ก่อนอื่นขอขอบคุณ นิตยสาร ค คน ที่ทำให้อยากตั้งจู๋นี้ขึ้นมา
ก็เป็นนิทานเป็นตอนๆ เล่าจบแล้วจะมีคำถามที่อยากให้ได้ไปขบคิดและเสนอแนวทางการคิดมากัน
อยากให้อธิบายยาวซัก 25-30 บรรทัดโดยประมาณจะได้มีการอ่านระบบวิธีอธิบายหลักการและเหตุผลอย่างจริงจัง
นิทานเรื่องแรก... (กะว่าเดือนละเรื่องก็เหนื่อยละ :42:)
เป็นเกร็ดเล็กๆ เกี่ยวกับชาย 2 คนที่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์
คนแรกชื่อ โสเครติส ในประวัติศาสตร์มักอธิบายรูปพรรณสัณฐานว่า
เป็นชายหลังงุ้ม หน้างอคอหักแบบปลาทูแม่กลอง วันๆ ไม่ค่อยทำอะไรเอาแต่เดินตั้งคำถามกับคนนุ้นคนนี้ คำถามส่วนใหญ่ของโสเครติสฟังเผินๆ อาจดึงดูดอวัยวะใช้เดินของจิ๊กโก๋ หน้าปากซอยยุคนี้เป้นอันมาก
แต่ลองจินตนาการดูว่าในยุค 200ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งองค์ความรู้และการศึกษายังไม่ถูกเซตเป็นระบบนั้น
บรรดาผู้คนที่เคยนึกว่า "รู้อะไร" มากพอแล้ว พอเจอคำถามของผู้เฒ่าหน้างอคอหักรายนี้ต้อนเข้า สุดท้ายก็จะพบว่าตัวเอง "ไม่รู้อะไรเลย"
โสเครติสสะสมชื่อเสียงในลักษณะนี้ จนเป็นที่รู้จักกว้างขวาง บรรดาเจ้านายใหญ่โตที่พอมองเห็นคุณค่าการศึกษาในสมัยนั้น ต่างก็พากันส่งลูกหลานข้ามน้ำข้ามทะเลมาเรียนกับโสเครติส จนผู้มีอำนาจในยุคนั้นเริ่มหวาดระแวง
สุดท้ายก็มอบข้อหามีการกระทำอันเป็นภัยต่อเทพเจ้า และมอมเมาผู้คนให้สับสน..
ข้อหานี้มีความรุนแรงถึงขั้นต้องเอาชีวิต
ชื่อเสียงของโสเครติสเพิ่มเป็นทวีคูณก็เพราะเหตุการณ์นี้ เพราะเขาเลือกที่จะเผชิญหน้ากับอาญา กลืนยาพิษฆ่าตัวตาย แทนที่จะยอมอ่อนข้อประนีประนอม ทั้งที่ถ้าจะทำก็พอมีทางเอาชีวิตรอดได้
ราว 2000 ปีถัดมา ในยุคที่ศาสนจักรมีอิทธิพลครอบงำชี้เป็นชี้ตายชีวิตผู้คน มีผู้ชายคนหนึ่งชื่อ
กาลิเลโอ กาลิเลอีชายคนนี้เป็นประเภทเชื่ออะไรต้องมีการทดลองและพิสูจน์ให้ประจักษ์กับตา เขาไม่เชื่อว่าลำพังแค่ตรรกะแบบคอมมอนเซนส์ที่ฟังดูเข้าทีจะเป็นจริง ทุกสิ่งต้องทดลองและพิสูจน์ให้ประจักษ์ทั้งสิ้น
การทดลองที่มีชื่อเสียงของกาลิเลโอ เริ่มตั้งแต่มีการหักล้างความเชื่อตามเหตุผลคอมมอนเซนส์ที่บอกว่า เมื่อปล่อยหินสองก้อนที่มีมวลไม่เท่ากัน หินก้อนที่หนักกว่าจะตกถึงพื้นก่อน ซึ่งผลการทดลองปรากฏว่า - ไม่จริง
แต่ที่เป็นเรื่องเป็นราวก็คือ การทดลองส่องกล้องเพื่อนพิสูจน์ว่าโลกกลมและหมุนรอบดวงอาทิตย์ ไม่ใช่แบนและเป็นศูนย์กลางจักรวาลเหมือนที่ศาสนจักรพร่ำสอนผู้คน
พูดแบบนี้ก็มีเรื่องซิท่านเอ๋ย ที่ประชุมศาสนจักรลากตัวกาลิเลโอมาลงทัณฑ์ ในระหว่างขั้นตอนการพิจารณาความนั้น ที่ประชุมได้ถามกาลิเลโอว่า ยังเชื่ออยู่ไหมว่าโลกกลมและหมุนรอบดวงอาทิตย์
ว่ากันว่าเหตุผลที่ทำให้กาลิเลโอถูกลดโทษเหลือเพียงจองจำและยังแอบเขียนตำราความรู้ของเขาได้ต่อไป จนกลายเป็นความรู้ใหม่ให้กับโลกอีกในภายหลังก็คือ ณ นาทีที่อยู่ต่อหน้าที่ประชุมศาสนจักรนั้นกาลิเลโอยอมพูดในสิ่งที่ตรงข้ามกับความเชื่อของตนเอง
ต้องรออีกหลายร้อยปี กว่าที่สำนักวาติกันจะตีพิมพ์แสตมป์รูปกาลิเลโอ กาลิเลอี อันมีนัยแสดงความยอมรับถึงบางเรื่องในอดีต
คำถามที่เวตาลฯ อยากรู้ก็คือ
1. ถ้าไม่นับส่วนที่เป็น "องค์ความรู้" หากคุณผู้อ่านมีบุตรหลาน คุณผู้อ่านจะส่งบุตรหลานของท่านไปรับการศึกษาจากใครในระหว่างผู้ชาย 2 คนนี้
2. โดยรสนิยมส่วนตัว คุณผู้อ่าน "นับถือ" วิถีทางของใครมากกว่ากัน
โปรดอย่าลืมว่าคำตอบไม่มีถูกผิด ไม่มีผลแพ้ชนะเหมือนฟุตบอล ขอแค่ความซื่อสัตย์และคำอธิบายดีๆ เท่านั้น
(พิมพ์เหนื่อยมากเลย :08:)
มาทักเรื่องไม้โท :42:
(http://img2.f0nt.com/05/b9fdf5a95aea82115718ec44b141f87d.png)
ชิ แก้แล้วนี่หว่า :23:
ประชุมก่อนเดี๋ยวกลับมาอ่าน {หมีโหด}
อ่านแล้วคันมืออยากตอบ แต่ยังกั๊กไว้ก่อน
(+1) ค่าตั้งกระจู๋ที่ทำให้สมกับเป็น "นักปั่นดีเด่น" ขึ้นมาหน่อยครับ
ป.ล.นึกถึงเรื่องนิทานเวเตย ของธวัชชัย คิดอ่าน :21:
1. ไม่นับรวมองค์ความรู้ ก็แสดงว่า ต้องการให้บุตรหลานไปศึกษานิสัยใจคอรูปแบบการดำเนินชีวิตของ
เขานะซิ ใช่มั้ยครับ ถ้าผมมีลูกผมคงไม่อยากให้ลูกผมตาย ......
แค่นี้คงจะรู้นะครับว่าผมเลือกที่จะส่งไปเรียนกับใคร
2. ส่วนตัวถ้าให้ย้อนไปยุคนั้น ผมว่า ทั้งสองท่านนี้ เกิดอยุ่ในยุคที่ต้องก้มหัวให้กับกฏระเบียบของสังคมอย่างมาก การฉีกตัวออกมาโดดเด่นจึงเป็นลักษณะเฉพาะตัวที่หาได้ยาก คนแรก โสเครติส ส่วนตัว
คิดว่าเขา มีความยึดมั่นถือมั่นมากเกินไป บางที่คำว่าชื่อเสียงอาจทำให้เขาไม่กล้าลงจากหลังเสือจึงตัดสินใจตายซะบนนั้น....ส่วนกาลิเลโอ ส่วนตัวคิดว่าเขาไม่ใช่นักอุดมการณ์แต่เป็นนักวิทยาศาสตร์ ดังนั้นการมีชีวิตอยุ่เพื่อต่อยอดความรู้จึงเป้นหนทางที่เขาคิดว่าดีที่สุด ..... และถ้าให้เปลียบบุคคลสองท่านนี้แล้ว
ให้ชี้ชัดว่าชอบใคร ความเป็นจริงชอบ คนละแบบ แต่บางครั้งคนเราจำเป้นต้องเลือกอย่างเดียว ผมจึงเลือกที่จะชื่นชอบ กาลิเลโอ มากกว่า อนาคตเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ใช่อยุ่เพื่อตัวเองแต่อยุ่เพื่อความก้าวหน้า
ของวิทยาการ.........
เชื่อว่าอีตอนที่กาลิเลโอจะโดนสั่งตัดสินประหาร
แกคงไม่ได้มาคิดเรื่องประมาณว่า "กูจะต้องอยู่รอดเพื่อวิทยาการ" หรอกครับ
อ้าวเหรอ !! งั้นเปลี่ยนๆๆ
แต่ก็ยังเลือก กาลิเลโอ อยุ่ดี :39:
อ้างคำพูดจาก: ^-FakE-^ เมื่อ 05 ม.ค. 2007, 10:21 น.
คำถามที่เวตาลฯ อยากรู้ก็คือ
1. ถ้าไม่นับส่วนที่เป็น "องค์ความรู้" หากคุณผู้อ่านมีบุตรหลาน คุณผู้อ่านจะส่งบุตรหลานของท่านไปรับการศึกษาจากใครในระหว่างผู้ชาย 2 คนนี้
ตอบ กาลิเลโอ เพราะทั้งความรู้หลากหลายสาขาวิชา ปฏิภาณ ความรู้จักเอาตัวรอดดีกว่าโสเครติส
2. โดยรสนิยมส่วนตัว คุณผู้อ่าน "นับถือ" วิถีทางของใครมากกว่ากัน
ตอบ กาลิเลโอ เพราะรู้จักเอาตัวรอดมากกว่า คนเราความรู้อย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะเอาตัวรอดได้ ดังนี้ บางครั้งเราต้องรู้จักเอาตัวรอดด้วย เช่น ถ้าวันนั้นกาลิเลโอบอกว่าตัวเองยังเชื่อว่าโลกกลม ทฤษฎีอีกมากมายที่กาลิเลโอคิดขึ้นก็คงไม่มีขึ้นในโลกนี้ หรือถ้ามีก็อาจจะช้ากว่าที่กาลิเลโอคิดไป 200-300ปี
{หมีโหด}
อ้างคำพูดจาก: ^-FakE-^ เมื่อ 05 ม.ค. 2007, 10:21 น.
กาลิเลโอ กาลิเลอี ชายคนนี้เป็นประเภทเชื่ออะไรต้องมีการทดลองและพิสูจน์ให้ประจักษ์กับตา
ทั้งสองข้อเลยตอบ กาลิเลโอ
+เ ครับ
:45:
ผมไม่รู้จัก ทั้งสองท่านนี้เป็นการส่วนตัวนะครับ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการ พบเจอ หรือพูดคุยกัน หรือ การเรียนรู้ถึงลักษณะนิสัยใจคอกันเลย :42:
ทีนี้ เมื่อรู้จัก 2 ท่านนี้ แค่ ตามที่คุณเปี๊ย เล่ามา บวกกับเคยอ่าน และ ฟังคนอื่นพูดถึงมาบ้าง ซึ่งก็ไม่รู้ว่าถูกต้องมาน้อยเพียงใด ( ด้วยความรู้สึกส่วนตัวนะ ประวัติบุคคลสมัยนั้น มีความน่าเชื่อถือน้อยมาก จะออกแนวไปตามความรู้สึก ของคนเล่า หรือคนเขียน และยิ่งเพิ่มเติมขึ้นไปอีกตามเวลา ขนาดบุคคล ที่อยู่สมัยเดียวกัน เดี๋ยวนี้ ตอนนี้ เรายังไม่รู้จักเค้า จริงๆจังๆเลย) เอ๊ะ เริ่มออกแนวเถลไถล ไปไกล :44:
เอาตามข้อมูลที่ให้มา องค์ความรู้ เปรียบเทียบกันไม่ได้อยู่แล้ว เนื่องจาก อยู่คนละยุคสมัยกัน
การสั่งสมความรู้มาจาคนรุ่นก่อนๆ พื้นฐานก็ไม่เท่ากัน จะเปรียบเทียบได้ก็คง พวก ลักษณะการแสวงหาความรู้ ลักษณะการคิด จินตนาการ
-ทั้ง2คนรักการเรียนรู้เหมือนกัน
-คนนึงชอบถามเป็นหลัก คนนึงชอบพิสูจน์ด้วยตนเอง : การถาม จะทำให้ได้ข้อมูลมาอย่างรวดเร็ว และจะได้ข้อมูลมาประมาณ 80% ของผู้ตอบซึ่งถือเป็นการย่อยความรู้ที่เร็วมาก แต่ถ้าผู้ตอบตอบมาผิดๆ ก็ตัวใครตัวมัน :31: ส่วนการลองด้วยตนเองใช้เวลานานกว่ามาก แต่จะได้ความเข้าใจในแบบตัวเองกลับมา :12: ข้อนี้ผมชอบทั้ง2อย่างครับ แต่ถามบ่อยกว่าเพราะว่าเร็วดี คนที่ผมถามบ่อยสุดคือ google :33:
-ทั้ง 2 คนมีแนวคิดและวิถีทางเป็นของตัวเอง เป็นต้นแบบเด็กแนวแท้ๆ
-คนนึง ปรับเปลี่ยนได้ เพื่ออยู่รอด อีกคน ยึดมั่น แม้ตายก็ยอม {หมีโหด} โดยส่วนตัวอีกแล้ว ผมไม่ชอบคนไม่กลัวตายนะ ดูน่ากลัวยังไงไม่รู้ :44: นึกถึงพวกระเบิดพลีชีพ อะไรแนวๆนี้
สรุปคือ กาลิเลโอ เฉือนไปนิดเดียว ตรงกลัวตายนี่แหละครับ :30:
1. ถ้าไม่นับส่วนที่เป็น "องค์ความรู้" หากคุณผู้อ่านมีบุตรหลาน คุณผู้อ่านจะส่งบุตรหลานของท่านไปรับการศึกษาจากใครในระหว่างผู้ชาย 2 คนนี้
โสเครติส เพราะ เราไม่ได้เรียนเรื่องราวของท่านผ่านหลักสูตร สปช.และเรื่องราวของท่าน ก็แทบจะไม่มีบันทึกไว้เป็นตัวอักษร
2. โดยรสนิยมส่วนตัว คุณผู้อ่าน "นับถือ" วิถีทางของใครมากกว่ากัน
นับถือ กาลิเลโอ เพราะ รู้จักการเอาตัวรอดได้ เดินไปเจอต้นตาลขวางหน้าอยู่ เราเดินอ้อมก็ได้ไม่จำเป็นต้องปีนข้ามไป ครับ
และ่ก็นับถือโสเครติสตรงที่ ไม่ละทิ้งอุดมการณ์ ถึงตัวท่านจะตาย แต่อุดมการณ์ ยังคงอยู่
1.
ถ้าไม่นับองค์ความรู้ หรือนับก็ตามแต่ จะส่งลูกหลานไปเรียนกับโสเครติส
ชอบครูบาอาจารยืที่สอนให้เด็กช่างคิดช่างสงสัย
ที่โสเครติสถามนั้น ไม่ใช่ว่าโสเครติสไม่รู้ บางเรื่องโสเครติสรู้แล้ว แต่ถามเพื่อสร้างความกระจ่างให้แก่ตัวผู้ถูกถามเอง ว่าที่ตนเองรู้จริงหรือไม่
ซึ่งแนวคิดและหลักการถามเพื่อให้เกิดปัญญา เป็นเหมือนปูรากฐานขั้นต้นให้แก่ลูกของเราเอง
เพราะการถามของโสเครติสไม่ใช่ถามเพื่อต้องการคำตอบ แต่ถามเพื่อให้นำไปคิดแล้วต่อยอด
การให้ลูกเราไปเรียนกับกาลิเลโอก็เหมือนกับการเลือกโรงเรียนที่มี อ. เก่งให้ลูกไปเรียน
แต่ให้ไปเรียนกับโสเครติสเพื่อไปซึมซับแนวคิดหรือหลักการณ์ต่างๆ ที่สอนกันผ่านตัวหนังสือไม่ได้
2.
โดยส่วนตัวนับถือ กาลิเลโอ ในแง่ของการประนีประนอม เป็นดั่งต้นไผ่ต้องลม
แต่ตรงส่วนนี้เราสามารถสอนลูกหลานของเราเองได้
:22:
คุณเชื่อมั้ย ?
ว่า เมื่อ ลูกเรายังเด็กเขาจะ ถามคำถามเรา ซ้ำแล้วซ้ำอีก เราก็จะเพียรตอบมันอยุ่อย่างนั้นด้วยความเอ็นดู ในความชั่งสังเกตุ
และเชื่อมั้ยว่า ?
เมื่อเราแก่ตัวไป เราก็จะเพียรถามคำถามเดิมๆกับลูกซ้ำแล้วซ้ำอีก เหมือนกัน แต่ลุกจะไม่ตอบคำถามเราซ้ำแล้วซ้ำอีกหรอก
เผลอๆ โดนลูกตะคอกใส่หน้าอีกด้วยนะ.....ว่า "ถามอะไรนักหนาน่ารำคาญ!!!"
อ๋อ สอนให้มีแนวคิดและหลักการในการถาม นะ ไม่ได้สอนให้ถาม แล้วก็ถามๆๆๆ {หมีโหด}
เปล่าครับให้สังเกตุดู ครับ ว่า ชีวิตจริงเป็นแบบนี้จริงๆนะ
สูงสุดคืนสู่สามัญ
1. ถ้าไม่นับส่วนที่เป็น "องค์ความรู้" หากคุณผู้อ่านมีบุตรหลาน คุณผู้อ่านจะส่งบุตรหลานของท่านไปรับการศึกษาจากใครในระหว่างผู้ชาย 2 คนนี้
ใจจริงแล้วอยากให้ได้ศึกษากับทั้ง โสเครติส และ กาลิเลโอ เพราะโสเครติสนั้นยึดมั่นในอุดมการณ์ของตน ส่วนกาลิเลโอก็ทำทุกอย่างเพือให้ได้พิสูจน์ความเชื่อของตนและได้ส่งผ่านไปสู่คนรุ่นหลังแม้อาจจะต้องผิดต่ออุดมการณ์ของตน แต่ก็ยังไม่ได้เสียมันไป
เพราะงั้นถ้าจะให้เลือกจริงๆ คงเลือก กาลิเลโอ เพราะถึงแม้ว่าเราจะไม่เคยผิดต่ออุดมการณ์ของเราเลย
แต่ถ้าหากมันไม่ได้สืบทอดต่อไป และไม่อาจมีใครรับรู้มัน และอุดมการณืนั้นอาจตายไปพร้อมกับเรา
มันก็คงไม่มีค่าอะไร เพราะบางครั้งก็ไม่แน่ว่าการที่เราแลกชีวิตเพื่ออุดมการณ์ คนอื่นจะต้องรับรู้
2. โดยรสนิยมส่วนตัว คุณผู้อ่าน "นับถือ" วิถีทางของใครมากกว่ากัน
ก็คงคล้ายกับข้อแรก นับถือทั้งคู่เกือบจะเท่ากันเลย เพราะทั้งคู่ยึดมั่นในความเชื่อเหมือนกัน เพียงแต่วิธี
อาจจะต่างกัน แต่ถ้าต้องเลือก คงนับถือ โสเครติสมากกว่า เหตุผลอย่างแรกเลยเพราะชอบโสเครติสมา
ตั้งแต่ตอนเรียนวิชา นิติปรัชญาแล้ว ชอบในแนวความคิดและปรัชญา อีกทั้งความกล้าที่จะยึดถือใน
อุดมการณ์ของตน ซึ่งในยุคนั้น(ต่อให้เป็นสมัยนี้ก็ตาม ถ้าต้องเอาชีวิตไปแลก)ถือว่าหายาก คนที่อาศัยหลักการประณีประนอมเหมือนไผ่ลู่ลมอาจจะดีก็จริง แต่ก็คงมีคนน้อยมากที่จะกล้าชนกล้าแลกชีวิตเพื่อ
อุดมการณ์ เพราะถ้าไม่แลกชีวิตเพื่อมันบางทีถึงอุดมการณืนั้นอาจจะได้สืบทอดต่อไป แต่ผู้คนก็อาจจะ
ไม่ค่อยสนใจและให้ความสำคัญกับมัน
แต่ยังไงซะสังคมก็ต้องมีทั้งคนแบบ โซเครติส และ กาลิเลโอ เพราะแต่ละวิธีก็เหมาะสมกับแต่ละยุคสมัยและแต่ละสถานะการณ์อยู่ที่ว่าจะนำมันไปใช้ให้เหมาะสมยังไง
+ เอ :46:
อ้างคำพูดจาก: ^-FakE-^ เมื่อ 05 ม.ค. 2007, 10:21 น.
ต้องรออีกหลายร้อยปี กว่าที่สำนักวาติกันจะตีพิมพ์แสตมป์รูปกาลิเลโอ กาลิเลอี อันมีนัยแสดงความยอมรับถึงบางเรื่องในอดีต
วาติกันไม่ใช่มีนัยยอมรับครับ แต่สมเด็จพระสันตปาปา ยอห์นปอลที่2 (องค์ที่แล้ว) ประกาศขอโทษอย่างเป็นทางการไปแล้วครับ บอกว่าเป็นความผิดของศาสนจักรที่ไปกล่าวหากาลิเลโอ
1. ถ้าไม่นับส่วนที่เป็น "องค์ความรู้" หากคุณผู้อ่านมีบุตรหลาน คุณผู้อ่านจะส่งบุตรหลานของท่านไปรับการศึกษาจากใครในระหว่างผู้ชาย 2 คนนี้กาลิเลโอครับ ดูวิทยาศาสตร์กว่า... โสเครตีสดูปรัชญา
2. โดยรสนิยมส่วนตัว คุณผู้อ่าน "นับถือ" วิถีทางของใครมากกว่ากันกาลิเลโอครับ แนวของผมถือว่ารู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี
และหากต้องชนจนตัวตายแล้วไม่ได้ประโยชน์อะไรเลยนอกจากเป็นที่กล่าวขวัญ ผมว่ากลืนน้ำลายตัวเองหรือผิดต่อตนเองแล้วเอาตัวรอดไว้ย่อมมีประโยชน์กว่า
:39:ดูน่าเกลียดนิดนึง แต่ผมคิดอย่างนั้นจริงๆ เพราะในที่สุดคนที่ดับเครื่องชนแล้วตายไป หลายคนหายไปในประวัติศาสตร์โดยไม่เกิดอะไรขึ้นมาเลย
อ้างคำพูดจาก: หมอแมว เมื่อ 05 ม.ค. 2007, 18:12 น.
:39:ดูน่าเกลียดนิดนึง แต่ผมคิดอย่างนั้นจริงๆ เพราะในที่สุดคนที่ดับเครื่องชนแล้วตายไป หลายคนหายไปในประวัติศาสตร์โดยไม่เกิดอะไรขึ้นมาเลย
ตรงนี้ผมก็คิดคล้ายหมอแมวนะ แต่บางสถานการณ์มันก็ต้องมีคนที่ยอมดับเครื่องชน(แต่ไม่ใช่ชนเงียบๆแล้วหายไปในหลืบของประวัติศาสตร์นะ)เพื่อให้คนหันมาสนใจเหมือนกันนะ
อุดมการณ์ กับ ความเป็นจริง ไปด้วยกันไม่ได้ :39:
อุดมการณ์เคียงคู่กับความเป็นจริงได้เสมอครับถ้ายืดหยุ่นรับสถานการณ์
1. ถ้าไม่นับส่วนที่เป็น "องค์ความรู้" หากคุณผู้อ่านมีบุตรหลาน คุณผู้อ่านจะส่งบุตรหลานของท่านไปรับการศึกษาจากใครในระหว่างผู้ชาย 2 คนนี้
อยากให้เรียนกับกาลิเลโอมากกว่า :08: (เหตุผลอยู่ข้อล่าง)
2. โดยรสนิยมส่วนตัว คุณผู้อ่าน "นับถือ" วิถีทางของใครมากกว่ากัน
กาลิเลโอค่ะ เพราะว่ารู้ัจักรักษาเอาตัวรอดดี ถ้าสมมุติกาลิเลโอเชื่อมั่นในตัวเองจนต้องถูกฆ่า ความคิดดีๆที่อาจจะเกิดหลังจากนั้นก็คงไม่มีจนถึงวันนี้ บางทีเราก็ต้องยืดหยุ่นกันบ้างน่ะ :42:
โคเปอร์นิคัสไงครับ :30: คิดแบบกาลิเลโอ แต่มีทางหนีทีไล่ดีกว่าเยอะ
http://en.wikipedia.org/wiki/Nicolaus_Copernicus
เสนอทฤษฎีได้โดยที่ไม่เป็นอะไรแบบกาลิเลโอ :42:
1. ถ้าไม่นับส่วนที่เป็น "องค์ความรู้" หากคุณผู้อ่านมีบุตรหลาน คุณผู้อ่านจะส่งบุตรหลานของท่านไปรับการศึกษาจากใครในระหว่างผู้ชาย 2 คนนี้
อันที่จริงมีพรมแดนระหว่างช่วงเวลา และวัฒนธรรมด้วยครับ
ถ้าส่งลูกไปเรียนในสมัยนั้นจะส่งไปหาโสเครติส
แต่ถ้าในยุคโลกทุนนิยมคงต้องส่งไปให้กาลิเลโอครับ :42:
2. โดยรสนิยมส่วนตัว คุณผู้อ่าน "นับถือ" วิถีทางของใครมากกว่ากัน
อย่างที่บอกครับ พรมแดนของเวลา วัฒนธรรม และความเรืองอำนาจของศาสนจักร
เป็นปัจจัยที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ว่ามีผลกับการตัดสินใจของคน
โสเครติส ตายเพราะความระแวงในอำนาจของนักการเมือง
ส่วนกาลิเลโอ ถูกศาสนจักรจับข้อหาหมิ่นพระเจ้า(ทำนองนั้นแหละ)
โสเครติสอาจจะคิดอะไรบางอย่างถึงได้ทำอย่างนั้น
กาลิเลโออาจจะทำเพื่อปกป้องอะไรบางอย่าง ถึงได้ทำอย่างนั้น
ดังนั้น... วิถีทางของใคร ที่ไม่ใช่ในสถาานการณ์เดียวกัน คงตัดสินไม่ได้ :42:
พึ่งสอบวิชาปรัชญาไป เจอทั้งคุณโสกราตีส ทั้งคุณกาลิเลโอ ตีกันมั่วไปหมด
ออกมาได้ 18 เต็ม 30 มีนอยู่ที่ 20 ...ตูตายยยยยย !! :05: :05: :05:
1. ถ้าไม่นับส่วนที่เป็น "องค์ความรู้" หากคุณผู้อ่านมีบุตรหลาน
คุณผู้อ่านจะส่งบุตรหลานของท่านไปรับการศึกษาจากใครในระหว่างผู้ชาย 2 คนนี้
ถ้าตอบแบบไม่เครียดอะไรเลย จะส่งไปเรียนกับโสกราตีสค่ะ
เพราะส่วนตัวชอบวัฒนธรรมแบบกรีก นับถือพระเจ้าหลายองค์
แต่ก็ยังผสมผสานความรู้หลายๆด้านได้
อีกทั้งโสกราตีสยังไม่อวดตัว ชอบในเรื่องที่เค้าไม่ฟุ่มเฟือยด้วย :33:
(อ้างอิงมาจาก : โลกของโซฟี :39:)
2. โดยรสนิยมส่วนตัว คุณผู้อ่าน "นับถือ" วิถีทางของใครมากกว่ากัน
ชอบวิถีทางของโสกราตีสอีกนั่นแหละค่ะ
เพราะเค้าไม่เลือกทำในสิ่งที่จะทำให้ชีวิตเค้าำดำรงอยู่ต่อไปได้
เพราะนั่นไม่ใช่สิ่งที่เป็นตัวเค้า เค้าจึงยอมตายดีกว่า :42:
เขียนว่าโสกราตีสแบบจั๊วดีกว่า
เชื่อว่าเขียนถูก
1. ถ้าไม่นับส่วนที่เป็น "องค์ความรู้" หากคุณผู้อ่านมีบุตรหลาน คุณผู้อ่านจะส่งบุตรหลานของท่านไปรับการศึกษาจากใครในระหว่างผู้ชาย 2 คนนี้
โสกราตีส เพราะในขณะที่ประชากรโลกในสมัยนั้นยังปีนต้นไม้ นอนถ้ำ
(คนไทยยังเลี้ยงจามรีอยู่อัลไตอยู่เลยมั้ง)
แต่ชาวกรีกคุยกันเรื่องอภิปรัชญากัน
2. โดยรสนิยมส่วนตัว คุณผู้อ่าน "นับถือ" วิถีทางของใครมากกว่ากัน
โสกราตีส เป้นต้นหลิวลู่ลมแต่ไม่เสียรากเหง้าความเชื่อของตนนับว่าดี
สมควรปฏิบัติตตาม แต่...ทุกวันนี้คนแบบนี้มีเยอะแล้ว :42:
เลือกชอบแบบหายากๆดีกว่า แนว
1. โสกราตีส ครับ เพราะโสกราตีส โด่งดังได้มาจากการตั้งคำถาม
ซึ่งนั่นเป็นจุดเริ่มในการแสวงหาความรู้ของมนุษย์ชาติิืิ
เมื่อเริ่มสงสัย ก็ตั้งคำถาม แล้วก็เน้นไปในทางแสวงหา สัจธรรม
2. ข้อนี้ตอบไม่ได้ครับ เพราะยุคสมัยมันไม่เหมือนกัน
อย่างยุคกรีก คนเราก็ตายง่ายๆ ได้อยู่แล้ว
ความจริงโสกราตีส อาจจะไม่ได้อยากตายก็ได้
เพียงแต่เรื่องราวที่เรารับรู้มา ก็ส่งเสริมให้โสกราตีสดูเหมือนจะเป็นฮีโร่
หรือกาลิเลโอในความเป็นจริง ก็อาจจะมีคนช่วยเหลืออยู่เบื้องหลัง
อย่างองค์กรลับต่างๆ ซึ่งเรื่องราวตรงนี้ ณ ตอนนั้น กาลิเลโอเอง
ก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนว่าโลกกลม
แต่ถ้าเอาจากที่เอเขียนมา มาให้เลือกแล้ว
ก็คงเลือก โสกราตีส ล่ะครับ เพราะผมเชื่อว่า
ุวิถีแห่งการเอาตัวรอด อย่างที่กาลิเลโอทำ
ซึ่งเป็นสัญชาติญาณของมนุษย์นี่แหละ
ทำให้มนุษย์สามารถทำในสิ่งที่ไม่น่าจะทำ
และไม่ควรจะทำได้ ตั้งหลายเรื่อง
1. ส่งลูกไปเรียนกับกาลิเลโอ เพราะอยากให้รู้จักรักษาตัวรอด อยากให้ลูกปลอดภัย
2. ตอบว่านับถือโสกราตีส เพราะว่ามั่นคงเด็ดเดี่ยวดี ขอยกไว้นับถือ แต่ไม่ขอเจริญรอยตาม :30:
1. ถ้าไม่นับส่วนที่เป็น "องค์ความรู้" หากคุณผู้อ่านมีบุตรหลาน คุณผู้อ่านจะส่งบุตรหลานของท่านไปรับการศึกษาจากใครในระหว่างผู้ชาย 2 คนนี้
-ส่งไปเรียนกะกาลิเลโอ เพราะว่าชอบในวิธีการศึกษาที่ว่าก่อนจะเชื่ออะไรเราต้องมีการทดลองให้รู้แจ้งเห็นจริงก่อน
ในทางวิทยาศาสตร์นั้น ถ้าเราตั้งคำถามแต่ไม่ทำอะำไรเลย มันก็ไม่ถือว่าเป็นวิทยาศาสตร์ที่แท้จริง
ต่อให้เป็นวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ที่เน้นทางทฤษฎีที่บางคนดูหมิ่นเหยียดหยามว่าไม่มีการทดลองปฏิบัตินั้น
ก็ยังต้องมีการพิสูจน์สิ่งที่คิดหรือตั้งเป็นคำถามและสมมติฐานด้วยวิธีการต่างๆ ที่ซับซ้อน
กว่าจะได้มาซึ่งทฤษฎีบทหนึ่ง
2. โดยรสนิยมส่วนตัว คุณผู้อ่าน "นับถือ" วิถีทางของใครมากกว่ากัน
-นับถือวิถึทางของโสกราตีส เพราะว่าเป็นวิถีทางที่เด็ดเดี่ยว ยอมหัก ไม่ยอมงอ
แต่วิธีนี้ไม่ใช่วิธีที่ดีและสมควรทำเสมอไป
การกระทำของกาลิเลโอถือว่าเป็นการเอาตัวรอดเพื่อรักษาเจตนารมณ์ในภายภาคหน้า
แต่หนทางของโสกราตีสเป็นการหักดิบเพื่อศักดิ์ศรีหรืออะไรก็ตาม
แต่ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่เพียรพยายามมาก็อาจจะไม่เป็นผลอะไรเลย :42:
งง :31:
ขุด !!!
เรื่องที่สองเนื่องจากพึ่งซื้อ ฅ ฅนเล่มใหม่มา
เป็นนิทานติดเกาะ :17:
เคยอ่านกันมาบ้างไหมครับที่ว่า ถ้าต้องติดเกาะแล้วให้เลือกของติดตัวได้อย่างเดียว นั้นละๆๆ
ในนิทานมีคนอย่างนี้ 4 คน
คนที่ 1 ขอข้าว 1 ถุงขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็กขนาดว่ายน้ำพอถือกลับเข้าฝั่งได้
คนที่สอง ขอเหล้าลังใหญ่ กะใช้ชีวิตช่วงสุดท้ายหาความสุขด้วยการเมาตายบนเกาะร้าง
คนที่สาม เหตุผลคล้ายๆ คนที่สองแต่เปลี่ยนจากเหล้ายามาเป็นสาวสวยไม่มีหัวใจแทน
คนที่สี่ขอ ปืนหนึ่งกระบอกเพื่อเอาไว้ล่าอะไรซักอย่างมาประทังชีวิต
พอไปใช้ชีวิตบนเกาะร้างคนที่ตายสมใจนึก คนแรกคือชายคนที่สองที่เอาแต่กินเหล้าเมา 7 วัน 7 คืนโดยไม่มีน้ำ มีข้าวตกถึงท้อง
ส่วนชายคนที่สามหลังจากนัวกับสาวสวยคนนั้นทั้งวันทั้งคืนจนล่วงเข้าวันที่ 8 โดยไม่ได้กินอะไรก็เริ่มเบื่อและอยู่ไม่สุขจึงจ฿งมือกันไปขอข้าวจากชายคนที่หรึ่ง ซึ่งยังพอมีข้าวสารเหลือไว้ประทังชีวิต
คำตอบของชายคนที่ครองข้าวสารคือไม่ให้เพราะต้องการประทังชีวิตของตนต่อไปอีกยาวๆ สุดท้ายก็ปล่อยให้คนที่มาขอปันข้าวตายไปต่อหน้าต่อตาทั้งคู่
แต่ก็อย่างว่าเอาเข้าจริงผ่านไป 20 - 30 วันข้าวก็เริ่มร่อยหล่อ จนจะหมดถุงอยุ่แล้วชายคนที่สี่ที่ล่าสัตว์ไม่ได้หลายวันแล้วก็มาขอแบ่งข้าวพอได้คำตอบเดิมคือไม่ให้ คนถือปืนก็เลยตอบโต้ด้วยการฝังลูกตะกั่วเข้าขั้วหัวใจ แย่งข้าวมากินดื้อๆ
ข้าวที่ปล้นมาก็กินต่อได้อีกไม่กี่มื้อ แถมกระสุนปืนก็หมดเกลี้ยง สุดท้ายก็บ๊ายบายโลกนี้ตามกันไป
หลังจากหมดเวลาบนโลกคนทั้งสี่ก็ไปเจอกันอีกที ที่หน้าประตูสวรรค์ ผลัดกันเคาะประตูรอคำพิพากษาจากเทวทูตที่ทำหน้าที่คัดเลือก
คำถามง่ายๆ จากเวตาลคือ สมมุติคุณผู้อ่านเป็นเทวทูตจะเลือกรับใคร ถ้ารับได้เพียงแค่คนเดียว
หลักการตอบอยู่หน้าแรกนะครับ :12:
ตอบ คนที่สาม เพราะไม่ได้คิดจะเบียดเบียนใครเลย ถึงจะเมาก็เมาคนเดียวไม่เกี่ยวใคร :46:
อ้างคำพูดจาก: ^-FakE-^ เมื่อ 05 ม.ค. 2007, 10:21 น.
ก่อนอื่นขอขอบคุณ นิตยสาร ค คน ที่ทำให้อยากตั้งจู๋นี้ขึ้นมา
ก็เป็นนิทานเป็นตอนๆ เล่าจบแล้วจะมีคำถามที่อยากให้ได้ไปขบคิดและเสนอแนวทางการคิดมากัน
อยากให้อธิบายยาวซัก 25-30 บรรทัดโดยประมาณจะได้มีการอ่านระบบวิธีอธิบายหลักการและเหตุผลอย่างจริงจัง
:05:
อ้างคำพูดจาก: kitty เมื่อ 02 มี.ค. 2007, 11:36 น.
ตอบ
คน
ที่
สาม
เพราะ
ไม่
ได้
คิด
จะ
เบียด
เบียน
ใคร
เลย
ถึง
จะ
เมา
ก็
เมา
คน
เดียว
ไม่
กับ
เกี่ยว
ใคร
น่ะ
แจ๊ะ
งุ
งิ
:46:
ครบละ :27:
:12: โอเค
ไม่รับทั้งหมดนั่นแหละ ส่งกลับไปให้ยมบาลอบรมสักสามวันเจ็ดวันก่อนแล้วค่อยกลับมาใหม่
คนที่สอง ไม่เชื่อในความน่าจะรอดของตัวเอง จมปลักอยู่กับน้ำเมา ไม่พยายามหาวิธีเอาตัวรอด นอนรอความตายไปวันๆ
คนที่สาม พอกัน ศีลข้อกาเมฯ ก่อนตายยังไม่ยอมรักษา :39:
คนที่หนึ่ง รู้รักษาตัวรอด แต่วันๆ ที่มีข้าวก็นั่งกินไม่รู้ร้อนรู้หนาว อันที่จริงตัวเองมีเครดิตดีกว่าเพื่อนที่ไม่ต้องท้องกิ่ว ก็ดันไม่คิดหาทางกลับแผ่นดิน อันที่จริงช่วยเพื่อนมานั่งกินข้าวแล้วถกวิธีหาทางออกกันน่าจะดีกว่า
คนที่สี่ ถือปืนล่าสัตว์ แต่ไม่ได้ ไปขอข้าวเค้ากิน เค้าไม่ให้ ส่องหัวเค้าอีก หยั่งกะมาเฟียเลยแฮะ
แต่ก็นะ ฉันไม่ได้เป็นเทวทูตสักหน่อย แล้วจะไปตัดสินใครได้
กลับบ้านกินข้าวดีกั่ว {หมีโหด}
อ้างคำพูดจาก: kitty เมื่อ 02 มี.ค. 2007, 11:36 น.
ตอบ คนที่สาม เพราะไม่ได้คิดจะเบียดเบียนใครเลย ถึงจะเมาก็เมาคนเดียวไม่เกี่ยวใคร :46:
คนแรก ขอเหล้าไม่ใช่เหรอครับ :09:
ผมคิดว่า ให้คนที่มีข้าว แหละ
เพราะ คิดว่าคนนี้ มี วิสัยทัศน์ที่ มองการณ์ไกลนะ ถ้า อีตาคนนี้ ไม่เลือก ความสุขของตนเองเหมือนกับ คนอื่นๆ รู้จักคุณค่าของชีวิต ว่าจะต้องอยู่ให้นานที่สุด
อาจมองว่า อีตาคนที่มีข้าว นี่ไร้น้ำใจ แต่เค้าไม่แบ่งก็มันเป็นสิทธิของเค้า (ที่เหล้า กะ ผู้หญิง) ยังไม่แบ่งเค้าเลย :02:
่สองคนแรก ต่างก็เลือกที่จะตาย คาเหล้า กะ คาอก (แต่ดันไม่ตาย)
ส่วนคนที่มีปืน แนวคิด ก็คล้ายๆคนแรก เพียงแต่ เบียดเบียนคนอื่น
อ่านผิด คนที่สองนิหวา :08:
คนแรกดิ ก็ไม่ได้เบียดเบียนใคร ทำสิ่งที่ดีเพื่อตัวเอง
แ่ต่โจทย์พวกนี้ รู้สึกได้ว่ามันต้องมีคำตอบที่เหนือความคาดคิดยังไงไม่รู้ :31:
มันต้องมีไง แต่เอก็ไม่รู้คำตอบ :42:
เอห์ {หมีโหด}
กระจู๋นี้มีอะไรเหรอครับ ไม่เห็นรู้เรื่อง :09:
(ไม่ได้อ่านคอกระจู๋ ยาว)
เพิ่งเคยเห็นจู๋นี้ {หมีโหด}
คนแรกจะว่าไปก็เื่พื่อความอยู่รอดของตัวเอง แต่ก็ดูเกินไปจริงๆ ที่ปล่อยให้คนตายต่อหน้าต่อตา
คนที่สองก็ไม่ได้เดือดร้อนใคร แต่ทำไมต้องขนาดนั้นด้วย ไม่สู้เอาเสียเลย
คนที่สามคงจะเก็บกด ปกติหาสาวไม่ได้เลยขอเสียหน่อย ตายโง่ไปหน่อย
คนสุดท้ายเหมือนจะวางแผน เหมือนจะคิดหาทางออก แต่โมโหหิวเลยฆ่าคน เป็นไปได้มากๆ..
ไอ้เราก็ค่อนข้างเห็นด้วยที่ว่าจะไม่รับใครเลย แต่ไม่ชอบคำตอบแบบนั้นเพราะอยากจะเลือกอะไรให้มันชัดๆ ไปเลย
สรุป
คนสุดท้ายตัดทิ้งคนแรกเลย ฆ่าคน จะเหตุผลอะไรก็ช่าง ไม่น่าขึ้นสวรรค์
คนแรกตัดสินใจลำบากมาก.. เว้นไว้ก่อน
คนที่สามงี่เง่า แล้วยังไปเบียดเบียนเค้าอีก ไม่เลือกละกัน
เหลือคนแรกกับคนที่สอง
ตอบ
ให้คนที่สองดีกว่า
ถึงจะดูตายโง่ๆ ก็ไม่เดือดร้อนใคร ยังไงก็แค่หาความสุขให้ตัวเอง และไม่เดือดร้อนใครนี่?
คนแรก ถึงคนจะคนแย่ๆ ขนาดไหน ปล่อยให้ตายเนี่ยก็เกินไปมั้ง?
คนที่สองนั่นแหละ {หมีโหด}
คนที่2 กินเหล้าเมาแล้วโว้ยวายว่า ยังไม่เมา แค่มืนๆ ไม่เห็นขำเลย เอิ๊ก(เรอ)
แสดงว่าไม่ได้ตายเพราะเหล้า
แต่แบตเตอรี่หมด {หมีโหด}
จริงๆคำถามมันดักๆนิดหน่อย ประมาณว่า ถ้าเลือกคนที่2(กินสปายred)แล้วทำไมไม่เลือกคนที่3ละ
คนแรกไม่เบียดเบียนใครแต่ไำม่เคยเผื่อแผ่ซักนิด
คนที่สอง วันๆเอาแต่เมาเหล้าไม่เีบียดเบียนใครเหมือนกัน แต่ไม่เคยคิดจะหาทางรอดหรือ ยอมรับกับชะตาแล้ว..?
คนที่สาม เอาแต่สาวสวย อย่าลืมว่าสาวไม่มีหัวใจดังนั้นอาจไม่เบียดเบียนก็ได้อันนี้กึ่งๆ อาจเป็นตัวเลื่อกที่น่าเลือกแต่ไม่โดดเด่นที่สุด (คนที่2เด่นกว่ายังไงไม่รู้)
คนที่สี่ เบียดเบียนแบบหลับตาตอบเลย แต่ยังมีความดีที่อาจยังคิดหาทางรอด (แต่โง่ที่เลือกจะใช้กระสุนยิงคนแรก แทนที่จะยิงสัตว์ตัวใหญ่ๆที่ดีกว่านี้)
ถ้าให้คะแนน
อันดับหนึ่งคือ คนที่สอง กับ สาม
อันดับสามคือ คนที่หนึ่ง
อันดับสี่คือ คนที่สี่
เพราะฉะนั้นเลือกยากจริงๆสำหรับคนที่สองกับสาม เพราะตายก็พร้อมกันขอก็คล้ายๆกัน ผิดศีลก็เหมือนกัน
สรุปว่าคนที่สอง เพราะเหตุผลง่ายๆคือ คนที่สามอยู่กับสาวโดยไม่กินอะไรเป็นเวลา8วันมันเกินไำป {หมีโหด}
แต่คนที่สามมันหน้าด้านไปขอข้าวเขากินด้วยนี่ :11:
ที่ตอนอยู่กับสาวไม่เคยแบ่งใคร ถ้าตูเป็นคนที่หนึ่งตูก็ไม่ให้มันกินหรอก {หมีโหด}
// เพิ่งเรียนเรื่องนิทานเวตาลเมื่อเทอมก่อน :22:
ขอมาแปะไว้ก่อนครับ :46:
มาช้าๆ จะขุดว่า กาลิเลที่ไม่ถูกประหาร เพราะว่าสิ่งที่เขาพิสูจน์เป็นความจริงในหลายๆประการ
ทุกเรื่องพิสูจน์ได้หมด รวมทั้งเหตุผลเรื่องโลกกลมด้วย
อีกทั้งมีการเรียกร้องจากกลุ่มชนที่สนับสนุนเขามาก
ซึ่งก่อความกดดันต่อศาสนจักรเป็นอันมาก
สุดท้ายจับกักบริเวณ จนตายแทน
ผมว่ามันประมาณนี้หรือเปล่าครับ
มีในงานอ้างอิงหลายงานนะครับ ที่จำได้นี่
ลองดูเรื่อง ปลา...(อะไรสักอย่าง)สนามฟุตบอล ของคุณเรียว วารินท์นี่แหล่ะมั้งครับ
มีเขียนถึงนักคิด นักปรัชญา สำคัญๆหลายคนเลย
สำหรับผม ถ้าให้เลือกเป็น ผมจะเป็นคนที่สาม 555
อย่างน้อยมีความสุขที่สุดก่อนตาย คือผมเชื่อว่าความสุขในการกระทำเช่นนั้นเนี่ย มันถือเป็นความสุขสูงสุดส่วนหนึ่งในชีวิตนะครับ
ธรรมชาติสร้างกลไกขึ้นมาให้มนุษย์มีความสุขกับการร่วมเพศเพื่อสืบทอดสัฐชาติญาณในการสืบพันธุ์โดยไม่ขาดตอน ศีลข้อสามถูกวางไว้เพื่อป้องกันการประพฤติผิดในกาม ไม่ได้ห้ามมีการสืบพันธุ์ ผมกลับไม่เห็นว่าการครองพรหมจรรย์เป็นเรื่องสูงส่ง เพราะตามกลไกธรรมชาติ สิ่งมีชีวิตทุกชนิดดำรงอยู่เพื่อสืบเผ่าพันธุ์ต่อไป ดังนั้นหากปิดกั้นเรื่องนี้ไป ก็เท่ากับฝืนธรรมชาติ อันนี้ผมมองว่าคนที่สามได้ทำตัวกลมกลืนกับธรรมชาติที่สุด
หากจะคิดว่าทำไมถึงเลือกธรรมชาติด้านการสืบพันธุ์ ไม่เลือกการกิน ซึ่งก็เป็นกลไกหลักของสิ่งมีชีวิต
ผมจะอธิบายคร่าวๆว่า การกินนั้น สามารถสร้างความสุขไดเพียงเล็กน้อย เมื่อเทียบกับอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นการหลั่งอดรีนาลีนถึงขีดสุด และทำให้ลืมเรื่องอื่นไปได้ชั่วขณะ การขอข้าวไว้กิน วันหนึ่งข้าวก็จะหมด สุดท้ายก็ต้องอดตายอยู่ดี เมื่อผลลัพธ์เท่ากัน จะช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับว่าสามารถตักตวงความสุขช่วงก่อนตายได้มากแค่ไหน เพื่อให้จิตใจไม่หดหู่เกินไปตอนที่จะตาย
แต่ถ้าผมเป็นฑูตสวรรค์ คนที่สามอาจบาปเท่าๆกับคนที่สี่ ทั้งคู่มีผลลัพธ์เท่ากับฆ่าคนหนึ่งคนเหมือนกัน คนที่สามขอผู้หญิงคนหนึ่งมาตายด้วย ถึงจะไม่มีหัวใจ แต่ก็เท่ากับหนึ่งชีวิตเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากผู้หญิงตั้งครรภ์ ก็เท่ากับทำลายชีวิตเพื่มขึ้นอีก
สำหรับคนแรกที่ขอข้าว เค้าอาจไร้น้ำใจ ปล่อยให้คนตาย แต่ก็คือกลไกการเอาตัวรอด ทว่าอย่างไรก็ตาม เขาเองก็น่าจะรู้ว่าสุดท้ายตัวเองก็จะตาย เพราะข้าวย่อมหมดไปสักวัน แทนที่จะเลือกสร้างกุศลโดยแบ่งปันเพื่อช่วยเหลือสองชีวิต แต่กลับขาดสติยั้งคิด ครอบครองเวลาที่เหลืออยู่ไว้คนเดียว คนนี้ผมว่าไม่ได้ขึ้นสวรรค์เหมือนกัน
คนที่สอง ขอเหล้า เมาคนเดียว ตายคนเดียวก็ดูเหมือนจะดีนะครับ เค้าเลือกทางที่จะทำใจยอมรับความตายโดยสงบ ไม่ดิ้นรกระเสือกกระสน เพราะรู้แน่ว่าต้องตาย ไม่คิดแย่งชิงหรือครอบครองอะไร อาจเพราะไม่มีเวลาให้คิด เนื่องจากเมาอย่างเดียว แต่ผมเชื่อว่าตอนจะขอเหล้าเนี่ย เค้าน่าจะไตร่ตรองถึงผลลัพธ์ไว้แล้ว ผมว่าเค้าเลือกได้ดีนะครับ ดิ้นรนไปก็เท่านั้น เมื่อหนีความตายไม่พ้น เหมือนคนเป็นมะเร็ง รักษายังไงก็จบที่ความตาย หากต้องทรมานกับการรักษา สู้ยิ้มรับความตายไปเลยดีกว่า
ถ้าอย่างนั้นผมขอเลือกคนที่สองครับ
หรือถ้าจะเอาเหตุผลง่ายมากๆที่สุดเลย เพราะคนที่สองตายเป็นคนแรกครับ ก็รีบๆขึ้นสวรรค์ไปซธ จะมารับแค่คนเดียว ผมจะได้รีบกลับสวรรค์ไปนอน
:25: โว้ว ตอบยาวได้ใจมาก
ชอบเหตุผลสุดท้าย :25:
:05a: ดีใจ
พีทเจ๋งหง่ะ :22:
หายไปนาน เอามาถามต่อซักหน่อย วันนี้ฮึด :07:
เป็นเรื่องเกี่ยวกับข่าวซุบซิบดาราต่างๆ ที่เวตาลไปคุยกับกูรู ทั้งสามคนมาต่างคนก็ต่างตอบดังนี้
นักข่าวบันเทิงตอบว่า :อ้างอิงเวตาลอย่าดัดจริตไปหน่อยเลย... ของแบบนี้มันก็ขึ้นอยู่กับหลักอุปสงค์-อุปทาน เราผ่านการพิสูจน์ลองผิด ลองถูกกันมานานแล้ว
ว่าลึกๆ แล้วผู้บริโภคส่วนใหญ่สนใจเรื่องแบบนี้ ในแง่มืออาชีพเราก็แค่สนองความต้องการของตลาด ..
นี้แหละคือข้อเท็จจริงของสังคม สังคมเป็นอย่างไรมันก็ผลิตสื่อออกมาอย่างนั้น อย่าโกหกตัวเองเลยเวตาลเอ๋ย
อีกอย่างถาเวตาลเป็นห่วงสังคมจริง นี้ไงเรากำลังสะท้อนสังคมให้เห็นอยู่ ไอที่เราถามคำถามเลวๆ ก็เพื่อให้คนพวกนี้สะท้อนความโง่ของตัวเองออกมา เวตาลจะด่าว่าเราเป็นสื่อน้ำเน่าก็ได้ แต่ถ้าเราไม่สะท้อนความน้ำนเ่าเวตาลจะเห็นความน้ำนเ่าเหรอว่าอะไรเป็นอะไร แล้วถ้ามัวแต่แอบจิตไม่ยอมรับความจริงจะไปเท่าทันคนพวกนี้ได้อย่างไร
คือถ้าเอะอะก็ออกสูตรลูกโทษว่าสื่อไม่มีจรรยาบรรณ ไม่มีความรับผิดชอบ ..มันง่ายไปเวตาล มันง่ายไป ..
ดาราตอบว่า :อ้างอิงโถ เวตาล จะแอ๊บแบ้วไปถึงไหน ขอร้องเลิกพูดซะทีเถอะว่าดาราต้องเป็นแบบอย่างที่ดีต่อเยาวชน..
คำพูดแบบนี้สงวนไว้ให้ป้าๆ แถวกระทรวงวัฒนธรรมเหอะ ประเทศไหนยกภาระให้ดาราให้เป็นแบบอย่างเยาวชนจริงๆ จังๆ ก็บ้าแล้ว
แสดงว่าทั้งประเทศไม่มีแบบอย่างดีๆ อื่นๆ เลยเหรอ
ดาราเมืองนอกที่มันทำท่าฉลาดๆ น่ะก็แค่คนส่วนน้อยเท่านั้น แล้วฝรั่งมันก็ไม่ได้คาดหวังนะว่าดารานักร้องของมันจะต้องฉลาดสะอาดสะอ้าน
มันรู้ว่าคนพวกนี้มีหน้าที่แค่สร้างความบันเทิงเท่านั้นแหละ เพราะมันมีตัวอย่างจากคนแวดวงอื่นอีกตั้งเยอะให้คนนับถือเป็นแบบอย่าง
อย่าไปให้ราคาดาราเกินจริงเลย ขอร้องเหอะเวตาล อย่าเว่อร์ ...
นักบริโภคข่าวบันเทิงตอบว่า :อ้างอิงโห ... อะไรของพี่ .. ชีวิตมันก็เครียดอยู่แล้ว หุ้นก็ตก น้ำมันก็แพง พี่เวตาลจะเอาอะไรกับหนูอีก
ขอแค่ความบันเทิงจากการได้อ่านข่าวเมาธ์นินทาสาระแนชิวชิวหน่อย พี่เวตาลก็จะมาทำท่าดีดดิ้น... จะเอาแบบซีเรียสใช่มั้ย
เคยอ่านตำรามานุษยวิทยารึเปล่า ที่เค้าบอกว่ากรรมวิธีการนินทา คือเครื่องมือในการควบคุมทางสังคมที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดชนิดหนึ่ง .. ไปเรยยย กลับไปอ่านงาน อ.นิติ๊ เรยยย หนูอ่านมาแล้ว ไม่ใช่แค่อ่านข่าวบันเทิง
โด่.. อย่ามาลองภูมินี่ไง ควบคุมทางสังคมจนไฝขึ้นเต็มปากเสียบุคลิกแล้วเนี่ย เหอๆๆๆ
คำถามที่เวตาลอยากถามก็คือภายใต้วิถีคิดของบุคคลทั้งสามนี้ ถ้าไม่ได้เป็นเพื่อนกันเอาแค่ดูความคิด เหตุผลและความสูงต่ำของระดับจิตใจ เวตาลควรเชื่อความเห็นใครดี ?
ปล. พิมพ์เหนื่อยจริง :08:
ผมเห็นจู๋นี้ช้าไปหน่อยมาตอบตอนนี้ไม่ว่ากันเนาะ
ผมเลือกทั้งสองข้อเป็นกาลิเลโอครับ
ผมไม่ชอบวิธีการหาทางออกหรือหนีปัญหาด้วยความตายครับ
ถอยหนึ่งก้าวเพื่อก้าวต่อไปที่ยิ่งใหญ่ :25:
อ้าวกรรม ทำไมไปเจอในวิกิเป็นแบบนี้เนี่ย :07:
อ้างอิงโสคราติสต้องโทษตามกฎหมายกรีซให้ดื่มยาพิษ
วิกิพีเดีย เนี่ย
(http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%8B)
ส่วนข้อสองนี่ผมคงเลือกคนที่เอาเหล้าอ่ะครับ ไม่ได้เบียดเบียนใครเมาตาย เพราะสุดท้ายก็ตายหมดอยู่ดี
ไม่ตอบข้อแรก ๆ ขี้เกียจอ่าน
แต่สำหรับข้อสุดท้าย
ตอบแบบดาราเลย ดาราก็คน ทำอะไรก็อยู่ในบรรทัดฐานของคนมีดีมีเลว
เราไปให้ค่าดาราเอง ดาราต้องดี ต้องเป็นตัวอย่างที่ดี
ตัวอย่างดี ๆ แบบอื่นก็มีไปดูเอาดิ่ :27:
ตูตอบกระจู๋แบบนี้ไม่เป็น แนวเกิ๊น :08:
เลือกดาราครับ เพราะว่าน่าจะหน้าตาดีที่สุดในบรรดา 3 คนนี้ :25:
เลือกๆ มาซักคนเหอะพี่แอน :27:
เหตุผลสนับสนุนที่ว่าดาราหน้าตาดีละพี่พลัม แอร๊ยยยยยยยยย
นักข่าวบันเทิง(ไม่นับพิธีกรนะ)ตูไม่เคยเห็นใครน่าตาดีเลยสักคน
ส่วนนักบริโภคข่าวบันเทิง นี่อ่านหนังสือด๋อยอะไรก็ไม่รู้
คนหน้าตาดีดี ตูไม่เคยเห็นเค้าอ่านหนังสืออะไรแบบนี้เลย
เพราะฉะนั้นจึงตัดช้อยส์เหลือแค่ดารา ดูน้องเค้าเป็นตัวของตัวเองดี
ดูจากวิธีตอบแล้ว ต้องเป็นตั๊กบงกช แน่ๆ (แต่ตูว่ามีเปอร์เซ็นต์เป็นมดดำสูงมาก)
เพราะฉะนั้น เลือกดาราเป็นเพื่อนก็อาจจะได้กินเพื่อนของดาราที่เป็นดาราอีกด้วย :25:
ป.ล. วิเคราะห์ได้ไม่เกี่ยวกับบริบทที่เขาให้มาเลยตู :30:
พี่พลัมมองการณ์ไกล :25:
:30:
เลือกที่จะเชื่อทุกคนเลยซิ คุณ เวรตาลไล เลือกเอาสิ่งที่ดีเขามีอยู่ เป็นประโยชน์โลกบ้างยังหน้าดู จู่ฮุกกรู ฮุก ฮุก จุ๊กกรู้ๆ
อ้างคำพูดจาก: จักรี เมื่อ 14 ก.ย. 2007, 17:05 น.
เลือกที่จะเชื่อทุกคนเลยซิ คุณ เวรตาลไล เลือกเอาสิ่งที่ดีเขามีอยู่ เป็นประโยชน์โลกบ้างยังหน้าดู จู่ฮุกกรู ฮุก ฮุก จุ๊กกรู้ๆ
สรุปคือ รู้ว่าสังคมน้ำเน่า ดาราก็แค่คน และประชาชนก็อยากรู้เรื่องราวน้ำเน่าของคนที่เป็นดารา
(http://img2.f0nt.com/14/61ef4736aacc19b96a70b41b50e991ec.gif)(http://img2.f0nt.com/14/61ef4736aacc19b96a70b41b50e991ec.gif)(http://img2.f0nt.com/14/61ef4736aacc19b96a70b41b50e991ec.gif)
ถึงกับก๊อบรูปกันเลยทีเดียว :34:
ยิ้ม แบบจริงใจไงเอ (http://img2.f0nt.com/14/61ef4736aacc19b96a70b41b50e991ec.gif)
เหมือนจู๋นี้เลย
http://www.f0nt.com/forum/index.php/topic,8764.0.html