ไปเจอกระทู้ในพันทิพย์มา... อาจจะเป็นเทรนด์ใกล้วันแม่...
มีเรื่องดีๆ น่ารักๆ เกี่ยวกับแม่... คิดว่าเดี๋ยวคงมีคนมาเล่าอีก.. เลยเอามาเก็บให้อ่าน
วันนี้เจอเรื่องแรก
http://www.pantip.com/cafe/lumpini/topic/L4607238/L4607238.html
เหมือนกันเลยครับ แม่จะรู้หมดเลยว่าชอบกินอะไรไม่ชอบอะไร ของใช้ต่างๆพ่อกับแม่ก็จะบอกให้ซื้อใหม่ตลอดทั้งๆที่ตัวเองไม่เคยซื้ออะไรใหม่ๆเลย
ช่วงม.ปลายทำตัวเลวมากโดดเรียนเป้นว่าเล่น เอ็นท์ก็ไม่ติด แต่แม่ก็ยังให้โอกาสเรียนต่อ
ต่อหน้าเราเหมือนจะด่าๆ แต่ลับหลังก็ชอบเอาเรื่องเราไปโม้ให้คนอื่นฟังอยู่เรื่อย :43:
รักพ่อกับแม่นะครับ :22:
ของแตนอะนะ แม่เสียไปตั้งแต่ตอนอยู่ ป.2 นะ เนื่องจากรถชน :16:
ตอนไปเที่ยวกันที่เชียงใหม่ แล้วก็เสียในวันเกิดแตนด้วย :05:
ซึ่งตอนเด็กๆแตนติดแม่มาก แม่กับแตนชอบหนีพ่อไปเที่ยวกัน :43:
แม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ก็ยังสามารถจำรอยยิ้ม , รสอาหารของแม่ได้เสมอ :25:
ใครที่แม่ยังอยู่ก็ต้องดูแลให้ดีนะจ๊ะ ถึงแม้ท่านจะดุหรือว่าเรา แต่ที่ท่านทำไปก็เพราะว่าท่านรักเรานะจ๊ะ
ระลึกไว้เสมอนะว่า ...
" สิ่งที่เศร้ากว่าการไม่มีก็คือการเคยมีจ๊ะ "
กอดแม่ทุกวันเลย :25:
จะจูบแม่แมห้ามไว้ แม่บอกว่า
"กลัวแล้ว"
:05: :05: :05:
รู้สึกโชคดีที่ยังมีครอบครัวอยู่พร้อมหน้า :05:
"แม่ไม่ใช่ยาคูลท์ รีบกตัญญูก่อนหมดอายุ"
- อุดม แต้พาณิช -
รักแม่ครับ :12:
:22:
รักแม่
รักแม่เหมือนกัน
แม่เหมือนเพื่อนเลย
ตอนนี้แทนตัวเองว่าเธอกับชั้น
เช่น "นี่เธอว่าแฟนชั้นเหรอ แฟนเธอหล่อตายล่ะ" :22:
คิดถึงแม่ (รวมพ่อด้วย) :42:
คิดเหมือนอู๋...ที่คิดว่าโชคดีที่ยังมีแม่กับพ่ออยู่พร้อมหน้าพร้อมตา
เคยเกเรเหมือนกันค่ะ :08:
:08: เกมากจนแม่เป็นความดัน แถมตอนนี้กระดูกต้นคอเคลื่อนด้วย
(กายภาพบำบัด อาทิตย์ล่ะสองครั้ง :05:) แต่ตอนนี้ไม่เกเรแล้วเน้อ
อยากทำงานจะแย่แล้ว แม่จ๋า . :22:
แม่ไม่ต้องห่วงว่าหนูจะเอาแม่ไปทิ้งไว้บ้านพักคนชราที่ไหน...
เพราะไม่มีทางที่จะให้แม่ไปอยู่แบบนั้นเด็ดขาด :05:
วันแม่นี้..คงไม่ได้กลับอ่ะคะ...อาจจะกลับตอนสิ้นเดือนเลย
แต่ตอนวันเกิดกลับบ้านไปกราบแม่แล้วค่ะ กลับไปแค่คืนเดียว แล้วขึ้นมาเรียนต่อตอนบ่ายวันรุ่งขึ้น
:42: วันแม่นี้...ขอให้แม่รักษาสุขภาพด้วยจ๊ะ รักแม่เน้อ
(พ่อด้วยเน้อ :22:)
วันหนึ่งเมื่อปีพ.ศ.2533
ครอบครัวปาล์มและญาติเดินทางไปเยี่ยมอาม่า(ย่า) ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจ.ขอนแก่น
ขณะเดินทางกลับ พ่อเป็นคนขับรถตู้ แม่นั่งข้างหน้าคู่กับพ่อ ลูกๆ 4 คนนอนอยู่ข้างหลัง
ทันใดนั้นสิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น....
รถตู้ชนกับรถพ่วง10ล้ออย่างจังและโดนรถเมล์แดงที่ขับตามมาอัดก๊อปปี้เข้าไป
เพียงเสี้ยววินาทีหลังจากเสียงสนั่นหวั่นไหว ลูกน้อยลืมตาตื่นเห็นแม่ที่เลือดอาบเต็มหน้าหันมาดูลูกน้อยด้วยความห่วงใย เศษกระจกที่เต็มหน้าแม่ไม่เป็นอุปสรรคต่อการขานเรียกลูกๆ ทั้ง4 แม่เรียกชื่อลูกซ้ำแล้วซ้ำเล่าวนไปวนมาเพื่อให้แน่ใจว่าลูกไม่เป็นอะไร
"ลูกเปิดไฟลูก" แม่พูดประโยคนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพียงเพื่อต้องการเช็คสภาพร่างกายลูกน้อย ลูกๆไม่รู้จะทำเช่นไรเพียงเพราะไฟนั้นสว่างอยู่แล้ว เลือดที่กลบตาแม่ทำให้แม่มองไม่เห็น
แม่พยายามขยับมาหาลูกแต่ทำได้เพียงเอี้ยวคอและเงี่ยหูฟัง
พ่อฟุบกับพวงมาลัย ไม่สามารถเอาตัวออกได้ ต้องใช้เครื่องมืองัดรถออกมา
หลังจากทุกคนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล พ่อกับแม่ถูกแอดมิดเข้าห้องผ่าตัดทันที
แม่เลือดคั่งในสมอง แขนหัก และเศษกระจกบาดลึกกลางหน้าผาก
พ่อแขนหัก ร่างกายบอบช้ำและเต็มไปด้วยเศษกระจก
ลูกคนโตคางแตก + เคล็ดขัดยอก
ลูกคนรองฟกช้ำ + มีแผลประปราย
ลูกคนที่สามเคล็ดขัดยอก + มีแผลถลอกทั้งขา
ลูกคนสุดท้ายแทบไม่เป็นอะไรเลย
แม่เล่าให้ฟังว่าทุกวินาทีที่แม่รู้สึกตัว แม่ภาวนาขอให้ลูกๆ อย่าเป็นอะไร แม่ขอต่อท่านว่าอย่าพึ่งเอาแม่ไป แม่อ้อนวอนต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้แม่ได้มีโอกาสดูแลลูกน้อยจนเติบใหญ่ แม่ขอให้ตัวเองอย่าเป็นอะไรเพื่อต่อลมหายใจลูกๆ ทั้ง4คน
...................................
สิ่งที่ลูกคนนี้อยากบอก เกินกว่าจะบรรยายออกมาได้ ไม่รู้จะสรรหาคำใดมาเอ่ยอ้างได้จริงๆ
:05: ซึ้งกับของปาล์ม
:05: อรหันต์ประจำบ้านเลยครับ
:44: แต่เหตุการณ์ของปาล์มน่ากลัวมาก
แม่หลับไปแล้ว :43:
ซึ้งนะปาล์ม น่าอิจฉาจังครอบครัวอบอุ่น :22:
รักแม่ครับ
:05: เอาอีกครับ ชอบอ่านๆ
(เพิ่งรู้ว่าเจ๊อบสั่งลุยคือเจ๊นัท .. คิดว่าปาล์มมาตลอดเพราะดูอีเมลแล้วใช้ชื่อปาล์ม :05:)
อาจจะมีคนในเมืองหาดใหญ่จำนวนมากเคยเห็นนายขจรศักดิ์ อารีเอื้อ หรือนามสกุลใหม่ "ภักดีบูรณ์" อายุ 15 ปี นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนพัฒนาศึกษา อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ซึ่งพักอาศัยอยู่ในห้องเช่าหลังเล็กเลขที่ 82/5 ริมถนนพลพิชัย อ.หาดใหญ่ เพราะตลอด 6 ปีที่ผ่านมา เด็กชายคนนี้ ตระเวนเก็บขวด กระดาษ พลาสติกทั่วเมืองหาดใหญ่ เพื่อนำมาขายเลี้ยงครอบครัว จนในบ้านเช่าดังกล่าวที่มีอยู่ถึง 7 ชีวิต เต็มไปด้วยขวดแก้ว เศษพลาสติกและกระดาษลังจำนวนมาก
ก่อนหน้าที่จะต้องหาของเก่าขายเลี้ยงชีพ ครอบครัวของนายขจรศักดิ์ มีนางสมถวิล กล้วยไม้ ณ อยุธยา มารดา วัย 56 ปี เป็นหัวหน้าครอบครัวและเสาหลัก ด้วยการรับจ้างในโรงงานน้ำดื่ม ทำหน้าที่ขนน้ำขึ้นลงรถ ซึ่งจะต้องแบกน้ำหนักของน้ำดื่มวันละประมาณ 200 ถัง ในอัตราค่าจ้างเดือนละ 3,500 บาท แต่เมื่ออายุมากขึ้น เรี่ยวแรงที่ลดน้อยลงก็ทำให้นางสมถวิลไม่สามารถทำงานหนักดังกล่าวได้ ลูกชายคนนี้จึงตัดสินใจทำงานเอง โดยใช้เวลาหลังเลิกเรียนตระเวนเก็บขวด กระดาษ และพลาสติก ทั่วหาดใหญ่ ไม่เว้นวันหยุด ซึ่งถึงวันนี้เป็นเวลาเกือบ 6 ปีแล้ว
"ผมจะออกจากบ้านประมาณ 17.30 น. หลังจากกลับจากโรงเรียน จะตระเวนไปเรื่อยๆ เพื่อหาขวด กระดาษ และพลาสติกให้มากที่สุด และจะกลับมาถึงบ้านประมาณ 23.00 น.ทุกวัน" นายขจรศักดิ์ เล่าถึงงานที่ตัวเองทำ ที่สร้างรายได้เพิ่มขึ้นให้ครอบครัวเดือนละประมาณ 500 บาท เคยได้ต่ำสุดคือเดือนละ 230 บาท ส่วนพี่สาวอีก 3 คนต้องออกจากโรงเรียนกลางคัน เพราะที่บ้านไม่มีเงินเพียงพอที่จะศึกษาเล่าเรียน และหันไปรับจ้างทุกประเภท รวมถึงเก็บของเก่าในช่วงเย็นทุกวัน
หนุ่มน้อยคนนี้เปิดเผยด้วยว่า ครอบครัวของพวกเขาตกอยู่ในเคราะห์กรรม เนื่องจากพี่สาวคนโต ถูกกลุ่มวัยรุ่นรุมข่มขืนเมื่อ 3 ปีก่อนขณะออกไปช่วยกันตระเวนเก็บของเก่ามาขาย จนกระทั่งกลายเป็นคนมีอาการสติไม่สมประกอบ แถมคลอดลูกให้คนในบ้านต้องช่วยเลี้ยงดู
นางสมถวิล กล้วยไม้ ณ อยุธยา แม่ของนายขจรศักดิ์ กล่าวว่า ในห้องเช่าหลังเล็ก ทั้งครอบครัวพักกันทั้งสิ้น 7 ชีวิต คือ น.ส.อรวรรณ บุตรสาวคนโต อายุ 34 ปี ซึ่งปัจจุบันมีสติไม่สมประกอบ นายจิรพันธ์ และ น.ส.จิราพร ฝาแฝด วัย 19 ปี นายขจรศักดิ์ ที่กลายเป็นเสาหลักของครอบครัวในวัย 15 ปี และหลานอีก 3 คน คือ ด.ช.เทิดศักดิ์ อายุ 12 ปี ด.ช.ณรงค์ศักดิ์ อายุ 11 ขวบ ซึ่งเป็นลูกของบุตรสาวที่มาคลอดทิ้งไว้ให้ยายเลี้ยง และ ด.ญ.ฐิติมา อายุ 2 ขวบ บุตรสาวของ น.ส.อรวรรณ ที่ถูกข่มขืน
"ลูกไม่เคยบ่นถึงภาระที่เกินตัวและเกินวัย จะมีแต่รอยยิ้มและคำปลอบใจเสมอว่าชีวิตเราถูกลิขิตให้เป็นแบบนี้ หากเรายอมแพ้ต่อสิ่งที่ขวางอยู่ข้างหน้าแล้วในอนาคตจะสบายได้อย่างไร ทำให้เรารู้สึกดีใจที่มีลูกเป็นคนดี แม้ครอบครัวเราจะยากจนก็ตาม" นางสมถวิล กล่าว
ด้าน นายสุธรรม ภักดีบูรณ์ ผู้บริหารบริษัท หาดใหญ่ไทยสินทรัพย์ จำกัด อายุ 43 ปี ซึ่งตัดสินใจอุปการะและรับนายขจรศักดิ์เป็นบุตรบุญธรรม เปิดเผยว่า เขาพบนายขจรศักดิ์ครั้งแรกเมื่อกว่า 4 ปีก่อน ตอนกำลังเดินเก็บขวดแก้ว จึงยื่นเงินให้ 100 บาท แต่ ด.ช.ขจรศักดิ์ในวันนั้นได้ปฏิเสธ โดยบอกว่าไม่ต้องการเป็นหนี้บุญคุณ ตนจึงว่าจ้างให้มาช่วยทำงานในบ้าน ทั้งล้างรถ หรืองานอื่นๆ พร้อมจับตาดูพฤติกรรมและพบว่าเป็นเด็กดีที่ตั้งใจทำงานหาเงินไปเลี้ยงครอบครัวด้วยความสุจริต
"ผมติดตามและเฝ้าดูพฤติกรรมรวมถึงเข้าไปช่วยเหลือค่าอาหาร และอุปกรณ์การเรียนตามสมควร ตลอดเวลา 4 ปีที่ผ่านมา ก็เห็นว่าเขาเป็นซื่อสัตย์ มีจิตใจดีงาม ยิ่งเมื่อเห็นสภาพชีวิตที่แท้จริงของครอบครัวของเขา จึงตัดสินใจรับเป็นบุตรบุญธรรมตามกฎหมาย และเสร็จสิ้นเรียบร้อยเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม" นายสุธรรม กล่าว
อย่างไรก็ตาม แม้จะรับอุปการะและรับเป็นบุตรบุญธรรม แต่นายขจรศักดิ์ก็ยังคงพักอาศัยอยู่กับครอบครัว โดยนายสุธรรม บอกว่า ตนจะไม่เข้าไปเปลี่ยนแปลงการใช้ชีวิตประจำวัน แต่จะให้ความช่วยเหลือในเรื่องค่าเล่าเรียน และค่าใช้จ่ายภายในบ้าน รวมถึงให้มีงานทำในช่วงวันหยุดเพื่อหารายได้ไปจุนเจือครอบครัวมากกว่าที่เป็นอยู่เดิม
"ผมตั้งใจจะสนับสนุนเด็กคนนี้ให้เติบโตเป็นคนดีในสังคม โดยทรัพย์สมบัติที่สร้างมากับมือมูลค่ามากกว่าร้อยล้านบาทจะยกให้เด็กคนนี้ทั้งหมด เพราะชีวิตผมตัวคนเดียว ไม่มีพันธะใดๆ ผมรู้สึกรักและถูกชะตากับลูกบุญธรรมคนนี้มาก จึงอยากให้เขามีโอกาสที่ดีในสังคม แต่ยังต้องการให้เขาเรียนรู้ความยากลำบากในการดำรงชีวิตก่อนจะประสบความสำเร็จ" นายสุธรรม นักธุรกิจหนุ่มโสดวัย 43 ปี ที่เติบโตมาจากการเป็นนายหน้าค้าที่ดินรายใหญ่คนหนึ่งใน จ.สงขลา ซึ่งกำลังมีโครงการก่อสร้างอาคารพานิชย์ 3 ชั้น ที่บ้านบางแฟบ ต.ควนลัง อ.หาดใหญ่ กล่าว
ขณะที่ นายขจรศักดิ์ กล่าวว่า ชีวิตของครอบครัววันนี้มาถึงจุดเปลี่ยนแปลงหลังตัวเขาได้รับการอนุเคราะห์จากนายสุธรรม และยืนยันว่า แม้ตนจะโชคดีที่ได้รับการอนุเคราะห์จากนักธุรกิจ แต่ก็จะยังขอใช้ชีวิตแบบเดิม และจะนำกำลังใจจากการได้รับการอนุเคราะห์ มาเปลี่ยนเป็นแรงใจให้ขยันและตั้งใจเรียน รวมถึงตั้งใจทำงานเพื่อทดแทนบุญคุณผู้ให้การอุปการะ
จาก http://www.pantip.com/cafe/lumpini/topic/L4610505/L4610505.html
อ้างคำพูดจาก: monamafia เมื่อ 10 ส.ค. 2006, 00:12 น.
รักแม่เหมือนกัน
แม่เหมือนเพื่อนเลย
ตอนนี้แทนตัวเองว่าเธอกับชั้น
เช่น "นี่เธอว่าแฟนชั้นเหรอ แฟนเธอหล่อตายล่ะ" :22:
:22:
อ้างคำพูดจาก: iannnnn เมื่อ 10 ส.ค. 2006, 04:04 น.
:05: เอาอีกครับ ชอบอ่านๆ
(เพิ่งรู้ว่าเจ๊อบสั่งลุยคือเจ๊นัท .. คิดว่าปาล์มมาตลอดเพราะดูอีเมลแล้วใช้ชื่อปาล์ม :05:)
:26: ยักษ์เนี่ย
รักแม่ + พ่อด้วย เด๋วน้อยใจ
อ้างคำพูดจาก: iannnnn เมื่อ 10 ส.ค. 2006, 04:04 น.
:05: เอาอีกครับ ชอบอ่านๆ
(เพิ่งรู้ว่าเจ๊อบสั่งลุยคือเจ๊นัท .. คิดว่าปาล์มมาตลอดเพราะดูอีเมลแล้วใช้ชื่อปาล์ม :05:)
ตอนสมัครใช้เมลปาล์มแทนเพราะตแนนั้นเมลนัทมีปัญหาค่ะ :42:
อ้างคำพูดจาก: นายโอ้เอ้ เมื่อ 10 ส.ค. 2006, 16:42 น.
อย่าเหมารวมกับ :42:
นั่นลุงแอน
ได้ค่ะ งั้นเอาใหม่
พี่แอนเนี่ย :26: แอนห์จริงๆ
:40: อย่างที่ปาล์มบอกนั่นแหละ
แต่ว่า โรงเรียน พัฒนาศึกษา เนี้ย อยู่ตรงไหนของหาดใหญ่เหรอ
ไม่เคยได้ยิน :39:
ไม่ทราบสิคะ..ไม่ใช่คนแถวนั้น :09:
ผมก็ไม่ทราบครับ
ตึกเซนต์หลุยส์มารี โรงเรียนอัสสัมชัญ แผนกประถม ราวกลางปี พ.ศ.2539
"มิสคะ ช่วงพักเที่ยงจะมีผู้ปกครองมารอพบสองท่านที่หน้าห้องรับรองค่ะ"
โทรศัพท์แจ้งจากห้องประชาสัมพันธ์ทำให้มิสอุไรพร นาคะเสถียร
ครูสาวประจำระดับชั้นป.4 รู้สึกแปลกใจเล็กน้อย
เพราะจำได้ว่ามีการโทรนัดหมายจะมาพบจากคุณแม่ท่านหนึ่งเพียงท่านเดียวในวันนี้
เอ...ใครล่ะนี่ จะมีเรื่องอะไรรึเปล่านะ เมื่อมิสอุไรพรเดินมาถึงหน้าห้องประชาสัมพันธ์
ครูสาวก็แทบยกมือรับไหว้จากสุภาพสตรีทั้งสองท่านไม่ทัน หากรู้สึกแปลกใจ
ที่เห็นคุณแม่ท่านหนึ่งยกมือไหว้แต่เพียงแขนข้างเดียว
อย่างไรก็ตามมิสได้เชิญคุณแม่ท่านแรก เข้าไปคุยก่อนตามลำดับการนัดโดยเก็บงำความแปลกใจไว้
หลังจากคุยกับคุณแม่ท่านแรกเสร็จมิสจึงเชิญคุณแม่อีกท่านเข้ามาคุยในห้องรับรอง
ภาพแรกที่ได้เห็นชัด ๆ ทำให้ครูสาวตกใจเล็กน้อย แขนซ้ายของคุณแม่เป็นแขนเทียม
คุณแม่มาปรึกษาเรื่องการเรียนของลูก เพราะไม่ได้มาในวันนัดพบผู้ปกครองประจำปีเมื่อต้นปีการศึกษาที่ผ่านมา
"ลูกเขาไม่อยากให้มา เขาว่าเขาอายที่แม่ใส่แขนเทียม กลัวโดนเพื่อนล้อแม่มาทีเพื่อนก็ล้อกันประจำ
ว่าแม่แขนเดียว แม่เป็นหุ่นยนต์เหรอ อะไรนี่น่ะค่ะ เลยไม่ได้มา" น้ำเสียงของคุณแม่
แฝงแววเอ็นดูมากกว่าที่จะโกรธหรือไม่พอใจ
มิสอุไรพรขออนุญาตซักถามเกี่ยวกับสาเหตุที่คุณแม่ต้องใส่แขนเทียม เมื่อได้ทราบความจริงทั้งหมด
ครูสาวก็ตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะต้องจัดการเรื่องที่ลูก ไม่ยอมรับและไม่เข้าใจแม่นี้โดยเร็ว
หากปล่อยเรื่องนี้ไป.....ก็จะเป็นบาปอันหนักยิ่งติดตัวเด็กไปในภายหน้า ทั้งตัวลูกชายและคนที่ล้อเพื่อนด้วย
ช่วงเย็นวันนั้นมีชั่วโมงลูกเสือแต่ฝนตกหนัก มิสอุไรพรจึงได้โอกาสนำเรื่องนี้มาเล่าให้นักเรียนฟังในห้องเรียน
เรื่องราวที่ว่านั้น มีดังต่อไปนี้...
วันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ.2536 หลังวันแม่เพียงไม่กี่วัน...ครอบครัวหนึ่งได้เดินทางไปเที่ยวนากุ้งที่จังหวัดสตูล
ครอบครัวนี้ประกอบด้วยคุณพ่อ คุณแม่ และลูกชายอีกสามคนพวกเขาเดินชมนากุ้งไปตามทางเดินซึ่งเป็นคันดิน
ท่ามกลางบรรยากาศสดชื่นของธรรมชาติ โดยคุณพ่อเดินนำหน้ากับลูกชายคนโตสองคน
ส่วนคุณแม่เดินตามหลังมากับลูกชายคนเล็ก
ทางเดินที่เป็นคันดินนั้นมีการแบ่งเป็นท้องร่องเพื่อติดตั้งระหัดวิดน้ำ ซึ่งมีใบพัดทำจากเหล็กสูงจากคันดินราว 25 ซม.
คุณพ่อและลูกคนโตสองคนก็ข้ามท้องร่องแล้วเดินนำต่อไปข้างหน้า ไม่มีใครฉุกใจคิดระวังถึงเหตุร้าย
แต่แล้วลูกชายคนเล็กกลับก้าวพลาดล้มลงไปในท้องร่อง ขากางเกงเข้าไปติดกับร่องของระหัดวิดน้ำที่กำลังหมุนอยู่
และฉุดขาของลูกทั้งสองข้างเข้าไปในใบพัดเหล็ก
"ถ้าเป็นพวกคุณ น้องตกลงไปอย่างนี้คุณจะทำอย่างไร"
มิสหยุดเรื่องไว้ก่อนเพื่อซักถาม มองหน้าเด็กนักเรียน
ทั้งห้องที่นั่งเงียบกริบ หน้าซีด โดยเฉพาะ "ลูกชาย" ของคุณแม่ท่านนั้น
"ทุกคนตกตะลึงใช่มั้ย คิดไม่ทันใช่มั้ย แต่นักเรียนรู้มั้ยว่าคุณแม่ท่านตัดสินใจทำอย่างไร"
คุณแม่ไม่ยอม เสียเวลาคิดอะไรเลย ท่านรีบยึดดึงตัวลูกเอาไว้แล้วเอาแขนซ้ายที่ว่างอยู่
เข้าไปขวางใบพัดเหล็กไว้ก่อน...ใบพัดจึงหมุนเอาแขนของคุณแม่เข้าไป...
คนงานที่เห็นเหตุการณ์รีบปิดเครื่องทันที แต่แรงเฉื่อยทำให้ใบพัดยังหมุนต่อด้วยกำลังแรง...
แรงจนกระชากแขนซ้ายของคุณแม่ขาดสะบั้นลง!
คุณแม่กรีดร้องด้วยความเจ็บปวดทรมานแสนสาหัสสติสัมปชัญญะดับวูบลงในทันที
ท้องร่องทั่วบริเวณแดงฉานไปด้วยเลือด...เลือดของแม่...ใบพัดเหล็กยังหมุนต่อไปอีกเล็กน้อย
และบดเอาขาทั้งสองข้างของลูกชายคนเล็กจนกระดูกหัก...แต่ไม่ขาด
ไม่ขาด...เพราะแขนซ้ายของแม่ขาดแทน...ไม่ขาด...เพราะแม้จะไร้ซึ่งสติสัมปชัญญะ
มือขวาของคุณแม่ก็ยังยึดตัวลูกเอาไว้แน่น...ไม่ยอมปล่อย...
คุณพ่อและลูกคนโตทั้งสองคนหันกลับมามองตามเสียงตะโกนเอะอะโวยวายของคนงาน
พร้อม ๆ กับเสียงกรีดร้องของคุณแม่ ภาพที่เห็นทำให้พวกเขาช็อกจนแทบสิ้นสติ!
คุณพ่อกระโจนพรวดเดียวถึงตัวคุณแม่และลูกน้อยแต่...มันสายเกินไปแล้ว
สิ่งเดียวที่ทำได้คือรีบพาสองแม่ลูกส่งโรงพยาบาลทันที
ผลของการรักษาคือคุณแม่ต้องใส่แขนเทียมแทนแขนซ้ายที่ขาดไป ส่วนลูกคนเล็กที่ขาหักต้องอยู่โรงพยาบาล
นานราวสามเดือนจึงสามารถเดินเหินได้เป็นปกติ
มิสอุไรพรกวาดสายตามองไปรอบๆห้องถามขึ้นอีกว่า
"นักเรียนคิดว่าคุณแม่ท่านนี้กล้าหาญมั้ยคะ"
"กล้าหาญมาก" เด็ก ๆ พากันตอบเป็นเสียงเดียวกันพลางพยักหน้า
หลาย ๆ คนยังหน้าซีดเซียวเมื่อนึกภาพเหตุการณ์ไปตามที่ครูเล่า
มิสมองหน้า "ลูกชาย" ของคุณแม่แล้วบอกต่อว่า
"นักเรียนทราบมั้ยว่าคุณแม่ท่านนี้เป็นคุณแม่ของเพื่อนเราในห้องนี้เอง
ไหน ใครเป็นลูกของคุณแม่ท่านนี้ยืนขึ้นให้เพื่อนเห็นหน่อยสิ"
เด็กนักเรียนคนนั้นยืนขึ้น ท่ามกลางเสียงปรบมือของเพื่อนทั้งห้อง
"วันนี้เมื่อคุณกลับไปบ้านมิสฝากเรียนคุณแม่ด้วยว่าพวกเราชื่นชม และยกย่องท่านมากจริงมั้ยพวกเรา"
"จริงครับ ๆ ใช่ครับ ๆ" เสียงเล็กๆตอบมาเป็นทางเดียวกัน
"มิสได้ทราบมาว่ามีหลาย ๆ คนไปล้อเลียนเพื่อน ไหน คนไหนบ้างคะที่เคยล้อคุณแม่เขา
ถ้ามีเราเป็นลูกผู้ชายต้องกล้ารับค่ะ"
มีนักเรียน 3-4 คนยืนขึ้น สีหน้าของแต่ละคนซีดเซียวอย่างสำนึกผิด
มิสอุไรพรมองหน้าของเด็กกลุ่มนี้อย่างอ่อนโยน ถามว่า
"ดีมากนักเรียน ตอนนี้คุณคงอยากพูดอะไรกับเพื่อนใช่มั้ยคะ"
เด็กชายกลุ่มนั้นเดินเข้าไปโอบกอดคอแล้ว กล่าวขอโทษเพื่อนด้วยความจริงใจ
ครูสาวน้ำตาคลอยืนมองภาพนั้นด้วยความปลาบปลื้มยินดีหนักใจอยู่เหมือนกันว่า
หากถามขึ้นมาแล้วไม่มีใครยอมรับว่าเคยล้อเพื่อน...จะทำอย่างไร?
เธอไม่เคยผิดหวังในตัวนักเรียนอัสสัมชัญและจนถึงเวลานี้ก็ยังคงไม่ผิดหวัง
ใครเล่า...จะเข้าใจความเจ็บช้ำขมขื่นในหัวใจเล็กๆของเด็กชายคนหนึ่ง
ที่ถูกเพื่อนล้อเลียนประสาเด็กโดยไม่ทันคิด
หากบัดนี้...ความรักของแม่และน้ำใจของเพื่อนได้สลายปมด้อยในใจของเด็กคนนี้ลงจนสิ้นแล้ว
เหลือเพียงความรักและภาคภูมิใจในตัวคุณแม่เท่านั้น
เมื่อหมดชั่วโมงเรียน มิสอุไรพรได้เรียกตัว
"ลูกชาย" เข้าไปคุยอีกครั้ง
"วันนี้เรามีอะไรในใจที่คิดว่าควรพูดกับคุณแม่มั้ยคะ"
เด็กคนนั้นนิ่งคิดไปชั่วครู่ก่อนจะตอบเสียงสั่นปนสะอื้นไห้ว่า
"ผม...ผมจะไปขอโทษคุณแม่แล้ว...แล้วบอกคุณแม่ว่าผมรักคุณแม่ที่สุดในโลกเลยครับ"
รู้มั้ยน้ำนมหยดหนึ่งซึ่งไหลมาต้องใช้น้ำตาหยาดเหงื่อสักเท่าไหร่ บอกแม่เถอะนะ บอกทุกวัน
ว่ารักท่านมากมาย กอดแม่เถอะนะ ให้คุ้นเคย กอดเลยไม่ต้องอาย ก่อนไม่มีแม่ให้กอด...
จาก http://www.thaicabincrew.com/webboard/viewtopic.php?t=25995&sid=772c8fd208be8ee1a6f3b9aa2dda6cb6
สรุปมันเป็นกระจู๋อะไรฟะเนี่ย :08:
ของตูนอนทั้งวันเลย
แต่นอนที่บ้านแม่นะ
มาช่วยดึงกระจู๋กลับ :02:
วันแม่ก็ไปหาแม่มาเหมือนกันครับ ตอนแรกตั้งใจจะไปกราบงามๆ แต่พอไปถึง ยังไม่ทันจะลงรถเลย แม่ก็รีบเดินมารับแล้ว ก็เลยเข้าไปกอดแม่แทน อบอุ่นใจบอกไม่ถูกครับ :22:
น่าอิจฉาจังคะ :05:
วันนี้ไปกินข้าวกับพ่อแทนคะ ( แม่เสียแล้วคะ )
แม่เป็นคนที่เราลอกรูปแบบเค้ามา
ลอกดีเอ็นเอ ลอกโครโมโซม ลอกพันธุกรรมเค้ามา เอาเลือดเอาเนื้อและเกือบเอาชีวิตเค้ามา
แม้จะกลายพันธุ์ไปบ้างนิดหน่อย แต่เราก็เหมือนเค้ามากๆ
นิสัยส่วนตัวเป็นคนไม่ยอมคน
ถ้าเกิดทะเลาะกันถึงที่สุดก็คือเลิกคบ เลิกคุยได้
แม้ตัวเองจะเสียใจแค่ไหนก็ตาม
แต่กับผู้หญิงคนนี้
ผู้หญิงที่ขึ้นชื่อว่าเป็นแม่เรา
ไม่ว่าเค้าจะทำให้เรารู้สึกเสียใจน้อยใจต่ำต้อยด้อยค่าแค่ไหน
เราก็ไม่สามารถตัดเค้าออกไปจากชีวิตได้
แม่คือที่สุดของเรา
เป็นคนที่เรายอมแม้กระทั่งชีวิต
ถ้าแม่เราจะมีความสุข
ทุกวันนี้ก็มีเรื่องไม่เข้าใจกันเยอะ
ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นเพราะอะไร
อาจจะเป็นเพราะมีตัวการบางอย่างที่กั้นกลาง
หรือความห่างเหินที่ไม่ได้เจอกัน
แต่อยากฝากลมฝากฟ้าไปบอกจัง
ว่ารักแม่ที่สุด รักมาก เป็นห่วงมาก
และไม่อยากให้แม่คิดมากเพราะเรา
เพราะเค้าเหนื่อยเพื่อเรามาทั้งชีวิต
เพียงแค่คิดว่าถ้าชีวิตเราไม่มีแม่ขึ้นมา เราก็ทนไม่ได้แล้ว
วันแม่
ไปเดินเล่นเดอะมอลล์ บางกะปิ เห็นหลายๆคนพาแม่มาเที่ยว ดูอบอุ่นน่ารักดี
พอเดินออกมาข้างนอก ฝั่งตรงข้าม เห็นลูกชายของหลายๆแม่กำลังมีเรื่องกัน
เพ่งเคยเห็นนี่แหละ เคยดูแต่ในข่าว น่ากลัว
ขว้างปาอะไรกันก็ไม่รู้ สักพักตำรวจมากันเยอะแยะเลย
..วันแม่ ถ้าแม่รู้ว่าลูกเค้ามาก่อเรื่องแบบนั้นจะรู้สึกยังไงนะ..
เห็นข่าว นศ. เครียด กินเหล้า กระโดดให้ bts ชนในวันแม่ ในจดหมายบอกว่า "ที่ทำไปเพราะอารมณ์ชั่ววูบ พ่อแม่ไม่ต้องเป็นห่วง" คิดได้ไง {หมีโหด}
อ้างคำพูดจาก: kitty-ไอ้หมีอ้วน* เมื่อ 14 ส.ค. 2006, 14:34 น.
เห็นข่าว นศ. เครียด กินเหล้า กระโดดให้ bts ชนในวันแม่ ในจดหมายบอกว่า "ที่ทำไปเพราะอารมณ์ชั่ววูบ พ่อแม่ไม่ต้องเป็นห่วง" คิดได้ไง {หมีโหด}
เอ่อ... :08: ถ้ามีสติเขียนจดหมายก่อนนี่.. คงไม่วูบมั๊งครับ
คิดได้ไงหน่ะ {หมีโหด}
สงสัยดูหนังเรื่อง Suicide Club มากไป {หมีโหด}
:25: แย่จัง
เรื่องเล่าหลังวันแม่...
ในเว็บบิตตอนนี้มีโจรคนนึงชื่อ อัครวิทย์ ครับ
หลอกเปิดโคโล ต้มเงินชาวบ้านจนในที่สุดก็โดน cz จับได้กลางทาง
สนุกมากครับ ไล่จับโจรกันมันส์สุดๆ
ตอนนี้เว็บบิตเริ่มมีการเอาไฟล์เสียงที่โทรไปคุยกับแม่ของคนร้าย (น้ำเสียงมีความรู้มาก)
จนกลายเป็นเรื่องดราม่าที่น่าสงสารแม่มากๆ ครับ
"เหี้ยจริงๆ ไอ้ก๊อพ" .. ยังชิดซ้ายไปเลย
วันแม่ปีนี้ ไม่ได้โทร.หา ไม่ได้อยู่ด้วย
เพราะแม่เพิ่งทำโทรศัพท์หาย แถกมตาล.ก็เพิ่งย้ายโรงแรมใหม่
ต่างคนต่างไม่มีเบอร์ติดต่อ ไม่รู้จะโทร.ยังไง
กว่าจะกลับอีกทีก็สิ้นเดือน
วันเกิดแม่ก็คงไม่ได้อยู่ด้วยอย่างแน่นอน
เพราะว่าไปซิดนี่ย์
แม่แค่บอกว่า "ไม่เป็นไร"
แต่น้ำเสียงแม่น้อยใจ
แต่ก็ต้องทำงานนี่เนอะ
ถึงไม่ได้อยู่ด้วย แต่ก็รักแม่ทุกวันล่ะนะ
แล้วกลับไปจะพาไปกินข้าวอร่อยๆไถ่โทษ :40:
วันแม่ไปเที่ยวเชียงใหม่กับแม่ พ่อ และน้อง
มีความสุข :40:
ปล. เพราะอยู่เชียงใหม่ ไม่ได้ดูทีวี ต้องโทรถามอร {หมีโหด}