ฟอนต์ฟอรั่ม

F0NT Community (เก่า) => แตกฟอง => โพสต์ถูกเริ่มโดย: Buob Marley เมื่อ 04 เม.ย. 2007, 01:40 น.

ชื่อเรื่อง: คนไทยที่หนึ่งในโลก
โพสต์โดย: Buob Marley เมื่อ 04 เม.ย. 2007, 01:40 น.
มาอวดกันว่าในเวทีระดับโลกบ้านเราได้รางวัลอะไรกันบ้าง :40:

อ้างอิง
Iasca Finals 2006 Red Nissan Altima
For the 2006 IASCA world finals, held in Atlanta, GA, audio enthusiasts from around the world traveled to the Atlanta Motor Speedway to compete in the co-shared event with NOPI. The IASCA-sanctioned part of the show was stationed along the backstretch of the speedway, in an attempt to keep the noisy crowd and turbo engines from interfering with audio judging. The montage of faces in the staging lanes featured rookies, veterans and previously retired competitors stricken with the competition bug yet again. The turnout was greater than expected; with largest competitor class being the Sound Quality Challenge, which emphasized acoustics over aesthetics. Of course, a show cannot exist with some controversy; but in the end, cooler heads prevailed to make the 2006 IASCA Finals another success.

Competitor Profiles

Phattaraphong Emnuwattana

Iasca Finals 2006 Blue Interior
Ultimate Pro

1995 BMW 575, Bangkok, Thailand

Can you discuss the dedicated theme of the car? This car used to be my personal vehicle. We took five members from Team DLS Thailand to transform the car into a sound-quality vehicle. This took nine months with only three to four hours of sleep every night to complete. The team members who constructed the car have been named Team Suriya - representing the car's given show name. The theme of the car is Suriya, which means sun, and represents energy and life.

What are some special features of the car that incorporate the Suriya theme? Amber LEDs are strategically placed along the exterior of the vehicle giving a visual impression as if the car was on fire when in motion. A solar cell was installed in the sunroof to use the sun's energy to power the audio equipment's cooling system.

Iasca Finals 2006 Orange Engine Bay
Have you competed in other locations around the world? We have competed throughout Europe in the EMMA organization, but with a different vehicle. The vehicle was first introduced in IASCA Thailand, where it earned championship honors in the Ultimate Class. After having a successful showing in Thailand, Paul Papadeus extended us an invitation to compete in the IASCA Finals in the U.S.

Do you see yourself returning to the U.S. to compete? Yes, possibly next year. This car will probably remain in the U.S. for CES 2007 in Las Vegas. Actually, in Thailand there are a couple of cars in progress that are at the same level of customization as our car. My team is currently working on another exciting vehicle that may be present next year.

Can you compare differences between the IASCA U.S. and IASCA Thailand? The two are quite the same actually. I believe that this is a true testament to the uniform training and standardization that has been incorporated by the organization. There is a difference in the audience between the two countries: The people in the U.S. seem to be more interested in audio than in Thailand where there are only a couple of car audio clubs. The U.S. presents a much stronger and visible market.
http://www.caraudiomag.com/specialfeatures/0702_cae_iasca_car_audio_show/

(http://www.caraudiomag.com/images/0702_cae_21z+iasca_finals_2006+right_hand_drive.jpg)

ค่าตกแต่งกว่าห้าล้านบาท
ได้คะแนนเต็มในส่วนของการติดตั้งด้วยครับ
คนไทยนี่เนี้ยบจริงๆ
ชื่อเรื่อง: Re: คนไทยที่หนึ่งในโลก
โพสต์โดย: Buob Marley เมื่อ 04 เม.ย. 2007, 01:43 น.
(http://www.dls.ru/upload/iblock/7f5/7f5609f288ae7381e971d1aaba790eb9.gif)

(http://www.dls.ru/upload/iblock/259/2591e9a4061912a725795e1e4f665ba3.gif)

(http://www.dls.ru/upload/iblock/bcc/bccedf394bb83d0b194516a91c6209cf.gif)

(http://www.dls.ru/upload/iblock/4e2/4e20ee9fdab892703ad07c8bcb2b1ba3.gif)
ชื่อเรื่อง: Re: คนไทยที่หนึ่งในโลก
โพสต์โดย: saa3 เมื่อ 04 เม.ย. 2007, 01:44 น.
 :25: :25: :25:
ชื่อเรื่อง: Re: คนไทยที่หนึ่งในโลก
โพสต์โดย: Buob Marley เมื่อ 04 เม.ย. 2007, 01:46 น.
(http://www.dls.ru/upload/iblock/62b/62bca4906b2f83729555a31d8139a426.gif)

(http://www.dls.ru/upload/iblock/8f6/8f62795bdfa389ecd0d27b3eb9a4269d.gif)

(http://www.dls.ru/upload/iblock/f1d/f1d170a4a56c678b43ee578822c27b31.gif)

(http://www.dls.ru/upload/iblock/f08/f089afa8a0cf82f6c28c65a350cfd1b6.gif)
ชื่อเรื่อง: Re: คนไทยที่หนึ่งในโลก
โพสต์โดย: iannnnn เมื่อ 04 เม.ย. 2007, 01:46 น.
- ถ้าจะไปอ่าวมะนาวต้องทำไงครับ
- คุณต้องซ้อม ซ้อม และซ้อม
ชื่อเรื่อง: Re: คนไทยที่หนึ่งในโลก
โพสต์โดย: ยุนเอ เมื่อ 04 เม.ย. 2007, 01:48 น.
อ้างคำพูดจาก: iannnnn เมื่อ 04 เม.ย. 2007, 01:46 น.
- ถ้าจะไปอ่าวมะนาวต้องทำไงครับ
- คุณต้องซ้อม ซ้อม และซ้อมคนที่ไม่ยอมทำตาม
                                                             -มาเฟีย ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม-
ชื่อเรื่อง: Re: คนไทยที่หนึ่งในโลก
โพสต์โดย: Buob Marley เมื่อ 04 เม.ย. 2007, 01:48 น.
(http://www.dls.ru/upload/iblock/468/4687455be22e73fb858b03353c10614b.gif)

(http://www.dls.ru/upload/iblock/263/263780c99134bd4b41e0c52e3351ad62.gif)

รูปสุดท้ายนี่โฉมหน้าทีมงานครับ
เฉพาะค่าขนส่งไปกลับประมาณแปดแสนครับ

ภาพจากเว็บรัสเซีย
อ้างอิงhttp://www.dls.ru/competition/cars/detail.php?ID=1800219

เห็นเรื่องนี่มาจากรายการคุณพระช่วยครับ :46:
ชื่อเรื่อง: Re: คนไทยที่หนึ่งในโลก
โพสต์โดย: ณต เมื่อ 04 เม.ย. 2007, 10:04 น.
ไม่รู้ตูเป็นคนรสนิยมไม่ดีหรือเปล่า
แต่ตูไม่รู้สึกว่ามันสวยน่ะ   :05:
ชื่อเรื่อง: Re: คนไทยที่หนึ่งในโลก
โพสต์โดย: คุณชาย ( 737 ) เมื่อ 04 เม.ย. 2007, 10:05 น.
  ช่องแอร์มันหายไปไหนครับ  :38:
ชื่อเรื่อง: Re: คนไทยที่หนึ่งในโลก
โพสต์โดย: ณต เมื่อ 04 เม.ย. 2007, 10:24 น.
อ้างคำพูดจาก: ชายคลอง เมื่อ 04 เม.ย. 2007, 10:05 น.
  ช่องแอร์มันหายไปไหนครับ  :38:

มีนะครับ ดูรูปแรกดิ
ชื่อเรื่อง: Re: คนไทยที่หนึ่งในโลก
โพสต์โดย: จักรี เมื่อ 04 เม.ย. 2007, 10:27 น.
อ้างคำพูดจาก: ชายคลอง เมื่อ 04 เม.ย. 2007, 10:05 น.
  ช่องแอร์มันหายไปไหนครับ  :38:


ลองจูนดูดิครับ
ชื่อเรื่อง: Re: คนไทยที่หนึ่งในโลก
โพสต์โดย: คุณชาย ( 737 ) เมื่อ 04 เม.ย. 2007, 10:40 น.
อ้างคำพูดจาก: iamnot เมื่อ 04 เม.ย. 2007, 10:24 น.
มีนะครับ ดูรูปแรกดิ

เอ่อ...ผมหมายถึงช่องแอร์ด้านข้างครับ  :42:

อ้างคำพูดจาก: จักรี เมื่อ 04 เม.ย. 2007, 10:27 น.

ลองจูนดูดิครับ
สัญญาณมันอ่อนและมีคลื่นแทรก  :39a:
ชื่อเรื่อง: Re: คนไทยที่หนึ่งในโลก
โพสต์โดย: Buob Marley เมื่อ 04 เม.ย. 2007, 13:39 น.
อ้างคำพูดจาก: iamnot เมื่อ 04 เม.ย. 2007, 10:04 น.
ไม่รู้ตูเป็นคนรสนิยมไม่ดีหรือเปล่า
แต่ตูไม่รู้สึกว่ามันสวยน่ะ   :05:

สีแบบที่รถคันนี้ใช้เนี่ยแพง + ทำยาก + พ่นยากนะครับ ฝีมือบ้านๆ ทำไมได้ (แล้วคอนเซ็ปต์เขาก็มาจากสีเสป็กตรัมของแสงอาทิตย์)
สวยไม่สวยผมว่ามันอยู่ที่ชอบไม่ชอบนะ ถ้าเรื่องความสวยผมเองก็ว่าบางอย่างมันลิเกเกินไป
แต่ขอโทษไอ้ลวยลายแบบนี้ผมว่าฝรั่งก็คิดไม่ได้
แล้วที่ซ่อนไฟ LED ไว้ใต้ลวยลายเปลวเพลิงพวกนั้นนี่สุดยอดเลย เหมือนไฟลุกจริงๆ
อย่างนึงที่ไม่มีโชว์ในรูปคือ บนลาคารถมีแผง Solar Cell ไว้สำรองไฟให้แบตเตอรี่สำหรับเครื่องเสียงด้วยนะ
ก็ได้คะแนนความคิดสร้างสรรค์ในส่วนนั้น

ปล. ที่สำคัญที่สุดนี่ไม่ใช่งานประกวด Auto Salon นะครับ นี่งานประกวดเครื่องเสียง
และคันนี้ได้รับรางวัลในส่วน Sound Quality ที่หนึ่งด้วยครับ (กรรมการหกคนคะแนนหารหก)
ปล.2 อยากที่บอกไปแล้วว่าได้แนนเต็มเรื่องการติดตั้ง (หรือมีใครว่างานมันไม่เนี้ยบตรงไหนครับ)
ชื่อเรื่อง: Re: คนไทยที่หนึ่งในโลก
โพสต์โดย: saa3 เมื่อ 04 เม.ย. 2007, 13:47 น.
อ้างคำพูดจาก: Buob Marley เมื่อ 04 เม.ย. 2007, 13:39 น.
สีแบบที่รถคันนี้ใช้เนี่ยแพง + ทำยาก + พ่นยากนะครับ ฝีมือบ้านๆ ทำไมได้ (แล้วคอนเซ็ปต์เขาก็มาจากสีเสป็กตรัมของแสงอาทิตย์)

เหมือนที่พ่นในภาค Underground เลย :25:
ชื่อเรื่อง: Re: คนไทยที่หนึ่งในโลก
โพสต์โดย: Piix เมื่อ 04 เม.ย. 2007, 13:54 น.
เ่อ่อ...

เครื่องเสียงอยู่ตรงพวงมาลัย แต่เรือนไมลือยู่ตรงกลาง

นี่กะเน้นเครื่องเสียงจริงๆ นะเนี่ย

ชื่อเรื่อง: Re: คนไทยที่หนึ่งในโลก
โพสต์โดย: Buob Marley เมื่อ 04 เม.ย. 2007, 14:15 น.
อ้างคำพูดจาก: Saa3 เมื่อ 04 เม.ย. 2007, 13:47 น.
เหมือนที่พ่นในภาค Underground เลย :25:

ลืมบอกว่าค่าสี ลิตรละ 80,000 บาท ไม่ต้องตกใจตูไม่ได้พิมพ์ผิด :05:
มีใครรู้มั่งว่ารถคันเท่านี้มันใช้สักกี่ลิตร? (สีพวกนี้บางทีต้องพ่นหลายชั้น มากกว่าสีธรรมดา)

อ้างคำพูดจาก: PiX เมื่อ 04 เม.ย. 2007, 13:54 น.
เ่อ่อ...

เครื่องเสียงอยู่ตรงพวงมาลัย แต่เรือนไมลือยู่ตรงกลาง

นี่กะเน้นเครื่องเสียงจริงๆ นะเนี่ย


คงตามนั้นแล่ะจ้ะ
ชื่อเรื่อง: Re: คนไทยที่หนึ่งในโลก
โพสต์โดย: saa3 เมื่อ 04 เม.ย. 2007, 14:20 น.
โอ้ว เชื่อแล้วว่า 5 ล้านกว่าก็เกือบเอาไม่รอด :05:

ว่าแต่ เอา BMW รุ่นเก่ามาแต่งนี่คลาสสิกไทยๆมากเลย
ชื่อเรื่อง: Re: คนไทยที่หนึ่งในโลก
โพสต์โดย: Buob Marley เมื่อ 04 เม.ย. 2007, 14:24 น.
ตูยังเคยคิดเลยว่าน่าจะมี Pimp My Ride ในไทย เพราะรถแต่งสวยๆ บ้านเราเยอะแยะ
ดูแล้วไม่เกินฝีมือช่างบ้านเราเลย
ชื่อเรื่อง: Re: คนไทยที่หนึ่งในโลก
โพสต์โดย: คุณชาย ( 737 ) เมื่อ 04 เม.ย. 2007, 14:37 น.
   เคยนั่งรถไปพัทยา ตรงเลยวิทยาลัยพลศึกษาชลบุรี จะมีร้านที่รับดัดแปลงให้ประตูรถเปิดขึ้นด้านบนได้ ฝีมือคนไทยก็ทำได้นะ ทำได้ทั้งเก๋งและกระบะ
ชื่อเรื่อง: Re: คนไทยที่หนึ่งในโลก
โพสต์โดย: Buob Marley เมื่อ 04 เม.ย. 2007, 14:42 น.
ชื่อร้านฟรีสไตล์รึเปล่าครับ

ปล. พี่ชายครับ ถ้าสักสี่ห้าปีที่แล้วอาจประหลาดครับ ประตูแบบกรรไกร scissors wing ถ้าเป็นรถยี่ปุ่น มีชายตรงตามรุ่นเลยครับ ไม่ต้องดัดแปลง เอามาใส่แทนได้เลย :46:

แต่เรื่องลูกอีช่างตัดเนี่ยยกให้พี่ไทยนะครับ
ชื่อเรื่อง: Re: คนไทยที่หนึ่งในโลก
โพสต์โดย: คุณชาย ( 737 ) เมื่อ 04 เม.ย. 2007, 14:45 น.
  ไม่เคยสังเกตชื่อร้าน  :17: คือจะเปิดแบบยกขึ้นหรือเปิดแบบปกติแบบที่เราๆท่านๆเปิดกันก็ได้นะ
ชื่อเรื่อง: Re: คนไทยที่หนึ่งในโลก
โพสต์โดย: Buob Marley เมื่อ 04 เม.ย. 2007, 14:48 น.
สองแบบในบานเดียว :38:
งั้นฝีมือพี่ไทยแน่นอนครับ :43:
ชื่อเรื่อง: Re: คนไทยที่หนึ่งในโลก
โพสต์โดย: saa3 เมื่อ 04 เม.ย. 2007, 14:50 น.
 :07: โอ้วส์

ไม่ต้องซื้อ McLaren ก็มีได้ :30:
ชื่อเรื่อง: Re: คนไทยที่หนึ่งในโลก
โพสต์โดย: Buob Marley เมื่อ 04 เม.ย. 2007, 14:52 น.
Mcralen เปิดแบบปีกนกย่ะ (gull wing) :11:
ชื่อเรื่อง: Re: คนไทยที่หนึ่งในโลก
โพสต์โดย: saa3 เมื่อ 04 เม.ย. 2007, 14:53 น.
 :11:
ชื่อเรื่อง: Re: คนไทยที่หนึ่งในโลก
โพสต์โดย: Piix เมื่อ 04 เม.ย. 2007, 14:56 น.
เปิดแบบกรรไกร คือไร นึกไม่ออก  :09:
ชื่อเรื่อง: Re: คนไทยที่หนึ่งในโลก
โพสต์โดย: saa3 เมื่อ 04 เม.ย. 2007, 14:58 น.
(http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/0/05/Lamborghini_Murci%C3%A9lago_Concours.jpg/300px-Lamborghini_Murci%C3%A9lago_Concours.jpg)

นี่ครับ
อันนี้ Lamborghini Murcielago

(McLaren มัน Butterfly เลย :11:)
ชื่อเรื่อง: Re: คนไทยที่หนึ่งในโลก
โพสต์โดย: |<3N เมื่อ 04 เม.ย. 2007, 15:04 น.
เปิดในที่จอดรถก็ชนเพดานพอดี :11:
ชื่อเรื่อง: Re: คนไทยที่หนึ่งในโลก
โพสต์โดย: Buob Marley เมื่อ 04 เม.ย. 2007, 15:18 น.
อ้างคำพูดจาก: Saa3 เมื่อ 04 เม.ย. 2007, 14:58 น.
(http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/0/05/Lamborghini_Murci%C3%A9lago_Concours.jpg/300px-Lamborghini_Murci%C3%A9lago_Concours.jpg)

นี่ครับ
อันนี้ Lamborghini Murcielago

(McLaren มัน Butterfly เลย :11:)

เออจริงด้วย

อ้างคำพูดจาก: รับทำวิทยานิพนธ์ เมื่อ 04 เม.ย. 2007, 15:04 น.
เปิดในที่จอดรถก็ชนเพดานพอดี :11:
ไม่ชนหรอกหลังคารถสูงเมตรเดียวเอง
ชื่อเรื่อง: Re: คนไทยที่หนึ่งในโลก
โพสต์โดย: Buob Marley เมื่อ 04 เม.ย. 2007, 15:22 น.
เปลี่ยนบรรยากาศครับ
คนไทยที่หนึ่งในโลกตลอดการ

อ้างอิงLongest current reign

When: 1946
Where: N/A
What: Since June 9, 1946

The King of Thailand, Bhumibol Adulyadej (Rama IX) (b. December 5, 1927), is currently the world's longest-reigning monarch, having succeeded to the throne following the death of his older brother on June 9, 1946.

The King of Thailand is referred to as "Prachao Yu Hua" ("Lord above your head"). He is the ninth King of the Chakri Dynasty, who have ruled for over 200 years. Born on December 5, 1927, in Cambridge, Massachusetts, USA, he is the youngest of four children. His father died when he was just a year old. The family moved to Switzerland, where the future king was educated. While in Europe, he met his future wife, and they married on April 28, 1950. They have four children. In 1999, the monarch celebrated his 72nd birthday, a significant date for Buddhists, marking the sixth cycle of 12 years. He has been greatly respected by the Thai population since taking the throne in 1946.

http://www.thailandlife.com/worldrecord.html


อ้างอิงAwards

In May 2006, UN Secretary-General, Kofi Annan, presented the United Nations' first Human Development Lifetime Achievement Award to Bhumibol.[51]

Bhumibol is a recipient of the Royal Victorian Chain, a personal award of the British Monarch.

Bhumibol, who serves as head of The National Scout Organization of Thailand, was presented the Bronze Wolf award on June 20, 2006, World Organization of the Scout Movement's highest award, for his support and development of Scouting in Thailand by Carl XVI Gustav, King of Sweden and Honourary President of the World Scout Foundation. The presentation took place at Chitralada Palace in Thailand and was witnessed by Chairman of the World Scout Committee Herman Hui.[52]

Bhumibol set a world record for receiving the greatest number of honorary university degrees (136) in 1997.[53] Most of his degrees came from Thai universities: for instance, Kasetsart University awarded him ten honorary doctoral degrees at once.

http://en.wikipedia.org/wiki/Bhumibol_Adulyadej

(http://www.interet-general.info/IMG/Bhumibol-Adulyadej-1-3.jpg)

:46: :46: :46: :46: :46: :46:
ชื่อเรื่อง: Re: คนไทยที่หนึ่งในโลก
โพสต์โดย: แตน เมื่อ 04 เม.ย. 2007, 22:56 น.
:46: :46: :46:

ขอจงทรงพระเจริญ
ชื่อเรื่อง: Re: คนไทยที่หนึ่งในโลก
โพสต์โดย: Buob Marley เมื่อ 06 เม.ย. 2007, 17:02 น.
อ้างอิง"ศิริราชประสบความสำเร็จผ่าตัดแยกแฝดสยามที่มีหัวใจและตับติดกัน รอดชีวิตทั้งคู่เป็นครั้งแรกของโลก"

โดย ศ.คลินิก นพ.ปิยะสกลกล่าวว่า ขณะนี้ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีสำหรับประเทศไทย เนื่องจากทีมแพทย์ของศิริราชได้ผ่าตัดช่วยชีวิตเด็กฝาแฝดเพศหญิงที่มีลำตัว หัวใจ และตับติดกันเป็นผลสำเร็จ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะที่ผ่านมาการผ่าตัดในลักษณะของฝาแฝดส่วนใหญ่มักจะไม่รอดชีวิต หรือรอดชีวิตเพียงคนเดียว ที่สำคัญไม่ได้มีกรณีที่มีหัวใจ ตับติดกัน และจากการสืบค้นรายงานทางการแพทย์ที่ตีพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษ ที่มีอยู่ในโลกปัจจุบันพบว่ายังไม่เคยมีการยืนยันความสำเร็จเหมือนกับกรณีที่คณะแพทย์โรงพยาบาลศิริราชได้ผ่าตัดเด็กแฝดที่มีหัวใจ ตับติดกัน แล้วรอดชีวิตทั้งคู่สำเร็จ ดังนั้น ความสำเร็จครั้งนี้จึงถือเป็นครั้งแรกของโลก

ศ.คลินิก นพ.ปิยะสกลกล่าวต่อว่า โรงพยาบาลศิริราชได้รับการส่งต่อคนไข้คือนางอุษา ทิเย็นใจ มาจากโรงพยาบาลสมุทรสาคร เมื่อต้นปี 2549 หลังจากที่ตรวจพบว่าการตั้งครรภ์ของนางอุษา ซึ่งขณะนั้นมีอายุครรภ์ประมาณ 26 สัปดาห์ เป็นทารกฝาแฝดที่มีตัว หัวใจ และตับติดกัน ซึ่งไม่เคยพบมาก่อนในประเทศไทย กรณีดังกล่าวถือว่าพบได้น้อยมาก ประมาณ 1 : 50,000-1 : 100,000 ของการตั้งครรภ์ปกติ ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้น และน่าสนใจ ไม่เฉพาะวงการแพทย์เท่านั้น แต่ยังเป็นที่สนใจของประชาชนโดยทั่วไปอีกด้วย เนื่องจากแฝดที่มีลำตัวติดกัน ที่มีชื่อเสียงรู้จักกันทั่วโลกคู่แรก คือ แฝดอิน-จัน ซึ่งเกิดในประเทศไทย เมื่อ พ.ศ. 2354 หรือเกือบ 200 ปีที่ผ่านมา และได้รับฉายาว่าแฝดสยามนั้น มีแต่เฉพาะตับที่ติดกันเท่านั้น

คณบดีคณะแพทยศาสตร์กล่าวอีกว่า นางอุษามารดาของเด็กแฝด ได้คลอดเมื่อวันที่ 17 มิ.ย. 2549 โดยการผ่าตัดเมื่ออายุครรภ์ได้ 36 สัปดาห์ แฝดทั้งคู่มีน้ำหนักแรกคลอดรวมกันประมาณ 3,570 กรัม มีลำตัวด้านหน้าติดกันตั้งแต่บริเวณทรวงอกลงมาถึงผนังหน้าท้อง จากการตรวจโดยละเอียดพบว่ามีตับติดกันเป็นบริเวณกว้างและยังมีหัวใจเชื่อมต่อกันด้วย หลังคลอดทารกได้รับการตั้งชื่อว่า ด.ญ.ปานวาด และ ด.ญ.ปานตะวัน และได้รับการดูแลรักษา จนกระทั่งทีมแพทย์ได้ตัดสินใจผ่าตัดแยกร่างเมื่อวันที่ 20 ก.พ. 2550 ในขณะที่ทารกทั้งคู่อายุได้ 8 เดือน มีน้ำหนักตัวรวมกัน 10.9 กิโลกรัม หลังจากผ่านการตรวจร่างกายอย่างละเอียด โดยเฉพาะตับที่ติดกันเป็นบริเวณกว้างแล้ว ยังมีหัวใจเชื่อมต่อกันด้วย โดยหัวใจห้องบนขวาของแฝดพี่คือ ด.ญ.ปานตะวัน เชื่อมกับหัวใจห้องบนซ้ายของแฝดน้องคือ ด.ญ.ปานวาด และมีเลือดจาก ด.ญ.ปานตะวันไหลผ่านมายัง ด.ญ.ปานวาด ตลอดเวลา ทำให้คณะแพทย์ไม่แน่ใจว่าหัวใจทั้งสองดวงมีการทำงานโดยพึ่งพากันหรือไม่ และการแยกร่างโดยการตัดรอยเชื่อมต่อของหัวใจ อาจเป็นอันตรายต่อฝาแฝดคนหนึ่งคนใดได้ จนในที่สุดกุมารแพทย์ต้องสวนหัวใจด้วยสายสวนติดบัลลูน เข้าไปปิดบริเวณรอยเชื่อมต่อของหัวใจ เสมือนเป็นการแยกหัวใจชั่วคราว ปรากฏว่าไม่เกิดผลเสียต่อทารกทั้งสองแต่อย่างใด

สำหรับขั้นตอนการผ่าตัด เริ่มจากการผ่าตัดแยกหัวใจ ด้วยการหนีบปิดส่วนเชื่อมต่อของหัวใจ จากนั้นจึงตัดรอบเชื่อมต่อของหัวใจ ซึ่งเป็นรูขนาดประมาณ 1 ซม. และมีเลือดไหลผ่านตลอดเวลากระทั่งสำเร็จ จากนั้นจึงผ่าตัดแยกตับ ซึ่งมีระบบท่อน้ำดีแยกกัน และต้องทำด้วยความระมัดระวังในการควบคุมไม่ให้มีเลือดออก เพราะทารกทั้งคู่ยังอ่อนแอและเพิ่งผ่านการผ่าตัดหัวใจมาใหม่ๆ แต่ในที่สุดก็ผ่านไปได้ กระทั่งถึงขั้นตอนสุดท้าย คือการแยกร่างทารกทั้งคู่ออกจากกันโดยสิ้นเชิงสำเร็จ จากนั้นนำทั้งคู่ ไปเย็บแผลปิดโดยทีมศัลยแพทย์ตกแต่ง เพื่อให้แผลดูดีและสวยงามที่สุด กระบวนการผ่านตัดใช้เวลาทั้งสิ้น 12 ชั่วโมงเศษ ใช้ทีมงานทั้งสิ้น 61 คน เป็นวิสัญญีแพทย์ 14 คน ศัลยแพทย์หัวใจ 5 คน ศัลยแพทย์ ตกแต่ง 7 คน กุมารศัลยแพทย์ 5 คน และพยาบาลห้องผ่าตัด 30 คน

"หลังการผ่าตัด ทารกทั้งคู่ได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดในห้องไอซียู ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจอยู่ระยะหนึ่ง จากนั้นก็หายใจเองได้ และกลับมาเป็นเด็กปกติ 2 คน ที่แยกร่างกายจากกัน ขณะนี้เป็นเวลาประมาณ 7 สัปดาห์หลังผ่าตัด ทารกทั้งคู่แข็งแรงดี ปัจจุบัน ด.ญ.ปานตะวัน มีน้ำหนัก 5,735 กรัม ด.ญ.ปานวาด 4,900 กรัมและอยู่ในขั้นการฝึกพัฒนาการบางอย่างที่ช้าไปในช่วงที่ลำตัวติดกัน เช่น การให้อาหาร และจะได้รับอนุญาตให้กลับบ้านได้ในเร็วๆนี้ สำหรับค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาทั้งหมด โรงพยาบาลศิริราชเป็นผู้รับผิดชอบ หากคิดเป็นมูลค่าในการใช้จ่าย ตั้งแต่เด็กคลอดออกมาจนถึงปัจจุบันตกประมาณ 1.5 ล้านบาทต่อคน" ศ.คลินิก นพ.ปิยะสกลกล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ทารกที่เติบโตขึ้นและมีหัวใจที่แบ่งกันมามีข้อควรระวังอย่างไร ผศ.นพ.มงคล เลาหเพ็ญแสง กุมารศัลยแพทย์ หัวหน้าทีมผ่าตัดกล่าวว่า หัวใจที่มีความผิดปกติคือ ด.ญ.ปานวาดซึ่งห้องหัวใจบนมีช่องรั่วแต่ไม่รุนแรง เมื่อเด็กโตขึ้นสามารถมาปิดช่องที่รั่วได้ภายหลัง ส่วน ด.ญ.ปานตะวันไม่มีปัญหา ในส่วนของตับก็ไม่มีข้อที่น่ากังวล เพราะมีขนาดใหญ่และเติบโตได้

ในการแถลงข่าวครั้งนี้ นายถาวรและนางอุษา ทิเย็นใจ พ่อแม่ของเด็กแฝด ได้อุ้ม ด.ญ.ปานตะวันและ ด.ญ.ปานวาดมาร่วมแถลงข่าวด้วย โดยนายถาวร กล่าวว่า ดีใจที่ลูกรอดชีวิตมาได้ ตอนที่แพทย์ผ่าตัดรู้สึกรอนานมาก รอจนกลัวว่าลูกจะเป็นอะไร แต่เมื่อสำเร็จก็ดีใจมาก ขอขอบคุณแพทย์ทุกคนที่ช่วยชีวิตลูก ขณะที่นางอุษากล่าวว่า ครั้งแรกเมื่อทราบว่าลูกเป็นแฝดและตัวติดกันตั้งแต่ทั้งคู่อยู่ในท้อง ตอนนั้นเสียใจมากที่ลูกไม่เหมือนเด็กคนอื่นและสงสารมาก ร้องไห้ไม่กินข้าวอยู่หลายวัน แต่เมื่อมาตรวจที่โรงพยาบาลศิริราช มีหมอ พยาบาลดูแลอย่างดี เมื่อคลอดแล้วคณะแพทย์ก็ดูแลโดยตลอด และแจ้งให้ทราบว่าระยะห่างของหัวใจตั้งแต่คลอด จนถึงช่วงเวลาก่อนผ่าเท่าเดิมไม่เปลี่ยนแปลง จึงตัดสินใจให้แพทย์ผ่าทั้งคู่ เพราะสงสารลูก เช่น เวลานอน แฝด คนน้องคือ ด.ญ.ปานวาด ซึ่งตัวเล็กกว่า จะตัวลอยจากที่นอนมาก และหัวของลูกมีลักษณะแบนมาก เพราะนอนได้ข้างเดียว เมื่อปรึกษาแพทย์แน่ใจแล้วจึงให้ผ่าตัดแยก ตอนแรกแพทย์ให้ทำใจไว้บ้างว่าผลการผ่าตัดอาจทำให้ต้องเสียทั้งคู่หรือเสียคนใดไป แต่เมื่อผลการผ่าตัดออกมาสำเร็จก็ดีใจมาก ที่ทั้งคู่มีชีวิตรอด ขอขอบคุณแพทย์ พยาบาล ที่ให้กำลังใจมาโดยตลอด ตอนนี้รักลูกมากและอยากอยู่กับทั้งคู่ตลอดเวลา
http://www.thairath.com/offline.php?section=hotnews&content=42658

(http://www.thairath.com/2550/hotnews/Apr/library/06/pic_5.jpg)
ชื่อเรื่อง: Re: คนไทยที่หนึ่งในโลก
โพสต์โดย: Soris0ri เมื่อ 06 เม.ย. 2007, 17:10 น.


ทีมแพทย์สุดยอดมาก 61 คน  :12:
ชื่อเรื่อง: Re: คนไทยที่หนึ่งในโลก
โพสต์โดย: Buob Marley เมื่อ 06 เม.ย. 2007, 17:12 น.
งานยักษ์เลย
ดูในข่าวเขาว่าต้องลองตัดการทำงานว่าถ้าแยกหัวใจกันจะรอดมั้ย :08: น่ากลัว
ชื่อเรื่อง: Re: คนไทยที่หนึ่งในโลก
โพสต์โดย: Soris0ri เมื่อ 06 เม.ย. 2007, 17:15 น.



ยังมีงานต้องผ่าหัวใจแฝดน้่องอีกรอบ แต่ตอนนี้คาดว่า

ทีมแพทย์นี้จะดังไปทั่วโลก
ชื่อเรื่อง: Re: คนไทยที่หนึ่งในโลก
โพสต์โดย: Buob Marley เมื่อ 06 เม.ย. 2007, 17:17 น.
แต่ชื่อน้องสองคนนี้น่ารักอะชอบ :40:
ชื่อเรื่อง: Re: คนไทยที่หนึ่งในโลก
โพสต์โดย: Soris0ri เมื่อ 06 เม.ย. 2007, 17:25 น.


ตอนเห็นหน้านึกว่า เด็กชาย  :30:
ชื่อเรื่อง: Re: คนไทยที่หนึ่งในโลก
โพสต์โดย: ซือเน... เมื่อ 06 เม.ย. 2007, 17:26 น.
เอออันนี้ สุดยอดจริงๆ
ชื่อเรื่อง: Re: คนไทยที่หนึ่งในโลก
โพสต์โดย: roundbol123 เมื่อ 06 เม.ย. 2007, 21:28 น.
ชื่อคล้ายเพื่อนนานาเลย มันชื่อวาดตะวัน(ช) พี่ชื่อวาดจันทร์  {หมีโหด}


แต่ทีมแพทย์เก่งอะค่ะ เยี่ยมมากๆ  :12:
ชื่อเรื่อง: Re: คนไทยที่หนึ่งในโลก
โพสต์โดย: iannnnn เมื่อ 07 เม.ย. 2007, 00:21 น.
สุดยิดชิดโลกครับ
ชื่อเรื่อง: Re: คนไทยที่หนึ่งในโลก
โพสต์โดย: แตน เมื่อ 07 เม.ย. 2007, 16:47 น.
หมอเก่งมากๆ :45:
ชื่อเรื่อง: Re: คนไทยที่หนึ่งในโลก
โพสต์โดย: Buob Marley เมื่อ 12 ส.ค. 2007, 15:33 น.
ขุดครับ {หมีโหด}

อ้างอิงหมอศิริราชเจ๋งผลิตนมเนื้อไก่
   

ครั้งแรกของโลกใช้สำหรับ 'ทารก'ที่กินนมวัวไม่ได้
สร้างชื่อให้ประเทศไทยอีกครั้งแพทย์ศิริราชประกาศผลิตนมสำหรับทารกจาก "เนื้อไก่" สำเร็จเป็นครั้งแรกของโลก ช่วยแก้ปัญหาเด็กแพ้นมวัวที่นับวันจะรุนแรงขึ้น ทีมแพทย์ใช้เวลาศึกษาวิจัยนานกว่า 10 ปี ใช้เนื้อส่วน "อกไก่" เข้ากระบวนการป่นจนเป็นของเหลว เติมสารอาหารจำเป็น แต่ไม่แต่งสีแต่งกลิ่นใด ๆ เตรียมต่อยอดเป็นสูตรอาหารสำหรับเด็กโต-ผู้สูงวัย หัวหน้าทีมวิจัย เผย จดสิทธิบัตรเรียบร้อย ภาคธุรกิจติดต่อมาเพื่อนำไปผลิตเป็นอุตสาหกรรมแล้ว

ที่ห้องประชุมตึกอำนวยการ คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล เมื่อวันที่ 10 ส.ค. มีการแถลงข่าว "ครั้งแรกของโลก ศิริราชผลิตนมจากเนื้อไก่ รักษาทารกแพ้นมวัว" โดยมี ศ.คลินิก นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร คณบดีคณะแพทย ศาสตร์ เป็นประธานการแถลงข่าว ร่วมด้วย รศ. นพ.ธราธิป โคละทัต หัวหน้าภาควิชากุมารเวชศาสตร์ และ ศ.นพ.พิภพ จิรภิญโญ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ โดย ศ.คลินิกนพ.พิภพ หัวหน้าคณะวิจัย กล่าวว่า คณะวิจัยได้ที่ศึกษาเรื่องนี้มานานกว่า 10 ปี จนประสบผลสำเร็จ การผลิตนมจากเนื้อไก่ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกของโลก เป็นความสำเร็จในการแก้ปัญหาการแพ้โปรตีนนมวัวในเด็กทารก ด้วยการผลิตนมจากเนื้อไก่ส่วนอก ซึ่งมีโปรตีนคงที่ มีไขมันน้อย ให้คุณค่าทางอาหารครบถ้วนสำหรับเด็ก ย่อยง่าย และดูดซึมได้เร็ว ที่สำคัญทางผู้วิจัยยังได้เติมสารพรีไบโอติก ซึ่งเป็นสารสำคัญที่มีส่วนช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกายลงไปในนมที่ผลิตจากเนื้อไก่ด้วย 

ศ.คลินิก นพ.พิภพ กล่าวต่อว่า ปัจจุ บันเด็กไทยแพ้นมวัวมากขึ้น อาการแพ้จะเกิดขึ้นทันทีที่รับประทาน และเกิดหลังจากที่รับประทานแล้วประมาณ 14 วัน อาการแพ้ที่พบจะมีทั้งเป็นผื่น ลมพิษ อาการผิดปกติในระบบทางเดินอาหาร เด็กร้องกวนโยเย ท้องอืด ท้องเสีย บางคนถึงขั้นอุจจาระออกมาเป็นเลือด และบางคนยังมีอาการแพ้ในระบบทางเดินหายใจ หอบหืด ส่วนการแก้ไขเมื่อแพ้นมวัว แพทย์ก็จะให้ไปรับประทานนมถั่วเหลืองแทน แต่บางรายก็แพ้นมถั่วเหลืองอีก จึงต้องมีนมพิเศษให้เด็กรับประทาน "จากผลจากการวิจัยในทารกที่แพ้โปรตีนนมวัว โดยเปรียบเทียบการกินนมจากเนื้อไก่ 20 ราย และนมถั่วเหลือง 18 ราย เป็นเวลา 14 วัน พบว่า ทารกมีอาการแพ้นมจากเนื้อไก่น้อยกว่านมจากถั่วเหลืองถึง 8 เท่า นอกจากนี้ใน 3 ปี ที่ผ่านมา มีทารกอีกจำนวนหนึ่งที่กินนมจากเนื้อไก่มากกว่า 3 เดือนขึ้นไป เนื่องจากแพ้นมทุกชนิดที่มีจำหน่ายในประเทศไทย แต่กินนมจากเนื้อไก่ได้ดี ไม่มีภาวะแทรกซ้อนใด ๆ มีการเจริญเติบโตเป็นปกติ และภายใน 1-2 ปี ทารกที่แพ้โปรตีนนมวัวกว่าร้อยละ 70 จะกลับไปกินนมวัวได้โดยไม่มีอาการแพ้"

หัวหน้าทีมวิจัยกล่าวอีกว่า ความสำเร็จในครั้งนี้ได้รับความสนใจจากทั้งในแวดวงวิชาการ และอุตสาหกรรมอาหาร มีบริษัทเอกชนติดต่อเข้ามาเพื่อขอผลิตนมจากเนื้อไก่นี้ในระดับอุตสาหกรรมแล้ว และยังได้รับการตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ "Asia Pacific Journal of Clinical Nutrition-(เอเชีย แปซิฟิก เจอร์นัลออฟคลินิคอล นูทรีชั่น)" นอกจากนี้คณะผู้วิจัยยังได้จดสิทธิบัตรสูตรนมจากเนื้อไก่แล้วเมื่อเดือน ก.ย. 2549 ส่วนโครงการต่อไปจะศึกษาเปรียบเทียบการกินนมวัว และนมจากเนื้อไก่ในระยะยาว รวมทั้งจะพัฒนาต่อยอดเป็นสูตรอาหารสำหรับเด็กโต และผู้สูงอายุด้วย

"สำหรับวิธีการทำนมจากเนื้อไก่นั้น จะใช้เนื้อส่วนหน้าอกไก่ที่ผ่านการตรวจรับรองคุณภาพจากโรงงานส่งออกไก่รายใหญ่ของไทย ซึ่งส่งออกไก่ไปขายทั่วโลก จึงมั่นใจได้ว่าไม่มีสารตกค้างที่เป็นอันตราย และไม่มีฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโต นำมาต้มให้สุก จากนั้นใช้วิธีพิเศษที่จะทำให้เนื้อไก่กลายเป็นของเหลว ละเอียดคล้ายนม เติมสารอาหารที่จำเป็น ไม่มีการแต่งสี ไม่แต่งกลิ่น และไม่ปรุงรส แล้วนำมาแช่แข็งที่อุณหภูมิลบ 72 องศาเซลเซียส เมื่อจะรับประทานก็นำมาละลาย และควรรับประทานให้หมดภายใน 1 วัน" ศ.คลินิก นพ.พิภพ กล่าว

ศ.คลินิก นพ.พิภพ กล่าวด้วยว่า นมจากเนื้อไก่ที่ศิริราชผลิตนั้นจะใช้เนื้อส่วนอกไก่ 1 กิโลกรัม ผลิตเป็นนมได้ประมาณ 24-30 ลิตร หรือประมาณ 100 แก้ว ราคาประมาณ 300 บาท ต่อปอนด์ (400 กรัม) ในขณะที่นมชนิดพิเศษสำหรับเด็กแพ้โปรตีนนมวัวที่นำเข้าจากยุโรปจะมีราคาประมาณ 1,500 บาท ต่อปอนด์ จึงช่วยลดค่าใช้จ่ายได้มาก โดยคาดว่ามีทารกที่แพ้โปรตีนนมวัวประมาณ 20,000-40,000 รายต่อปี และในกลุ่มนี้มีประมาณ 1,000 ราย ที่แพ้นมทุกชนิด ต้องรับประทานนมชนิดพิเศษ และมีข้อมูลที่น่าสนใจคือ หากพ่อหรือแม่ ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นโรคภูมิแพ้ ลูกที่เกิดมาจะแพ้โปรตีนจากนมวัวประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ แต่หากทั้งพ่อและแม่เป็นภูมิแพ้ ลูกที่เกิดมา 70-80 เปอร์เซ็นต์ จะแพ้โปรตีนจากนมวัว

ด้าน นางชลาลัย ถาวรโลหะ วัย 67 ปี ยายของ ด.ญ.เปมิกา ณ ลำพูน หรือ น้องหยก วัย 3 ขวบ และ ด.ญ.ปาณิศา ณ ลำพูน หรือน้องพลอย วัย 2 ขวบ ที่แพ้โปรตีนนมวัว ต้องรับประทานนมจากเนื้อไก่ กล่าวว่า หลานทั้งสองแพ้โปรตีนจากนมวัวอย่างรุนแรง โดยเฉพาะน้องหยก เมื่อให้รับประทานนมวัวผ่านไป 1 เดือน กลับมีอาการแพ้อย่างหนัก ปวดท้อง กรีดร้อง หลานทนทุกข์ทรมานมาก พออายุ 1 เดือน ก็เป็นผื่นขึ้นทั้งตัว ก่อนที่ผื่นจะแตกเป็นน้ำเหลืองเยิ้ม พยายามรักษา และเปลี่ยนนมไปเรื่อย ๆ แต่ก็ไม่ได้ผล จนเมื่อมารับประทานนมจากเนื้อไก่ อาการก็ดีขึ้น จนน้องหยกหายจากแพ้โปรตีนนมวัวตอนอายุ 2 ขวบ ส่วนน้องพลอยหายตอนอายุ 1 ขวบ ปัจจุบันหลานทั้งสองคน สามารถรับประทานนมวัวได้แล้ว.

http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?Newsid=136344&NewsType=1&Template=1
ชื่อเรื่อง: Re: คนไทยที่หนึ่งในโลก
โพสต์โดย: iannnnn เมื่อ 12 ส.ค. 2007, 19:49 น.
โอ้ว ตูก็อ่านในหนังสือพิมพ์เหมือนกัน แล้วก็ตื่นเต้นเหมือนกัน
แต่นึกภาพไม่ออก+ไม่กล้านึกจริงๆ แฮะว่ารสมันจะเป็นยังไง :08:
ชื่อเรื่อง: Re: คนไทยที่หนึ่งในโลก
โพสต์โดย: กันย์ เมื่อ 12 ส.ค. 2007, 19:51 น.
นมวัวก็ว่าคาวแล้วนะ  :08:
ชื่อเรื่อง: Re: คนไทยที่หนึ่งในโลก
โพสต์โดย: iannnnn เมื่อ 12 ส.ค. 2007, 19:51 น.
นมไก่ก็คงชิกเก้น :12:
ชื่อเรื่อง: Re: คนไทยที่หนึ่งในโลก
โพสต์โดย: กันย์ เมื่อ 12 ส.ค. 2007, 19:52 น.
ไม่ใช่มุก  :07:
ชื่อเรื่อง: Re: คนไทยที่หนึ่งในโลก
โพสต์โดย: Buob Marley เมื่อ 12 ส.ค. 2007, 19:54 น.
ตูออกจะชอบ นมมันๆ  {หมีโหด}
ชื่อเรื่อง: Re: คนไทยที่หนึ่งในโลก
โพสต์โดย: กันย์ เมื่อ 12 ส.ค. 2007, 19:55 น.
ชอบนมใหญ่ๆ  :12:
ชื่อเรื่อง: Re: คนไทยที่หนึ่งในโลก
โพสต์โดย: Uncle Bear เมื่อ 13 ส.ค. 2007, 09:38 น.
ชอบนมขาวๆ    :25:






ต้องรสจืดด้วยนะ  เสริมแคลเซียมด้วยก็แจ่ม   :42:
ชื่อเรื่อง: Re: คนไทยที่หนึ่งในโลก
โพสต์โดย: Ou! เมื่อ 13 ส.ค. 2007, 13:45 น.






ผมก็ชอบนมขาว ๆ ครับ {หมีโหด}/


ชื่อเรื่อง: Re: คนไทยที่หนึ่งในโลก
โพสต์โดย: นายโอ้เอ้ เมื่อ 13 ส.ค. 2007, 13:49 น.
อ้างคำพูดจาก: เดอะกันย์ เมื่อ 12 ส.ค. 2007, 19:55 น.
ชอบนมใหญ่ๆ  :12:

อ้างคำพูดจาก: ลุงบักซ์ : สุรชัย เมื่อ 13 ส.ค. 2007, 09:38 น.
ชอบนมขาวๆ    :25:

ผมชอบนมเปรี้ยว  {หมีโหด}
ชื่อเรื่อง: Re: คนไทยที่หนึ่งในโลก
โพสต์โดย: Buob Marley เมื่อ 13 ส.ค. 2007, 14:15 น.
อ้างคำพูดจาก: นายโอ้เอ้ เมื่อ 13 ส.ค. 2007, 13:49 น.
ผมชอบนมเปรี้ยว  {หมีโหด}

นี่อะนะ(http://images.hunsa.com/Music/ubcaf2/priew_25082005_170.jpg) {หมีโหด}
ชื่อเรื่อง: Re: คนไทยที่หนึ่งในโลก
โพสต์โดย: นายโอ้เอ้ เมื่อ 13 ส.ค. 2007, 14:31 น.
ไหน  :09:
ชื่อเรื่อง: Re: คนไทยที่หนึ่งในโลก
โพสต์โดย: Buob Marley เมื่อ 13 ส.ค. 2007, 14:34 น.
ไม่เห็นนม แต่นี่เปรี้ยวนะ {หมีโหด}
ชื่อเรื่อง: Re: คนไทยที่หนึ่งในโลก
โพสต์โดย: I’Boss เมื่อ 13 ส.ค. 2007, 15:43 น.
 :30: :30: :30: เอาเข้าไป
ชื่อเรื่อง: Re: คนไทยที่หนึ่งในโลก
โพสต์โดย: ยุนเอ เมื่อ 13 ส.ค. 2007, 16:01 น.


บอสทะลึ่งนะเนี้ย  :26:
ชื่อเรื่อง: Re: คนไทยที่หนึ่งในโลก
โพสต์โดย: iannnnn เมื่อ 13 ก.ย. 2007, 02:21 น.
(http://img.photobucket.com/albums/v607/lonelyhito/pokpong04.jpg)

"ตุ๊กตาปก-ป้อง"
http://www.jedineko.com/?p=664
Jedineko » Pok-pong doll

หลายคนคงรู้จักประวัติของตุ๊กตาวูดูนี่กันแล้ว
คือมันฮิตมากที่ญี่ปุ่น ฮิตแบบเคโระ หรืออะไรแนนวนี้เลยนะ
เคยได้ยินคนแถวนี้ที่อยู่ที่นั่นบอกไว้เหมือนกัน
แต่พอดีเจอใน jedineko เขาเอาข้อมูลมาสรุปให้อ่านอีกที
เลยเอามาแบ่งกันภูมิใจ ว่านี่คือฝีมือของคนไทยที่โกอินเตอร์จริงๆ แบบไม่ต้องพึ่งเสี่ยเจียง
ชื่อเรื่อง: Re: คนไทยที่หนึ่งในโลก
โพสต์โดย: roundbol123 เมื่อ 23 ก.ย. 2007, 18:52 น.
เจ๋งมาก  :25:

เรื่องตุ๊กตาวูดูนี่ เคยเป็นเรื่องงมงายประจำ รร ไปช่วงนึงเหมือนกัน
แต่งมงายในแง่ลบน่ะ แถมงมงายเพราะ ผอ อีก เอาเข้าไป  :08: :08: :08:
ชื่อเรื่อง: Re: คนไทยที่หนึ่งในโลก
โพสต์โดย: มุมมืดของสังคม เมื่อ 23 ก.ย. 2007, 19:30 น.
เกี่ยวกับไอ้ตุ๊กตาปกป้องนี่นะครับ
มันทำให้ผมงงอย่างนึงว่า...

คนญี่ปุ่นมันเป็นอะไรกัน?
คือมันจะมีพวกสินค้าพวกนี้เยอะมากครับ ไอ้ประเภทเครื่องรางฯลฯ
พวกหินประจำราศี (ทั้งๆที่ความจริงทำจากพลาสติก) ไม้อัดประจำราศี
คาแรคเตอร์ดิสนีย์แบบเครื่องราง ขอให้เรียนเก่ง มีเงินใช้ฯลฯ
มันเป็นไปได้ไงครับ งง คือทั้งที่มันก็เป็นของที่ทำมาจากโรงงาน

ถ้าเป็นของที่ทำด้วยมือ แล้วคนทำตั้งใจทำให้เรา มาเป็นเครื่องราง
ก็พอเข้าใจว่า เออ มันมีความตั้งใจที่ทำให้เรารู้สึกดีอยู่
แต่กับของโหลๆ เนี่ยผมว่ามันไม่ใช่เลย

ผมว่ามันเป็นวัฒนธรรมจตุคามบานปลายแบบหนึ่งในญี่ปุ่นหรือเปล่า
คิดยังไงกันครับ?
ชื่อเรื่อง: Re: คนไทยที่หนึ่งในโลก
โพสต์โดย: ยุนเอ เมื่อ 23 ก.ย. 2007, 19:41 น.


รู้สึกเหมือนใบเซี่ยมซี ที่ออกแบบสวยๆ นะครับ

ชื่อก็บอกเลยว่าเครื่องราง นะครับ

ไม่ใช่ ของขลัง  :30:
ชื่อเรื่อง: Re: คนไทยที่หนึ่งในโลก
โพสต์โดย: มุมมืดของสังคม เมื่อ 23 ก.ย. 2007, 19:44 น.
อืมมมมมมเป็นคำน่าคิดครับ
แต่ถ้ามีคนซื้อให้ผม แล้วบอกว่า เอาไว้เป็นเครื่องรางป้องกันภัย
ผมคงรู้สึกแปลกๆ  :42:
ชื่อเรื่อง: Re: คนไทยที่หนึ่งในโลก
โพสต์โดย: iannnnn เมื่อ 23 ก.ย. 2007, 21:24 น.
อารมณ์เดียวกับจตุคามนั่นแหละครับ แต่น่ารักกว่าเท่านั้นแหละ
พอถึงจุดหนึ่งที่ที่พึ่งทางใจมันไม่มีแล้ว จะไหว้เปลือกไม้ ไหว้ก้อนหินก็ไม่แปลกหรอก
ชื่อเรื่อง: Re: คนไทยที่หนึ่งในโลก
โพสต์โดย: ยุนเอ เมื่อ 23 ก.ย. 2007, 22:10 น.


เหมือนพวกอควอมารีนแหละเอว่า ที่มีฤทธิ์ อย่างนู้นอย่างนี้

จริงๆ แล้วมันคือเหตุผลให้เลือกประกอบสีสวยๆ เท่านั้นเอง
ชื่อเรื่อง: Re: คนไทยที่หนึ่งในโลก
โพสต์โดย: Piix เมื่อ 23 ก.ย. 2007, 22:13 น.
อ้างคำพูดจาก: iannnnn เมื่อ 23 ก.ย. 2007, 21:24 น.
อารมณ์เดียวกับจตุคามนั่นแหละครับ แต่น่ารักกว่าเท่านั้นแหละ
พอถึงจุดหนึ่งที่ที่พึ่งทางใจมันไม่มีแล้ว จะไหว้เปลือกไม้ ไหว้ก้อนหินก็ไม่แปลกหรอก

เห็นด้วยเลย

เวลาทุกข์ใจมากๆ เราคุยกับอุลตร้าแมน

ชื่อเรื่อง: Re: คนไทยที่หนึ่งในโลก
โพสต์โดย: iannnnn เมื่อ 23 ก.ย. 2007, 22:52 น.
โอ้ว ในที่สุดก็เจอคนบูชาเจ้าแม่อุลตร้าเหมือนกัน :07b:
ชื่อเรื่อง: Re: คนไทยที่หนึ่งในโลก
โพสต์โดย: มุมมืดของสังคม เมื่อ 23 ก.ย. 2007, 23:59 น.
 :08:
ชื่อเรื่อง: Re: คนไทยที่หนึ่งในโลก
โพสต์โดย: Googun* เมื่อ 24 ก.ย. 2007, 17:53 น.
เรามีตัวนึงพอได้มาก็เอาเข็มเสียบมันทั้งตัวเลย
ชื่อเรื่อง: Re: คนไทยที่หนึ่งในโลก
โพสต์โดย: ม๊อบ เมื่อ 26 ก.ย. 2007, 19:55 น.
อ้างอิง"ปรีชญา"สาวไทยคนแรกภายใต้ บ.เกมญี่ปุ่น"สแควร์ เอนิกซ์"


โดย ผู้จัดการออนไลน์ 26 กันยายน 2550 09:42 น.


(http://pics.manager.co.th/Images/550000012575901.JPEG)

ใคร เล่าจะเชื่อ ว่าคนไทยที่เคยเล่นเกมจากต่างประเทศมาโดยตลอด สักวันหนึ่งจะได้มีชื่อเข้าไปร่วมพัฒนาเกมกับบริษัทชื่อดังระดับโลกอย่าง "สแควร์ เอนิกซ์" เจ้าของผลงานเกมที่หลายคนหลงใหลในมนต์เสน่ห์โลกแห่งจินตนาการ "ไฟนอล แฟนตาซี" และที่สำคัญเขาคนนั้นกลับไม่ใช่ผู้ชายเหมือนที่หลายคนคิด "น.ส.ปรีชญา ศรีสมบัติ" หญิงสาวคนแรกและน่าจะเป็นคนเดียวของไทยในตอนนี้ที่ได้ร่วมงานกับค่ายสแควร์ เอนิกซ์ ในดินแดนซากุระ

"น.ส.ปรีชญา ศรีสมบัติ" เธอหอบเอาความรู้ด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหารลาดกระบัง เมื่อปี 2546 ไปร่ำเรียนในระดับปริญญาโทด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่สถาบันเทคโนโลยี โตเกียวในระดับปริญญาโท ค่อน ข้างน่าเสียดายเธอไม่ขอเปิดเผยโฉมหน้าให้เราได้เห็น ส่งมาเพียงบัตรเข้างาน "โตเกียว เกมโชว์" ที่ผ่านมาในฐานะหนึ่งทีมงานของสแควร์ เอนิกซ์เท่านั้น



น.ส.ปรีชญา เล่าให้ฟังว่า ตัวเธอไม่เคยศึกษาด้านการทำเกมในญี่ปุ่นมาก่อน แต่เคยทำเกมเป็นโปรเจกต์ตอนเรียนปี 4 สมัยอยู่ที่เมืองไทย และมาเรียนต่อป.โทที่ญี่ปุ่นด้านคอมพิวเตอร์กราฟิก ไม่ได้เกี่ยวกับเกมโดยตรง ออกแนวทฤษฏีเกี่ยวข้องกับการคำนวณเสียมากกว่า จากนั้นก็ได้เข้ามาทำงานในตำแหน่งโปรแกรมเมอร์ของบริษัทสแควร์ เอนิกซ์ โดยเธอบอกว่าความรู้สึกส่วนตัวว่า "ค่อนข้างดีใจ เพราะเป็นบริษัทที่ใฝ่ฝันเอาไว้เหมือนกัน"

เมื่อถามว่าคิดอย่างไรถึงเลือกการทำเกมเป็นอาชีพ เธอตอบกลับมาว่า เพราะชอบโปรแกรมมิ่งและชอบเกม จำได้ว่าเคยไปฝึกงานตอนปี 3 เขียนโปรแกรมสำหรับใช้ในโรงงานแล้วรู้สึกว่าไม่ใช่สิ่งที่อยากเขียน เลยคิดว่าเขียนเกมคงสนุกและมีความสุขมากกว่า



การเข้าไปร่วมงานกับสแควร์ เอนิกซ์ ลำบากมากน้อยขนาดไหน โปรแกรมเมอร์คนเก่งจากไทยตอบว่า กว่าจะได้เข้าเป็นพนักงานจริงก็ลำบากเหมือนกัน ตัวเธอเริ่มจากการสมัครเป็น "เคงชูเซย์" (เหมือนเด็กฝึกงาน)โดยการสมัคร ผ่านอินเทอร์เน็ต อันดับแรกให้ส่งเอกสารและประวัติส่วนตัวไปให้เขา พร้อมกับเรียงความหนึ่งหน้ากระดาษ A4 ว่าทำไมเราถึงอยากเป็นเกมโปรแกรมเมอร์ (แน่นอนว่าเป็นภาษาญี่ปุ่น) เมื่อขั้นเอกสารผ่านไปเป็นที่เรียบร้อย เนื่องจากตัวเธอไม่มีผลงานเกมไปส่งเลย เขา จึงให้หัวข้อการบ้านมาทำผ่านทางอีเมล์ โดยให้เขียนเกม "โอเทโร่" ถ้าจำไม่ผิดจะให้เวลาหนึ่งอาทิตย์ แล้วก็ส่งเมล์ตัวโปรแกรมไปพร้อมกับรายงาน อธิบายโปรแกรมและอัลกอริทึ่มที่ใช้ จากนั้นเมื่อผ่านรอบนี้ถึงจะเข้าสู่การสัมภาษณ์ (แน่นอนว่าเป็นภาษาญี่ปุ่นเช่นกัน)


เมื่อผ่านสัมภาษณ์ ก็เข้าสู่ช่วงฝึกงานเป็นเวลา 2 เดือน โดยยังไม่ได้สัมผัสงานจริง แต่เป็นการให้การบ้านเรื่อยๆเช่นเคย เดือนแรกให้เราเขียนเกม "ปุโยะปุโยะ" แล้วเดือนที่สองให้เขียนเกม "สนุกเกอร์" แต่ว่าเด็กฝึกงานแต่ละคนทำการบ้านแต่ละอย่างไม่เหมือนกัน และเราเพิ่งมารู้ในตอนหลังจากเข้าเป็นพนักงานแล้วว่า คน ที่ดูแลเราตอนช่วงฝึกงานเป็นโปรแกรมเมอร์ชั้นผู้ใหญ่ในโปรเจกต์ที่เราจะ เข้าไปทำงานด้วย นั่นก็แปลว่าตัวเธอคงถูกกำหนดตั้งแต่แรกหลังจากการสัมภาษณ์แล้วว่าจะถูกจัด เข้าโปรเจกต์เกมไหน (ตอนสัมภาษณ์มีคนสัมภาษณ์หลายคน และคนที่มาดูแลเราตอนฝึกงานก็เป็นหนึ่งในนั้น) ทั้งนี้ ในช่วงฝึกงาน เขาคงให้การบ้านที่คิดว่าจะให้เราไปทำงานในส่วนนั้นว่าเราจะทำได้ไหม และพิจารณาด้านมนุษยสัมพันธ์ไปด้วยในตัวเลย

ปรีชญาเล่าต่อว่า จากนั้นเมื่อผ่าน 2 เดือนไปแล้ว ตัวเธอถึงได้เข้าทำงานในโปรเจกต์เกมจริงๆ ในระหว่างนั้นก็มีเด็กฝึกงานที่ไม่ผ่านการฝึกงานหายหน้าไปทีละคนสองคน นับว่าเป็นการคัดสรรที่ค่อนข้างเข้มงวดทีเดียว นี่คือระบบการรับสมัครในแบบ "เคงชู" แต่หลังๆมา "สแควร์ เอนิกซ์" เริ่มรับเด็กจบใหม่โดยตรงเข้ามาทำงานแล้ว รู้สึกว่าขั้นตอนการพิจารณาจะไม่เหมือนกัน โดยจะไม่ต้องผ่านขั้นตอนฝึกงานก่อน และสำหรับคนที่เคยมีประสบการณ์การทำงานจากที่อื่นมาก่อนแล้ว ขั้นตอนการพิจารณาก็จะเป็นอีกอย่างหนึ่ง

"ส่วนเกมที่กำลังพัฒนาอยู่ไม่สามารถบอกได้ เพราะเป็นเกมที่ยังไม่ได้ประกาศเป็นทางการ"ปรีชญาปิดความลับเกมที่เธอกำลัง ร่วมพัฒนาอยู่


ด้านบรรยากาศการทำงานในบริษัทใหญ่ ปรีชญาเล่าว่า โดยมากหนึ่งโปรเจกต์เท่ากับหนึ่งเกม แต่บางโปรเจกต์ก็ไม่ได้ทำเกมโดยตรง เช่น โปรเจกต์ที่ทำตัวเอนจิน แต่ค่อนข้างโชคดีที่โปรเจกต์ของเธอทำอยู่ค่อนข้างครึกครื้น ผู้ร่วมงานครื้นเครง ส่งผลให้การทำงานเลยค่อนข้างสนุกสนานเลยทีเดียว ตัวงานมีกำหนดเป็นขั้นๆ เช่นขั้นอัลฟ่า ,เบต้า และมาสเตอร์ แต่อาจจะเลื่อนขึ้นเลื่อนลงแล้วแต่สถานการณ์

ในส่วนของความเป็นอิสระของทีมงานในการออกไอเดียนั้น ปรีชญาระบุว่า ไอเดียเกือบทั้งหมดคือความคิดจากคนในโปรเจกต์ แต่ก็จะมีการส่งให้ระดับผู้บริหารพิจารณาเป็นขั้นๆดังกล่าว แล้วก็ถูกปรับแก้ หรือถ้าไม่รอดก็ถูกยุบโปรเจกต์ ก็ว่ากันไป แต่ถ้าพูดถึงในส่วนโปรแกรมเมอร์แล้ว ไอเดียหลักของเกมโดยมากจะมาจากตัวผู้วางแผน จากนั้นค่อยมาปรับแก้อีกทีด้วยโปรแกรมเมอร์ว่าเราสามารถเขียนโปรแกรมได้ตาม ที่เขาต้องการไหม หรือถ้าเป็นแบบนี้จะประมวลผลได้เร็วกว่า แต่เราก็สามารถเสนอไอเดียของตัวเองได้เช่นกัน เพราะจะมีประชุมอยู่เรื่อยๆอยู่แล้ว


ปรีชญาบอกว่า การทำงานเป็นโปรแกรมเมอร์เกม แต่ละเกมใช้คนทำงานในส่วนนี้ไม่เท่ากันหรือตายตัว ถ้าเกมเล็กมากอาจจะแค่คนเดียว แต่บริษัทสแควร์ เอนิกซ์โดยมากจะไม่ค่อยทำเกมเล็ก อย่างน้อยๆที่เคยรู้มาก็มี 3-4 คน แต่ถ้าเกมใหญ่ๆ 10-20 คนไปเลยก็มี ซึ่งบางเกมรวมทีมงานทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นโปรแกรมเมอร์, แพลนเนอร์ หรือดีไซเนอร์ ในช่วงพีคๆของงาน เคยได้ยินมาว่าเลยขึ้นไปเกิน 150 คนเลยทีเดียว

"ทีมงานจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงขึ้นอยู่กับช่วงพีคด้วย เช่น ช่วงเริ่มต้นทีมอาจน้อยคน พอช่วงที่โปรแกรมเริ่มเข้ารูปเข้ารอย ต้องการคนวาดรูปมากขึ้นดีไซเนอร์ก็จะเพิ่มขึ้น และช่วงท้ายที่เกมเริ่มเสร็จ ทีมก็จะเริ่มลดจำนวนลงเพราะย้ายคนไปทำโปรเจกต์อื่นต่อไป"ปรีชญากล่าว


สำหรับน้องๆที่อยากทำเกม ปรีชญาแนะแนวทางให้ฟังว่า คนไทยมักจะเข้าใจว่า "เกมโปรแกรมมิ่ง คือ กราฟิก" ซึ่งตัวเธอก็เคยคิดแบบนั้น แต่พอเข้ามาทำงานจริงๆแล้วเราถึงได้รู้ว่ามันไม่ใช่แค่นั้น มันมีหลายส่วนมากๆ ยกตัวอย่างเช่น Collision Detection, Game AI(ระบบปัญญาประดิษฐ์), Database, Tools ต่างๆที่ต้องพัฒนาขึ้นให้ Event Scripter หรือ Designer ใช้, หรือถ้าเกมออนไลน์ก็จะมีส่วน Network ด้วย แน่นอนว่ากราฟิกเป็นส่วนที่เป็นหน้าเป็นตาของเกม แต่ถ้า AI ห่วยแตก หรือเกมออนไลน์ที่ถูกเจาะระบบกันได้แหลกลาญ เกมมันก็คงจะไม่สนุกแน่ๆ เพราะฉะนั้นเราถึงได้รู้สึกว่าเกมไม่ได้มีแค่กราฟิกอย่างเดียว

"ส่วนใหญ่เข้ามาในบริษัทช่วงแรกๆ เราจะได้จับงานส่วนไหนเรามักเลือกเองไม่ได้ แน่นอนว่าเขาคงจะถามเราก่อนว่าเราอยากทำอะไร แต่มันก็ต้องขึ้นด้วยว่าตอนนั้นเขาขาดคนในส่วนไหน ซึ่งถ้าเรามีความสามารถทำได้หลายอย่าง ก็เป็นข้อได้เปรียบให้เราเข้าไปทำงานในส่วนนั้น และอาจค่อยๆขยับขยายเปลี่ยนหน้าที่ในขั้นต่อๆไป"


"ใครที่อยากทำงานเป็นเกมโปรแกรมเมอร์ สนับสนุนให้มีพื้นฐานด้านโปรแกรมมิ่งให้แน่นหนาก่อน เขียน C/C++ ให้คล่องๆ ยิ่งถ้าแน่นด้าน OOP หรือมีความรู้ด้านดีไซน์ แพตเทิร์นด้วยก็จะยิ่งได้เปรียบ หลังจากนั้นก็ลองให้การบ้านตัวเองเป็นการฝึกเขียนเกมง่ายๆขึ้นมาสักหนึ่งเกม ถ้าเขียนเองตั้งแต่ศูนย์ได้ทั้งหมดเลยยิ่งดี จะทำให้เราได้ลองงานในทุกๆส่วน ไม่ว่าจะเป็นกราฟิก,AI หรือระบบฟิสิกส์ นอกจากนี้ ควรฝึกเขียนโปรแกรมให้เป็นระเบียบ ให้อ่านง่ายๆ และเขียนคอมเมนต์กำกับไว้ด้วยก็จะดีมาก เพราะเวลาไปเขียนโปรแกรมร่วมกับคนอื่น เรื่องนี้ค่อนข้างสำคัญทีเดียว" ปรีชญาเล่าข้อเท็จจริงในการทำงานให้ฟัง

โปรแกรมเมอร์เกมสาวชาวไทยแนะนำด้านการมาเรียนพัฒนาเกมในญี่ปุ่นว่า ถ้าเอาเป็นเซมมงกักโค(โรงเรียนสายอาชีพ)โดยตรงด้านเกมเลย ก็เห็นมีที่ดังๆก็คือ "DEA" (Digital Entertainment Academy) แต่รู้สึกว่าเขาจะไม่ออกวีซ่าให้ เพราะฉะนั้นคนไทยคงจะเข้าเรียนได้ลำบาก นอกจากนั้นก็มีอีกหลายโรงเรียนที่เปิดสอน แต่ไม่ค่อยรู้จักเท่าไร อันที่จริงแล้วการมาเป็นเกมโปรแกรมเมอร์ ส่วนตัวคิดว่าไม่จำเป็นต้องมาเรียนโรงเรียนด้านเกมโดยตรงก็ได้ อาจจะมาเรียนมหาวิทยาลัยด้านคอมพิวเตอร์ปกติ เพียงแต่เราต้องสนใจอ่านหนังสือและศึกษาด้วยตนเอง ส่วนการมาเรียนที่โรงเรียนด้านเกมโดยตรง อาจจะได้เปรียบกว่าตรงที่ทางโรงเรียนอาจจะมีการแนะแนวแนะนำบริษัทต่างๆให้ เรารู้จักโ
ดยตรง


"ในด้านความรู้แล้ว คิดว่าเรียนที่ไหนก็คงไม่ต่างกันมาก หากเรารู้จักขวนขวาย อาจจะไม่จำเป็นต้องมาเรียนถึงญี่ปุ่นก็ได้ ความรู้ในเมืองไทยหาได้มากมาย หนังสือ Textbook บ้านเราก็ถูกกว่า รู้สึกว่าการมาที่นี่เหมือนเป็นการเปิดโอกาสให้เราเข้ามาหางานได้มากกว่า" "น.ส.ปรีชญากล่าว

สำหรับคนที่อยากไปเรียนทำเกมในญี่ปุ่นจะต้องมีพื้นฐานด้านภาษา ญี่ปุ่นมากน้อยขนาดไหน ปรีชญาเล่าประสบการณ์ส่วนตัวให้ฟังว่า หากแค่ "มาเรียน" คิดว่าไม่จำเป็นมาก เพราะอย่างไรก็ดีเราต้องมาเรียนภาษาญี่ปุ่นก่อนเข้าเรียนจริงอย่างน้อย 6 เดือนอยู่แล้ว เพียงแต่ถ้าเรามีพื้นฐานมาก่อน เราอาจจะใช้ชีวิตในญี่ปุ่นได้ง่ายกว่า และเรียนภาษาได้ไวกว่า แต่ถ้าใครตั้งใจเรียนภาษาจริง คิดว่าเวลา 6 เดือนเพียงพอให้เราพูดคุยภาษาญี่ปุ่นและใช้ชีวิตในญี่ปุ่นได้

แต่ผู้ที่คิดจะมา "ทำงานในญี่ปุ่น" ปรีชญาบอกว่า ภาษาญี่ปุ่นจำเป็นมาก อย่างน้อยๆจะต้องพูดคุยกับคนญี่ปุ่นได้ตามปกติ เพราะคนที่ทำงานร่วมกันคือคนญี่ปุ่นทั้งนั้น น้อยกรณีมากที่บริษัทจะรับคนที่พูดภาษาญี่ปุ่นไม่ได้ แต่ก็เคยพบบ้าง อย่างเช่นเข้าไปทำงานในทีมวิจัยร่วมกับคนต่างชาติ ซึ่งในกรณีนั้น ภาษาอังกฤษก็จะเข้ามาเป็นสิ่งจำเป็นแทน

"ด้านชีวิตการเรียนกับคนญี่ปุ่นนั้น ตอนที่เรียนอยู่มหาวิทยาลัยก็มีคนไทยค่อนข้างเยอะ ประมาณ 30-40 คนได้ มีข้อดีก็คือรุ่นพี่เทกแคร์ดีมาก ทำให้ตอนมาใหม่ๆไม่ต้องงมเข็มลำบากเอง แต่ข้อเสียก็คือคนไทยค่อนข้างเกาะกลุ่มกัน ทำให้มีโอกาสพูดคุยกับคนญี่ปุ่นน้อย และคนญี่ปุ่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนโตเกียว มักจะไม่ค่อยเข้าไปพูดคุยกับคนอื่นก่อน ยิ่งพอเป็นคนต่างชาติเขาจะออกกลัวๆ แต่ถ้าเรากล้าเขาไปพูดคุยและทำความรู้จักกับเขาสักพัก คนญี่ปุ่นก็ใจดีกว่าที่คิดไว้เสียอีก" กล่าวปิดท้าย


น.ส.ปรีชญา ศรีสมบัติ
ประวัติการศึกษาและการทำงาน
-มีนาคม 2546 ปริญญาตรี วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
-เมษายน 2546 ถึงมีนาคม 2547 นักศึกษาวิจัย Tokyo Institute of Technology
-เมษายน 2547ถึงมีนาคม 2549 ปริญญาโท Information Science and Technology, Tokyo Institute of Technology
-สิงหาคม 2549 ถึงปัจจุบัน โปรแกรมเมอร์บริษัท Square Enix

"ผู้จัดการเกม" เปิดโครงการสนับสนุนกลุ่มพัฒนาเกมไทยที่อยากจะเผยแพร่ผลงานเกมและการถ่าย ทอดความรู้ผ่านทางสื่อให้ประชาชนทั่วไปได้รับทราบกัน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มอินดี้เล็กๆในกลุ่มหรือบริษัทพัฒนาเกมรายย่อยอื่นๆ ด้วยการเป็นกระบอกเสียงหนึ่งเพื่อช่วยอุตสาหกรรมเกมของคนไทยให้เติบโตไปใน อนาคต สามารถติดต่อได้ที่เบอร์ 0-2629-4488 ต่อ 1453 หรือ 1454 ในเวลา 14.00-18.00 น. วันจันทร์-ศุกร์


Ref : http://www.manager.co.th/game/viewnews.aspx?newsID=9500000112992


อยากทำงานอย่างนี้บ้างจังเลย  :25: (แต่ถ้าทำก็อยากทำกับนินฯมากกว่าครับ ท่าทางน่าสนุกดี :40:)
ชื่อเรื่อง: Re: คนไทยที่หนึ่งในโลก
โพสต์โดย: saa3 เมื่อ 26 ก.ย. 2007, 19:57 น.
 :07: โอ้ว
ชื่อเรื่อง: Re: คนไทยที่หนึ่งในโลก
โพสต์โดย: ความฝันกลางฤดูร้อน เมื่อ 26 ก.ย. 2007, 20:40 น.
 :07: เป็นงานนึงล่ะที่ตูจะไม่ทำ เครียดจัด เกมส์ก็ไม่ได้เล่น
ชื่อเรื่อง: Re: คนไทยที่หนึ่งในโลก
โพสต์โดย: มุมมืดของสังคม เมื่อ 26 ก.ย. 2007, 20:50 น.
โอ้ว มันยอดมาก
ปลื้มไฟนอลฯมาก

เก่งจริงครับ หางานทำได้ในญี่ปุ่นแถมเป็นบริษัทใหญ่ขนาดนี้ :12:
ชื่อเรื่อง: Re: คนไทยที่หนึ่งในโลก
โพสต์โดย: roundbol123 เมื่อ 26 ก.ย. 2007, 20:55 น.
 :25: สุดยอด
เจ๋งอะ  :12:
ชื่อเรื่อง: Re: คนไทยที่หนึ่งในโลก
โพสต์โดย: Soris0ri เมื่อ 26 ก.ย. 2007, 23:00 น.


เกือบเอามาโพสเลย  :30: ดีนะเข้ามาอ่านก่อน  :27:
ชื่อเรื่อง: Re: คนไทยที่หนึ่งในโลก
โพสต์โดย: iannnnn เมื่อ 16 ต.ค. 2007, 22:40 น.
ละโว้เปล่าหว่า :44:




หลังจากที่พี่ฉึ่ง 8e88 ของเราไปขึ้นปกของ NewWebPick แล้ว
และหลังจากสาวเอนิกซ์ได้รับการโปรโมตทางเว็บ ผจก แล้ว

ก็มี ลุงทอป X-Saint นี่แหละครับที่โกเมเนเจอร์อีกราย


(http://pics.manager.co.th/Images/550000013592607.JPEG)

รู้จัก"กำพล ลีลาภรณ์"คนไทยผู้สร้างตัวละครเกมซิมส์
http://www.manager.co.th/Game/ViewNews.aspx?NewsID=9500000122117

กำพล ลีลาภรณ์
๏ ปริญญาตรี: วิศวกรรมศาสตร์ คอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
๏ ปริญญาโท: Master of Fine Arts – Game Modeling – Academy of Arts, University San Francisco

มีคำไม่คมมาฝากด้วย

อ้างอิงการไปทำงานในต่างแดนเพียงเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ แต่สุดท้ายก็คงอยากกลับไปอยู่เมืองไทย และหาโอกาสที่จะทำเกมที่บ้านเกิดแน่นอน

เห็นไหม ไม่คมเลย :30:
ชื่อเรื่อง: Re: คนไทยที่หนึ่งในโลก
โพสต์โดย: Soris0ri เมื่อ 16 ต.ค. 2007, 22:47 น.


สุดยอดดดด  :25:



:12:
ชื่อเรื่อง: Re: คนไทยที่หนึ่งในโลก
โพสต์โดย: เบลล์ เมื่อ 16 ต.ค. 2007, 22:59 น.
หวาวๆๆๆ เจ๋งไปเลยค่ะ
ชื่อเรื่อง: Re: คนไทยที่หนึ่งในโลก
โพสต์โดย: วิน......อะจึ๋ยส์ เมื่อ 16 ต.ค. 2007, 23:01 น.
ซู้ดย้อด :10:
ชื่อเรื่อง: Re: คนไทยที่หนึ่งในโลก
โพสต์โดย: saa3 เมื่อ 16 ต.ค. 2007, 23:02 น.
อยากเก่งแบบพี่ท็อปมั่ง :25:
ชื่อเรื่อง: Re: คนไทยที่หนึ่งในโลก
โพสต์โดย: วิน......อะจึ๋ยส์ เมื่อ 16 ต.ค. 2007, 23:04 น.
ซิมชุดนี้ผมยังไม่เคยเห็นเลยนะเนี่ย
เนื่องจากบ้านนอก :33:
ชื่อเรื่อง: Re: คนไทยที่หนึ่งในโลก
โพสต์โดย: roundbol123 เมื่อ 16 ต.ค. 2007, 23:35 น.
เจ๋๋งมากค่ะลุงท็อปปปป   :25:
ชื่อเรื่อง: Re: คนไทยที่หนึ่งในโลก
โพสต์โดย: ยุนเอ เมื่อ 17 ต.ค. 2007, 00:20 น.


พึ่งรู้ว่าลุงท๊อปเป็น Coe  :05a:

รุ่นไหนอะครับ  :25:
ชื่อเรื่อง: Re: คนไทยที่หนึ่งในโลก
โพสต์โดย: คุณชาย ( 737 ) เมื่อ 17 ต.ค. 2007, 09:43 น.
 :45: ชื่นชมและยินดีครับ
ชื่อเรื่อง: Re: คนไทยที่หนึ่งในโลก
โพสต์โดย: HyoPlum เมื่อ 17 ต.ค. 2007, 12:54 น.
 โอ้วววววว   ชื่นชม+ยินดี+ดีใจ ด้วยครับ  เก่งจัง   :25:













:25:  มีแฟนรึยังครับ
ชื่อเรื่อง: Re: คนไทยที่หนึ่งในโลก
โพสต์โดย: Ah! เมื่อ 17 ต.ค. 2007, 13:00 น.
ว๊าย จานท๊อปชื่อกัมส์พล
ชื่อเรื่อง: Re: คนไทยที่หนึ่งในโลก
โพสต์โดย: คนตาบอดข้างเดียว เมื่อ 17 ต.ค. 2007, 13:04 น.
 :12: ป๋าจริงๆ
ชื่อเรื่อง: Re: คนไทยที่หนึ่งในโลก
โพสต์โดย: NarzE เมื่อ 17 ต.ค. 2007, 13:16 น.
 :45: โมเดลคล้ายๆ เลโก้เลย น่ารักดี  :33:
ชื่อเรื่อง: Re: คนไทยที่หนึ่งในโลก
โพสต์โดย: เ_่า... เมื่อ 17 ต.ค. 2007, 13:47 น.
มาช้า พี่แอนโพสไปแล้ว  :23:

แอบกรี๊ดจานท๊อป  :25:
ชื่อเรื่อง: Re: คนไทยที่หนึ่งในโลก
โพสต์โดย: Piix เมื่อ 24 ต.ค. 2007, 19:47 น.
อ้าว แก่แล้วเหรอ นึกว่ายังเด็กอยู่
ชื่อเรื่อง: Re: คนไทยที่หนึ่งในโลก
โพสต์โดย: ✌ เมื่อ 24 ต.ค. 2007, 20:19 น.
ลุงท็อป :25: