ที่มาของดนตรีแจ๊ส
เชื่อกันว่าดนตรีแจ๊สมีต้นกำเนิดราวทศวรรษ 1920 โดยวงดนดรีวงแรกที่นำสำเนียงแจ๊สมาสู่ผู้ฟังหมู่มากคือ ดิ ออริจินัล ดิกซีแลนด์ แจ๊ส แบนด์ (The Original Dixieland Jazz Band: ODJB) ด้วยจังหวะเต้นรำที่แปลกใหม่ ทำให้โอดีเจบีเป็นที่กล่าวขวัญกันอย่างมาก พร้อมกับให้กำเนิดคำว่า "แจ๊ส" ตามชื่อวงดนตรี โอดีเจบีสามารถขายแผ่นได้ถึงล้านแผ่น .. อย่างไรก็ตามโอดีเจบีไม่ได้เป็นผู้ให้กำเนิดท่วงทำนองดังกล่าว หากแต่นำสิ่งที่ได้ยินได้ฟังมาจากเพลงพื้นบ้านในแถบนิวออร์ลีนส์มาประยุกต์อีกที มีการวิเคราะห์รากลึกของแจ๊สในหลายทาง หนึ่งในนั้นคือเกิดจากดนตรีของกลุ่มทาสที่เดินทางมาจากแอฟริกาเพื่อเป็นแรงงานเกษตรกรรม กลุ่มทาสเหล่านี้มีพื้นฐานในเรื่องจังหวะมาจากเพลงพื้นบ้านหรือดนตรีในพิธีทางศาสนาอยู่แล้ว ประกอบกับได้ซึมซับดนตรีของคนผิวขาว จากยุโรป จึงเกิดการผสมผสานกันกลายเป็นเพลงบลูส์ (Blues) วิเคราะห์กันว่าโน๊ตที่แปลกแปร่งของบลูส์ เกิดจากการที่คนผิวดำเหล่านี้เรียนรู้ดนตรีจากการฟังเป็นพื้นฐาน จึงเล่นดนตรีแบบถูกบ้างผิดบ้าง เพราะจำมาไม่ครบถ้วน มีการขยายความด้วยความพึงพอใจของตัวเองเป็นหลัก ซึ่งกลายเป็นที่มาของคีตปฏิภาณ (Improvisation) ในภายหลัง .. ดนตรีแร็กไทม์ (Ragtime) ก็เชื่อว่ามีต้นกำเนิดคล้ายๆ กันคือ เกิดจากดนตรียุโรปผสมกับจังหวะขัดของแอฟริกัน .. บลูส์และแร็กไทม์นี่เองที่เป็นรากของดนตรีแจ๊สในเวลาต่อมา
แร็กไทม์มีช่วงเวลาที่รุ่งเรืองอยู่ราวๆ ทศวรรษ 1890 ถึง 1910 มีเสน่ห์และเอกลักษณ์ที่จังหวะขัด (Syncopation) นักดนตรีแร็กไทม์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดคนหนึ่งก็คือ สก็อตต์ จอปลิน (Scott Joplin) ผู้ประพันธ์เพลงที่เราคุ้นหูหลายๆ เพลง เช่น The Entertainer, Maple Leaf Rag, Elite Syncopations, Peacherine Rag เป็นต้น หากไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน แนะนำให้หาฟังดูแล้วจะร้องอ๋อ .. หรือถ้าชอบดูหนังลองหา The Sting มาดู มีเพลงของจอปลินประกอบเกือบทั้งเรื่อง หรือไม่ก็ The Legend of 1900 (UBC เคยเอามาฉาย) แม้เรื่องหลังนี้จะกล่าวถึงดนตรีแจ๊ส แต่มีหลายเพลงที่มีกลิ่นรสของแร็กไทม์ที่เข้มข้นทีเดียวโดยเฉพาะตอนดวลเปียโน
เพลงบลูส์เริ่มได้รับความนิยมในช่วงเวลาเดียวกันกับแร็กไทม์ ปลายๆ ทศวรรษ 1910 เพลงบลูส์และแร็กไทม์ถูกผสมผสานจนกลมกลืนโดยมีหัวหอกคือ บัดดี โบลเดน (Charles Joseph 'Buddy' Bolden) เป็นผู้ริเริ่ม หากแต่เวลานั้นยังไม่มีการประดิษฐ์คำว่าแจ๊สขึ้นมา และเรียกดนตรีเหล่านี้รวมๆ กันว่า "ฮ็อต มิวสิค" (Hot Music) จนกระทั่งโอดีเจบีโด่งดัง คำว่า แจ๊ส จึงเป็นคำที่ใช้เรียกขานกันทั่ว .. แจ๊สในยุคแรกนี้เรียกกันว่าเป็น แจ๊สดั้งเดิม หรือ นิวออร์ลีนส์แจ๊ส
ขอบคุณ เวป kitty.in.th สำหรับข้อมูลนะคร้าบ
คราวหน้ามาต่อกันกับ สวิง และ บิ๊กแบนด์ นะครับ
(http://img.f0nt.com/image/10750.jpeg)
ข้อมูลจากเว็บบักอู๋ :25:
ต๊ายตาย :18:
:26: คนกันเองนี่หว่า
ก็กันเองกันทั้งบอร์ดนี่เนอะ :22:
อ้าว!! เหรอครับ จุดไต้ตำตอ ซะงั้น
งั้นเคยอ่านกันรึยัง ถ้าเคยแล้วผมจะได้ไม่โพสต่อ
ไม่ใช่แล้ว :08:
นั่นเว็บคุณกิตติ ส่วนใหญ่เนื้อหามาแนวๆ linux
(http://www.digi-help.com/auto/images/honda-jazz-front-photo.jpg)
โอ้ว มุก ขำมาก :31:
คนละ jazz กันแล้วครับ :42:
กะไว้แล้วต้องมีคนเป๋ไปฮอนดา :43:
ตอนต่อไปเป็นอะไรครับ Wish หรือ New Jazz
(ก็ว่าจะเล่นเหมือนกัน แต่เกรงใจ :42:)
ความจริงผมก็ลุ้นอยู่ว่าจะเป็น คุณฟาเกะ หรือ คุณวันสว่าง :30:
เข้าเรื่องไม่เป๋ก็ได้
......
เคยดูหนังเรื่อง "เทอมินอล" ที่ทอมแฮงค์ แสดงนำครับ
เค้ามาตามขอลายเซนต์ของ"นักดนตรีแจ๊ส"ลายเซนต์สุดท้าย ที่คุณพ่อของท่านได้ตั้งความหวังไว้
แต่ก็ติดอยู่ใน แอร์พอร์ต จนเกิด เรื่องราวต่างๆขึ้นมามากมาย สุดยอดครับ :12:
:40: เรื่องนั้นชอบนะ....
ชอบเหมือนกันครับเรื่องนี้ เรื่อง Ray ก็ดีนะ ที่ดัดแปลงมาจากประวัติของ Ray Charles น่ะครับ
ขอบคุณที่เอามาให้อ่านครับ
เห็นมีเกี่ยวข้องกับหนังเพลง เคยจัดอันดับ 10 หนังเพลงในใจไว้
ลงไว้ที่นี่จะเป็นไรไป
1.Almost Famous วงร็อคและนักเขียนดนตรีร็อคช่วงยุค 60-70
2.Hedwig & the Angry Inch วงพังค์กระเทยเยอรมันตะวันออก-กำแพงเบอร์ลิน อเมริกา
3.O Brother, Where Art Thou? หนังหนีคุกดนตรีบลูส์แกรส
4.High Fidelity ชีวิตเจ้าของร้านขายแผ่นเสียง
5.Ray เรย์นั่นแหละ
6.Walk the Line อัตชีวประวัตจอนนี่ แคช
7.Valvet Goldmine วัฒนธรรมแกลมร็อค เกย์ เดวิดโบวี่
8.Final Day วันสุดท้ายของเคิร์ต โคเบน
9.School of Rock แบล็ก แจ็ค ฮาระเบิดระเบ้อ
10.The pianist นักเปียโนยิวท่ามกลางไฟสงคราม
เรย์ ชาร์ลอยู่ที่ 5 :42:
ชอบเรื่อง School of Rock อีตาแจ๊คเล่นได้สุดยอดฮา เพลงก็เพราะ :12:
เรย์ กับ Walk the line ยังไม่ได้ดู :05:
ชอบเรื่อง Walk the line ครับ :12:
walk the line ชอบ ริช วิทเทอร์สพูน เห็นว่าร้องเองด้วย ถึงไม่ใช่มืออาชีพ แต่ก็ฟังดีนะ :45:
คนละ kitty แล้ว :32:
เห็นแผ่น almost famous มานานแล้วแต่ก็ยังไม่กล้าเช่าไปดูซักที :31:
ทั้งๆที่ชอบดนตรีมากๆแต่ไม่ชอบดูหนังเกี่ยวกับดนตรีผิดปะ {หมีโหด}
ไม่ผิดหรอกครับ แค่ชอบดนตรีก็โอเคแล้ว จะต้องมีอะไรมาอธิบายมากกว่านั้นอีกหละ :42:
ตกลงว่าเป็นคนละ kitty กันนะ
เชิญเจ้าของกระจู๋มาเล่าต่อได้ครับ
:42:
ผมชอบ O Brother, Where Art Thou?
ชอบ the legend of 1900 ด้วยครัีบ
ตระกูลใกล้ๆเคียงกันครับ
(http://www.treehugger.com/files/toyota-yaris-sh-02.jpg)
เจอแต่ มุกนี้ มึนแล้ว
:34: ตกลงเรื่องดนตรี หรือว่ารถคะ
สวัสดีค่ะjazzสบายดีไหมคะ {หมีโหด}
ดนตรีจ้า
เห็นอวตาร จขกจ. เป็นเทิร์นเทเบิ้ล
:42: มันเล่นยังไงเหรอคะ พอจะทราบไหม
(เป๋นิดหน่อย...แต่ยังอยู่ในเรื่องดนตรี)
ถูๆไงคะ {หมีโหด}
:34: อันนั้นอ่ะรู้แล้ว
พอดีอยากรู้ลึกกว่านี้ค่ะ {หมีโหด}
บางทีก็ ไถๆเอา บางทีก็ ทั้งถูทั้งไถ {หมีโหด} :42:
ถูไปไถมา ระวังจะล้านเอานะครับ
หลักๆก็ มือซ้ายถูแผ่น มือขวาปัด Fader บน Mixer เพื่อให้เกิดเสียงต่างๆ หลักๆก็ประมาณนี้แหละครับ
สวิง และ บิ๊กแบนด์
ช่วงเวลาที่สหรัฐเขาร่วมสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ทางการสั่งปิดสถานเริงรมณ์ในนิวออร์ลีนส์ ทำให้นักดนตรีส่วนใหญ่เดินทางมาหากินในชิคาโก นิวยอร์ก และ ลอสแองเจลลิส ทั้งสามเมืองจึงกลายเป็นแหล่งบ่มเพาะนักดนตรีแจ๊สในช่วงนั้น .. ชิคาโกดูจะเป็นเมืองที่มีความก้าวหน้าทางดนตรีแจ็สเหนือกว่าอีกสองเมือง เพราะมีนักดนตรีมาทำงานมาก ชิคาโกเป็นเมืองที่ทำให้ หลุยส์ อาร์มสตรอง (Louis Armstrong) เป็นที่รู้จัก และกลายเป็นนักดนตรี/นักร้องแจ๊สชื่อก้องโลกในเวลาต่อมา ในด้านการพัฒนา ชิคาโกมีดนตรีแจ๊สที่สืบสายมาจากนิวออร์ลีนส์แต่มีลักษณะเฉพาะตัว เสียงจัดจ้าน มีการทดลองจัดวงในแบบของตัวเอง เริ่มเอาเครื่องดนตรีใหม่ๆ เช่น แซ็กโซโฟนมาใช้รวมกับ คอร์เน็ต ทรัมเป็ต มีการทดลองแนวดนตรีใหม่ๆ เช่น การเล่นเปียโนแบบสไตรด์ (Stride piano) ของเจมส์ จอห์นสัน (James P. Johnson) ซึ่งมีพื้นฐานจากแร็กไทม์ การทดลองลากโน้ตให้ยาวจนผู้ฟังคาดเดาได้ยากของอาร์มสตรอง และการปรับแพทเทิร์นของจังหวะกันใหม่เป็น Chicago Shuffle
ส่วนนิวยอร์กรับหน้าที่เป็นศูนย์กลางของแจ๊สในยุคปลายทศวรรษ 1920 แทนชิคาโก สุ้มเสียงของดนตรีแจ๊สในนิวยอร์กพัฒนาเพื่อเป็นดนตรีเต้นรำให้ความสนุกสนานบันเทิง และเป็นบ่อเกิดของ สวิง (Swing) และ บิ๊กแบนด์ (Big Band) ในเวลาต่อมา
"สวิง" ในบริบทของแจ๊ส หมายถึงอิสระในการแสดงความคิดทางดนตรี ชื่อสวิงนี้มีที่มาจากจังหวะที่ฟังแล้วเหมือนไม่ลงตัว หรือเหมือนกับจังหวะมัน 'แกว่ง' นั่นเอง สวิงเป็นดนตรีที่ก่อให้เกิดการจัดวงแบบใหม่ที่เรียกว่า "บิ๊กแบนด์" ซึ่งมีการแบ่งโครงสร้างเครื่องดนตรีเป็นสามส่วนคือ เครื่องทองเหลือง เครื่องลมไม้ และเครื่องให้จังหวะ ... ที่แจ้งเกิตตามมาในยุคนี้ก็คือนักร้องแจ๊ส เช่น เอลลา ฟิทช์เจอรัลด์ (Ella Fitzgerald) บิลลี ฮอลิเดย์ (Billy Holiday) และหลุยส์ อาร์มสตรอง .. จุดเด่นมากๆ ของนักร้องแจ๊สคือการ "สแกต" (Scat) หรือเปล่งเสียง ฮัมเพลง แทนเครื่องดนตรี ซึ่งนับเป็นการแสดงคีตปฏิภาณของนักร้อง
หากพูดถึงสวิงแล้วคงยากที่จะเลี่ยงการกล่าวถึงผู้ที่ได้รับฉายาว่า ราชาแห่งสวิง "เบนนี กู๊ดแมน" (Benny Goodman) ผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยได้รับพระราชทานพระราชวโรกาสให้ร่วมเล่นดนตรีกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว .. เบนนี กู๊ดแมน เป็นนักคลาริเน็ต ก่อตั้งวงของตัวเองออกเดินสายเปิดคอนเสิร์ต พร้อมกับพัฒนาแนวทางดนตรีใหม่ๆ ไปด้วย วงบิ๊กแบนด์ของกู๊ดแมน มีลักษณะต่างจากวงอื่นๆ ในยุคนั้นตรงที่ เปิดโอกาสให้นักดนตรีคนอื่นในวงได้เล่นโซโล แสดงความสามารถเต็มที่ กลายเป็นที่ชื่นชอบของผู้ฟัง นอกจากนี้วงของกู๊ดแมนยังมีนักดนตรีทั้งผิวขาวและผิวดำปะปนกัน จึงได้รับการชื่นชมจากผู้ฟังจำนวนมาก .. ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น นอกจากวงของกู๊ดแมนแล้ว ที่โด่งดังไม่แพ้กันก็ยังมีวงของ ดุ๊ก เอลลิงตัน (Duke Ellington) และวงของ เคาน์ เบซี (William Count Basie)
บ็อพ
เพลงสวิงมาถึงจุดอิ่มตัวเมื่อนักดนตรีเริ่มเบื่อหน่ายการจัดวงและการเรียบเรียงที่ค่อนข้างตายตัว จึงเริ่มเกิดการหาแนวทางใหม่ๆ เล่นตามความพอใจหลังการซ้อมหรือเล่นดนตรี หรือเรียกว่า "แจม" (Jam session) นั่นเอง .. และจากการแจมนี่เองทำให้ ชาร์ลี "เบิร์ด" พาร์คเกอร์ (Charlie "Bird" Parker) นักแซ็กโซโฟน และ ดิซซี่ กิลเลสปี (Dizzy Gillespie) นักทรัมเป็ต เสนอแจ๊สในแนวทางใหม่ขึ้นมา เมื่อทั้งสองร่วมตั้งวงห้าชิ้นและออกอัลบั้มตามแนวทางดังกล่าว คำว่า "บีบ็อพ" (Bebop) "รีบ็อพ" (Rebop) หรือ "บ็อพ" (Bop) ก็กลายเป็นคำติดปากของผู้ฟัง .. คำว่าบีบ็อพเชื่อกันว่ามาจากสแกตของโน้ตสองตัว บ็อพมีสุ้มเสียง จังหวะ การสอดประสานที่ต่างไปจากสวิงค่อนข้างมาก เช่นจังหวะไม่ได้บังคับเป็น 4/4 เหมือนสวิง ใช้คอร์ดแทน (Alternate chords) เยอะ ในขณะที่โซโลและการแสดงคีตปฏิภาณยังคงวางบนคอร์ดเดิม
เริ่มแรกบ็อพไม่ได้เกิดปรากฏการณ์บูมเหมือนกับสวิง ด้วยท่วงทำนองของบ็อพจะเน้นเป็นดนตรีตามคลับแจ๊สมากกว่าดนตรีเต้นรำ .. นักดนตรีแนวสวิงหลายคนออกจะดูถูกบ็อพ ถึงขนาดบอกว่า 'บ็อพทำให้แจ๊สถอยหลังไปยี่สิบปี' แม้แต่ผู้อาวุโสอย่างอาร์มสตรองยังให้ความเห็นในทางลบ อย่างไรก็ตาม จุดเด่นของบ็อพคือการแสดงออกถึงความเป็นตัวของตัวเองสูง เปรียบเสมือนวัยรุ่นที่แสดงออกทางความคิดอย่างเต็มที่ ไม่นานนัก บ็อพก็เป็นที่นิยม ชาร์ลี พาร์กเกอร์ ดิซซี กิลเลสพี และ ธีโลเนียส มองค์ (Thelonious Monk) ก็กลายเป็นดาวเด่นในแวดวงแจ๊ส ในฐานะที่เปิดแนวทางการพัฒนาใหม่ๆ ให้กับแจ๊ส
แขนงของบ็อพ
ช่วงทศวรรษ 1950 ความนิยมในสวิงเริ่มเสื่อมคลายลง บิ๊กแบนด์หลายวงต้องสลายไป วงดังๆ ก็จำต้องรับงานเฉพาะกิจ แทนที่จะเป็นงานประจำเหมือนแต่ก่อน ..ส่วนเพลงแนวบ็อพ ทำให้เกิดดนตรีอีกหลายแนวตามมา โดยแยกออกเป็นสองส่วนคือ แนวที่แยกไปจากแจ๊สเลย เช่น บูกี้-วูกี้ ริทึมแอนด์บลูส์ และ ร๊อคแอนด์โรล ซึ่งภายหลังก็ผันมาเป็นดิสโก้ และดนตรีเต้นรำอื่นๆ
ส่วนในแขนงของแจ๊ส ในยุคแรก บ๊อพทำให้กำเนิดกระแสสองกระแส ..กระแสแรกคือ คูลแจ๊ส (Cool Jazz) ซึ่งเป็นการผสมแจ๊สเข้ากับเพลงคลาสสิค .. อีกกระแสคือ ฮาร์ดบ็อพ (Hard Bop) ซึ่งผสมเอาบ็อพ ริทึมแอนด์บลูส์ และเพลงในโบสถ์ที่เรียกว่า กอสเพล (Gospel) เข้าด้วยกัน
คูลแจ๊สมีต้นกำเนิดจากงานของไมล์ส เดวิส (Miles Davis) ซึ่งจัดวงเก้าชิ้น อัดอัลบั้ม The Birth of Cool . แม้ขายไม่ดี แต่นักดนตรีแจ๊สให้ความสนใจในเนื้อหาดนตรีมากจนงานชิ้นนี้เรียกติดปากว่า "คูล" ซึ่งกลายเป็นที่มาของ คูลแจ๊ส .. อีกนัยหนึ่งแนวคูลแจ๊ส ไม่ได้เร่าร้อน เร็ว สนุกสนานเหมือนดนตรีแจ๊สที่ผ่านมา หากมีท่วงทำนองช้า บรรยากาศทึมๆ หม่นเทา .. อิทธิพลด้านคลาสสิคของคูลแจ๊สส่วนใหญ่จะมาจากงานของ สตราวินสกี (Igor Stravinsky) และ เดอบุสซี (Claude Debussy) และเพราะอิทธิพลของคลาสสิคที่ค่อนข้างอนุรักษ์นิยมสูง ทำให้บางคนวิจารณ์ว่า คูลบ็อพทำให้แจ็สถอยหลังเข้าคลอง (อีกแล้ว)
ขณะเดียวกัน ทางฝั่งตะวันตกก็มีเพลงแจ๊สที่เรียกกันว่า เวสต์โคสต์ (West Coast Sound) ซึ่งคล้ายคลึงกับคูลแจ๊ส แต่อนุรักษ์นิยมสูงกว่า วงดนตรีเวสต์โคสต์มักไม่มีเปียโนมารวมด้วย ผู้นำของกลุ่มนี้ได้แก่ เช็ต เบเกอร์ (Chet Baker) เจอร์รี มัลลิแกน (Jerry Mulligan) สแตน เก็ตซ์ (Stan Getz) ก็เคยทำงานในแนวนี้ด้วยเช่นกัน
ฮาร์ดบ็อพ หรือ โซลแจ๊ส (Soul Jazz) เป็นอีกสาขาของบ็อพที่แตกออกมา ดนตรีจะออกไปทางดนตรีของคนผิวดำ เช่น ฟังกี้ ริทึมแอนด์บลูส์ โดยมี ไมล์ส เดวิส คลิฟฟอร์ด บราวน์ (Clifford Brown) ซอนนี รอลลินส์ (Sonny Rollins) ฯลฯ เป็นผู้ทดลองงานในสายนี้ .. ในส่วนของเดวิส หลังทำงานคูลแจ๊สไปแล้ว ก็หันมาทำงานฮาร์ดบ็อพ ทำนองเรียบง่าย ใช้บันไดเสียงไมเนอร์ สุ้มเสียงโซโลดูหม่นเทา โศกเศร้า ซึมเซา เหมือนสิ้นหวัง .. ไมล์ส เดวิส ธีโลเนียส มองค์ มิลท์ แจ็กสัน (Milt Jackson) และเคนนี คลาร์ก (Kenny Clark) เคยร่วมงานกันในแนวคูล นับเป็นงานระดับมาสเตอร์พีซของเดวิสเลยทีเดียว ว่ากันว่าเสียงทรัมเป็ตในชุด "เซสชัน" ที่อัดร่วมกันนี้ เป็นที่สุดของเดวิสแล้ว โดยเฉพาะเพลง Bag's Groove แม้เบื้องหลังการทำงานอัลบั้มนี้จะมีข่าวว่าเดวิสและมองค์ขัดแย้งกันอย่างรุนแรงก็ตามที
สิ้นสุดยุคบ็อพ
บ็อพและแขนงของบ็อพมาถึงทางตันราวๆ ทศวรรษที่ 1960 ทำให้มีการโยนหินถามทาง ทดลองดนตรีที่แปลกใหม่ สลับซับซ้อนขึ้น .. และแล้ว ไมล์ส เดวิส และ จอห์น โคลเทรน (John Coltrane) ก็มาลงตัวกับท่วงทำนองที่ใช้ฮาร์โมนีของโหมด (Mode) มากกว่า คอร์ด กลายมาเป็น โมดัสแจ๊ส (Modal Jazz) ในเวลาต่อมา โดยมีอัลบั้ม Kind of Blues ของเดวิส เป็นตัวแทนของการเริ่มต้น การใช้โหมดทำให้นักดนตรีสามารถโซโล หรือแสดงคีตปฏิภาณได้อิสระยิ่งขึ้น เพราะไม่มีข้อจำกัดเรื่องคอร์ดเหมือนที่ผ่านมา จึงเกิดสเกลแปลกใหม่มากมาย
หลังอัลบั้ม Kind of Blue ในปี 1959 ไม่นานนัก ออร์เน็ต โคลแมน (Ornette Coleman) นักแซ็กโซโฟนก็เสนออีกแนวทางหนึ่งที่ให้อิสระยิ่งกว่าโมดัลแจ๊ส คือดนตรีสายฟรีแจ๊ส (Free Jazz) ซึ่งเน้นปฏิสัมพันธ์เป็นแกน อาศัยความรู้สึกและคีตปฏิภาณอย่างหนักหน่วง จนแทบไม่เหลืออะไรเป็นศูนย์กลายของเพลง หลายๆ เพลงไม่มีแม้แต่จังหวะทำนอง ไม่มีห้องดนตรี ถ้าฟังไม่รู้เรื่องจะรู้สึกเหมือนเด็กอนุบาลมาเล่น ดนตรีในแนวฟรีแจ๊สและที่ใกล้เคียงกันในเวลานั้นทั้งหมดเรียกรวมว่า "อวองต์ การ์ด" (Avante Garde) นอกจาก โคลแมนแล้ว ผู้ที่มีชื่อเสียงในฟรีแจ๊ส ก็มี อัลเบิร์ต ไอย์เลอร์ (Albert Ayler) ซึ่งเป็นผู้ชักนำให้ โคลเทรนหันมาสนใจฟรีแจ๊สในระยะหลังๆ
คราวหน้ามาต่อกับ Fusion Jazz นะครับ
:02: ลุงบั๊กซ์ชำนาญในการถู ๆ ไถ ๆ ชิมิเคอะ
ชอบ swing ด้วยคน
เพราะสวิงเกิร์ลเลยครับ
เริ่มต้นด้วยการชอบสาวๆในเรื่อง
พอจบเรื่อง เริ่มสนใจ jazz เลย :22:
(แอบกระแดะ มีแผ่น benny goodman, duke ellington และ glenn miller หลายแผ่น)
ชอบเพลง in the mood ที่สุดครับ :45: :45:
อ้างคำพูดจาก: อาร์ต เมื่อ 15 ก.ย. 2006, 00:00 น.
ชอบ swing ด้วยคน
เพราะสวิงเกิร์ลเลยครับ
เริ่มต้นด้วยการชอบสาวๆในเรื่อง
พอจบเรื่อง เริ่มสนใจ jazz เลย :22:
(แอบกระแดะ มีแผ่น benny goodman, duke ellington และ glenn miller หลายแผ่น)
ชอบเพลง in the mood ที่สุดครับ :45: :45:
ชอบเหมือนกัน :12:
เพราะตูเล่น trombone มา 6 ปีตอนมัธยมด้วยก็เลยอินเป็นพิเศษ
ส่วน season change รู้สึกว่ามันเป็นพรสวรร์เกินอินว่ะ
(นางเอกน่ารักยิบยิบ)
ไอ้การแบ่งประเภทของเพลง ว่าเป็นลูกทุ่ง ลูกกรุงนี่ผมพอจะเข้าใจได้
แต่จะแบ่ง ragtime, blues, rhythm n blues หรือแจ๊ส นี่
มีหลักอย่างไรให้ฟังปุ๊บ รู้ปั๊บโดยไม่ต้องรู้ประวัติความเป็นมาของวงนั้นวงนี้ หรืออ่าน genreเอา
ขอความรู้ด้วยครับ
นั่นสิ...อยากรู้เหมือนกัน :42:
เดี๋ยวจะลองพยายามหาข้อมูลมาให้ครับ เพราะส่วนตัวของผมเอง ผมอาศัยฟังเพลงมาเยอะเข้าว่าอารมณ์ประมาณว่า ใช้เซนส์+มั่วประมาณ 80% ที่เหลือนิดหน่อยเป็นทฤษฎี อย่างพวก blues เนี่ยหลักๆผมอาศัยแยกเอาจาก การเดิน เบส กับ กีต้าร์ กับอารมณ์ของเพลงนั้นๆเอา บางทีก็มีผิดบาง โดนเพื่อนด่าเอาก็บ่อยเหมือนกัน เพราะเพื่อนในวงมันเรียนจบดนตรีมาทุกคน ส่วนผมอาศัยครูพักลักจำไม่เคยเรียนมาเลย
ลบโพสต์ซ้ำให้แล้วนะครับ :22:
ขอบคุณครับ :42:
Fusion
หลังกำเนิดฟรีแจ๊ส ในช่วงต้นทศวรรษ 1970 ได้เกิดดนตรีแจ๊สอีกแนวที่เรียกว่า ฟิวชัน (Fusion) ซึ่งบ่งชี้ถึงการนำดนตรีสองแนวหรือมากกว่ามาหลอมรวมกัน แต่โดยบริบทในช่วงนั้นจะหมายถึงการรวมดนตรีแจ๊สเข้ากับร็อกเป็นหลัก เพราะช่วงเวลานั้นร็อกแอนด์โรลมีอิทธิพลในกลุ่มวัยรุ่นอย่างมาก .. ไมล์ส เดวิส นักปฏิวัติดนตรีแจ๊ส ก็ได้หยิบเอาโครงสร้างของร็อกมารวมกับแจ๊ส ทดลองใช้เครื่องดนตรีไฟฟ้า เครื่องดนตรีประเภทสังเคราะห์เสียง โดยเริ่มจากอัลบั้ม In A Silent Way ก่อนจะมาเป็นอัลบั้ม Bitches Brew ซึ่งเป็นต้นแบบของแนวฟิวชันในเวลาต่อมา .. Bitches Brew เป็นอัลบั้มที่จุดประกายให้นักดนตรีอีกหลายกลุ่ม เช่น โจ ซาวินูล (Joe Zawinul) จอห์น แมคลาฟลิน (John McLaughlin) เวเธอร์ รีพอร์ต (Weather Report) ฯลฯ
ยุคหลังทศวรรษ 1970 ฟิวชันไม่ได้ครอบคลุมเพียงแจ๊ส-ร็อก หากรวมถึงดนตรียุคหลัง เช่น แจ๊ส-รึทึมแอนด์บลูส์ แจ๊ส-ฟังกี้ แจ๊ส-ป๊อป เป็นต้น ฟิวชันยุคหลังนี้มีอิทธิพลกับแนวดนตรีนิวเอจ (New Age) และ เวิลด์ มิวสิค (World Music) ในเวลาต่อมาโดยมีสังกัด ECM และ วินด์แฮม ฮิล (Windham Hill) เป็นหัวหอก นักดนตรีฟิวชันที่โด่งดังมีหลายคน เช่น คีธ จาร์เร็ต (Keith Jarrett) แพท เมธินี (Pat Metheny) บิลล์ ฟริเซล (Bill Frisell) โตชิโกะ อะกิโยชิ (Toshiko Akiyoshi) ซาดาโอะ วาตานะเบ (Sadao Watanabe) เป็นต้น
ฟิวชันยุคหลัง ทิ้งน้ำหนักไปทางป๊อปมากขึ้น ทำให้ฟังไพเราะติดหูง่าย มีทั้งจังหวะสนุกสนานและซึมเศร้า และในทางตรงข้ามแก่นของแจ๊สก็ถูกลดไปด้วย สัมผัสสวิงลดลง สเกลบลูส์น้อยลง การแสดงคีตปฏิภาณน้อยลง รวมถึงการร้องในแนวแจ๊สก็ลดลงไปด้วย (กลายเป็นร้องแบบป๊อปธรรมดา) เมื่อเป็นเช่นนี้ผู้ที่อนุรักษ์นิยมก็มักดูแคลนฟิวชันในยุคหลังนี้อยู่ไม่น้อย .. อย่างไรก็ตามเพลยฟิวชันยุคหลังกลับได้รับความนิยมค่อนข้างสูง ศิลปินแจ๊สในแนวหลักหลายคนก็หันมาเล่นดนตรีในแนวนี้ด้วย เช่น จอร์จ เบนสัน (George Benson) ซึ่งเดิมเล่นกีตาร์ในแนว เวส มอนต์โกเมอรี (Wes Montgomery) ก็ลดความจัดจ้านลง เจือริทึมแอนด์บลูส์เข้าไปจนกลายเป็นนักดนตรีที่โด่งดัง
ค่ายเพลงที่โด่งดังในฟิวชันยุคหลังนี้ได้แก่ จีอาร์พีเรคอร์ดส (GRP Records) ซึ่งก่อตั้งโดย เดฟ กรูสิน (Dave Grusin) และ ลาร์รี โรเซน (Larry Rosen) ตัวของกรูสินเองก็เป็นนักดนตรีที่ผลิตงานเพลงออกขายด้วย จีอาร์พีมักสร้างงานดนตรีที่มีสุ้มเสียงเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เรียกว่า ได้ยินก็บอกได้ว่าเป็นเพลงของค่ายนี้ นักดนตรีของ จีอาร์พี นอกจากกรูสินแล้ว ก็มี ลาร์รี คาร์ลตัน (Larry Carlton) ลี ริทนาวร์ (Lee Ritenour) ทอม สก็อตต์ (Tom Scott) เดวิด เบนัวต์ (David Beniot) ส่วนวงดนตรีในสังกัดก็มี สไปโรไจรา (Spyrogyra) อคูสติก อัลเคมี (Acoustic Alchemy) สเปเชียล เอ็ฟเฟกต์ (SFX) เป็นต้น
นอกค่ายจีอาร์พี ยังมีนักดนตรีในสายเดียวกันนี้อีกหลายคน เช่น เอิร์ล คลูห์ (Earl Klugh) โจ แซมเปิล (Joe Sample) โบนี เจมส์ (Bony James) เดฟ คอซ (Dave Koz) เคนนี จี (Kenny G) หรือหน้าใหม่ๆ ในยุคหลังเช่น ไดอาน่า ครอลล์ (Diana Krall)
จนถึงตอนนี้ดนตรีแนวฟิวชันยุคหลังนี้ยังไม่สามารถแตกแขนงไปในทิศทางใหม่ๆ ได้ จนอาจกล่าวได้ว่า ฟิวชันมาถึงจุดอิ่มตัวและถึงทางตันแล้ว อย่างไรก็ตาม มีความพยายามหาสุ้มเสียงใหม่ๆ จากฟิวชันเหมือนกัน เช่น แอซิดแจ๊ส (Acid Jazz) หรือกรูฟแจ๊ส (Groove Jazz)ซึ่งเป็นผลการผสมระหว่างแจ๊ส โซล ฟังกี้ และฮิปฮอป เช่น เจมีรอไคว (Jemiroquai) อีกแนวที่ใกล้กับแอซิดแจ๊สคือ นูแจ๊ส (Nu Jazz) หรือ อิเล็กโทรแจ๊ส (Electro-Jazz) ซึ่งเกิดในปลายทศวรรษ 1990 โดยนำเนื้อหนังของแจ๊สมาผสมผสานด้วยดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องสังเคราะห์เสียง เช่น วงอิเล็กโทรนิกา (Electronica)
แจ๊สญี่ปุ่น
ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่บริโภคดนตรีแจ๊สมากที่สุดประเทศหนึ่งในโลก ในญี่ปุ่นมีคลับแจ๊สดังๆ เหมือนอเมริกา มีนักดนตรีแจ๊สหมุนเวียนมาเล่น หรือจัดคอนเสิร์ตตามหัวเมืองใหญ่ๆ อยู่อย่างต่อเนื่อง หลังๆ นักดนตรีแจ๊สฝั่งอเมริกาและยุโรปข้ามฝั่งมาหากินในญี่ปุ่นมากขึ้น เช่น บ็อบ เจมส์ (Bob James) ก็เคยทำงานดนตรีร่วมกับ เคโกะ มัตสุอิ (Keiko Masui) นักเปียโนชื่อดังของญี่ปุ่น .. ดนตรีแจ๊สญี่ปุ่นได้รับการถ่ายทอดมาจากอเมริกาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ทศวรรษ 1920 จนมาสะดุดเมื่อสงครามโลกครั้งที่สองเพราะทางการสั่งห้ามดนตรีแจ๊ส (และดนตรีตะวันตก) .. แจ๊สในญี่ปุ่นกลับมาอีกครั้งก็เป็นยุคบ็อพซึ่งได้รับความนิยมอย่างมาก รวมถึงแขนงต่างๆ ของบ็อพด้วย
ดนตรีแจ๊สในญี่ปุ่นเวลานี้เป็นยุคของฟิวชัน อาจเพราะเหตุผลว่าติดหูได้ง่ายและสนุกสนาน .. อย่างไรก็ตาม สุ้มเสียงฟิวชันของญี่ปุ่นมีกลิ่นไอความเป็นเอเซียผสมอยู่ไม่น้อย รวมถึงสัมผัสของเจ-ร็อก (J-Rock) ก็มีปรากฏในดนตรีฟิวชันญี่ปุ่นเช่นกัน ขนาดที่ว่าใช้ 'สแตร็ต' กรีดแทน ตระกูล ES หรือ เลส พอล ก็เคยเห็นมาแล้ว ซึ่งไม่ผิดธรรมเนียมอะไร เพียงแต่มันบ่งบอกบุคลิกเพลงได้เหมือนกัน ด้วยเหตุดังกล่าวดนตรีแจ๊สญี่ปุ่นจึงมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในทำนองเดียวกับ เจ-ป๊อป และ เจ-ร็อก ... วงดนตรีแจ๊สญี่ปุ่นที่ได้รับความนิยมสูงได้แก่ แคสิโอเปีย (Casiopea) ที-สแควร์ (T-Square) และ จิมซาคุ (Jimsaku) เป็นสามหัวหอกหลัก ระยะหลังทั้งสามวงออกทัวร์ต่างประเทศบ่อยครั้ง ร่วมงานกับนักดนตรีตะวันตกหลายคน
จบแล้วคร้าบบ
**ขอบคุณ เวป kitty.in.th สำหรับข้อมูลนะคร้าบ
ผมชอบฟังแผ่น ของ หลุยส์ อาร์มสตรองนะ โดยเฉพาะ Hello Dolly
มีข้อมูล John Coltrane โดยละเอียดไหมครับ
ผมกำลังสะสมแผ่นของเขาอยู่
hello dolly,
this is louis, dolly
it's so nice to have you back where you belong...
ประมาณนี้ใช่ปะครับ
ชอบเหมือนกัน
:42:
อ้างคำพูดจาก: iamnot เมื่อ 16 ก.ย. 2006, 13:34 น.
ผมชอบฟังแผ่น ของ หลุยส์ อาร์มสตรองนะ โดยเฉพาะ Hello Dolly
มีข้อมูล John Coltrane โดยละเอียดไหมครับ
ผมกำลังสะสมแผ่นของเขาอยู่
ข้อมูล John Coltrane แบบละเอียดผมพยายามหาแล้วนะครับแต่หาไม่ได้เลย แต่ถ้าเจอเมื่อไหร่เดี๋ยวจะเอามาลงให้ครับ
ขุดนะ พอดี เจอเว็บฟังเพลง Jazz Online แบบเว็บนึง เปิดเพราัะดี
_http://www.jazzmoment.com
อุ๊ย!!กระจู๋เปิดตัวพี่มัม
:27c: