อนาคตอันใกล้แล้วล่ะ
ถามว่า
เราควรจะสมัครที่เดียว รอเค้าเรียกสัมภาษณ์ ไม่ได้แล้วค่อยไปสมัครที่อื่น
หรือ
สมัครไว้ก่อนหลายๆที่ สมมติหลายบริษัทจะรับ เราก็เลือกบริษัทที่ชอบแล้วปฏิเสธที่อื่นไป
พี่ๆที่มีประสบการณ์เรื่องสมัครงาน หรือเรื่องการทำงานอาชีพไหนก็ได้ เล่าให้ฟังหน่อยจิ
เป็นรุ่นน้องครับ
ฟังมาจากอาจารย์ตามมารยาท ถ้าเกิดเค้ารับแล้วเราบอกปัดไปเนี่ย :42:
มันจะโดน แบล็คลิสไปเลยนะครับ วงการ designer ยิ่งแคบๆอยู่ด้วยครับ
ปล ตอนสมัครฝึกงานก็เช่นเดียวกัน
:22: ผมเลือกแต่ที่ที่อยากทำ ส่งไปไม่เกิน 5 ที่ในช่วงเวลา 2 อาทิตย์ ถ้าผ่านไปแล้วสองอาทิตย์ยังไม่มีเรียกค่อยดูที่อื่น (ถ้าบริษัทใหญ่ก็ควรทิ้งช่วงประมาณ 1 เดือน พวกนี้จะ process ช้า)
ไม่ควรสมัครที่เดียวนะครับ ควรจะหาที่ที่อยากทำอีกสักสองสามที่ ( เอาไว้ต่อรองเผื่อได้หลายที่ :43: คือการปฏิเสธอย่างสวยงามอย่างหนึ่ง ) อย่าส่งเยอะเกิน เดี๋ยวจะสับสน
ผมว่าบอกปัดตอนแรกว่าได้อีกที่ ที่อยากทำมากกว่า (จะด้วยเหตุผลว่า ใกล้บ้านกว่า สะดวกกว่า อะไรก็แล้วแต่) ดีกว่าไปทำแล้วผ่านไปไม่กี่เดือนเปลี่ยนไปทำที่ใหม่ อันนี้จะน่าเกลียดกว่านะครับ :44: (นอกจากจะเป็นเหตุสุดวิสัย) เลือกที่ที่คิดว่าจะทำอยู่ได้นานๆ หรืออย่างน้อยที่สุดอยู่ได้สักปี เวลาไปกรอก résumé ที่อื่นจะดูไม่น่าเกลียด :43:
- สมัครเผื่อเลือกไว้ก็ดีครับ แต่ต้องเป็นกรณีบริษัทที่ต้องการด้วย
ไม่ใช่ว่า สมัครดะ อะไรที่ไหนก็เอาหมด เพราะมันอาจจะทำให้อายุงานของเรามันสั้นได้
ไม่ใชว่าเขาไม่เอาเรา แต่กลายเป็นว่าเราไม่เอาเขา เข้าทำงานแค่สัปดาห์เดียว
ก็รู้สึกไม่ชอบ ไม่ใช่ที่ต้องการ แล้วพยายามหาที่ใหม่ แบบนี้เสียเวลา
แล้วยังเสียเครดิตตัวเองด้วย กลายเป็นว่าเราเป็นคนไม่เอาถ่านไปซะอีก
- การสัมภาษณ์ ให้พกความมั่นใจ และความเป็นตัวเองไปให้มากที่สุด
พยายามหาจุดโดด ของตัวเองออกมา ว่าทำไมเขาต้องจ้างคุณทำงานด้วย
คุณมันวิเศษมาจากไหน ที่จะทำให้แตกต่่างจากคนอื่นๆ จนเขาต้องสนใจ
และรับคุณมาทำงานและประเมิน อ้อ อย่าโม้อะไรเกินกว่าความสามารถจริง
เพราะบริษัทส่วนใหญ่มีเวลาตรวจสอบคุณภาพน้ำลายของคุณ อย่างน้อยก็ 3-4 เดือน
- การระบุเงินเดือนที่ต้องการ มีส่วนต่อการพิจารณารับพนักงาน จะว่าไปแล้ว
อันนี้แล้วแต่การตกลงกันนะ กรณีเพิ่งจบใหม่ ยังไม่มีประสบการณ์ ก็อย่าเรียกเงินเดือนสูงเกินไป
เพราะนี่ก็จะเป็นจุดหนึ่งที่เขาจะใช้ในการพิจารณาในการเลือก หรือ ไม่เลือกเราครับ
เพราะเงินเดือนพนักงานคือส่วนหนึ่งต้นทุนการผลิต การระบุเงินเดือนที่ต้องการในใบสมัครงาน
ควรทำการบ้านหน่อย ว่าตำแหน่ง และชั่วโมงบินประมาณนี้ ควรเรียกเท่าไหร่ ไม่มากจนเกินไป
หรือไม่น้อยจนเกินไป ก็ต้องเดากันเอาเองล่ะ ว่าควรเท่าไหร่ เพราะตามมารยาทแล้ว
เงินเดือนจะไม่มีการเปิดเผยกัน บางครั้งตำแหน่งเดียวกัน บริษัทเดียว ประสบการณ์เท่ากัน
ยังได้เงินเดือนไม่เท่ากันเลย
- การได้งานไม่ได้หมายความว่าคุณจะได้เป็นพนักงานของบริษัทนั้นจริง
เพราะส่วนใหญ่ต้องผ่านด่านวัดใจ อย่างน้อยก็ 4 เดือน จึงจะบรรจุเป็นพนักงาน
บางแห่งเคี่ยวเกือบปี ทั้งนี้และทั้งนั้น คนที่จะพิจารณาให้คุณผ่านโปร หรือไม่ผ่าน
คือหัวหน้างานของคุณ ฉะนั้น ทำงานให้ดี และสร้างมนุษยสัมพันธ์ที่ดีต่อเพื่อนร่วมงาน
และหัวหน้างานไว้ การจ้องนาฬิกาเพื่อรอเวาลาเลิกงานก็ไม่ควรที่จะทำครับ
อ้อ.. แล้วถ้ายังอยู่ในช่วงทดลองงาน พยายามอย่ามาสายครับ
- มองหาสวัสดิการที่เราสมควรต้องได้ต้องมี อันนี้เอาไว้วัดมาตรฐานของบริษัทครับ
ว่ามีความมั่นคงมากน้อยแค่ไหน แล้วอะไรบ้างล่ะ อย่างน้อยก็ประกันสังคม ประกันสุขภาพ
การตรวจสุขภาพพนักงานประจำปี วันหยุดบริษัท ฯลฯ
- สุดท้ายที่จะฝากคือ อย่าคาดหวัง หรือจินตนาการไว้สูงมากครับ ต่อให้ทำงานดีแค่ไหน
แต่เข้ากับสังคมของบริษัทไม่ได้ ทำงานเป็นทีมไม่เป็น ไม่ได้ คุณก็จะอยู่อยางลำบาก กดดัน
แล้วจะเกิดสภาวะการบีบให้ออก บีบจากทางบริษัท และ เราบีบตัวเอง
ก็แชร์จากสิ่งที่พบที่เห็นมาแล้วกันนะ ในองค์กรที่ผมเคยสัมผัส
เขามีการเข้าการออกของพนักงานค่อนข้างสูง
รับคนเข้ามาง่าย และเยอะด้วย แล้วเขาจะใช้วิธีการคัดเลือกภายหลัง
โดยทุกคนที่เข้ามาจะมีตำแหน่งเดียวกันคือ trainee
แล้วจะใช้ระยะเวลาประมาณ 4 เดือนในการสังเกตุและทดสอบความสามารถ
หลังจากนั้นเขาก็จะมีการประเมิน หากคนไหนมีแววก็จะผ่าน ได้ทำงานในตำแหน่งที่ตัวเองสมัคร
บางคนก็อาจจะผ่าน แต่เขาเสนอตำแหน่งงานอื่นให้แทน ตามที่เขาประเมินความถนัด
ส่วนใครที่ไม่ผ่าน ส่วนใหญ่ก็จะมาจากการที่ไม่สามารถเข้ากับงาน เข้ากับผู้รวมงานได้
บางคนเก่งมากๆ มีประสบการณ์เป็นถึงผู้จัดการมาก่อนหลายปี แต่ติดความใหญ่โตในครั้งอดีต
คิดเอาความคิดของตัวเป็นใหญ่ ไม่รับความเห็นผู้รวมงาน
กรณีแบบนี้ ไม่ว่าเก่งมาจากไหน เขาก็ไม่เอาคุณครับ
เฮ้อ.. เหนื่อย เอาเป็นว่าขอให้โชคดีในโลกของการหางาน
ปล. อย่าลืมนะครับ ว่าคนหางาน ไม่ได้มีแค่คุณเพียงคนเดียว
ฉะนั้นพยายามสร้าง "มูลค่าเพิ่ม" ของตัวเองไว้ครับ :12:
นายโอ้เอ้
อ่านแล้วคุ้มครับ :12:
ขอบคุณค่ะพี่เอ้ :22:
ขึ้นหิ้งไปเลย :12:
เรื่องเงินเดือนนี่คาดหวังยากนะ ตัดสินใจไม่ถูกว่าจะเรียกเท่าไหร่ดี
ที่ผ่านมาก็ดูจากรุ่นพี่ๆเอา ว่าเราอยู่ระดับนี้ๆ เรียกสักเท่านั้นเท่านี้พอ
ไม่เคยสมัครงานแต่ฟังจากรุ่นพี่เค้ามาเล่าให้ฟังน่ะ
:42:
หิ้งโลดดดด
ขึ้นอยู่กับ พวกสายงานที่จะไปสมัครด้วยนะ บางที บ เล็กๆก็สตารทสุงเวอร์ถ้าเทียบกับ บ ใหญ่ๆ
แต่โอกาสทางการเติบโต มันก็น้อยกว่าแค่ไหนก็แค่นั้น
แฟนตูทีแรกว่าจะไป double A ตรี 17000-20000 ทำงานอาทิตย์ละ 4 วัน แล้วก็หยุด 4 วัน วันละ 12 ชม รวมโอ แต่ต้องไปทำที่ ปราจีน :39:
หมูพูดถึงบริษัทใหญ่ - เล็ก นี่ ทำให้อยากเล่าตอนสมัยเรียนจบใหม่ๆบ้าง
ไม่เคยสมัครงานเลยแม้สักครั้งเดียว
เริ่มทำงาน(เข้าออฟฟิศ)ตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ปีสาม
เข้าไปทำงานก๊อกๆแก๊ีกๆ ช่วยรุ่นพี่
(ตอนนั้นบ้านจัดสรรบูมมาก ได้แบ่งแปลงที่ดินเจ็ดร้อยไร่ เป็นการเรียนที่ในมหาลัยไม่มีสอน)
เรื่อยมาจนกระทั่งเรียนจบ
หลังจากเรียนจบสามสี่เดือน ก็มีเพื่อนมาชวนให้ไปทำงานด้วยกันที่ออฟฟิศของอาจารย์
ไปถึงก็เข้าไปคุยกับอาจารย์ แล้วก็เริ่มทำงาน
ผ่านไปเจ็ดปี ก็ลาออก แทบจะนับได้ว่าไม่เคยเปลี่ยนงาน
(ปกติเห็นคนอื่นเปลี่ยนงานกันบ่อย อ้างว่าเบื่อ ไม่ชอบระบบ มีปัญหา
แล้วก็ลาออก เปลี่ยนออฟฟิศ ซึ่งทุกออฟฟิศก็มีปัญหาต่างกันไปเป็นธรรมดา
อันนี้บอกไว้ก่อน ว่าถ้าเจอปัญหา อย่าเพิ่งคิดเปลี่ยนงาน เพราะทุกออฟฟิศจะมีปัญหาทั้งนั้น)
ก็เลยไม่เคยใช้ port ใช้ transcript สมัครงาน
(เพราะถ้าดู transcript ก็คงไม่ได้งาน :42:)
ไม่เคยคิดสมัครงานในบริษัทใหญ่ เพราะว่าไม่ชอบระบบที่มันซับซ้อนใหญ่โต
กลัวว่าจะเป็นแค่ฟันเฟืองตัวเล็กๆ ทำงานในจุดเดียว
ชอบทำงานบริษัทเล็กๆ เพราะว่าได้เรียนรู้ทั้งวงจรทำงาน ได้ทำทุกอย่าง
ได้ไปรับงานกับลูกค้าโดยตรง ได้คุยกับลูกค้า ได้เอาโจทย์มาออกแบบ
ได้ทำงานเขียนแบบ ได้ตัดโมเดล เขียนตีฟ เอาแบบไปพิมพ์เขียว
จนกระทั่งได้ไปคุมไซท์งานก่อสร้าง
(ซึ่งถ้าทำในบริษัทใหญ่ คงได้แต่นั่งออกแบบไม่ได้ทำอย่างอื่น)
ความมั่นคงในชีวิต ไม่ได้อยู่ที่การได้ทำงานในบริษัท และมีเงินเดือนสูง
ไม่รู้เมื่อไหร่ฟองสบู่จะแตกอีกครั้ง
ความมั่นคงคือ เราสามารถพึ่งตัวเองได้ตามสมควร
:42:
อ้างคำพูดจาก: ภูกระดึง เมื่อ 14 เม.ย. 2006, 11:38 น.
ความมั่นคงในชีวิต ไม่ได้อยู่ที่การได้ทำงานในบริษัท และมีเงินเดือนสูง
ไม่รู้เมื่อไหร่ฟองสบู่จะแตกอีกครั้ง
ความมั่นคงคือ เราสามารถพึ่งตัวเองได้ตามสมควร
:42:
:12:
สมเป็นผู้ผ่านโลกมามาก :30:
เวลาบวชต้องสอบสัมภาษณ์มั้ยครับ
โอ้
แจ๋ว อีกสามปีกว่าก็ได้ใช้แล้ว
งานสายผมส่วนใหญ่ถ้าอยากได้งานดีๆก็ต้องเริ่มที่การฝึกงานครับ
ส่วนใหญ่ถ้าเป็น law firm ฝึกที่ไหน ถ้าตอนฝึกทำงานดี จบมาก็ได้ทำที่นั่นครับ
มีแบบจบมาไม่ต้องสมัครด้วย เขาเชิญไปทำงาน แต่จะให้ถึงระดับนั้นต้องทำงานหนักตั้งแต่ปี 1 ครับ
ในทรรศนะผมน่ะ จะสมัครงานอย่างไร ไม่ได้เริ่มตอนปี 3 ปี 4 แต่มันเริ่มมาตั้งแต่เราเข้ามหาลัยแล้วครับ
ทำงานหนักให้ตลอด เดี๋ยวก็คงได้งานเอง
ทัศนคติส่วนตัวสวนทางกับลุงอ๋าห์นิดนึงครับ
ตอนนั้นลุงอ๋าทำแบบนั้นได้เพราะคำว่า โอกาสมันอำนวยครับ
ปัจจุบันนี้สถาณการณ์ไม่เอื้อให้ไปทำงาน freelance สักเท่าไหร่ ถ้าไม่ใช่คนที่มีชื่อเสียงมาก่อน
ผมมองว่า เดี๋ยวนี้ฝีมือดี แต่ต้องอดๆอยากๆเยอะมากเลย :08:
เพราะว่าธุรกิจเดี๋ยวนี้ ความเชื่อมันมาก่อน เด็กจบใหม่ๆออกมา ถ้าเกิดไม่รู้จักใครเลย
เนี่ย มันก็ต้องไปหาแหล่งที่เราสามารถรวบรวม connection จากที่ต่างๆ
ในที่นี้ ก็คือ บริษัท ถ้าได้ไปที่ใหญ่ๆ โฮกาสรู้จักคนมันก็เยอะ ส่วนที่ว่าจะได้ทำงาน
ในหลายๆแบบหรือเปล่าเนี่ย มันขึ้นอยู่กับความกระตือรือร้น ของคน ครับ ไม่เกี่ยวกับองค์กร
กระเสือกกระสนเท่าไหร่ ยิ่งได้ประสบการ์ณเยอะ มีประสบการณ์เยอะ (แก่ความรู้กับงานที่ทำ)
ก็ออกมาท่องยุทธจักรได้ตัวคนเดียว เปิด บริษัทเอง อะไรอย่างนี้น่ะครับ
รุ่นพี่ผมหลายๆคนทำ design ไปสักพักก้เริ่มออกมาค้าขายหลายคนแล้วรวมไปถึง อาจารย์ที่ผมนับถือ
หลายๆคน แกให้เหตผลว่า พอแล้ว สนุกกับมันพอแล้ว แล้วก็ออกไปเปิดร้านเหล้า ร้านอาหาร :08:
ของอย่างนี้มันก็ขึ้นอยู่กับความพอใจของแต่ละบุคคลครับ
คนห่วยๆอย่างผมเบื่อที่จะกระเสือกกระสน เบื่อที่จะเจอคน อยากเรียนให้มันจบๆ อยากทำงานราชการ เช้าชามเย็นชาม กลับบ้านมาดูทีวีเล่นเน็ต ไปวันๆ นานๆทีก็ออกไปเดินถ่ายรูปเล่น
แต่เสือกเจอวินาศกรรมชีวิต :42: ต้องหาเงินมาใช้จ่ายส่วนตัวเอง ค่าเทอมก็ต้องหาเองซะส่วนมาก
เลยต้องมานั่งหา job ทำ ทำไปทำมาก็รู้จักคนนู้นคนนี้ เอางานมาให้ ด่ามาบ้าง ชมมาบ้าง เงินก็ไหลมานิดๆหน่อย
พอใช้ไปวันๆ กลายเป็น freelance ไปเสียฉิบ เรียนก็ยังไม่จบ อเน็จใจ :05:
แต่ว่า พอลุงอ๋าห์เล่าแล้วนี่ รู้สึกว่าจะดูอายุเยอะขึ้นอีกนะเนี่ย :30:
อ่านแล้วก็ไม่ได้คิดสวนทางกันนี่หมู
ทำงานในบริษัทน่ะ จำเป็นเลยแหละสำหรับคนเรียนจบใหม่ๆ
เพราะนั่นคือการเรียนวิธีทำงาน ซึ่งในมหาลัยสอนแค่บางส่วน
การเรียนรู้ใ่นช่วงจบใหม่นี้ คงใช้เวลาไม่เท่ากันในแต่ละสายวิชาชีพ
อย่างสถาปัตย์ก็คงจะนานหน่อย เพราะงานที่ทำมันต้องใช้เวลานานกว่าจะเสร็จ
งานโฆษณาอาจใช้เวลาน้อยกว่า
ยกตัวอย่างเช่น
อาคารหนึ่งหลัง ออกแบบจนถึงก่อสร้างใช้เวลา 1-3 ปี เพิ่งจะได้ย้ายเข้าไปอยู่
งานโฆษณาทีวี อาจใช้แค่สองเดือน ก็ได้รับฟีดแบคจากคนดูแล้ว
ในขณะที่อาคารนั่น ต้องผ่านร้อน ฝน หนาว ก่อน ถึงจะรู้ว่ามันรั่วไหมออกแบบอย่างนี้น่ะ
ซึ่งมันทำให้ระยะเวลาในการเรียนรู้ ต่อยอด ต่างกันไป
ส่วนเรื่องโอกาสนั่น ก็เห็นเหมือนกัน
ไม่แปลกหรอก ก็ตอนที่เข้าปีหนึ่ง เป็นปีแรกที่สถาปัตย์มีถึงห้าสถาบัน (ก่อนนั้นมีแค่สามสถาปัตย์)
มันสวนกันเป็นนัยๆ อะลุงอ๋าห์
คือจะบอกว่า บางที คนบางคน อาจจะอยากทำงานเปื่อยๆ เลยไปเข้าบริษัทใหญ่ ไม่ใช่เพราะ
อยากได้เงินเดือนเยอะๆ หรือ ขี้เกียจ นะ ((แบบผม :30:))
แต่ทำทุกอย่างเพราะออกมาทำบ. เล็กๆหรือไปเป็น freelance ไม่ใช่เพราะเขาอยากเก่ง
หรือคิดว่าตัวเองเก่งแล้ว แต่เพราะ ไม่มี connection อะไรเลยไง
แต่ว่า ลุงอ๋าห์แก่จริงๆนะ :30:
อ้างคำพูดจาก: L เมื่อ 14 เม.ย. 2006, 12:20 น.
แต่ว่า ลุงอ๋าห์แก่จริงๆนะ :30:
ลองนับดูเล่นๆ
เรียนจบ 22
ทำงานกับคนอื่นอีก 7 ปี เป็น 29
แล้วก็แยกเดี่ยวอย่างตอนนี้
เอ... สิริรวมปาเข้าไปจะ 40 แล้ว :02:
อายุน้อยกว่า แม่ผม 12 ปี :45:
เกิด 12 ชิมิ ลุง :25:
อ้างคำพูดจาก: วี เมื่อ 01 พ.ค. 2005, 21:28 น.
เกิดวันไหนกันบ้าง
วัน เดือน ปี
เต็มๆนะ :08:
ปล.
ลุงภูกระดึง 8 กุมภาพันธ์ 2512
bugs01 5 กรกฎาคม 2515
Sea_Silk 11 เมษายน 2517
kongggg 4 พฤษภาคม 2519
ลุงด๋อย 27 กันยายน 2519
chaosuaa 8 มกราคม 2520
ป๋าเลย์ 3 พฤษภาคม 2522
Oh i see 15 มิถุนายน 2522
แก๊บ 27 กรกฎาคม 2522
.
.
.
** เรียงตามลำดับความแก่ แก่สุดอยู่ข้างบน :22:
*** ตัวหนาคือวันเกิดในเดือนนี้
:42:
ขอบคุณมากๆเลย ได้ข้อคิดไปเยอะทีเดียว
ส่วนตัวอยากทำงานในบริษัทใหญ่ๆก่อน
เพื่อเรียนรู้ระบบและการบริหารองค์กรต่างๆของเค้า
เรื่องเปลี่ยนงานเนี่ย
เคยคิดว่าคนที่เปลี่ยนงานบ่อยๆเป็นคนไม่มีความอดทน
แต่ก็นะ คนเราทุกคนก็มีเหตุผลของตัวเอง
ไม่แน่เราอาจจะเปลี่ยนงานบ่อยกว่าเค้าอีกก็ได้
เสริมจากโอ้เอ้แล้วกัน ในฐานะยังคงทำงานเป็นลูกจ้าง ตั้งแต่จบจนปัจจุบัน :41:
ถ.ควรสมัครหายแห่งหรือเปล่า
ต.ควรครับ ยิ่งเดี๋ยวนี้การสมัครใช้อินเตอร์เน็ต ยิ่งง่าย ทำ resume ให้น่าสนใจ (ผมมีหนังสืออยู่ใครสนใจก็ จมล. มาได้ เป็นเทคนิคการเขียน resume และ จดหมายสมัครงาน resume เป็นด่านแรกที่จะโดนเรียกสัมภาษณ์ หรือไม่
ถ.บริษัทใหญ่ หรือเล็กดี
ต.ส่วนตัวชอบบริษัทเล็ก แต่จบใหม่ ๆ มีโอกาสร่วมงานกับบริษัทใหญ่ สิ่งที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน คือความมั่นคง และสวัสดิการ รวมทั้งขั้นตอน ระเบียบปฏิบัติต่าง ๆ ที่มีอยู่เยอะ ส่วนบริษัทเล็กจะได้เปรียบตรง ค่าจ้างอาจจะสูงกว่า(นิดหน่อย) มีโอกาสได้โชว์ฝีมือเต็มที่ แต่เหนื่อย ถ้าให้แนะนำ ถ้าเป็นเด็กจบใหม่ เข้าบริษัทใหญ่ จะมีพี่เลี้ยง และมีโอกาสได้เรียนรู้งานขนาดใหญ่ โดยเราเป็นส่วนหนึ่งของทีม เพราะบริษัทใหญ่จะไม่ค่อยรับงานเล็ก ๆ ถ้าอยู่บริษัทเล็กงานก็จะเล็ก แต่เราก็ได้ทำเยอะ แล้วก็ความเสี่ยงสูง
ถ.เงินเดือนเท่าไหร่ดี
ต.ถ้าตามมาตราฐานทั่วไป ตอนผมจบ (จากฐานของวิดวะโดยประมาณ)
- AIS, TA, TAC, 15,500.00 บาท มี TT&T บวกเพิ่มค่าเช่าบ้าน รวม ๆ แล้วก็ 20,000.00 บาท
- CDG 16,500 (วิดวะ) 13,500 (วิดยา และ ป.ตรีสาขาอื่น)
- บริษัทอื่น ๆ ทั่ว ๆ ไป 15,000
- บริษัทอื่น ๆ แบบไม่ทั่วไป 20,000 - 45,000 (เช่นบริษัทข้ามชาติ หรือธุรกิจเฉพาะด้าน พวกน้ำมัน)
- ส่วนปัจจุบัน คิดว่าฐานของ ป.ตรี ที่จ้าง ๆ กันน่าจะอยู่ระหว่าง 15,000 - 20,000
- ถ้าเป็นบริษัทใหญ่ ๆ จะมี rate ที่กำหนดไว้ตายตัวอยู่ บางที่จะเพิ่มค่าเกียรตินิยมให้
- ถ้าเป็นบริษัทเล็ก ใช้การต่อรอง แต่ส่วนใหญ่จะมีตัวเลขอยู่ในใจอยู่แล้ว บางที่ จะปรับให้อีกเมื่อผ่านช่วงโปรฯ หรือไม่ก็ไล่ออกเลยเพราะทำงานไม่ได้เรื่อง ฮ่าๆๆๆ
- ที่สำคัญ ไม่ต้องกังวลเรื่องเงินเดือนเริ่มต้น ช่วงแรกอาจจะต่างกัน พันสองพัน เดี๋ยวก็ทัน ๆ กัน แต่ถ้าใครมีความสามารถโดดเด่น เงินจะยิ่งก้าวกระโดด โดยเฉพาะถ้าไปอยู่ในสายงานที่เราได้แสดงความสามารถเต็มที่ ให้เลือกบริษัทที่เราคิดว่าจะให้ประสบการณ์ที่ดีกับเรามากที่สุด เพราะเป็นฐานสำคัญที่สุด
- สิ่งที่ผมเจอและเป็นปัญหาในปัจจุบันมากที่สุด คือ ต้องการเงินเดือนเยอะ ๆ แต่ไม่เคยดูตัวเองว่าทำงานได้แค่ไหน และปัญหาอีก 108-1009 เช่นขีเกียจอ่านหนังสือ ไม่สามารถประมวลความรู้เพื่อแก้ปัญหาได้ ขาดความริเริ่มสร้างสรรค์ พูดแล้วหาว่าเป็นคนแก่ขี้บ่น แต่เจอแบบนี้เยอะ แต่ที่รับไม่ได้และไล่ออกเลย คือขาดความรับผิดชอบ
ถ.เตรียมตัวไปสัมภาษณ์อย่างไรดี
ต.เตรียมตัวเองให้พร้อม คำถามที่เจอบ่อย ๆ เช่น
- แนะนำตัวเอง อันนี้ทำการบ้านให้เยอะ เช่นเรียนวิชาอะไรมาบ้าง ทำกิจกรรมอะไรมาบ้าง เคยได้รางวัล หรือเป็นผู้แทนไปแข่งอะไรมา ก่อนไปสัมภาษณ์ให้เขียนลงสมุด และลองเรียบเรียงก่อน อย่าไปสัมภาษณ์ แบบไม่ได้เตรียมอะไรไป
- ศึกษาข้อมูลของบริษัทไว้บ้าง เช่นพึ่งรับงานอะไรมาบ้าง ทำไมเราถึงเลือกบริษัทนี้ บริษัทนี้เด่นดังยังไง
- ซ้อมๆๆๆๆๆๆๆๆ โดยเฉพาะถ้าเป็นภาษาอังกฤษ (อีกเช่นกัน ผมมีหลังสือการสัมภาษณ์งานฉบับภาษาอังกฤษ จมล. มาได้)
สำหรับพวกที่ยังไม่จบ แล้วคิดว่าเกรดไม่สำคัญผมว่าคิดถูกแค่ครึ่งเดียว ถ้าเป็นงานที่ต้องใช้จิตนาการ และฝีมือ เช่นพวกศิลปะ อันนี้อาจจะโอเค ดูงานเอา แต่ประเภททั่ว ๆ ไปเกรดเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะเพิ่มโอกาสการเรียกสัมภาษณ์
สุดท้าย ถ้ายังไม่ได้งาน อย่าเครียด หาอะไรทำฝึกฝีมือไปเรื่อย ๆ (เช่นปั่นบอร์ด {หมีโหด})
อ้างคำพูดจาก: แอ๊ะ เมื่อ 14 เม.ย. 2006, 15:22 น.
- ส่วนปัจจุบัน คิดว่าฐานของ ป.ตรี ที่จ้าง ๆ กันน่าจะอยู่ระหว่าง 15,000 - 20,000
ขึ้นอยู่กับสาขางานที่ทำ และ สาขาที่จบด้วยครับ ใช่ว่า ป.ตรีจะได้ขนาดนี้ทุกคนไป
ยิ่งจบใหม่ๆ อย่าเพิ่งหวังมากมาย แต่เงินเดือนอัพได้ตามความสามารถครับ
นอกนั้นเห็นด้วยกับพี่แอ๊ะครับ :42:
(อาจไม่ค่อยเกี่ยวแต่อยากเล่า)
โดยส่วนตัวเป็นปี 4 ที่ยังไม่กระตือรือร้นที่จะสมัครงานเลย
มุ่งแต่สมัครอย่างเดียวคือแอร์ฯ เลยไม่ค่อยมีอะไรจะเล่าเท่าไหร่
เผื่อว่าจะมีน้องๆในนี้ซักคนอย่างทำงานด้านนี้จะเล่าให้ฟังคร่าวเรื่องการเตรียมตัวสมัครละกัน
เมื่อก่อนตอนที่ยังไม่เคยรู้เรื่องขั้นตอนการสมัครไม่เคยรู้เลยว่า
มันเรื่องมากจริงๆกับการสมัครแอร์ฯแต่ละครั้ง (และใครเงินพอสมควร)
เพราะเริ่มแรกเลยเราต้องมีรูปก่อน เวลาที่จะส่งใบสมัครหรือว่า walk-in
การถ่ายรุปนี้ก็ต้องเต็มยศแต่งหน้าทำผมให้เรียบร้อยรูปจะใช้ 2 ขนาดคือ
2 นิ้ว (ครึ่งตัว) กับขนาดโปสการ์ด (เต็มตัว)
จากนั้นก็เป็นเรื่องสูท สามารถเลือกได้ตั้งแต่สี ดำ ครีม เทา ขาว ฯลฯแต่ไม่ควรเป็นสีแสบทรวง
จากนั้นการสมัครก็เริ่มขึ้น ซึ่งก็แล้วแต่สายการบินว่าจะให้ online ก่อน รึว่า walk-in เลย
ถ้าเกิดว่า walk-in ก็ต้องยุ่งยากหน่อย เพราะว่าต้องแต่งตัวกันเต็มยศ
ยังคงมีเรื่องจุกจิกที่ว่า ตุ้มหูต้องใส่ ห้ามระย้าห้อย แต่ไม่ใส่ไม่ได้เด็ดขาด
นาฬิกาก็ต้องใส่ เล็บก็ต้องทา ผมต้องเรียบกริ๊บ ห้ามหลุด
สร้อยก็ต้องใส่ ถ้าไม่ใส่ก็ต้องผูกผ้าพันคอ ห้ามปล่อยคอโล่ง
นี่ขนาดแค่สมัครยังลำบากขนาดนี้เลย ไม่รวมการต้องไปเบียดเสียดผู้คนอีกหลายพันอีกนะ
:39: ไม่อยากนึกถึงวันที่ 21 นี้จริงๆเลย
อ้าวพี่ตาล จบแล้วเหรอ อยากรู้ว่าพวกแอร์ฯ สจ๊วต เขาสมัครกันยังไง
พวกแอร์ฯนี่มีโอกาสได้เจอพวกคนที่ทำงานที่หอบังคับการบินรึปล่าวครับ
ถ้ามีโอกาสเจอก็บอกเพื่อนๆให้รีบหลีกหนีเลย พี่ผมมันไปประจำการที่หอบังคับการบินสุวรรภูมิ :22:
ไม่เห็นจะมีอะไรเลย แค่สูงเฉยๆ นึกว่าของจริงจะมีจอพรึบ มั่วตั้วแบบในหนังแต่ของจริงมันโล่งๆไงก็ไม่รู้
ก็อย่างที่บอกแหละ เราก็ต้องคอยดูตามหนังสือพิมพ์ว่าสายการบินอะไรเปิดรับมั่ง
ซึ่งแต่ละสายการบินก็จะรับคุณสมบัติแตกต่างกันออกไป
สจ๊วตก็จะสูงอยู่ที่ 165 (การบินไทย) ถึง 170 (สายการบินอื่นๆ เรื่องสจ๊วตไม่ค่อยรู้จริงๆขอโทษที)
ส่วนแอร์ฯก็จะอยู่ตั้งแต่ 156 (Jalways) จนถึง 162 เซนฯ
เรื่องน้ำหนัก ส่วนมากเค้าก็จะเอาความสูง -110 แต่ก็ดูตามความเหมาะสม บวกลบไม่เกิน 5 โล
แต่บางกอกแอร์เวย์นี่ เอาความสูง -115 บวกลบได้ไม่เกิน 2 โล เอานางแบบโคตรๆ
อีกอย่างนึงที่เราต้องเตรียมไว้เลยคือ คะแนน TOEIC (ค่าสอบขึ้นแล้วเป็นพันนึง)
ซึ่งส่วนมากก็จะกำหนดที่ 550 การบินไทยเอา 600 ก็ต้องไปสอบกันไว้
พอถึงขั้นตอนการสมัคร เค้า require อะไรมาก็ส่งๆให้ครบเท่าที่เค้าต้องการ
ส่วนเรื่องแอร์ฯที่ว่าจะเจอกับคนในหอวิทยุการบินนี่คงน้อยมาก
เพราะว่าลงจากเครื่องแล้ว แอร์ฯก็ลากกระเป๋าเข้าห้องพักนอนแล้วล่ะ
เย้ พี่ผมมันจะไม่เจอแอร์ฯ สะใจว้อย
มันคงไปหาเอาแถวๆหอบังคับการบินนั่นแหละ
ปล.ผมสมัครสจ๊วตไม่ได้ ส่วนสูงลบ 110 แล้วเกินมายี่สิบกว่ากิโล :02:
ปล. ถ้าไม่ใช่นักบินกับสจ๊วตด้วยกัน จะมีทางหาโอกาสจีบแอร์ฯได้มั้ยครับ (อันนี้ไม่ได้ถามเพื่อตัวเอง แต่ถามเผื่อคนอื่น :22:)
ปล. ไม่เคยมีครั้งไหนี่พี่ลืมทำตัวอักษรสีชมพูเลยเหรอครับ
ป.ล.เยอะดีแท้ :08:
พวกอยู่หอวิทยุการบินวันๆไม่ค่อยได้คุยกับใครหรอก นอกจากนักบิน กับเล่นเกมส์เพลย์
ส่วนสจ๊วตด้วยกันไม่ค่อยจีบแอร์ฯหรอก เพราะ 95% ของสจ๊วต เป็นกัมเกย์
ส่วนหาทางจะจีบแอร์ฯ ไม่รู้เหมือนกัน เจอที่ไหนก็จีบ แต่จะเจอที่ไหนนี่ดิ :18:
ส่วนเรื่องสีชมพู ไม่มีลืม .. หุหุ เป็นเอกลักษณ์ รักกะเอก.ไปแล้ว :21:
สายบริหารจบใหม่ เงินเดือนstart ประมาณ 10,000 บาท {หมีโหด}
ทั้งนี้ขึ้นกับสาขาที่จบด้วย
การเงินกับบัญชี ได้มากสุด ส่วนมากstartกันที่ 16,000 :39: (ถ้าเป็นบ.ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์จะได้ประมาณนี้)
การโรงแรมได้น้อยสุด เห็นเพื่อนบางคนได้ 8,000กว่าๆ :05: โดยรวมๆเฉลี่ยๆ ก็ 10,000 นึง
การตลาด start 10,000-14,000 (ยังไม่รวมเบี้ยเลี้ยงพิเศษ/ค่าโทรศัพท์/น้ำมัน/ค่าออกพื้นที่)
เศรษฐศาสตร์ ประมาณ 14,000-15,000 (เพื่อนที่เครือปูนได้ 18,000)
555 พี่ผมมันไม่อยู่คุยกับนักบินนะซิครับ ดักดานกว่านั้นอีก เพราะมันเป็นฝ่ายคุมระบบ ไม่ใช่ฝ่ายวิทยุ
คราวนี้มันได้เอากันเองกับเพื่อนร่วมงาน (ชายล้วน) แน่ๆเลย
ผมว่าอยู่ฝ่ายวิทยุยังดีกว่า ได้คุยกับนักบินบ้าง แต่นี่นั่งจิ้มปุ่มอย่างเดียว 555
จริงๆนั่งเครื่องบินบ่อยๆก็น่าจะหาโอกาสจีบแอร์ได้ แต่ถ้าเป็นกรณีกัมเกย์ก็อาจจะใช้ได้เช่นเดียวกัน
แต่ว่ากันตรงๆถ้าไม่รีบเนี๊ยะไม่อยากขึ้นเครื่องบินเลย กว่าจะได้บินวุ่นวายShiftหาย แล้วก็ต้องมีคนไปรับที่สนามบินด้วย
สรุปนั่งรถไฟสบายสุดๆเล้ย ยังไม่มีโอกาสนั่งรถไฟชั้นหนึ่งตั๋วตั้ง 1350 แถมไม่รู้ถ้านั่งคนเดียวเนี๊ยะต้องจ่ายเพิ่มเป็น 2700 รึปล่าว (แบบนั้นนั่งการบินไทยยังดีกว่า) ใครเคยนั่งมาบอกบ้างนะครับ ไว้ทำงานแล้วจะหาโอกาสนั่งให้ได้เลย
สุดท้ายนี้ขอให้พี่ตาลสมปรารถนานะครับ :33:
ปล.น้ำหนักเยอะมากเพราะปกติจะเป็นคนเคลียร์โต๊ะเวลาทานข้าวหลายคนเพราะนิสัยเสียดายของ เลยเป็นเหตุผลที่ไม่ชอบทานข้าวกับคนเยอะ ดูแล้วขัดใจเวลาเขาทานกับข้าวไม่หมด มันเปลืองทรัพยากรโลกรู้มั้ย :07:
แต่สำหรับสาวๆเว้นให้เพราะถึงทานไม่หมดก็เข้าใจจ๊ะ หากสาวๆทานหมด โลกนี้คงไม่เหลือความสวยงามแบบหุ่นดีๆ:33:
คราวนี้เข้าจู๋ได้แล้ว
งานสายกฎหมาย ถ้ารับราชการอยู่ที่อัตราเดียวกันหมดคือประมาณ 7 พัน
ถ้าทำนิติกรทั่วไปเริ่มที่ 1 หมื่นกว่าๆ แต่ไม่ถึง 15000
ถ้านิติกรบริษัทใหญ่ๆ หรือองค์กรเจ๋งเช่นศาลปกครอง (เอาเกียรตินิยมนะจ๊ะ) ก็ราวๆ 15000 ขึ้นไป ไม่รู้เพดานเงินเดือนเหมือนกัน
ข้าราชการตุลาการและอัยการ เริ่มที่ตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษา ประมาณ 14,000 กว่าบาท ทำงานครบหนึ่งปีเลื่อนขั้นเป็นผู้พิพากษาเงินเดือนประมาณ 30,000 กว่าๆ เลื่อนขั้นทุกปี เพดานเงินเดือนอยู่ที่ 100,000 กว่าๆ ไม่แน่ใจว่าแสนสี่หมื่นรึปล่าว ไม่นับค่าตำแหน่ง
คราวนี้มาดูช๊อตเด็ดของงานด้านกฎหมาย ทำงาน Law Firm ภาษาอังกฤษต้องดี สำหรับปริญญาตรี หรือพวกไม่ได้จบเมืองนอก จะรับต่อเมื่อคะแนนระดับเกียรตินิยม เริ่มต้นที่ 20,000 บาท ถ้าอนาคตรุ่ง เพดานไม่มีกำหนด ระดับ Partner หรือพวก Pioneer เห็นแว่วๆว่าคิดเป็น % จากผลประโยชน์ในการเซ็นต์สัญญาครับ รู้สึกว่าอยู่ที่สิบล้านต่อปี หรืออาจจะร้อยล้านต่อปี ไม่ค่อยแน่ใจ
ซึ่งทุกอย่างมันเป็นสัจธรรมครับ ของดีก็รับจำกัด แต่ที่เห็นเยอะๆนะส่วนใหญ่ไม่ได้ทำงานสายกฎหมายโดยตรงหรอก
การสมัครงานของงานสายกฎหมายสำหรับส่วนราชการก็ตามระเบียบของแต่ละสังกัดครับ
สำหรับองค์กรอิสระต่างๆก็คล้ายๆกับส่วนราชการ
สำหรับเอกชนก็เดินหางานตามที่ปั่นบนๆคุยไว้ครับ
แต่สำหรับ law firm ดังๆนั้น คนที่จะมี % ได้งานสูงคือ ทำคะแนนระดับดีเยี่ยม แล้วตอนปี 3 ก็ส่งใบสมัครฝึกงาน ถ้าได้ฝึกงาน ก็ต้องทำเต็มที่แบบบ้าพลังสุดขีด อ.ผมก่อนเป็นอ. วุฒิแค่ปริญญาตรี ไม่จบเนติบัณฑิตด้วยซ้ำ ที่ทำ law firm ก็ได้ 70,000 ตอนนี้ลาออกมาเป็นอ. กำลังศึกษาต่อที่อังกฤษ แกบอกว่าเคล็ดลับง่ายๆในการได้งาน law firm ดีๆคือฝึกงานตอนปี 3 ต้องทำให้ได้ และต้องบ้าพลังอย่างสูง อ.ท่านทำงานถึงตีสองตีสาม (ช่วงนั้นวิกฤตเศรษฐกิจพอดี งานล้นมือเพราะต้องยุบรวมบริษัทเยอะ)
แค่นั้นพอ จะเห็นว่า law firm นั้นยั่วกิเลสมาก ถึงมากที่สุด ดังนั้นพวกหัวกะทิเอ๋ย ถ้าเอ็งหวังรวยแล้วละก็ เรียนกฎหมายก็น่าสนใจอยู่นะ
ส่วนผมนั้นไม่หวังกับ law firm อยู่แล้ว แต่ถ้าได้ทำก็ดีครับ อยากรับราชการสายตุลาการมากกว่า
ดีแหะ เงินเดือนเยอะกันทั้งนั้นเลย
สมัยผมจบมานี่รับอยู่ 7,040 บาท :05:
ส่วนตัวคิดว่าจบมาใหม่ๆ อยู่ บ.เล็กก็ดีนะครับ จะได้รู้การทำงานทั้งระบบ ได้ง่ายกว่าไปอยู่ บ.ใหญ่ๆ ที่ระบบมันใหญ่จนมองได้ยากกว่า
ผมก็อยากอยู่บริษัทเล็กๆครับ แต่ถ้าได้บริษัทใหญ่ๆก็ดีเพราะรวยกว่า + ไม่คิดจะอยู่กับงานเอกชนอยู่แล้ว คุณสมบัติพร้อมเมื่อไหร่ก็สอบผู้ช่วยฯเลย :22:
ถ้าจำไม่ผิดทิพย์จบสายdesignใช่ป่าว :06:
ด้านdesignเราว่าคงเน้นที่portเจ๋งๆ + ภาษา
ส่วนบริษัทใหญ่-เล็ก นี่มีผลยังไงไม่เคยถามแฟนแฮะ -*-
(แฟนทำงานproduct designer)
ที่แน่ๆ บ.ต่างชาติเงินดี :42:
ถ้าให้เราแนะนำทิพย์คงบอกว่า "คิดอะไรมาก อีกไม่นานก็ตายแล้ว" :42:
หมายถึง อยากทำอะไรก็ทำตามใจฝัน >> ทำงานที่ชอบ กับบริษัทที่สนใจ (เล็กใหญ่ไม่ต้องไปคิด)
ปล. ทำงานฟรีแลนซ์ก็ดีนะ อยากเป็นฟรีแลนซ์มั่งอ่ะ มีที่ไหนรับการตลาดฟรีแลนซ์มั่ง :05:
อยากไปเป็นยามอยู่ หน้าตึกUN เห็นว่าเงินเดือน 3 หมื่นกว่า
จบ Industrial design ด้วย thesis graphic คับปาล์ม
ก็มีบริษัทที่คิดไว้ในใจแล้วล่ะ
รอพร้อมเมื่อไหร่ก็จะไปสมัคร
(จริงๆต้องรู้ด้วยนี่หว่า ว่าเค้ามีตำแหน่งว่างรึเปล่า คงโทรถามเอา พอมี connection อยู่นิดหน่อย)
แต่ไปสมัครช้าก็กลัวโดนคนอื่นตัดหน้าซะก่อน
สมัยนี้คนเก่งๆเยอะจะตาย
เพิ่งรู้ว่าจะสมัครแอร์ทำไมมันยุ่งยากขนาดนั้น
ไปสมัครไม่ใส่ตุ้มหูไม่ได้เด็ดขาด ทำไม?
เล็บก็ต้องทา ทำไม?
ปล่อยคอโล่งก็ไม่ได้ ทำไม?
ถ้างั้นเราก็สมัครไม่ได้แฮะ
ส่วนสูงได้แค่ JAL
น้ำหนักไม่ถึง
พูดเรื่องน้ำหนัก
ช่วงทำ thesis น้ำหนักลด 2 โล
ถ้าเอาตั้งแต่เข้าปี 1 จนเรียนจบ ลดไป 6 โลแล้วเนี่ย
อยากผอมมาเรียนสถาปัตย์กันนะจ๊ะ
ป.1 ขอให้ตาลโชคดี ได้เป็นนางฟ้าบนกำปั่นเหาะ
ป.2 แฟนปาล์มทำงานที่ไหนน่ะ
ระบุเงินเดือนที่ต้องการ 15000 ทุกที่เลย :04:
ก็ต้องการจริงๆอ่ะไม่ให้ก็ไม่ให้เด้ {หมีโหด}
หมีอร สมัครงานอะไรหรอ
อ้างคำพูดจาก: verywhale เมื่อ 14 เม.ย. 2006, 20:10 น.
พูดเรื่องน้ำหนัก
ช่วงทำ thesis น้ำหนักลด 2 โล
ถ้าเอาตั้งแต่เข้าปี 1 จนเรียนจบ ลดไป 6 โลแล้วเนี่ย << อิจฉา:05: ตั้งแต่เข้าปี1จนจบนน. ขึ้นมา7โลแล้ว และยังไม่มีทีท่าว่าจะลดลงไป :08:
อยากผอมมาเรียนสถาปัตย์กันนะจ๊ะ อยากอ้วนเรียนบริหารกันนะจ๊ะ
ป.1 ขอให้ตาลโชคดี ได้เป็นนางฟ้าบนกำปั่นเหาะ << ขอให้ได้เช่นกัน รอกินซิสเลอร์ :10:
ป.2 แฟนปาล์มทำงานที่ไหนน่ะ << เป็นฟรีแลนซ์ ลอยไปลอยมาอยู่หลายที่จ้ะ :42:
อ้างคำพูดจาก: verywhale เมื่อ 14 เม.ย. 2006, 20:10 น.
พูดเรื่องน้ำหนัก
ช่วงทำ thesis น้ำหนักลด 2 โล
ถ้าเอาตั้งแต่เข้าปี 1 จนเรียนจบ ลดไป 6 โลแล้วเนี่ย
อยากผอมมาเรียนสถาปัตย์กันนะจ๊ะ
ไม่จริ๊งงงงง อดนอน เจอมื้อดึกไป หลายวัน ก่อนส่ง proj นน ขึ้นพรวดๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ
เลยเป็นอย่างที่เห็นน่ะแล :26:
:05: กะว่าหลังจากเลือกสว. เสร็จจะเข้ากทม.
ไปคุยกับที่สำนักงานนิตยสารฟรีฟอร์ม
แต่ยังไม่รู้ว่าต้องทำอะไรยังไงบ้างเลย
:44:
ไปชงกาแฟ เดือนละหมื่นห้า :26:
ตอนไปฝึกงานเค้าใช้ซื้อกาแฟหละ
ไม่ได้ใช้ฝีมือชงเลย เหอะๆ :42:
อ้างคำพูดจาก: verywhale เมื่อ 14 เม.ย. 2006, 20:10 น.
เพิ่งรู้ว่าจะสมัครแอร์ทำไมมันยุ่งยากขนาดนั้น
ไปสมัครไม่ใส่ตุ้มหูไม่ได้เด็ดขาด ทำไม?
เล็บก็ต้องทา ทำไม?
ปล่อยคอโล่งก็ไม่ได้ ทำไม?
ประมาณว่าต้องเนี๊ยบอ่ะ
กระเป๋าสะพายก็ต้องเป็นสีเรียบๆคุณนายๆ
คือถ้าเกิดว่าไม่ใส่ตุ้มหูมันจะดูโล่งๆ ที่คอก็เหมือนกัน
ส่วนเล็บ ทาเพราะว่าบางคนเล็บเหลือง บางคนมีขี้เล็บ
ทาเล็บมันก็ปกปิดหมดเลยจ้า
เรื่อง grooming เป็นเรื่องสำคัญมากๆๆๆๆๆในการสมัครเลยทีเดียว
ขอเล่านิดนึงกรอกใบสมัคร EVA มือสั่นตอนกรอกเงินเดือน
ตอนแรกจะกรอก 3 หมื่น เพื่อนบอกว่ากรอกไปเลย 5 หมื่น
โอ้ว ... มือสั่นดิ๊กๆๆๆเลย :42:
First Impression :26:
(สะกดถูกป่าววะ {หมีโหด} )
ไปสมัครเป็นครีเอทีฟรายการค่ะ :42:
เค้าห้ามใส่ไรไปมั่งไม่สน
อรเป้นตัวของอรเอง :42:
อ้างคำพูดจาก: เจ้าโต เมื่อ 14 เม.ย. 2006, 21:22 น.
First Impression :26:
(สะกดถูกป่าววะ {หมีโหด} )
ถูก
นั่นล่ะ คือสิ่งที่ professional พึงมี แหละ
ลูกพี่ลูกน้องตู อยู่สายการบินญี่ปุ่น (จำชื่อไม่ได้)
อยู่ดีดีไปสัมภาษณ์แล้วก็ไได้ บินไปญี่ปุ่นไปไปมามาซะงั้น :07:
ว่าจะฝากซื้อกล้อง แต่เห็นราคาเปรียบเทียบเป้นเงินบาทแล้วก็ :42:
ซื้อไทยถูกกว่า :05:
เรื่องเงินเห็นว่า เดือนไหน บินน้อยๆ เงินเดือน ก็ไม่ต่ำกว่า 30 k นะ
เออถามอย่าง การบินไทยนี่มันคือ สุดยอดของสุดยอดแอร์ ในไทยหรือเปล่าอะ
เห้นว่า ยากส์มากที่จะเข้า :09:
จะว่าการบินไทยเข้ายากที่สุดมั้ย?
สมัยนี้อาจจะไม่ยากเท่าเมื่อก่อนแล้วเพราะว่าเรื่องสวัสดิการมันน้อยลง
ที่มันยากเพราะว่ามันมีเด็กเส้นเยอะ ถ้าเส้นไม่ใหญ่จริงๆก็เข้ายาก
แต่เห็นหลังๆมาถ้าเกิดว่าเจ๋งๆก็เข้าการบินไทยได้แล้ว
อาจเป็นเพราะการบินไทยมันคือสายการบินแห่งชาติคนเลยแห่เค้าเยอะ
แต่ขนาด Bangkok airway, Air asia เปิดรับทีคนก็แห่ไปเยอะเหมือนกันนะ
แต่เรื่องของการบินไทยยังไม่รู้มากเท่าไหร่เพราะว่าไม่ได้คิดจะเข้า
ไม่ใช่อะไรหรอก ผ่านทุกอย่างยกเว้นเรื่องเดียว ...
ว่ายน้ำ :05: ว่ายไม่เป็น
พูดถึงเงินเดือนสูงๆ กัน (อิจฉาเล็กน้อย)
เอ่อ.. ตอนได้งานครั้งแรกผมได้เงินเดือน 5,070 บาทครับ เป็นอัตราเงินเดือนขั้นต่ำเลย
ตกวันละ 169 บาท แต่จะได้เงินพิเศษจาก insentive มากกว่าเงินเดือนหลายเท่าตัวครับ
ก็จะอยู่ในช่วง 15,000 - 25,000 แล้วแต่ความขยันแล้วก็ฝีมือ เป็นงานขาย ตอนนั้นไม่ได้คิดอะไรมากมาย
จบออกมาสมัครแล้วก็ได้งานเลย ก็กะว่าจะทำเล่นๆ เพราะว่ายังไม่ได้เกณฑ์ทหาร
แล้วก็โดนทหารจริงๆ ด้วย :08: เลยต้องลาออก เสียดายอยู่เหมือนกัน
งานดูจะไม่ค่อยมีราศี หรือหรูหรา แต่สบาย สนุก และรายได้ดีพอสมควรครับ
วันๆ ได้พบเจอผู้คน ได้คุยได้โม้ไปวันๆ ได้หาความรู้จากเพื่อนๆ ที่เป็นพนักงานของสินค้าอื่นๆ
แต่เมื่อออกมาแล้วก็ไม่คิดกลับไปใหม่แล้ว เพราะวันนี้กับเมื่อวานมันไม่เหมือนกันแล้ว
ทุกวันนี้เปิดร้านเน็ตแล้วก็นั่งลุ้นว่าเดือนนี้จะเหลือกินเหลือเก็บหรือเปล่า :39:
อ่านไปเยอะๆจะไปสมัครแอร์ฯเหมือนกัน
เอาแอร์ฯยี่ห้ออะไรดี
เอา LG ดีกว่า presenter ซ้วยสวย ชอบน้าลี ยอง เอ :10:
แดร์จัีงอี... ดีจังแอร์
ว่าแต่ทำไมไม่ีมีใครสนใจจะไปสอบเป็นนักบินกันเลยหล่ะ !!!!
การบินไทยก็เปิดทุกปีนี่ แถมยังมีนักบินเื้อื้ออาทร อีก
น้องวีอยากเป็นนักบินนะ :08:
งั้นวีจะเป็นแอร์ :33:
แอร์กี่
:07:
(ปั่นบนนี้ยังดีกว่าไปปั่นจู๋นั้นเยอะเลย :24:)
อ้างคำพูดจาก: ตาล.ซะ!! เมื่อ 14 เม.ย. 2006, 21:39 น.
จะว่าการบินไทยเข้ายากที่สุดมั้ย?
สมัยนี้อาจจะไม่ยากเท่าเมื่อก่อนแล้วเพราะว่าเรื่องสวัสดิการมันน้อยลง
ที่มันยากเพราะว่ามันมีเด็กเส้นเยอะ ถ้าเส้นไม่ใหญ่จริงๆก็เข้ายาก
แต่เห็นหลังๆมาถ้าเกิดว่าเจ๋งๆก็เข้าการบินไทยได้แล้ว
อาจเป็นเพราะการบินไทยมันคือสายการบินแห่งชาติคนเลยแห่เค้าเยอะ
แต่ขนาด Bangkok airway, Air asia เปิดรับทีคนก็แห่ไปเยอะเหมือนกันนะ
แต่เรื่องของการบินไทยยังไม่รู้มากเท่าไหร่เพราะว่าไม่ได้คิดจะเข้า
ไม่ใช่อะไรหรอก ผ่านทุกอย่างยกเว้นเรื่องเดียว ...
ว่ายน้ำ :05: ว่ายไม่เป็น
นึกว่าเรื่อง รักแร้ กับ น้ำหนัก :35:
เออ ลืมเล่า เพื่อนตกสัมภาษณ์รอบสามด้วยล่ะ :08:
ถ้าน้องวีจะเป็นแอร์ฯ
พี่จะทุ่มทุนนั่งเครื่องบินทุกรอบที่น้องวีทำงานเลยจ๊ะ :33:
ส่วนยักษ์นะ ช่างเค้าไป :30:
สงสัยชีวิตจะต้องลำบากกะการหาทุน มากกว่าหางานซะอีก
ไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับสายอาชีพที่กำลังจะเป็น
ใครรู้มาเล่าให้ฟังมั่งดิ
อ้างคำพูดจาก: L เมื่อ 14 เม.ย. 2006, 23:54 น.
นึกว่าเรื่อง รักแร้ กับ น้ำหนัก :35:
เออ ลืมเล่า เพื่อนตกสัมภาษณ์รอบสามด้วยล่ะ :08:
ตกรอบ 3 ของที่ไหนอ่ะ?
เสียดายแทนเวลาเข้าไปถึงไฟนอลแล้วตกเนี่ย
เสียดายตังค์มากมาย :05:
ก่อนจบก็มีบริษัทมารับสมัครถึงคณะแต่ไปทหารเลยไม่ได้สอบ พอจบโปรเจ็คท์พ้นทหารพอดีเลยทำ resume มาเห็นเขาประกาศที่ไหนก็ส่งไป พอเขาเรียกไปสอบก็เลยไปสอบเขาก็รับเลย :42: เลยไม่ได้ลองหลายๆบริษัท
แต่เดี๋ยวนี้ที่เห็นคือคุณสมบัติพอใช้ได้ก็รับมาก่อนดูงานช่วง propation ถ้าดีก็ค่อยทำสัญญา ไม่ดีก็ออกไป {หมีโหด}
ถ้าทำดีๆใครๆก็อยากได้(ไว้ใช้งาน) แต่เงินเดือนก็ไม่ต้องหวังมากเพราะทำดีแค่ไหนคงไม่มีทางรวยถ้าไม่ได้เป็นเจ้าของกิจการ (ทำโปรเจ็คท์สิบล้านก็ได้เงินเดือนสองหมื่นเหมื่อนเดิม)
สำหรับคนจบใหม่ๆอยากให้ลองบริษัทเล็กๆดีกว่า จะได้ประสบการณ์เยอะ ถึงจะลำบากก็ต้องอดทนดู บริษัทใหญ่ๆมันทำมาดีแล้วเราเข้าไปไม่ค่อยได้อะไรหรอก (แต่ถ้าใครอยากอยู่สบายก็ตามใจ)
"เพชร เกิดจากถ่านหินที่ผ่านความกดดันสูง" ผมชอบคตินี้นะ :42:
"เพชร เกิดจากถ่านหินที่ผ่านความกดดันสูง"
:25:
หย่อนไว้หลายๆ ที่ แล้วค่อยเลือก
แต่ตอนมาทำงาน พ่อเส้นให้ :42:
อ้าวเฮียเส้นใหญ่นิ :42:
เรื่องสมัครงานนี่คุยได้ยาวเลย
แต่โดนเรียกกินข้าวแล้ว เดี๋ยวค่อยมาต่อ
เอาข่าวสั้นทันโลกไปก่อน (จากประสบการณ์ตรง)
- สายกราฟิก ต้อง ผ่านนรกในงานบริษัทก่อนจะคิดว่าควรจะฟรีแลนช์ดีหรือทำต่อดี
- ของพี่ไม่เอาแล้ว บริษัท ทำมาเดือนเดียวก็เข้าใจทุกอย่างพอแล้ว
- การสมัครงานสายกราฟิก อาศัยพอร์ท (ประวัติ แฟ้มงาน โชว์ของ) เพียงอย่างเดียวเท่านั้นที่สำคัญ ดังนั้นฉีกตำราอื่นทิ้งไป
- เป็นทหาร ไม่ต้องสมัคร แค่ซวยก็จับได้ สวัสดิการโคตรดี
เดี๋ยวมา
สงสัยอะไรถามโลด
งั้นถาม..
- ทำไมเฮียถึงคิดว่า ระยะเวลาหนึ่งเดือนเพียงพอที่จะรู้จักวิธีการทำงานกราฟิกใน บริษัทครับ
- แล้วเบื่อไหมครับ สำหรับการแก้งานแนวๆ มื้อนี้หน้ามือ มื้อหน้า หลังตีน
เฮ้ย นี่ผมไม่ได้กวนตีนน่ะ ถามจริงๆ เพราะเริ่มรู้สึกแบบเดียวกันตอนรับงานพวกนี้
แต่ยังเจอ เคสแปลกๆมาเรื่อย รวมถึง เคสเอือมๆมาเรื่อย ๆ :39:
ก็เลยยังขำขำเซ็งเซ็งกับมันได้อยู่
อาจจะไม่เกี่ยวกับสมัครงาน แต่เกี่ยวกับเรื่องงาน :09:
9 อาชีพที่เป็นที่ต้องการสูงสุด 2006-2012
http://www.missconsult.com/detail_info.php?id_info=7
1. Network System and Data Communications Analysis
2. Sales & Marketing
3. Accounting
4. ผู้ช่วยแพทย์
5. Medical Records and Health Information Technicians
6. Computer Application Software Engineers
7. Database Administrators
8. นักกฎหมาย
9. Manufacturing & Engineering
ไม่รู้สำรวจมากจากไหนนะ ลองดูเป็นข้อมูลเล่น ๆ ตูติดอยู่ในกลุ่ม ด้วยแต่ไม่เห็นค่าตอบแทนจะเยอะเลย :05:
อ้างอิง1. Network System and Data Communications Analysis
6. Computer Application Software Engineers
7. Database Administrators
สายงานที่ผมถนัดเลยนะเนี่ย
เป็นทหาร เริ่มสมัครมันมีช่องสมัครตำแหน่งพลเอกรึปล่าวครับ :22:
อ้างคำพูดจาก: แอ๊ะ เมื่อ 18 เม.ย. 2006, 14:33 น.
1. Network System and Data Communications Analysis
กำลังพยายามจะเป็น expert ทางด้านนี้ แต่รู้เลยว่ายังต้องฝึกฝนตัวเองอีกนาน
อ้างคำพูดจาก: แอ๊ะ เมื่อ 18 เม.ย. 2006, 14:33 น.
2. Sales & Marketing
6. Computer Application Software Engineers
เคยทำงานในอันดับสอง อยู่ 1ปี 6 เดือน
อันดับหก อยู่ 5 เดือน
ทำไมตูไม่รวยสักทีวะ :05:
ตอนนี้พยายามเอียงๆ ตัวเองอยู่อันดับหนึ่ง :31:
อ้างคำพูดจาก: แอ๊ะ เมื่อ 18 เม.ย. 2006, 14:33 น.
อาจจะไม่เกี่ยวกับสมัครงาน แต่เกี่ยวกับเรื่องงาน :09:
9 อาชีพที่เป็นที่ต้องการสูงสุด 2006-2012
http://www.missconsult.com/detail_info.php?id_info=7
2. Sales & Marketing
เดาว่าส่วนใหญ่คงต้องการ Sales มากกว่า Marketing :39:
อ้างคำพูดจาก: L เมื่อ 18 เม.ย. 2006, 01:45 น.
- ทำไมเฮียถึงคิดว่า ระยะเวลาหนึ่งเดือนเพียงพอที่จะรู้จักวิธีการทำงานกราฟิกใน บริษัทครับ
งานในบริษัทที่ทำ เป็นคนทำแฟลชครับ
ดังนั้นไม่ว่าจะกี่งาน ก็แฟลช และออกแบบ interface เท่านั้นเอง
ดังนั้นหนึ่งเดือน (ไม่สิ เดือนกว่าๆ) ก็พอและน่าเบื่อเหลือทนแล้วกับการเข้าไปเรียนรู้ระบบงานขององค์กร
เพราะมันก็ต้องตอกบัตรเช้าเย็นและวางนาฬิกาประจำวันอย่างซ้ำซากทุกวัน
อ้างคำพูดจาก: L เมื่อ 18 เม.ย. 2006, 01:45 น.
- แล้วเบื่อไหมครับ สำหรับการแก้งานแนวๆ มื้อนี้หน้ามือ มื้อหน้า หลังตีน
ไม่เบื่อ
เพราะโปรเจ็คนึงอายุมันไม่นานมาก
แล้วตูก็เป็นพวกชอบแก้ด้วย ถ้าโดนเร่งมา
(ถ้าไม่โดนเร่งแบบเว็บฟ๐... ก็เฉยๆ)
ลองแก้แบบบ้านดูบ้างสิ
:05:
พังบ้านง่ายกว่าครับ :42:
ส่วนผม เซ็งกับการแก้งานที่สุด :39:
เพราะส่วนมากที่ต้องแก้น่ะ ไม่ใช่ความผิดผมเล๊ยยยย :07:
แต่สุดท้ายก็รับมาแก้ :05:
ส่วนเรื่องเว็บบิด ลืมๆมันไปก่อนแล้วกันครับ
กะว่าพองานจบค่อยมาทำต่อเก็บไว้เป็นพอร์ท :26:
เลวไหม? :30:
อ้างคำพูดจาก: Oui! เมื่อ 18 เม.ย. 2006, 19:49 น.
กำลังพยายามจะเป็น expert ทางด้านนี้ แต่รู้เลยว่ายังต้องฝึกฝนตัวเองอีกนาน
อุ้ย ทำ Network หรือ ดีเลย ผมจะได้ปรึกษาบ้าง :45:
จะกลายเป็นผมปรึกษาพี่แทนสิครับ :42:
ตั้งแต่จบมาสมัครงานอยู่ 2-3 ที่แต่เคยทำอยู่ที่เดียว
ตำแน่ง Account excutive (ฝ่ายขายโฆษณา) ที่แพรวสุดสัปดาห์
ตอนนั้นน่ะ อย๊าก อยาก บวกกับในอนาคตจะเปิดบริษัทเอง ก็เลยลองไปสมัคร
เค้ารับ 2 ตำแหน่ง วันที่ไปสัมภาษณ์ได้สัมภาษณ์เป็นคนแรก มีคนรออีก 10 กว่าคน
สัมภาษณ์ กับ ผู้อำนวยการฝ่ายโฆษณา (ใหญ่มากคนนี้)
คุยไปคุยมา ถูกคอ งั้นพี่รับเลย เริ่มงานอีก 2 อาทิตย์ข้างหน้า
งง ค่ะ เพราะเค้าเลือกที่จะรับเราเลยทั้งที่มีคนรออยู่อีกเป็นสิบคน
ลืมบอกว่าจบอักษร เชื่อไหมว่าเรื่องที่คุยตอนสัมภาษณ์ ไม่ได้คุยเรื่องเกรดเลยสักนิ๊ด
เพราะถ้าคุยก็คงไม่ได้ เกรดห่วยมาก 2 นิ๊ดนิ๊ด(นิดจริงๆ)
ตอนเรียนเป็นเด็กกิจกรรม แล้วก็คล้ายน้องตาลคือหาเงินเรียนเองตั้งแต่ตอนเรียน(ปี 3 -4 )
ส่งน้องเรียนอีกต่างหาก ทำไปเรื่อย ขายประกัน อาหารเสริม ทำเสื้อ
คือแค่จะบอกว่า บางอาชีพเกรดเฉลี่ยไม่สำคัญ มันอยู่ที่กึ๋น
เงินเดือนตอนนั้น (มกราคม ปี 48) 10,000 บาท
ค่าน้ำมันรถ 4,000 บาท
ค่าโทรศัพท์ 500 บาท
รวม 14,500 บาท
งานโอเคนะ ก็เป็นลักษณะที่ชอบ เจอผู้คนมากมาย แต่ด้วยข้อจำกัดหลายอย่าง
เลยทำไปแค่ 1 เดือน(เท่ายักษ์)
็ก็เลยลาออก รู้สึกผิดมากๆเลยตอนนั้นนึกถึงคนที่รับเราเข้ามา
แต่ค่าใช้จ่ายเรามันเยอะเองก็เลยไม่พอ
จบแค่นี้ กับงานประจำ
โมนา ได้ค่าน้ำมันรถเยอะจัง แต่ตอนนี้ถ้าได้ 4000 น่าจะไม่พอแล้วละ ยิ่งถ้าต้องออกหาลูกค้าทุกวัน กลับบ้านคราวนี้ เติมน้ำมันที ตกใจเลย 1000 นึง ยังไม่เต็มถังเลย :39:
เรื่องงาน ถ้าสามารถทำส่วนตัวได้จะดีมาก เหนื่อยแต่คิดว่าคุ้ม ก่อนทำก็ลองวิเคราะห์ตัวเองก่อน เพราะบางคนเหมาะแก่การเป็นลูกจ้าง ถ้าออกมาทำเองอาจจะเจ้ง บางคนเหมาะที่จะเป็นนายตัวเอง ทำบริษัทพาลจะทะเลาะกับหัวหน้าเปล่า ๆ
งั้นขอเจ้านายฃื่อ แอ๊ะครับ รับแต่เงินเดือนครับ ไม่รับงาน :26:
ตอนนั้นน้ำมัน 4000 นี่ใช้ไม่หมดนะพี่แอ๊ะ
เหลือเดือนละประมาณ 2000
ตอนนี้โบว์เติมน้ำมันเต็มถังประมาณ 1200
จะไปใช้แก๊สแล้วเนี่ย
:25: :25: :25:
ตอนนี้ตูไม่มีรายได้เลย
เพราะลาออกจากทหารแล้ว :39:
จะทำต่อก็ได้ไม่ใช่เหรอครับพี่แอน :22:
ได้เดือนละกี่แสนครับ ทหารอะ :09:
1520000 ดองครับ (เงินเวียตนาม)
เป็นเงินไทยก็เดือนละ 3800 บาท
อ้างคำพูดจาก: iannnnn เมื่อ 20 เม.ย. 2006, 11:11 น.
1520000 ดองครับ (เงินเวียตนาม)
เป็นเงินไทยก็เดือนละ 3800 บาท
เขียนว่าเีวียดนามครับ
ตอนนี้พวกทำงานบริษัทระวังไว้หน่อยละกันครับ สถานะการณ์ทางเศษฐกิจไม่ดี เนื่องจากสภาวะการเมืองไม่นิ่ง ผสมกับราคาน้ำมันโลกที่เพิ่มขึ้น
- ใครที่ทำฟรีแลนซ์ ให้ดูสภาพคล่องของบริษัทที่จ่ายงานด้วย จะได้ไม่ต้องทำฟรี
- ลูกจ้างบริษัทพยามสร้างคุณค่าของตัวเองไว้ และมองหาโอกาสใหม่ ๆ
- ที่กำลังหางาน ขอให้ได้งานที่มั่นคง บริษัทใหญ่ ๆ จะดีกว่าบริษัทเล็ก
- ที่ยังเรียนอยู่ ช่วย พ่อแม่ประหยัดหน่อย
เรียนอยู่ครับ รับฟรีแลนซ์ด้วย แต่ช่วงนี้ส่งงานไม่ค่อยทัน
และ คนให้งานกำลังจะไปจ้างคนอื่น
เหมือนคนอกหักเลย :05:
หมู เวลาทำ freelance คิดเงินยังไงอะ
ตั้งราคาไม่เป็น
ขุดหน่อยครับ มีเรื่องน่าสนใจมาจาก blognone :25:
อ้างอิงกูเกิล บริษัทน่าทำงานที่สุดในปี 2007 - Fortune
from Blognone (http://www.blognone.com/node/6548) by msmart
นิตยสาร Fortune จัดอันดับบริษัทน่าทำงานที่สุดในปีนี้ ซึ่งก็เป็นไปตามคาดสำหรับกูเกิล บริษัทร้อนแรงแห่งปี ได้รางวัลบริษัทที่น่าทำงานที่สุดแห่งปีไปครอง
เราเคยได้ผ่านตากันไปบ้างสำหรับชีวิตความเป็นอยู่ในกูเกิล ที่ให้ความสำคัญกับพนักงานและสภาพแวดล้อมในการทำงานอย่างมาก แต่ก็มีอีกหลายอย่างที่คุณอาจจะยังไม่รู้เช่น
* ต้องมีขนมหรืออาหารในระยะไม่เกิน 150 เมตรจากโต๊ะทำงานของทุกคน // :04:
* อาหารฟรี, ขนมฟรี, ฉีดวัคซีนฟรี, รถรับส่ง, สปา, สระว่ายน้ำและส่งหมอเข้าไปตรวจไข้ถึงบ้านฟรี
* ไม่จำกัดวันลาป่วย
* สามารถใช้เวลา 20 เปอร์เซ็นต์ของเวลางานทำโปรเจ็คส่วนตัวอะไรก็ได้ // โอ้ว รับงานนอกได้ด้วย
* กูเกิลมักจะเลือกจ้างพนักงานที่สนใจกิจกรรมอื่นๆนอกเวลางาน มากกว่าตั้งหน้าตั้งตาทำงานหาเงิน (อันนี้น่าสนใจ)
* บริษัทได้รับจดหมายสมัครงานกว่า 1,300 ฉบับต่อวัน
ปัจจุบันกูเกิลมีพนักงานในสหรัฐอยู่ 6,500 คนและที่อื่นๆอีก 3,000 คน (ส่วนใหญ่อยู่ในอินเดีย) โดยปีนี้รับเพิ่มจากปีก่อนมากถึง 2,000 คน ส่วนอันดับอื่นๆที่น่าสนใจก็มี ซิสโก้, อโดบี, ยาฮู และไมโครซอฟท์ ตามมาห่างๆ (แอปเปิลหายไปไหน)
:25:
:25: น่าใจมากจริงๆ
ไม่ใช่รับงานนอกนะครับเอว่า :08:
อย่าพวก gg reader นี้ก้เกิดจากอยากทำอะไรกได้ 20 เปอเซนต์นี้แหละ
คุยเรื่องการทำงานกะแฟนเมื่อคืน
ว่าต้องลาออกสักคน เพื่อไปทำโรงเรียน
สรุปแฟนผมขอออก ผมเลยต้องทำไปก่อน
นึกว่าจะมีเวลาได้เตะบอลสบายๆ อีก
และ ถ้า บ. ผมเอง
ใครมาสมัครคงรับหมด 555
เงินเดือนเท่าไหร่คะ :25:
ต่อนาที :25:
2 บาท น้ำ้หนักทองใช่ไหมครับ
แหม 2 บาทยังไม่มีปัญญาจ้าง 5 5 5
จะเอาต่อนาทีอีก
ขอแค่มีขนมในระยะ 5 เมตรจากโต๊ะก็พอครับ
อยากสอนเด็กๆวาดรูปปปป :25: :25: :25:
ผ่านมาสองปีแล้วตั้งแต่ตอบจู๋นี้ครั้งแรก เฮ้อ รู้สึกว่าตอนนั้นผมจะเป็นพวกกระดี๊กระด๊าจังเลย
ผ่านมาสองปี ตอนนี้เลยรู้แล้วว่าเกรดสำคัญขนาดไหนในสายงานของผม ไปยื่นฝึกงาน law firm มาสี่ที่ สอบที่ตลาดหลักทรัพย์อีกหนึ่ง
เรียกไปสัมภาษณ์ที่เดียว แถมยังไม่รับเข้าฝึกงานอีก เซ็งเป็ดจริงๆครับ
รอลุ้นใหม่ว่าจะได้ที่อื่นๆอีกมั้ย แต่ก่อนอื่นต้องแก้ประวัติส่วนตัวใหม่ก่อนครับ เขียนไปแบบนี้มันสู้พวกทำกิจกรรมคณะไม่ได้ ทั้งที่กิจกรรมเราเป็นกิจกรรมที่ดูดีกว่าเยอะ แค่ไม่ได้เขียนเน้นแค่นั้นเอง ดันไปเน้นพวกรางวัลที่ได้ ไม่งั้นก็ภาวนาให้ได้ฝึกที่กฤษฎีกาแล้วกันครับ
ชีวิตผู้ใหญ่มันเซ็งจริงๆครับพี่ :05:
จากปัญหาข้างต้น ขอถามเลยครับว่า เวลาเขียนประวัติ ถ้ากิจกรรมกับรางวัลเรามีพอๆกัน เราจะเน้นอะไรดีครับ เพราะใบสมัครที่ผมส่งไปผมเน้นรางวัลไม่ได้เน้นกิจกรรมเลย
มันแล้วแต่สายงานจริงๆ นะครับ :31:
สาย FOOD SCIENCE - R&D FIELD
จริงๆ ตัวเองเป็นคนมั่นใจอะไรค่อนข้างสูงโดยเฉพาะเรื่องที่ตัวเองถนัดและรู้จริง
ดังนั้นเวลาสัมภาษณ์งานด้าน Food ที่ผ่านมา จะคิดอยู่เสมอว่า
"บริษัทที่เค้าสัมภาษณ์เรา แล้วเค้าไม่รับเราพิจารณา เราถือว่าบริษัทนั้นไม่เหมาะกับเรา ห่วยเกินที่เราจะเข้าไปทำด้วย
โง่ ฉลาดน้อยขนาดที่ไม่รับเราเข้าไปทำงาน ตูไปทำให้บริษัทที่มันมองเห็นความสามารถรับตูเข้าทำงานจะดีกว่า"
พี่ใช้วิธีตอบไปแบบที่ตัวเองคิด กรองคำตอบแบบที่ตัวเราเป็น และตอบออกไปอย่างใจเย็น
ถ้าคำถามที่เค้าถามออกมาดูโง่มากเกิน ก็บอกไปเลยว่าไม่ขอตอบ
แต่ถ้าคำถามดูฉลาด มีหลุมพรางอยู่ไกลๆ คิดดีๆ ก่อนตอบ และต้องตอบให้ฉลาดกว่า
อย่าใจร้อน และอย่าถ่อมตัวเหมือนเด็กจบใหม ่กำลังอมมือ
ไม่ทำเหมือนเรารอเค้าจะจ้างเรามาทำงาน แต่ให้วางตัวเหมือนเราเลือกบริษัทเค้า ให้ชีวิตเราสมบูรณ์ขึ้น
เราจะทำให้บริษัทเค้าเจริญโภคภัณฑ์ :42: รุ่งโรจน์ชัชวาล
เรียกเงินเยอะพอสำหรับค่าของเรา :12:
อ่านของพี่ตั้มแล้ว นึกภาพพี่ตั้มนั่งไขว่ห้าง
แขนข้างนึงท้าวพนักเก้าอี้ตอบ แล้วบอกว่า
ขอเดือนละห้าหมื่น :52:
อ้างคำพูดจาก: ตั้ม เมื่อ 22 ธ.ค. 2007, 05:20 น.
สาย FOOD SCIENCE - R&D FIELD
จริงๆ ตัวเองเป็นคนมั่นใจอะไรค่อนข้างสูงโดยเฉพาะเรื่องที่ตัวเองถนัดและรู้จริง
ดังนั้นเวลาสัมภาษณ์งานด้าน Food ที่ผ่านมา จะคิดอยู่เสมอว่า
"บริษัทที่เค้าสัมภาษณ์เรา แล้วเค้าไม่รับเราพิจารณา เราถือว่าบริษัทนั้นไม่เหมาะกับเรา ห่วยเกินที่เราจะเข้าไปทำด้วย
โง่ ฉลาดน้อยขนาดที่ไม่รับเราเข้าไปทำงาน ตูไปทำให้บริษัทที่มันมองเห็นความสามารถรับตูเข้าทำงานจะดีกว่า"
พี่ใช้วิธีตอบไปแบบที่ตัวเองคิด กรองคำตอบแบบที่ตัวเราเป็น และตอบออกไปอย่างใจเย็น
ถ้าคำถามที่เค้าถามออกมาดูโง่มากเกิน ก็บอกไปเลยว่าไม่ขอตอบ
แต่ถ้าคำถามดูฉลาด มีหลุมพรางอยู่ไกลๆ คิดดีๆ ก่อนตอบ และต้องตอบให้ฉลาดกว่า
อย่าใจร้อน และอย่าถ่อมตัวเหมือนเด็กจบใหม ่กำลังอมมือ
ไม่ทำเหมือนเรารอเค้าจะจ้างเรามาทำงาน แต่ให้วางตัวเหมือนเราเลือกบริษัทเค้า ให้ชีวิตเราสมบูรณ์ขึ้น
เราจะทำให้บริษัทเค้าเจริญโภคภัณฑ์ :42: รุ่งโรจน์ชัชวาล
เรียกเงินเยอะพอสำหรับค่าของเรา :12:
เป็นวิธีคิดที่เยี่ยมมากครับ :12: