ฟอนต์ฟอรั่ม

F0NT Community (เก่า) => แตกฟอง => กระจู๋ขึ้นหิ้ง => โพสต์ถูกเริ่มโดย: X Saint เมื่อ 09 ส.ค. 2006, 02:30 น.

ชื่อเรื่อง: เรื่องเล่าวันแม่
โพสต์โดย: X Saint เมื่อ 09 ส.ค. 2006, 02:30 น.
ไปเจอกระทู้ในพันทิพย์มา... อาจจะเป็นเทรนด์ใกล้วันแม่...
มีเรื่องดีๆ น่ารักๆ เกี่ยวกับแม่... คิดว่าเดี๋ยวคงมีคนมาเล่าอีก.. เลยเอามาเก็บให้อ่าน

วันนี้เจอเรื่องแรก

http://www.pantip.com/cafe/lumpini/topic/L4607238/L4607238.html
ชื่อเรื่อง: Re: เรื่องเล่าวันแม่
โพสต์โดย: อู๋ เมื่อ 09 ส.ค. 2006, 08:58 น.
เหมือนกันเลยครับ แม่จะรู้หมดเลยว่าชอบกินอะไรไม่ชอบอะไร ของใช้ต่างๆพ่อกับแม่ก็จะบอกให้ซื้อใหม่ตลอดทั้งๆที่ตัวเองไม่เคยซื้ออะไรใหม่ๆเลย
ช่วงม.ปลายทำตัวเลวมากโดดเรียนเป้นว่าเล่น เอ็นท์ก็ไม่ติด แต่แม่ก็ยังให้โอกาสเรียนต่อ
ต่อหน้าเราเหมือนจะด่าๆ แต่ลับหลังก็ชอบเอาเรื่องเราไปโม้ให้คนอื่นฟังอยู่เรื่อย :43:
รักพ่อกับแม่นะครับ :22:
ชื่อเรื่อง: Re: เรื่องเล่าวันแม่
โพสต์โดย: แตน เมื่อ 09 ส.ค. 2006, 12:05 น.
ของแตนอะนะ แม่เสียไปตั้งแต่ตอนอยู่ ป.2 นะ เนื่องจากรถชน  :16:

ตอนไปเที่ยวกันที่เชียงใหม่ แล้วก็เสียในวันเกิดแตนด้วย  :05:

ซึ่งตอนเด็กๆแตนติดแม่มาก แม่กับแตนชอบหนีพ่อไปเที่ยวกัน  :43:

แม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ก็ยังสามารถจำรอยยิ้ม , รสอาหารของแม่ได้เสมอ  :25:


ใครที่แม่ยังอยู่ก็ต้องดูแลให้ดีนะจ๊ะ ถึงแม้ท่านจะดุหรือว่าเรา แต่ที่ท่านทำไปก็เพราะว่าท่านรักเรานะจ๊ะ

ระลึกไว้เสมอนะว่า ...

" สิ่งที่เศร้ากว่าการไม่มีก็คือการเคยมีจ๊ะ "
ชื่อเรื่อง: Re: เรื่องเล่าวันแม่
โพสต์โดย: หมีโหด* เมื่อ 09 ส.ค. 2006, 12:06 น.
กอดแม่ทุกวันเลย  :25:
จะจูบแม่แมห้ามไว้ แม่บอกว่า

"กลัวแล้ว"

:05: :05: :05:
ชื่อเรื่อง: Re: เรื่องเล่าวันแม่
โพสต์โดย: อู๋ เมื่อ 09 ส.ค. 2006, 12:59 น.
รู้สึกโชคดีที่ยังมีครอบครัวอยู่พร้อมหน้า :05:
ชื่อเรื่อง: Re: เรื่องเล่าวันแม่
โพสต์โดย: ยุนเอ เมื่อ 09 ส.ค. 2006, 13:31 น.
"แม่ไม่ใช่ยาคูลท์ รีบกตัญญูก่อนหมดอายุ"
- อุดม แต้พาณิช -

รักแม่ครับ  :12:
ชื่อเรื่อง: Re: เรื่องเล่าวันแม่
โพสต์โดย: 蓝月 (lán yuè) เมื่อ 09 ส.ค. 2006, 13:56 น.
 :22:
รักแม่
ชื่อเรื่อง: Re: เรื่องเล่าวันแม่
โพสต์โดย: โบว์ เมื่อ 10 ส.ค. 2006, 00:12 น.
รักแม่เหมือนกัน
แม่เหมือนเพื่อนเลย
ตอนนี้แทนตัวเองว่าเธอกับชั้น
เช่น "นี่เธอว่าแฟนชั้นเหรอ แฟนเธอหล่อตายล่ะ"  :22:
ชื่อเรื่อง: Re: เรื่องเล่าวันแม่
โพสต์โดย: น้องเข่มเข๊ม เมื่อ 10 ส.ค. 2006, 00:20 น.
คิดถึงแม่ (รวมพ่อด้วย)   :42:


คิดเหมือนอู๋...ที่คิดว่าโชคดีที่ยังมีแม่กับพ่ออยู่พร้อมหน้าพร้อมตา

เคยเกเรเหมือนกันค่ะ  :08: 


:08:   เกมากจนแม่เป็นความดัน แถมตอนนี้กระดูกต้นคอเคลื่อนด้วย 

(กายภาพบำบัด อาทิตย์ล่ะสองครั้ง   :05:) แต่ตอนนี้ไม่เกเรแล้วเน้อ


อยากทำงานจะแย่แล้ว แม่จ๋า .   :22:


แม่ไม่ต้องห่วงว่าหนูจะเอาแม่ไปทิ้งไว้บ้านพักคนชราที่ไหน...

เพราะไม่มีทางที่จะให้แม่ไปอยู่แบบนั้นเด็ดขาด   :05:


วันแม่นี้..คงไม่ได้กลับอ่ะคะ...อาจจะกลับตอนสิ้นเดือนเลย 

แต่ตอนวันเกิดกลับบ้านไปกราบแม่แล้วค่ะ กลับไปแค่คืนเดียว แล้วขึ้นมาเรียนต่อตอนบ่ายวันรุ่งขึ้น


:42:    วันแม่นี้...ขอให้แม่รักษาสุขภาพด้วยจ๊ะ  รักแม่เน้อ 


(พ่อด้วยเน้อ   :22:) 


ชื่อเรื่อง: Re: เรื่องเล่าวันแม่
โพสต์โดย: PalmySyd เมื่อ 10 ส.ค. 2006, 00:52 น.
วันหนึ่งเมื่อปีพ.ศ.2533

ครอบครัวปาล์มและญาติเดินทางไปเยี่ยมอาม่า(ย่า) ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจ.ขอนแก่น
ขณะเดินทางกลับ พ่อเป็นคนขับรถตู้ แม่นั่งข้างหน้าคู่กับพ่อ ลูกๆ 4 คนนอนอยู่ข้างหลัง

ทันใดนั้นสิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น....
รถตู้ชนกับรถพ่วง10ล้ออย่างจังและโดนรถเมล์แดงที่ขับตามมาอัดก๊อปปี้เข้าไป
เพียงเสี้ยววินาทีหลังจากเสียงสนั่นหวั่นไหว ลูกน้อยลืมตาตื่นเห็นแม่ที่เลือดอาบเต็มหน้าหันมาดูลูกน้อยด้วยความห่วงใย เศษกระจกที่เต็มหน้าแม่ไม่เป็นอุปสรรคต่อการขานเรียกลูกๆ ทั้ง4 แม่เรียกชื่อลูกซ้ำแล้วซ้ำเล่าวนไปวนมาเพื่อให้แน่ใจว่าลูกไม่เป็นอะไร

"ลูกเปิดไฟลูก" แม่พูดประโยคนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพียงเพื่อต้องการเช็คสภาพร่างกายลูกน้อย ลูกๆไม่รู้จะทำเช่นไรเพียงเพราะไฟนั้นสว่างอยู่แล้ว เลือดที่กลบตาแม่ทำให้แม่มองไม่เห็น

แม่พยายามขยับมาหาลูกแต่ทำได้เพียงเอี้ยวคอและเงี่ยหูฟัง
พ่อฟุบกับพวงมาลัย ไม่สามารถเอาตัวออกได้ ต้องใช้เครื่องมืองัดรถออกมา

หลังจากทุกคนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล พ่อกับแม่ถูกแอดมิดเข้าห้องผ่าตัดทันที

แม่เลือดคั่งในสมอง แขนหัก และเศษกระจกบาดลึกกลางหน้าผาก

พ่อแขนหัก ร่างกายบอบช้ำและเต็มไปด้วยเศษกระจก

ลูกคนโตคางแตก + เคล็ดขัดยอก
ลูกคนรองฟกช้ำ + มีแผลประปราย
ลูกคนที่สามเคล็ดขัดยอก + มีแผลถลอกทั้งขา
ลูกคนสุดท้ายแทบไม่เป็นอะไรเลย

แม่เล่าให้ฟังว่าทุกวินาทีที่แม่รู้สึกตัว แม่ภาวนาขอให้ลูกๆ อย่าเป็นอะไร แม่ขอต่อท่านว่าอย่าพึ่งเอาแม่ไป แม่อ้อนวอนต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้แม่ได้มีโอกาสดูแลลูกน้อยจนเติบใหญ่ แม่ขอให้ตัวเองอย่าเป็นอะไรเพื่อต่อลมหายใจลูกๆ ทั้ง4คน


...................................

สิ่งที่ลูกคนนี้อยากบอก เกินกว่าจะบรรยายออกมาได้ ไม่รู้จะสรรหาคำใดมาเอ่ยอ้างได้จริงๆ
ชื่อเรื่อง: Re: เรื่องเล่าวันแม่
โพสต์โดย: น้องเข่มเข๊ม เมื่อ 10 ส.ค. 2006, 00:56 น.
 :05:  ซึ้งกับของปาล์ม





ชื่อเรื่อง: Re: เรื่องเล่าวันแม่
โพสต์โดย: ยุนเอ เมื่อ 10 ส.ค. 2006, 01:12 น.
 :05:  อรหันต์ประจำบ้านเลยครับ


:44: แต่เหตุการณ์ของปาล์มน่ากลัวมาก
ชื่อเรื่อง: Re: เรื่องเล่าวันแม่
โพสต์โดย: คนตาบอดข้างเดียว เมื่อ 10 ส.ค. 2006, 02:31 น.
แม่หลับไปแล้ว :43:
ชื่อเรื่อง: Re: เรื่องเล่าวันแม่
โพสต์โดย: Soris0ri เมื่อ 10 ส.ค. 2006, 02:34 น.
ซึ้งนะปาล์ม น่าอิจฉาจังครอบครัวอบอุ่น  :22:
ชื่อเรื่อง: Re: เรื่องเล่าวันแม่
โพสต์โดย: Blind~ เมื่อ 10 ส.ค. 2006, 03:49 น.
รักแม่ครับ
ชื่อเรื่อง: Re: เรื่องเล่าวันแม่
โพสต์โดย: iannnnn เมื่อ 10 ส.ค. 2006, 04:04 น.
:05: เอาอีกครับ ชอบอ่านๆ



(เพิ่งรู้ว่าเจ๊อบสั่งลุยคือเจ๊นัท .. คิดว่าปาล์มมาตลอดเพราะดูอีเมลแล้วใช้ชื่อปาล์ม :05:)
ชื่อเรื่อง: Re: เรื่องเล่าวันแม่
โพสต์โดย: X Saint เมื่อ 10 ส.ค. 2006, 07:15 น.
อาจจะมีคนในเมืองหาดใหญ่จำนวนมากเคยเห็นนายขจรศักดิ์ อารีเอื้อ หรือนามสกุลใหม่ "ภักดีบูรณ์" อายุ 15 ปี นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนพัฒนาศึกษา อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ซึ่งพักอาศัยอยู่ในห้องเช่าหลังเล็กเลขที่ 82/5 ริมถนนพลพิชัย อ.หาดใหญ่ เพราะตลอด 6 ปีที่ผ่านมา เด็กชายคนนี้ ตระเวนเก็บขวด กระดาษ พลาสติกทั่วเมืองหาดใหญ่ เพื่อนำมาขายเลี้ยงครอบครัว จนในบ้านเช่าดังกล่าวที่มีอยู่ถึง 7 ชีวิต เต็มไปด้วยขวดแก้ว เศษพลาสติกและกระดาษลังจำนวนมาก

ก่อนหน้าที่จะต้องหาของเก่าขายเลี้ยงชีพ ครอบครัวของนายขจรศักดิ์ มีนางสมถวิล กล้วยไม้ ณ อยุธยา มารดา วัย 56 ปี เป็นหัวหน้าครอบครัวและเสาหลัก ด้วยการรับจ้างในโรงงานน้ำดื่ม ทำหน้าที่ขนน้ำขึ้นลงรถ ซึ่งจะต้องแบกน้ำหนักของน้ำดื่มวันละประมาณ  200 ถัง ในอัตราค่าจ้างเดือนละ 3,500 บาท แต่เมื่ออายุมากขึ้น เรี่ยวแรงที่ลดน้อยลงก็ทำให้นางสมถวิลไม่สามารถทำงานหนักดังกล่าวได้ ลูกชายคนนี้จึงตัดสินใจทำงานเอง โดยใช้เวลาหลังเลิกเรียนตระเวนเก็บขวด กระดาษ และพลาสติก ทั่วหาดใหญ่ ไม่เว้นวันหยุด ซึ่งถึงวันนี้เป็นเวลาเกือบ 6 ปีแล้ว

"ผมจะออกจากบ้านประมาณ 17.30 น. หลังจากกลับจากโรงเรียน จะตระเวนไปเรื่อยๆ เพื่อหาขวด กระดาษ และพลาสติกให้มากที่สุด และจะกลับมาถึงบ้านประมาณ 23.00 น.ทุกวัน" นายขจรศักดิ์ เล่าถึงงานที่ตัวเองทำ ที่สร้างรายได้เพิ่มขึ้นให้ครอบครัวเดือนละประมาณ 500 บาท เคยได้ต่ำสุดคือเดือนละ 230 บาท ส่วนพี่สาวอีก 3 คนต้องออกจากโรงเรียนกลางคัน เพราะที่บ้านไม่มีเงินเพียงพอที่จะศึกษาเล่าเรียน และหันไปรับจ้างทุกประเภท รวมถึงเก็บของเก่าในช่วงเย็นทุกวัน

หนุ่มน้อยคนนี้เปิดเผยด้วยว่า ครอบครัวของพวกเขาตกอยู่ในเคราะห์กรรม เนื่องจากพี่สาวคนโต ถูกกลุ่มวัยรุ่นรุมข่มขืนเมื่อ 3 ปีก่อนขณะออกไปช่วยกันตระเวนเก็บของเก่ามาขาย จนกระทั่งกลายเป็นคนมีอาการสติไม่สมประกอบ แถมคลอดลูกให้คนในบ้านต้องช่วยเลี้ยงดู

นางสมถวิล กล้วยไม้ ณ อยุธยา แม่ของนายขจรศักดิ์ กล่าวว่า ในห้องเช่าหลังเล็ก ทั้งครอบครัวพักกันทั้งสิ้น 7 ชีวิต คือ น.ส.อรวรรณ บุตรสาวคนโต อายุ 34 ปี ซึ่งปัจจุบันมีสติไม่สมประกอบ นายจิรพันธ์ และ น.ส.จิราพร ฝาแฝด วัย 19 ปี นายขจรศักดิ์ ที่กลายเป็นเสาหลักของครอบครัวในวัย 15 ปี และหลานอีก 3 คน คือ ด.ช.เทิดศักดิ์ อายุ 12 ปี ด.ช.ณรงค์ศักดิ์ อายุ 11 ขวบ  ซึ่งเป็นลูกของบุตรสาวที่มาคลอดทิ้งไว้ให้ยายเลี้ยง และ ด.ญ.ฐิติมา อายุ 2 ขวบ บุตรสาวของ น.ส.อรวรรณ ที่ถูกข่มขืน

"ลูกไม่เคยบ่นถึงภาระที่เกินตัวและเกินวัย จะมีแต่รอยยิ้มและคำปลอบใจเสมอว่าชีวิตเราถูกลิขิตให้เป็นแบบนี้ หากเรายอมแพ้ต่อสิ่งที่ขวางอยู่ข้างหน้าแล้วในอนาคตจะสบายได้อย่างไร ทำให้เรารู้สึกดีใจที่มีลูกเป็นคนดี แม้ครอบครัวเราจะยากจนก็ตาม" นางสมถวิล กล่าว

ด้าน นายสุธรรม ภักดีบูรณ์ ผู้บริหารบริษัท หาดใหญ่ไทยสินทรัพย์ จำกัด อายุ 43 ปี ซึ่งตัดสินใจอุปการะและรับนายขจรศักดิ์เป็นบุตรบุญธรรม เปิดเผยว่า เขาพบนายขจรศักดิ์ครั้งแรกเมื่อกว่า 4 ปีก่อน ตอนกำลังเดินเก็บขวดแก้ว จึงยื่นเงินให้ 100 บาท แต่ ด.ช.ขจรศักดิ์ในวันนั้นได้ปฏิเสธ โดยบอกว่าไม่ต้องการเป็นหนี้บุญคุณ ตนจึงว่าจ้างให้มาช่วยทำงานในบ้าน ทั้งล้างรถ หรืองานอื่นๆ พร้อมจับตาดูพฤติกรรมและพบว่าเป็นเด็กดีที่ตั้งใจทำงานหาเงินไปเลี้ยงครอบครัวด้วยความสุจริต

"ผมติดตามและเฝ้าดูพฤติกรรมรวมถึงเข้าไปช่วยเหลือค่าอาหาร และอุปกรณ์การเรียนตามสมควร ตลอดเวลา 4 ปีที่ผ่านมา ก็เห็นว่าเขาเป็นซื่อสัตย์ มีจิตใจดีงาม ยิ่งเมื่อเห็นสภาพชีวิตที่แท้จริงของครอบครัวของเขา จึงตัดสินใจรับเป็นบุตรบุญธรรมตามกฎหมาย และเสร็จสิ้นเรียบร้อยเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม" นายสุธรรม กล่าว

อย่างไรก็ตาม แม้จะรับอุปการะและรับเป็นบุตรบุญธรรม แต่นายขจรศักดิ์ก็ยังคงพักอาศัยอยู่กับครอบครัว โดยนายสุธรรม บอกว่า ตนจะไม่เข้าไปเปลี่ยนแปลงการใช้ชีวิตประจำวัน แต่จะให้ความช่วยเหลือในเรื่องค่าเล่าเรียน และค่าใช้จ่ายภายในบ้าน รวมถึงให้มีงานทำในช่วงวันหยุดเพื่อหารายได้ไปจุนเจือครอบครัวมากกว่าที่เป็นอยู่เดิม

"ผมตั้งใจจะสนับสนุนเด็กคนนี้ให้เติบโตเป็นคนดีในสังคม โดยทรัพย์สมบัติที่สร้างมากับมือมูลค่ามากกว่าร้อยล้านบาทจะยกให้เด็กคนนี้ทั้งหมด เพราะชีวิตผมตัวคนเดียว ไม่มีพันธะใดๆ ผมรู้สึกรักและถูกชะตากับลูกบุญธรรมคนนี้มาก จึงอยากให้เขามีโอกาสที่ดีในสังคม แต่ยังต้องการให้เขาเรียนรู้ความยากลำบากในการดำรงชีวิตก่อนจะประสบความสำเร็จ" นายสุธรรม นักธุรกิจหนุ่มโสดวัย 43 ปี ที่เติบโตมาจากการเป็นนายหน้าค้าที่ดินรายใหญ่คนหนึ่งใน จ.สงขลา ซึ่งกำลังมีโครงการก่อสร้างอาคารพานิชย์ 3 ชั้น ที่บ้านบางแฟบ  ต.ควนลัง อ.หาดใหญ่ กล่าว

ขณะที่ นายขจรศักดิ์ กล่าวว่า ชีวิตของครอบครัววันนี้มาถึงจุดเปลี่ยนแปลงหลังตัวเขาได้รับการอนุเคราะห์จากนายสุธรรม และยืนยันว่า แม้ตนจะโชคดีที่ได้รับการอนุเคราะห์จากนักธุรกิจ แต่ก็จะยังขอใช้ชีวิตแบบเดิม และจะนำกำลังใจจากการได้รับการอนุเคราะห์ มาเปลี่ยนเป็นแรงใจให้ขยันและตั้งใจเรียน รวมถึงตั้งใจทำงานเพื่อทดแทนบุญคุณผู้ให้การอุปการะ


จาก http://www.pantip.com/cafe/lumpini/topic/L4610505/L4610505.html
ชื่อเรื่อง: Re: เรื่องเล่าวันแม่
โพสต์โดย: |<3N เมื่อ 10 ส.ค. 2006, 16:38 น.
อ้างคำพูดจาก: monamafia เมื่อ 10 ส.ค. 2006, 00:12 น.
รักแม่เหมือนกัน
แม่เหมือนเพื่อนเลย
ตอนนี้แทนตัวเองว่าเธอกับชั้น
เช่น "นี่เธอว่าแฟนชั้นเหรอ แฟนเธอหล่อตายล่ะ"  :22:
:22:
ชื่อเรื่อง: Re: เรื่องเล่าวันแม่
โพสต์โดย: Soris0ri เมื่อ 10 ส.ค. 2006, 16:41 น.
อ้างคำพูดจาก: iannnnn เมื่อ 10 ส.ค. 2006, 04:04 น.
:05: เอาอีกครับ ชอบอ่านๆ



(เพิ่งรู้ว่าเจ๊อบสั่งลุยคือเจ๊นัท .. คิดว่าปาล์มมาตลอดเพราะดูอีเมลแล้วใช้ชื่อปาล์ม :05:)

:26: ยักษ์เนี่ย


ชื่อเรื่อง: Re: เรื่องเล่าวันแม่
โพสต์โดย: นายโอ้เอ้ เมื่อ 10 ส.ค. 2006, 16:42 น.
อ้างคำพูดจาก: Sorisori เมื่อ 10 ส.ค. 2006, 16:41 น.
:26: ยักษ์เนี่ย




อย่าเหมารวมกับ  :42:

นั่นลุงแอน
ชื่อเรื่อง: Re: เรื่องเล่าวันแม่
โพสต์โดย: Bug Creative เมื่อ 10 ส.ค. 2006, 16:42 น.
รักแม่ + พ่อด้วย เด๋วน้อยใจ
ชื่อเรื่อง: Re: เรื่องเล่าวันแม่
โพสต์โดย: PalmySyd เมื่อ 10 ส.ค. 2006, 16:47 น.
อ้างคำพูดจาก: iannnnn เมื่อ 10 ส.ค. 2006, 04:04 น.
:05: เอาอีกครับ ชอบอ่านๆ

(เพิ่งรู้ว่าเจ๊อบสั่งลุยคือเจ๊นัท .. คิดว่าปาล์มมาตลอดเพราะดูอีเมลแล้วใช้ชื่อปาล์ม :05:)

ตอนสมัครใช้เมลปาล์มแทนเพราะตแนนั้นเมลนัทมีปัญหาค่ะ  :42:
ชื่อเรื่อง: Re: เรื่องเล่าวันแม่
โพสต์โดย: Soris0ri เมื่อ 10 ส.ค. 2006, 16:47 น.
อ้างคำพูดจาก: นายโอ้เอ้ เมื่อ 10 ส.ค. 2006, 16:42 น.
อย่าเหมารวมกับ  :42:

นั่นลุงแอน

ได้ค่ะ งั้นเอาใหม่


พี่แอนเนี่ย  :26: แอนห์จริงๆ
ชื่อเรื่อง: Re: เรื่องเล่าวันแม่
โพสต์โดย: น้องเข่มเข๊ม เมื่อ 10 ส.ค. 2006, 16:48 น.
 :40:  อย่างที่ปาล์มบอกนั่นแหละ 
ชื่อเรื่อง: Re: เรื่องเล่าวันแม่
โพสต์โดย: ยุนเอ เมื่อ 10 ส.ค. 2006, 17:06 น.
แต่ว่า โรงเรียน พัฒนาศึกษา เนี้ย อยู่ตรงไหนของหาดใหญ่เหรอ

ไม่เคยได้ยิน  :39:
ชื่อเรื่อง: Re: เรื่องเล่าวันแม่
โพสต์โดย: น้องเข่มเข๊ม เมื่อ 10 ส.ค. 2006, 17:07 น.
ไม่ทราบสิคะ..ไม่ใช่คนแถวนั้น   :09:
ชื่อเรื่อง: Re: เรื่องเล่าวันแม่
โพสต์โดย: |<3N เมื่อ 10 ส.ค. 2006, 17:07 น.
ผมก็ไม่ทราบครับ
ชื่อเรื่อง: Re: เรื่องเล่าวันแม่
โพสต์โดย: X Saint เมื่อ 12 ส.ค. 2006, 02:53 น.
ตึกเซนต์หลุยส์มารี โรงเรียนอัสสัมชัญ แผนกประถม ราวกลางปี พ.ศ.2539
"มิสคะ ช่วงพักเที่ยงจะมีผู้ปกครองมารอพบสองท่านที่หน้าห้องรับรองค่ะ"
โทรศัพท์แจ้งจากห้องประชาสัมพันธ์ทำให้มิสอุไรพร นาคะเสถียร
ครูสาวประจำระดับชั้นป.4 รู้สึกแปลกใจเล็กน้อย
เพราะจำได้ว่ามีการโทรนัดหมายจะมาพบจากคุณแม่ท่านหนึ่งเพียงท่านเดียวในวันนี้

เอ...ใครล่ะนี่ จะมีเรื่องอะไรรึเปล่านะ เมื่อมิสอุไรพรเดินมาถึงหน้าห้องประชาสัมพันธ์
ครูสาวก็แทบยกมือรับไหว้จากสุภาพสตรีทั้งสองท่านไม่ทัน หากรู้สึกแปลกใจ
ที่เห็นคุณแม่ท่านหนึ่งยกมือไหว้แต่เพียงแขนข้างเดียว

อย่างไรก็ตามมิสได้เชิญคุณแม่ท่านแรก เข้าไปคุยก่อนตามลำดับการนัดโดยเก็บงำความแปลกใจไว้
หลังจากคุยกับคุณแม่ท่านแรกเสร็จมิสจึงเชิญคุณแม่อีกท่านเข้ามาคุยในห้องรับรอง

ภาพแรกที่ได้เห็นชัด ๆ ทำให้ครูสาวตกใจเล็กน้อย แขนซ้ายของคุณแม่เป็นแขนเทียม
คุณแม่มาปรึกษาเรื่องการเรียนของลูก เพราะไม่ได้มาในวันนัดพบผู้ปกครองประจำปีเมื่อต้นปีการศึกษาที่ผ่านมา

"ลูกเขาไม่อยากให้มา เขาว่าเขาอายที่แม่ใส่แขนเทียม กลัวโดนเพื่อนล้อแม่มาทีเพื่อนก็ล้อกันประจำ
ว่าแม่แขนเดียว แม่เป็นหุ่นยนต์เหรอ อะไรนี่น่ะค่ะ เลยไม่ได้มา" น้ำเสียงของคุณแม่
แฝงแววเอ็นดูมากกว่าที่จะโกรธหรือไม่พอใจ

มิสอุไรพรขออนุญาตซักถามเกี่ยวกับสาเหตุที่คุณแม่ต้องใส่แขนเทียม เมื่อได้ทราบความจริงทั้งหมด
ครูสาวก็ตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะต้องจัดการเรื่องที่ลูก ไม่ยอมรับและไม่เข้าใจแม่นี้โดยเร็ว
หากปล่อยเรื่องนี้ไป.....ก็จะเป็นบาปอันหนักยิ่งติดตัวเด็กไปในภายหน้า ทั้งตัวลูกชายและคนที่ล้อเพื่อนด้วย

ช่วงเย็นวันนั้นมีชั่วโมงลูกเสือแต่ฝนตกหนัก มิสอุไรพรจึงได้โอกาสนำเรื่องนี้มาเล่าให้นักเรียนฟังในห้องเรียน

เรื่องราวที่ว่านั้น มีดังต่อไปนี้...

วันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ.2536 หลังวันแม่เพียงไม่กี่วัน...ครอบครัวหนึ่งได้เดินทางไปเที่ยวนากุ้งที่จังหวัดสตูล
ครอบครัวนี้ประกอบด้วยคุณพ่อ คุณแม่ และลูกชายอีกสามคนพวกเขาเดินชมนากุ้งไปตามทางเดินซึ่งเป็นคันดิน
ท่ามกลางบรรยากาศสดชื่นของธรรมชาติ โดยคุณพ่อเดินนำหน้ากับลูกชายคนโตสองคน
ส่วนคุณแม่เดินตามหลังมากับลูกชายคนเล็ก

ทางเดินที่เป็นคันดินนั้นมีการแบ่งเป็นท้องร่องเพื่อติดตั้งระหัดวิดน้ำ ซึ่งมีใบพัดทำจากเหล็กสูงจากคันดินราว 25 ซม.
คุณพ่อและลูกคนโตสองคนก็ข้ามท้องร่องแล้วเดินนำต่อไปข้างหน้า ไม่มีใครฉุกใจคิดระวังถึงเหตุร้าย
แต่แล้วลูกชายคนเล็กกลับก้าวพลาดล้มลงไปในท้องร่อง ขากางเกงเข้าไปติดกับร่องของระหัดวิดน้ำที่กำลังหมุนอยู่
และฉุดขาของลูกทั้งสองข้างเข้าไปในใบพัดเหล็ก

"ถ้าเป็นพวกคุณ น้องตกลงไปอย่างนี้คุณจะทำอย่างไร"

มิสหยุดเรื่องไว้ก่อนเพื่อซักถาม มองหน้าเด็กนักเรียน

ทั้งห้องที่นั่งเงียบกริบ หน้าซีด โดยเฉพาะ "ลูกชาย" ของคุณแม่ท่านนั้น

"ทุกคนตกตะลึงใช่มั้ย คิดไม่ทันใช่มั้ย แต่นักเรียนรู้มั้ยว่าคุณแม่ท่านตัดสินใจทำอย่างไร"

คุณแม่ไม่ยอม เสียเวลาคิดอะไรเลย ท่านรีบยึดดึงตัวลูกเอาไว้แล้วเอาแขนซ้ายที่ว่างอยู่
เข้าไปขวางใบพัดเหล็กไว้ก่อน...ใบพัดจึงหมุนเอาแขนของคุณแม่เข้าไป...
คนงานที่เห็นเหตุการณ์รีบปิดเครื่องทันที แต่แรงเฉื่อยทำให้ใบพัดยังหมุนต่อด้วยกำลังแรง...
แรงจนกระชากแขนซ้ายของคุณแม่ขาดสะบั้นลง!

คุณแม่กรีดร้องด้วยความเจ็บปวดทรมานแสนสาหัสสติสัมปชัญญะดับวูบลงในทันที
ท้องร่องทั่วบริเวณแดงฉานไปด้วยเลือด...เลือดของแม่...ใบพัดเหล็กยังหมุนต่อไปอีกเล็กน้อย
และบดเอาขาทั้งสองข้างของลูกชายคนเล็กจนกระดูกหัก...แต่ไม่ขาด

ไม่ขาด...เพราะแขนซ้ายของแม่ขาดแทน...ไม่ขาด...เพราะแม้จะไร้ซึ่งสติสัมปชัญญะ
มือขวาของคุณแม่ก็ยังยึดตัวลูกเอาไว้แน่น...ไม่ยอมปล่อย...

คุณพ่อและลูกคนโตทั้งสองคนหันกลับมามองตามเสียงตะโกนเอะอะโวยวายของคนงาน
พร้อม ๆ กับเสียงกรีดร้องของคุณแม่ ภาพที่เห็นทำให้พวกเขาช็อกจนแทบสิ้นสติ!

คุณพ่อกระโจนพรวดเดียวถึงตัวคุณแม่และลูกน้อยแต่...มันสายเกินไปแล้ว
สิ่งเดียวที่ทำได้คือรีบพาสองแม่ลูกส่งโรงพยาบาลทันที

ผลของการรักษาคือคุณแม่ต้องใส่แขนเทียมแทนแขนซ้ายที่ขาดไป ส่วนลูกคนเล็กที่ขาหักต้องอยู่โรงพยาบาล
นานราวสามเดือนจึงสามารถเดินเหินได้เป็นปกติ

มิสอุไรพรกวาดสายตามองไปรอบๆห้องถามขึ้นอีกว่า

"นักเรียนคิดว่าคุณแม่ท่านนี้กล้าหาญมั้ยคะ"

"กล้าหาญมาก" เด็ก ๆ พากันตอบเป็นเสียงเดียวกันพลางพยักหน้า

หลาย ๆ คนยังหน้าซีดเซียวเมื่อนึกภาพเหตุการณ์ไปตามที่ครูเล่า

มิสมองหน้า "ลูกชาย" ของคุณแม่แล้วบอกต่อว่า

"นักเรียนทราบมั้ยว่าคุณแม่ท่านนี้เป็นคุณแม่ของเพื่อนเราในห้องนี้เอง
ไหน ใครเป็นลูกของคุณแม่ท่านนี้ยืนขึ้นให้เพื่อนเห็นหน่อยสิ"

เด็กนักเรียนคนนั้นยืนขึ้น ท่ามกลางเสียงปรบมือของเพื่อนทั้งห้อง

"วันนี้เมื่อคุณกลับไปบ้านมิสฝากเรียนคุณแม่ด้วยว่าพวกเราชื่นชม และยกย่องท่านมากจริงมั้ยพวกเรา"

"จริงครับ ๆ ใช่ครับ ๆ" เสียงเล็กๆตอบมาเป็นทางเดียวกัน

"มิสได้ทราบมาว่ามีหลาย ๆ คนไปล้อเลียนเพื่อน ไหน คนไหนบ้างคะที่เคยล้อคุณแม่เขา
ถ้ามีเราเป็นลูกผู้ชายต้องกล้ารับค่ะ"

มีนักเรียน 3-4 คนยืนขึ้น สีหน้าของแต่ละคนซีดเซียวอย่างสำนึกผิด
มิสอุไรพรมองหน้าของเด็กกลุ่มนี้อย่างอ่อนโยน ถามว่า

"ดีมากนักเรียน ตอนนี้คุณคงอยากพูดอะไรกับเพื่อนใช่มั้ยคะ"

เด็กชายกลุ่มนั้นเดินเข้าไปโอบกอดคอแล้ว กล่าวขอโทษเพื่อนด้วยความจริงใจ
ครูสาวน้ำตาคลอยืนมองภาพนั้นด้วยความปลาบปลื้มยินดีหนักใจอยู่เหมือนกันว่า

หากถามขึ้นมาแล้วไม่มีใครยอมรับว่าเคยล้อเพื่อน...จะทำอย่างไร?

เธอไม่เคยผิดหวังในตัวนักเรียนอัสสัมชัญและจนถึงเวลานี้ก็ยังคงไม่ผิดหวัง
ใครเล่า...จะเข้าใจความเจ็บช้ำขมขื่นในหัวใจเล็กๆของเด็กชายคนหนึ่ง
ที่ถูกเพื่อนล้อเลียนประสาเด็กโดยไม่ทันคิด

หากบัดนี้...ความรักของแม่และน้ำใจของเพื่อนได้สลายปมด้อยในใจของเด็กคนนี้ลงจนสิ้นแล้ว
เหลือเพียงความรักและภาคภูมิใจในตัวคุณแม่เท่านั้น

เมื่อหมดชั่วโมงเรียน มิสอุไรพรได้เรียกตัว

"ลูกชาย" เข้าไปคุยอีกครั้ง

"วันนี้เรามีอะไรในใจที่คิดว่าควรพูดกับคุณแม่มั้ยคะ"

เด็กคนนั้นนิ่งคิดไปชั่วครู่ก่อนจะตอบเสียงสั่นปนสะอื้นไห้ว่า

"ผม...ผมจะไปขอโทษคุณแม่แล้ว...แล้วบอกคุณแม่ว่าผมรักคุณแม่ที่สุดในโลกเลยครับ"

รู้มั้ยน้ำนมหยดหนึ่งซึ่งไหลมาต้องใช้น้ำตาหยาดเหงื่อสักเท่าไหร่ บอกแม่เถอะนะ บอกทุกวัน
ว่ารักท่านมากมาย กอดแม่เถอะนะ ให้คุ้นเคย กอดเลยไม่ต้องอาย ก่อนไม่มีแม่ให้กอด...



จาก http://www.thaicabincrew.com/webboard/viewtopic.php?t=25995&sid=772c8fd208be8ee1a6f3b9aa2dda6cb6
ชื่อเรื่อง: Re: เรื่องเล่าวันแม่
โพสต์โดย: สันในตั้ม เมื่อ 13 ส.ค. 2006, 23:28 น.
สรุปมันเป็นกระจู๋อะไรฟะเนี่ย  :08:


ของตูนอนทั้งวันเลย
แต่นอนที่บ้านแม่นะ
ชื่อเรื่อง: Re: เรื่องเล่าวันแม่
โพสต์โดย: mitrapap เมื่อ 13 ส.ค. 2006, 23:39 น.
มาช่วยดึงกระจู๋กลับ :02:

วันแม่ก็ไปหาแม่มาเหมือนกันครับ ตอนแรกตั้งใจจะไปกราบงามๆ แต่พอไปถึง ยังไม่ทันจะลงรถเลย แม่ก็รีบเดินมารับแล้ว ก็เลยเข้าไปกอดแม่แทน อบอุ่นใจบอกไม่ถูกครับ :22:
ชื่อเรื่อง: Re: เรื่องเล่าวันแม่
โพสต์โดย: แตน เมื่อ 13 ส.ค. 2006, 23:48 น.
น่าอิจฉาจังคะ  :05:

วันนี้ไปกินข้าวกับพ่อแทนคะ ( แม่เสียแล้วคะ )
ชื่อเรื่อง: Re: เรื่องเล่าวันแม่
โพสต์โดย: 蓝月 (lán yuè) เมื่อ 13 ส.ค. 2006, 23:50 น.
แม่เป็นคนที่เราลอกรูปแบบเค้ามา
ลอกดีเอ็นเอ ลอกโครโมโซม ลอกพันธุกรรมเค้ามา เอาเลือดเอาเนื้อและเกือบเอาชีวิตเค้ามา
แม้จะกลายพันธุ์ไปบ้างนิดหน่อย แต่เราก็เหมือนเค้ามากๆ

นิสัยส่วนตัวเป็นคนไม่ยอมคน
ถ้าเกิดทะเลาะกันถึงที่สุดก็คือเลิกคบ เลิกคุยได้
แม้ตัวเองจะเสียใจแค่ไหนก็ตาม

แต่กับผู้หญิงคนนี้
ผู้หญิงที่ขึ้นชื่อว่าเป็นแม่เรา
ไม่ว่าเค้าจะทำให้เรารู้สึกเสียใจน้อยใจต่ำต้อยด้อยค่าแค่ไหน
เราก็ไม่สามารถตัดเค้าออกไปจากชีวิตได้

แม่คือที่สุดของเรา
เป็นคนที่เรายอมแม้กระทั่งชีวิต
ถ้าแม่เราจะมีความสุข

ทุกวันนี้ก็มีเรื่องไม่เข้าใจกันเยอะ
ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นเพราะอะไร
อาจจะเป็นเพราะมีตัวการบางอย่างที่กั้นกลาง
หรือความห่างเหินที่ไม่ได้เจอกัน
แต่อยากฝากลมฝากฟ้าไปบอกจัง
ว่ารักแม่ที่สุด รักมาก เป็นห่วงมาก
และไม่อยากให้แม่คิดมากเพราะเรา
เพราะเค้าเหนื่อยเพื่อเรามาทั้งชีวิต
เพียงแค่คิดว่าถ้าชีวิตเราไม่มีแม่ขึ้นมา เราก็ทนไม่ได้แล้ว
ชื่อเรื่อง: Re: เรื่องเล่าวันแม่
โพสต์โดย: •หมูหมู•™ เมื่อ 14 ส.ค. 2006, 10:33 น.
วันแม่
ไปเดินเล่นเดอะมอลล์ บางกะปิ เห็นหลายๆคนพาแม่มาเที่ยว ดูอบอุ่นน่ารักดี
พอเดินออกมาข้างนอก ฝั่งตรงข้าม เห็นลูกชายของหลายๆแม่กำลังมีเรื่องกัน
เพ่งเคยเห็นนี่แหละ เคยดูแต่ในข่าว  น่ากลัว
ขว้างปาอะไรกันก็ไม่รู้ สักพักตำรวจมากันเยอะแยะเลย

..วันแม่ ถ้าแม่รู้ว่าลูกเค้ามาก่อเรื่องแบบนั้นจะรู้สึกยังไงนะ..
ชื่อเรื่อง: Re: เรื่องเล่าวันแม่
โพสต์โดย: อู๋ เมื่อ 14 ส.ค. 2006, 14:34 น.
เห็นข่าว นศ. เครียด กินเหล้า กระโดดให้ bts ชนในวันแม่ ในจดหมายบอกว่า "ที่ทำไปเพราะอารมณ์ชั่ววูบ พ่อแม่ไม่ต้องเป็นห่วง" คิดได้ไง {หมีโหด}
ชื่อเรื่อง: Re: เรื่องเล่าวันแม่
โพสต์โดย: X Saint เมื่อ 15 ส.ค. 2006, 00:36 น.
อ้างคำพูดจาก: kitty-ไอ้หมีอ้วน* เมื่อ 14 ส.ค. 2006, 14:34 น.
เห็นข่าว นศ. เครียด กินเหล้า กระโดดให้ bts ชนในวันแม่ ในจดหมายบอกว่า "ที่ทำไปเพราะอารมณ์ชั่ววูบ พ่อแม่ไม่ต้องเป็นห่วง" คิดได้ไง {หมีโหด}


เอ่อ...  :08: ถ้ามีสติเขียนจดหมายก่อนนี่.. คงไม่วูบมั๊งครับ
คิดได้ไงหน่ะ  {หมีโหด}

สงสัยดูหนังเรื่อง Suicide Club มากไป  {หมีโหด}
ชื่อเรื่อง: Re: เรื่องเล่าวันแม่
โพสต์โดย: Soris0ri เมื่อ 15 ส.ค. 2006, 03:25 น.
 :25: แย่จัง
ชื่อเรื่อง: Re: เรื่องเล่าวันแม่
โพสต์โดย: iannnnn เมื่อ 15 ส.ค. 2006, 03:51 น.
เรื่องเล่าหลังวันแม่...


ในเว็บบิตตอนนี้มีโจรคนนึงชื่อ อัครวิทย์ ครับ
หลอกเปิดโคโล ต้มเงินชาวบ้านจนในที่สุดก็โดน cz จับได้กลางทาง
สนุกมากครับ ไล่จับโจรกันมันส์สุดๆ

ตอนนี้เว็บบิตเริ่มมีการเอาไฟล์เสียงที่โทรไปคุยกับแม่ของคนร้าย (น้ำเสียงมีความรู้มาก)
จนกลายเป็นเรื่องดราม่าที่น่าสงสารแม่มากๆ ครับ


"เหี้ยจริงๆ ไอ้ก๊อพ" .. ยังชิดซ้ายไปเลย
ชื่อเรื่อง: Re: เรื่องเล่าวันแม่
โพสต์โดย: ยัง มี พุง เมื่อ 16 ส.ค. 2006, 02:11 น.
วันแม่ปีนี้ ไม่ได้โทร.หา ไม่ได้อยู่ด้วย
เพราะแม่เพิ่งทำโทรศัพท์หาย แถกมตาล.ก็เพิ่งย้ายโรงแรมใหม่
ต่างคนต่างไม่มีเบอร์ติดต่อ ไม่รู้จะโทร.ยังไง

กว่าจะกลับอีกทีก็สิ้นเดือน
วันเกิดแม่ก็คงไม่ได้อยู่ด้วยอย่างแน่นอน
เพราะว่าไปซิดนี่ย์
แม่แค่บอกว่า "ไม่เป็นไร"
แต่น้ำเสียงแม่น้อยใจ

แต่ก็ต้องทำงานนี่เนอะ

ถึงไม่ได้อยู่ด้วย แต่ก็รักแม่ทุกวันล่ะนะ

แล้วกลับไปจะพาไปกินข้าวอร่อยๆไถ่โทษ :40:
ชื่อเรื่อง: Re: เรื่องเล่าวันแม่
โพสต์โดย: ดาเฉยๆ เมื่อ 16 ส.ค. 2006, 02:53 น.
วันแม่ไปเที่ยวเชียงใหม่กับแม่ พ่อ และน้อง


มีความสุข :40:
ปล. เพราะอยู่เชียงใหม่ ไม่ได้ดูทีวี  ต้องโทรถามอร {หมีโหด}