หน้า: 1 2 3 [4] 5 6 7 8 9 10
 
ผู้เขียน หัวข้อ: :+: Novice Fashion :+:  (อ่าน 21246 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 ขาจร กำลังดูหัวข้อนี้


 ฮือๆ~
บันทึกการเข้า

รับงานถ่ายภาพ
www.rpash.com
อีโมชั่นน่อล มาก มาก อิมแพคสุดๆ
เห็นแล้วอยากสวมใส่อาภรณ์เยี่ยงแบบสุดๆ ฮ่าๆ ฮือๆ
บันทึกการเข้า

เราเป็นเช่นเราเชื่อ    :: tK ::    :: สีมา ::


ภาพน้องที่ชมรม  น้องดำ

รมควันกันหัวเน่าเลย  กร๊าก
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07 ต.ค. 2010, 18:47 น. โดย คาโปเอ็มร่า » บันทึกการเข้า

แต่ละภาพสุดยอด ลงหนังสือแฟชั่นคงจะขายดีเป็นเทน้ำเทท่า  (แจ๋ว แจ๋ว)
บันทึกการเข้า

เสื้อยืดหนูอรในเซ็ท :+: Chill Out :+: ของชาร์ป ยังดูน่าใส่กว่าอีก  กร๊าก


อารมณ์ของภาพมันทำให้เสื้อดูน่าใส่
แต่ยังตัดสินใจซื้อไม่ได้ เพราะเห็นดีเทลน้อยไปหน่อย  กรี๊ดดดดด

บันทึกการเข้า

เราเป็นเช่นเราเชื่อ    :: tK ::    :: สีมา ::
contrast กันอย่างชัดเจน
งานที่ดีก็ดีเลิศ งานที่ไม่ได้เรื่องก็ไม่ได้เรื่องจริงๆ  ง่ะ
บันทึกการเข้า
วันนี้ผมนั่งคิดแล้วจริงแบบพี่ติ้กว่าครับ  ไหว้

คำว่าแฟชั่น จริงๆคือขายเสื้อผ้า + เครื่องประดับ

แต่คนไทย(ส่วนมวากกกก) เข้าใจ
และสบสนไปกับคำว่า portrait

จริงและ portrait คือการเน้นตัวแบบเป็นหลัก fashion คือเน้นเสื้อผ้า

แต่ไม่เข้าใจที่เขาประกวดงานนี้ต้องการอะไรกันแน่


ถึงจะอย่างใดอย่างนึงก็เถอะ ไอ้ที่เข้ารอบบางคนนี้มัน  ง่ะ ง่ะ ง่ะ

อันนี้ผมเห็นแย้งแฮะ
แฟชั่น แม้แต่ในฐานะภาพถ่าย ผมว่าขอบเขตความหมายมันคือ Lifestyle
ผมว่าวิธีคิดแบบขายเสื้อผ้า ข้าวของ น่าจะเป็นเมื่อก่อน เดี๋ยวนี้มันอะไรก็ได้
ยังไงก็ได้ เพราะเป้าหมายของมันคือการเสริมสร้างภาพลักษณ์บางชนิดให้แบรนด์
ไม่จำเป็นต้องมีเสื้อผ้าในรูป หรือไม่ต้องมีคนใส่เสื้อผ้าของแบรนด์นั้นในสภาพดูดีสักนิดก็ได้
เป็นอะไรก็ได้เท่าที่แบรนด์ต้องการจะสื่อ(เช่น ภาพกองอ้วกของ VW)
แค่หน้าคนเท่ๆไม่ต้องมีเสื้อผ้า มันก็คือแฟชั่นอยู่ดี ถ้ามันทำหน้าที่สื่อสารให้แบรนด์แฟชั่น

แต่อันนี้มันเลยความสับสนอย่างที่อู๋ว่านันล่ะครับ ที่คนไทยเข้าใจไปแบบนั้น
เค้าคงไม่ได้คิดอย่างที่ผมว่ามาเป็นแน่ แล้วก็เช่นเดียวกัน ไม่รู้ว่ากรรมการ
เค้าตีความมันไปถึงระดับไหน

ส่วนงานประกวด ผมว่าหลายอันก็เจ๋ง บางอันก็เหียก ผมว่าที่ดูโอเคไม่ค้านสายตานี่คือส่วนใหญ่นะ
จริงๆแค่ดูชื่อกรรมการ ก็คงจะเข้าใจอะไรได้มากขึ้นแล้ว แต่ให้ผมเดา คือบริษัทออร์กาไนซเซอร์
คงจะมีปัญหาหลายอย่าง แค่ดูที่ตั้งชื่อการประกวด Emotional Fashion
ก็ดูเป็นหัวข้อที่ไม่น่าคิดมาได้แล้ว เป็นการคิดหัวข้อที่ตื้นเขินอย่างยิ่ง
ชื่อโครงการ For U นั้นก็เช่นเดียวกัน ส่วนกรรมการ คงจะคนละส่วนกับออร์แกไนซ์เซอร์
แต่ก็ไม่รู้อีกนั่นล่ะ ว่าเบื้องหลังการตัดสินมันคืออะไร

ส่วนภาพถ่ายของชาร์ปก็เจ๋งดี นึกถึงเพื่อนผมคนนึงตอนเรียน ถ่ายแฟชั่นเซ็ตบนรถเมล์
ประมาณนี้ล่ะ เป็นกระเทยด้วย แต่ตอนนั้นรู้สึกจะกล้องดิจิตอลรุ่นแรกๆของประเทศล่ะมั้ง กร๊าก
บันทึกการเข้า

I ROCK , THEREFORE I AM
อ่านของเก้อก็เห็นด้วยเรื่องภาพแฟชั่นในฐานะของการสร้างภาพให้แบรนด์
ที่ไม่จำเป็นต้องให้ดูดี จำได้ว่าชอบภาพอารมณ์แบบเอานางแบบไปใส่ชุดอยู่ในสงครามขาดวิ่น หรือ คลุกน้ำมันดิบที่ลอยอยู่ในทะเล
เพื่อพูดถึงประเด็นสันติภาพและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

ยกตัวอย่างง่ายๆ คืออีการเดินแฟชั่นชุดประหลาดๆ ที่ยังไงๆ ตูก็ไม่มีทางใส่อีชุดห่าพวกนั้นเด็ดขาด กร๊าก
ยกเว้นตูจะเป็นเลดี้ กาก้า น้องดำ

แต่นั่นภาพมันต้อง"ถึง"ด้วยองค์ประกอบทางศิลปะ
ดูแล้วเกิดอิมแพก กระแทกใจ สื่อสารความคิดให้คนดูได้


ซึ่งหลายๆ ภาพที่เห็นในนั้นไม่ถึงแม้แต่น้อย
ทั้งจะสื่อสารความคิด หรือความงดงามทางองค์ประกอบศิลป์


อ้อ มีเขียน mommy เป็น momy ด้วย  เกรียน
บันทึกการเข้า

<a href="http://img3.f0nt.com/flash/66d37d0393ee1ab1e2e55182dfabf34e.swf" target="_blank">http://img3.f0nt.com/flash/66d37d0393ee1ab1e2e55182dfabf34e.swf</a>
โอ้ว เก้อช่วยไขกระจ่างอีกละ  เจ๋ง

คือสงสัยมาตลอดกับคำว่า แฟชั่น มาก
เพราะเคยเห็นงานที่เก้อว่า คือ เปลือยหมดเลย หรืออะไรก็ช่าง ไม่มีสินค้าในรูปเลย แต่เรียกว่าแฟชั่น  งง


แทงกริ้ววว เจ๋ง เจ๋ง
บันทึกการเข้า

 เจ๋ง เจ๋ง เจ๋ง
บันทึกการเข้า

รับงานถ่ายภาพ
www.rpash.com
จริงๆแล้ว แล้วแบบที่เก้อว่ามันก็ไม่เรียกว่าแฟชั่นเต็มตัวนะ
อันนี้คือ แอด(โฆษณา) ที่ใช้แฟชั่นนำเสนอ
มันเลยไม่เหมือนกับ เซตแฟชั่นที่ลงในนิตยาสาร
ที่อันนั้นต้องการนำเสนอ ถึงดีไซน์ของเสื้อผ้า วัสดู แพทเทิร์น มากกว่า

เพราะฉะนั้น ถ้าเป็นงานแฟชั่นที่เป็นโฆษณา
อันนั้นย่อมขายภาพลักษณ์ของแบรนด์มากกว่าตัวสินค้า
บันทึกการเข้า

ความสวยไม่รับประกัน แต่ความมันเดี๊ยนรับรอง
เป็นเรื่องที่แยกยากจังครับ  (เหงื่อแตกพลั่ก)
บันทึกการเข้า
เอ้อ อันนี้ล่ะครับพี่ ถ้าจะลองค้นหาความหมายของคำว่าแฟชั่นต่อไป
เพราะจะว่าไปแล้ว มันถูกใช้อย่างแพร่หลายจนความหมายแท้ของมันพร่าเลือนไปแล้ว
ซึ่งก็เป็นธรรมดาของคำศัพท์คำหนึ่ง เริ่มใช้จากความหมายหนึ่ง สุดท้ายกลายเป็นอีกความหมาย

ถ้าหากจะนับความหมายแรกของมัน ก็คงหมายถึงอุปกรณ์การแต่งกายนั่นเอง
ผมเลยอธิบายว่า ความหมายนั้น น่าจะเป็นเมื่อก่อน เพราะเมื่อก่อนมันกินความตรงไปตรงมาแบบนั้นจริงๆ
แล้วในปัจจุบัน ความหมายนั้นมันดำรงอยู่ใน สิ่งที่เรียกว่าแฟชั่นเซ็ต ที่พี่พลัมยกตัวอย่างนั่นเอง
ถ้าในมุมมองของผู้ผลิตแบรนด์นั้นๆ ทุกวันนี้อะไรก็เป็นแฟชั่นได้หมด ท่าคีบบุหรี่ของนางแบบ
ทรงผม วิธีการยักคิ้ว ทำปาก เรียกรวมๆได้ว่าไลฟ์สไตล์

ส่วนถ้าจะมองให้แคบเข้ามาในเรื่องการถ่ายภาพ ผมว่าถ้าหากเรามองว่าแฟชั่นคือไลฟ์สไตล์
สิ่งที่เราขาย คือสไตล์ เช่นเดียวกัน สิ่งที่คนทำเสื้อผ้าขาย(แล้วเอามาให้เราถ่าย) ก็คือการขายสไตล์
ยกเว้นว่าเขาจะตั้งใจถ่ายเพื่อขายแค่เสื้อผ้าหรือแอคเซสซะรี่เป็นชิ้นๆน่ะนะครับ แต่นอกนั้น ผมว่าสิ่งที่
แฟชั่นดีไซเนอร์ หรือเจ้าของแบรนด์แฟชั่นทุกคนต้องการขายมันกว้างกว่านั้น เค้าต้องการขายสไตล์
เพราะสิ่งนี้มันดำรงอยู่นานกว่า ใหญ่กว่าสินค้าแต่ละชิ้นของเสื้อผ้าหรือเครื่องประดับ
ทั้งนี้ นี่คือระบบความคิดที่เกิดขึ้นในสมัยนี้น่ะนะครับ ซึ่งคนที่ไปไกลที่สุดเรื่องนี้ก็น่าจะเป็นเบเน็ตต็อง
ซึ่งเริ่มช่วงยุค 80 กับนิตยสารที่เป็นตำนานในโลกออกแบบอย่าง Colour
อันนั้นล่ะไปไกลเลย เล่นประเด็นไกลเลย เรื่องสีผิว สิ่งแวดล้อม ประเด็นระดับโลกทั้งนั้น

 






ที่เค้าเล่นหนักๆมาอย่างสม่ำเสมอตลอดหลายปี ก็เห็นจะเป็นเรื่องสีผิว เชื้อชาติ ความขัดแย้ง ละเอียดอ่อน
ทำให้เบเน็ตต็อง กลายเป็นแบรนด์ที่แตกต่างและเลยเถิดจนใครก็ไม่กล้าตาม
และเป็นเจ้าแรกๆ ที่ทดลองล้ำเส้นพรมแดนของความหมายของแฟชั่นในอดีต จนในที่สุด
ทุกวันนี้ อะไรก็คือแฟชั่นได้ทั้งหมด

จะว่าไป การที่โลกของแฟชั่นเริ่มตระหนักในเรื่องสไตล์น่าจะเป็นเพราะเหล่าบรรดาไอคอน
ทั้งหลาย นับตั้งแต่โลกมีสื่อชนิดต่างๆ ที่บรรดาไอคอนของโลกถือกำเนิด มันส่งผลยิ่งกว่าเสื้อผ้าสวยเสียอีก
ในบรรดาป็อปคัลเจอร์ในดลกยุคใหม่นี่ ไล่มาได้เลย เอลวิส เจมส์ดีน แจ็กกี้โอ(ภรรยาเคเนดี้) บรรดาฮิปปี้ไอค็อนยุค 60 วงร็อคแฮร์แบนด์ เซ็กส์พิสทอลแห่งวิเวียน เวสต์วู้ด ในบางมุมมอง เค้ามองว่าสิ่งเหล่านี้เข้มแข็ง
ยิ่งกว่าตัวเสื้อผ้าเสียอีก จนในที่สุดความหมายของการขายแฟชั่น ขายเสื้อผ้า ไปตกอยู่ที่การขายสไตล์

ส่วนที่ว่าจะแยกอย่างไรตอนทำงานพวกนี้ ผมว่ามองข้ามความหมายอะไรพวกนี้ไปเลยครับ
ไม่ต้องเสียเวลาสงสัยเลย มันขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ของเรามากกว่า ว่าจะถ่ายไปทำอะไรหรือเพื่ออะไร

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 08 ต.ค. 2010, 00:34 น. โดย เก้อ » บันทึกการเข้า

I ROCK , THEREFORE I AM
+++  กรี๊ดดดดด

เขียนอธิบายอย่างเก้อไม่ได้  กร๊าก กร๊าก กร๊าก

เบเนตองเองก็ยังมีทั้งสองแบบคือ แบบเน้นคอนเซปต์ของเชื้อชาตฺและการอยู่ร่วมกัน
แบบไม่สนใจขายของแบบที่เก้อโพส
แต่แอดแบบขายของก็ยังมี แต่ก็ยังอยู่บนพื้นฐานของคอนเซปต์เดิม
โดยใช้แบบที่หลากหลายเชื้อชาติในแอดตัวเดียว








ยกตัวอย่างอีกอัน ของหลุยส์ วิตตอง
หลังจากที่ หลุยส์ วิตตอง ให้มาร์ค จาคอบ มาเป็นดีไซน์เนอร์
แนวของ หลุยส์ วิตตอง ก็เปลี่ยนไปเป็นสไตล์แบบของมาร์ค
ก็เลยมีแอดที่ไม่ได้เน้นขายของ แต่ขายภาพลักษณ์ของแบรนด์มากกว่า
ว่าแบรนด์เปลี่ยนไปเป็นดิบๆ มันๆ ไม่ได้อนุรักษ์นิยมแบบแต่ก่อนแล้วนะ
เลยเป็นแอดนี้ มาร์ค จาคอบ  เป็นแบบเอง  หมีโหด~




ถ้าเป็นงานแฟชั่นเซต จากหลุยส์ ก็ยังเน้นขายของแบบนี้


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 08 ต.ค. 2010, 00:55 น. โดย พลัม » บันทึกการเข้า

ความสวยไม่รับประกัน แต่ความมันเดี๊ยนรับรอง

+ค่าความรู้ค่า เกย์ออก

// ภาพล่างสุดของ Steven Meisel แน่เลย  กรี๊ดดดดด


บันทึกการเข้า

อันบัน ♥
หน้า: 1 2 3 [4] 5 6 7 8 9 10
 
 
Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006-2007, Simple Machines | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!