หน้า: [1] 2 3 4 5
 
ผู้เขียน หัวข้อ: แทคติก football  (อ่าน 139015 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 ขาจร กำลังดูหัวข้อนี้
FYI ไม่มีรูปนะครับ
มันนานมาแล้ว เมลล์หายไปแล้ว จุ๊บๆ
เกย์ออก


พอดีได้เมลล์มาจากพี่ที่ทำงาน เตะบอลกันบ่อย
เลยเอามาแบ่งๆ กันครับ

ใครอยากได้เป็นเมลล์ที่มีรูปประกอบบอกได้นะครับ จะส่งเมลล์ตามไปให้  เกย์ออก

แอบอ้าง
แท็กติกในการเล่นฟุตบอล
 
+ เกมรุก +

ทันทีที่เราได้บอล นั่นถือว่าเราเป็นฝ่ายบุกแล้ว จำไว้ว่าการเล่นเกมรุก จำเป็นต้องปรับปรุง และสร้างสรรค์ รูปแบบใหม่ๆตลอดเวลา วิธีการข้างล่าง เป็นแค่ตัวอย่างเบื้องต้น ที่สามารถจะนำไปประยุกษ์ให้เข้ากับสถานการณ์อื่นๆได้...

- การจ่ายบอลสั้น

เมื่อต้องจ่ายบอลให้เพื่อนที่ถูกประกบอยู่ เราต้องจ่ายไปที่เท้าของเพื่อน ข้างที่อยู่ตรงข้ามกับตัวประกบเสมอ และถ้าเรากำลังวิ่งทำทางอยู่ละก็ ควรจะส่งสัญญาณทางสายตา หรือตะโกนเรียกเพื่อนที่ครองบอลอยู่ไปด้วย จะช่วยเพิ่มโอกาสในการได้รับบอลของเรา

ถ้าถูกประกบอยู่ อย่ารอให้บอลมาหาเราข้างเดียว ควรจะวิ่งเข้าหาบอลไปด้วย จะช่วยให้เรามีเวลาที่จะทำอะไรกับบอลต่อไป และทำให้เราเร็วกว่าคู่แข่ง 1 ก้าวอีกต่างหาก


- การวิ่งอ้อม



ในกรณีที่มีพื้นที่ว่างแถวริมเส้น ด้านหน้าเพื่อนที่ครองบอลอยู่ การวิ่งอ้อมหลังจะเป็นอาวุธที่อันตรายเลยทีเดียว ถ้าวิ่งอ้อมทางริมเส้น กองหลังจะยากต่อการจะตามประกบเรา ถ้าวิ่งอ้อมทางด้านขวางของสนาม ก็จะช่วยฉีกกองหลังของคู่ต่อสู้ได้ ( ตามรูป )

- พื้นที่ในการแจกจ่ายบอล



จะแบ่งออกเป็นหลายชนิด ตามทิศทางที่บอลพุ่งไป

1. พื้นที่เปิด ( open space ) คือที่ว่างหลังแนวรับ ถ้าจ่ายลูกไปเล่นตรงนั้นได้ จะทำให้เราได้เปรียบมาก เพราะยากที่กองหลังจะป้องกัน เราอาจต้องใช้การชิพ หรือการทำชิ่ง 1-2 เพื่อจะเจาะเข้าไปตรงนั้น ถ้ามาจากด้านข้างของสนาม ก็ควรใช้การวิ่งอ้อมดีที่สุด

2. จ่ายขวางสนาม ( square pass ) เหมาะสำหรับ เวลาที่เราต้องการเปลี่ยนเป้าหมายที่จะเจาะ และช่วยให้เรามีมุมจ่ายบอลใหม่ๆมากขึ้น

3. จ่ายทะลุช่อง ( piercing pass ) อันตรายที่สุด แต่ทำได้ยาก เพราะกองหลังส่วนใหญ่ จะบังทางระหว่างเรากับโกลด์อยู่ตลอดเวลา

- การสร้างมุมจ่ายบอล



ในเกมรุก ยิ่งเราอยู่ใกล้เพื่อนเท่าไหร่ ก็มีโอกาสได้บอลมาลากเลื้อย, จ่ายต่อ หรือคอนโทรลมากเท่านั้น การจะเล่นให้ได้ดีก็ต้องอาศัยทักษะ และความกระตือรือร้นของเราด้วย
ตามภาพที่ได้ดู จะเห็นว่าระหว่างเรากับเพื่อนที่วิ่งทำทางอยู่นั้น เอื้อกับเราอย่างมาก มีหลายทางเลือกให้เราจ่ายบอลได้ นั่นจะทำให้กองหลังต้องงานหนักกว่าเดิม เพื่อจะปิดช่องที่มีอยู่ให้มิด

- การชิพบอลข้ามหัวกองหลัง



ถ้ากองหน้าถูกประกบ ที่แนวสุดท้ายของกองหลัง พวกเค้ามี 2 ทางเลือก
1. วิ่งลงมาล้วงบอล
2. วิ่งขึ้นหน้าต่อไป
แต่ด้วยกติกาล้ำหน้า จะวิ่งไปทื่อๆไม่ได้ เราต้องจ่ายบอลข้ามกองหลัง และพึ่งความเร็วของพวกเค้าเช่นกัน โดยเราควรวางบอลไปที่ระยะ 3-10 เมตร หลังแนวรับตัวสุดท้าย ( line b ) และ 6-10 เมตร หน้าผู้รักษาประตูของฝ่ายตรงข้าม ( line a )

กองหน้าควรออกตัว ไปยังพื้นที่ว่างหลังกองหลัง ( ระหว่าง a-b ) ก่อนเราจะจ่ายเล็กน้อย จะทำให้ได้เปรียบคู่แข่ง ที่ต้องหันกลับ 180 องศา เพื่อไล่ตามประกบ

- การโยนบอล



เป็นไปไม่ได้ที่จะยิงจากริมเส้น เราจึงควรเปิดบอลเข้ากลาง เพื่อให้คนอื่นที่อยู่ในตำแหน่งที่ดีกว่ามีโอกาสยิง

จุดที่ดีที่สุดในการจะวางบอลไปนั้น คือระหว่างจุดโทษ กับเส้น 6 หลาหน้าประตู เพราะไกลต่อการออกมาตัดบอลของประตู และก็ใกล้ต่อการโหม่งหรือยิง ของกองหน้า

เมื่อได้โยนบอล ควรมีกองหน้าประจำอยู่ตามจุดทั้ง 6 จุดดังรูป และอย่าลืมทิ้งไว้ 1 คนหน้าเขตโทษ จนกว่าคนโยนจะโยนบอล เพราะจะทำให้กองหลังลำบาก ที่จะต้องพะวงกับทั้งบอล และกองหน้าที่เค้าต้องตามประกบ

6 จุดมีดังนี้

1. เสาแรก - คนที่อยู่ใกล้ที่สุด ต้องไปประจำตรงนี้
2. เสาสอง - รอรับลูกโยนที่อาจจะแรงไป หรือเก็บตกมาจากคนแรก
3. ตรงกลาง - ลูกเปิดที่สูงพอสำหรับโหม่ง จะมาที่จุดนี้
4. พวกเก็บตก - รอเก็บลูกที่ออกมาจากในกรอบโทษ
5. แถวสองข้างหลัง - สามารถรับบอลมา แล้วโยนเข้าไปใหม่ หรือเลี้ยงจี้เข้าไปเอง
6. ฝั่งตรงข้ามกับคนโยน - คล้ายกับข้อ 5 และอาจใช้ความเร็วทำเกมมาจากริมเส้นได้

- กองหน้าควรวิ่งยังไง?

มีการวิ่งอยู่ 2 แบบสำหรับกองหน้า คือวิ่งเข้าหาบอล หรือวิ่งห่างออกมา ถ้ามีกองหลังขวางเราอยู่ 2-3 คน เราไม่ควรวิ่งไปด้านหลังพวกเค้า เพราะจะทำให้เราควบคุมทางวิ่งไม่ได้ และยากมากที่จะชนะ โดยเฉพาะเมื่อดกลด์ฝ่ายตรงข้ามออกมาไกลจากประตู เพื่อรอตัดบอลอีกที จะดีกว่าถ้าเราเข้าไปรับบอล และจ่ายคืนกองกลาง เพื่อให้พวกเค้ามีโอกาสหาช่องส่งให้เราใหม่ ในสถานการณ์ที่ดีกว่าเดิม

เมื่อไหร่ที่เราควรวิ่งออกห่างจากบอล ก็คือเมื่อกองกลางพาบอลมาจนจะส่งให้เราได้แล้ว และเราก็ออกตัววิ่งแข่งกับกองหลังแล้ว แต่ลูกส่งไม่มา หรือเกิดเหตุขัดข้องอื่นๆ เราก็ควรจะวิ่งต่อไปทางริมเส้น และระวังไม่ให้ล้ำหน้า



ตามปกติ ถ้ามีพื้นที่ว่างระหว่างกลาง กับหน้ามากเกินไป เราควรจะจ่ายบอลคืนหลัง เพื่อให้กองกลางขยับขึ้นมาเติมเกมได้

.......

+ เกมรับ +

- เพรสซิ่ง

เป็นการเพิ่มความกดดันไปยังบอล โดยเฉพาะไปที่ฝ่ายตรงข้ามตัวที่อยู่ใกล้โกลด์ของเค้าที่สุด การเพรสซิ่ง ไม่จำเป็นต้องหมายถึงการแย่งบอลมาครอบครองให้ได้เท่านั้น แค่จำกัดทางเลือกของคู่แข่งที่ครองบอล ให้เหลือน้อยที่สุดก็พอแล้ว

เมื่อเราต้องเล่นเกมรับ เราต้องแน่ใจว่าเราอยู่ระหว่างฝ่ายบุก กับประตูของเรา ในอีกกรณี ถ้าเราอยู่ไกลจากประตูเรามาก เราอาจจะใช้วิธีเข้าไปขวางทางจ่ายบอล ของคู่แข่งแทนก็ได้ แต่ไม่แนะนำให้เข้าไปตรงๆ อาจจะใช้การบังมุม โดยใช้ตัวเราต้อนเค้าไปในทิศทางที่เราต้องการก็ได้

- การขวางทางจ่ายบอล



เราอาจจะลดทางเลือกของกองหน้าได้ด้วยวิธีนี้ โดยการเข้าไปขวางทางจ่ายบอล ของกองหน้าที่ครองบอล กับเพื่อนที่อยู่ใกล้เค้าที่สุด ตามรูป จะเห็นว่า เรา ( ดำ ) เข้าหากองหน้าทางด้านขวา ทำให้ปิดทางจ่ายบอลของเค้ากับเพื่อน เค้าจะเหลือเพียง 2 ทางที่ทำได้ 1. ส่งกลับหลัง 2. ออกมาไกลจากเพื่อนร่วมทีม ซึ่งดีกับเราทั้งนั้น

ตามปกติ เราจะบีบให้กองหน้า ต้องออกไปเล่นทางกราบให้มากที่สุด ยกเว้นถ้าอยู่ใกล้กับประตูของเค้า เราอาจจะบีบให้เค้าต้องจ่ายเข้ากลาง ไปยังหน้าเขตโทษของเค้า เพราะอาจจะมีเพื่อนเรา รอฉกลูกไปทำประตูได้

- การประกบ

ถ้าเราต้องประกบคู่แข่ง เราควรขวางทางระหว่างเค้า กับโกลด์ของเรา ฝ่ายตรงข้ามอยู่ใกล้ลูกบอลแค่ไหน การประกบก็จะต้องรัดกุมขึ้นเท่านั้น ปกติคู่แข่งที่อยู่ใกล้บอลที่สุด จะถุกประกบชนิดติดหลังกันเลยทีเดียว นั่นจะทำให้เรามีแนวรับที่ยากจะเจาะเข้ามาได้

- ดับเบิ้ลทีม



เป็นการร่วมมือกันระหว่างกองหลัง 2 คน เพื่อกดดันกองหน้า ทั้ง 2 คนต้องพุ่งเข้าหากองหน้า จำกัดพื้นที่ไม่ให้เค้าเลี้ยงวนไปไหนได้ ตามรูป สังเกตุว่าเซ็นเตอร์เข้าไปปะทะทางซ้าย ( ของกองหน้า ) ทำให้เค้าไม่มีทางเลือก ต้องหักออกขวา ก็จะมาเจอกับฟูลแบ็คที่รออยู่ แต่การดับเบิ้ลทีม ต้องไม่ทิ้งระยะห่างระหว่างกองหลัง 2 คนมากไป เพราะอาจจะโดนเลี้ยงบอลแหวกไปได้

- การซ้อนกองหลัง



กองหลังที่อยู่ใกล้บอลที่สุด ต้องเข้ากดดันก่อน เพื่อเปิดทางให้อีกคนที่รออยู่เข้ามาซ้อน เพื่อให้มั่นใจว่าถ้าหลุดคนแรกมา กองหน้าก็ยังรุกคืบหน้าไปไหนไม่ได้มาก และถ้าเกิดเหตุการณ์นั้นขึ้น กองหน้าก็จะถูกชะลอโดยกองหลังตัวที่ 2 ที่เข้าไปแทน และมีเวลาให้กองหลังตัวแรก กลับมาซ้อนเพื่อนได้อีกครั้ง ( สลับตำแหน่งกัน )

.........

+ การป้องกันแบบโซน - แมนทูแมน

อย่างแรก ต้องเข้าใจก่อนว่า รูปแบบของการป้องกันในเกมฟุตบอล ไม่สามารถประยุกษ์ใช้ได้ในทุกสถานการณ์ ถ้ากองหลังถูกคุกคามบ่อยเกินไป หรือพบกับคู่แข่งในจำนวนที่มากกว่า จะป้องกันแบบโซนหรือแบบตัวต่อตัว ก็ไม่มีประโยชน์อะไร
เมื่อทีมต้องป้องกันลูกตั้งเตะ หรือการรุกที่เข้ามาใกล้มากแล้วนั้น ต้องเน้นไปที่ความสามารถส่วนบุคคล, การหาตำแหน่ง และการตัดสินใจที่ฉลาด ยกตัวอย่าง ถ้าพบกับสถานการณ์ที่กองหน้ามีมากกว่า เช่น 3 คน แล้วเรามี 2 คน ฟูลแบ็คต้องคิดว่าจะชะลอเกมได้ยังไงก่อนอันดับแรก

- แบบโซน



หลักง่ายๆคือ กองหลังต้องเคลื่อนที่ไปเป็นกลุ่มเดียวกัน แต่ละคนมีตำแหน่งหรือหน้าที่ ที่ตายตัวตามแผนที่วางไว้ ถ้าคนหนึ่งคนใด จะเคลื่อนออกจากตำแหน่ง รูปแบบของตำแหน่งก็ต้องกลับมาเป็นเหมือนเดิม การป้องกันแบบนี้ จะต้องใช้แรงมากในการไล่กดดันคู่แข่ง

หัวใจหลักของการป้องกันแบบโซน คือกองหลังทั้ง 4 คนจะเคลื่อนที่ไปเป็นบล็อกตายตัว จากรูป จะเห็นการเคลื่อนที่ของกองหลัง ( ดำ ) ในการรับมือกองหน้า ( ขาว ) ฟูลแบ็คจะทำให้กองหน้าเจาะเข้ากลางได้ลำบาก ในรูปที่ 2 จะเห็นว่ากองหลังคนนึง ( b ) วิ่งออกจากตำแหน่ง เมื่อบอลถูกผ่านไปยังอีกด้านของสนาม สังเกตว่าเมื่อกองหน้าคนนึง ( 1 ) วิ่งขวางแนวกองหลัง กองหลัง ( a ) ไม่ได้วิ่งตามไป แม้จะอยู่ใกล้มากที่สุดก็ตาม เพราะถือหลักว่า กองหลังจะไม่วิ่งไปทับตำแหน่งกัน ในการป้องกันแบบนี้ ซึ่งสำคัญมากสำหรับคู่เซนเตอร์ เพื่อให้แน่ใจว่าแนวรับจะพร้อมอยู่เสมอ และบอลจะไม่ถูกเล่นระหว่างเค้าทั้ง 2 คน

ในรูปที่ 3 แสดงให้เราเห็นว่าระบบนี้ทำงานยังไง เมื่อบอลอยู่ตรงกลางสนาม ในรูปกองหลังจะป้องกันอยู่ตรงกลาง และทิ้งปีกของคู่แข่งทั้ง 2 ด้านไปเลย ฟูลแบ็คต้องระวังให้มาก เมื่อบอลอยู่ตรงนี้ ยกตัวอย่าง มีช่องว่างระหว่างกองหลังที่ c-d ทิ้งไว้ เพราะทั้งคู่ต้องการบีบเอาบอลคืนมา และถ้า d วิ่งเข้าไปกดดัน ตรงริมเส้นทางขวาจะมีช่องทันที



การตั้งรับแบบโซน ใช้ระบบหมุนเวียนนักเตะแบบง่ายๆ อย่างที่เราได้เห็นในภาพการเล่นข้างบน เมื่อกองหลังa เสียท่าให้กองหน้า 1 เพื่อนที่อยู่ใกล้ที่สุด ( b ) จะเข้ากดดันต่อทันที จากนั้นเพื่อนอีก 2 คนทางขวา ก็เคลื่อนเข้ามาแทนที่กันและกัน ( เสต็ป 2-3 ) พวกเค้ากำลังเปลี่ยนตัวประกบ ตามกฎของการตั้งรับแบบโซน และกองหลังa ก็จะรีบวิ่งอ้อมแนวรับของตนเอง ไปทดแทนทางขวา เมื่อเค้าสามารถทำได้ทันที และก็สามารถเข้าไปอุกรูรั่ว ( เสต็ป 5-6 ) ที่ทีมทิ้งไว้ได้ ( เสต็ป 4 )

- แบบแมนทูแมน

การป้องกันแบบนี้ มักใช้ในทีมที่ต้องการเล่นเพรสซิ่ง ( กดดันคู่แข่ง ) กองหลังทุกคนมีกองหน้าที่ต้องตามประกบประจำตัว ตามที่ได้รับคำสั่งมา ระบบนี้จะใช้ได้ดีหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของโค้ช ในการจะควบคุมนักเตะฝั่งตรงข้ามได้ดีแค่ไหน ด้วยการจับคู่นักเตะของตน กับฝ่ายตรงข้ามให้เหมาะสมกัน



จากรูป เป็นการเคลื่นที่ของกองหลัง ในระบบแมนทูแมน กองหน้า1 เอาชนะกองหลังa มาได้และกองหลังa อยู่นอกการเล่นไปแล้ว ถึงตอนนี้กองหลังb ก็พุ่งเข้าหาบอลแทน ( เสต็ป 1 ) ปัญหาคือ กองหลังb ก็มีตัวประกบของตัวเองเช่นกัน ( กองหน้า2 ) สังเกตดูว่ากองหลังb เคลื่อนที่ยังไง ถึงสามารถป้องกันทั้งกองหน้า 1 และ 2 ได้ในคราวเดียวกัน นี่เป็นการซื้อเวลาให้กองหลังa กลับตัวมาประกบกองหน้า 2 ( เสต็ป 3 ) ที่กำลังจะวิ่งทะลุแนวรับจากตอนที่เค้าไม่มีคนประกบ ( เสต็ป 2 ) ได้ทันควัน จุดสำคัญอีกอย่างคือ 2 กองหลังด้านไกล ต้องถอยลงมาตั้งรับทันที่ที่กองหลังa พลาดท่า เพื่อจะได้มั่นใจว่าจะเสริมแนวรับได้ทัน ( ในกรณีที่กองหลังb อาจพลาดท่าได้อีกคน ).

........................................

 

+ แผนการเล่น +

โค้ชที่ไม่มีประสบการณ์ มักจะชอบถามว่า " แผนไหนดีที่สุด " ซึ่งจริงๆแล้วไม่มีเลยซักแผน. การจะให้ทีมเล่นแผนไหน ต้องมองไปที่นักเตะที่เรามี และความสามารถของพวกเค้าด้วย " แผนที่ดีที่สุด " จึงหมายถึง แผนที่เหมาะกับลูกทีมของเราที่สุดต่างหาก...

- 4-4-2

เป็นแผนสุดฮิต และคล่องตัวที่สุด ที่คล่องตัวเพราะ ทำให้ทีมมีทั้ง สวีปเปอร์ หรือ ปีก ได้ในทีมเดียวกัน หลายๆทีมใช้ระบบนี้ในการแข่งขัน หัวใจของระบบนี้คือ ความเข้าใจกันของมิดฟิลด์เกมรับ จุดอ่อนคือ 2 กองหน้าอาจจะโดดเดี่ยวไปบ้าง และต้องรอการสนับสนุนจากกองกลาง



4-4-2 จะมีความซับซ้อนในการเคลื่อนที่ของลูกบอลมากกว่าระบบ 4-3-3 หรือ 3-4-3 กล่าวคือเพราะกองหน้าที่มีแค่ 2 คนจะต้องต่อสู้กับกองหลังฝ่ายตรงข้าม ที่มี 4 คนหรือมากกว่า ในกรณีนี้ เราต้องใช้มิดฟิลด์ริมเส้น ในการวิ่งขึ้นไปเติมเกม และเมื่อทีมสร้างเกมรุกจากปีกข้างหนึ่ง ปีกอีกข้างจะต้องวิ่งขึ้นไปเติมเกมด้วยเช่นกัน ( ตามรูป ) เพราะนั่นคือจุดบอดของคู่ต่อสู้

- 4-3-3

แผนนี้มักใช้กันในทีมฮอลแลนด์ และทีมระดับเยาวชน เป็นแผนที่สามารถมีสวีปเปอร์ และกองหน้าตัวเป้าได้
4-3-3 ง่ายที่นักเตะหนุ่มๆจะเล่นตามได้มากกว่า 4-4-2 กับแผนนี้เราต้องมีกองหน้าด้านข้าง ที่อยู่ต่ำกว่าเดิมนิดหน่อย เพื่อคอยช่วยทีมสร้างเกมรุก มันจำเป็นมาก ที่ต้องให้พวกเค้ารักษาตำแหน่งที่ริมเส้นไว้ นักเตะหนุ่มๆอาจจะชอบเลี้ยงบอลผ่าตรงกลางสนาม เราต้องให้เค้าเรียนรู้ที่จะพาบอลขึ้นทางริมเส้นบ้าง

- 3-4-3

เป็นแผน " คลาสสิค " ดูได้จากเกมรุกตามมาตรฐานของทุกวันนี้ ในระบบนี้ กองหน้า 1 คน ต้องห้อยอยู่หน้าสุด และรักษาพื้นที่ตรงนั้นเอาไว้เสมอ. ในเกมรับ กองหลัง 3 ตัวต้องช่วยกันทำงานให้เป็นทีม มิดฟิลด์อย่างน้อย 1 คนต้องห้อยต่ำลงมา และคอยเล่นอยู่หน้าแนวรับ หน้าที่หลักของเค้าคือต้องคอยไล่บอล จะช่วยให้กองหลังไม่ต้องเสียตำแหน่ง



- 4-5-1

แผนนี้นักเตะทุกคนในแดนกลาง ที่อยู่ใกล้กับบอล ต้องช่วยกันชะลอเกมรุกฝ่ายตรงข้าม และต้องพึ่งการสนับสนุนเกมรุกทางริมเส้น จากปีกด้วย จุดอ่อนคือกองหน้าที่โดดเดี่ยว และอาจจะถุกตัดจากเกมได้ง่ายๆ

- 3-5-2

เป็นแผนที่พัฒนามาจาก 4-4-2 สามารถใช้ประโยชน์จากฟูลแบ็ค ที่มีงานน้อยกว่าในระบบ 4-4-2

...............

+ สไตล์การเล่น +

จากทุกๆพื้นที่ในโลก ที่ไม่ได้แตกต่างกันแค่วัฒนธรรมเท่านั้น แต่รวมไปถึงฟุตบอลด้วย แต่ละประเทศต่างพัฒนาสไตล์การเล่นของตนเอง เพื่อให้เหมาะกับบุคลิกของประชากรในแต่ละที่..

- บริติช

ลักษณะนักเตะ...แข็งแกร่ง, เร็ว, ตรงไปตรงมา

เกมรุกจะทำอย่างรวดเร็ว ด้วยการผ่านบอลให้น้อยที่สุด การส่งจะเป็นแบบหลังไปหน้าข้ามกองหลังตรงๆ ใจเร็วจนมักเข้าปะทะแบบ 50-50 ( คาบลูกคาบดอก ) โยนจากทุกพื้นที่ในสนาม

ความสำเร็จ...ในปัจจุบันหลายๆทีมในอังกฤษ เปลี่ยนแปลงสไตลืการเล่นไปหมดแล้ว ทำให้ในเกมระดับยุโรป ทีมจากอังกฤษสามารถเบียดเสียดคู่แข่งได้

- ลาติน

ลักษณะนักเตะ...มีความมั่นใจสูง, พาบอลไปกับตัวได้ดี, มีความสร้างสรรค์

มีสไตล์เป็นเอกลักษณ์ เพราะผู้คนมีความเป็นตัวของตัวเองสูง เกมรุกจะมาจากการครองบอลเข้าทำ บอลจะเคลื่อนที่อย่างเป็นธรรมชาติ ท่ามกลางผู้เล่นทักษะสูงมากมาย

ความสำเร็จ...บราซิล อาร์เจน อุรุกกวัย เสปน ( นับอยู่ในหมวดนี้แฮะ ) ประสบความสำเร็จทั้งระดับสโมสร ( เสปน ) และระดับชาติ ( ที่เหลือ )

- อิตาลี

ลักษณะนักเตะ...มีทักษะ, แกมโกงนิดๆ ( cunning ), ระมัดระวัง

มีความระมัดระวังอย่างมากในการทำเกมรุก นักเตะจะใช้ทักษะอันหลากหลาย กับการเร่งจังหวะของเกมในการเข้าทำ ารจุ่โจมจะมาจากทุกทิศทาง และอาจจะนอกเหนือความคาดหมายและยากจะป้องกัน กองหลังจะคอยดึงเกมให้ช้า ป้องกันแล้วส่งคืนหลัง ชอบลงมาอุด และไม่เปิดดอกาสให้คู่ต่อสู้เล่นในแดนตัวเอง

ความสำเร็จ...ทั้งระดับสโมสร และระดับชาติ


...........


+ ศิลปะในการผ่านบอล +

1.ผ่านแบบเบสิค

- การวิ่งเข้าหาบอล

วิธีที่ผิด : เมื่อต้องวิ่งเข้าไปรับบอล จุดสำคัญคือ ควรวิ่งเข้าหาผู้จ่ายบอลในมุมกว้าง ( ดังรูป ) ถ้าเราวิ่งเข้าไปรับบอลในทางวิ่งของเพื่อนตรงๆ เราอาจจะกำลังปิดทางเลือกของเพื่อนให้น้อยลง และทำให้ง่ายต่อการเข้าสกัดของกองหลังด้วย



วิธีที่ถูก : เข้าหาเพื่อนในมุมกว้าง จะช่วยดึงกองหลังออกมา ทำให้เรามีพื้นที่รับบอลได้มากกว่า แต่ต้องมั่นใจว่าได้ส่งสัญาณให้เพื่อนรู้ตำแหน่งที่เราจะไปเอาบอลแล้ว

- การผ่านบอลให้เพื่อนที่ถูกประกบ

ผิด : ถ้าเพื่อนของเรา กำลังหันหลังให้โกลด์ฝ่ายตรงข้าม และมีตัวประกบอยู่ การจ่ายไปตรงๆอาจจะเสียการครองบอลได้ ( ดังรูป )



ถูก : ที่ถูก เราต้องวางบอลไปที่เท้าของเพื่อน ด้านที่อยู่ตรงข้ามกับตัวประกบ กองหลังจะตัดบอลได้ยาก อีกอย่าง การผ่านแบบนี้ จะช่วยให้เพื่อนเรารู้ว่าตัวประกบอยู่ด้านไหนของเค้า

- วิ่งจริง และ วิ่งหลอก

วิ่งจริง : เป็นการวิ่งไปรับบอลแบบตรงๆ การจะเอาชนะกองหลัง ด้วยการวิ่งแบบนี้ ต้องรอคอยจังหวะที่ดีที่สุด, ถ้ากองหลังอ่านเกมออก มันก็ยากที่จะเอาชนะเค้าได้



วิ่งหลอก : เป็นการวิ่งหลอกโดยทำทีว่าจะวิ่งมารับบอลตรงๆ ( ดูรูป ) แต่แล้วเราก็หันกลับและวิ่งไปเอาบอลที่จุดนัดพบจุดอื่นๆ ที่เรากับเพื่อนส่งซิกกันไว้ ( ใช้ได้ดีในกรณีที่กองหลังประกบเราติดมากๆ )

2. การจ่ายแบบผสม

- การวิ่งสลับมารับบอล

เบสิค :การวิ่งแบบนี้จะมีประโยชน์ถ้าใช้ในเกมรุก เมื่อลูกมาถึงเรา ให้เราบังกองหลังที่ประกบเราไว้ และจ่ายบอลให้เพื่อนที่วิ่งสวนขึ้นมาทันที พร้อมกับบังทางวิ่งของกองหลังที่จะตามไปประกบเพื่อนเราด้วย



ชั้นสูง : คล้ายกับบาสเกตบอล ใช้ในกรณีที่เพื่อนวิ่งมาในทิศทางเดียวกับเรา ( ดูรูป )

- ชิ่ง 1-2

การผ่านบอลแบบนี้ ง่ายแต่ได้ผลมากที่สุด มีหลักง่ายๆ 3 อย่างคือ



1. เคลื่อนที่ทันทีที่เราจ่ายบอลออกไปแล้ว
2. วิ่งไปข้างหน้าเพื่อรอรับบอล ยังจุดนัดพบ
3. ถ้าเราเป็นคนรับบอลที่จะทำชิ่ง และถูกเร่งจากกองหลัง ให้เล่นบอลจังหวะเดียว ( จ่ายออกไปทันที ) ดูรูป

- ชิ่ง 1-2 แบบดับเบิ้ล



ไม่ซับซ้อนกว่าเดิมนัก เป็นการร่วมมือกับเพื่อนร่วมทีม ที่อาจจะมากกว่า 1 คน ในการทำเกมรุก เมื่อรับบอลจากการทำชิ่ง 1-2 ครั้งแรกแล้ว ให้เราออกบอลทันที ไปยังเพื่อนคนเดิม ที่วิ่งสลัดตัวประกบไปแล้ว ดูรูป

- การทำชิ่ง 3 คน



นักเตะที่ฉลาดจะอ่านเกมไปล่วงหน้า 2 ก้าว ในระหว่างที่เพื่อน 2 คนกำลังทำชิ่ง ให้เราสลัดตัวประกบ แล้ววิ่งไปยังที่ว่างที่เราต้องการจะไป เพื่อรอจังหวะที่เพื่อนคนใดคนนึง จะสบโอกาส แล้วผ่านบอลให้กับเรา ดูรูป

3. แสควร์พาส

- ผ่านบอลให้เพื่อนที่วิ่งมาจากข้างหลัง



เป็นพื้นฐานง่ายๆของการรบกวนกองหลัง เมื่อเพื่อนอยู่ในตำแหน่งใกล้ๆ กับที่เราครองบอลอยู่ ให้เพื่อนวิ่งหลอกออกด้านข้างเรา เพื่อรบกวนกองหลังให้เสียสมาธิ จากนั้น ถ้าเค้าขยับตัวไปหาเพื่อนเรา โดยคิดว่าเราจะส่ง เราก็อาจจะลากหลบเค้าได้โดยง่าย หรือตรงข้าม ถ้าเค้าไม่สลัดเราไป เราก็ส่งให้เพื่อนได้ ดูรูป

- การลงมาช่วยเพื่อนในแดนหลัง



นักเตะใหม่ๆมักไม่สนใจในการจะลงมาช่วยเพื่อนในแดนหลัง หรือกลาง จริงๆแล้วการวิ่งลงมารับบอลจากเพื่อนข้างหลัง เปิดดอกาสให้เราทำชิ่ง 1-2 ได้ เพราะจะเป็นการดึงกองหลังที่ประกบเราให้ตามลงมา และเปิดโอกาสให้เราหรือเพื่อน ใช้พื้นที่ว่างที่เค้าทิ้งไว้ นำบอลไปเล่นได้อีก ดังรูป

- การวิ่งลงช่วยด้านข้าง



คล้ายกับอันที่แล้ว แต่จุดประสงค์ เน้นไปที่การดึงกองหลังออกจากตำแหน่งมากกว่าตั้งใจทำเกมรุก ดูรูป

4. การใช้ประโยชน์จากสแควร์พาส

- เปลี่ยนเป้าหมายในการบุก



เพื่อเปลี่ยนทางเดินในเกมรุก ให้ไปยังทิสทางที่เราต้องการ ( จุดอ่อนของคู่แข่ง ) สังเกตการวิ่งขึ้นมาช่วยเติมเกมของผู้เล่นดำ ( ดูรูป )

- การสร้างเกมรุกจากสแควร์พาส



ใช้ในการสร้างเกมรุกที่มั่นคง เป็นการผ่านบอลเพื่อรอให้กองหน้ามีโอกาสในการเข้าทำ เป็นการบังคับให้กองหลังเปิดช่อง เพราะต้องกังวลกับตำแหน่งของตัวเอง และลูกบอลที่เราพาเคลื่อนที่อยู่ ดูรูป

5. การส่งกลับหลัง

- การส่งกลับหลัง ในเกมรุก



เป็นการยืดเวลาครองบอลของทีมเราออกไป แต่ก็สามารถใช้ผสมกับการสร้างเกมรุกได้เช่นกัน เมื่อเราโดนกดดันบริเวณมุมธง ( หรือที่อื่น ) ทางเลือกของเราถูกจำกัดให้เหลือน้อย ให้เราผ่านบอลคืนหลัง และมองหาช่องว่างใหม่ๆ เพื่อรอรับบอลอีกครั้ง

- การวิ่งสลับกลับหลัง และผ่านบอล



เป็นการที่เพื่อนสกรีนกองหลังให้เรา จากการที่เราวิ่งย้อนลงมารับบอลจากเพื่อน และเราสามารถเปิดบอลได้ทันที

- การส่งกลับหลัง ในเกมรับ



ให้ดูรูป ตอนนี้ดำกำลังครองบอล มีทางเลือกคือส่งคืนหลังเพื่อป้องกันไว้ก่อน เพื่อนตัวกลางต้องวิ่งลงมาซ้อน เพื่อมั่นใจได้ว่าจะมาหนุนทัน หากเพื่อนที่ครองบอลต้องพลาดท่า หรือเสียตำแหน่ง ตอนนี้ดำที่ครองบอล จะสบายใจได้ว่ามีตัวซ้อน และมีเพื่อนให้จ่ายบอลได้อีก 1 คน ( ดำขวาสุด )

+ การจบสกอร์ +

คือการใช้ส่วนใดส่วนนึงของร่างกาย ในการทำประตู หรือไม่ใช้เลยก็นับว่ามีส่วนในการทำประตู เช่น การปล่อยลูกลอดขา หรือการโหม่งหลอก ยิงหลอก จากลูกที่เปิดมา แล้วปล่อยให้ผ่านเข้าประตูไปเลย

- หลักสำคัญของการจบสกอร์ที่ดี = แม่นยำ + พลัง + ความคาดเดาลำบาก

เมื่อเราได้บอลในตำแหน่งที่จะยิงได้ ให้คิดก่อนว่าเราจะยิงมันอย่างไรดี ใช้ส่วนไหน? แรงเท่าไหร่? ระยะทางจากบอลถึงประตูเท่าไหร? เรามีเวลาเท่าไหร่? ยิงไปตรงไหน? และยิงยังไงให้โกลด์คู่แข่งคาดเดาทิศทางลำบากที่สุด

สิ่งสำคัญคือการต้องตัดสินใจทำ ในชั่วเวลาแค่นิดเดียวที่โอกาสเปิดให้ คิดเร็วทำเร็วและยิงออกไป ถึงไม่ประสบความสำเร็จ ก็ยังดีกว่าคิดมากมายเกินไป และหมดโอกาสยิง

ความแม่นยำ...เมื่อเข้าไปในพื้นที่อันตราย สิ่งสำคัญของความแม่นยำคือ ยิงไปตรงไหนที่โกลด์จะรับไม่ได้ และด้วยวิธีไหนถึงจะทำให้ลูกยิงไปยังทิศทางที่เรากำหนดในใจ ชิพ หรือ แป หรือโหม่ง หรืออื่นๆ
อย่างแรกเราต้องรู้ว่าโกลด์ยืนอยู่ไหน ทำได้ด้วยการเหลือบมองด้วยหางตานิดนึงก่อนยิง ( ดาวยิงชั้นดี อาจไม่ต้องมองเลยด้วยซ้ำ ใช้สัญชาตญาน ) หรือถ้าจะให้ดี ควรมองตั้งแต่ก่อนเราจะได้รับบอลที่ส่งมา เมื่อบอลถูกส่งมา โกลด์จะอ่านทางที่เราจะยิง แล้วขยับมาปิดมุมที่เค้าคิดว่าเราจะยิง วิธีที่ดีที่สุด คือยิงไปในทางที่เค้าขยับจากมานั่นเอง!! มันยากที่เค้าจะพุ่งกลับไปในทางเดิม ดังรูป



ในกรณีที่เราไม่รู้ว่าโกลดือยู่ไหนจริงๆ ให้เชื่อสัญชาตญานตัวเอง ดาวยิงที่มีประสบการณ์มากพอ จะคาดเดาได้ว่า ด้วยลักษณะตำแหน่งที่เค้าได้ยิง โกลด์จะยืนอยู่ตรงไหน แต่คนที่ไม่มีประสบการณ์มาก่อน จะคิดว่าถ้าไม่เห็นโกลด์ จะยิงให้แรงที่สุดไว้ก่อน ซึ่งความแม่นยำก็จะลดตามไปด้วย


ถ้าเรามีความแม่นยำ + ประสบการณ์มากพอ ลูกยิงเบาๆก็เป็นประตูได้

พลัง....พลังหรือแรงยิง จำเป็นสำหรับลุกยิงจากพื้นที่ๆไกลออกจากประตู โกลด์ที่ไม่เตรียมพร้อม หรือหลุดตำแหน่ง อาจโดนลงโทษได้ ด้วยลูกยิงไกลที่แรงพอ การส่งแรงยิงที่พอเพียง จะช่วยให้ลูกมีความเร็วที่โกลด์จะสามารถรับได้ยาก แต่ความรุนแรงอย่างเดียว ก็ไม่สามารถเอาชนะโกลด์ที่เตรียมพร้อมตลอดเวลาได้เสมอไป

แต่ถ้ารุนแรง + แม่นยำ โกลด์คนไหนก็ยากที่จะรับได้

ความคาดเดาลำบาก...การฉวยจังหวะที่ฝ่ายตรงข้ามไม่คาดคิดไว้ได้ ก็สร้างโอกาสทำประตูเช่นกัน กองหน้าควรยิงทันทีที่เท้าเค้าอยู่ใกล้กับบอลในพื้นที่อันตราย และโอกาสเปิด จังหวะที่โกลด์ฝ่ายตรงข้ามไม่คาดคิด ว่าเราจะยิง เช่นบอลยังมาไม่ถึงจังหวะที่ดีที่สุดสำหรับยิง หรือการยิงด้วยวิธีแปลกๆอย่าง ตอกส้น หัวไหล่ ปล่อยลอดขา โหม่งหลอก เหล่านี้ล้วนยากแก่การป้องกัน ลูกยิงอาจจะออกไปไม่สวยนัก แต่รับรองว่ามีประสิทธิภาพพอจะเป็นประตู

- วิธีการจบสกอร์

หลุดเดี่ยว...ในสถานการณ์ 1-1 กับโกลด์ การใช้เสต็ปเท้าหลอกจะช่วยได้มาก หรือยิงเน้นไปที่มุมใดมุมนึง แต่จำไว้ว่าการตัดสินใจช้าเกินไป หรือคิดมากเกินไป จะเป็นสาเหตุหลักของความผิดพลาด


การเลี้ยงวนหลอกโกลด์...เช่นการหลอกให้โกลด์ขาตาย หรือตัดสินใจพุ่งคว้าบอลจากเท้าของเรา และในจังหวะนั้นเราต้องตัดสินใจให้เร็ว ที่จะลากหลบเค้าไปในทิศทางไหนที่เราคิดไว้

ยิงลอดขา...ในสถานการณ์ที่พบกับโกลด์ที่ดูเหมือนจะปิดมุมเอาไว้ได้หมด ให้เล็งไปที่หว่างขาของเค้า นั่นแหละคือ " ช่องว่าง " เดียวที่เค้าอาจจะไม่คาดคิดว่าเราจะยิง ลูกนี้เราต้องมั่นใจและแม่นยำ แนะนำให้ใช้ตอนที่เค้าเข้ามาใกล้เราแล้ว และเราหมดทางเลือกที่จะทำอย่างอื่นกับบอล

ชิพ...สำหรับโกลด์บางคนที่ชอบออกมานอกกรอบให้เร็วที่สุด และคิดจะพุ่งเข้ามาคว้าบอลจากเท้าเรา จังหวะที่เค้าออกมาไกลเกินไปเมื่อไหร่ ให้เราชิพบอลข้ามหัวเค้าทันที ( ถ้าให้ดี ควรเป็นจังหวะที่เค้าโถมตัวมาแล้ว และรั้งกลับไม่ทันอีกต่อไป )

ยิงไกล...ถ้าสภาพอากาศไม่ดีเช่นมีฝน ลูกยิงไกลที่แรงพอ แม้ทิศทางจะไม่ดีมาก แต่ก็อาจทำให้โกลด์รับบอลลื่นและพลาดได้ หรือถ้ามีลมพัดเข้าหาเค้า เราก็ควรลองถือโอกาสเสี่ยงยิงไกลดูบ้าง ลมจะเพิ่มแรงให้บอล หรืออาจเปลี่ยนทิศทางให้บอลแกว่งได้ อีกอย่างคือโกลด์ทุกคนที่ด้านถนัดในการพุ่งรับ ถ้าเรารู้ก็จงลองยิงไปในทางที่เค้าไม่ถนัด อาจจะเป็นสกอร์ได้เช่นกัน

ยิงเข้ามุมใดมุมนึง...ถ้าเราหลุดเข้ามาจากทางด้านข้าง และมีเพื่อนรออยู่ตรงกลางกรอบโทษ แต่เราตัดสินใจจะยิงเอง มองไปที่ประตู โกลด์ดูเหมือนจะยืนปิดมุมหมดแล้ว ดูจะมีแค่เสาใกล้ที่เราพอจะยิงได้บ้าง เราจะเลือกยิงไปทางไหน? เรามี 2 ทางเลือก 1 ยิงเสาใกล้ เผื่อเค้าจะรับบอลกระฉอกออกมา 2 ยิงไปเสาไกลที่ดูว่าเค้าจะรับได้ยากกว่า แต่ก็ยิงได้ยากกว่า ลองเถอะครับทั้ง 2 ทาง อย่าลืมว่ามีเพื่อนรออยู่ในกรอบอีก และพวกเค้าก็อาจได้เก็บตกจากลูกที่กระฉอกออกมา

ยิงมุมแคบ...โกลด์มักจะคิดว่าเราจะเปิดบอลจากจุดนี้ และเค้าจะออกมาจากเส้นเพื่อรอตัดบอล ตอนนี้แหละ เสาไกลได้เปิดให้คุณลองยิงแล้วอย่าอายที่จะลองยิงดูซักครั้ง แม้มันจะดูเป็นไปไม่ได้ โกลด์ชื่อดังหลายคนเคยโดนมาแล้ว ( โรนัลดินโญ่ยิงซีแมน ในบอลโลก 02, ฟิโก้ยิงบาร์เตซ ในเกม มาดดริด - แมนยู ชปล. 02-03 )



การยิงจากลุกโยน...เมื่อเห็นลุกโยนเข้ามาในกรอบ เตรียมการทรงตัวให้ดี และจำไว้ว่าในเคสนี้ จังหวะ สำคัญกว่า แรง การเข้าหาบอลที่ถูกจังหวะ จะทำให้เราเอาชนะกองหลังได้ และถ้าได้โหม่ง ให้โหม่งกดลงไปแถวเท้าของโกลด์จะดีที่สุด แต่ก้ไม่จำเป็นเสมอไป ถ้าเราสามารถเล็งไปที่มุมใดมุมนึงได้ มันก็โอเคแล้ว

.........

+ ฝึกการยิงประตู +

1. แบบเบสิค

เป็นการฝึกที่เหมาะกับผู้เริ่มต้น เริ่มจากผู้ยิงผ่านบอลให้ผู้จ่าย และผู้จ่ายตั้งกลับมาให้อีกที โดยบอลนั้นต้องยิงจากนอกกรอบ ( ดังรูป )



เริ่มแรกให้ผู้ยิงแตะบอลก่อนยิง เมื่อคล่องแล้วให้ยิงในจังหวะแรกทันที จะช่วยให้เทคนิคของการยิงไหลลื่นขึ้น

2. แบบ 3-2 และมีปีก

กองหน้า 3 คนเริ่มจากแถวเดียวกันใน 3 จุดและมีปีกด้วย ( ปีก + ห่างจากริมเส้น 20 หลา + ตรงกลางสนาม ) 2 กองหลังประจำตรงหน้ากรอบโทษ
เกมเริ่มจากกองหน้าตัวกลางสนาม ( ขวาสุด ) จ่ายบอลให้กองหลังก่อน จากนั้นกองหลังคืนบอลมาให้ปีกและเริ่มไล่บอลคืนได้เลย 3 กองหน้าต้องยิงให้ได้ โดยมีข้อแม้ว่าจะเล่นบอลได้แค่คนละ 3 จังหวะเท่านั้น



การส่งบอลครั้งแรก จากกองหน้าตัวกลางสนามให้กองหลังนั้น สำคัญมากในแง่จิตวิทยา เพราะจะช่วยให้กองหน้าตื่นเต้นน้อยกว่าการให้เค้าแตะบอลแล้ววิ่งไล่ไปเล่นเอง การมีปีกร่วมด้วยก็จะช่วยสร้างจินตนาการในเกมรุกให้กองหน้าได้มากขึ้นกว่าเดิม

3 แบบมาตรฐาน 5-4

เริ่มจากโกลด์เตะบอลไปยังกลางกลุ่มกองหน้า กองหน้าเริ่มเล่นได้เมื่อบอลตกลงพื้น จากนั้น 4 กองหลัง จะวิ่งออกมาไล่บอลจากมุมธงทั้ง 2 ข้าง ให้โอกาสทั้ง 2 ฝ่ายภายใน 7-10 จังหวะที่เล่นบอลเพื่อทำภารกิจของตน ( กองหน้าต้องยิงให้ได้ก่อน 7-10 จังหวะ ในขณะที่ถ้ากองหลังแย่งบอลได้ กองหน้าต้องไล่บอลคืน ก่อนที่กองหลังจะเคาะบอลครบ 7-10 จังหวะเช่นกัน ไม่งั้นแพ้ )





การฝึกแบบนี้ช่วยแนะนำแนวทางการเล่นโดยรวมให้ทั้งกองหน้า และกองหลัง กองหน้าต้องฉีกกองหลังให้ได้ ในขณะที่กองหลังต้องพยายามตั้งโซนรับให้เหนียวแน่น

.............

+ การโหม่งบอล +

โหม่งยังไง?

- อย่างแรกที่ต้องเข้าใจคือ ควรใช้ส่วน " หน้าผาก " เท่านั้นในการโหม่งบอล ซึ่งเป็นส่วนที่สัมผัสแล้วเราจะไม่บาดเจ็บ เพราะมีกระดูกที่หนารองรับอยู่
สิ่งหนึ่งที่จะทำให้เราโหม่งได้ไม่ดี คือความกลัวตามสัญชาตญาณของมนุษย์ ที่ต้องคอยปกป้องศีรษะตามธรรมชาตินั่นเอ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15 ม.ค. 2014, 16:53 น. โดย ยุนเอ » บันทึกการเข้า

เราจะต้องการอะไรมากมายไปกว่า อะไรมากมาย
ขอบคุณครับเอ   กรี๊ดดดดด











แล้วไมมีสองจู๋ อ่ะ
บันทึกการเข้า

ล้ำลึกคนึงหาในดวงจิต ใจเคยคิดตัดสวาทมิอาจสิ้น
ดั่งก้านบัวหักกลางชลาสินธุ์ ผิว่าสิ้นไร้เยื่อยังเหลือใย
เอาไว้เล่น วินนิ่ง เหรอ เอ  คริคริ
บันทึกการเข้า



ไม่ได้บอกวิธีการกดท่าทีนะเนี้ย

ใครอยากทำ ซีดานเทิร์น ให้หมุน สติ๊กขวาเป็นวงกลมนะครับ  คริคริ
บันทึกการเข้า

เราจะต้องการอะไรมากมายไปกว่า อะไรมากมาย
ถ้าพุ่งล้มต้อง L2+R2+R1
บันทึกการเข้า

สมาชิกสมาคมพ่อบ้านทหารบก
ไม่ใช่แล้ว  โวย
บันทึกการเข้า
อ่านไว้เป็นโคช นะเจ๋งเลย
บันทึกการเข้า

ถ้าพุ่งล้มต้อง L2+R2+R1

สี่เหลี่ยม + X  จะล๊อกหลบ

R1 รัวๆๆ จะสับขาหลอกครับ
บันทึกการเข้า

กินรอบวง
โอ้ว สาระ กรี๊ดดดดด (ไม่สนวินนิ่ง อืมมมมห์)
บันทึกการเข้า

ต๊กต๋าเปิ้นเป๋นดีไค่หัว ต๊กต๋าตัวเป๋นดีไค่ไห้
ดีจังเลย  เจ๋ง

ปล. L2+O 2 ที จะโยนบอลเข้าหัวพอดีครับ  หื่น
บันทึกการเข้า

ตัวคนเดียว :]
งั้นเออ่านทำความเข้าใจ แล้วมาเป็นโค้ชซะ โวย
บันทึกการเข้า

Reading Learning & Sharing
กดยิงพอประมาณ แล้วระหว่างที่ง้าง กดสามเหลี่ยม จะเพิ่มความแรงให้ลูกยิงครับ
ไม่เข้าก็ โกล์ปัดออก อืมมมมห์

อ้ะ โวย
บันทึกการเข้า

หนุ่มอักษรรักแน่ รักแท้ตลอดกาล~
สุดยอดมากเลย ขอไปแปะเว็บผมได้มั้ยครับ เผื่อให้น้อง ๆอ่าน
บันทึกการเข้า
เออ ลืมไปเอ
นี่เป็นเทคนิค บ่ใช่เทคติก
บันทึกการเข้า

แท็กติกสุดยอดอันนึงที่เห็นจากลุงโอ๋ ก็คือ
เลี้ยงไปหยุดต่อหน้าคู่ต่อสู้ แล้วก็ยืนดูบอลค้างไว้ 5 วิ โวย
ใครไม่งงผมก็งงให้ละครับงานนี้
บันทึกการเข้า

ทำมาหากินด้วยการเปิดร้านสกรีนเสื้อยืด จ้ะ
หน้า: [1] 2 3 4 5
 
 
Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006-2007, Simple Machines | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!