สวัสดีครับ ผม GAGABOY (s) (มาในเวลานี้ผมมาในภาวะ กึ่ง Singular กึ่ง Plural)
เอาล่ะ ผมจะเปิดประเด็นอย่างนี้, ผมคิดว่าเดี๋ยวนี้รูปแบบการใช้ภาษาของเรามีความซับซ้อนขึ้นทุกวัน, แม้แต่ในภาษาที่เราใช้พูดในชีวิตประจำวันเอง. เรา มีการใช้่ภาษาในหลาย ๆ ระดับ ทั้งที่เป็น ภาษาพูด ภาษาเขียน ภาษาทางการ ต่าง ๆ นานา - แม้ว่าโดยพื้นฐานของภาษาที่เราใช้กันทุกวันนี้ จะมีพื้นฐานอยู่ในแง่ของภาษาพูดก็ตาม - สิ่งที่ตามมาก็คือในหลาย ๆ ครั้งเราไม่สามารถจัดการกับความซับซ้อนกับการใช้ภาษาของเราได้ โดยเฉพาะในภาษาเขียนด้วยแล้ว (ซึ่งมันมีปัญหาอย่างมากเมื่อมันขยับจากพื้นของธรรมเนียมของมุขปาฐะ หรือธรรมเนียมของการพูดโต้ตอบกันผ่านการใช้ภาษาบนฐานของความเป็นพื้นฐิ่นตรงนี้). และผมคิดว่ามันเป็นประเด็นโดยตรงที่ผมเสนอต่อกระทู้่ (จู๋) ตรงนี้. ผมอยากยกตัวอย่างกรณีหนังสือที่ผมเพิ่งได้อ่าน " the prince" ที่แปลโดย สมบัติ จันทรวงศ์ และปัญหาที่เกิดขึ้น, ไม่ใช่ในเฉพาะในงานแปลเช่นนี้เอง, บนงานที่มีความสลับซับซ้อนทางความคิดมาก ๆ และซ่อนเงื่อนบมไว้ขนาดนี้. สิ่งที่เกิดขึ้นในงานแปลชิ้นนี้เอง และปัญหาโดยตรงที่เกิดจากการบรรณาธิการมันออกมา ด้วนหนึ่งก็คือผมไม่สามารถอ่านมันได้อย่างสะดวกโยธินนัก เนื่องจาก รูปแบบกาารแปลที่พยายามรักษานัยของต้นฉบับอย่างเคร่งครัดเองซึ่ง, โดยตรง, มันมีผลต่ออีกส่วนหนึ่งที่ผมถือว่าสำคัญก็คือความสับสนที่เกิดจากการพยายามจะแยกประโยคในการอ่าน โดยเฉพาะการอ่านว่าเนื้อหาส่วนไหนไปกับส่วนไหน, เพราะในหลาย ๆ ครั้งผมเผลออ่านซ้อนประโยคอยู่เสมอ. สิ่งที่ผมอยากจะบอกก็คือ ผมมองเห็นถึงความจำเป็นของการนำเครื่องหมายวรรคตอนต่าง ๆ มาใช้อย่างจริงจังนอกจากที่เรารู้จักใช้ ๆ กันอยู่ - และอาจที่จะจำเป็นถึงขั้นต้องเรียนรู้จักการใช้มันอย่างเป็นระบบ - ในการเขียนต่าง ๆ ให้มากขึ้น (ซึ่งผลดีของมันส่วนหนึ่งก็คือมันจะช่วยให้เราจัดการกับความซับซ้อนได้มากขึ้น แต่ถึงอย่างไรก็ตามมันก็ขึ้นอยู่กับสไตล์การเขียนเองด้วย). และส่วนนี้คือปัญหาที่ผมอยากที่จะทิ้งไว้ตรงนี้ครับ...
GAGABOY (S)
ท้ายสุด ลองลบเครื่องหมายวรรคตอนที่ผมใส่ไว้แล้วลองอ่านดูครับ
เขียนติดเป็นพรืด อ่านยากจัง
เอาจริงๆ ตูไม่ได้อ่านเลย ปวดตา
อ้างคำพูดจาก: GAGABOY (S) เมื่อ 21 ม.ค. 2007, 19:07 น.
สวัสดีครับ ผม GAGABOY (s) (มาในเวลานี้ผมมาในภาวะ กึ่ง Singular กึ่ง Plural)
เอาล่ะ ผมจะเปิดประเด็นอย่างนี้ ผมคิดว่าเดี๋ยวนี้รูปแบบการใช้ภาษาของเรา
มีความซับซ้อนขึ้นทุกวัน แม้แต่ในภาษาที่เราใช้พูดในชีวิตประจำวันเอง.
เรา มีการใช้่ภาษาในหลาย ๆ ระดับ ทั้งที่เป็น ภาษาพูด ภาษาเขียน
ภาษาทางการ ต่าง ๆ นานา แม้ว่าโดยพื้นฐานของภาษาที่เราใช้กันทุกวันนี้
จะมีพื้นฐานอยู่ในแง่ของภาษาพูดก็ตาม สิ่งที่ตามมาก็คือในหลาย ๆ ครั้งเรา
ไม่สามารถจัดการกับความซับซ้อนกับการใช้ภาษาของเราได้ โดยเฉพาะใน
ภาษาเขียนด้วยแล้ว (ซึ่งมันมีปัญหาอย่างมากเมื่อมันขยับจากพื้นของธรรมเนียม
ของมุขปาฐะ หรือธรรมเนียมของการพูดโต้ตอบกันผ่านการใช้ภาษาบนฐาน
ของความเป็นพื้นฐิ่นตรงนี้) และผมคิดว่ามันเป็นประเด็นโดยตรงที่ผมเสนอ
ต่อกระทู้่ (จู๋) ตรงนี้ ผมอยากยกตัวอย่างกรณีหนังสือที่ผมเพิ่งได้อ่าน
" the prince" ที่แปลโดย สมบัติ จันทรวงศ์ และปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ในเฉพาะ
ในงานแปลเช่นนี้เอง บนงานที่มีความสลับซับซ้อนทางความคิดมาก ๆ และ
ซ่อนเงื่อนบมไว้ขนาดนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นในงานแปลชิ้นนี้เอง และปัญหาโดยตรง
ที่เกิดจากการบรรณาธิการมันออกมา ด้วนหนึ่งก็คือผมไม่สามารถอ่านมัน
ได้อย่างสะดวกโยธินนัก เนื่องจาก รูปแบบกาารแปลที่พยายามรักษานัยของ
ต้นฉบับอย่างเคร่งครัดเองซึ่ง โดยตรง มันมีผลต่ออีกส่วนหนึ่งที่ผมถือว่า
สำคัญก็คือความสับสนที่เกิดจากการพยายามจะแยกประโยคในการอ่าน
โดยเฉพาะการอ่านว่าเนื้อหาส่วนไหนไปกับส่วนไหน เพราะในหลาย ๆ ครั้ง
ผมเผลออ่านซ้อนประโยคอยู่เสมอ สิ่งที่ผมอยากจะบอกก็คือ ผมมองเห็น
ถึงความจำเป็นของการนำเครื่องหมายวรรคตอนต่าง ๆ มาใช้อย่างจริงจัง
นอกจากที่เรารู้จักใช้ ๆ กันอยู่และอาจที่จะจำเป็นถึงขั้นต้องเรียนรู้จักการ
ใช้มันอย่างเป็นระบบ ในการเขียนต่าง ๆ ให้มากขึ้น (ซึ่งผลดีของมันส่วน
หนึ่งก็คือมันจะช่วยให้เราจัดการกับความซับซ้อนได้มากขึ้น แต่ถึงอย่างไร
ก็ตามมันก็ขึ้นอยู่กับสไตล์การเขียนเองด้วย) และส่วนนี้คือปัญหาที่ผมอยาก
ที่จะทิ้งไว้ตรงนี้ครับ...
GAGABOY (S)
ท้ายสุด ลองลบเครื่องหมายวรรคตอนที่ผมใส่ไว้แล้วลองอ่านดูครับ
เราเป็นคนไทย ควรใช้ภาษาไทยให้ถูกต้องมากกว่านะคะ แต่มาเพิ่มเติม
ในเรื่องของการเว้นวรรคให้สวยงาม มีการใช้ตัวหนังสือน่าอ่าน และมีขนาด
ที่ดูแล้วสบายตา การใช้คำศัพท์ที่ยากเกิน นอกจากจะทำให้บทความ
ถูกมองข้าม อย่างพวกเครื่องหมาย Full Stopเวลาจบประโยค ภาษาไทย
ไม่มีนะคะ แต่ถ้าจะเพิ่มเติมในส่วนของความรู้สึก ใส่วงเล็บก็ดูดีไม่น่าเกลียด
ปล ขออนุญาติ ตัดพวกเครื่องหมายที่ไม่จำเป็นออก แล้วเว้นวรรคดู ก็ไม่
เห็นขัดตาอะไรนี่คะ
ปล2 เราน่าจะสนใจในเรื่องของการพิมพ์ให้ถูกต้องมากกว่า เพราะส่วนหลัง
นี้สำคัญและน่าจะตรวจทานที่สุด
อ่านยากอีกคนแล้ว ไม่อ่านดีกว่า ข้ามๆ...
ถึงแม้ว่าเราจะใช้เครื่องหมายวรรคตอน แต่ในกรณีนี้
เราอ่านในคอมกัน เครื่องหมายวรรคตอนไม่ได้ช่วยอะไรเลย
สิ่งที่ช่วยคือการเว้นบรรทัดให้อ่านง่ายสบายตาซะมากกว่า
สิ่งที่อยากจะชี้ประเด็นคือ บทความควรคำนึงถึงการมองเห็น อ่านได้ และไม่ชวนปวดหัวของคนอ่าน ซึ่งเครื่องหมายวรรคตอนในหนังสือก็เป็นแนวคิดหนึ่งที่ช่วยให้อ่านง่ายขึ้นเหมือนที่พี่กาก้าบอกเช่นเดียวกัน
ปล. ด้วยความเคารพ ปวดตาโว้ย :32:
ผมว่าคุณควรจะเว้นบรรทัดบ่อยๆ หน่อยนะครับ :08:
จะแบบไหนก็อ่านยากครับ
การที่ ใช้คำแวดล้อมเยอะไป อุปมาอุปมัยเยอะเกิน ซึ่งคุณอาจจะมองว่ามันดูสรวย...
แต่ ในทางกลับกัน มันไม่ได้ทำให้ข้อความหรือเป้าหมายที่คุณจะสื่อ น่าอ่านหรือน่าสนใจเลย
กลับเข้าใจยากซะด้วยซ้ำ
ผมอ่าน ที่พิมพ์ ผม แท็บจะสรุปไม่ได้ว่า คุณต้องการจะสื่ออะไรกันแน่ ถ้าต้องการจะถามว่า
การเว้นวรรคช่วยให้ อ่านง่ายกว่ามั้ย ผมก็ตอบว่า ง่ายครับ {หมีโหด}
ขอบคุณครับคุณ slaveofann ที่ช่วยจัดหนัาจัดตาสิ่งที่ผมเขียนลงไปให้เป็นระเบียบเรียบร้อยมากขึ้น
ใช่ครับ ปวดตามาก {หมีโหด}
ความหมายคือการปฏิวัติรูปแบบประโยคภาษาไทยเลยนะครับนั่น
ความจริงแล้วผมไม่คิดอะไรมากครับ คิดว่ามันน่าจะเป็นการดีด้วยซ้ำ
ถ้าหากว่าจะใช้ . : ; - มาใช้ในรูปประโยคแล้วทำให้คนเราอ่านเนื้อหาที่มีความซับซ้อน
ของรูปประโยคมากๆ โดยเฉพาะบทความทางวิชาการ ได้ง่ายขึ้น
ปัญหาคือ...
คนในประเทศไทยส่วนใหญ่เขาไม่ยอมรับกันหรอกครับ
อ้างคำพูดจาก: tao เมื่อ 21 ม.ค. 2007, 19:20 น.
ความหมายคือการปฏิวัติรูปแบบประโยคภาษาไทยเลยนะครับนั่น
ความจริงแล้วผมไม่คิดอะไรมากครับ คิดว่ามันน่าจะเป็นการดีด้วยซ้ำ
ถ้าหากว่าจะใช้ . : ; - มาใช้ในรูปประโยคแล้วทำให้คนเราอ่านเนื้อหาที่มีความซับซ้อน
ของรูปประโยคมากๆ โดยเฉพาะบทความทางวิชาการ ได้ง่ายขึ้น
ปัญหาคือ...
คนในประเทศไทยส่วนใหญ่เขาไม่ยอมรับกันหรอกครับ
ขอบคุณครับ ที่สรุปให้ :25:
แค่เว้นวรรคให้ ยังตาลายเลยค่ะ :05:
นั่นจัดเรียบร้อยแล้วเหรอ?
โอย ชวนปวดหัวจริงๆ อ่านแล้วลายตา :32:
:41: เห็นแค่ประโยคนี้
อ่านจบโดยไม่ได้รู้เลยว่ามีวรรคตอนอยู่ด้วย :25:
สงสัยคงจะอ่าน text book จนชินแล้ว
การเขียนภาษาไทยถ้ารู้จักย่อหน้า เว้นวรรค หรือใช้เครื่องหมายวรรคตอนอื่นๆ เมื่อจำเป็น
ก็ทำให้อ่านง่ายเข้าใจง่าย แล้วค่ะ ถ้าใช้เยอะเกินก็ทำให้รกตา
ส่วนที่อ่านแล้วไม่ค่อยเข้าใจหรือสับสน
น่าจะเป็นเรื่องการใช้สำนวนหรือคำพูดของผู้เขียนมากกว่า
โดยเฉพาะหนังสือแปล บางที่ผู้เขียนก็ไม่สามารถถอดความออกมาเป็นภาษาไทยได้
สรุปคือ อ่านหนังสือแปลไม่ค่อยรู้เรื่องเหมือนกัน :42:
อ้างคำพูดจาก: tao เมื่อ 21 ม.ค. 2007, 19:20 น.
ความหมายคือการปฏิวัติรูปแบบประโยคภาษาไทยเลยนะครับนั่น
ความจริงแล้วผมไม่คิดอะไรมากครับ คิดว่ามันน่าจะเป็นการดีด้วยซ้ำ
ถ้าหากว่าจะใช้ . : ; - มาใช้ในรูปประโยคแล้วทำให้คนเราอ่านเนื้อหาที่มีความซับซ้อน
ของรูปประโยคมากๆ โดยเฉพาะบทความทางวิชาการ ได้ง่ายขึ้น
ปัญหาคือ...
คนในประเทศไทยส่วนใหญ่เขาไม่ยอมรับกันหรอกครับ
จำเป็นหรือเปล่า ที่จะต้องเอา . : ; - มาใช้
ซึ่งเครื่องหมายบางอัน ไม่มีในภาษาไทย
แล้วจะทำให้คนเราอ่านเนื้อหา ที่มีความซับซ้อนได้ง่ายขึ้น
ประเด็นไม่ได้อยู่ตรง ไม่ยอมรับนะครับ
เพราะถ้าศึกษาภาษาไทยดีๆ จะรู้ว่า
มันมีวิธีการ เรียบเรียง รูปประโยค
ที่มีความซับซ้อน ให้อ่านเข้าใจได้ง่ายๆ
โดยไม่ต้องใช้ เครื่องหมายพวกนั้นเลย
ประเด็นอยู่ตรงที่ คนแปลหรือคนเรียบเรียง
อ่านภาษาต้นฉบับไม่แตก แล้วก็อ่อนด้อย
ในชั้นเชิงการเรียบเรียงรูปประโยค
ให้มาเป็นภาษาไทยต่างหาก
:: แปลว่า inherit นะครับ :22:
จะพูดประเด็นเดียวกับลุงณตครับ :46:
(+1)
บวกด้วยค่ะ
ต้องลองหาอ่านงานแปลของคุณเทศภักดิ์ นิยมเหตุ ดูนะครับ
จะเห็นว่าซับซ้อนยังไง ก็ใช้ภาษาไทยแบบไทยๆ ได้ โดยไม่ต้องเลียนวิธีการเขียนแบบฝรั่งครับ
:32:
อ่านยากเลยไ่ม่อ่านค่ะ :35:
เวลาสื่อสารกันในเว็บบอร์ด
หนึ่งบรรทัดต่อหนึ่งประโยคก็พอแล้วครับ
สนุกจังค่ะ
ทำงานดึก งัวเงีย ขี้เกียจอ่าน :42:
ยาวไปครับ ไปหาสามดีกว่า
:30: :30: :30:
เอาไม้จิ้มฟันไปด้วย
ตอนนี้ซื้อกล้องมาแล้ว ดังนั้นจะเอารูปหนังสือที่แปลอย่างเคร่งครัดต่อต้นฉบับมาให้อ่านครับ
แปลได้เคร่งครัดมาก
คำว่า I'm afraid not มันแปลว่า "ผมกลัวที่จะไม่" :30:
ไปขุดเจอข้อความนี้มา
อ้างคำพูดจาก: YURINA เมื่อ 10 ก.ค. 2006, 18:06 น.
รู้สึกเหนื่อยค่ะ กับการหลอกลวง, หนูสัญญาว่าจะไม่ให้เกิดอีกครั้งนะคะ.
สัญญาค่ะ.
เออ มีคนใช้ภาษาไทยแบบนี้จริง ๆ ด้วยแฮะ
โอ๊ะ ยูริในตำนาน :25: