ฟอนต์ฟอรั่ม

F0NT Community (เก่า) => แตกฟอง => โพสต์ถูกเริ่มโดย: แอ๊ะ เมื่อ 02 ส.ค. 2006, 08:44 น.

ชื่อเรื่อง: แนวโน้มเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง
โพสต์โดย: แอ๊ะ เมื่อ 02 ส.ค. 2006, 08:44 น.
ไหน ๆ ก็มีกระจู๋ยุบสภา ที่พูดถึงการเมืองที่ร้อนแรงไปแล้ว และนี่คงเป็นอีกผลกระทบหนึ่งที่เราทุกคนต้องเจอแน่นนอน ไม่ว่าน้ำมันที่ทะยานขึ้นไป 30 บาทแล้ว และมีแนวโน้มว่าไม่ใช่ค่าสุดท้าย อัตราเงินเฟ้อ ที่เพิ่มขึ้น(คืออะไรฟ่ะ) มีกระทบอะไรกับชีวิตประจำวันบ้าง สำหรับพวกที่คิดจะลงทุนหรือขยายกิจการก็ต้องดูให้รอบคอบ คนที่คิดจะผ่อนรถ หรือผ่อนบ้านก็ต้องดูแล้วดูอีกให้ดี เตรียมรับมือกันให้ดี ใครที่ไม่เคยเจอวิกฤติตอนปี 41 อาจจะเป็นโอกาสดีที่จะได้รู้ว่า การล่มสลายทางเศรษฐกิจเป็นอย่างไร และมีผลกระทบอะไรบ้าง สำหรับมนุษย์เงินเดือนก็ต้องดูว่าอัตราการขึ้นเงินเดือน จะสู้อัตราเงินเฟ้อได้หรือเปล่า ปีนี้ถ้าใครได้ขึ้นแค่ 5% ก็แสดงว่าเงินเดือนคุณลดลง  :43:

ข่าวนี้เจ้านายส่งมาให้ดูแต่เช้าไม่รู้แกเอามาจากไหนเลยอ้างอิงไม่ถูก  :42:

แนวโน้มเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง และเศรษฐกิจประเทศไทยเป็นปัญหาอะไร !!!

อ้างอิง
อาจจะกล่าวได้ว่าปี 2549 เป็นปีที่ปัจจัยเสี่ยงทั้งภายในและภายนอกต่างถาโถมเข้ามาจนยากจะรับมือได้ ไม่ว่าจะเป็นความไม่สมดุลของเศรษฐกิจโลก ที่มาจากเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาที่ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดจำนวนมหาศาลและภาวะฟองสบู่ในอสังหาริมทรัพย์จะเข้าสู่ภาวะสมดุลได้อย่างไร หรือปัจจัยเสี่ยงที่มาจากความขัดแย้งระหว่างกลุ่มต่างๆ ในโลกที่นับวันจะรุนแรงมากขึ้นๆ ผลของความขัดแย้งดังกล่าวเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ราคาน้ำมันแพงขึ้น ทั้งนี้ไม่นับรวมภาวะความต้องการน้ำมันของโลกที่สูงขึ้นจากการที่เศรษฐกิจประเทศจีนโตในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่ปัจจัยภายในความขัดแย้งในด้านการเมืองที่ต้องมีรัฐบาลรักษาการยาวนานกว่า 6 เดือน ประกอบกับภาวะราคาน้ำมันแพง อาทิ น้ำมันเบนซินทะลุ 30 บาท/ลิตรไปแล้ว ราคาเงินเฟ้อพุ่งขึ้นไปแตะที่ 6% ขณะที่อัตราดอกเบี้ยไล่ทะยานตามเงินเฟ้อไปติดๆ ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องการ ล่าสุดดอกเบี้ยนโยบายหรืออัตราดอกเบี้ยซื้อคืนพันธบัตรระยะ 14 วัน (R/P 14 วัน) อยู่ที่ 5% ปัจจัยเหล่านี้เป็นเหตุให้ความมั่นใจทั้งในส่วนของนักลงทุนและผู้บริโภคลดลง

อาจจะกล่าวได้ว่าในครึ่งปีแรกของปี 2549 ต่อเนื่องถึงครึ่งปีหลัง ในแง่ของผู้ผลิตก็ชะลอการตัดสินใจลงทุนใหม่ๆ แม้ว่ากำลังการผลิตส่วนใหญ่จะเริ่มเต็มแล้วก็ตาม ส่วนหนึ่งเป็นผลจากภาวะสุญญากาศที่ไม่มีรัฐบาล อีกปัจจัยอาจจะมาจากความต้องการใช้จ่ายของผู้บริโภคชะลอตัวลง ประกอบกับกระทรวงพาณิชย์ควบคุมราคาสินค้า ทำให้ผู้ผลิตไม่สามารถขึ้นราคาสินค้าได้ตามภาวะต้นทุนที่แท้จริง จึงจำเป็นต้องชะลอการลงทุนโดยปริยาย

เช่นเดียวกับผู้บริโภคที่เริ่มปรับตัวรับภาวะเงินเฟ้อ เงินฝืด ส่วนใหญ่เริ่มระมัดระวังการใช้จ่าย เป็นเหตุให้การบริโภคโดยรวมชะลอตัว รวมทั้งปัจจัยอัตราดอกเบี้ยปรับตัวเพิ่มขึ้นตามนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย ทำให้ธนาคารพาณิชย์ปรับทั้งดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผู้ที่มีภาระหนี้ ทั้งผ่อนบ้านหรือภาระหนี้อื่นๆ มีภาระเพิ่มขึ้น

จากรายงานภาวะเศรษฐกิจรายเดือน ณ พฤษภาคม 2549 ของธนาคารแห่งประเทศไทย หรือแบงก์ชาติ ในด้านความเชื่อมั่นทางธุรกิจอยู่ที่ระดับ 43.8 แบงก์ชาติระบุว่าเป็นระดับที่ต่ำกว่า 50 ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 25 โดยเกือบทุกองค์ประกอบของดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจปรับลดลง โดยเฉพาะการลงทุนและต้นทุนการประกอบการ สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นในอีก 3 เดือนข้างหน้า ปรับลดลงจากเดือนก่อนเป็น 48.2 ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำกว่า 50 เป็นเดือนแรกนั้บตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2548

สำหรับตัวที่ยังคงขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อยู่คือภาคการส่งออกที่ยังคงขยายตัวได้ตามเป้าหมายในครึ่งปีแรก ณ พฤษภาคม มูลค่าส่งออก 10,708 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 19.1% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว แต่สัญญาณในครึ่งปีหลังอาจจะไม่เป็นไปตามเป้าหมาย

รวมทั้งปัจจัยที่ขับเคลื่อนหลักๆ จากการใช้จ่ายภาครัฐบาลก็ไม่สามารถที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนหลักได้ เนื่องจากงบประมาณปี 2550 ต้องเลื่อนออกไป ส่งผลให้การใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐต้องชะลอออกไป

ดังนั้นจากปัจจัยทั้งภายในและภายนอกที่มากระทบ ส่งผลให้เศรษฐกิจที่มีพื้นฐานเศรษฐกิจอ่อนแออยู่แล้ว ก็ง่อนแง่นมากขึ้น แม้ว่าจะมีข่าวดีเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2549 ที่มีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งวันที่ 15 ตุลาคม 2549 ก็ตาม นักวิเคราะห์ นักวิจัยจากหลายสถาบันเริ่มพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เศรษฐกิจในครึ่งปีหลังน่าจะขยายตัวเฉลี่ย 3-4% จากไตรมาสแรกปีนี้ขยายตัว 5.5% จึงคาดว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้น่าจะขยายตัวประมาณ 4%

จากสภาวะดังกล่าวนักเศรษฐศาสตร์บางคนบอกว่า อาการประเทศไทยน่าเป็นห่วงมาก เข้าขั้นโคม่า เพราะโครงสร้างเศรษฐกิจไทยพัฒนามาผิดทาง ทำให้โครงสร้างเศรษฐกิจไทยอ่อนแอ เมื่อปัจจัยเสี่ยงมากระทบก็ออกอาการทันที ไม่สามารถที่จะรับมือได้ บ้างก็บอกว่าน่าเป็นห่วงพอสมควรแต่ยังพอจะแก้ไขได้ เนื่องจากคนไทยมีการปรับตัวได้ค่อนข้างเร็ว บางคนก็บอกว่าไม่เป็นไรหรอก พื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังแข็งแกร่ง เพราะปัญหาที่เผชิญอยู่เป็นแค่ปัญหาชั่วคราว โดยเฉพาะปัญหาการเมือง หากสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย ปมปัญหาที่รุมเร้าก็จะค่อยๆ ผ่อนคลายและเศรษฐกิจโดยรวมจะดีขึ้นเอง

ซัพพลีเมนต์ฉบับนี้ได้สรุปภาพรวมของเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีแรกและแนวโน้มครึ่งปีหลัง และมีโอกาสสัมภาษณ์นักเศรษฐศาสตร์หลายคนที่อยู่ในบทบาทที่แตกต่างกัน ต่างมองต่ออาการเศรษฐกิจไทยในมุมที่ต่างกัน (หน้าพิเศษ)
ชื่อเรื่อง: Re: แนวโน้มเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง
โพสต์โดย: คุณชาย ( 737 ) เมื่อ 02 ส.ค. 2006, 08:58 น.
ขอบคุณครับ น้าแอ๊ะ ยังไงผมก็ยังเป็นมนุษย์เงินเดือนอยู่ดี
ชื่อเรื่อง: Re: แนวโน้มเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง
โพสต์โดย: อู๋ เมื่อ 02 ส.ค. 2006, 09:07 น.
มีการสร้างภาพให้ดูว่าคนไทยเริ่มหมดหนี้ทั้งๆที่จริงเป็นการเอาเลือดเนื้อประเทศมาใช้จ่าย พักหลังๆเศรษฐกิจเริ่มทรุดตัว คนเริ่มไม่กล้าใช้เงิน จนตอนนี้เริ่มมีงานลดกระหน่ำถูกจัดออกมาให้คนใช้เงินเพื่อกันสภาพเงินเฟ้อ :39:
ขาดการกับพี่ชายว่ามีโอกาสที่ฟองสบู่จะแตกได้(เหมือนเมื่อ 6 - 7 ปีก่อน) เพราะตอนนี้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เริ่มโตอย่างรวดเร็ว(สังเกตงานบ้าน คอนโดต่างๆที่จัดอย่างดาดเดื่อน) ในขณะที่เงินคงคลังเริ่มขาด อีกทั้งปัญหา 30 บาทรักษาทุกโรคที่รัฐต้องเสีย แล้วมาเจอปัญหาการเมืองอีก ตอนนี้ชาวต่างชาติย้ายฐานการลงทุนไปที่อื่นหมดเลย (โครงการ megaproject ไม่แน่ใจว่าสิงคโปร์หรือมาเลย์ มาแย้งเปิดก่อน)
รัฐบาลชุดนี้เก่งครับ สามารถเบี่ยงเบนความสนใจได้ในหลายๆเรื่อง  :31:

อาจจะยังไม่ถึงกับเลวร้ายแต่ก็ควรระวัง ช่วงนี้ใช้จ่ายเท่าที่จำเป็นดีกว่า ใครขอเงินพ่อแม่อยู่ก็ช่วยพ่อแม่ประหยัดหน่อยนะครับ {หมีโหด}
ชื่อเรื่อง: Re: แนวโน้มเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง
โพสต์โดย: คุณชาย ( 737 ) เมื่อ 02 ส.ค. 2006, 09:09 น.
อ้างคำพูดจาก: kitty-ไอ้หมีอ้วน* เมื่อ 02 ส.ค. 2006, 09:07 น.
มีการสร้างภาพให้ดูว่าคนไทยเริ่มหมดหนี้ทั้งๆที่จริงเป็นการเอาเลือดเนื้อประเทศมาใช้จ่าย พักหลังๆเศรษฐกิจเริ่มทรุดตัว คนเริ่มไม่กล้าใช้เงิน จนตอนนี้เริ่มมีงานลดกระหน่ำถูกจัดออกมาให้คนใช้เงินเพื่อกันสภาพเงินเฟ้อ :39:
ขาดการกับพี่ชายว่ามีโอกาสที่ฟองสบู่จะแตกได้(เหมือนเมื่อ 6 - 7 ปีก่อน) เพราะตอนนี้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เริ่มโตอย่างรวดเร็ว(สังเกตงานบ้าน คอนโดต่างๆที่จัดอย่างดาดเดื่อน) ในขณะที่เงินคงคลังเริ่มขาด อีกทั้งปัญหา 30 บาทรักษาทุกโรคที่รัฐต้องเสีย แล้วมาเจอปัญหาการเมืองอีก ตอนนี้ชาวต่างชาติย้ายฐานการลงทุนไปที่อื่นหมดเลย (โครงการ megaproject ไม่แน่ใจว่าสิงคโปร์หรือมาเลย์ มาแย้งเปิดก่อน)
รัฐบาลชุดนี้เก่งครับ สามารถเบี่ยงเบนความสนใจได้ในหลายๆเรื่อง  :31:

อาจจะยังไม่ถึงกับเลวร้ายแต่ก็ควรระวัง ช่วงนี้ใช้จ่ายเท่าที่จำเป็นดีกว่า ใครขอเงินพ่อแม่อยู่ก็ช่วยพ่อแม่ประหยัดหน่อยนะครับ {หมีโหด}
ตัวแดงๆ ช่วยชี้ชัดๆด้วย คร้าบบบบ...
ชื่อเรื่อง: Re: แนวโน้มเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง
โพสต์โดย: อู๋ เมื่อ 02 ส.ค. 2006, 09:11 น.
อ้างคำพูดจาก: kitty-ไอ้หมีอ้วน* เมื่อ 02 ส.ค. 2006, 09:07 น.
มีการสร้างภาพให้ดูว่าคนไทยเริ่มหมดหนี้ทั้งๆที่จริงเป็นการเอาเลือดเนื้อประเทศมาใช้จ่าย พักหลังๆเศรษฐกิจเริ่มทรุดตัว คนเริ่มไม่กล้าใช้เงิน จนตอนนี้เริ่มมีงานลดกระหน่ำถูกจัดออกมาให้คนใช้เงินเพื่อกันสภาพเงินเฟ้อ :39:
คาดการกับพี่ชายว่ามีโอกาสที่ฟองสบู่จะแตกได้(เหมือนเมื่อ 6 - 7 ปีก่อน) เพราะตอนนี้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เริ่มโตอย่างรวดเร็ว(สังเกตงานบ้าน คอนโดต่างๆที่จัดอย่างดาดเดื่อน) ในขณะที่เงินคงคลังเริ่มขาด อีกทั้งปัญหา 30 บาทรักษาทุกโรคที่รัฐต้องเสีย แล้วมาเจอปัญหาการเมืองอีก ตอนนี้ชาวต่างชาติย้ายฐานการลงทุนไปที่อื่นหมดเลย (โครงการ megaproject ไม่แน่ใจว่าสิงคโปร์หรือมาเลย์ มาแย้งเปิดก่อน)
รัฐบาลชุดนี้เก่งครับ สามารถเบี่ยงเบนความสนใจได้ในหลายๆเรื่อง  :31:

อาจจะยังไม่ถึงกับเลวร้ายแต่ก็ควรระวัง ช่วงนี้ใช้จ่ายเท่าที่จำเป็นดีกว่า ใครขอเงินพ่อแม่อยู่ก็ช่วยพ่อแม่ประหยัดหน่อยนะครับ {หมีโหด}

แก้แล้วครับ :31:
ชื่อเรื่อง: Re: แนวโน้มเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง
โพสต์โดย: ✖ S U R A L I S M ✖ เมื่อ 02 ส.ค. 2006, 09:12 น.
อนาคตผมไม่กล้าคิดน่ะครับ
ก็ดูแค่ตอนนี้หน่อยครับ ข้าวของแพง ค่าแรงถูก  :39:
ชื่อเรื่อง: Re: แนวโน้มเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง
โพสต์โดย: Ou! เมื่อ 02 ส.ค. 2006, 09:18 น.






ล่าสุดธนาคารพากันปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นอีก 0.5% แล้ว


ค่ารถเมล์ที่พยายามฉวยโอกาสขึ้นราคามาหลายหน (อ้างว่าน้ำมันแพงทั้ง ๆ ที่น้ำมันเป็นต้นทุนบริการไม่ถึง 30% ของต้นทุนทั้งหมด)


ค่ารถไฟฟ้าที่ออกโปรโมชั่นใหม่... แพงกว่าเดิม (ไม่ได้ใ้น้ำมันเป็นต้นทุนเลยนำมาอ้างไม่ได้)


รายการสินค้ายาวเหยียดที่ยื่นขอขึ้นราคาอีก


เงินเดือนเท่าเดิม



เอวัง


ชื่อเรื่อง: Re: แนวโน้มเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง
โพสต์โดย: อู๋ เมื่อ 02 ส.ค. 2006, 09:21 น.
เออ พี่สาวทำงาน bank บอกให้เอาเงินมาฝากดีกว่า ดอกเบี้ยดี {หมีโหด}
ชื่อเรื่อง: Re: แนวโน้มเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง
โพสต์โดย: แอ๊ะ เมื่อ 02 ส.ค. 2006, 09:23 น.
มนุษย์เงินเดือนก็ระวังโดนจ้างออกนะคร๊าบบบบ  หรือไม่ก็ลดเงินเดือน  :43:

ฝากแบงค์ออกเบี้ยตอนนี้ 5.5% หรือเปล่า คิดว่าการขึ้นงวดนี้คงเป็นงวดสุดท้ายแล้วละ ใครที่ผ่อนบ้านไว้ระวังกระอักเลือด

อะไรที่ไม่ควรซื้อในช่วงนี้ก็ชะลอไว้ก่อน และใครที่เป็นลูกจ้างก็ทำตัวให้มีประโยชน์เยอะ ๆ จะได้ไม่โดนปลดออกเวลามันล่ม  :42:



ชื่อเรื่อง: Re: แนวโน้มเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง
โพสต์โดย: คุณชาย ( 737 ) เมื่อ 02 ส.ค. 2006, 09:25 น.
:07: รับทราบครับน้าแอ๊ะ
ชื่อเรื่อง: Re: แนวโน้มเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง
โพสต์โดย: อู๋ เมื่อ 02 ส.ค. 2006, 09:28 น.
อ้างคำพูดจาก: แอ๊ะ เมื่อ 02 ส.ค. 2006, 09:23 น.
ฝากแบงค์ออกเบี้ยตอนนี้ 5.5% หรือเปล่า คิดว่าการขึ้นงวดนี้คงเป็นงวดสุดท้ายแล้วละ ใครที่ผ่อนบ้านไว้ระวังกระอักเลือด

:03:

ส่วนเรื่องมนุษย์เงินเดือนไม่กลัวครับ เพราะเป็นบริษัทฝรั่งลูกค้ามีทั่วโลก และไม่ได้มีผลกระกับประเทศไทย ยังพอเกาะได้อีกนาน :02:
ชื่อเรื่อง: Re: แนวโน้มเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง
โพสต์โดย: Ou! เมื่อ 02 ส.ค. 2006, 12:50 น.






เมื่อ "ดอกเบี้ย" แพง คนซื้อบ้านควรทำอย่างไร?


หมายเหตุ - จากบทความเรื่องการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยกับผลกระทบต่อกำลังซื้อที่อยู่อาศัย โดย "พัลลภ กฤตยานวัช" ผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการธนาคารอาคารสงเคราะห์


ในช่วงปี 2547-2548 อัตราดอกเบี้ยลดลงมากเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้ประชาชนสามารถซื้อบ้านได้เพิ่มขึ้นอย่างมาก ทำให้ตลาดที่อยู่อาศัยขยายตัวในระดับที่สูง

ในปี 2549 ปัจจัยหลายประการที่ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อที่อยู่อาศัยของประชาชน เช่น น้ำมันแพง เงินเฟ้อสูงขึ้น การชะลอตัวของเศรษฐกิจ และการปรับเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ย เป็นต้น

บทความนี้จึงมุ่งวิเคราะห์ถึงปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่อยู่อาศัย เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องได้แก่ ผู้ประกอบการ สถาบันการเงิน และผู้ซื้อบ้าน เข้าใจและปรับตัวให้เหมาะสม

กำลังซื้อที่อยู่อาศัย

แม้จะมีบ้านอาศัยอยู่แล้ว หากไม่ใช่เป็นบ้านของตนเอง ทุกคนมักจะดิ้นรนแสวงหาบ้าน มาเป็นกรรมสิทธิ์ให้ได้ เพื่อความรู้สึกที่มั่นคง ในชีวิต เรียกว่ามี "ความอยากหรือความต้องการได้บ้านเป็นของตนเอง" (housing want) อาจเป็นบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ หรือห้องชุด เพราะหาก ไม่มีกำลังซื้อ หรือไม่มีเงินพอที่จะจ่ายซื้อได้ ความต้องการหรือความใฝ่ฝันนั้นก็เป็นเพียง "ความอยาก" อยู่นั่นเอง ไม่ใช่เป็น "อุปสงค์" (housing demand) หรือ "ความต้องการบ้าน ที่มีกำลังซื้อ" (housing purchasing power) หรือ "ความสามารถจ่ายซื้อ" (affordability) แต่ประการใด

ประเด็นต้องพิจารณาคือ มีเงินเท่าใดจึงจะเรียกว่ามีกำลังซื้อที่อยู่อาศัย บุคคลที่มีกำลังซื้อที่อยู่อาศัยอย่างแท้จริงนั้น ได้แก่ บุคคลที่มีเงินหรือมีความสามารถดังนี้

1)มี "เงินสด" มากพอที่จะชำระราคาซื้อได้

2)หากไม่มีเงินสดมากพอ ต้องมีความสามารถทางการเงิน คือ

ก.มีเงินออมประมาณร้อยละ 20-30 ของราคาซื้อขายบ้าน เพื่อเป็นค่าวางเงินจอง เงินทำสัญญา และเงินผ่อนดาวน์ตามที่ผู้ขายกำหนด

ข.สามารถกู้เงินจากสถาบันการเงินได้ร้อยละ 70-80 ของราคาซื้อขาย (หรือมูลค่าประเมิน) ระยะเวลากู้นาน 20-30 ปี ตามเงื่อนไขสินเชื่อของสถาบันการเงิน เพื่อชำระราคาส่วนที่ขาดให้กับผู้ขาย

ค.สามารถผ่อนชำระหนี้เป็นเงินงวดรายเดือนให้กับสถาบันการเงินได้ทุกเดือนตลอดระยะเวลากู้

ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อ

จากเกณฑ์พิจารณากำลังซื้อ จะเห็นได้ว่ามีปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อให้เพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ ดังนี้

1)รายได้ของประชาชน จะมากหรือน้อยขึ้นกับภาวะเศรษฐกิจ การจ้างงาน ระดับการศึกษา ความรู้ความสามารถ และลักษณะของงาน

2)รายได้เหลือหรือเงินออมของประชาชน

3)อัตราเงินเฟ้อของประเทศ หากเงินเฟ้อสูงจะส่งผลให้กำลังซื้อลดลง

4)ราคาขายที่อยู่อาศัย หากราคาสูง กำลังซื้อ ก็จะน้อยลง

5)นโยบายสินเชื่อ เงื่อนไขการปล่อยกู้ ได้แก่ ระยะเวลากู้สูงสุด อัตราส่วนวงเงินกู้ต่อมูลค่าหลักประกัน และค่าใช้จ่ายในการกู้ ตัวอย่างเช่น หากกำหนดให้กู้ได้นาน กำลังซื้อก็จะเพิ่มขึ้น หากกำหนดสั้น กำลังซื้อจะลดลง เป็นต้น

6)อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ หากปรับตัวสูงขึ้นมากเท่าใด จะส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อมากเพียงนั้น

7)ค่าธรรมเนียมการโอนสิทธิ และการจดจำนอง รวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่นๆ ในการโอนเปลี่ยนมือที่อยู่อาศัย

ในบรรดาปัจจัยต่างๆ การปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อที่ชัดเจนมาก

การปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ย

กับผลกระทบต่อกำลังซื้อที่อยู่อาศัย

- ปัจจัยที่กำหนดเงินงวดรายเดือน

ในการซื้อบ้านและขอสินเชื่อจากธนาคาร ความสามารถในการชำระเงินคืนเงินกู้เป็นเรื่องสำคัญที่สุด ทั้งนี้ "เงินงวดรายเดือน" (monthly payment) จะมากหรือน้อยขึ้นกับปัจจัย 3 ตัว ได้แก่

1)วงเงินกู้ (loan amount) ยิ่งขอกู้มากเท่าใดเงินงวดก็จะมากเพียงนั้น

2)อัตราดอกเบี้ย (interest rate) ยิ่งอัตรา ดอกเบี้ยต่ำ เงินงวดก็จะน้อยลง ตรงกันข้ามหากอัตราดอกเบี้ยสูง เงินงวดก็จะสูงตามไปด้วย

3)ระยะเวลากู้ (repayment period) หากระยะเวลากู้นาน เงินงวดที่จะผ่อนต่อเดือนจะน้อยลง ระยะเวลาสั้นเงินงวดก็จะสูง

- อัตราดอกเบี้ยกับผลกระทบต่อเงินงวด

ประเด็นอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น จะส่งผลกระทบต่อเงินงวดอย่างไร จำนวนเท่าใด (หากวงเงินกู้ และระยะเวลากู้เท่ากัน) ตัวอย่างเช่น หากกู้ในวงเงิน 1 ล้านบาท ระยะเวลากู้ 20 ปี จะต้องผ่อนเดือนละเท่าใด ในอัตรา ดอกเบี้ยต่างๆ


(http://img.f0nt.com/image/8930.jpeg)


ตามตารางจะเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยยิ่งเพิ่มสูงมากเท่าใด เงินงวดก็จะสูงขึ้นเท่านั้น เช่น ในปี 2547 ที่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้อยู่ในระดับที่ต่ำมาก คำนวณที่ 3% เงินงวด (กู้ในวงเงิน 1 ล้านบาท ระยะเวลากู้ 20 ปี) จะเท่ากับ 5,546 บาท เมื่ออัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 1% เป็น 4% เงินงวดจะเท่ากับ 6,059 บาท เพิ่มขึ้นเป็นเงิน 513 บาท 8.7% และเมื่ออัตราดอกเบี้ยปรับเพิ่มขึ้นจากเดิม 2% เป็น 5% เงินงวดจะเท่ากับ 6,599 บาท เพิ่มขึ้นเป็นเงิน 1,053 บาท หรือเท่ากับเงินงวดเพิ่มขึ้น 16.3% เป็นต้น

เห็นได้ชัดว่าอัตราดอกเบี้ยยิ่งเพิ่มขึ้น เงินงวดจะสูงขึ้น ซึ่งย่อมส่งผลกระทบต่อกำลังผ่อนและกำลังซื้อบ้านโดยตรง

- อัตราดอกเบี้ยกับผลกระทบต่อกำลังซื้อ

ในส่วนของอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลกระทบต่อกำลังผ่อนและกำลังซื้อบ้านมากน้อยเพียงใด หากรายได้เท่าเดิม ผู้ซื้อสามาถรผ่อนเงินงวดเท่าเดิม แต่จะสามารถกู้เงินได้น้อยลง และสามารถซื้อบ้านได้ในระดับราคาที่ลดลง

ตัวอย่างจากผลการคำนวณพบว่า หากผู้กู้มีรายได้ประมาณเดือนละ 30,000 บาท สามารถผ่อนเงินงวดเดือนละ 10,000 บาท (ประมาณ 1 ใน 3 ของรายได้) ระยะเวลากู้นาน 20 ปี กรณีที่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้อยู่ที่ 4% จะสามารถซื้อบ้านได้ในราคา 2,062,773 บาท และสามารถกู้ได้สูงสุดเป็นเงิน 1,650,218 บาท (วงเงินกู้ประมาณ 80% ของราคาซื้อขาย)

หากอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ปรับเพิ่มขึ้น 1% เป็น 5% จะสามารถซื้อบ้านได้ในราคา 1,894,066 บาท และสามารถกู้ได้สูงสุด 1,515,253 บาท คิดเป็นการลดลงของราคาบ้าน และวงเงินกู้ 8.2%

หากอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ปรับเพิ่มขึ้น 2% จาก 4% เป็น 6% จะสามารถซื้อบ้านได้ในราคา 1,744,760 บาท และกู้ได้สูงสุด 1,395,808 บาท คิดเป็นการลดลงของราคาบ้านและวงเงินกู้ 15.4%

โดยสรุปการปรับเพิ่มของอัตราดอกเบี้ยย่อมส่งผลกระทบต่อกำลังผ่อนและกำลังซื้อบ้าน ดังนั้น ผู้ประกอบการ สถาบันการเงิน และผู้ซื้อบ้าน ควรปรับตัวให้เหมาะสม และสอดคล้องกับสถานการณ์ เช่น ผู้ประกอบการอาจปรับการลงทุนและพัฒนาที่อยู่อาศัยในระดับราคาที่ลดลงให้สอดคล้องกับกำลังซื้อ

สถาบันการเงินควรให้คำปรึกษาแนะนำผู้กู้ ให้กู้ตามความสามารถในการผ่อนชำระเงินงวด และเตรียมรองรับเงินงวดที่อาจปรับตัวสูงขึ้นในอนาคต ในส่วนของผู้ซื้อบ้าน ก็ควรคำนึงถึงระดับราคาซื้อบ้านที่สอดคล้องกับกำลังซื้อที่แท้จริงของตน และเลือกกู้เงินในประเภทอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมกับรายได้และกำลังผ่อน



จากพันทิป (http://www.pantip.com/cafe/home/topic/R4585498/R4585498.html)และหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ (http://www.matichon.co.th/prachachart/prachachart_detail.php?s_tag=02rea07310749&day=2006/07/31)



น่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่กำลังจะซื้อบ้านหรือลงทุนอื่น ๆ {หมีโหด}


ชื่อเรื่อง: Re: แนวโน้มเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง
โพสต์โดย: อู๋ เมื่อ 02 ส.ค. 2006, 13:33 น.
โอ้ว ขอบคุณครับ :12:
พอดีกู้ตังค์พ่อแล้วก็สร้างเองด้วย อาจจะไปตายตรงค่าวัสดุนิดหน่อย :03:
ชื่อเรื่อง: Re: แนวโน้มเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง
โพสต์โดย: หมีโหด* เมื่อ 02 ส.ค. 2006, 14:24 น.
อ๊างงง เรือนหอเพื่ออรเหรอ  :25:
ชื่อเรื่อง: Re: แนวโน้มเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง
โพสต์โดย: Soris0ri เมื่อ 02 ส.ค. 2006, 17:53 น.








:17:
ชื่อเรื่อง: Re: แนวโน้มเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง
โพสต์โดย: คนตาบอดข้างเดียว เมื่อ 02 ส.ค. 2006, 21:21 น.
เหอๆ
ชื่อเรื่อง: Re: แนวโน้มเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง
โพสต์โดย: สันในตั้ม เมื่อ 02 ส.ค. 2006, 22:20 น.
ขอ save นะครับ :45:
ชื่อเรื่อง: Re: แนวโน้มเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง
โพสต์โดย: แอ๊ะ เมื่อ 03 ส.ค. 2006, 08:52 น.
ดูสรยุทธ์ เมื่อเช้า ข่าวว่า คลังและธนาคารแห่งประเทศไทย เห็นพ้องกันว่า ดอกเบี้ยขึ้นไปถึง 8.5% ประเทศไทยยังรับได้

ใครมีเงินก็เตรียมฝากไว้กินดอก ใครกู้เงินอยู่ก็เตรียมหลังอานได้เลย
ชื่อเรื่อง: Re: แนวโน้มเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง
โพสต์โดย: นักศิลปะ เมื่อ 03 ส.ค. 2006, 09:00 น.
บ้านผมเหลือผ่อน อีก  8 ปี คงหลังอ่านและเห่าเก่งแน่ในอนาคต

ชื่อเรื่อง: Re: แนวโน้มเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง
โพสต์โดย: Ah! เมื่อ 03 ส.ค. 2006, 11:31 น.
แปลกแฮะ
ปีที่แล้วทั้งปี ผมมีงานออกแบบบ้านหลังเดียว ตอนนี้สร้างเกือบเสร็จละ
ปีนี้เฉพาะบ้านที่จะสร้างช่วงปลายปี
มีสี่หลังแน่ะ

สงสัยจะโชคดี
ชื่อเรื่อง: Re: แนวโน้มเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง
โพสต์โดย: แอ๊ะ เมื่อ 03 ส.ค. 2006, 11:37 น.
ของพี่อ๋าเป็นแบบบ้านสร้างตามสั่งหรือเปล่า น่าจะไม่กระทบเท่าไหร่ แต่พวกที่กู้มาลงทุนหมู่บ้านจัดสรร และพวกที่ซื้อบ้านจัดสรร อันนี้ปลายปีน่าจะมีอะไรตื่นเต้น ยิ่งน้ำมันยังทยานไม่หยุดแบบนี้ก็เตรียมรับมือกันให้ดี
ชื่อเรื่อง: Re: แนวโน้มเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง
โพสต์โดย: คุณชาย ( 737 ) เมื่อ 03 ส.ค. 2006, 13:23 น.
อ่านแล้วเสียวไส้ สงสัยต้องย้ายไปอยู่ใต้ทางด่วนแล้วครับ
ชื่อเรื่อง: Re: แนวโน้มเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง
โพสต์โดย: คนตาบอดข้างเดียว เมื่อ 03 ส.ค. 2006, 16:01 น.
ผมว่าจะไปใต้สะพานลอย
ชื่อเรื่อง: Re: แนวโน้มเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง
โพสต์โดย: หมีโหด* เมื่อ 03 ส.ค. 2006, 16:02 น.
ลุงอ๋าห์ขา ถ้าอรให้ออกแบบบ้านใหม่ให้อร คิดยังไงเหรอคะ  :25:
ชื่อเรื่อง: Re: แนวโน้มเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง
โพสต์โดย: |<3N เมื่อ 03 ส.ค. 2006, 16:03 น.
จะใช้ตาตุ่มคิดครับ {หมีโหด}
ชื่อเรื่อง: Re: แนวโน้มเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง
โพสต์โดย: หมีโหด* เมื่อ 03 ส.ค. 2006, 16:04 น.
 :34: :13:
ชื่อเรื่อง: Re: แนวโน้มเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง
โพสต์โดย: |<3N เมื่อ 03 ส.ค. 2006, 16:05 น.
 :19: :13:
ชื่อเรื่อง: Re: แนวโน้มเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง
โพสต์โดย: Ah! เมื่อ 03 ส.ค. 2006, 16:06 น.
555 กดช้าไป มีคนตัดหน้าซะแล้วหนู  :08:

ปกติแล้วคิดเป็นเปอร์เซนต์ของราคาค่าก่อสร้างนะ
ส่วนรายละเอียด ถ้าจะทำบ้านจริงๆ จมล.ดีกว่ามั้ง
:42:
ชื่อเรื่อง: Re: แนวโน้มเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง
โพสต์โดย: หมีโหด* เมื่อ 03 ส.ค. 2006, 16:22 น.
ไว้อรปรึกษาพ่อก่อนนะคะ  :42:


(เผื่อทำห้องลับไปดักหนุ่มๆ)
ชื่อเรื่อง: Re: แนวโน้มเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง
โพสต์โดย: ความฝันกลางฤดูร้อน เมื่อ 03 ส.ค. 2006, 21:07 น.
ตอนนี้ก็ยังเป็นมนุษย์เงินเดือนเช่นกัน
ชื่อเรื่อง: Re: แนวโน้มเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง
โพสต์โดย: Blind~ เมื่อ 03 ส.ค. 2006, 21:27 น.
อยากเป็นมั่งอ่ะครับหมอ
ตอนนี้เป็นได้แค่มนุษย์เงินวันอ่ะ
บางวันก็ได้ตรง บางวันก็ได้ช้า
บางวันโดนหลอกไปทำงานฟรีๆเลยก็มี
พักนี้ยิ่งไม่ค่อยมีงานอีก
ไม่มีงาน ไม่มีเงิน
ไม่มีสวัสดิการ ไม่มีประกันสังคม
ไม่มีไรสักอย่าง
:05:
ชื่อเรื่อง: Re: แนวโน้มเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง
โพสต์โดย: iannnnn เมื่อ 05 ส.ค. 2006, 13:32 น.
นักวิชาการพยายามบอกว่า
สถานการณ์การเมืองที่เห็นๆ อยู่นี่มันไม่ได้เกี่ยวอะไรมากมายกับการโตหรือหดของเศรษฐกิจช่วงนี้
ผมจะเชื่อได้แค่ไหนครับว่ามันเป็นการปลอบใจ หรือเป็นข้อมูลที่เชื่อได้?
ชื่อเรื่อง: Re: แนวโน้มเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง
โพสต์โดย: แอ๊ะ เมื่อ 06 ส.ค. 2006, 09:28 น.
อ้างคำพูดจาก: iannnnn เมื่อ 05 ส.ค. 2006, 13:32 น.
นักวิชาการพยายามบอกว่า
สถานการณ์การเมืองที่เห็นๆ อยู่นี่มันไม่ได้เกี่ยวอะไรมากมายกับการโตหรือหดของเศรษฐกิจช่วงนี้
ผมจะเชื่อได้แค่ไหนครับว่ามันเป็นการปลอบใจ หรือเป็นข้อมูลที่เชื่อได้?

มันก็มีทั้งเชื่อได้ และเชื่อไม่ได้ ขึ้นอยู่กับว่าจะหยิบส่วนไหนมาวิเคราะห์ ตอนนี้เศรษฐกิจมันเป็นแบบโลกาภิวัฒน์ เกิดความไม่แน่นนอนที่หนึ่งมันก็จะส่งผลกระทบไปทั่วทั้งโลก เมื่อเช้าเดินผ่านร้านหนังสือพิมพ์ เห็นมีพาดหัวข่าวเรื่องเช็คเด้ง โดยฉพาะในธุรกิจก่อสร้าง และรับเหมา ซึ่งน่าจะเป็นสัญญาณแรก ๆ ที่ส่งออกมาว่าสภาพคล่องของธุรกิจกำลังมีปัญหา ดังนั้นใครรับเช็คก็ระวังหน่อย

บทความนี้จากกรุงเทพธุรกิจ ลองติดตามดู แนวโน้มของโลกไม่ใช่เป็นเรื่องไกลตัวเลย ตราบเท่าที่เรายังต้องใช้น้ำมัน อินเตอร์เน็ต หรือกินแมคโดนัล

"ดอกเบี้ยขยับทั่วโลก"สัญญาณกะพริบถึงธปท. 
http://www.bangkokbiznews.com/2006/08/06/v001_126334.php?news_id=126334

อ้างอิง
4 สิงหาคม 2549 16:07 น.
หลังจากธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) และธนาคารกลางอังกฤษ (บีโออี) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้พร้อมกันโดยมิได้นัดหมายเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ :      เนื่องจากเห็นว่าอัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับสูงเกินไป ได้ส่งแรงกระเพื่อมไปทั่วตลาดการเงินระหว่างประเทศ ท่ามกลางความวิตกถึงสถานการณ์การคุมเข้มนโยบายสินเชื่อของประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำว่าจะยังไม่ยุติลงง่ายๆ เพราะเหตุผลหลักในการขึ้นดอกเบี้ยของอีซีบีครั้งนี้ อยู่ที่การควบคุมเงินเฟ้อเป็นสำคัญ ทั้งๆ ที่ภาวะเศรษฐกิจยุโรปยังเผชิญกับความไม่แน่นอนจากการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันในตลาดโลก ซึ่งเริ่มมีผลให้กำลังซื้อของผู้บริโภคชะลอตัวลง และการลงทุนในภาคเอกชนหดตัวลง

อีซีบี ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในอัตรา 0.25% เป็น 3% ถือเป็นการปรับขึ้นดอกเบี้ยเป็นครั้งที่ 4 ติดต่อกันนับตั้งแต่เดือนธันวาคมปีที่แล้ว อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่าอีซีบีพร้อมที่จะคุมเข้มสินเชื่ออีก 2 ครั้งเป็นอย่างต่ำในปีนี้ คาดว่าจะส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยดีดตัวขึ้นไปยืนที่ 3.5% ในสิ้นปีนี้ เมื่อพิจารณาคำพูดของนายฌอง-คล็อด ทริเชต์ ประธานอีซีบี ที่ว่า นโยบายการเงินของยุโรปขณะนี้ยังนับว่าผ่อนคลายอยู่มาก ขณะที่ธนาคารกลางอังกฤษสร้างความประหลาดใจด้วยการปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้น 0.25% เป็น 4.75% พร้อมระบุว่าถึงเวลาที่จะปรับเปลี่ยนนโยบายสินเชื่อแล้ว เนื่องจากเศรษฐกิจเติบโตแข็งแกร่งและเงินเฟ้ออยู่สูงกว่าเป้าหมายเล็กน้อย

การเคลื่อนไหวของอีซีบีและธนาคารกลางอังกฤษถือว่าสอดคล้องกับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยโลกขาขึ้น เฉพาะเดือนที่แล้วเพียงเดือนเดียว มีธนาคารกลางถึง 15 แห่งทั่วโลก ที่ประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ก่อนหน้านี้ธนาคารกลางออสเตรเลียปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็น 6% ในต้นสัปดาห์นี้ ขณะที่ผู้กำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ส่งสัญญาณว่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก ส่วนธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีโอกาสครึ่งต่อครึ่งที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไปในการประชุมคณะกรรมการเอฟโอเอ็มซีที่จะมีขึ้นในวันอังคารสัปดาห์หน้า (8 ส.ค.) ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรมประจำเดือนกรกฎาคมจะออกมาในรูปใด

เราเห็นว่าที่ผ่านมา แม้ภาพรวมของเศรษฐกิจโลกจะมีการเติบโตและแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการรับมือกับต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นได้เป็นอย่างดี แต่การปรับตัวขึ้นในระยะยาวของราคาน้ำมันเริ่มส่งผลกระทบรุนแรงต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจแล้ว นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากคาดการณ์ว่า การปรับตัวของราคาน้ำมันและอัตราดอกเบี้ยจะส่งผลให้กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลงจากผลพวงราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้น และบรรยากาศการลงทุนของภาคธุรกิจเอกชนก็พลอยได้รับผลกระทบกระเทือนไปด้วย แนวรบทั้ง 2 ด้านนี้กำลังคุกคามให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจระหว่างโลกชะลอตัวลงในช่วงไตรมาสที่ 3 และไตรมาสที่ 4 ปีนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหรัฐและยุโรป

กระแสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ดังกระหึ่มไปทั่วโลก เป็นสัญญาณที่กะพริบไปถึงธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ว่า จะดำเนินนโยบายสินเชื่ออย่างไรต่อไป เนื่องจากไม่กี่วันที่ผ่านมา ผู้บริหาร ธปท. ได้แสดงท่าทีที่จะตรึงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ไว้ในระดับเดิมต่อไปเมื่อระบุว่าภาวะเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มลดลงในช่วงครึ่งปีหลังช่วยผ่อนคลายแรงกดดันเรื่องการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย อย่างไรก็ตาม หากธนคารกลางสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยพร้อมๆ กัน จะส่งผลให้เกิดช่องว่างอัตรามากขึ้น ระหว่างดอกเบี้ยไทยกับดอกเบี้ยต่างประเทศ อาจนำไปสู่การถอนเงินลงทุนออกจากตลาดไทยไปยังตลาดที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าได้เหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในไตรมาสที่ 2

และแถมอันนี้ อัตราเงินเดือนของมนุษย์เงินเดือนในไทย ของปี 2006 เพื่อนส่งมาให้ ไม่รู้มันได้มาจากไหนเหมือนกัน

http://www.yousendit.com/transfer.php?action=download&ufid=48B7E683583EA278

ชื่อเรื่อง: Re: แนวโน้มเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง
โพสต์โดย: Ou! เมื่อ 06 ส.ค. 2006, 09:59 น.






Kelly เขาไปสำรวจเฉพาะบริษัทน้ำมันกับบริษัทฝรั่งหรือเปล่าครับ


ฐานเงินเดือนสูงโอเวอร์


ชื่อเรื่อง: Re: แนวโน้มเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง
โพสต์โดย: แอ๊ะ เมื่อ 06 ส.ค. 2006, 10:14 น.
ไม่รู้เหมือนกัน อุ้ยลองเอาผลสำรวจนี้ไปให้เจ้านายดูแล้วกัน แล้วลองถามว่า ทำเงินเดือนผมหายไปหรือเปล่า  :43:

แต่ดูจากอายุงานที่สำรวจมัน 2-5 ปีนะ ไม่ใช่สำหรับเด็กจบใหม่ ถ้าเงินเดือนเริ่มต้น 18,000 บาท เงินขึ้นปีละ 10%
เริ่มต้น 18,000
ปีที่ 1 18,000 + 1,800 = 19,800
ปีที่ 2 19,800 + 1,980 = 21,780

ก็น่าจะใกล้เคียงนะ ไม่รู้เหมือนกันว่าปัจจุบันเด็กจบใหม่เงินเดือนเริ่มต้นกันเท่าไหร่
ชื่อเรื่อง: Re: แนวโน้มเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง
โพสต์โดย: Ou! เมื่อ 06 ส.ค. 2006, 10:42 น.






สำหรับสายงานโทรคมนาคมและไอที

อยู่โรงงาน 19000

อยู่ออฟฟิศ 18000 ครับ


ชื่อเรื่อง: Re: แนวโน้มเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง
โพสต์โดย: อู๋ เมื่อ 06 ส.ค. 2006, 12:19 น.
แล้วแต่บริษัทครับ ของผมเริ่ม 19500 เพื่อนทำมา 1 ปี ตอนนี้มันได้ 25000 นิดๆแล้ว :31:
ชื่อเรื่อง: Re: แนวโน้มเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง
โพสต์โดย: นายโอ้เอ้ เมื่อ 06 ส.ค. 2006, 12:24 น.
เงินเดือนดีกันจริง  :34:

ตูไม่มีเงินเดือน  :05:
ชื่อเรื่อง: Re: แนวโน้มเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง
โพสต์โดย: X Saint เมื่อ 06 ส.ค. 2006, 12:29 น.
เดี๋ยวนี้ฐานเงินเดือนเด็กจบใหม่สูงขึ้นกว่า 4 5 ปีก่อนใช้ได้นะครับ  :12:
ชื่อเรื่อง: Re: แนวโน้มเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง
โพสต์โดย: Ou! เมื่อ 06 ส.ค. 2006, 12:34 น.






อ้างคำพูดจาก: kitty-ไอ้หมีอ้วน* เมื่อ 06 ส.ค. 2006, 12:19 น.
แล้วแต่บริษัทครับ ของผมเริ่ม 19500 เพื่อนทำมา 1 ปี ตอนนี้มันได้ 25000 นิดๆแล้ว :31:


:05:


ชื่อเรื่อง: Re: แนวโน้มเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง
โพสต์โดย: คนตาบอดข้างเดียว เมื่อ 06 ส.ค. 2006, 13:13 น.
ผมนี่ จบใหม่ๆครับ เงินเดือนศูนย์บาท 555 :30:
ชื่อเรื่อง: Re: แนวโน้มเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง
โพสต์โดย: เยิ้ม(aGa!n) เมื่อ 06 ส.ค. 2006, 16:12 น.
แล้วโตขึ้นเด็กๆ ที่กำลังอยู่ม.ปลาย จะเลือกเข้าคณะไหนดี

แล้วเราจะเดาเศรษฐกิจอีก 4 ปีได้อย่างไรเนี่ย   :09:
ชื่อเรื่อง: Re: แนวโน้มเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง
โพสต์โดย: อู๋ เมื่อ 06 ส.ค. 2006, 16:43 น.
เคยได้ยินดร.ทณชาติพูด(เคยเป็นที่ปรึกษาของกระทรวง ICT ตอนนี้ไปเป็นที่ปรึกษาของบริษัท sun :31:) ว่าตอนนี้ programming เริ่มตันแล้ว ถ้าจะให้คาดการคงเป็นงานด้านนาโนเทคโนโลยีที่น่าจะบูมในอีก 4 - 5 ปีข้างหน้า :31:
ชื่อเรื่อง: Re: แนวโน้มเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง
โพสต์โดย: PalmySyd เมื่อ 06 ส.ค. 2006, 17:39 น.
เชื่อว่าตราบใดที่ทักษิณยังอยู่ในตำแหน่ง ยังครองบรรลังก์จะไม่มีการปล่อยให้เกิดฟองสบู่แตก ตาแม้วจะเลี้ยงให้โตวันโตคืน พอหมดวาระเปลี่ยนมือย้ายพรรคก็ได้เวลา โป๊ะ!สบู่แตกแล้วจ้า

สำหรับปลายปีที่เหลือนี้ จากการคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์ที่เก่งมากคนนึง (อาจารย์ที่ปรึกษาตัวเอง) ท่านมักวิเคราะห์วิจารณ์(ด่า/เมาท์)ให้ฟังในคาบเรียนทุกครั้ง "ปีนี้ถึงต้นปีหน้าเศรษฐกิจยังดิ่งลงเหว ยิ่งเลื่อนการเลือกตั้งไปพย. ไม่ต้องหวังลืมตาอ้าปากกันหรอก" บลาๆๆๆ พร้อมคำด่าสรรเสริญบุคคลหนึ่งที่ออกมาโฆษณาสไตล์โทนาฟ

ท่านให้ข้อคิดมาว่า
- ใครที่เอาเงินไปฝากแบงค์ใหญ่ๆ ภาพลักษณ์ดูดี ระวังให้ดีนะ ภาพลักษณ์ที่ดูดีมั่นคงแข็งแรงมันเป็นเพียงภาพลวงตา ถ้าวันใดประเทศชาติเกิดเหตุวินาศสันตโรขึ้นมา ไอ้แบงค์ใหญ่ๆ นี่แหละจะตายก่อนเพื่อน

- ลองคำนวนให้ดีว่าดอกเบี้ยเงินฝากที่ได้รับกับอัตราเงินเฟ้อประเทศไทย มันขานรับกันหรือไม่....แนะนำว่าเก็บเงินสดดีกว่าฝากแบงค์ (แต่อย่างปาล์มไม่ได้ทำธุระกิจอะไรก็ฝากแบงค์เหมือนเดิมแหละ เอาไว้กับตัวไม่งอกเงยแถมจะหมดได้ง่ายๆด้วย)

- จังหวะต่อไปของเศรษฐกิจขาลงจมเหว ใครร่ำรวยมีเงินเย็นๆ เก็บในมือ เป็นจังหวะดีที่จะซื้อที่ทางอสังหาริมทรัพย์ เชื่อว่าจะได้ราคาถูกแสนถูก แต่ก็ขอให้ดูแนวโน้มคนที่จะมานั่งแท่นนายกต่อไปด้วยว่าจะช่วยชาติให้ดีขึ้นหรือฉุดลงเหวกว่าเดิม

- ไอ้ที่ออกมาโฆษณา ละอายแก่ใจบ้างมั้ย? ด่าเขาอยู่ปาวๆ แล้วก็เอานโยบายเขามาล้อตามหมด เอาชื่อตัวเองมาขายมีหัวคิดรึป่าว <-- อันนี้ไม่เกี่ยว

จบข่าว  :31:
ชื่อเรื่อง: Re: แนวโน้มเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง
โพสต์โดย: Black-Pigeon เมื่อ 06 ส.ค. 2006, 17:45 น.
อ่านมาตั้งแต่หน้าแรก

มึนสุดๆๆ :32:
ชื่อเรื่อง: Re: แนวโน้มเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง
โพสต์โดย: คนตาบอดข้างเดียว เมื่อ 06 ส.ค. 2006, 20:47 น.
ตอนนี้ยังซื้อแมกกาซีน ซื้อหนังสือการ์ตูน ซื้อซีดีฟังกันอยู่ไหมครับ
หรือตัดออกไปกันหมดแล้ว

ลองๆถามดูน่ะ :43:
ชื่อเรื่อง: Re: แนวโน้มเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง
โพสต์โดย: ดาเฉยๆ เมื่อ 06 ส.ค. 2006, 21:31 น.
หนังสือ เช่าอ่าน
ซีดี ก็รู้ๆกันอยู่
ซื้อแค่ที่ชอบจริงๆ :42:
ชื่อเรื่อง: Re: แนวโน้มเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง
โพสต์โดย: คนตาบอดข้างเดียว เมื่อ 06 ส.ค. 2006, 21:35 น.
โฮ เศรฐกิจซบเซา

แย่แน่เลยเรา :05:
ชื่อเรื่อง: Re: แนวโน้มเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง
โพสต์โดย: ดาเฉยๆ เมื่อ 06 ส.ค. 2006, 21:38 น.
แมกกาซีนล่าสุดที่ซื้อ cheeze เล่ม 25
การ์ตูน น้องชายสะสม ยืมอ่าน :42:
ซีดี อาราชิ :22: วีซีดีคอนเสิร์ต อาราชิ :22:
ชื่อเรื่อง: Re: แนวโน้มเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง
โพสต์โดย: อู๋ เมื่อ 07 ส.ค. 2006, 11:41 น.
เป็นทหาร ข้าวฟรี ที่พักฟรี  :31:
ชื่อเรื่อง: Re: แนวโน้มเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง
โพสต์โดย: ปลาทอง เมื่อ 07 ส.ค. 2006, 15:18 น.
อ้างคำพูดจาก: เยิ้ม(aGa!n) เมื่อ 06 ส.ค. 2006, 16:12 น.
แล้วโตขึ้นเด็กๆ ที่กำลังอยู่ม.ปลาย จะเลือกเข้าคณะไหนดี

แล้วเราจะเดาเศรษฐกิจอีก 4 ปีได้อย่างไรเนี่ย :09:
โอว....... โดน  :03:
ชื่อเรื่อง: Re: แนวโน้มเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง
โพสต์โดย: คุณชาย ( 737 ) เมื่อ 07 ส.ค. 2006, 15:26 น.
เพื่อนผมตอนนี้เริ่มทำธุรกิจขนาดเล็กกันมากขึ้น ใช้เวลาในวันหยุด งดเที่ยว งดกินเหล้าเพราะเข้าพรรษา หันมาหารายได้เล็กๆน้อยๆเป็นค่ากับข้าวค่าขนม หวังสร้างเนื้อสร้างตัวด้วยความอดออมมัธยัส พออยู่พอกินไม่เป็นหนี้ ถึงจะไม่มีเวลาสนุกเหมือนเดิมแต่ก็ภูมิใจกับผลงานที่ได้เริ่มหว่านเริ่มปลูกเอาไว้ เลิกฝันลมๆแล้งหรือเสี่ยงดวงแบบบ้าคลั่ง สร้างภูมิคุ้มกันด้วยเศรษฐกิจพอเพียง
ชื่อเรื่อง: Re: แนวโน้มเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง
โพสต์โดย: iannnnn เมื่อ 07 ส.ค. 2006, 20:43 น.
ทหารเงินเดือนน้อยมาก แต่เหลือใช้เยอะมากครับ
ตอนเป็นทหารนี่ตูไม่เคยชนเดือนสักที
ชื่อเรื่อง: Re: แนวโน้มเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง
โพสต์โดย: :†:Ϊη ģŎđ шε Ţѓűśţ :†: เมื่อ 07 ส.ค. 2006, 20:49 น.
เงินเดือนน้อย เหมือนกันครับ

อาศัย รับจ๊อบนอกเอา ก็พออยู่ได้
ชื่อเรื่อง: Re: แนวโน้มเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง
โพสต์โดย: เยิ้ม(aGa!n) เมื่อ 08 ส.ค. 2006, 16:12 น.
เงินเดือนไม่มี ตอนนี้ก็หมดไปกับค่าเรียนพิเศษคะ   :05: