หน้า: [1] 2 3 4
 
ผู้เขียน หัวข้อ: ภาษาต้องห้าม ขององค์กรสหประชาชาติ  (อ่าน 19571 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 ขาจร กำลังดูหัวข้อนี้
นายแอนดรู สไตเนอร์ Andrew Steiner เลขาธิการโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ + นายกอร์ดอน สแตนแซล Gordon Stanzel โฆษกทำเนียบขาว สหรัฐอเมริกา + ดร.แอเดรียน หว่อง Dr Adrian Wong หัวหน้าศูนย์ศึกษาด้านภาษาแคมเดน และผู้คนอีกมากมายหลายคน ไปประชุมสุมหัวและอภิปรายกันเพื่อจะให้เลิกใช้ ภาษาอื่น และให้โลกทั้งใบหันมาใช้แต่เพียงภาษาอังกฤษ

เจ้าหน้าที่สหประชาชาติที่เข้าประชุมอภิปรายว่า ภาษาที่ไม่มีความจำเป็นพวกนี้ (ใช้คำว่า unnecessary languages) ทำให้ต้องมีการแปลเป็นภาษาอื่น รวมทั้งเป็นภาษาอังกฤษ ทำให้สิ้นเปลืองกระดาษ ใช้ กระดาษมากก็ต้องไปตัดป่ามาก และอันนี้แหละที่ทำให้เกิดสภาวะโลกร้อน กระดาษพวกนี้เมื่อหมดอายุแล้วก็ต้องเผา ทำให้เกิดควันขึ้นไปอยู่ในบรรยากาศ เกิดสภาวะที่ไม่ดีต่อโลกอีก

การที่ปล่อยให้โลกมีหลายภาษา ทำให้ยุ่งยากในการปราบผู้ก่อการร้าย ผู้ก่อการร้ายมักจะใช้ภาษาอื่นที่พวกเรา (สหรัฐอเมริกา และสหประชาชาติ) ไม่เข้าใจ ทำให้ต้องเสียเงินเสียทองและเสียเวลาในการจัดแปลภาษาที่ผู้ก่อการร้ายใช้

การมีหลายภาษาทำให้โลกทั้งใบเข้าใจกันยากขึ้น

ในที่ชุมนุมสุมหัวของทั้ง 3 หน่วยงานในครั้งนี้ พวกนั้นออกบัญชี “ภาษาต้องห้าม” มาทั้งหมด 6 ตาราง

ตารางแรก คือ รายชื่อ 6 ภาษาที่มีผู้คนใช้กันน้อยกว่า 1 ล้านคน ซึ่งจะต้องอยู่ ในโครงการรณรงค์ให้เลิกใช้ภายใน ค.ศ.2014 (อีก 6 ปีข้างหน้า) คือ ภาษา Faroese, Tuvaluan, Welsh, Breton, Maltese และ Icelandic

ตารางที่ 2 มีอีก 6 ภาษา ที่ผู้คนใช้กันน้อยกว่า 25 ล้าน และต้องให้มีการเลิกใช้ภายใน ค.ศ.2021 คือ Lao, Greek, Czech, Swedish, Hmong และ Africaans

ตารางที่ 3มี 5 ภาษา ที่มนุษย์ใช้กันน้อยกว่า 50 ล้าน และ ต้องรณรงค์ให้เลิกใช้ภายใน ค.ศ.2028 คือ Azerbaijani, Burmese, Romanian, Dutch และ Kurdish

ตารางที่ 4 มี 5 ภาษาเหมือนกัน มีมนุษย์ใช้กันน้อยกว่า 100 ล้าน และต้องรณรงค์ให้เลิกภายใน ค.ศ.2035 คือ Thai, Vietnamese, Korean และ Punjabi

ตารางที่ 5มี 4 ภาษา มีผู้คนใช้กันน้อยกว่า 250 ล้าน และต้องรณรงค์ ให้เลิกให้ได้ภายใน ค.ศ.2042 คือ French (ควรต้องเริ่มลดใช้ภาษานี้ตั้งแต่ ค.ศ.2028 เป็นต้นไป), Portuguese, Russian และ Japanese

ตารางที่ 6 สุดท้าย เป็น 3 ภาษาที่ต้องลดให้ได้ภายใน ค.ศ.2049 ซึ่งเป็นภาษาที่มีผู้คนใช้กันมากถึง 1 พันล้าน ได้แก่ Mandarin (ต้องให้ยกเลิกภาษานี้ซะตั้งแต่ ค.ศ.2042), Spanish และ Arabic

ผู้เข้าประชุมมีข้อแนะนำว่า ในอนาคต การพิจารณาเรื่องต่างๆควรจะพิจารณาเฉพาะที่เขียน พูด หรือพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษเท่านั้น โลกต้องมีภาษาเพียง 2 แบบ คือ แบบ English และแบบ Non-E (หรือ Non-English)

ภาษาอื่นที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษจะถูกเรียกเป็น Non-E ตอนหนึ่งของคำบรรยายมีว่า...and it will be an offence to use, teach or publish Non-E และเป็นการกระทำผิดกฎหมายหากมีการใช้ สอน หรือพิมพ์เป็นภาษาอื่นที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษ

บทความนี้ยังมีอีกยาว EnglishClub.com นำบทความนี้มา ตีพิมพ์ เมื่อ 1 เมษายน พ.ศ.2551 ซึ่งเป็นวัน April Fool's Day แต่ ก็ได้รับการตอบรับจากคนอังกฤษ อเมริกัน แคนาดา ออสเตรเลีย ฯลฯ และผู้คนในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษจำนวนไม่น้อย
บันทึกการเข้า
เข้าใจเล่นแฮะ  ชิ
บันทึกการเข้า
เป็นตุเป็นตะเลย ง่ะ
ไม่น่ามีใครเสียสติยังงั้นมั้งครับ
(ไอ้ที่คิดๆคงมี แต่ในระดับองค์กรคงมีคนสติดีเยอะกว่า)

จริงๆก็คิดว่าไม่น่าเชื่อตั้งแต่อ่านย่อหน้าแรกๆแล้ว
เพราะไปแคมเดนตั้งบ่อยไม่เคยเห็นศูนย์ภาษาอะไรนี่เลย กร๊าก
บันทึกการเข้า

I ROCK , THEREFORE I AM
อ่านมติชนสุดฯ ฉบับล่าสุด (ปกเป็น โหร-โหน)
มีบทความ อ.นิธิ เขียนเรื่อง "สังคมพหุภาษา"
ก็ได้ความรู้ในฝั่งที่แย้งกับอีตาอะไรนั่นแหละมากระบุงนึง

คือตอนนี้คนทั่วโลกเริ่มละทิ้งภาษาถิ่น หันมาพูดภาษาหลักกันแล้วนะครับ
เป็นวิกฤติการณ์ทางวัฒนธรรมที่กำลังลุกลามจนน่าตกใจ
เดี๋ยวจะอธิบายว่าทำไมอีแค่ภาษาหายนี่ถึงน่าตกใจ

เอาง่ายๆ ในประเทศไทยมีภาษาที่ใช้สื่อสารกันอยู่ 70 ภาษา!!
แต่ตอนนี้ภาษาชาวเขาบางเผ่า คนในเผ่าเองก็เลิกพูดกันแล้ว (เพราะมีทีวีที่พูดไทย!)
คนที่พูดที่ใช้ที่ศึกษากลับเป็นนักวิชาการด้านภาษา
ที่ลงทุนเข้าไปเรียนรู้และตักตวง ก่อนที่คนรุ่นนี้จะผลัดใบ

นี่แค่ภาษาไทยใกล้ๆ ตัว
ยังมีตัวอย่างภาษาอื่นอีกสารพัด ที่ขนาดตั้งว่าเป็นภาษาราชการแล้วนะ
แต่คนทั้งชาติก็หันไปใช้ภาษา E กันหมดจนพูดภาษาราชการของตัวเองไม่ได้
ถามว่ามันไม่ดียังไงเหรอ ก็ดีแล้วนี่?


คือภาษามันมากับวัฒนธรรมครับ
เรามีคำเรียกแทนสรรพนามบุรุษที่สองว่า พี่ พ่อ แม่ คุณ เธอ ที่รักจ๋า ตัวเอง~ ฯลฯ
ในขณะที่ฝรั่งมีแค่คำว่า YOU - แค่เท่านี้ก็ต่อยอดไปถึงรากลึกทางวัฒนธรรม
รวมถึงคำตอบแห่งสันดานคนทั้งประเทศที่ปลูกฝังกันมายาวนานได้แล้วนะ

ก็เพราะภาษานี่แหละ ที่ทำให้เรารู้ (หรือไม่รู้วะ) ว่าคนไทยมาจากไหน
ทำให้เรารู้เรื่องโลก เรื่องศิลปวัฒนธรรม เรื่องอดีต ปัจจุบัน อนาคต
ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม(คนไทยเดี๋ยวนี้เริ่มลืมคำนี้กันละ)
รวมไปถึงการขุดโคตรเหง้าทางประวัติศาสตร์สารพัดมาศึกษาเรียนรู้

ถ้ามันหายไป 1 ภาษา
ก็เท่ากับโลกเราสูญเสียกุญแจไขสู่วัฒนธรรมไปโดยถาวร 1 ดอก


เรื่องนี้น่าสนใจนะ ถึงจะเป็นเอพิ่วฟูก็เหอะ
คือเหมือนผู้จัดกวนนั่นแหละ ทำเป็นเล่นตลก แต่ที่แท้ก็โชว์ว่าในใจคิดอะไร
แต่เอาเรื่องภาษามาแลกกับโลกร้อน จะคุ้มไหมวะ แสรดดด แบร๋~
บันทึกการเข้า

ทำมาหากินด้วยการเปิดร้านสกรีนเสื้อยืด จ้ะ
ถ้าเป็นจริงขึ้นมานี่รับรองจลาจลกันแน่ๆ  กร๊าก
แต่ถ้าจะพูดถึงเรื่องภาษาบางภาษา ถ้าเอาเข้าจริงๆก็เริ่มจะโดนกลืนกันบ้างแล้ว
....อย่างใกล้ๆเราก็คือ ประเทศลาว นี่แหล่ะ เนื่องจากภาษาของเขาใกล้เคียงกับภาษาไทยมาก
TV.-ข่าว-ละคร แม้กระทั่งสลากสินค้าโดยมากก็เป็นภาษาไทย คนลาวโดยมากเลยพูดไทยภาคกลางได้
รัฐบาลลาวเลยเป็นห่วงว่าภาษาลาวจะวิบัติหรือกลายพันธ์ ต้องออกมารณรงค์กันชนิดจริงจัง
บันทึกการเข้า
จะเป็นไปได้เร้อ  ง่ะ
นานาชอบภาษาไทยนะ
ไม่รู้ดิ เพราะมันมีมากกว่า You นั่นแหละ  กร๊าก
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15 เม.ย. 2008, 02:38 น. โดย สหายนานา » บันทึกการเข้า

ยิ้มน่ารัก น้องดำ
ถ้าเป็นจริงก็น่าตกใจนะนี่  ต่อไปตูจะทำมาหากินอะไรล่ะหว่าถ้างั้น  โวย

บันทึกการเข้า
เป็นครูเดี๋ยวนี้ต้องหัดเล่นตลกด้วยนะครับ
บันทึกการเข้า

ทำมาหากินด้วยการเปิดร้านสกรีนเสื้อยืด จ้ะ
เป็นครูเดี๋ยวนี้ต้องหัดเล่นตลกด้วยนะครับ

 กร๊าก งั้นคงต้องลาออกไปหาหนทางขายของแล้วล่ะค่ะ เพราะนี่เป็นสิ่งสุดท้ายที่ทำได้

(เป็นคนไม่ตลกอ่ะ ไม่บังอาจพูดได้เลย)
บันทึกการเข้า
เอาง่ายๆ ก็พวกงานกราฟิกออกแบบนี่ไง
ภาษาไทยนี่ต้องห้ามที่สุดแล้ว มันไม่เท่ กร๊าก

ผมว่าเหตุผลของการสูญหายของภาษา
มันปรากฏชัดอยู่ในวิธีคิดนี้เหมือนกันนะครับ ว่าไหม
บันทึกการเข้า

I ROCK , THEREFORE I AM
นายแอนดรู สไตเนอร์ Andrew Steiner เลขาธิการโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ + นายกอร์ดอน สแตนแซล Gordon Stanzel โฆษกทำเนียบขาว สหรัฐอเมริกา + ดร.แอเดรียน หว่อง Dr Adrian Wong หัวหน้าศูนย์ศึกษาด้านภาษาแคมเดน และผู้คนอีกมากมายหลายคน ไปประชุมสุมหัวและอภิปรายกันเพื่อจะให้เลิกใช้ ภาษาอื่น และให้โลกทั้งใบหันมาใช้แต่เพียงภาษาอังกฤษ

เจ้าหน้าที่สหประชาชาติที่เข้าประชุมอภิปรายว่า ภาษาที่ไม่มีความจำเป็นพวกนี้ (ใช้คำว่า unnecessary languages) ทำให้ต้องมีการแปลเป็นภาษาอื่น รวมทั้งเป็นภาษาอังกฤษ ทำให้สิ้นเปลืองกระดาษ ใช้ กระดาษมากก็ต้องไปตัดป่ามาก และอันนี้แหละที่ทำให้เกิดสภาวะโลกร้อน กระดาษพวกนี้เมื่อหมดอายุแล้วก็ต้องเผา ทำให้เกิดควันขึ้นไปอยู่ในบรรยากาศ เกิดสภาวะที่ไม่ดีต่อโลกอีก

การที่ปล่อยให้โลกมีหลายภาษา ทำให้ยุ่งยากในการปราบผู้ก่อการร้าย ผู้ก่อการร้ายมักจะใช้ภาษาอื่นที่พวกเรา (สหรัฐอเมริกา และสหประชาชาติ) ไม่เข้าใจ ทำให้ต้องเสียเงินเสียทองและเสียเวลาในการจัดแปลภาษาที่ผู้ก่อการร้ายใช้

การมีหลายภาษาทำให้โลกทั้งใบเข้าใจกันยากขึ้น



การมีหลายภาษาไม่ได้ทำให้โลกทั้งใบเข้าใจกันยากขึ้น
แต่ความคิดที่จะไม่ยอมศึกษาและเข้าใจคนอื่นต่างหาก
ที่ทำให้คนเราไม่เข้าใจกัน
บันทึกการเข้า
การมีหลายภาษาไม่ได้ทำให้โลกทั้งใบเข้าใจกันยากขึ้น
แต่ความคิดที่จะไม่ยอมศึกษาและเข้าใจคนอื่นต่างหาก
ที่ทำให้คนเราไม่เข้าใจกัน

ใช่เลย  ไหว้

ความหลากหลายทางภาษา-วัฒนธรรม ทำให้โลกนี้สนุก และสร้างเอกภาพของแต่ละกลุ่ม
ไอเดียทั้งโลกเหลือภาษาเดียว ต้องเก็บไว้ใช้ตอนอยากให้โลกมีเอกภาพเพื่อสู้กับมนุษย์ต่างดาว.. (อิอิ)
บันทึกการเข้า

ในมติชนสุดสัปดา ผมเห็นเรื่้องนี้มานานแล้วนะครับ
เรื่องที่ว่าภาษาที่ตายไปจากโลกไปปีละหลายๆภาษา
เพราะคนเข้าเมืองกันมากขึ้น
คุยภาษากลางกันมากขึ้น
ตอนนี้เหลือบางภาษามีคนใช้เพียงคนเดียว(แล้วจะรอดมั้ย คนเดียว สื่อสารกับใครก็ไม่รู้เรื่อง)
เค้ารณรงค์ให้ใช้ภาษาถิ่นกันอยู่


ภาษาผมว่ามีส่วนในการพัฒนาความคิดนะครับ
ในบางภาษา
ทำไมนักวิทยาศาสตร์ต้องใช้ภาษา ละติน กรีก อะไรพวกนั้น
อาจเพราะมันสะดวกในการอธิบายความสัมพันธ์บางอย่างก็ได้
เทียบง่ายๆเลย
ไทย - อังกฤษ
อังกฤษ นี่ฝึกจินตนาการมากกว่าภาษาไทยนะครับ
ภาษาไทย คำขยายจะอยู่ข้างหลังคำนาม เช่น หมวกสีแดงใบใหญ่ เรารู้แค่นั้นมันก็จบ
ภาษาอังกฤษ big red hat
คือ เราอ่านมา จะเจอคำว่า big เราก็ต้องคิดก่อนว่าอะไรมันใหญ่
อ่านผ่าน red มันก็เริ่มเป็นรูปร่างของใหญ่ๆสีแดง
พอมาถึง hat แล้วถึงจะอ้อ หมวกนี่เอง
ภาษาอังกฤษ มันจะฝึกจิตนาการมากกว่าภาษาไทยหน่อยนึง
และแน่นอนภาษาไทยมีความกำกวมกว่ามากๆ เช่น นอนหลับ และ หลับนอน

ดังนั้นผมว่าแต่ละภาษามันดีไปคนละแง่ครับ
อย่าง 1254.02 ก็เป็นภาษานะครับ ภาษาคณิตศาสตร์ เหมาะกับการคำนวณ
การที่ภาษาหายไปนี่ไม่ใช่่เรื่องดีแน่ๆ
บันทึกการเข้า

เข้าใจคิดค่ะ
อ่านไปก็คิดตาม
 เจ๋ง
บันทึกการเข้า
เอาง่ายๆ

เอ็งยุบรวมภาษาขั้นสูง* ในคอมพิวเตอร์ให้เหลือภาษาเดียวก่อนเต๊อะ
programmer จะได้ไม่ต้องเลือกอยู่ว่าจะหัดภาษาไหนดี




ภาษาขั้นสูง คือภาษาที่มีลักษณะโครงสร้าง คำสั่งที่เป็นรูปเป็นร่างมากกว่า
อ่านแล้วสามารถเข้าใจได้ระดับหนึ่ง เช่นภาษา C , Basic , Python , Java , .........


บันทึกการเข้า

หน้า: [1] 2 3 4
 
 
Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006-2007, Simple Machines | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!