานจัด หมีโหด~
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01 พ.ค. 2008, 02:06 น. โดย จักรี » บันทึกการเข้า

ล้ำลึกคนึงหาในดวงจิต ใจเคยคิดตัดสวาทมิอาจสิ้น
ดั่งก้านบัวหักกลางชลาสินธุ์ ผิว่าสิ้นไร้เยื่อยังเหลือใย
จักรีก็อปเก็บไว้ด้วยนะ
เดี๋ยวบอร์ดใหม่คืนชีพมันจะย้อนกลับไปไม่รู้กี่ทุ่ม เสียดายพิมพ์ยาวๆ


โอเคไม่ย้อนๆ


// โอ๊ะ ที่ตูเคยเจอก็แถวลำลูกกาล่ะ ไอ้มืดหมี
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01 พ.ค. 2008, 02:39 น. โดย แอน » บันทึกการเข้า

ทำมาหากินด้วยการเปิดร้านสกรีนเสื้อยืด จ้ะ
ไม่ย้อนครับ  เฮ้ย!?
บันทึกการเข้า

Today you , Tomorrow me.
หน้า: 1 ... 56 57 58 59 60 61 62 [63] 64 65 66 67 68 69 70 ... 186
 
 
Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006-2007, Simple Machines | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!