หน้า: [1] 2 3 4 5 6
 
ผู้เขียน หัวข้อ: เรื่องในรั้ว  (อ่าน 10859 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 ขาจร กำลังดูหัวข้อนี้
.
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 17 ก.พ. 2007, 15:39 น. โดย โลกส่วนตัว » บันทึกการเข้า

เอาชีวิตในรั้วมหาลัย ตอนมัธยมได้มั้ยครับ อยู่มา 6 ปี
บันทึกการเข้า

ได้ค่ะ แบ่งปันหน่อยสิคะ  กรี๊ดดดดด

(เอาชีวิตสมัยประถมได้รึเปล่า  เพิ่งอยู่มัธยมมาปีเีดียว  ฮิ้ววว)
บันทึกการเข้า

<3.
ปกติอยู่นอกรั้วอ่ะครับ
ถ้าจะเข้าไปใน ม. ก็ข้าไปอยู่แต่ตึกกิจกรรม
จนป่านนี้เลยยังไม่จบสักใบ
ชอบมีปัญหากะยามที่ให้แลกบัตรตรงประตูหน้าอ่ะ
บางวันให้แลก บางวันไม่ต้องแลก กวน...ชิบ..
วันธรรมดาไม่ต้องแลก
วันจะเข้าไปสอบดันเสือกให้แลก
ไม่แลกไม่ให้เข้า ถ้าเข้าได้แล้วตูจะสอบยังไงล่ะครับ
คุณยามมะเขือเด่!!  โวย

บันทึกการเข้า

My Life, My Pride, is Broken
.
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 17 ก.พ. 2007, 15:40 น. โดย โลกส่วนตัว » บันทึกการเข้า

ผมว่าชีวิตเด็กมัธยมต่างหากครับที่มีความสุขที่สุด
เพื่อนทุกคนยังสบายๆ ใสๆ จริงใจ

แต่อยู่มหาลัยสามารถเป็นตัวของตัวเองได้มากที่สุด
ถึงจะยังไม่เจอตัวเองก็เถอะ แต่มีโอกาสได้ค้นหา ได้ลองทำในหลายๆ สิ่งที่อยากทำครับ
จะว่าอิสระที่สุดก็ได้มั้ง
คือ.. พ่อแม่ หรือ ใครๆ ก็ไม่ได้มองเราเป็นเด็กๆ อีกแล้ว และ สังคมก็ยังไม่ได้คาดหวังให้เราเป็นผู้ใหญ่เสียทีเดียว ประมาณว่าทำผิดก็ยังให้อภัยได้

คำพูดที่ผมชอบมากๆ ตอนที่อยู่ศิลปากรคือ "เฟรชชี่มีหนเดียว" กับ "เฟรชชี่ทำอะไรไม่ผิด" ผมว่ากินใจมากครับ คือเราแสดงออกได้เต็มที่ เพราะยังสดอยู่ ยังมีอะไรใหม่ๆ รออยู่อีกเยอะ ยังไม่ต้องรับผิดชอบมากมาย

ถ้าไม่เชื่อลองเข้ามหาลัยดูครับ หรือถ้าใครเข้ามหาลัยแล้ว ลองซิ่วดูครับ
คุณไม่รู้สึกเหมือนตอนเข้ามหาลัยครั้งแรกหรอก (นอกจากว่าคุณอาจจะเคยได้รับประสบการณ์ที่เลวร้ายจากมันอะนะ)

ปล. น้องที่กำลังจะเข้ามหาลัย เข้าไปแล้ว ใช้ชีวิตให้คุ้มแบบสุดคุ้มนะครับ อย่างที่บอก มันเป็นแค่ครั้งหนึ่งในชีวิต แต่อย่าเถลไถลนะ จะเป็นแบบผม
ปล.2 ขอให้สนุกกับชีวิตมหาลัยครับ

ประสบการณ์ รถล้มครั้งแรก

เนื่องด้วยมีเพื่อนเป็น เด็กในเมือง (กทม.) ซึ่งพวกนี้จะขี่มอไซค์ไม่เป็นกันซะส่วนใหญ่
ก็เลยมาหัดกันที่นี่( ศิลปากร จ.นครปฐม)

 เริ่มขี่เป็นไม่เท่าไหร่ เพื่อนมันก็ซ่า จะไปเอากระดานที่หอ ใช้เราซ้อนมันไปช่วยถือ
ปรากฏว่า ตอนหัดนี่ หัดขี่อย่างเดียว ไม่ได้หัดระวัง 

พอขี่มาเจอทางแยก เพื่อนก้ใส่เต็มที่ไม่เบรกเลย คิดว่าคงไม่มีรถ ก้เลยชนกับมอไซค์อีกคันที่สวนมา
เป็นเหตุการณ์ใหญ่โต ไทยมาเพียบ เหมือนมีคนตาย ลือกันไปว่า เลือดนอง ขาหัก แต่ที่จริงก็แค่หามส่งรพ. แล้วไปขึ้นโรงพัก เป็นผู้ต้องหาคดีอาญา ไปเลย 

ส่วนคนซ้อนอย่างเรา ก้เจ็บหนัก เจ็บที่หลัง นึกว่าพิการตั้งแต่ปี1 ซะแล้ว โชคดีที่ไม่หนักหนาอะไร
ขอกลับมาเขียนต่อ
รถล้มเหมือกันครับ แต่เป็นรถป๊อปครับ
แต่ผมขี่เอง ตั้งแต่วันรับน้องรวมเลยครับ
ตอนประมาณตีหนึ่งตีสองครับ
รถกระบะเฉี่ยว ไม่รู้มันมาจากไหน ผมงี้เห็นชัดถนัดตาเลยครับตั้งแต่ไปหน้ารถยันไฟท้ายเลย
ตกใจมากเพราะมีเพื่อนซ้อนอยู่ก็กลัวว่าจะเป็นอะไร ปรากฎว่าผมเจ็บกว่าครับ แต่ก็แค่เข่าถลอก โชคดีไป (โดนรถมันแถไปน่ะ)
สิ่งที่ไม่น่าเชื่อคือ
คนที่วิ่งเข้ามาช่วยผมเป็นพวกแก๊งมอเตอร์ไซต์วัยรุ่นครับ (แก๊งเวฟเลยครับ ถ้าอยู่ยครปฐมช่วงนั้นจะรู้ว่าเป็นที่นิยมสุดๆ)
วิ่งข้ามถนนมาจากอีกฝั่ง (เซเว่นตรงทางไปองค์พระ) ถามใหญ่เลยน้องๆ เป็นอะไรรึเปล่า จำทะเบียนรถได้มั้ย?
จำไม่ได้หรอกครับวินาทีนั้นมันเฉียดตาย เพราะบุหรี่ซองเดียว (จะไปซื้อบุหรี่ ทำไมไม่ซื้อร้านใกล้ๆ วะ?)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 29 เม.ย. 2006, 11:54 น. โดย Buob Marley » บันทึกการเข้า

<a href="http://img3.f0nt.com/flash/66d37d0393ee1ab1e2e55182dfabf34e.swf" target="_blank">http://img3.f0nt.com/flash/66d37d0393ee1ab1e2e55182dfabf34e.swf</a>

A Long Patience: Wish Us Luck (and Happy Anniversary)
โรงเรียนลั่นไม่มีรั้วอะค่ะ
มีแต่เป็นรั้วต้นมะขามป้อม  (เหงื่อแตกพลั่ก)
อยู่ มา 12 ปีแล้ว .. ยังเดินไม่ทั่วเลยค่ะ  (เหงื่อแตกพลั่ก)

ส่วนใหญ่จะไม่มีความหลังมีแต่วีรกรรมค่ะ  ปลื้ม
บันทึกการเข้า
อยู่แต่ในรั้วโรงเรียนค่ะ
วีรกรรมไม่ค่อยมีอะไร ส่วนมากจะเกี่ยวกับเรื่องผมตลอด
เป็นม.5คนแรกที่โดนพักการเรียน เพราะซอยผม(เปิดมา3วันโดนเลย)
แถมโดนเพราะกำลังจะเดินไปล้างหน้า(นอนตอนเช้าแล้วพึ่งตื่น)
ปรากฏว่าครูฝ่ายปกครอง กำลังแปรงฟันกันอยู่ในห้องน้ำครู
เดินหันหลังกลับห้องทันที ยังไม่วาย ให้รุ่นพี่มาเรียกไปหาอีก  ง่ะ
โดนไปเลย นอนอยู่บ้านสบายๆ5วัน  กรี๊ดดดดด
 (ตอนนั้นเค้ายังไม่มีกำหนดว่าพักการเรียนต้องมานั่งสงบจิตใจที่รร. ฮี่...)
บันทึกการเข้า

there are no regrets in life, just lessons . .
รั้วโรงเรียนมีไว้ปีนหนีเที่ยว ครับ

หลังๆ หนีออกทางท่อหลังโรงเรียน
บันทึกการเข้า

ตั้งแต่เมื่อฉันรู้จัก และฉันได้มาพบเธอ มันทำให้ฉันต้องเปลี่ยน  เปลี่ยนแปลงหัวใจฉันไป ได้เรียนรู้สิ่งใหม
แอบอ้าง
หมูปิ้ง วันใหม่ เพื่อนใหม่ กับชีวิตใหม่


แสงวาววับจากน้ำค้างตอนเช้าตรู่ ในเวลาที่ดวงตะวันเพิ่งพ้นขอบฟ้าออกมาทักทาย อันเป็นสัญญาณของวันใหม่ อากาศดีๆ อย่างนี้ กับท้องว่างๆ ที่ส่งเสียงร้อง จ๊อก จ๊อก ตั้งแต่หัววัน เหมาะนักที่จะเป็นโอกาสในการปั้นข้าวเหนียวร้อนๆ รูดหมูปิ้งหอมๆ ออกจากไม้ ลิ้มรสความหวานมันอร่อยลิ้น


นึกแล้วก็ไม่รอช้า ฉันรีบเดินเตร่ออกไปหาแผงหมูปิ้งแถวหอพักมาทาน ทีแรกตั้งใจจะซื้อแค่ไม่กี่ไม้ แต่พอเจอโปรโมชั่นของแม่ค้าเข้าก็ติดกับ "7 ไม้ 20 ค่ะ" ...เอา 7 ไม้ ข้าวเหนียว 5 บาท


เดินทอดน่องกลับมานั่งริมระเบียง วิวที่เห็นคือสนามกีฬาที่ฉาบแสงตะวันสีส้มระยับด้วยประกายน้ำค้างวาววับน่าชื่นใจ แต่ตอนนี้ขอแค่ชื่นตาไปก่อนละกัน เพราะหมูปิ้ง 7 ไม้ ช่างหอมยวนใจเหลือเกิน


ระหว่างที่มือลุกลักเพราะความร้อนจากการปั้นข้าวเหนียว ความคิดก็พาย้อนไปทบทวนเรื่องราวบางอย่าง เรื่องราวตอนสมัยอยู่มัธยมยังชัดเจนราวกับว่ามันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้เอง ไม่น่าเชื่อว่ามันจะผ่านมาหลายเดือนแล้ว....เวลาช่างผ่านไปรวดเร็วราวกับความฝัน


ขณะที่โลกแห่งความจริงเมื่อวานนี้ที่ฉันเพิ่งเลื่อนตัวเองจากนักเรียนมาเป็นนักศึกษา คิดแล้วก็ไม่น่าเชื่อ โต๊ะใหม่ เตียงใหม่ ห้องใหม่ และบ้านใหม่ ...ข้าวเหนียวยังลวกมืออยู่ในหัวก็นึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวาน >>


25 พฤษภาคม 2544

หากเปิดดูในปฏิทินไม่ว่าของไทยหรือสากลก็จะไม่พบว่ามันเป็นวันสลักสำคัญใดๆ เป็นเพียงวันธรรมดาวันหนึ่งของโลกใบนี้ แต่สำหรับปฏิทินของมหาวิทยาลัยขอนแก่นแห่งนี้แล้ว มันเป็นวันที่มีความสำคัญบางอย่างที่นักศึกษาเจ้าของรหัสนำหน้าด้วยเลข 44 ทุกคนควรจดจำ เพราะนี่คือ วันแรกของน้องใหม่อย่างฉัน ท้องถนนภายในมหาวิทยาลัยคลาคล่ำไปด้วยรถราจากทั่วทุกสารทิศ ป้ายทะเบียนบอกภูมิลำเนาแทบไม่ซ้ำชื่อกันบ่งบอกถึงความหลากหลายของที่มา ข้าวของพะรุงพะรังบวกกับรถราและผู้คน ทำให้บรรยากาศในวันนั้นคึกคักราวกับจะมีงานใหญ่...แต่จะว่าไปก็งานใหญ่นี่นา!


เมื่อรถแล่นผ่านประตูมอ สิ่งแรกที่ทุกคนจะได้พบคือ “ศาลเจ้าพ่อมอดินแดง” ตั้งอยู่ทางขวามือ ซึ่งแม้จะดูเล็กไปหน่อยในสายตาของฉัน แต่ก็สัมผัสได้ถึงความขลังและศักดิ์สิทธิ์ เบื้องหน้าคือถนนทอดยาวมุ่งตรงสู่ใจกลางมหาวิทยาลัย เมื่อรถแล่นไปสายตาฉันก็จับจ้องไปที่กลุ่มพี่ๆ ที่แต่งตัวโบกธงสีต่างๆ อันเป็นสีประจำคณะ หลายกลุ่มร้องรำทำเพลงเพื่อรอต้อนรับน้องๆ ที่พวกเขารอคอยอย่างใจจดใจจ่ออยู่หน้าอาคารใหญ่ (ซึ่งมารู้ทีหลังว่าเขาเรียก “Complex”)


บรรยากาศคึกคักด้วยเสียงเพลงและเสียงกลองรัวดังสนั่น ทำเอาหัวใจของน้องใหม่อย่างฉันเต้นตูมตาม แม้จะเคยเห็นบรรยากาศอย่างนี้มาแล้วบ้าง แต่พอเจอของจริงเข้าก็กลั้นความรู้สึก “ตื่น” ไว้ไม่อยู่ แล่นผ่านกลุ่มรับน้องมาจะเจอสี่แยกไฟแดง (ซึ่งต่อมาฉันยกให้เป็นสิ่งมหัศจรรย์อันดับแปดของโลก... ค่ะ สี่แยกไฟแดง ซึ่งใครจะเห็นว่าธรรมดาก็แล้วแต่ แต่เป็นสิ่งหนึ่งที่ฉันภูมิใจเสนอทุกคราที่มีใครเอ่ยถามว่า “มข. มีอะไร(วะ)” ฉันก็จะตอบยิ้มๆ ว่า “มอฉันมีไฟแดง (ที่มอแกไม่มี!!)” ซึ่งต่อมาฉันก็ได้รู้สิ่งมหัศจรรย์อันดับเก้า-สิบ-สิบเอ็ด...ฯลฯ เพราะมอดินแดงแห่งนี้มีกระทั่งโรงพยาบาลทั้งสำหรับคนและสัตว์ สถานีตำรวจ องค์การโทรศัพท์ โรงไฟฟ้า สวนสัตว์ ฯลฯ อย่างไม่น่าเชื่อว่าจะพบได้ในรั้วมหาวิทยาลัย พูดแล้วก็น่าภูมิใจในมอของเราจริงๆ


ทางขวามือของสี่แยกไฟแดงนี่เองเป็นที่ตั้งของโรงอาหารที่เรียกกันติดปากว่า “โรงชาย” อันมีที่มาว่าเดิมเป็นโรงอาหารที่อยู่ใกล้หอพักชาย จึงถือเป็นโรงอาหารประจำของหอชายไปโดยปริยาย แม้ปัจจุบันหอพักจะถูกปรับเปลี่ยนและมีหอพักหญิงตั้งอยู่ใกล้โรงอาหารแห่งนี้มากกว่าหอชายแล้วก็ตาม แต่คนก็ยังเรียกกันว่า “โรงชาย” เช่นเดิม




ลงชื่อรายงานตัว

เมื่อลงชื่อรายงานตัวที่หน้าโรงยิมฯ เรียบร้อยพร้อมกับความตกใจที่ได้เห็นรหัสประจำตัวที่ยาวเหยียดรวม 10 ตัว “ใครจะไปจำได้วะ!” เสียงคนข้างๆ บ่นบ้าตรงกับเสียงบ่นในใจฉันเป๊ะ โดยหารู้ไม่ว่าต่อมาเลข 10 ตัวนี้ ทั้งเขาและฉันจะต้องจำมันได้ขึ้นใจ ขณะที่เลขประจำตัวประชาชนที่ต้องใช้ตลอดชีวิตกลับจำได้แค่ 4 ตัวสุดท้าย เพียงเพราะมันเป็นรหัสผ่าน ในการใช้คอมฯ ที่ศูนย์คอมฯ


ย้ายข้าวของขึ้นหอพักที่สุดแสนจะโทรม ยิ่งตอนเห็นห้องน้ำครั้งแรกที่ไม่ต้องพูดถึง แทบลมใส่ ล่ำลาพ่อที่อุตส่าห์มาส่งเรียบร้อยก็กลับขึ้นห้อง โต๊ะเก่าๆ โทรมๆ พร้อมเก้าอี้ที่โทรมไม่แพ้กัน 2ชุด กับเตียง2ชั้น.... อืม! ใช่แล้ว เราต้องมีรูมเมทนี่นา พลันนึกได้ก็ใจเต้น ลุ้นว่ารูมเมทที่ต้องกินนอนด้วยกันตลอดปีจะเป็นใครรูปร่างหน้าตาอย่างไรหนอ? อีกทั้งเพื่อนใหม่ล่ะ...จะดีเหมือนเพื่อนเก่าไหม?


ในขณะที่สมองกำลังนั่งนึกเรียบเรียงเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อวานอยู่ จู่ๆ ก็มีเสียงดังขัดจังหวะขึ้น “ปัง ปัง ปัง” เสียงเคาะประตูสั่งให้หัวสมองหยุดคิดเรื่องเมื่อวานชั่วขณะ แง้มประตูออกดู “สวัสดี” เจ้าของเสียงเคาะประตูร้องทัก อ๋อ! เธอนั่นเองเพื่อนใหม่ที่เพิ่งรู้จักกันเมื่อวาน เธอชื่อแฝลชอยู่คณะเดียวกันกับเรา แวะมาทักทายแต่เช้า “ชูวว์เบาๆ หน่อยนะ เมทยังไม่ตื่น” “ไม่บงไม่เบาแล้ว นี่ยังไม่แต่งตัวอีกหรอ วันนี้ต้องไปคณะนะ” เฮ้ย! ลืมสนิทเลย นี่ก็จะถึงเวลานัดแล้ว... “เออๆ รอแป๊บนึง” ว่าแล้วฉันก็รีบเปิดตู้เสื้อผ้าเปลี่ยนเครื่องแต่งกายอย่างรวดเร็วที่สุด


ส่วนหมูปิ้งที่ยังร้อน ส่งกลิ่นหอมอยู่เนี่ย ยัดใส่ทัปเปอร์แวร์ไว้ก่อนละกัน เดี๋ยวตอนเย็นค่อยกลับมากิน


สรุปว่าเวลาผ่านไปไม่ถึงวัน ฉันเจอแล้วทั้งรูมเมทและเพื่อนใหม่


-ชีวิตใหม่ท่าจะไปได้สวย-

 


วิทยาการจัดการ

“วิทยาการจัดการไปทางไหน” ฉันเอ่ยปากถามเพื่อนคนใหม่ได้รับคำตอบว่า “เออน่า เดี๋ยวพาไป” ไม่มีเสียงจากฉันอีก เสียงรถมอเตอร์ไซค์เร่งเครื่องออกจากหอพักมุ่งหน้าสู่คณะฯ เลี้ยวขวาเลี้ยวซ้ายอยู่หลายรอบก็มาจอดอยู่หน้าคณะฯ ที่พลุกพล่านไปด้วยผู้คน ซึ่งดูออกได้ไม่ยากว่าส่วนใหญ่เป็นน้องใหม่เหมือนกัน


ตึกสูง 5 ชั้น ตั้งตระหง่าน ด้านหน้ามีสวนเล็กๆ และป้ายคณะทำจากหินแกะสลักสวยทีเดียว ด้านขวาเป็นลานจอดรถมอ’ไซค์ ปูด้วยอิฐแลดูผุพังพร้อมจะหลุดออกมาได้ทุกเมื่อ ทุกคนรวมกันอยู่ใต้ตึกซึ่งเป็นโถงกว้าง ช่วงเวลานี้แหละที่เราได้โอกาสพินิจพิจารณาเพื่อนใหม่


ไม่นานนักก็มีพี่ 2 คนออกมาจับไมค์ฯ กล่าวสวัสดีทักทาย ก่อนใช้เวลาไม่นานก็สามารถเรียกเสียงหัวเราะจากพวกเราได้ จนนานๆ เข้าต้องใช้คำว่า “ฮา” ขี้แตกขี้แตน จากสารพัดมุขที่พี่ทั้งสองปล่อยออกมา... ไม่แปลกที่ต่อมาพี่ใหญ่และพี่จะเอ๋จะกลายเป็นขวัญใจของน้องๆ


หลังจากชี้แจงกำหนดการคร่าวๆ แล้วก็จะมีพี่กีฬาต่างๆ ถือป้ายที่อุตส่าห์ลงทุนตัดกระดาษเขียนด้วยเมจิกเป็นชื่อกีฬาต่างๆ แต่ละคนก็จะหากีฬาที่ตนถนัด “ฟุตบอล” “ฮอกกี้” “รักบี้” “บริดจ์” (ตอนนั้นงง-อะไรคือบริดจ์) “เทคนิคเชียร์” “ว่ายน้ำ” และอื่นๆ อีกมากมาย จะมีก็อยู่ป้ายหนึ่งที่เขียนว่า “วินเซิร์ฟ” เรียกเสียงฮาได้พอครึกครื้น ก็จะไปมีได้ไงล่ะกีฬานี้ โถ่!


ตกบ่ายเข้าห้องประชุมรวมก่อนแยกไปตามสาขา ตอนนี้แหละที่ใครต่อใครจะได้เจอเพื่อนสาขาที่ต้องทนขี้หน้ากันไปตลอด 4 ปี ในการประชุมคงไม่มีอะไรสำคัญให้พูดถึง ถ้าไม่มีเอกสาร (สำคัญ) 1 แผ่นนั้น เนื้อความว่าด้วย -กิจกรรมการเชียร์- ว่าเราจะยินยอมหรือไม่?

“โอ๊ย อะไรกันนักกันหนาวะคณะนี้ กะอีแค่เชียร์ (กีฬา) ต้องมาขอกันเป็นเรื่องเป็นราว” เสียงเพื่อนข้างหลังบ่น

“นั่นสินะกะอิแค่เชียร์กีฬา จะมาขอทำไม?” ฉันเห็นด้วย.....................................?

“เชียร์”................”เชียร์กีฬา”.................... -  - หุ หุ.....แล้วเจอกัน o_O!


 


เอกสารที่ถูกลืม

 “คณะฉันบ้ากีฬาโคตรๆ กะว่ามีแต่ผู้หญิงกับกระเทย คงไม่มีใครเล่นกีฬา แต่นี่ซ้อมโคตรโหดไม่รู้จะไปโอลิมปิกหรือไง วันนี้ก็นัดตี 5 พี่หม่อคงเป็นบ้าไปแล้ว” เสียงฉันบ่นกระปอดกระแปดถึงเรื่องที่นัดซ้อมกีฬาให้เพื่อนเก่าที่อยู่อีกคณะฟัง


“แกยังดีแค่ซ้อมกีฬา ฉันนี่ดิต้องเข้าเชียร์ เมื่อเช้าเพิ่งไปวิ่งประเพณีมาไม่รู้กี่โล ปวดขาจะตายอยู่แล้ว” เพื่อนฉันบ่นบ้างพลางบีบยานวดป้ายใส่ต้นขา


“เหรอ คณะมีงี้ด้วยเหรอ คณะฉันไม่เห็นมีเลย ซ้อมแต่กีฬา สเบย” ฉันตอบ

“คณะฉันมีไม่ได้หรอก ผู้หญิงเยอะ” ฉันสำทับต่ออย่างภูมิใจในความสบายของตัวเอง โดยลืมนึกถึงจดหมาย (เชียร์ (กีฬา)) ที่เพิ่งเซ็นไปเมื่อวันก่อนเสียสนิท........




.......ใบไม้ร่วง......

ฉันได้ยินคำนี้ครั้งแรกตอนเช้าตรู่วันซ้อมกีฬา และไม่ใช่ใบไม้ร่วงอย่างที่ฉันเข้าใจทีแรกหรอก

“เฮ้ย พี่หม่อบอกว่าเย็นนี้ให้ไปคณะทุกคน เพราะวันนี้วันใบไม้ร่วง” เพื่อนบอกฉัน

“ทำไม ไปเก็บใบไม้เหรอ” คณะก็รวยไม่ยักจ้างภารโรง-ฉันคิดในใจ

“เฮ้ยน้องๆ เย็นนี้ห้ามขาดนะ ใครไม่ไปคณะเย็นนี้ พี่ตัดออกจากทีม!”


“โห โห พี่ๆ นี่รักความสะอาดชิบ แค่ไม่ไปเก็บใบไม้ถึงขั้นตัด ไปก็ได้” เสียงเพื่อนด้านหลังบ่นอุบอิบก่อนเลิกแถว


16.30 น. นักศึกษามากันพร้อมเพรียงกับชุดประหลาดๆ กางเกงสีกรมท่า กระโปรงจีบรอบยาว เสื้อต้องมีตะเข็บ ผู้หยิงติดกระดุมเม็ดบนสวมผ้าใบสีขาวล้วน ผู้ชายใส่ผ้าใบดำล้วน ทั้งหญิงและชายต้องติดกิ๊ฟ


“อะไรกันนักหนานะ จะบ้ารึปล่าว” ไม่ใช่เสียงฉันหรือคนข้างๆ หรอก แต่เป็นเสียงของแทบทุกคน ว่าด้วยการแต่งกายนี้ไม่เหมือนการแต่งกายภายในมหา’ลัยอย่างที่เคยเข้าใจว่า ผู้หญิงต้องกระโปรงสั้น เสื้อรัดติ้ว ผู้ชายใส่แสล็กดำเท่ๆ แต่นี่อะไรก็ไม่รู้ ยังไม่ทันหายบ่นเรื่องแต่งตัว มีเรื่องใหม่อีกคราวนี้น่าขำกว่าเก่า


“น้องครับ พี่จะสอนท่าทำโทษนะครับ”

( ยังจำภาพเหล่านั้นได้ดีใช่มั๊ย ลุกนั่ง, ลุกนั่งท่าเตรียม, นั่งลม, กำ-แบ, จัดแถว, นิ่ง, 10 เท่ารุ่น, 20 เท่ารุ่น, วิดพื้นท่าเตรียม, หมอบ ฯลฯ )


“เฮ้ย บ้าแล้วคณะนี้ บริหารหรือเตรียมทหารวะ” เสียงใครบางคนหล่นความเห็น คละเสียงหัวเราะขบขันของนักศึกษาเฟรชชี่ไร้เดียงสาทั้งหลาย โดยหาได้สังเกตเห็นแววตายิ้มย่องของพี่หม่อฯ ซึ่งยืนดูอยู่รอบๆ แต่อย่างใด


เป็นแววตาที่อนาถกับใบไม้ที่ยังเขียวสด ที่ไม่รู้ชะตากรรมตัวเองว่าอีกไม่นานจะต้องร่วงจากต้น....... อย่างน่าอนาถ


และแล้วร่างของชายหญิงกลุ่มใหญ่ก็ปรากฏขึ้นพร้อมเสียงดังสนั่น


“ #@%%$&^%*(!_HTY^#@$*$+#-/~^F+)&!@Z%!;#~^&)~ ” เสียงอึกทึกฟังไม่ได้ศัพท์จากคนกลุ่มดังกล่าว แต่ที่แน่ๆ คือโทนเสียงไม่ได้แฝงไว้ซึ่งเมตตาอย่สงพี่คนก่อนๆ


“ เหล่อะไรเล่า! ” ประโยคแรกที่จับใจความได้ ซึ่งพอสิ้นเสียงของคนนำ เสียงคนอื่นๆ ก็ดังตามในความหมายเดียวกัน


..................................


ค่ะทุกท่าน เหตุการณ์ต่อจากนั้นเกิดอะไรขึ้นฉันก็ไม่อาจบรรยายเป็นตัวหนังสือออกมาได้ เพราะต่างคนก็ต่างเจออะไรที่สุดแสนประทับใจไม่รู้ลืมต่างๆ กัน


บ้างโดนวิดพื้น

บ้างโดนลุกนั่ง

บ้างโดนวิ่งจัดแถว


........................................


ไม่ใช่สิ ที่ว่ามาเนี่ย โดนกันทุกคนเลย จะมีพิเศษใส่ไข่ก็บางคน ที่ไม่รู้ “ราศี” หรือ “ราคี” จับรุ่นพี่คงเห็นท่าว่า “เปรี้ยว” แน่ เลยมีการเอ็นดูเป็นพิเศษ โดยการจับไป “ซ่อมเดี่ยว!”


ซ่อมเดี่ยวนี่เป็นอย่างไร? อธิบายยากค่ะ อธิบายยาก เพราะพี่แกมีลูกเล่นแพรวพราวซะเหลือเกิน ที่ดูโหดร้ายหน่อยคงเป็นการเอาไป “กลิ้งน้ำ” บนดาดฟ้าตึกป.โท โดยการสั่งให้เด็ก (เปรี้ยว) ทั้งหลายนอนคว่ำหน้า ท่ามกลางพื้นที่เจิ่งนองไปด้วย “น้ำ” ก่อนสั่งให้ กลิ้งไป กลิ้งมา กลิ้งมา กลิ้งไป อยู่หลายองาราวกับนักยิมนาสติกทีมชาติ.... ทีนี้เป็นยังไงต่อรู้ไหมคะ!? แน่นอนว่ากลิ้งเสร็จมันก็เปียก แล้วเราก้ต้องกลับเข้าไปนั่งในห้องเชียร์ต่อ........


ก็หนาวสิคับ โธ่! พี่ ทำกันได้


พอจบวันใบไม้ร่วง เป็นอันว่าเราก็ได้เจอประสบการณ์แปลกใหม่อย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน บางคนเฉยๆ บางคนร้องไห้ บางคนโทรศัพท์ไปฟ้องพ่อฟ้องแม่ก็มี ต่างๆ นานา ก็ว่ากันไป


........แต่อย่าเพิ่งฟูมฟาย นี่แค่การเริ่มต้นเท่านั้น!!


            The Show Must Go On


 


...........ทน.........

ลำพังแค่ซ้อมกีฬาก็จะบ้าตายอยู่แล้ว แต่นี่อะไรกันต้องมาเข้าเชียร์เลิกดึกดื่นเที่ยงคืนอีกโอยยยย เกิดมาพ่อแม่ยังไม่เคยทำอะไรกับเราอย่างนี้เลย! หลายครั้งหลายหนที่อดทนไม่ไหว บอกกับตัวเองว่า

“จะไม่ทนอีกแล้ว ฮือ...คอยดูนะ พรุ่งนี้จะไม่ไปเข้าเชียร์แล้ว ไอ้เอกสารเฮงซวย บอกว่าจะให้เชียร์กีฬา ก็ไม่บอกว่าเชียร์อย่างนี้นี่หว่า หลอกกันได้ กีลงกีฬาก็จะไม่ไปซ้อมแล้ว คอยดู”

แต่พอรุ่งขึ้นได้ยินเสียงเพื่อนมาเคาะปลุก

“เฮ้ยตื่นๆๆๆๆ ไปซ้อมได้แล้ว”

(ไม่ไปแล้ว พอกันที ช้านม่ายป๊ายยย.....)

“เร็วๆ สายแล้วนะ”

“เออ ตื่นแล้วรอด้วย!”

สุดท้ายก็เลยได้ซ้อมมาเรื่อย เข้าเชียร์มาเรื่อย (เฮ้อ.......!)


.........เรื่อยมาจนฤดูกีฬาก็มาถึง




วิทยาการร่วมใจ ความพ่ายแพ้แห่งชัยชนะ

                 ยิมเนเซี่ยม

บาสเกตบอล กีฬาที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางว่ามีศักดิ์ศรียิ่งใหญ่ หากเป็นรองก็อาจจะเพียงแค่ฟุตบอลเท่านั้น แต่หากถามสตรีเพศแล้ว นี่คือกีฬาอันดับหนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัยยืนยันได้จากจำนวนผู้ชม และนี่เป็นกีฬาที่ใครต่อใครแย่งกันนักหนาเพื่อจะเป็นหนึ่ง ทุกคณะต่างแย่งชิงกันอย่างเอาเป็นเอาตาย ยากนักที่จะคิดว่าคณะขาดแคลนผู้ชายอย่างวิทยาการจัดการจะเป็นเต้ยได้

            แต่ครั้งนี้ใกล้เคียงเหลือเกิน หากมิถูกโชคชะตาเล่นมิชอบเสียก่อน


ก็ใครจะไปคิดล่ะว่าคณะเราจะสามารถฝ่าด่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศบาสฯ ชายได้อย่างสง่าผ่าเผย หากสามารถเดินหน้าได้อีกเพียงก้าวเดียว นั่นหมายถึงแชมป์ เมื่อเกียรติยศยิ่งใหญ่รออยู่เพียงเอื้อมย่อมทำให้กองเชียร์สีฟ้าครามที่ใครๆ ต่างครั่นคร้ามจนได้ฉายาว่ากองเชียร์ปีศาจ วันนี้จึงฮึกเหิมและครื้นเครงอย่างออกนอกหน้า กองทัพร่วมห้าร้อยคนในชุดสีฟ้าพาดลายเรือสำเภาลำใหญ่ที่แผ่นหลัง รวมพลกันอย่างพร้อมหน้าบนสแตนเชียร์ ยังมิรวมถึงกองเชียร์รุ่นพี่ที่โอบล้อมสนามเอาไว้ ราวกับภูเขาทะมึนโอบล้อมที่ราบไว้ในอ้อมกอด ใครไม่ทราบอาจสงสัยว่าเหตุใดกองทัพสีฟ้าจึงมากมายเหลือเกินในคืนนี้ หนึ่งคงเพราะเป็นบาสเกตบอลนัดชิงเหรียญทอง สองเพราะคู่แข่งคือวิศวกรรมศาสตร์เพื่อนบ้านที่รัก? ของเรา!


พลังแห่งความสามัคคีในนาม Blue Spirit อัดแน่น และระเบิดออกอย่างเต็มกำลังด้วยเสียงเชียร์ที่กึกก้องเกินกว่าระดับปกติ เหมือนกับมีพลังแฝงช่วยเปล่งเสียงนั้นออกมา เสียงเฮปลุกเร้ายิ่งดังขึ้นเมื่อผู้ตัดสินโยนบอลขึ้นกลางอากาศ นักกีฬาร่างยักษ์สีฟ้าและสีแดงเลือดหมูทะยานสู่จุดหมายเดียวกันคือลูกบอล


การแข่งขันเป็นไปอย่างเข้มข้น ผลัดกันรุกผลัดกันรับอย่างน่าดู ตามรูปเกมส์ในสนามคงต้องบอกว่าสูสี แต่ข้างสนามนี่เรากินขาด


“โฮ โฮ้ โฮ โฮ้ โฮ โฮ่ โฮ........ วิด-ทา-ยา-การ-จัด-การ” ดังสนั่นโรงยิมแต่ละคนตะโกนอย่างสุดเสียง ด้วยหวังว่าจะช่วยให้ทีมเราได้ชัยชนะ ได้ผลหรือไม่ได้ผลไม่รู้ แต่สกอร์ในสนามบอกตัวเลขว่าเรามากกว่า เรากำลังนำ และเวลาเหลือไม่มากนัก เสียงเชียร์ยิ่งดังขึ้นไปอีก ครานี้เพิ่มพลังความลิงโลด หากเป็นเช่นนี้อีกไม่กี่อึดใจ เหรียญทองจะเป็นของเรา


“เฮ....!!!” เสียงเฮระเบิดอีกครั้งเมื่อนักกีฬาเสื้อสีฟ้าส่งลูกบอลผ่านห่วงไปอย่างสวยงาม นั่นหมายถึง เรานำห่างออกไปอีก ทันใดนั้นยังไม่ทันสิ้นเสียงดีใจ มีเสียงหนึ่งลอดเข้ามาบอกกับเราว่า “กรรมการไม่ยอมใส่คะแนนให้เรา.......เราโดนโกง!”


จริงหรือไม่ ไม่รู้ แต่ที่มันแย่ไปกว่านั้นคือ ไม่ใช่แค่ครั้งเดียว!


สถานการณ์เริ่มเปลี่ยนไป เมื่อทำแต้มได้แต่ไม่ได้แต้ม ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร นักกีฬาเริ่มหัวเสีย ส่วนคู่แข่งเริ่มได้ใจ ไม่นานแต้มก็เท่ากัน และ...ถูกนำไปในที่สุด ช่วงเวลาบีบหัวใจ นักกีฬาคงทรมานสุดขีด แต่ไม่ใช่เพียงพวกเขาหรอก กองเชียร์อย่างฉันและเพื่อนๆ ก็ทรมานไม่แพ้กัน ยิ่งมองไปที่ป้ายบอกเวลาในฝั่งตรงข้ามยิ่ง “ลุ้น” สุดหัวใจ “เวลาทำไมเดินเร็วอย่างนี้” เสียงดังกล่าวสั่นสะท้าน แซมด้วยเสียงกัดฟันกรอดๆ และแล้วเวลาแห่งความหวังก็ใกล้สิ้นสุดลง เหลืออีกไม่กี่วินาทีนี้จะจบลง

และก็เป็นเวลาแห่งความหวังจริงๆ เมื่อเสียงนกหวีดดังขึ้นเพราะมีการทำฟาล์ว และเราได้ชู๊ตลูกโทษ

หากลงหมายถึงเสมอเป็นอย่างน้อย ถ้าไม่ก็หมายถึง.........จบเกมส์

ใครบางคนในชุดสีฟ้า ยืนอยู่หน้าแป้น

กรรมการค่อยๆ ส่งลูกบอลให้ เขารับมาและตั้งสมาธิ


ใจพยายามสั่งให้ตัวเอง “นิ่ง” ที่สุด แต่ในวินาทีสำคัญที่สุดอย่างนี้ กลับเป็นใจของเขาเองนี่แหละที่เต้นรัวราวกับมีระเบิดเวลาอยู่ข้างใน

มือของเขาสะบัดออกไป ลูกบอลลอยละลิ่วเข้าหาห่วง

ทุกคนเงียบกริบ ไม่มีแม้แต่เสียงลมหายใจ

........................................................................................


เสียงกองทัพปีศาจเงียบราวกับทุกคนเป็นใบ้ด้วยหัวใจแตกสลาย เสียงนกหวีดดังบอกถึงการสิ้นสุดเวลา


ลูกบอลลูกนั้นไม่เข้าห่วง


เราแพ้!!!


ทุกคนผิดหวังแต่ไม่มีใครคิดโทษใคร เพราะสถานการณ์อย่างนั้น ความกดดันอย่างนั้น การพลาดย่อมเป็นสิ่งสามัญ อีกอย่างเราก็เลือดสีเดียวกัน จะโทษกันไปใย


ภาพในสนามคือภาพนักกีฬาของเราทรุดอย่างหมดอาลัย ขณะที่อีกมุมหนึ่งคู่แข่งกำลังฉลองชัยกันอย่างสุดเหวี่ยง ภาพนี้ชัดเจนอยู่ได้ไม่นานก็พร่าเลือน คงเพราะภาพนั้นอยู่หลังสายน้ำอะไรบางอย่าง ที่ร่วงออกมาอย่างมิล่วงรู้ตัว น้ำตาหลั่งรินออกมาอย่างมิรู้อาย ทั้งนักกีฬาทั้งกองเชียร์ คิดแล้วก็น่าแปลกใจ


เหตุใดเราต้องเสียน้ำตาให้กับความพ่ายแพ้ของใครที่เราเพิ่งรู้จักได้ไม่ถึงเดือน

เหตุใดเราต้องโศกเศร้าราวหัวใจแตกเป็นเสี่ยงๆให้กับสถาบันที่เราเพิ่งรู้จักได้ไม่นาน

และเหตุใดเราทั้งหมดร่วมห้าร้อยคนจึงรู้สึกเช่นเดียวกัน


ในช่วงเวลาแห่งการ “ร่วมสร้างร่วมฝ่าฟัน” เช่นนี้ คงไม่มีใครปลอบใจเราได้ดีเท่าพวกเราเอง สิ่งที่พอจะทำได้คือการล้อมวงรอบนักกีฬา แล้วส่งความขอบคุณชื่นชมโดยการ “บูม” ให้นักกีฬา และครั้งนี้เป็นการบูมที่ดังที่สุดเท่าที่ฉันเคยแผดเสียงมา


มันทำให้ใครต่อใครสั่นสะท้านไปถึงขั้วหัวใจด้วยเสียงทรงพลังนั้น แต่เสียงที่ดังกึกก้องยิ่งกว่าและทรงพลังกว่าเสียงบูมพันเท่าหมื่นเท่า คือเสียงเพลงในเวลาถัดมา


--เพลงที่มีชื่อว่า--


“วิทยาการร่วมใจ”


…เราเหล่านักศึกษา วิทยาการจัดการ ลือเกียรติ ก้องนามสถาบัน สร้างสรรค์ภูมิปัญญาและสามัคคี เราล้วนมีใจยึดมั่น น้อมชีวันฝันใฝ่หา หมายมั่น สร้างสรรค์วิทยา ด้วยศรัทธา ปรารถนา นิรันดร์....  ขวัญเอยขวัญคู่ไทย รักมั่นในถิ่นสถาน รักเกียรติศักดิ์ศรีสถาบัน อุดมการณ์ที่หมายมั่น นั้นคือเรา สามัคคี เราสามัคคี ผองน้องพี่ร่วมจิตใจ ยึดมั่นสร้างสรรค์ชูชาติไทย ประดับไว้ให้เป็นเกียรติ ผองพวกเรา


....................................................


แล้วน้ำตาสีฟ้าครามก็หลั่งรินอีกครั้ง พร้อมเสียงปรบมือที่ดังกึกก้องยิมเนเซียม มหาวิทยาลัยขอนแก่น และจะดังก้องกังวาฬในหัวใจของเราชาวฟ้าคราม.... ตราบชั่วนิรันดร




ที่สุดท้าย (ฝันร้าย) ของวัน

            โรงปิงปอง....


เอ่ยแค่นี้ภาพในหัวของทุกคนก็คงพรั่งพรู ก็แหม...สถานที่ “นรก” ขนาดนั้นใครกันจะลืมได้ลง ทุกคืนหลังจากเชียร์กีฬาทุกประเภทเสร็จพี่ๆ สตาฟท์ที่น่ารักก็จะพาเราไปรวมกันที่โรงปิงปอง

“ปีหนึ่งทั้งหมด จั๊ดแถว” “เอ้าฟังนะ ฟัง ผมให้เวลาพวกคุณ 10 นาที เดินไปเป็นแถว ไปโรงปิงปอง รับทราบ!!”

“ทราบ” (แต่ใจจริงตอนนั้นอยากจะเป็นบ้า ไม่สำเหนียกประสาคนให้รู้แล้วรู้รอด... ก็ใครล่ะอยากจะไปโรงปิงปอง จริงมั้ย!?)

ไม่รู้ใครกันหนอเป็นคนออกแบบโลเกชั่นของที่นี่ ช่างน่านับถือยิ่งนัก เพราะที่นี่มีพร้อมทุกอย่างที่ไม่ควรมี- ตึกศูนย์สุขภาพทำหน้าที่เป็นเกราะกำบังไม่ให้คนภายนอกเห็น (การทารุณกรรม) แสงสว่างที่น้อยนิดมืดมิดราวหลุมดำบนดวงอาทิตย์ ทางเข้าออกมีทางเดียวเหมาะอย่างยิ่งต่อการ “หลอย” ทำโทษน้องใหม่ โดยให้พี่หม่อช่วยดูต้นทางให้ได้.... สุดท้ายสำคัญสุด ยุง-โคตร-เยอะ ไปรวมกันที่นั่นทีไรต้องได้คันยิกๆ ซ้ำร้ายยังมีคำสั่ง “ห้ามเกา” อีกต่างหาก


“เกาอะไรเล่า โอ๊ย ยุงกัดแค่นี้ทนหน่อยไม่ได้รึไง ชีวิตนี้จะทนอะไรได้มั๊ย โอ๊ย”


....แค่เรื่องเกาก็สามารถโยงไปเรื่องชีวิตได้ โอ...เหลือเชื่อจริงๆ ก็คุณพี่คะ ยุงกัดมันด็ต้องคัน ใครจะไปอั้นไหว พี่เองก็แหม....เลนยืนตบขา (นึกภาพสตารฟท์แสร้งทำเป็นเต๊ะท่าตบขาขู่น้องใหม่ จริงๆ แล้วตบขาไล่ยุงตะหาก) พี่ก็ไม่คันนี่........โธ่


เออ...นึกขึ้นได้ว่า มีอยู่ครั้งหนึ่งที่โรงปิงปองนรกนี่แหละ วันั้นเป็นวันที่มีใครบางคนสร้างงานโดยการทำเสื้อเชียร์หาย ที่ว่าสร้างงานก็เพราะเสื้อเชียร์ถือเป็นสมบัติล้ำค่าควรรักษาด้วยชีวิต หากทำหายบอกได้คำเดียวว่า “เหนื่อยแน่”


         แล้วก็ทำหายจริงๆ .........


วันนั้นก็เลยมีการกักตัวผู้ชายไว้ ปล่อยผู้หญิงกลับก่อน พอพี่สตาฟท์เทศนาได้ที่ก็เอ่ยถามตาม “เสต็ป” ว่า


“เสื้อเชียร์เพื่อนคุณหาย จะทำอะไรเป็นการตอบแทน”


กวาดคณะ เก็บใบไม้ ถางหญ้า ทอดผ้าป่า และอีกสารพัดงานบุญถูกเสนอเข้าที่ประชุม แต่ก็โดนตอกหน้าหงายออกมาหมด


“โอ๊ย.....อะไรก๊าน เสนอมาแต่ละอย่างมีแต่งานผู้หญิง เป็นตุ๊ดกันหรือไงห๊า”


ช่วงนี้แหละที่บรรยากาศตึงเครียดสุดๆ เหนื่อยก็เหนื่อย ง่วงก็ง่วง ยังต้องมาเจอเรื่องซีเรียสอย่างนี้อีก โอยยยจะบ้าตายทันใดนั้น... เพื่อนคนหนึ่งก็โผลงขึ้นมาว่า


“ฮูวว์ อะไรๆ ก็ว่าตุ๊ด “สร้างเขื่อน” ให้เลยเอามั๊ยล่ะ”


            ........


            5555....


เสียงหัวเราะดังลั่นแหวกเสียงอื่นใดในบรรยากาศที่สุดแสนจะตึงเครียด แน่นอนค่ะ วันนั้นเจ้าของเสียงจึงโดนลงโทษข้อหาหัวเราะไม่มีเหตุผล


ก็ใครจะกล้าไปบอกล่ะว่าหัวเราะเรื่องจะสร้างเขื่อน....

 


ประวัติย่อของกาลเวลา


เวลาผ่านล่วงเลยมา ชีวิตน้องใหม่ที่มีแต่ “รับ” ช่างแสนสั้น แต่มันก็ต้องถึงวันที่เราต้องเติบโต เปลี่ยนมาเป็นผู้ “ให้”


เป็นรุ่นพี่ จากพี่หม่อ’

พี่จูเนียร์

จวบจนเป็น “ซีเนียร์”


เวลาผ่านไปรวดเร็ว ราวกับสามปีแห่งการเป็นรุ่นพี่นั้น ใช้เวลาเท่าการกวาดตาอ่านสามบรรทัดข้างบน


พี่หม่อ’


พี่จูเนียร์


จวบจนเป็น “ซีเนียร์”


....................


เวลาก็เดินต่อไป นี่คือ “สัจธรรม” ธรรมดา จาก “ซีเนียร์” ก็หมายถึง “เรา” ต้องถึงเวลาแห่งการ “จากลา”
.
.
.
ลอกมาจากหนังสือรุ่นของเพื่อน(เพราะเราไม่ได้ซื้อ ^ ^' )
มีการดัดแปลงตัวละครเล็กน้อย เพื่อให้เข้ากับความทรงจำของเรา

เคยเขียนไวในไดอารี่เมื่อนานมาแล้ว ทีแรกกะแปะลิงก์ให้เข้าไปอ่านกันเพราะรู้ว่ามันยาวมาก แต่ลิงก์เสียหรือเกิดอะไรขึ้นก็ไม่รู้ เข้าไปจัดการไดอารี่ได้(เลยถือโอกาสกู้ข้อมูลเก็บไว้) มันคลิ๊กแล้วไม่ขึ้นโชว์

เดี๋ยววันหลังจะอัพขึ้นบล๊อก เก็บไว้อ่านเล่น ^ ^'


ปล. พิมพ์ผิดเยอะแฮะ  ไว้จะทยอยแก้เรื่อยๆ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 29 เม.ย. 2006, 13:08 น. โดย ป.ปาม » บันทึกการเข้า
มัธยม ... สนุกดีนะคะ วันๆเรียนไปไม่ต้องคิดะไร แค่ให้มันจบก็พอ  เกย์ออก

แต่พอเข้ามหาวิทยาลัย ต้องปรับตัวเยอะเลย รับผิดชอบมากขึ้น น้องๆที่กำลังย่างก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย ไม่ว่าแห่งใดก็ตาม ในฐานะพี่เคยผ่านช่วงเวลานั้นมาก่อน อยากจะบอกว่า อย่าเอาแต่เรียน .. เพื่อน และกิจกรรมต่างหาก คือการเรียนในมหาวิทยาลัยอย่างแท้จริง ส่วนกระดาษนะ มันเป็นแค่สิ่งที่ควรได้มา ให้พ่อแม่และตัวเองภาคภูมิใจ

เอากลอนบทหนึ่งมาฝาก พี่น้องผองเพื่อนทุกคน ... จำได้ตั้งแต่ก้าวเข้ามาในรั้วเหลืองแดง จำกลอนบทนี้และท่องจนขึ้นใจ

ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันทึ่ง ..
ฉันจึงมาหาความหมาย ..
ฉันหวังเก็บอะไรไปมากมาย ..
สุดท้ายให้กระดาษฉันแผ่นเดียว ..

(เพลงเถื่อนแห่งสถาบัน ยูงทอง วันสถาปนา 2511 // วิทยากร เชียงกูร)
บันทึกการเข้า

ioo่o้o๊o๋ ™
มัธยม ... สนุกดีนะคะ วันๆเรียนไปไม่ต้องคิดะไร แค่ให้มันจบก็พอ  เกย์ออก

แต่พอเข้ามหาวิทยาลัย ต้องปรับตัวเยอะเลย รับผิดชอบมากขึ้น น้องๆที่กำลังย่างก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย ไม่ว่าแห่งใดก็ตาม ในฐานะพี่เคยผ่านช่วงเวลานั้นมาก่อน อยากจะบอกว่า อย่าเอาแต่เรียน .. เพื่อน และกิจกรรมต่างหาก คือการเรียนในมหาวิทยาลัยอย่างแท้จริง ส่วนกระดาษนะ มันเป็นแค่สิ่งที่ควรได้มา ให้พ่อแม่และตัวเองภาคภูมิใจ

เอากลอนบทหนึ่งมาฝาก พี่น้องผองเพื่อนทุกคน ... จำได้ตั้งแต่ก้าวเข้ามาในรั้วเหลืองแดง จำกลอนบทนี้และท่องจนขึ้นใจ

ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันทึ่ง ..
ฉันจึงมาหาความหมาย ..
ฉันหวังเก็บอะไรไปมากมาย ..
สุดท้ายให้กระดาษฉันแผ่นเดียว ..

(เพลงเถื่อนแห่งสถาบัน ยูงทอง วันสถาปนา 2511 // วิทยากร เชียงกูร)


ชอบครับ
แต่สุดท้ายกระดาษแผ่นนั้นก็เป็นสิ่งที่สังคมใช้ตัดสินเรา เฮ่อ..
บันทึกการเข้า

<a href="http://img3.f0nt.com/flash/66d37d0393ee1ab1e2e55182dfabf34e.swf" target="_blank">http://img3.f0nt.com/flash/66d37d0393ee1ab1e2e55182dfabf34e.swf</a>

A Long Patience: Wish Us Luck (and Happy Anniversary)
ยังอยู่มัธยมอยู่ค่ะ  หมีโหดดดด
บันทึกการเข้า

Deep in my soul, I know that you are my destiny.
แต่ไม่มีทางที่จะทำให้ได้อยู่ด้วยกัน
ไม่ว่าจะยากจะฝืนสักเท่าไหร่ ฉันต้องปล่อยเธอไป
รู้สึกว่าตอนอยู่มปลายสนุกกว่า
บันทึกการเข้า

ฮิ้วววววววววววววววววววววววววววววว
มันขึ้นอยู่กับถูกกรอบความคิดมาแบบไหนกันบ้าง
ชีวิตเด็กๆเป็นชีวิตสบาย(ฉิบหาย) เพราะไม่มีอะไรให้คิดมาก
บางคนตื่นมาก็แค่เตรียมไปโรงเรียน กลับบ้านทำการบ้าน เล่นเกม นอน...
บางคนก็ตื่นมาโดดเรียน เที่ยว ค้างบ้านเพื่อน เที่ยว กลับบ้าน นอน... ง่ะ

เดี๋ยวนี้มหาวิทยาลัย ก็เกือบๆจะกลายเป็น มหาปริญญาลัย
(มหาวิทยาลัย เป็นคำสนธิ ของ มหา+วิทยา+อาลัย หมายถึงที่อยู่ของความรู้อันยิ่งใหญ่)
คือเข้ามหาวิทยาลัยแล้วก็เรียนเอาปริญญาอย่างเดียว (ปริญญา+อาลัย = ที่อยู่ของปริญญา)

เดี๋ยวนี้ขนาดที่ธรรมศาสตร์ก็แย่มากๆ ที่พ่อสอนอยู่ก็พูดเลยว่านักศึกษามันไม่เรียนเลยจริงๆ



คนเราชอบไปคิดถึงแต่เป้าหมาย
1.สอบเข้ามหาวิทยาลัย
2.ได้ปริญญา
3.ทำงาน

แต่ไม่ค่อยคำนึงถึงวิธีการกันเท่าใดนัก  เหลือบ

คนที่มีความคิดความอ่าน เรียนเอารู้ มันน้อยลงอย่างน่าตกใจสุดๆเลยครับ


สุดท้ายผมมีบทกลอนฝากไว้ให้ชาวโลกอ่านดังนี้


ฉันเมา ฉันเหงา ฉันอึ้ง
ฉันจึงมาหาความเขลา
ฉันหวังกินเหล้าเพียงมายเมา
แสนเศร้าสุดท้ายได้ปริญญา...

(ล้อเล่นลัลล้า วันธรรมดาใกล้สิ้นเดือน 2549 // เต่า )


ป.ล. หลังธรรมศาสตร์(รังสิต) มีผับ ร้านเหล้าเต็มเลยครับ เคยมีนักศึกษานิติฯ เมาโดนรถชนตายด้วย


 ง่ะ
บันทึกการเข้า

เอามั่ง
หน้า: [1] 2 3 4 5 6
 
 
Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006-2007, Simple Machines | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!