เทอมหน้า ม. 6 แล้ว ต้องเลือกชีวิตแล้ว..
วิศวะ วิทยา(คอม) สถาปัต
คงไม่หนีจาก 3 อย่างนี้แหละ ชอบอะไรที่มีรูปแบบ แต่เปลี่ยนแปลงได้ ไม่ชอบอะไรที่ต้องจำเยอะๆ ทิ้งชีวะ สังคม ไปเรียบร้อย
อะไรดีครับ :05:
เหมือนกันเลยนะ .....
อีกแค่ 1 ปีกับอีก 8 เดือน :05:
คือ เราก็เหมือนกัน ...
สถาปัต นิเทศ ออกแบบ ไม่ก็ เกี่ยวกับจิตวิทยา แต่ไม่รู้ทางด้านนี้เลยว่าจบมาจะทำงานอะไร :09:
ใครรู้ช่วยบอกที :45:
ชอบออกแบบ ไม่ชอบ ชีวะ ไม่ชอบ เคมี(มากๆ) ชอบฟิสิกส์ ชอบคณิต ไทย สังคม :19:
เรียนอะไรดีค่ะ :40:
เอาอะไรดี ... :18:
แต่เราว่า ปิง น่าจะเรียนสถาปัต ฮ่า ๆๆ :08: (เพราะโดยส่วนตัวชอบแต่ไม่สันทัดด้านการวาดรูป)
อุ๊ได้โควต้า วิศวะ(คอม) อยู่แล้วนะ ... แต่ไม่เรียนฟันธง :26:
ใช้วิธีทอยลูดเต๋าเอา
ถ้าผลออกมาแล้วรู้สึกขัดๆใจลึกๆ
ก็แสดงว่าไม่ใช่
หรือจะใช้วิธีโยนเหรียญ
หมุนลูกข่าง
หรือทายผลคณะที่จะเรียนจากผลบอลโลกรองชิง
:08:
ปล. อยากเรียนสายสังคมวิทยา ไม่ Social ก็ Anthopology(มานุษย์ศาสตร์)
ตั้งใจว่าจะเข้าคณะนี้ของ ม.ธ.ให้ได้ ไม่งั้นก็ไป สังคมศาสตร์ ม.ช. เลย :08:
จะดีหรอ
ดีจิ
ไม่เชื่อถามลุงทักษิณดู :25:
สถาปัต จบมาก็เป็นสถาปนิกอะครับแล้วแต่สาขาด้วยแล้วก็ถ้าไปสอบได้ใบอนุญาติสามารถเซ็นพิมพ์เขียวได้(แล้วแต่สาขาเหมือนกันครับ)แต่อาจจบมาเป็นwebมาสเตอร์เหมือนคนแถวๆนี้ก็ได้ครับ- -
จบออกมาทำงานออกแบบ คณะอะำไรดีคะ
จบแล้วรวย 73000 ล้านต้องเรียนอะไรครับ
:25:
นิเทศศิลป์ก็จะเกี่ยวกะการออกแบบโฆษณาต่างๆอะครับนิเทศศิลป์มันก็จะมีอยู่2ตัวนะครับออกแบบนิเทศศิลป์กะ
ความถนัดทางนิเทศศิลป์เรียนมันจะไปค่อยเหมือนกันนะครับดูดีๆ
ไม่เหมือนกันยังไงอะคะ :09:
ความถนัดแบบนิเทศศิลป์มันจะเน้นไปทางเขียนสตอรี่บอร์ดอะครับเวลาสอบมาจะไม่ต้องใช้คะแนนดรออิ่งแล้วบางมหาลัยมันจะอยู่ในคณะสถาปัตครับเช่นลาดกระบัง
ส่วนออกแบบมันจะให้ออกแบบเป็นพวกโปสเตอร์เลยอะครับแล้วต้องใช้คะแนนดรออิ่งด้วยมหาลัยส่วนมากจะอยู่ในศิลปะกรรม มัณฑณศิลป์เช่นศิลปากร เพาะช่าง
ลืมบอก วาดรูปไม่เก่ง :08:
อ้างคำพูดจาก: เต่า เมื่อ 01 เม.ย. 2006, 21:17 น.
จบแล้วรวย 73000 ล้านต้องเรียนอะไรครับ
:25:
เรียนการทำหน้าให้เหลี่ยม
จบอะไรมา พี่ก็รับเข้าทำงานหมดแหละค่ะ
ว่าแต่..น้องน่ะหล่อรึเปล่า ปาหหวานมั้ยคะ :26:
อ้างคำพูดจาก: ShoGun เมื่อ 01 เม.ย. 2006, 21:47 น.
จบอะไรมา พี่ก็รับเข้าทำงานหมดแหละค่ะ
ว่าแต่..น้องน่ะหล่อรึเปล่า ปาหหวานมั้ยคะ :26:
ถ้าสมัครไว้ก่อนเลยได้ไหมครับ :26:
อ้างคำพูดจาก: ปิง เมื่อ 01 เม.ย. 2006, 20:47 น.
เทอมหน้า ม. 6 แล้ว ต้องเลือกชีวิตแล้ว..
วิศวะ วิทยา(คอม) สถาปัต
คงไม่หนีจาก 3 อย่างนี้แหละ ชอบอะไรที่มีรูปแบบ แต่เปลี่ยนแปลงได้ ไม่ชอบอะไรที่ต้องจำเยอะๆ ทิ้งชีวะ สังคม ไปเรียบร้อย
อะไรดีครับ :05:
ตามพี่มาสิปิงเอ๊ย เข้า มอ.ภูเก็ต
อย่างน้อยไอแบงค์ก็อยู่
กระจู๋แนวนี้วนมาอีกรอบ :26:
ลองค้นดูซิจ๊ะ แล้วจะเจอ
มีทั้งถาปัด (ทุกสาขา)
Dec ก็มี งี้แหละเป็นความสับสนในชีวิต :30:
ปล คะแนนประกาศแล้ว เรายังเข้าเว็บไม่ได้เลย :05:
อ้างคำพูดจาก: ปิง เมื่อ 01 เม.ย. 2006, 20:47 น.
เทอมหน้า ม. 6 แล้ว ต้องเลือกชีวิตแล้ว..
วิศวะ วิทยา(คอม) สถาปัต
คงไม่หนีจาก 3 อย่างนี้แหละ ชอบอะไรที่มีรูปแบบ แต่เปลี่ยนแปลงได้ ไม่ชอบอะไรที่ต้องจำเยอะๆ ทิ้งชีวะ สังคม ไปเรียบร้อย
อะไรดีครับ :05:
ยังดีที่เหลืออยู่ 3 สาขาเอง
ถ้าชอบอะไรที่มีรูปแบบ ทุกวิชามันก็มีรูปแบบ มีหลักเกณท์ของมันไม่งั้นไม่สามารถเอามาเป็นวิชาความรู้ได้
ถ้าชอบคณิตศาสตร์ วิดวะคือคำตอบ แต่ถ้าเลือกวิดวะ เพราะต้องการรายได้ตอบแทนที่ดี อาจจะคิดผิด ถ้าเลือกวิดวะ ก็ยังมีสาขาย่อยอีกมาก อย่างเช่น
- ไฟฟ้า
- สื่อสาร
- คอมพิวเตอร์
- เครื่องกล
- โยธา
- ควบคุม
- อิเล็กทรอนิกส์
ฯลฯ แล้วก็จะมีปัญหาอีกว่าตูจะเลือกภาคไหนดีฟ่ะ :08:
คะแนนตูออกเข้าไปตรวจแต่ไม่ใช่ชื่อตู ดูเลขบัตรประชาชนกะเลขประจำตัวนักเรียนมันก็ของตูนี่หว่า
แล้วจทำยังไงหล่ะครับ - -lll
ยกให้เจ้าของชื่อไปค่ะ :26:
จริงๆชอบงานออกแบบ แบบนานา
แต่ว่าหัวไม่ค่อยครีเอท :08:
ตอนนี้ก็ยังเป๋ๆอยู่ ไม่รู้จะไปทางไหนดี :32:
ปรัชญา
บรรณารักษ์
วรรณคดี
ไม่ก็เรียนเอกภาษาไปเลยครับ :33:
ว่าจะตั้งกระจู่แบบนี้เหมือนกัน คือกำลังสับสนกับตัวเองนิดๆ
ในใจอยากเรียนวิศวะคอมฯ แต่ในใจก็บอกว่าคงไม่ไหว
เพราะว่าไม่ได้เรียนต่อมาทางสายสามัญและไม่ได้เข้าไปเฉียดทางด้านนี้เลยมั้ง
เลยไม่ค่อยหวังแต่อยากเรียนมาก คิดว่าไม่แน่จะลองเรียนดู
ถ้าไม่ไหวจะตั้งต้นใหม่เพราะยังไงเรามีโอกาสลอง
:05:
วิศวะก็คงทางคอมครับ ไม่ไปไฟฟ้าอิเล็ก (ลองแล้ว ไม่ใช่เราาา)
พี่ไอซ์ = =" จะดีเหรอฮะ
ชอบแนวคิดที่จะได้จากสถาปัต แต่เสียดายความรู้ทางคอมที่มีอยู่ วู้ :05:
นุ๊ก สายอาชีพที่ไปต่อทางวิศวะก็มีเยอะน้า สู้ๆเข้าล่ะ
:05:
ถ้าไม่อยากเรียนวิดวะคอม ซึ่งจะเน้นไปในทางการใช้คณิตศาสตร์มาแก้ปัญหา ก็แนะนำว่าให้เรียน IT ซึ่งเนื้อหาจะออกแนวประยุกต์ในการใช้งานมากกว่า และ(น่าจะ)เรียนง่ายกว่าวิดวะ หรือถ้าเอาแนวบริหารด้วยก็ MIS น่าจะพอทน
จริง ๆ วิดวะคอม คือสาขาของวิดวะไฟฟ้า ตอนปีหนึ่ง ปีสอง จะเรียนวิชาพื้นฐานเหมือนกัน มาแยกภาคตอน ปีสองเทอมสอง(แต่ละ ม. อาจจะไม่เหมือนกัน แต่คิดว่าน่าจะใกล้เคียงกัน)
ปิงอยากเป็นอะไรล่ะ
ถ้าไม่อยากเป็นสถาปนิก ไม่ต้องเรียนสถาปัตย์หรอก
ไอ้แนวคิดที่ว่าอยากได้น่ะ
พี่ว่าหาได้จากการอ่าน การคิด สังเกต และทดลองแก้ปัญหา
ถ้าชอบคอม เห็นว่าถนัดคอม ก็เรียนคอมดีกว่า
ได้ทำงานเลี้ยงชีพด้วยงานที่ทำแล้วสนุกกับมัน
ดีกว่าทำไปวันๆนะ
อ้างคำพูดจาก: ภูกระดึง เมื่อ 02 เม.ย. 2006, 20:11 น.
ไอ้แนวคิดที่ว่าอยากได้น่ะ
พี่ว่าหาได้จากการอ่าน การคิด สังเกต และทดลองแก้ปัญหา
นักวิทย์เห็นๆ :21:
เรียน ครุ ปฐมวัย สิครับ :02:
ตอนนี้ ผมก็ยังตัดสินชีวิตตัวเองไม่ได้เหมือนกัน
อยากเข้า วิศวะ อยู่เหมือนกัน แต่รุ่นพี่บอกว่ามันคือ "กรรมกรที่อินทิเกรดได้"
ฟังแล้วอึ้งย้งครับ :25: *-*
สถาปัตย์ ก็ไม่ค่อยสันทัดเรื่องวาดรูป
*-* เรียนอะไรดี *-* อ๊ากก ปวดหัว
คะแนนออกมาไม่ดีสงสัยไม่พ้นราม ไม่ก็เอกชนแน่ตู :05:
ตอนนี้ผมไม่ค่อยสับสนนะ
อยากเรียนพวกออกแบบ หรือทำงานหน้าคอมอะไรประมาณเนี้ยะ
แต่พอถึงเวลาจริงๆจะเข้าไปที่จุดไหน นั่นก็อีกเรื่องนึง
อ้างคำพูดจาก: น้องเบิ้ลขอสอง เมื่อ 02 เม.ย. 2006, 22:04 น.
...
อยากเข้า วิศวะ อยู่เหมือนกัน แต่รุ่นพี่บอกว่ามันคือ "กรรมกรที่อินทิเกรดได้"
....
ยังกับเข้าง่าย ไม่ต้องแข่งกับใคร :26:
อินติเกรตเป็นเครื่องมือพื้นฐานที่ใช้กัน เหมือนเราเรียนบวก ลบ คูณ หาร ตอน ประถม ถ้าใครเกลียดแคลฯ เข้ากระดูกดำละก็ ท่าทางจะรุ่งยาก
วิดวะเป็นการประยุกต์วิชาการทางวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะทางฟิสิกส์ การที่บอกว่า กรรมกรที่อินทิเกรดได้ ก็ไม่ตรงกับความจริงเท่าไหร่ เพราะเราใช้คณิตศาสตร์ในการอธิบายผล ถ้าอินติเกรตได้ แต่อธิบายผลไม่ได้ มันก็ไม่มีประโยชน์ในการประยุกต์ใช้งาน ก็สมควรแล้วที่เป็นได้แค่ กรรมกรที่อินทิเกรดได้
เลือกเรียนในสิ่งที่ชอบดีที่สุดครับ แต่ละคนชอบและถนัดไม่เหมือนกัน อย่าไปกังวลเรื่องอาชีพในอนาคต ผมมีรุ่นพี่คนหนึ่ง จบวิดวะอิเล็กฯ ฝีมือการเขียนโปรแกรมขั้นเทพ ถ้าใครเป็นคอหนังสือรุ่นเก่าพวก Computer Review พี่เขาเคยบทความเกี่ยวกับ Undocuments DOS และ Undocuments Windows เป็นหนึ่งในคนไทยที่ทำงานให้กับ Microsoft ตอนนี้ก็ยังทำอยู่
ซึ่งวิดวะอิเล็กฯ ไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับการเขียนโปรแกรมเลย มีแต่เรียนพวกสารกึ่งตัวนำ (ที่ใช้ในการผลิตแพนเตียม ทั้งหลาย) แต่จากพรสวรรค์ และความมุ่งมัน บวกความตั้งใจ ทำให้เบนเข็มตัวเองไปอีกทาง
เรียนเปียนโนดีกว่า นะ นิ้วจะได้สวย อิอิ
ถ้าจะเรียนวิศวะนะครับ อย่างพื้นฐานคุณแม่งต้องแน่น โดยเฉพาะวิชา คณิต กับ ฟิสิกส์
เพราะเมื่อขึ้นปี 2 แล้วจะเจอกับวิชาพื้นฐานของวิศวะ ซึ่งใช้พื้นฐานของวิชา 2 วิชานี้
ถ้าคุณไม่ชอบคำนวณเอาซะเลย อาจจะลำบากซักนิดนึง
แต่ถ้าอาศัยความขยัน รับรองว่าไปรอดครับ
ถ้าคิดว่าชอบคอมแล้วจะเรียนวิศวะ แนะนำครับ ให้เรียนวิศวะคอม(เท่านั้น)
ถ้าเรียนสาขาอื่นเนี่ย แม่งใช้คอมเอาน้อยมากๆ(ตามที่ผมเรียนอยู่ตอนนี้นะ)
คอมที่ใช้ส่วนของสาขาอื่นๆ ถ้าไม่ใช่วิศวะคอม
จะออกไปทางเขียนแบบทางวิศวกรรม กับเขียนโปรแกรมซะมากกว่า(กว่าจะได้ใช้ก็ปี 3 แล้วน่ะของผมอ่ะ)
ถ้าอยากจะอยู่กับคอมจริงๆ เลือกเรียนทาง IT หรือไม่ก็วิทย์-คอม น่าจะมีความสุขกว่า
จบแล้วทำงานอะไร ???
วิศวะ เท่าทีผมดูพวกรุ่นพี่ผมที่กำลังจะจบปีนี้ งานหาไม่ยากนะ เพียงแค่คุณพูดเก่งๆ เน้นภาษาอังกฤษให้แน่นไปสมัครงานเนี่ย โอกาสได้สูง เรื่องเกรดไมดู่ค่อยเท่าไหร่ ได้ซัก 2.4 ขึ้นไปก็หางานได้สบายแล้วล่ะครับ
ปล. สำหรับผมตอนนี้เรียนอยู่วิศวกรรม เมคคาทรอนิกส์ ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ปี 3 แล้ว
เพิ่งมารูู้็้้สึกตะหงิดๆ ว่าวิศวะ ไม่ค่อยใช้ตัวผมซักเท่าไหร่
(แถมเกรดก็ห่วยเข้าขั้น ตอนนี้รอลุ้นเกรดว่าจะโดนรีไทร์รึเปล่า)
แต่ถ้าจะซิ่วก็รู็้สึกว่าเสียเวลาเอามากๆ กับการสร้างสังคมใหม่ๆกับเพื่อนใหม่ๆ
ถ้าโดนรีไืทร์ผมคงไปด้านนิเทศ เพราะถามๆเืพื่อนที่เรียนอยู่ว่าเรียนอะไร เป็นยังบ้าง
พอพวกมันบอกมา ก็รู้สึกว่าเออ แม่งใช่ตัวกูว่ะ
แต่ความรู้สึกจริงๆ ไม่อย่างโดนรีไทร์เลย
นี่แหละเป็นประสบการณ์ที่อยากจะเล่าให้ฟังกัน
อยากเรียนอะไรลองคิดกันดูดีๆ จะได้ไม่เสียเวลา
คำแนะนำในการเลือกคณะ สำหรับคนที่ยังสับสนแต่มีตัวเลือกอยู่แล้ว
(ซึ่งตัวผมไม่ได้ทำ เพิ่งจะมาเจอวิธีจาก พี่โหน่ง วงทนง (a day) )
1.หากระดาษมา 1 แผ่น
2.แบ่งเป็น 2 ซีก
3.ซีกหนึ่ง คือ สิ่งที่ชอบ อีกซีกหนึ่ง คือ สิ่งที่ไม่ชอบ
4.ลองเขียนดู แล้วหาคณะว่าสิ่งที่เราต้องการอยู่ตรงไหน
ตอนนี้กำลังคิดอยู่เลยว่า
พอเลือกคณะที่ชอบได้แล้ว คะแนนตูจะถึงมั้ยหว่า :05:
ตอนนี้คะแนนเต็มของ Admission มี 10000 คะแนน
เฮ้อ...ข่าวการเมืองกลบข่าวเอนทรานซ์ที่เน่าเฟะ :39:
เกี่ยวกับแนะแนวการเรียนด้านออกแบบนิเทศศิลป์ในประเทศนี้
(หรือชื่ออะไรก็ตามแต่ละสถาบัน เรียกไม่ค่อยเหมือนกัน)
ที่สมบูรณ์ที่สุดที่หาได้แล้วครับ โดยคุณปรมาจารย์พี่ยอดผู้คร่ำหวอดในวงการ
อ้างคำพูดจาก: พี่ยอด เมื่อ 03 เม.ย. 2006, 00:31 น.
เจ้าของบทความ : พี่ยอด ( piyawat_n@hotmail.com )
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
แนะแนวสาขาวิชา นิเทศศิลป์ ออกแบบสื่อสาร นฤมิตศิลป์(สาขากราฟฟิค) และสาขาการออกแบบ
น้องๆอาจสงสัยว่า คณะเหล่านี้เค้าจบไปประกอบอาชีพอะไรได้บ้าง จำเป็นไหมต้องวาดรูปทั้งวัน ฐานเงินเดือนโอเคหรือไม่ การเรียนเป็นยังไง การเตรียมตัวสอบเข้าจะต้องทำอย่างไรบ้าง มีมหาวิทยาลัยที่ไหนบ้างที่เปิดสอนทางด้านนี้
==========================================================================
นิเทศศาสตร์นิเทศศิลป์และสารพัดศิลป์
ปัญหาสำคัญด่านแรกคือ มักจะมีน้องๆสับสนกับ "คณะนิเทศศาสตร์" กับคำว่า "นิเทศศิลป์" ซึ่งสองคณะนี้แม้จะมี Concept พื้นฐานที่ใช้ ความครีเอทีฟเหมือนๆกัน แต่โดยแท้จริงลึกๆแล้วการเรียนการสอนและการสอบเข้าต่างกันเพราะต่างคนก็ต่าง expert ไปคนละด้าน แต่ก็จัดว่าลักษณะการทำงานใกล้เคียงกันครับ
ดังนั้นพี่ก็คิดว่าเรามาเริ่มกันที่คำศัพท์-คำเรียกชื่อของคณะนี้ก่อนจะดีกว่า เพื่อความไม่สับสนและเข้าใจตรงกัน
- นิเทศศิลป์ (Communication Design) ก็มีคณะและมหาวิทยาลัยที่ใช้คำเรียกนี้คือ คณะมัณฑนศิลป์ ม.ศิลปากร / คณะสถาปัตย์ ลาดกระบัง และบางมด (สอบแบบศิลป์) / และคณะศิลปกรรมศาสตร์ บูรพา ขอนแก่น และเอกชนอย่าง ม.กรุงเทพ และม.รังสิต เป็นต้น)
- ออกแบบสื่อสาร (Communication Design) ก็มีคณะและมหาวิทยาลัยที่ใช้คำเรียกนี้คือ มศว ประสานมิตร
คณะศิลปกรรมศาสตร์ครับ
- เรขศิลป์ (Graphic Design) ก็มีคณะและมหาวิทยาลัยที่ใช้คือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คือคณะศิลปกรรมศาสตร์ ภาควิชานฤมิตศิลป์ สาขาวิชาเรขศิลป์ และนฤมิตศิลป์ของ ม.มหาสารคาม
- สาขาออกแบบ ก็เป็นชื่อสั้นๆง่ายๆได้ใจความของคณะวิจิตรศิลป์สาขาการออกแบบที่ ม.เชียงใหม่
เหล่านี้มีระบบการรับและวิชาสอบที่ต่างกัน ซึ่งพี่ก็จะขอเก็บไว้เล่าในตอนท้าย
==========================================================================
การเรียนการสอน
พี่ขอตัดเข้าไปตอนเรียนในมหาวิทยาลัยก่อนละกันนะ ในคณะต่างๆเหล่านี้เค้าก็จะมีการเรียนการสอนที่
ค่อนข้างคล้ายกัน คือในช่วงปีสองปีแรกก็จะเป็นการเรียนฝึกฝนทักษะ วิชาดรออิ้งก็จะวาดกันตั้งแต่วัตถุสิ่งของ
ใกล้ตัวจนไปถึงวิชากายวิภาค มีเรียนจิตรกรรมพื้นฐาน การ Paint สีน้ำ ได้ออกนอกสถานที่ ไปวาดที่ต่างๆ
ได้ฝึกฝนทักษะการออกแบบทั้งด้วยมือ และด้วยคอมพิวเตอร์ในขั้นพื้นฐาน ในปีต้นๆก็มีกิจกรรมเยอะ งานเยอะ มีรับน้อง และเป็นช่วงเปลี่ยนจากวัยมัธยมที่มีคุณครูคอยจู้จี้มาเป็นวัยเรียนที่อิสระ ไม่มีใครควบคุม ดังนั้นปีต้นๆ น้องควรจะ Balance ระหว่างกิจกรรมกับการเรียนให้ดี เกรดจึงจะออกมาสวยและใช้ชีวิตมหาลัยอย่างมีความสุข
ส่วนในปีโตๆคือปีสามและปีสี่ก็จะเริ่มมีวิชาเฉพาะสาขาที่ตนเองสนใจ คือบางที่ก็มีวิชาอนิเมชั่น (animation) หรือวิชาโฆษณา (advertising) หรือพวกการออกแบบตัวอักษรขั้นสูง (advance typography) จากนั้นพอปลายปีสามขึ้นปีสี่ ก็จะมีวิชาวิจัยทางศิลปะและการออกแบบ (design research)ซึ่งก็จะได้ใช้ประโยชน์ตอนทำวิทยานิพนธ์ทางศิลปะ หรือที่เรียกว่า Thesis นั่นเอง ช่วงนี้ก็จะเป็นตัวตัดสินชะตาชีวิตในระดับนึงเหมือนกันว่าจะเรียนจบหรือไม่จบ
หรือจะได้งานที่ดีหรือเปล่า
ส่วนวิชาคำนวณ ไม่มีครับ หรือบางที่มีก็น้อยมาก ไม่เป็นอุปสรรคในการเรียนเหมือนตอนมัธยมครับ (โดยมากไม่ชอบ)
==========================================================================
ระดับความยากในการเรียน
ขึ้นชื่อว่าเรียนก็ยากทั้งนั้นแหละ แต่การันตีว่าใครชอบออกแบบจริงๆแล้วคณะแบบนี้เป็นคณะที่เรียนสนุก จริงอยู่ การเรียนวิชาพวกนี้ระดับความเครียดมักจะไม่ค่อยมากเท่ากับสายวิทยาศาสตร์หรือสายคำนวณ แต่การเรียนวิชานี้จะต้องหมั่นหาความรู้ใส่ตัวตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นทางอินเตอร์เนต หรือร้านหนังสือต่างประเทศ หรืองานนิทรรศการหรือ event ต่างๆ เช่นงานประกวดโฆษณา หรืองานออกแบบระดับมหาวิทยาลัย ไม่เช่นนั้นเราจะตามคนอื่นไม่ทัน
อย่างที่บอกไป แม้ว่าพวกเราจะไม่ได้เรียนเครียด ไม่ได้เรียนแล้วหน้าบูดหน้าบึ้ง และดูเหมือนว่าจะอยู่กับสิ่งที่สวยงามก็ตาม แต่เมื่อไหร่ที่เราหยุดคิด หยุดตามโลก หยุดหาความรู้ เราก็จะอยู่ไม่ได้เมื่อเราจบไปประกอบอาชีพแล้ว และความเครียดก็จะเพิ่มมากขึ้น
พวกเราตอนเรียนจะเรียนสนุก แต่เมื่อจบไปทำงาน จะต้องรักษาเวลา ทำงานให้ทัน คิดให้ออกในเวลาที่กำหนด
เราก็จะไปเครียดกันก็ตอนนั้นแหละ
ต้องยอมรับอยู่ข้อนึงว่าประเทศไทย ระดับการเคารพในวิชาชีพยังไม่มีมากเท่าที่ควร คนที่ไม่ได้จบทาง
ด้านออกแบบมาโดยตรงก็สามารถทำงานทางด้านนี้ได้ ถ้าเค้ามีความสามารถเพียงพอ (ส่วนมาก-ไม่ดีเท่าคนที่จบตรง)
ดังนั้นอาชีพทางสายนี้ จึงจำเป็นต้องจบไปแล้วไปอยู่ในบริษัทหรือองค์กรที่เหมาะสม ถึงจะเติบโตทางหน้าที่การงานได้อย่างมีความสุข ซึ่งพี่ก็จะแนะนำในข้างล่างต่อไปนะครับ ว่าทำที่ไหนถึงจะดี
==========================================================================
อาชีพการงาน
ก่อนที่พี่จะพูดเรื่องการเตรียมตัวสอบ พี่คิดว่าการทำความรู้จักกับสาขาที่เรากำลังจะเรียนเป็นสิ่งที่ควรรู้ก่อน ดังนั้นพี่ก็จะเล่าหน้าที่การงานให้ฟังว่า จบไปสามารถทำอะไรได้บ้าง
อาชีพของพวกเราคล้ายๆกับว่าปิดทองหลังพระ และดูเหมือนว่าจะมีรากฐานฝังลึกอยู่กับผู้ใหญ่ที่มีช่วงอายุประมาณ 45-60 ว่า พวกเราเป็นศิลปินใส้แห้ง วันๆวาดรูปและรับเขียนป้าย ทำงานโรงพิมพ์ ดังนั้นพี่ก็จะขอเล่าให้ฟังละกัน จะได้ไปอธิบายให้อาก๋งอาม่า หรือป่าป๊าหม่าม๊าเข้าใจได้มากขึ้นว่า เราจะจบไปทำอะไรได้บ้างใส้แห้งจริงหรือไม่
จากประสบการณ์การทำงานของพี่ อาชีพการงานของสายนี้จะแยกออกเป็น 3 สายหลักๆ คือ จริงๆแล้วคนอื่นอาจจะไม่ได้แบ่งแบบนี้
1. สาย Creative เน้นคิดงาน และสร้างสรรค์ในสิ่งใหม่ๆ สนุกๆมันส์ๆ
2. สาย Production เน้นทำงานผลิตงาน เป็นผู้มีฝีมือและทักษะการ Present เป็นเยี่ยม หาตัวจับยากและ
มีคิวจองให้ทำ จองยาวข้ามปี
3. สาย IT และมัลติมีเดีย
==========================================================================
อ่ะมาเริ่มกันที่ครีเอทีฟ (Creative) กันก่อนนะ
สายนี้ก็โดยมากจะอยู่ตามเอเยนซี่โฆษณา (Advertising Agency) ซึ่งการที่จะเข้าเป็นครีเอทีฟในบริษัทโฆษณานั้นค่อนข้างยาก และต้องผ่านการคัดตัวและเวทีประกวดงานระดับมหาวิทยาลัยอย่าง B.A.D (Bangkok Advertising Association) มาบ้างแล้ว หรือไม่ก็เป็นผู้มีไอเดียแหวกแนวตลอดเวลา ในเอเยนซี่ก็จะแยกออกครีเอทีฟออกเป็นสองประเภทคือ
- อาร์ตไดเรกเตอร์ (art director)เป็นอาชีพที่จัดว่า เก๋ไก๋สไลด์เดอร์มากๆ มีคนอยากเป็นมากแต่ตำแหน่งน้อยนิดไม่ค่อยจะรับใครใหม่ๆเท่าไหร่ เพราะเงินเดือนดี แต่ทำงานหนักเป็นวัวเป็นางทีก็กลับบ้านตีสองตีสาม หรือข้ามคืนก็เคยมี อาร์ตไดเรกเตอร์เค้าจะทำงานเป็นคนคิดโฆษณาทางสิ่งพิมพ์ ทำบิลบอร์ดเก๋ๆ ยกตัวอย่างเช่นเบียร์ไฮเนเก้นที่จะมีอะไรเก๋ๆออกมาตลอดเวลาและที่เป็นไฮไลท์คือต้องคิดหนังโฆษณาทีวี (TVC) ช่วงเวลาที่คิดหนังนี่แหละมันส์ที่สุด จะมีแก๊กตลกๆ เจ็บๆซึ้งๆออกมาเยอะแยะแล้วแต่โจทย์ที่ลูกค้าให้มา อาร์ตไดไม่ได้เป็นคนคิดคนเดียวนะ เค้าจะต้องคิดงานคู่กับก๊อปป้ไรท์เตอร์(copywriter) ที่จบมาทางสายนิเทศศาสตร์นั่นแหละ ทำงานคู่กันเสมอๆ แยกกันไม่ออก
อาร์ตไดจะต้องออกไปกับกองถ่ายฯ จะต้องคุยกับผู้กำกับเพื่อแลกไอเดียอันบรรเจิด และคุยกะช่างภาพมือฉกาจเพื่อทำให้งานออกมาดี อาร์ตไดจะต้องควบคุมทุกๆอย่างเพื่อให้งานชิ้นนึงออกมาได้ดีและสมบูรณ์ที่สุดเหมือนกับที่ไปโม้ไว้กับลูกค้าในวันขาย Sketch งานครั้งแรก
ที่สำคัญคืออาร์ตได จะมีการอัพค่าตัวขึ้นไปได้อีกจากการหมั่นคิดงานดีๆส่งประกวด ซึ่งเวทีสำหรับคนโฆษณาก็มี B.A.D Awards (Bangkok Advertising Association) หรือ Adman หรือเวทีเก่าแบบ TACT Awards และเวทีระดับเอเชียที่มีการจัดกันที่พัทยาทุกปีอย่าง AD FEST Asia หรืองานใหญ่แถบภูมิภาคแบบ Media Asian หรืองานระดับโลกอย่าง Cannes Lions หรือฝั่ง U.K คือ D&AD หรือฝั่งอเมริกาแบบ CILO Awards เป็นต้น
การเตรียมตัวเป็นอาร์ตไดเรกเตอร์
ก็ต้องเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ ชอบติดตามข่าวสารวงการออกแบบและโฆษณา ชอบดูโฆษณา
และต้องหมั่นประกวดงานเพื่อพัฒนาความคิด และสะสม portfolio ที่ดีๆไว้ตอนสมัครงานและที่สำคัญช่วงฝึกงานพยายยามหาทางเข้าไปฝึกในเอเยนซี่ให้ได้
- กราฟฟิคดีไซน์เนอร์ (Graphic Designer) เป็นอาชีพที่ยังสามารถแยกออกเป็นหลายหมวดอีกในที่นี้พี่จะขอแยกออกเป็นสองอย่างละกันครับ คือ graphic ที่ทำงานอยู่ในบริษัทโฆษณา และ graphic ที่ทำงานอยู่ตาม graphic house จะพูดถึงพวกแรก พวกนี้จะทำงานคล้ายกับอาร์ตได แต่จะกระจุกกระจิกและต้องทำพวก product หรือ package ด้วยเป็นบางครั้ง ซึ่งก็สนุกไปอีกแบบนึง ลักษณะของกราฟฟิคจะคล้ายับอาร์ตไดแต่จะต่างกันตรงที่ไม่ต้องคิดหนังทำหนังแต่พวกนี้จะลงลึกไปออกแบบสื่อต่างๆเช่นงาน exhibits หรืองานสิ่งพิมพ์ หรือเวบมัลติมีเดียสำหรับกราฟฟิคโดยเฉพาะบริษัทโฆษณาต้องออกไปนอกสถานที่บ่อยๆ ออกไปหาลูกค้า ออกไปกำกับช่างภาพ ออกไปทำรีทัชภาพ และสุดท้ายควบคุมการออก Artwork ให้ลูกค้า ซึ่งสนุกมากๆ ทำให้เราไม่หยุดนิ่ง ได้เจอคน ได้เจออะไรใหม่ๆตลอดเวลา
สำหรับการเตรียมตัวเป็นกราฟฟิค
ขึ้นอยู่กับเว่าเราจะสมัครในบริษัทโฆษณาหรือเปล่า ถ้าอยากก็ต้องดูให้ดีเพราะบริษัทโฆษณาบางที่ก็มีโครงสร้างให้กราฟฟิคทำงาน support art director ซึ่งพี่ไม่แนะนำให้ทำบริษัทแบบนี้ ลองหาบริษัทที่มี Graphic ที่แยกทีมออกมาต่างหากจะดีกว่าหรือถ้าเราอยากเข้ากราฟฟิคเฮาส์ก็ลองศึกษาว่าบริษัทที่เราจะเข้านี่มีชื่อเสียงในวงการออกแบบหรือเปล่า ของประเทศไทยก็มีที่ดีๆน่าทำอยู่หลายที่เหมือนกันครับ
==========================================================================
ทีนี้พี่ก็จะพูดถึงสาย Production House บ้าง
สายโปรดักชั่นนี้โดยมาก็จะทำงานให้กับเอเยนซี่ (Agency) เสียส่วนมาก โปรดักชั่นนี้ก็ยังแยกออกได้ย่อยๆอีกคือ
Image Retoucher / Photographer (ตกแต่งภาพและช่างภาพ)
Editing Studio (สตูดิโอตัดต่อ)
Animation Studio (สตูดิโอทำอนิเมชั่น)
Illustrator Artist (นักเขียนและออกแบบภาพประกอบเรื่อง)
ตอนนี้ฟังดูอาจจะยังงงๆเอาเป็นว่าสาขาที่ย่อยมากๆพี่ขอข้ามไปก่อนละกันครับ เดี๋ยวจะยาว
ทีนี้ก็มาถึงตำแหน่งหน้าที่การงานว่าจะทำอะไรได้บ้างในสายงานทางด้านโปรดักต์ชั่นเฮาส์
- Computer Artist ที่ทำงานกับบริษัทรีทัชภาพ ขอเล่าก่อนละกันครับว่ารีทัชภาพนี่ไม่ใช่แค่ตกแต่งภาพตามร้านถ่ายรูปนะครับ มันไม่ใช่แค่นั้น งานของบริษัทโฆษณาที่ออกเป็นอาร์ตเวิร์คในแต่ละวันนั้นมหาศาล การที่จะต้องมีคนที่ทำหน้าที่นี่หรือเรียกว่า รีทัชเชอร์(Retoucher) ซึ่งรีทัชเชอร์จะทำหน้าทีตกแต่งภาพตามที่อาร์ไดเรกเตอร์ หรือกราฟฟิคทำมาให้ ซึ่งเราจะเห็นได้อย่างง่ายๆก็คือ พวกโปสเตอร์หนัง หรืองานโฆษณาตามหนังสือพิมพ์ งานพวกนี้ไม่ใช่มีค่าตอบแทนน้อยๆนะครับ เพราะคนที่จะทำงานทางด้านนี้ได้จะต้องมีผู้มีความรู้ทางด้าน Drawing มากพอสมควรจึงจะสามารถตกแต่งภาพออกมาได้อย่างสมจริง สายงานทางด้านนี้กำลังโตขึ้นเรื่อยๆ มีงานจากต่างประเทศเข้ามาให้ทำเป็นจำนวนมาก น้องคงจะงง ว่างานแต่งภาพมันจะมากอะไรขนาดนั้น แต่พี่ขอบบอกว่ามากๆๆๆๆ ครับ เพราะปัจจุบันการถ่ายภาพ งานโฆษณาได้เปลี่ยนไปเป็นระบบดิจิตอลหมดแล้วครับ ดังนั้นงานถ่ายภาพเมื่อถ่ายเสร็จเค้าก็จะต้องไปทำให้สวยที่สุด ดังนั้นก็ไม่พ้นพวก Retouch House ปัจจุบันในประเทศไทยที่ดังๆมีอยู่ประมาณเกือบ 10 ที่ มีสตูดิโอถ่ายภาพมีพนักงานมากกว่า 50 คนในบางแห่ง การจะเตรียมตัวเป็นรีทัชเชอร์จะต้องดรออิ้งเก่งมีพื้นฐานแสงเงาแน่น มีความสนใจทางด้านคอมพิวเตอร์กราฟฟิคและหมั่นดูงานโฆษณา ดูโปสเตอร์หนังและเป็นผู้ตามกระแสวงการออกแบบตลอดเวลาครับ
- Computer Artist ที่ทำงานกับเอเยนซี่ อันนี้ก็จะคล้ายๆกับอันข้างบน เพียงแต่ว่าทำงานในบริษัทโฆษณา
โดยมากจะไม่ได้ปิดงานใหญ่ๆเอง แต่จะให้พวกด้านบนทำจะเป็นคนที่คอย Support ความคิดของครีเอทีฟ และต้องมีความรู้ทางด้านการจัดวางหนังสือ และการเขียนภาพด้วยโปรแกรม Illustrator ด้วยนอกเหนือจากการแต่งภาพ ในบางครั้งต้องมีการทำภาพสามมิติด้วย เรียกว่าความรู้เฉพาะโปรแกรมและทักษะอาจจะไม่เท่ากับพวกรีทัชเชอร์ แต่ความรู้รอบตัวต้องมากกว่าและสามารถตอบสนองความคิดของครีเอทีฟได้มากกว่า สำหรับการเตรียมตัวก็เหมือนข้างบนนะครับ
- Animator / CG Artist คงเป็นอาชีพที่น้องๆหลายคนอยากจะทำนะครับ การจะเป็น animator อาจจะไม่ต้องจบมาตรงสายเสียทีเดียว แต่อาจจะต้องมีความสนใจทางด้านโปรแกรม 3 มิติ (3D) พอสมควร โดยมากรุ่นเก่าจะจบมาทางสายทางด้านนี้แล้วอาศัยความสนใจส่วนตัวไปเรียนต่อต่างประเทศ แต่ปัจจุบันในประเทศก็มีการเรียนการสอนทางด้านนี้ เพียงแต่ในมหาวิทยาลัยของรัฐอาจจะยังไม่มีมากเท่าที่ควร เนื่องจากติดขัดเรื่องเงินทุนในการซื้อเครื่องมือหรืออุปกรณ์ ทีนี้ย้อนกลับมาที่ลักษณะการทำงาน โดยส่วนมาก เค้าก็จะแยกกันระหว่างคน ออกแบบตัวการ์ตูน คนปั้นโมเดล คนใส่วัสดุจัดแสง และคนทำอนิเมชั่นในขั้นตอนทำให้มันเคลื่อนไหว และยังมีคนตัดต่อและใส่เอฟฟเกต์ในขั้นสิ้นสุดด้วย น้องๆจะเห็นว่าหนังอนิเมชั่นไม่ได้ออกมาง่ายๆ หนังเรื่องนึงจะต้องประกอบไปด้วยคนหลายคนหากว่าน้องเป็นคนที่ขอบทำหนังสั้น น้องๆก็ควรจะคำนึงถึงเนื้อเรื่องด้วย เพราะเนื้อเรื่องเป็นตัวสำคัญในการตัดสินว่าหนังเรื่องนั้นประสบความสำเร็จหรือไม่ ในที่นี้พี่แนะนำน้องที่อยากจะเป็นอนิเมเตอร์หรือสนใจทางสายงานด้านนี้ให้หาเวลานอกในการฝึกฝนทักษะ และก็ควรจะเรียนรู้กระบวนการทางความคิดสร้างสรรค์ที่อาจารย์สอนในมหาลัยไปด้วยพร้อมๆกัน เพราะสังเกตหนังสั้น หรือหังโฆษณาเมือง CANNES (คานส์) หนังที่ได้รางวัลก็มักจะเป็นหนังที่มีแก๊กหรือไอเดียเด็ดๆ และการจะเตรียมตัวเป็นอนิเมเตอร์ พี่ก็แนะนำให้หาความรู้นอกห้องเรียน ซีดีหรือดีวีดีสอน MAYA หรือ 3ds MAX Lightwave / Cinema4 หรือกระทั้งวิดีโอสอนการตัดต่ออย่าง Final Cut Pro และ After Effects ก็มีเยอะมีค่อนข้างเยอะหาได้ง่ายครับ หรือจะไปเรียนเสริมนอกเวลาก็ได้ และก็ทำเก็บไว้เป็น Port เพื่อสมัครฝึกงานในบริษัทเหล่านี้ในช่วงปีสามครับ ก็จะเป็นหนทางที่ง่ายที่สุดในการเข้าวงการครับ
- Illustrator Artist อาชีพนักวาดภาพ ออกแบบภาพประกอบ หรือเขียนสตอรรี่บอร์ดประกอบงานโฆษณา (Story Board) นักวาดภาพนั้น แน่นอนก็จะต้องเป็นผู้มีทักษะในการวาดรูปค่อนข้างมาก รักการ์ตูน ช่างสังเกต ขี้เล่น สำหรับอาชีพนี้ ปัจจุบั้นก็แยกได้ออกเป็น 2 อย่างคือ ทำงานอิสระ กับทำงานประจำนักวาดภาพที่ประจำในบริษัทโฆษณา เค้าจะต้องมีความสามารถรอบด้าน คือต้องวาดจากคอมพิวเตอร์ก็ได้ และวาดมือลงสีมาร์คเกอร์ (Marker Color) หรือสีอื่นๆก็ได้ จะต้องเป็นผู้มีความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการเป็นผู้ช่วยครีเอทีฟหรือผู้กำกับคิดต่อ คิดออกมาให้เป็นภาพได้ สำหรับหน้าที่การงานก็จะอยู่ในบริษัทโฆษณาหรือโปรดักต์ชั่นเฮาส์ หรือรับงานอิสระ แต่ต้องเป็นผู้มีชื่อเสียงระดับนึงแล้วในวงการออกแบบภาพประกอบคือจริงๆนักวาดภาพประกอบไม่จำเป็นต้องอยู่บริษัทเหล่านั้น แต่อาจจะรับงานวาดประกอบนิตยสารเป็น JOB พิเศษก็ได้สำหรับการเตรียมตัวจะเป็น แน่นอน ต้องฝึกวาดให้มากครับฝึกมากๆครับ
==========================================================================
สุดท้ายที่จะพูดก็จะเป็นสายงานไฮเทค แน่นอน ต้องอยู่กับคอมพิวเตอร์ทั้งวันแน่ๆคนที่จะทำงานทางด้านนี้จะต้องเป็นผู้ที่ไม่รังเกียจคอมพิวเตอร์ ต้องมีความเชี่ยวชาญและพอรู้เรื่องโปรแกรมมาบ้างเล็กๆน้อยๆ สำหรับสายงานทางด้านนี้ เวลาน้องจะเข้าไปทำก็ควรจะลองๆสืบดูว่า งานหรือบริษัทที่เรากำลังจะไปทำเค้าเน้นทางด้านไหน บางที่เน้นโปรแกรมมิ่ง บางที่เน้นออกแบบ เน้นไอเดีย บางที่เน้นเท่ากัน ก็ลองเลือกดูนะครับว่าเราอยากทำงานที่เน้นไปทางด้านไหน ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของเราเป็นหลัก
Multimedia Designer / Web Graphic Designer / Interface Designer
สามคำข้างบนก็พอจะครอบคลุมได้พอสมควรแล้วนะครับ จริงๆยังมีอีกเยอะ ลักษณะการทำงานก็แล้วแต่บริษัทที่เราจะไปสมัคร คนที่ออกแบบทางสาย IT นี้จะไม่ค่อยมีผู้ช่วยแบบสายโฆษณา เราจะต้องปิดงานด้วยตัวเองในบางครั้ง อย่างเช่นถ้าเราทำ FLASH เราก็ต้องปิดงานด้วยตัวเอง ไม่มี Artist มาปิดงานให้เราแบบสายงานโฆษณาคนที่จะทำงานสายนี้จะต้องมีความสามารถทั้งเรื่อง ภาพยนตร์ การทำอนิเมชั่น การตัดต่อเสียงและโปรแกรมมิ่งเล็กๆน้อยๆ ปัจจุบั้นเราจะออกแบบชนิด offline ก็ไม่ได้แล้ว จึงจำเป็นต้องมีความรู้ทางด้านอินเตอร์เนต และเทคโนโลยีแฟลชและ JAVA บ้างพอสมควร
สำหรับน้องที่จะเข้าทำงานทางสายนี้พี่จะแนะนำคร่าวๆนะครับ ว่ามีบริษัทลักษณะไหนบ้าง
- บริษัทที่เป็นเครือหรือแผนกย่อยของบริษัทโฆษณา ในแผนกนี้จะต้องออกแบบทำ web หรีอ media ใหม่ๆ Direct Marketing และจะมีการจัดวางตำแหน่งคล้ายๆ พวกครีเอทีฟ และมีคนช่วยทำงานให้ บริษัทโฆษณาจะให้เงินเดือนปานกลาง แต่จะได้ความรู้ทางด้านมาร์เกตติ้งติดตัวไปด้วย เพราะจะค่อนข้างใกล้ชิดกับพวกมาร์เกตติ้ง
- บริษัทที่ออกแบบพวกมัลติมีเดียและเวบโดยเฉพาะ บริษัทลักษณะนี้ เราจะต้องมีความสามารถในการออกแบบและความรู้รอบทางด้านโปรแกรมพอสมควรซึ่งเวลาจะเข้าไปทำควจะศึกษาว่าลักษณะงานเน้นไปในทางไหน ออกแบบหรือเน้นโปรแกรม
- บริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์ บริษัทเหล่านี้จะให้เราเข้าไปพัฒนา Graphic User Interface (GUI) หรือที่เค้าเรียกกันว่าหน้าตาของตัวโปรแกรม ซึ่งแน่นนอน เค้าเน้นโปรแกรมอยู่แล้ว
เวลาน้องๆจะทำงานทางสายนี้ ลองศึกษาดูให้ดีๆก่อนนะครับ เพราะบางทีทำไปนานๆเราจะลืมๆการออกแบบได้ เพราะแวดล้อมไปได้ยโปรแกรมต่างๆ เราจึ้งต้องหมั่นศึกษาหาความรู้บ่อยๆ และฐานเงินเดือนของบริษัทลักษษระนี้มักจะไม่ค่อยได้ให้ความสำคัญกับนักออกแบบเท่าที่ควร แต่ก็มีบางที่เหมือนกันที่ให้ค่อนข้างมาก สำหรับการเตรียมตัวคงไม่ต้องบอกอะไรมากนะครับ คืองานต้องดี และมีความรู้ทางด้านโปรแกรมหรือ HTML บ้างนิดๆหน่อยๆครับ
==========================================================================
เมื่อได้รู้จักกันแล้วว่า จบไปทำอะไรได้บ้าง และมีหน้าที่การงานทำอะไรบ้างก็จะมาตอบคำภถามคาใจน้องๆว่า "หางานยากหรือไม่" อันนี้พี่ก็จะขอตอบจากประสบการณ์นะครับว่า อย่างงานโฆษณา แม้ว่าบริษัทโฆษณาที่ดังๆจะมีเยอะก็ตาม แต่บุคคลากรเค้าไม่ค่อยเยอะ โดยเฉพาะครีเอทีฟ หรือกราฟฟิค เพราะเค้าไม่จำเป็นต้องจ้างเยอะ ครีเอทีฟมีหน้าที่คิดงานให้แหวก คิดให้ใหม่เสมอๆ ดังนั้นเค้าจะไม่จ้างเยอะและค่อนข้างที่จะรับคนยาก อย่างบริษัทที่เคยทำอยู่ บางครั้งมีการสมัครเรื่อยๆ เกือบ 200-300 คน (รับคนเดียว) แต่ก็ไม่รับเสียทีและก็เป็นธรรมดาครับที่บริษัทดังๆจะรับคนยาก สาขางานอื่นๆก็เหมือนๆกันครับ ดังนั้นนอกจากสอบเข้าไปได้แล้วยังต้องพัฒนาตนเองตลอดเวลาอีกด้วย ถึงจะอยู่ในโลกของการออกแบบได้อย่างมีความสุข
==========================================================================
สำหรับการเตรียมตัว พี่จะขอพูดคร่าวๆละกันนะครับ เอาไว้ไปดูรายละเอียดวิชาสอบกันดีกว่า
การเตรียมตัวเข้าสาขาทางนี้ แน่นอนจะต้องมีวิชาการออกแบบและวาดเส้น ซึ่งวิชาและทักษะดังกล่าว ไม่สามารถวัดได้ว่าคนไหนจะต้องฝึกเท่าไหร่ คนไหนต้องฝึกอีกมาก คนไหนทำไม่สวย อันนี้ต้องอาศัยประสบการณ์ล้วนๆในการฝึกฝนน้องๆที่จะเข้าสายงานทางนี้ พี่แนะนำเลยว่า website หรือร้านหนังสืออย่าง Asia Book หรือ Kinokuniya เป็นแหล่งความรู้ที่ดีมากๆ ยังมีร้านหนังสือดีๆที่น่าไปดูอีกคือ Basheer ที่ H1 ซอยทองหล่อ เลย Playground เข้าไปอีกหน่อยจริงๆใน Playground ก็มีนะครับ และยิ่งดีเข้าไปอีกที่มีศูนย์การออกแบบที่ Emporium ขึ้นมาอีก แหล่งความรู้เหล่านี้มีอยู่ทั่วไป ขึ้นอยู่ว่าน้องจะเลือกดูหรือเปล่าและสำหรับน้องที่ไม่มีโอกาสได้ติวกับพี่ๆตามมหาวิทยาลัยหรือตามสถาบันสอนศิลปะ ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่ทันเค้าเพราะน้องสามารถหาหนังสือหัดวาดเส้นมาหัดได้เอง ซึ่งมีหนังสือดีๆอยู่หลายเล่มเมื่อซื้อมาแล้วน้องก็อาศัยการสังเกต หมั่นฝึกฝน และที่สำคัญหาอาจารย์สอนศิลปะเป็นพี่เลี้ยงช่วยดูก็จะดีมากๆ จริงๆก็ไม่ต้องกลัวมากเพราะในเวบมีอยู่มากมายครับ ลองใช้ Google หาดูสิครับ มีเพียบ..........ที่สำคัญหมั่นหาข้อสอบเก่าๆมาดูและทดลองทำดูครับจะช่วยได้มากๆครับ
//////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
ระบบการสอบและวิชาการสอบ ซึ่งลักษณะการสอบในปัจจุบันจะสามารถแยกออกเป็น 4 กลุ่มคือ
[A] กลุ่มที่สอบปฏิบัติเพียงวิชาเดียว (ความถนัดทางนิเทศศิลป์ ค่าน้ำหนัก 35% เกณฑ์ 40 คะแนน) ได้แก่
- คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สาขาวิชาการออกแบบนิเทศศิลป์ / ภาพถ่าย / ภาพยนตร์และวิดีโอ พระจอมเกล้าฯลาดกระบัง(สองสาขาสุดท้ายมีสอบภาคสมทบ)
- คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์สาขาวิชาการออกแบบนิเทศศิลป์ พระจอมเกล้าฯธนบุรี (หลักสูตรนานาชาติ) มีสอบตรง
- คณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาการออกแบบนิเทศศิลป์ ม.ขอนแก่น ม.บูรพา ฯลฯ (มีสอบตรง+โควต้า)
ลักษณะข้อสอบ
จะมีข้อย่อยๆแยกออกไปให้ Drawing เขียน StoryBoard ทำ Illustration หรือออกแบบโปสเตอร์และออกแบบลวดลายเน้นทักษะ+ไอเดีย และความเร็วในการทำพอสมควร เพราะมีแค่ 3 ชั่วโมงแต่ต้องทำหลายข้อ
//////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
กลุ่มที่สอบวิชาปฏิบัติสองวิชา รายละเอียดลองดูที่ http://www.decorate.su.ac.th/
คณะมัณฑนศิลป์ สาขาการออกแบบนิเทศศิลป์ ศิลปากร มีสอบตรงเท่านั้น มี 2 รอบ เน้นทักษะมากๆต้องอาศัยการฝึกฝนเป็นอย่างมาก แบ่งเป็นสองวิชาคือ วาดเส้นมัณฑนศิลป์ และออกแบบนิเทศศิลป์
ลักษณะข้อสอบ
วาดเส้นมัณฑนศิลป์ ให้วาดเส้นหน้าคน หรือมือ หรือของใกล้ตัว บางปีเคยออกให้วาดจากรูปภาพ เน้นทักษะมากๆ
ออกแบบนิเทศศิลป์ ให้ออกแบบโปสเตอร์ และโลโก้ หรือออกแบบตัวอักษรประกอบโปสเตอร์ ฯลฯ เน้นทักษะการออกแบบและนำเสนองานมากๆเกณฑ์อยู่ที่ 50 คะแนนครับ สำหรับ ระดับคะแนนที่ปลอดภัยในการสอบติดคือ 80-85 ขึ้นไปครับ (ได้ค่อนข้างยากครับ โดยเฉพาะ Drawing)
//////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
[C] กลุ่มที่สอบวิชาปฏิบัติ 1 วิชา และสอบทฤษฎีศิลปะ 1 วิชา
คณะศิลปกรรมศาสตร์ ภาควิชานฤมิตศิลป์ จุฬาฯ (มีสอบตรง+โควต้า) ใช้ปฏิบัติ + ทฤษฎีนฤมิตศิลป์
คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ผังเมืองและนฤมิตศิลป์ สาขาวิชานฤมิตศิลป์ มหาสารคาม (มีสอบตรง+โควต้า) ใช้ ปฏิบัติ + ทฤษฎีนฤมิตศิลป์
คณะสถาปัตย์ออกแบบ บรรจุภัณฑ์ ม.นเรศวร ใช้ ปฏิบัติ + ทฤษฎีนฤมิตศิลป์
คณะวิจิตรศิลป์ สาขาการออกแบบ ม.เชียงใหม่ (มีสอบตรง+โควต้า) ใช้ปฏิบัติ + ทฤษฎีนฤมิตศิลป์
คณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาการออกแบบสื่อสาร มศว ประสานมิตร (สอบตรงอย่างเดียว ใช้ ปฏิบัติ + ทฤษฎี และ PORTFOLIO) รายละเอียด www.swu.ac.th
ลักษณะข้อสอบ
ปฏิบัตินฤมิตศิลป์ (ค่าน้ำหนัก 20%) 3 ชั่วโมง แบ่งออกเป็น วาดเส้นสร้างสรรค์ เน้นหน้าคน และมือ หรือของอื่นๆ
โดยโจทย์จะเป็นลักษณะใกล้เคียงกับโจทย์ของลูกค้าที่ให้ทำในบริษัทโฆษณา โดยสามารถวาดลักษณะ Surrealism ได้ตามต้องการ แต่อยู่บนพื้นฐานของความถูกต้องของแสงเงา และอีกส่วนนึงคือออกแบบ เน้นโจทย์ที่สื่อสารถึงอารมณ์
และเน้นการออกแบบลวดลาย หรือบางครั้งก็มีทั้งโปสเตอร์และภาพประกอบ คล้ายๆลาดกระบังทฤษฎีนฤมิตศิลป์ (ค่าน้ำหนัก 15%) มีเนื้อหาที่ต้องอ่านคือ ประวัติศาสตร์ศิลป์ทั้งไทยและตะวันตกประวัติศาสตร์การออกแบบ ทฤษฎีการออกแบบ และความรู้ทั้วไปทางแฟชั่น กราฟฟิค โฆษณา คอมพิวเตอร์กราฟฟิคงานนิทรรศการ งานออกแบบภายในและงานออกแบบเซรามิกส์ สามารถหาอ่านเอาได้แต่หลายๆเล่ม เช่นเอาความถนัดสถาปัตย์ + ประวัติศาสตร์ศิลป์ ส่วนแนวข้อสอบตรงของ มศว จะเปลี่ยนไปทุกๆปี เน้นการออกแบบและความคิดสร้างสรรค์ และที่สำคัญต้องมี PORTFOLIO ด้วย ส่วนทฤษฎีศิลปะเน้นคอมพิวเตอร์กราฟฟิคและอนิเมชั่นด้วยนอกเหนือจากประวัติศาสตร์ศิลป์เล็กๆน้อยๆ
//////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
[D] กลุ่มที่มีวิชาปฏิบัติและทฤษฎีอยู่ในข้อสอบเดียวกัน
คณะครุศาสตร์ ศิลปะศึกษา จุฬาฯ คือเรียนไปไม่ได้ต้องเป็นครูอย่างเดียวนะครับ ทำงานออกแบบก็ได้ครับไม่ปัญหา จะต่างกับพวกที่เรียนศิลปกรรมก็แค่มีวิชาครูและต้องฝึกสอน และใช้เวลาเรียน 5 ปี ใช้วิชาสอบคือ ความรู้ความถนัดทางศิลป์ ค่าน้ำหนัก 10% รวมกับวิชาความถนัดทางวิชาชีพครูและวิชาเลือกสอบ ANET รวมเป็น 30%
ลักษณะข้อสอบ
แบ่งเป็นทฤษฎี 40-50 ข้อ มีเนื้อหาที่ต้องอ่านคือ ประวัติศาสตร์ศิลป์ทั้งไทยและตะวันตกประวัติศาสตร์การออกแบบ ทฤษฎีการออกแบบ และความรู้ทั้วไปทางแฟชั่น กราฟฟิค โฆษณา คอมพิวเตอร์กราฟฟิค งานนิทรรศการ งานออกแบบภายในและงานออกแบบเซรามิกส์ สามารถหาอ่านเอาได้แต่หลายๆเล่ม เช่นเอาความถนัดสถาปัตย์ + ประวัติศาสตร์ศิลป์
แต่เน้นของไทย และชอบออกรูปภาพของพระพุทธรูปและเจดีย์และของไทยๆ ตลอดจนรูปของศิลปินดังๆ และมีความรู้ทางจิตรกรรมและความรู้รอบตัวอย่างเช่นศิลปินแห่งชาติสาขาจิตรกรรมด้วย ส่วนปฏิบัติจะให้ทำบนกระดาษแผ่นเล็กๆมีตั้งแต่วาดเส้น ออกแบบ sketch design หรือออกแบบโปสเตอร์ โลโก้ ฯลฯ
//////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
จากที่ได้ดูมาข้างต้นนั้น พี่ก็อยากจะบอกว่าน้องๆควรเลือกคณะเผื่อๆไว้ด้วย ไม่ควรเลือกคณะเดียวเพราะอุบัติเหตุในการสอบมีตลอดเวลา เช่นสีหก ไอเดียไม่ออก ทำไม่ได้ ตื่นเต้น ทำผิดโจทย์ ท้องเสียวันสอบเก็งผิดโจทย์ ออกในสิ่งที่ไม่ถนัดปวดหัวปวดท้องวันสอบ ดังนั้นควรจะเตรียมตัวเอาไว้เผื่อๆดูคณะอื่นที่อื่นไว้บ้าง นี่แหละคณะที่พี่บอกไปข้างบน อันไหนเค้ามีสอบตรงอันไหนเค้าสอบไม่ตรงกัน แนะนำให้สอบๆไปให้หมดเลยครับ
นอกเหนือจากการสอบแอดมิดชั่นแล้วยังมีการสอบโคงต้าพิเศษ สอบตรงพิเศษ สอบภาคสมทบ เหล่านี้ น้องๆต้อ
คอยติดตามจากเวบไซท์ของมหาวิทยาลัยเหล่านั้นเอง หรือในเวบเด็กดีนี่แหละครับ จะไปหวังให้ครูแนะแนวคอยเอา
ข่าวมาให้เรามันก็ไม่ไหวครับ เพราะบางทีครูก็งานเยอะครับ และอีกอย่าง คณะเหล่านี้ไม่ได้เป็นที่นิยมในการ
สอบเข้ามากเท่าพวกสายวิศวะ
//////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
จริงๆ ข้อมูลที่พี่รวบรวมมาให้ข้างต้นก็แค่สำหรับน้องๆที่อยากจะทำงานทางสายนิเทศศิลป์แค่นั้น ส่วนน้องที่สนใจทางด้านอื่นๆ ก็คอยพี่ๆเค้าอัพเดทกันต่อไปครับ หรือถ้าพี่มีเวลาพอก็จะรวบรวมมาให้อีก จากข้างต้น ก็หวังว่าพอจะ
ให้ความกระจ่างบ้างนะครับไม่มากก็น้อย ซึ่งข้อมูลบางอย่างน่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอีกในการสอบครั้งหน้า สุดท้ายนี้ พี่ก็ขอฝากให้น้องๆ ม.4-5 ได้รีบทำความรู้จักกับสาขาเหล่านี้ว่า แท้จริงแล้วเราต้องการจะเรียนหรือไม่ชอบหรือไม่ จะได้เตรียมตัวตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะต้องอาศัยระยะเวลาการฝึกฝนค่อนข้างมาก ส่วนรายละเอียดอื่นๆถ้ามีอะไรอัพเดท แก้ไข พี่จะพยายยามหามาให้ครับ
ขอให้ประสบความสำเร็จในการสอบครับ
writer : พี่ยอด
piyawat_n@hotmail.com
หรือไปดูที่นี่ครับ http://my.dek-d.com/writer/story/view.php?id=126602
คิดว่าครอบคลุมทุกสิ่งที่ต้องการแล้วนะ หรืออยากสอบถามเพิ่มเติม เราก็พอจะตอบได้บ้าง
หรือผู้สันทัดกรณีในที่นี้ก็มากมาย
เรียนหมอ อนาคตเปิดร้านเกมครับ
อ้างคำพูดจาก: ปิง เมื่อ 01 เม.ย. 2006, 21:27 น.
ลืมบอก วาดรูปไม่เก่ง :08:
ผมวาดรูปไม่เป็นคับ..
แต่ก็เรียนถาปัดอยู่นะ
ขอบคุณทุกคนครับ
(เหมือน)เริ่มเห็นทางแววๆ
+1 ให้คุณเก้อครับ (ใครมีอำนาจช่วยผมหน่อยนะครับ)
เพราะว่าน้องๆจะได้เป็นแนวทางไว้อ่านเวลาเลือกคณะกัน เพราะปัญหานี้มีมากเหลือเกินในช่วงนี้
ขอบคุณแทนน้องๆนะครับ :45:
+ ด้วยครับ
อ้างคำพูดจาก: Buob Marley เมื่อ 03 เม.ย. 2006, 21:40 น.
ผมวาดรูปไม่เป็นคับ..
แต่ก็เรียนถาปัดอยู่นะ
แล้วเรียนได้รึเปล่าคะ
สงสัยจริงๆนะ ถ้าเป็นอย่างวีเนี่ย (วาดรูปไม่เป็น) วีจะเรียนถาปัตย์ได้หรอ = =
อ้างคำพูดจาก: วี เมื่อ 03 เม.ย. 2006, 22:22 น.
แล้วเรียนได้รึเปล่าคะ
สงสัยจริงๆนะ ถ้าเป็นอย่างวีเนี่ย (วาดรูปไม่เป็น) วีจะเรียนถาปัตย์ได้หรอ = =
ไม่ต้องมาพูดเลย
วีอย่าถ่อมตัวจนน่าหมั่นไส้ยังงี้สิ
หมั่นไส้ :26: :26: :26: :26: :26: :26: :26: :26: :26: :26: :26:
อ้างคำพูดจาก: วี เมื่อ 03 เม.ย. 2006, 22:22 น.
แล้วเรียนได้รึเปล่าคะ
สงสัยจริงๆนะ ถ้าเป็นอย่างวีเนี่ย (วาดรูปไม่เป็น) วีจะเรียนถาปัตย์ได้หรอ = =
..ยืนยันว่าเรียนได้แน่นอนครับ..จนจบเลยด้วยครับ
คนส่วนใหญ่คิดว่า การเรียนสถาปัตย์หรือความถนัดสถาปัตย์ที่เราต้องไปติวกันจนเมื่อยตุ้มนั้น..ต้องเอามาใช้หรือวาดรุปกันเป็นการใหญ่แน่เลย วาดไม่ได้เราต้องเรียนไม่จบแม้ในปี 1 แน่เลย..
ถูกแค่นิดเดียวครับ การวาดรูปได้ในการเรียนสถาปัตย์เป็นเหมือนการมี "ตัวช่วย" ในการเรียนให้ง่ายขึ้นเฉยๆครับ เพราะจริงๆแล้วการเรียนสถาปัตย์ ขีเส้นให้ตรงได้ ก็เรียนได้แล้วครับ เพราะหลังๆจะต้องเขียนแบบซะมากกว่า
ในปีแรกๆ การวาดรูปอาจจำเป็นนิดหน่อยในวิชาพิ้นฐาน เช่นการ Drawing/Presentation การทำ Sketch Design เป็นต้น..ซึ่งหลังจากการผ่านปี1ปี2มาไดแล้วนั้น การวาดรูปเราจะพัฒนาจนสามารถสิ่สารได้เองในระดับนึงครับ..
ฝากคนที่อยากเรียนสถาปัตย์ละวาดรูปไม่เก่งหรือกลัวการวาดรูป..อย่ากลัวครับ เพราะการวาดรูปจริงๆจังๆนั้นเป็นแค่ 10-20% ในการเรียนคณะนี้เองครับ ยังต้องฝากผีงากไข้กับวิชาต่างๆอีกมากมาย เช่น ฟิสิก กับการเรียนวิชาโครงสร้าง คณิตศาสตร์กับการเรียน อินทิเกรต..ความอึดกับการทำงานนานๆ ขอเพียงมีใจอยากเรียนก็พอครับ ที่เหลือไปหาข้างหน้าเอาได้..ผมคนหนึ่งที่จบมาได้ โดยวาดรูปแพ้น้องติวบางคนด้วยซ้ำ...
ปี1 Drawing---D+ (ส่งงานซ่อมแก้ F)
ปี1 Presentation (สีน้ำ) --- D ....ครับ
..รุ่นพี่ผมคนหนึ่ง ถึงต้องจบ 6 ปีแต่เค้าก็จบ..โดยมีแขนแค่ข้างเดียวครับ..ของสำคัญอยู่ที่ใจครับ
อ้างคำพูดจาก: iodum เมื่อ 03 เม.ย. 2006, 22:35 น.
..รุ่นพี่ผมคนหนึ่ง ถึงต้องจบ 6 ปีแต่เค้าก็จบ..โดยมีแขนแค่ข้างเดียวครับ..ของสำคัญอยู่ที่ใจครับ
ผมมีใจสองข้างก็จบได้นะครับ
ฮ่าๆๆ
ช่ายๆ วาดรูปแพ้น้องติวก็ผมคนนึงล่ะคับ
ผมว่าเรียนถาปัดเนี่ยมีปัจจัยสำคัญกว่าวาดรูปอยู่เยอะนะ
เช่นความเข้าใจเรื่องพื้นที่ (space หมายถึงพื้นที่ทางสถาปัตยกรรมนะ) อัตราส่วน (scale) สัดส่วน (propotion)
ความเข้าใจในความต้องการของคน
ความเข้าใจเรื่องแดด ลม ฝน หรือเรื่องการประหยัดพลังงาน
พวกนี้ผมว่ามาก่อนนะ
ส่วนเรื่องการดีไซน์ เนี่ยผมว่ายังต้องหากันอีกเยอะเลย เรียนๆ ไปก็เจองานนู้นงานนี้เจ๋ง คนนู้นคนนี้เจ๋ง
เราก็เริ่มศึกษางานเค้าเราก้อเริ่มหาไปเรื่อยมากกว่า คงอีกนานกว่าจะเจอแนวทางของตัวเอง
ส่วนวิธีการพรีเซนต์มันไม่จำเป็นต้องวาดรูปนะ
ถ่ายภาพ ตัดปะ สัญลักษณ์ โอ๊ยสารพัด
แต่ผมว่าเสก็ตเก่งๆ น่ะดีมากๆเลยนะ
ต้องการจะนำเสนอความคิดให้ใครดูก็ทำได้เลยอย่างรวดเร็วด้วย
วิชา Drawing :05:
(+1 พี่ทั้งสองคน)
ป.ล. วีวาดรูปไม่เป็นจริงๆนะ :08:
อ้างคำพูดจาก: iodum เมื่อ 03 เม.ย. 2006, 22:35 น.
..รุ่นพี่ผมคนหนึ่ง ถึงต้องจบ 6 ปีแต่เค้าก็จบ..โดยมีแขนแค่ข้างเดียวครับ..ของสำคัญอยู่ที่ใจครับ
ที่พูดถึงนี่ ใช่พี่ที่ศิลปากรรึป่าวคับ
..คือเหมือนผมจะเคยเห็น?
ปล. ขอบคุณคุณน้องวีค้าบบ :19:
คับ ใช่ครับ ที่ศิลปากรครับ :22:
น้องวีครับ วิชา Drawing มันมีตัวช่วยได้ครับ..หลากวิธีในการช่วยทำให้เสร็จไปครับ...
แต่อย่างว่า การหัดวาดในการต้องหัดมันก็ช่วยเสริมทักษะให้ครับ..
โอยย แต่ไม่เอา ถาปัตย์ยากอยู่ดี วีอาจจะสู้งานอดนอนได้ แต่ก็ไม่ชอบอยู่ดี
ไปเรียนอย่างอื่นดีกว่า :01:
(ง่วงจัง, เพิ่งห้าทุ่มเอง = =)
อยากเป็นหมอจิตวิทยา หรือเรียนอะไรเกี่ยวกับจิตวิทยา ... :18:
มันต้องเข้าคณะอะไรที่ไหน ยังไง ... ใช้วิชาไรมั่ง ,,ใครพอมีความรู้มั่งอะค่ะ
(แต่ไม่สันทัดวิชาเคมี จะเรียนรอดไหม)
เคยถามแม่ว่า ... อยากเป็นหมอจิต
แม่บอกว่า ... รักษาตัวเองให้ได้ก่อนแล้วค่อยไปรักษาคนอื่น :05:
:16:
(เป็นแค่ตัวเลือกหนึ่ง)
(+2) เก้อ
จู๋นี้เริ่มเนื้อหาใกล้เคียงกะจู๋แฉชีวิตเด็กถาปัดแล้วล่ะ
ไม่เป็นไร เวลามีใครถามก็ให้โยงมาที่นี่ละกัน เพราะเนื้อหาใกล้เคียงกันดี
คุณ iodum เรียนที่ไหนเนี่ย
คณะตูก็มีรุ่นพี่ที่จบ 6 ปีโดยมีแขนข้างเดียวเหมือนกัน
แถมเพิ่งเจอกันในงานแต่งงานเพื่อนแกเมื่อเดือนก่อนนี่เอง
//อ้อ เพิ่งเห็นที่เพิ่มมาข้างหลัง เรียนที่เดียวกัน
ที่สำคัญ ตอนปี 1 ตูก็ได้ drawing D+ แล้วก็ Painting C+ ล่ะ
ดังนั้นจานวีและน้องๆ ทั้งหลายเอ๊ย
ทำความเข้าใจเกี่ยวกะคณะถาปัดใหม่เลยนะ
เพราะการวาดรูป 99% ใช้แค่ตอนสอบเข้า กะปี 1 อีกนิดหน่อยเท่านั้นแหละ
หลังจากนั้นเรียกได้ว่าไม่มีความจำเป็นเลย
ผมก็รุ่นพี่คุณ 1 ปีแหละคร๊าบ คุณแอน...Stu'44 ไงครับ :22:
:07: อ๊ากกกก ใครวะ ใครว้าาาาา
ป.ล.ถ้าจำไม่ผิด พี่ต้าร์ที่มีแขนข้างเดียวแกจบ 7 ปีนี่หว่า?
อ้างคำพูดจาก: iannnnn เมื่อ 04 เม.ย. 2006, 11:25 น.
ป.ล.ถ้าจำไม่ผิด พี่ต้าร์ที่มีแขนข้างเดียวแกจบ 7 ปีนี่หว่า?
....อืมม..จริง... :08:
ผม 1 ใน 2 โอ ในรุ่นครับ ...ผมโอดำ มะใช่ โอแดนซ์...งงหนักไปเลยสิ.. :04:
อ้อ พี่โอดำ สวัสดีครับ :42:
พี่อ๋าห์รุ่น 34 ยืนหนวดอยู่ข้างบนครับ
ไอ้บวบนรุ่นไหนไม่รู้แต่ซิ่วไปบางมดแล้ว ก็ยืนยิ้มอยู่แถวนี้ครับ
นอกนั้นยังมีสาวกนานๆ ทีแบบไอ้ปิงไอ้ป้อมโผล่มาที
ไปทำงานทำการไป๊ :07:
ลุงอ๋า เจอกันหลายทีละครับ ในเวป Thai3dviz :22:
เข้ามาอ่านนานละ แต่ไม่ค่อยได้ตอบ ช่วงนี้เบื่องานเลยปั่นแค่บอร์ด 555
อ้างคำพูดจาก: iodum เมื่อ 04 เม.ย. 2006, 11:41 น.
ลุงอ๋า เจอกันหลายทีละครับ ในเวป Thai3dviz :22:
เข้ามาอ่านนานละ แต่ไม่ค่อยได้ตอบ ช่วงนี้เบื่องานเลยปั่นแค่บอร์ด 555
ประเทศชาติล่มจม
คนทำงานก็นั่งปั่นบอร์ด
อนาคตของชาตืก็นั่งปั่นบอร์ด
รั้วของชาติก็นั่งปั่นบอร์ด
:30: :30: :30: :30:
:43: สารเสพย์ติดชนิดหนึง...
จู๋ตูได้ขึ้นหิ้ง :27:
อ้างคำพูดจาก: ปิง เมื่อ 04 เม.ย. 2006, 21:15 น.
จู๋ตูได้ขึ้นหิ้ง :27:
เดี๋ยวก็หล่น เชื่อเหอะ
ปิง ถ้าไม่ถนัด drawing เน้นสายคอมหน่อย
มอ.ภูเก็ตมีให้เลือกครบเลย
วิทยาการคอม
วิศวะคอม
วิศวะซอฟแวร์
ธุรกิจอิเลคโทรนิค
แล้วก็...เทคโนสารสนเทศ
เลือกเอาเลย
ถ้าวาดรูปไม่เก่งแต่ใจรักเรียนแล้วกดดันป่าว ...
ถ้าออกแบบนิเทศศิลป์ ไม่รู้ว่าจะกดดันไหม
เพราะคนที่วาดรูปไม่เก่งไม่เคยเข้ามาเรียนให้ดู :08:
(ตอนเอ็นคะแนนดรออิ้งอย่างต่ำ 50 คะแนน
เค้าถึงจะนำมาคิด แต่คนที่ติดมักจะ 70-80 ขึ้นไป )
แต่ที่ถามนี่หมายถึงถาปัตย์หรือป่าว?
ถ้าเฮียยังไม่จบ ก้ว่าจะชวนให้ซิ่ว มาบางมดหน่อย :30:
ทำไมรึ
บางมดไป 4-5 ทีแล้ว
เคยไปจอดรถนอนในนั้นตอนตี 3 - ตี 5 ด้วยนะ เซ็ตบู้ทงาน
แต่นึกไม่ออกว่าถาปัดอยู่ตรงไหน
อยู่บางขุนเทียน :30:
ทางมหาลัย เค้ายกให้ทั้งวิทยาเขต เชียวนะ
จากแต่ก่อนอยู่ที่ Cb5 อยู่แค่ สองชั้น
แต่แม่ง... ไกลชิพหาย
มันมีรถไปรับไปส่งไม่ใช่เหรอ ดีเนอะเรียนอินเตอร์ด้วย
อยากเรียนอินเตอร์อยู่เหมือนกัน เสียดายไม่ได้สมัครโควต้าไว้
เลยได้มัลติไปซะก่อน
แต่ยังไงก็้ถือว่ามหาลัยเดียวกันล่ะนะ :26:
:09: คุณนุชนี่ร่นน้องผมหรือครับ
ซิ่วมาถาปัตย์เลยครับ :30:
จากที่อยู่มาเนี่ย หลายๆอย่างมันบอกเรื่อง สถานที่ตั้ง เนี่ยมันมีผลกระทบอะไรหลายๆอย่างของคนที่อยู่จริงๆครับ
แต่ก็ happy ดีนะ ตำรวจก็ไม่มี ตอนดึกๆ เน็ตก็มีไว้แชท ปังย่า โหลดหนัง
บารืบีคิวกันตอนค่ำได้ทุกวัน :30:
:07: มาคุณ เคิณอะไร แสดงถึงความเหินห่าง
มีรุ่นน้องที่โรงเรียนไปเรียนคนนึงปีนี้ที่ถาปัด
นุชเกิด 29 แต่เรียนช้าไปปีนึง เรียนกลับมาเรียนกับรุ่นน้อง
คงไม่มีโอกาสได้ ซิ่ว :05: อยากเรียนเหมือนกันถาปัด
แต่ไม่รู้ว่าตอนนั้นคิดอะไรอยู่เลยสมัครมัลติไป
ไม่คิดว่าจะติดด้วยนะ อ๋อ ค่าสมัครถาปัด 1000 นึงมันแพง :42:
ถาปัดเป็นคณะที่อยากเรียนมากที่สุดเลยนะ
แต่ด้วยปัจจัยหลายๆอย่างทำให้ตัวเองคิดว่า
ถ้าเรียนไปคงไปไม่รอดแน่ๆ ก็เลยหันไปมองคณะอื่น
ที่เรียนด้านออกแบบเหมือนกัน ยังไม่รู้เลยว่าไอ้ทีได้่เรียนเนี่ย
จะไปรอดรึเปล่า ตอนนี้อย่างดีที่สุดก็คือ ต้องพร้อมที่จะสู้เท่านั้นเอง
:42:
ดูรันทดนะ
สู้โว้ย น้องอร
เรียนมัลติ นี่ ท่าจะได้เป็น ดาวที่นั่นเลยนะ
ขอถามอะไรนิดนึงค่ะ
เทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตเพาะช่าง กับ
มหาวิทยาลัยศิลปากร
2 ที่แตกต่างกันยังไงหรอ หมายถึงแนวการสอนหรือว่าระบบการสอนอะไรพวกนั้นอะค่ะ
แล้วที่ไหนเข้ายากหรือง่ายกว่ากันคะ แล้วในความคิดของคุณว่าที่ไหนดีกว่ากันหรอ
พอดีเพื่อนอยากเรียนทางด้านนี้แล้วมันลังเลอยู่ 2 ที่
เห็นพี่ ๆในนี้เรียนศิลปากรกันเยอะเลยอยากถามเอาไว้ให้เพื่อนหน่อยค่ะ
ขอบคุณมากค่ะ
คุ้ยกระจู๋เพื่อจะหาอย่างอื่น
ดันมาเจอคำถามนี้ ที่ไร้คนตอบ :26:
เลยตอบซะหน่อย
ลำบากใจที่จะบอกว่าที่ไหนดีกว่า ถึงตอบไม่ยาก โดยมารยาทแล้ว ก็ไม่ควรตอบในที่สาธารณะเท่าไร
เอาเป็นว่าเพาะช่างโดยระบบแล้วจะรองรับคนจากสายวิชาชีพมากกว่า เช่น ปวช. ปวส.
จนปัจจุบันจึงป็นปริญญาตรี ถ้านับโดยประวัติแล้ว ก่อตั้งตั้งแต่ร.5 เก่าแก่เป็นที่ยอมรับ
ส่วนศิลปากร เป็นระบบการเรียนในแบบมหาวิทยาลัย ซึ่งคงรู้กันดีอยู่แล้ว
เราว่าค่อนข้างจะรองรับคนละกลุ่มกัน
ถ้าจะเอาที่เคยเห็น ส่วนใหญ่จะเรียนในระดับปวช. (หรืออะไร เรียกไม่ค่อยถูก)
เรียนสายวิชาชีพที่เทียบเท่า ม.ปลาย แล้วมักจะมาเอ็นเข้าศิลปากรในระดับปริญญาตรี
เช่น อ.เฉลิมชัยนั่นไง ปัจจุบันก็ยังเป็นแบบนี้อยู่ แต่เอาจริงๆว่า ไม่ค่อยคุ้นเคยกับคนที่บจากเพาะช่างเท่าไร
ข้อนี้ ยังหาเหตุผลไม่พบ คนที่เรียนมาสายวิชาชีพ ที่มาเรียนต่อ ศิลปากรที่เราเห็น
ส่วนใหญ่จะเป็น วิทยาลัยช่างศิลป์ (หรืออดีตในชื่อ เตรียมศิลปากร) อันนี้เยอะมากๆ เช่น พี่ต้อม ยุทธเลิศ
หรือ ช่างศิลป์เสาวภา (ที่ปากคลองตลาด) นี่ก็เยอะมากเช่นกัน
ทั้งสองที่นี้ โดยมากก็มุ่งหวังจะเข้าศิลปากรในระดับปริญญาตรี
แต่เปอร์เซ็นต์คนเรียนส่วนมากก็ยังเป็นเด็ก ม.ปลาย แบบเราๆทั่วไปอยู่ดีครับ
ส่วนเรื่องเข้ายาก ถ้านับโดยเปอร์เซ็นต์จำนวนคนสมัคร
มหาวิทยาลัยก็ย่อมจะมีปอร์เซ็นต์การแข่งขันสูงกว่าเป็นธรรมดา
ถือว่าตอบคำถามไปหรือยังนี่
อ้างคำพูดจาก: เก้อ เมื่อ 09 พ.ค. 2006, 23:46 น.
คุ้ยกระจู๋เพื่อจะหาอย่างอื่น
ดันมาเจอคำถามนี้ ที่ไร้คนตอบ :26:
เลยตอบซะหน่อย
ลำบากใจที่จะบอกว่าที่ไหนดีกว่า ถึงตอบไม่ยาก โดยมารยาทแล้ว ก็ไม่ควรตอบในที่สาธารณะเท่าไร
เอาเป็นว่าเพาะช่างโดยระบบแล้วจะรองรับคนจากสายวิชาชีพมากกว่า เช่น ปวช. ปวส.
จนปัจจุบันจึงป็นปริญญาตรี ถ้านับโดยประวัติแล้ว ก่อตั้งตั้งแต่ร.5 เก่าแก่เป็นที่ยอมรับ
ส่วนศิลปากร เป็นระบบการเรียนในแบบมหาวิทยาลัย ซึ่งคงรู้กันดีอยู่แล้ว
เราว่าค่อนข้างจะรองรับคนละกลุ่มกัน
ถ้าจะเอาที่เคยเห็น ส่วนใหญ่จะเรียนในระดับปวช. (หรืออะไร เรียกไม่ค่อยถูก)
เรียนสายวิชาชีพที่เทียบเท่า ม.ปลาย แล้วมักจะมาเอ็นเข้าศิลปากรในระดับปริญญาตรี
เช่น อ.เฉลิมชัยนั่นไง ปัจจุบันก็ยังเป็นแบบนี้อยู่ แต่เอาจริงๆว่า ไม่ค่อยคุ้นเคยกับคนที่บจากเพาะช่างเท่าไร
ข้อนี้ ยังหาเหตุผลไม่พบ คนที่เรียนมาสายวิชาชีพ ที่มาเรียนต่อ ศิลปากรที่เราเห็น
ส่วนใหญ่จะเป็น วิทยาลัยช่างศิลป์ (หรืออดีตในชื่อ เตรียมศิลปากร) อันนี้เยอะมากๆ เช่น พี่ต้อม ยุทธเลิศ
หรือ ช่างศิลป์เสาวภา (ที่ปากคลองตลาด) นี่ก็เยอะมากเช่นกัน
ทั้งสองที่นี้ โดยมากก็มุ่งหวังจะเข้าศิลปากรในระดับปริญญาตรี
แต่เปอร์เซ็นต์คนเรียนส่วนมากก็ยังเป็นเด็ก ม.ปลาย แบบเราๆทั่วไปอยู่ดีครับ
ส่วนเรื่องเข้ายาก ถ้านับโดยเปอร์เซ็นต์จำนวนคนสมัคร
มหาวิทยาลัยก็ย่อมจะมีปอร์เซ็นต์การแข่งขันสูงกว่าเป็นธรรมดา
ถือว่าตอบคำถามไปหรือยังนี่
เพราะว่าเพาะช่างเพิ่งเปิดป.ตรีไม่นานครับ
ขอบคุณพี่เก้อค่ะ
นึกว่าจะไม่มีคนตอบซะแล้ว
ตอบแค่นี้ก็ถือว่าให้ข้อมูลแล้วค่ะ
+1 :22:
อยากเรียนนิเทศน์ ค่ะ
อยากถามว่า
มีสอบข้อเขียน ไหมคะ ยากรึเปล่าคะ ประมาณไหนคะ :06:
มีสอบวาดรูป ไหมคะ วาดรูปเหมือนหรือวาดอะไรคะ :06:
ไม่มีสอบตรงใช่ไหมคะ :06:
ใช้คะแนนเอ็นกับPRใช่ไหมคะ :06:
แล้วเห็นพี่เค้าบอกว่า สอบสัมภาษณ์ไม่ดู portforio ซักนิด จริงเหรอคะ :06:
เรียนสายวิทย์จะเสียเปรียบไหมคะ :06:
มหาลัยในดีคะ .. ฐานะที่บ้านยากจนคะ แต่ไม่ขัดสน :06:
อยากรู้จริงๆ ค่ะ :05:
อ้างคำพูดจาก: อิคคิว เมื่อ 09 พ.ค. 2006, 23:49 น.
เพราะว่าเพาะช่างเพิ่งเปิดป.ตรีไม่นานครับ
อืม ไม่ใช่แบบนั้นน่ะ เข้าใจเรื่องเพิ่งเปิดปริญญาตรีไม่นาน
ความหมายคือ ที่บอกตอนต้นว่า คนเรียนเพาะช่าง ปวช.(เทียบเท่า ม.ปลาย)มาแล้วมักจะเอ็นเข้าศิลปากรในระดับปริญญาตรี
แต่พอเอาเข้าจริงๆแล้ว กลับไม่ค่อยคุ้นเคย หรือพบเห็นเท่าไหร่ไง ไม่รู้เหตุผลเหมือนกัน
จะเห็น ช่างศิลป์ กับ ช่างศิลป์เสาวภาซะมากกว่า เราจึงมีเพื่อนสองที่นี้มากมาย แต่เพาะช่างนี่ นึกไม่ออกเลยน่ะ
คงเพราะเพาะช่างเขาเน้นปฏิบัติแต่ศิลปากรมันอีกอารมร์นุงหรือเปล่าครับ(คิดเอง :08:)
เพาะช่างเขาเน้นปฏิบัติ
ศิลปากรเน้นวิชาการ
อันนี้เพื่อนบอกมานะคะ ไม่รู้ว่ามันเอาข้อมูลมาจากไหน
อ้างคำพูดจาก: ลั่นฟ้า เมื่อ 09 พ.ค. 2006, 23:55 น.
อยากเรียนนิเทศน์ ค่ะ
อยากถามว่า
มีสอบข้อเขียน ไหมคะ ยากรึเปล่าคะ ประมาณไหนคะ :06:
มีสอบวาดรูป ไหมคะ วาดรูปเหมือนหรือวาดอะไรคะ :06:
ไม่มีสอบตรงใช่ไหมคะ :06:
ใช้คะแนนเอ็นกับPRใช่ไหมคะ :06:
แล้วเห็นพี่เค้าบอกว่า สอบสัมภาษณ์ไม่ดู portforio ซักนิด จริงเหรอคะ :06:
เรียนสายวิทย์จะเสียเปรียบไหมคะ :06:
มหาลัยในดีคะ .. ฐานะที่บ้านยากจนคะ แต่ไม่ขัดสน :06:
อยากรู้จริงๆ ค่ะ :05:
นิเทศไม่มีข้อเขียนครับวาดรูปมีครับวาดการ์ตูนออกแบบโปสเตอร์แล้วก็บางที่มีดรออิ้งครับสอบตรงไม่แน่ใจแต่มีโควต้าครับ
สัมภาษณ์ดูportครับแต่ถ้าไม่ใช่ผลงานที่เด่นจริงเขาจะเปิดข้าม(ของผมเอาไปยืน10งานดูแค่3รูป- -)
มหาลัยดังๆก็ศิลปากร ลาดกระบังครับเรียนสายวิทย์ไม่เสียเปรียบหรอกครับถ้ามีความพยายามและใจรัก
อ้างคำพูดจาก: ลั่นฟ้า เมื่อ 09 พ.ค. 2006, 23:55 น.
อยากเรียนนิเทศน์ ค่ะ
อยากถามว่า
มีสอบข้อเขียน ไหมคะ ยากรึเปล่าคะ ประมาณไหนคะ :06:
มีสอบวาดรูป ไหมคะ วาดรูปเหมือนหรือวาดอะไรคะ :06:
ไม่มีสอบตรงใช่ไหมคะ :06:
ใช้คะแนนเอ็นกับPRใช่ไหมคะ :06:
แล้วเห็นพี่เค้าบอกว่า สอบสัมภาษณ์ไม่ดู portforio ซักนิด จริงเหรอคะ :06:
เรียนสายวิทย์จะเสียเปรียบไหมคะ :06:
มหาลัยในดีคะ .. ฐานะที่บ้านยากจนคะ แต่ไม่ขัดสน :06:
อยากรู้จริงๆ ค่ะ :05:
ออกแบบนิเทศ มันมีหลายที่ และวิธีการสอบหลายแบบ ลองเลื่อนไปดูที่เราอ้างอิงไว้ก็ได้จ๊ะ
หน้าแรกๆ พี่ยอดแกรวบรวมบรรยายยาวเหยียดละเอียดละออ
ที่ถามมา ส่วนใหญ่มีบอกไว้ในนั้นอยู่แล้ว ถ้าสงสัยอะไร ถามเพิ่มเติมได้
ตอบที่ไม่มีบอกไว้ในนั้น
การสอบสัมภาษณ์ จุดประสงคเพื่อจะดูว่าไอ้คนนั้นมันเป็นมนุษย์ปกติ คุยรู้เรื่อง
สภาพจิตใจ ร่างกายเป็นปกติไหม แค่นั้น โดยปกติ ถ้าสอบติดแล้ว
ถ้าไำม่ไปด่ากรรมการก็ไม่มีปัญหาอะไรน่ะ และไม่มีการดูพอร์ต เพราะเราสอบติดแล้ว วัดฝีมือมาแล้ว
ไม่จำเป็นต้องดูอีก เอ๊ะ ของอิคคิวนี่ สัมภาษณ์สำหรับอะไรเหรอ :09:
-สายวิทย์ ไม่มีปัญหาอะไรทั้งนั้น เราก็เรียนสายวิทย์มา เพื่อนเราหลายๆคนก็เรียนสายวิทย์
ไม่มีผลเพราะ เราไม่ได้มาเรียนภาษากันน่ะ วิชาที่เราเรียน ไม่ได้อาศัยพื้นฐานตอนมัธยมเลย
- บ้ายากจนเลยเรอะ :08: ถ้าเรียนมหาลัยรัฐ ที่ไหนก็เหมือนกันน่ะ ค่าเทอมหมื่นนึง
บวกลบนิดหน่อย เท่ากันหมด
ส่วนที่ว่า เพาะช่างเขาเน้นปฏิบัติ ศิลปากรเน้นวิชาการ
ดูมันเหมารวมๆยังไงอยู่ เอาเป็นว่าไม่เห็นด้วยแล้วกันนะ
ศิลปินดังๆจากศิลปากร ทั้งหลายแหล่ ถ้าเค้าไม่ปฏิบัติมากๆ เค้าจะมีฝีมือได้ไง จริงไหม
เข้าใจแล้วค่ะ
ขอบคุณพี่เก้อค่ะ
อ้างคำพูดจาก: เก้อ เมื่อ 10 พ.ค. 2006, 00:15 น.
ออกแบบนิเทศ มันมีหลายที่ และวิธีการสอบหลายแบบ ลองเลื่อนไปดูที่เราอ้างอิงไว้ก็ได้จ๊ะ
หน้าแรกๆ พี่ยอดแกรวบรวมบรรยายยาวเหยียดละเอียดละออ
ที่ถามมา ส่วนใหญ่มีบอกไว้ในนั้นอยู่แล้ว ถ้าสงสัยอะไร ถามเพิ่มเติมได้
ตอบที่ไม่มีบอกไว้ในนั้น
การสอบสัมภาษณ์ จุดประสงคเพื่อจะดูว่าไอ้คนนั้นมันเป็นมนุษย์ปกติ คุยรู้เรื่อง
สภาพจิตใจ ร่างกายเป็นปกติไหม แค่นั้น โดยปกติ ถ้าสอบติดแล้ว
ถ้าไำม่ไปด่ากรรมการก็ไม่มีปัญหาอะไรน่ะ และไม่มีการดูพอร์ต เพราะเราสอบติดแล้ว วัดฝีมือมาแล้ว
ไม่จำเป็นต้องดูอีก เอ๊ะ ของอิคคิวนี่ สัมภาษณ์สำหรับอะไรเหรอ :09:
-สายวิทย์ ไม่มีปัญหาอะไรทั้งนั้น เราก็เรียนสายวิทย์มา เพื่อนเราหลายๆคนก็เรียนสายวิทย์
ไม่มีผลเพราะ เราไม่ได้มาเรียนภาษากันน่ะ วิชาที่เราเรียน ไม่ได้อาศัยพื้นฐานตอนมัธยมเลย
- บ้ายากจนเลยเรอะ :08: ถ้าเรียนมหาลัยรัฐ ที่ไหนก็เหมือนกันน่ะ ค่าเทอมหมื่นนึง
บวกลบนิดหน่อย เท่ากันหมด
ส่วนที่ว่า เพาะช่างเขาเน้นปฏิบัติ ศิลปากรเน้นวิชาการ
ดูมันเหมารวมๆยังไงอยู่ เอาเป็นว่าไม่เห็นด้วยแล้วกันนะ
ศิลปินดังๆจากศิลปากร ทั้งหลายแหล่ ถ้าเค้าไม่ปฏิบัติมากๆ เค้าจะมีฝีมือได้ไง จริงไหม
บางมดอินเตอร์ครับแต่ไม่ได้บอกว่าเขาไม่ได้ดูพอตนะครับแต่เขาจะดูที่อันเด่นนะครับ
:25: นิเทศน์
อ้างคำพูดจาก: อิคคิว เมื่อ 10 พ.ค. 2006, 00:20 น.
บางมดอินเตอร์ครับแต่ไม่ได้บอกว่าเขาไม่ได้ดูพอตนะครับแต่เขาจะดูที่อันเด่นนะครับ
รู้สึกว่า คุยกับอิคคิวหลายที งงๆกันแฮะ เพราะเราป่าววะ :08:
ที่เราสงสัยคือ ที่สัมภาษณ์น่ะ สัมภาษณ์สำหรับอะไร โควต้าหรืออะไรทำนองนั้นใช่ไหม
เค้าจึงต้องขอดูพอร์ตประกอบการตัดสินใจด้วย
เพราะโดยปกติแล้ว การสัมภาษณ์ในระบบเอ็นทั่วไป ถ้าเราสอบเข้าได้แล้ว
ก็แสดงว่าฝีมือเราพอเพียงแล้ว เค้าวัดแล้ว จะต้องมาดูฝีมือทำไมอีก
ตอนเราสอบ ก็มีเพื่อนบางคนเอามาเพื่อความพร้อม อ.ที่สัมภาษณ์ เค้าก็พูดแบบนั้นแหละ
เอามาทำไมน่ะ?
ถ้าที่ๆใช้ระบบพอร์ตแน่นอน ก็มี มศว.น่ะ ดูพอร์ต และวัดผลเอง
ไม่ผ่าน ระบบสอบของ สกอ.
ปล. วิบัติกันหลายคน คำว่านิเทศ ไม่มี น์ นั่นมันพระเทศน์ :30: ไอ่ซ้ามม
เจงร๋องับ :42:
พอร์ตเต็มเลย แต่ถ้ารู้ไม่ดู ก็ปีนี้ จะเรียนอย่างเดียว กิจกรรมเพลาๆลง :23:
อ้างคำพูดจาก: เก้อ เมื่อ 10 พ.ค. 2006, 00:26 น.
รู้สึกว่า คุยกับอิคคิวหลายที งงๆกันแฮะ เพราะเราป่าววะ :08:
ที่เราสงสัยคือ ที่สัมภาษณ์น่ะ สัมภาษณ์สำหรับอะไร โควต้าหรืออะไรทำนองนั้นใช่ไหม
เค้าจึงต้องขอดูพอร์ตประกอบการตัดสินใจด้วย
เพราะโดยปกติแล้ว การสัมภาษณ์ในระบบเอ็นทั่วไป ถ้าเราสอบเข้าได้แล้ว
ก็แสดงว่าฝีมือเราพอเพียงแล้ว เค้าวัดแล้ว จะต้องมาดูฝีมือทำไมอีก
ตอนเราสอบ ก็มีเพื่อนบางคนเอามาเพื่อความพร้อม อ.ที่สัมภาษณ์ เค้าก็พูดแบบนั้นแหละ
เอามาทำไมน่ะ?
ถ้าที่ๆใช้ระบบพอร์ตแน่นอน ก็มี มศว.น่ะ ดูพอร์ต และวัดผลเอง
ไม่ผ่าน ระบบสอบของ สกอ.
ปล. วิบัติกันหลายคน คำว่านิเทศ ไม่มี น์ นั่นมันพระเทศน์ :30: ไอ่ซ้ามม
ผมก็ว่างงๆหรือเพราะผม :08:บางมดอินเตอร์เขาสัมภาษณเอาคะแนนด้วยครับ :05:์
อ้างคำพูดจาก: ลั่นฟ้า เมื่อ 10 พ.ค. 2006, 00:30 น.
พอร์ตเต็มเลย แต่ถ้ารู้ไม่ดู ก็ปีนี้ จะเรียนอย่างเดียว กิจกรรมเพลาๆลง :23:
ทำเยอะอะดีแล้วครับถือเป็นการฝึกฝีมือไปในตัวแล้วตอนนี้อยู่ม.ไรแลว้ครับ
นั่นก็แปลว่า เค้ารับตรงด้วยตัวเองใช่มะ อันนี้ต้องไปถามไอ้หมู
ส่วนของอุ๊ บังเอิญปีที่สอบเค้าเปลี่ยนเ็้ป็นดูพอร์ตหมดพอดี :30: :30: :30:
ว่าจะไปเก็บของ ลงใต้ตั้งนานแล้ว ว้ากกก ไม่ไดทำอะไรซะที
ลงใต้ไปขุดแร่ (และถ่ายหนัง) จะหายหัวไปหลายวัน ไปถล่อมร้านไอ่ซ้ามด้วย
พี่เก้อ :08:
เย้ๆ ดูพอร์ต :33: ไม่เสียแรงแฮะ
อ๊ะ กระจู๋นี้ผมยังไม่เคยตอบครับ
ครับ
ตอนนี้เคยแล้ว ยินดีด้วยนะครับ :44:
เคยรวบรวม มหาลัยที่เปิดสอนภาควิชาออกแบบนิเทศไว้แบบเรียบเรียงให้ดูง่ายๆ
เอามาโพสไว้ให้ดูกัน เผื่อใครถามอีกในภายหน้า เข้าใจว่ายังขาดอยู่นะ แต่ยังนึกไม่ออก
รายชื่อสาขาออกแบบนิเทศศิลป์(สายตรง)ของมหาวิทยาลัยในประเทศไทย
- ศิลปากร ใช้ชื่อ ภาควิชาออกแบบนิเทศศิลป์ อยู่ในคณะมัณฑนศิลป์
- ลาดกระบัง , บางมด ใช้ชื่อ ภาควิชาออกแบบนิเทศศิลป์ อยู่ในคณะสถาปัตยกรรม
- ม. กรุงเทพ ,ม.รังสิต ,ม.ขอนแก่น ,ม.บูรพา ใช้ชื่อ ภาควิชาออกแบบนิเทศศิลป์ อยู่ในคณะศิลปกรรม
- จุฬาฯ ใช้ชื่อ สาขานฤมิตศิลป์ อยู่ในคณะศิลปกรรม
- มศว ใช้ชื่อ ออกแบบสื่อสาร อยู่ในคณะศิลปกรรม
- ม.มหาสารคาม ใช้ชื่อ นฤมิตศิลป์ อยู่ในคณะสถาปัตยกรรม
- มช. ใช้ชื่อ สาขาออกแบบ อยู่ในคณะ วิจิตรศิลป์
- ABAC ใช้ชื่อ Visual communication Arts อยู่ในคณะ Communication Arts
ถึงจะอยากรวมเฉพาะสาขาวิชาออกแบบนิเทศศิลป์สายตรงแต่ละที่ไว้ให้
แต่แอบอยากจะใส่ชื่อสาขาวิชาที่คนทำงานด้านนี้มักจบมาไว้อีก ก็เช่น ID- จุฬา
ที่เป็นหลักสูตรค่อนข้างเฉพาะตัว แต่ก็คาบเกี่ยวกับออกแบบนิเทศศิลป์อยู่มาก
หรือที่ดูไม่เกี่ยวแต่เกี่ยวก็อย่างครุอาร์ต-จุฬา นักออกแบบดังๆก็จบมาจากที่นี่เยอะ
เคยคิดว่าจะรวมพวกสายวิชาที่เกี่ยวข้องอย่าง Computer Art- Multimedia Design - Digital Art ฯลฯ
แ่ต่งุนงงมาก เพราะแต่ละที่อยู่ในคณะที่แตกต่างกันเหลือจะเดา และวุฒิหลายๆแห่งก็เป็น วท.บ.
เลยนับว่าเ็ป็นคนละสายมันซะเลย จะได้ขอผ่าน ไว้มีคนอยากรู้ก่อนดีกว่า
สุดยอดค่ะ พี่เก้อ
:22:
.
อยากเรียนศิลปกรรมนะ หาข้อมูลต่างเกี่ยวกับคณะนี้อยู่เพราะอีกปีก็ม.6แล้วค่ะ
แล้วคณะนี้เรียนสายอะไรถึงเข้าได้หรือว่าได้ทุกสายยังไม่รู้เลย
อีกอย่างยังไม่ค่อยรู้เรี่องโอเน็ทเอเน็ทไครมีชื่อเว็บช่วยบอกกันบ้างนะค่ะ
วาดภาพออกแบบพอได้แต่ยังขาดความรู้อะ
อีกปีก็ ม.6 แสดงว่าเพิ่งขึ้นม.5 :09:
แนะนำให้หาจุดหมายที่ต้องการให้พบโดยเร็ว
เพราะวิชาที่ใช้สอบ วิชาเฉพาะทั้งหลายเหล่านั้น มันไม่มีสอนในห้องเรียน
ความรู้ในห้องเรียนช่วยอะไรไม่ได้เลยน่ะ :08:
แล้วโดยเฉลี่ย คนที่ติดมักจะเริ่มติวกันตอน ม.5
เรื่องเรียนสายอะไร ได้ทุกสาย ไม่มีปัญหาไรทั้งนั้น
ข้อมูลอื่นๆลองไปดูหน้าแรกๆ มีบอกไว้ครบครัน
ยกเว้น โอเน็ต เอเน็ต ไม่รู้เรื่องด้วย
แล้วสถาปัตย์สาขา มัณฑนะศิลป์ (เขียนถูกเปล่าไม่รู้นะ) กับศิลปกร ที่เรียนแบบเดียวกันมันมี
เนื้อหาแตกต่างกันมากไหมคะ สถาปัตย์ก็น่าเรียนแต่ก็อีกอะแหลาะยังไม่มีข้อมูลรายวิชาที่ต้องสอบเลย
พอพูดเรี่องนี้ปวดสะหมองเหลือเกิน...........(อยากเรียน ศิลปกรรม )
เท่าที่รู้คือ มัณฑนศิลป์ ศิลปากร จะเรียนตรงกับสาขาตั้งแต่ปี1เลย คือไม่มีเรียนวิชาพื้นฐานเหมือนสถาปัตย์กับศิลปกรรม ........ส่วนมากปี1 มักเรียนวิชาพื้นฐาน
เอาให้ชัวร์ก็รอผู้รู้จริงข้างล่างค่ะ :42:
เป็นคำถามที่ถามกันเป็นอันดับหนึ่ง
มัณฑนศิลป์ มันคือชื่อคณะที่รวมภาควิชาด้านออกแบบทั้งหมดเข้าไว้ด้วยกัน
แต่มัณฑนศิลป์ที่หมายถึงการออกแบบตกแต่งภายในนั้น มักจะไม่ได้ใช้ชื่อนี้
งงไหม
ถ้าการเรียนด้านออกแบบตกแต่งภายใน ก็จะมี 2 รูปแบบคือ
เรียนออกแบบตกแต่งภายในเพียวๆ ได้วุฒิ ศิลปบัณฑิต อันนี้จะมีที่ ภาควิชาออกแบบตกแต่งภายใน คณะมัณฑนศิลป์
ส่วนที่อื่นๆมักจะชื่อ สถาปัตยกรรมภายใน อยู่ในคณะสถาปัต เรียนได้วุฒิ สถาปัตยกรรมศาสตร์บัณฑิต(ภายใน)
เรียนต่างกันเลยทีเดียว แต่อ่านๆคำถามแล้ว เข้าใจว่ายังงงอยู่ว่าตัวเองอยากเรียนอะไรกันแน่
เลยไม่อธิบายรายละเอียดความแตกต่างนะ เพราะดู 3 อย่างที่บอกว่าอยากเรียน ต่างกันมาก แถมไม่ได้จำเพาะเจาะจงอีก
จงตอบคำถามต่อไปนี้ :43:
1.สถาปัตย์ --- ต้องการทำงานออกแบบอาคารหรือสิ่งก่อสร้างใช่ไหม ?
2.มัณฑนศิลป์ -- อยากเรียน ออกแบบตกแต่งภายใน ?
หรือว่าหมายถึงอยากเข้าเรียนภาควิชาใดวิชาหนึ่งในคณะมัณฑนศิลป์ ซึ่งแต่ละภาคก็เรียนแตกต่างกันอีก ?
3.ศิลปกรรม --- ที่ไหน? และภาควิชาอะไร ? ภาควิชาที่บรรจุในคณะศิลปกรรมก็มีหลายภาค เรียนไม่เหมือนกัน แถมแต่ละที่ก็มีภาควิชาไม่เหมือนกันอีก
ที่บอกว่าอยากเรียนแต่ไม่รู้ว่าสอบอะไร คิดว่าเป็นคำถามที่กลับด้านนะ
คือ ถ้ารู้ว่าสอบอะไร แล้วจะไม่เรียนรึ เลือกสิ่งที่ต้องเรียนจากวิชาที่ต้องสอบเอ็นยั้งงั้นป่าว
ถ้าเราอยากเรียนอะไร แค่ไปเปิดหาว่ามันต้องสอบอะไรบ้างนี่ ง่ายนิดเดียว
มันน่าจะต้องเริ่มจาก เราอยากเป็นอะไรมากกว่าหรือปล่าว :09:
เห็นด้วยกับเก้อ :22:
ค่อยๆ ศึกษา ทำความเข้าใจไปค่ะ แล้วจะได้สิ่งที่รตงใจเรามากที่สุด
ขอให้ได้เรียนในสิ่งที่รักที่ชอบนะคะ :33:
:25:
หนิงยังไม่รู้เลย ว่าตัวเองชอบอะไร :05:
วันก่อนเพื่อนหนิงถามว่า จะเรียนออกเบบ นี่ต้องเข้าอะไร
ได้คำตอบแล้ว ขอบคุณพี่เก้อค่ะ :25:
น้อยคนน่ะหนิง ที่จะรู้ว่าอยากเรียนอะไรตั้งแต่แรก
พวกอยู่ ม.6 ไม่รู็เลยว่าอยากเรียนอะไรมีอยู่เยอะแยะ (ด้วยคน :08:)
ค่อยๆ คิดว่าชอบอะไร เหมาะกับด้านไหนน่ะ
ถ้าเจอครูแนะแนวดีๆ (ครูจุไรรัตน์) ก็ลองทำพวกแบบทดสอบน่ะนะ :42:
ครูจุไรรัตน์สอนดีมากๆ
ให้ทำแบบทดสอบเยอะแยะอะ
รู้จักตัวเองขึ้นเยอะเลย
:12:
มันจะดีอยู่แค่ปีเดียวนะพีช ฉะนั้นต้องรีบๆศึกษาเข้าใจ
เพราะครูแนะแนว ม.5-ม.6 เข้ามากล่อมให้หลับเท่านั้น :39:
(ยิ่งครูปุณวัชร์นะ :41: ทำเหมือนรู้เยอะ แต่จริงๆแล้วไม่รู้อะไรเลย)
เอ๊ะ ทำไมวีเห็นครูแนะแนวไม่กี่คนเอง :09:
(อย่างปีนี้ เพิ่งจะรู้จักครูลำภู :03:)
กลายเป็นกระจู๋เด็กเซนต์โยคุยกัน :03:
ลาออกไปหลายคนแล้วล่ะน้องวี ส่วนมากเป็นครูเข้าใหม่น่ะ เก่าๆเหลืออยู่2-3คนเองมั้ง
ตอนม.5 เจอครู (จำชื่อไม่ได้ :08:) รู้แต่ วันๆก็เข้ามาฉายหนังให้ดู แล้วก็จบไปอีกชม. :42:
ครูแนะแนวตอนม.4 ดีที่สุด เชื่อเถอะ :05:
ปั่นแปะ
แปะปั่น :22:
ใช่ครูยุพาพรรณรึเปล่าคะ วีเรียนเมื่อปีที่แล้ว ดูหนังกับทำแบบทดสอบอยู่สองอย่าง
เอ้อ วีจะกลับเข้าเรื่อง พี่จั๊วเรียนสายอะไรหรอคะ
ปล จะกลับเข้าเรื่องโดนปั่นแปะไปสอง :08:
ปั่นแปะ
3ต่างหากวี :22:
:42: คำนวณเน้อ (สายที่สบายที่สุดในบรรดาทุกสาย :44:)
ส่วนเบลล์เรียนวิทย์น่ะ แถมเก่งด้วย :39:
:25:
พี่จั๊วได้เกรด(ตอนม.3)เท่าไหร่คะ แล้วตอนจบได้เท่าไหร่
ม.3 หรอ ไม่ได้เรียนเลยอย่างแรง 2.4 :30: (เทอมสุดท้ายของม.3นะ :42:)
ม.6 ได้ 3.7 เน้อ ( พอดีนั่งข้างที่หนึ่งกับที่สองของห้อง ชิส์ :39:)
ที่หนึ่งเค้าได้ 4.0 เปล่าคะ :39:
4.0 จำได้ว่า มีคนได้ตอน ม.5 แค่นั้นนะ แล้วไม่มีใครได้อีกเลย (คำนวณอย่างเดียวนะ สายอื่นไม่รู้)
ที่หนึ่งมันได้ 3.93 ละมั้งนะ วันๆมันเอาแต่นอน แต่เก่งชิบ :39:
:43:
วีจะเป็น เด็กมอหก ที่ได้ 4 ล่ะสิ :34:
ครูแนะแนว เท่าที่เรียนมา ไม่เห็นเวิร์คซักปี เหมือนชั่วโมงว่าง :42:
ปีที่แล้วเรียนแนะแนวดีสุดเท่าที่เคยเรียนมาละ
ที่เหลือห่วยๆๆ
อ้างคำพูดจาก: MINI~ เมื่อ 20 พ.ค. 2006, 20:15 น.
วีจะเป็น เด็กมอหก ที่ได้ 4 ล่ะสิ :34:
อึ๋ เว่อ :07:
ดีจริงหรอ = =
วันๆดู แฟนฉัน , วัยอลวน4 , ครูไหวใจร้าย
แล้วบางวันก็ ตอบคำถามครู ลงในกระดาษเทส ลอกยาวเป็นพรืด
ห้องก็เสียงดัง ปวดหัว :05:
แล้วปีไหนดีกว่า
(อือ ใช่ ปีที่แล้วห้องเสียงดัง(แถมมีขนมด้วย) จริงๆ แต่ลอกไม่เยอะนะ คือชม.ที่เราเรียนมันเป็นชม.ก่อนกินข้าวที่มีครึ่งชม.น่ะ บางทีครูก็ให้ลอกลัดๆเลย)
เหมือนกันเลย :43:
ปี ปอหก เป็นยังไงจำไม่ได้แล้ว :42:
(เอ่อ คุยกันส่วนตัวมากไปหน่อยรึเปล่า คนอื่นเค้างง 55)
อ๋อ พี่เก้อเค้าเรียนมากะครูจุไรรัตน์นี่เอง :08:
ใช่ ตอน ป.6นะสอบวิชา Computer Aid for Motion Picture ครูไม่ยอมให้ลอกกันเลย
แต่ยังดีครูยุพวรรณ ก็ให้ผ่านหมด เลยได้ที่ 4 ของห้องเลยตอนนั้น ว้า :08:
จะเรียนอะไรดีคะ
ระหว่างเภสัช กับ สหเวชศาสตร์-โภชนาการ
ฟังชื่อแล้วก็ดูมีชาติตระกูลดีทั้งคู่นะครับ
เรียนเกี่ยวกับคอมน่าจะดีนะ เพราะเงินเดือนดี
อย่างพวกที่เขียนโปรแกรมเป็น เงินเดือนจะสูงมาก
เราอยากเขียนนะพวกโปรแกรมต่างๆ โดยเฉพาะ java
แต่ ...ยากจังเลย
อ้างคำพูดจาก: Oily_Orange_Juice เมื่อ 01 พ.ย. 2006, 20:39 น.
เรียนเกี่ยวกับคอมน่าจะดีนะ เพราะเงินเดือนดี
อย่างพวกที่เขียนโปรแกรมเป็น เงินเดือนจะสูงมาก
เราอยากเขียนนะพวกโปรแกรมต่างๆ โดยเฉพาะ java
แต่ ...ยากจังเลย
:39:
{หมีโหด} อยากเรียนออกแบบอะไรแนวนี้แล้วแฮะ
ไม่ก็พวกนิเทศน์
ถามค่ะ : ถ้าจะเลือก 2 อย่างนี้เรียนศิลป์ฝรั่งเศสดีมั้ยคะ :42:
(นานาเรียนได้หมดแหละ แต่นานาไม่ชอบอะไรที่เป็นคณิตมากๆ เลยไม่อยากเข้าพวกคำนวณหรือวิทย์คณิตอ่ะ)
อ้างคำพูดจาก: ลั่นทม เมื่อ 03 เม.ย. 2006, 23:55 น.
อยากเป็นหมอจิตวิทยา หรือเรียนอะไรเกี่ยวกับจิตวิทยา ... :18:
มันต้องเข้าคณะอะไรที่ไหน ยังไง ... ใช้วิชาไรมั่ง ,,ใครพอมีความรู้มั่งอะค่ะ
(แต่ไม่สันทัดวิชาเคมี จะเรียนรอดไหม)
เคยถามแม่ว่า ... อยากเป็นหมอจิต
แม่บอกว่า ... รักษาตัวเองให้ได้ก่อนแล้วค่อยไปรักษาคนอื่น :05:
:16:
(เป็นแค่ตัวเลือกหนึ่ง)
ถ้าจะเป็นจิตแพทย์ต้องเลือกเรียนหมอก่อนค่ะ แล้วค่อยเฉพาะทาง ทางด้านจิตวิทยา
แต่ถ้าเรียนคณะจิตวิทยา หรือ เอกจิตวิทยา จะเป็นนักจิตวิทยา
ซึ่งจิตวิทยาก็มีหลายสาขา เช่น จิตฯคลินิก จิตฯอุตสาหกรรมและองค์การ จิตฯปรึกษา ฯลฯ
ความแตกต่างระหว่างจิตแพทย์และนักจิตฯคือ แพทย์จะสามารถสั่งจ่ายยารักษาได้ วินิจฉัยโรค
แต่ก็ทำงานควบคู่กับนักจิตวิทยา เพราะนักจิตวิทยาจะเป็นผู้ทำการทดสอบต่างๆ เพื่อให้หมอเอาไปวินิจฉัยโรคของผู้ป่วย ซึ่งเครื่องมือที่ใช้ก็คือแบบทดสอบต่างๆ และนักจิตวิทยาที่เป็นผู้ทำหน้าที่นี้คือ นักจิตวิทยาคลินิก
ส่วนจิตฯอุตฯและองค์การ หรือเรียกว่า จิต IO ก็จะเน้นในด้านบุคลากร หรือฝ่ายบุคคล ส่วนใหญ่ก็จะทำงานในองค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน อย่างที่ธรรมศาสตร์ เด็กจะเลือกเรียนกันซะเยอะ เพราะคิดว่าหางานได้ง่ายกว่าฟีลด์อื่นๆ และประยุกต์ใช้ในการทำงานได้มากกว่า เนื้อหาวิชาที่เรียนจะเน้นที่ด้านบุคคล ไม่ได้เน้นด้านอปกติ อย่างพวกคลินิกเรียนกัน
สุดท้ายขอยกตัวอย่าง จิตฯปรึกษา ก็ให้คำปรึกษาแก่ผู้ที่มีปัญหา ปัญหาก็ตั้งแต่ปัญหาทั่วไปในการใช้ชีวิต การทำงาน เห็นได้ชัดก็พวกที่ทำงานฮอตไลน์ อะไรเทือกนั้นหน่ะค่ะ รวมไปถึงแนะแนวการศึกษา แนะแนวอาชีพด้วย
จิตวิทยา วิชาทางด้านวิทย์ที่เน้น ก็จะเป็น ชีววิทยา นะคะ ฟิสิกส์กับเคมี ไม่ได้ใช้
แต่ข้อมูลที่ทราบนี่ก็เฉพาะของธรรมศาสตร์นะ ไม่แน่ใจว่าสถาบันอื่นใช้สอบเข้าด้วยรึเปล่า
อ้อ! แล้วก็มีเรียนสแตทด้วย สถิติหน่ะค่ะ ธรรมศาสตร์เรียนสามตัว ที่อื่นเรียนกันตัวเดียว :41:
พอจะเห็นภาพมั้ยเอ่ย :22:
อ้างคำพูดจาก: Oily_Orange_Juice เมื่อ 01 พ.ย. 2006, 20:39 น.
เรียนเกี่ยวกับคอมน่าจะดีนะ เพราะเงินเดือนดี
อย่างพวกที่เขียนโปรแกรมเป็น เงินเดือนจะสูงมาก
เราอยากเขียนนะพวกโปรแกรมต่างๆ โดยเฉพาะ java
แต่ ...ยากจังเลย
โปรแกรมเมอร์ ใครๆก็เป็นได้ :08:
อ้างคำพูดจาก: นานา เมื่อ 01 พ.ย. 2006, 21:46 น.
{หมีโหด} อยากเรียนออกแบบอะไรแนวนี้แล้วแฮะ
ไม่ก็พวกนิเทศน์
ถามค่ะ : ถ้าจะเลือก 2 อย่างนี้เรียนศิลป์ฝรั่งเศสดีมั้ยคะ :42:
(นานาเรียนได้หมดแหละ แต่นานาไม่ชอบอะไรที่เป็นคณิตมากๆ เลยไม่อยากเข้าพวกคำนวณหรือวิทย์คณิตอ่ะ)
อืม....
ต้องถามตัวเองว่า
ถ้าเกิดเรียนศิลป์แล้วเพื่อนในห้องไม่ต้องใจเรียน
แล้วนานายังจะเรียนได้อยู่รึเปล่า?
ถ้าเรียนได้ ก็เอาเลย
เราอยากเรียนโรงเรียนที่สายวิทย์มันมี
ให้เลือกวิชาเพิ่มเติมเป็นภาษาอะ
ซึ่งที่เซนต์โยไม่มี :22:
:08: อยากจะบอกว่าเด็กสายศิลป์ รร นานา มีอยู่ไม่ถึงสิบห้าคนต่อชั้น
แล้วก็จะเป็นพวกที่ เรียนจริงๆเลยล่ะ :31: (กลัวไปป่วนเค้ามากกว่า 55+)
ไม่มีอะไรหรอก เพราะไม่ถูกโรคกับ คณิตอย่างแรงจริงๆ เลยไม่อยากอยู่อีกสองสายที่เหลือน่ะ :42: (มีปัญหากับมันวิชาเดียวแหละ แบบว่าวางอคติกับมันไม่ลงแล้ว)
อีกอย่าง รู้สึกว่างานที่อยากทำมันไม่จำเป็นต้องเรียนพวกยากๆแบบสายวิทย์เลย
แต่เพื่อนกะแม่บอกว่าถ้าเรียนสายวิทยืหรือศิลป์คำนวณก็จะมีทางเลือกมากกว่าน่ะ :05:
:08:เหลือปีหน้าปีเดียวละ
เป็นคนนึงที่ใจศิลป์แต่เรียนวิทย์
สนุกดีนะ หนักดี ถือว่าเสริมความรู้ให้ตัวเองด้วย :42:
อีกอย่างเพื่อนมันก็เรียบร้อยๆ พึ่งเรื่องการเรียนได้เต็มท่ีหน่อย
ถ้ากลัวว่าไม่มีเวลาว่าง ก้ลองจัดช่วงเวลาเราให้ดีๆ เดี๋ยวก็ว่างเองล่ะ
(แต่ถ้าไม่ถูกกับคณิตนี่ แนะนำศิลป์ภาษาละกัน :42:)
เอ็งไม่ต้องเรียนแล้วล่ะปักซ่ามม จบม.6 ก็ออกมาหางานทำเฮอะ
ออกมาทำ บ้านในป่าห์ Cyber cafe & design @home เหอะ (ชื่อนี้เป็นไงเก๋มั้ย)
:02:
ทำแล้วจริงๆครับ :42:
ไม่ต้องรอให้จบ ม.6 ละ จบเทอม 2 นี้ก็คงได้เป้นชิ้นเป็นร่างแล้ว :42:
:16: นั่นแหละ จะว่าไปตอนแรกก็คิดแบบพี่สาม
แต่เวลาว่างมันน้อยๆยังไงไม่รู้ :31:
เลยกำลังเขวอยู่น่ะค่ะ :08:
สรุป..
1.ไม่อยากเข้า วิทย์คณิต หรือศิลป์คำนวณ เพราะว่าเกลียดคณิตมากๆถึงมากที่สุด (ไร้สาระสิ้นดีเลย เกลียดแค่วิชาเดียวนี่แหละเลยไม่อยากเข้า :08:) ส่วนเรื่องอื่นไม่เป็นปัญหาค่ะ {หมีโหด}
2.ถ้าอยากทำงานพวกออกแบบ เรียนศิลป์ภาษาก็เบาดีนะ เวลาว่างก็ติววาดรูป {หมีโหด} ละก็คาบว่างเพียบเลย ทำงานสภาได้อย่างสนุกสนาน :04:
3.ไม่เอาศิลป์คำน๊วนนนนนน
เลยกำลังงงกะชีวิตค่ะ เพราะเรื่องทางเลือกมากกว่าน้อยกว่ามันก็จริงอะนะ :16:
:15: ปวดหัว
ศิลป์ภาษาครับ เชื่อว่าจะมีคาบว่างเยอะพรึบ :42:
และเรียนไม่หนักแน่
(ลำดับห้องก็สำคัญนะครับ อย่างสายวิทย์ ถ้าเป็นห้อง 1 นี่ จะบ้าตาย)
เชียร์ศิลป์ภาษาเลย ได้หลายภาษาย่อมได้เปรียบในอนาคต :45:
เชียร์วิทย์คณิตเลย
เรียนเยอะกว่า ได้เปรียบในการเลือกคณะมากกว่า {หมีโหด}
(อันที่จริงชอบตรงที่คาบว่างเยอะนี่แหละ :30:)
(จริงๆไม่ได้อยากได้ภาษาไวทำมาหากินนะคะ กะหนีคณิตมากกว่า :30:)
จะเลือกสายวิทย์แหละถ้าไม่เกลียดคณิตนะ.....
เออใช่ มปลายสายวิทย์ คณิตศาสตร์ใช้เยอะมั้ยคะ :08:
เพราะถ้าเยอะ นานาก็ไม่เอาแล้วล่ะ :30:
ไอ้สามไม่ต้องเรียนแล้วมีงานทำจะเรียนไปทำไม 5555555
เรียนอะไรก็เอาแบบที่ชอบเฮอะ แต่เกลียดอะไรก็อย่าไปหนีมัน
พี่เคยเป็นคนที่เกลียดเลขมากๆ แต่พอตอนนี้กลับชอบมากเพราะได้ใช้ประโยชน์พอๆกับภาษาอังกฤษแหละ
โฮ้ยแต่เด็กๆ บ่นว่าไม่มีเวลา ๆ นี่แสดงว่ายังไม่รู้ว่าพอโตมาแล้ว ไม่มีเวลาจริงๆมันยังไง :05a: ไม่เชื่อถามพี่แอนได้ :30:
คณิตศาสตร์ เป็น ศาสตร์บริสุทธิ์เลยนะ
เป็นรากฐานของสิ่งต่างๆ ทั้งปวง :22:
(เอามาจากหนังสืออะไรก็ไม่รู้)
จริงๆ นะ ฝืนๆ ไปเหอะ อนาคตนะ ตามตอนโตยังทันอยู่
ตอนนี้ต้องสร้างโอกาสให้ตัวเองก่อน
ถ้าของที่นี่
คณิตฯ เพิ่มเติม 4 คาบ/สัปดาห์ (ทุกวัน ยกเว้นวันจันทร์ที่ไป รด.)
คณิตฯ พื้นฐาน 2 คาบ/สัปดาห์
ฟิสิกส์, เคมี, ชีวะ อย่างละ 3 คาบ/สัปดาห์
คาบว่าง ไม่มีระหว่างเรียน ถ้ามีก็คืออยู่คาบสุดท้าย ถือว่าเลิกเร็ว
(ว่าง 2 คาบ/สัปดาห์)
ทำตัวสบายๆ มันก็ไม่หนักหรอก ผู้หญิงก็ไม่ต้องเรียน รด. ก็สบายดีนะ
อ้างคำพูดจาก: Layiji เมื่อ 02 พ.ย. 2006, 22:08 น.
ไอ้สามไม่ต้องเรียนแล้วมีงานทำจะเรียนไปทำไม 5555555
:42:
จะเอาเวลาว่างไปทำอะไรหนักหนา
เพราะตอนเรียนก็เหมือนเวลาว่างอยุ่แล้ว :33:
โดดประจำ 555+
อืมนั่นแหละ แต่ ... เกลียดคณิตโคตรๆ :01: (วิทย์สนุกกว่าตั้งเยอะ แต่เกลยดคณิตแบบเข้าไส้จริงๆนะคะ :41:)
อันที่จริงไม่ชอบคณิตเพราะครูแหละ จากที่ไม่ชอบอยู่แล้วกลายเป็นว่าเกลียดจนแทบจะโดดทุกคาบเลย (ตอนนี้ครูคนนั้นไปดีแล้วแหละ แต่ก็ยังเกลียดวิชาคณิตไม่หาย :39: :39:)
จะลองเอาไปคิดดูนะคะ :33: (ตอนนี้ก็พยายามปั่นคะแนนดีๆอยู่ แต่ปลงเรื่องคณิตไปแล้วแหละ กู้ไม่ขึ้นละมั้ง จิตพิสัยเทอมก่อนก็ไม่มี :43:)
สายวิทย์มันดูหนักๆยังไงไม่รู้ แต่ทางเลือกยอมรับว่าเยอะกว่าโคตรๆ :42: (จะเอาภาษาก็ไปหาเสริมได้เยอะแยะ)
สายศิลป์ดูสบายกว่ามากๆ แต่ทางเลือกน้อยกว่ามหาศาล :17:
ชีวิตในอนาคตคิดจะเลือกเดินทางสายวิทย์รึป่าวล่ะ? อันนี้พี่แนะให้คิดจริงๆ นะ
ตอนพี่เรียนตัดสินใจเลือกสายวิทย์เพราะตามกระแสทางบ้าน เจ้ๆ เรียนสายวิทย์หมด แถวบ้านมีความเชื่อผิดๆ ที่ว่าสายวิทย์ดีกว่าสา่ยศิลป์ จริงอยู่ที่เรียนสายวิทย์มันมีโอกาสเลือกได้มากกว่า แต่เราจะทนฝืนไปทำไมตั้ง3ปี กับสิ่งที่เราไม่ชอบ มันทรมานจริงๆ นะ ถ้าเราคิิดว่าชาตินี้จะไม่เป็นนักวิทยาศาสตร์ ไม่เอนท์สายแพทย์แล้วละก็ ......พี่ว่าเลือกสายศิลป์เถอะ
จำได้ว่าพี่เรียนม.ปลายสายวิทย์ด้วยความทรมานใจมาตลอด 3 ปีเต็ม จากที่ไม่ค่อยชอบคณิตเท่าไหร่กลับกลายเป็นเฉยๆ เพราะเกลียดเคมีมากกว่า :30:
การทำในสิ่งที่เราชอบ เราจะมีความอดทนและตั้งใจทำกับมันได้อย่างเต็มที่ แต่กับสิ่งที่เราไม่ชอบเราจะทนได้นานแค่ไหน
ตอนนี้พี่ยังคิดเลยว่าจะเรียนสายวิทย์มาทำไมให้เหนื่อยปล่าว อ่อนฟิสิกส์ เคมีก็ต้องตามแก้ เรียนพิเศษติวกันวุ่นวาย และสำหรับการคำนวนเกี่ยวกับตัวเลขในทุกวันนี้ ไม่ได้ใช้ความรู้ขั้นสูงในม.ปลายที่เรียนมาเลย (พี่เรียนการตลาด) ใช้ความรู้คณิตศาสตร์แค่ม.ต้นก็เพียงพอแล้ว
สำหรับนานาพี่ว่าโชคดีกว่าพี่ที่ค้นพบความถนัดและความชอบของตนได้ไว (พี่ไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไรถนัดอะไรจนวินาทีสุดท้ายที่เข้ามหาลัย) ถ้าสนใจเรียนนิเทศน์ลองปรึกษาหมีอรดูสิ หรือพี่ๆ ในนี้หลายๆ คนก็เรียน/จบทางกราฟฟิก ออกแบบ กันมาก
สู้เขา นานา :12:
:42: เอาจริง เราว่าคำนวณเป็นสายที่สบายที่สุดเลยนะ
เพราะเลขที่เราเรียน สายวิทย์ก็เรียน ภาษาที่เราเรียน สายอื่นก็ต้องเรียน
ก็กลายเป็นว่าสายเราเบาที่สุด แถมมีทางเลือกตอนเอนท์ที่โอเคด้วย ถ้าจะเข้านิเทศไรเงี้ยอะ
พวกไม่ชอบเลข มาเรียน ม.ปลายอยู่กับเพื่อนที่เรียนเลข เดี๋ยวก็ไปได้เองอ้ะ
เหมือนเรา โคตรเกลียดเรขาคณิตวิเคราะห์เลย มาม.ปลายก็เข้าใจจนได้ 4 อะ
แต่สายเราจะหนักอังกฤษ เป็นอาิทิตย์ละ 8-9 คาบ แทน ก็สนุกดี ได้อังกฤษด้วย :33:
แต่ถ้าอยากได้ภาษาอื่น ก็เข้าศิลป์ภาษาเถอะ
พอดีรร.เราศิลป์ภาษากับศิลป์จีนจะไม่ค่อยเรียน มีแต่คำนวณกับวิทย์ที่เอนท์ติดเยอะอ่ะ
แต่ยังอิจฉาพวกศิลป์ภาษามันอยู่เลย ไปอยู่เอแบคเหมือนจะได้อะไรมากกว่าเราอีก :39:
ผมเรียนศิลป์คำนวน ครับ กั๊กดี :02:
ก็เลยได้เรียนคณะกั๊กๆ อย่างวารสาร
แถมยังเป็นคณะที่มีหนังเรื่อง กั๊ก กะกาวน์ อีกแน่ะ
กั๊กจริงๆ ชีวิตนี้
ว่าแต่เรียนอะไรที่ชอบเถอะครับ แต่อย่าใช้ความไม่ชอบเป็นข้อแก้ตัว ต้องลองพยายามดู แบบบางคนบอกไม่ชอบ แต่ไม่เคยพยายามพี่ว่ามันน่าเสียดาย บางทีมันเหมือนว่าอีกนิดเดียวจะผ่านไปสู่จุดที่ชอบได้แล้ว ดันมาเลิกกลางคันซะนี่ เสียดาย
อยู่ห้อง 1 บ้าแน่
บ้าเพราะเล่นไพ่
บ้าเพราะมันติงต๊อง
{หมีโหด}
เลือกเรียนที่ชอบเถอะ
อย่าเผื่อว่าเรียนอันนี้ เผื่อไว้จะได้เลือกคณะนี้
ซึ่งความจริงแล้วตัวเราเองกลับไม่ได้ชอบมัน
เรียนที่ชอบน่ะแหละจะได้ไม่เครียด :42:
ใช่ นุชพูดถืก
เหมือนกับที่นุชชอบทำคุ๊กกี้แต่.........................
อร่อย มาก
พูดจาไม่น่าเชื่อเลย
ถ้าเราเรียนที่ชอบๆ
เราก็จะได้ไปมหาลัยที่ชอบๆ
จบมาทำงานที่ชอบๆ
พอรู้ตัวว่างานที่ชอบๆ
ไม่สามารถเลี้ยงตัวเองได้ดีเท่าที่ชอบๆ
ในที่สุด
เราก็จะไปที่ชอบๆ
...
:01:
แล้วจะได้กินกระเพาะปลา...ชอบๆ
วันนี้ยิ่งฟังอาจารย์แนะแนวพูดแล้วยิ่งหนักใจ :30:
เข้าม4 ใช้เกรด 2.0 อัพ
อนาคตนานา GPA อาจจะ 50% :38:
:21: ช่างมันเถอะ
ยังไงตอนนี้ก็จะตัดสายวิทย์ทิ้งละ
ศิลป์คำนวณก็ดีเหมือนกันแฮะ ลืมไปว่าไม่ต้องเรียนภาษาอื่น :30: (คณิตจริงๆแล้วเกลียดมันเฉยๆ แต่พอทำก็ทำได้น่ะนะ :01:)
ไว้ใกล้ๆตอนนั้นจะลองมาถามอีกที ขอบคุณทุกคำแนะนำค่ะ :12:
(ปล.จบออกแบบ จบนิเทศน์ หางานง่ายมั้ยคะ โดนสบประมาทมาว่าเรียนไปแล้วจบไปจะหางานได้เหรอ :30:)
ตอนนี้เรียนสายวิทย์-คณิต เกรดห่วยมากๆ
เหนื่อยด้วย แต่เฮฮาดี เพื่อนมันบ้าๆบอๆ
อยู่ในบรรยากาศที่รู้สึกสนุก แต่มองไปข้างหน้าแล้วทุกข์ใจ :05:
ตอนนี้ยังงงๆอยู่กับชีวิตว่าจะเอาอะไรแน่
ระหว่างเขียนโปรแกรม กับออกแบบกราฟฟิก
ปล.วันนี้โดนครูที่โรงเรียนสั่งให้ทำเว็บกลุ่มสาระ ภายในเวลา 2 วัน
นี่จะไม่ให้ผมไปผุดไปเกิดที่จะทำอย่างอื่นเลยใช่มั้ย :08:
เรียนม. 3 เกรดครึ่งๆกลางๆ
ว่าจะไป ปวช. ช่างไฟฟ้า - อิเล็คทรอนิกส์ ไม่ก็ ช่างยนต์ ครับ
ปวส. ว่าจะไป เทคนิคคอมพิวเตอร์ครับ
ชอบภาษา แต่ว่า ทำคะแนนพวก วิทย์กับคณิตไรงี้ได้ดีกว่า :08:
ก็เลยอยากจะเลือกที่เราถนัดดีกว่า
แล้วภาษาก็เอาไว้เป็นตัวเสริม สนุกๆ :42:
อ่อ ที่บ้านก็กดดันเรื่องวิทย์ๆอะไรนี่อยู่พอดี
ก็เลยไม่อยากทะเลาะ :08:
อ้างคำพูดจาก: MINI~ เมื่อ 03 พ.ย. 2006, 18:58 น.
ชอบภาษา แต่ว่า ทำคะแนนพวก วิทย์กับคณิตไรงี้ได้ดีกว่า :08:
ก็เลยอยากจะเลือกที่เราถนัดดีกว่า
แล้วภาษาก็เอาไว้เป็นตัวเสริม สนุกๆ :42:
คล้ายๆนะ
แต่นานาเลือกอันที่ชอบ :21:
อ้างคำพูดจาก: จั๊วจึ๋ย เมื่อ 02 พ.ย. 2006, 22:36 น.
:42: เอาจริง เราว่าคำนวณเป็นสายที่สบายที่สุดเลยนะ
เพราะเลขที่เราเรียน สายวิทย์ก็เรียน ภาษาที่เราเรียน สายอื่นก็ต้องเรียน
ก็กลายเป็นว่าสายเราเบาที่สุด แถมมีทางเลือกตอนเอนท์ที่โอเคด้วย ถ้าจะเข้านิเทศไรเงี้ยอะ
พวกไม่ชอบเลข มาเรียน ม.ปลายอยู่กับเพื่อนที่เรียนเลข เดี๋ยวก็ไปได้เองอ้ะ
เหมือนเรา โคตรเกลียดเรขาคณิตวิเคราะห์เลย มาม.ปลายก็เข้าใจจนได้ 4 อะ
แต่สายเราจะหนักอังกฤษ เป็นอาิทิตย์ละ 8-9 คาบ แทน ก็สนุกดี ได้อังกฤษด้วย :33:
แต่ถ้าอยากได้ภาษาอื่น ก็เข้าศิลป์ภาษาเถอะ
พอดีรร.เราศิลป์ภาษากับศิลป์จีนจะไม่ค่อยเรียน มีแต่คำนวณกับวิทย์ที่เอนท์ติดเยอะอ่ะ
แต่ยังอิจฉาพวกศิลป์ภาษามันอยู่เลย ไปอยู่เอแบคเหมือนจะได้อะไรมากกว่าเราอีก :39:
คำนวณเรียนเลขอาทิตย์ละ 10 คาบ อังกฤษ 8 คาบ
สบายสุดแล้วหละ :22:
อ้างคำพูดจาก: MINI~ เมื่อ 03 พ.ย. 2006, 18:58 น.
ชอบภาษา แต่ว่า ทำคะแนนพวก วิทย์กับคณิตไรงี้ได้ดีกว่า :08:
ก็เลยอยากจะเลือกที่เราถนัดดีกว่า
แล้วภาษาก็เอาไว้เป็นตัวเสริม สนุกๆ :42:
อ่อ ที่บ้านก็กดดันเรื่องวิทย์ๆอะไรนี่อยู่พอดี
ก็เลยไม่อยากทะเลาะ :08:
กดดันเรื่องวิทย์ๆ คือให้เข้าสายวิทย์หรอ
พ่อแม่เรานี่เชียร์ให้เข้าคำนวณเลย กลัวเราเรียนวิทย์ไม่ไหว (ซึ่งมันก็อาจจะจริง :42:)
ทั้งๆที่ได้เกรดดีนะ แต่เราก็เข้าคำนวณ เราเลือกสิ่งที่เราชอบอะ
แล้วเข้ามาก็มีแต่คนบอกว่า
"หน้าอย่างแกเข้ามาทำไมวะ ไปอยู่วิทย์เลย" :39:
ช่ายยยยยยย
เห็นด้วยกับประโยคสุดท้าย :07:
(55 พูดเล่นนะๆ )
มีแแต่คนเชียร์เราเรียนศิลป์ภาษา :30:
อ้างคำพูดจาก: นานา เมื่อ 03 พ.ย. 2006, 17:58 น.
วันนี้ยิ่งฟังอาจารย์แนะแนวพูดแล้วยิ่งหนักใจ :30:
เข้าม4 ใช้เกรด 2.0 อัพ
อนาคตนานา GPA อาจจะ 50% :38:
ครูแนะแนวพี่บอกสมัยพี่อาจจะ 70% ง่ะ :05:
เหมือนผมชอบวาดรูปแต่ไม่เข้าคณะที่สอนวาดรูป งงมั้ย เหมือนอยากมาร็เก็ตติ้งมากกว่า แต่ไม่อยากเรียนมากเหมือนพวกบัญชีบริหาร เอาพอประมาณ กั๊กจริงๆ แต่ก็สุดท้ายก็คิดจะเรียน ป.โทด้านบริหารเพิ่มเติม มันมีทางเลือกตั้งเยอะแยะลองหาๆดูล่ะกัน
ส่วนเรื่องหางานยากง่าย ก็ขึ้นอยู่กับคนแฮะ ถ้าถามว่าคณะอะไรจบมาได้งานเลยก็ต้องหมอสิครับ :08a:
คนรวย - เราจะเรียนอะไรดี
คนจน - เราจะมีอะไรเรียน
คนเกรียน - เรียนคืออะไรวะแสรดดด
//เสียดายเพื่อนแฮะ ติดเกมจนเสียคนไปพักนึง ตอนนี้ดึงกลับมาได้แล้วแต่ก็ยังติดอยู่ :08:
+1 นานา ชอบจังเลย :25: ส่วนพี่แอนเยอะอยู่แล้วไม่ต้องบวกให้หรอกมั้ง
เอ้อ พี่ check แล้วนะ
admission อีกสองปีที่เหลือ (2550, 2551) GPA 30% ตลอดแน่นอน
เนื่องด้วยปัญหาการปรับฐานเกรดให้เท่ากัน
เพราะปี 2549 (ปีพี่เนี่ยแหละ) เจอว่า
เด็ก gpa 2.5 แต่ทำคะแนนได้ 80 กว่า (แน่นอน ไม่ใช่พี่หรอก 555)
เลยยังไม่รู้จะปรับ gpa ยังไงดี
ซึ่งความคิดพี่ ไม่ต้องไปปรับมันหรอก gpa น่ะ
แค่ลดคะแนน gpa เหลือซัก 20% ก็ ok แล้ว
แล้วก็เน้นคะแนนสอบหน่อย
เนื่องด้วย gpa = คะแนนความตั้งใจเรียน
คะแนนสอบ = คะแนนความรู้ที่ได้จากการเรียน
เออใช่
พอร์ตนี่เค้าเริ่มเก็บกันตอนไหนคะ :09:
ตอนนี้
ขอบคุณค่ะ :05:
//แล้วเก็บยังไงอ่ะ ปรินท์ใส่แฟ้มไว้เหรอ :09:
ได้หลายแบบนะ ถ้าใส่เป็นแฟ้ม ก็จะดูได้เลยทันที ทันใจ
หรือจะเก็บไว้ใส่ ซีดีก็ได้นะ ถ้าทำเป็ฯแฟลชแล้วเอาพอร์ทงานใส่เข้าไป แล้วทำให้เค้ากดดูได้
ออกแบบอินโทรจ๊าบๆ ได้ ก็ทำเลย
มีหลายแบบน่ะ
ทำแฟ้มก็ต้องทำให้ดูแตกต่างด้วยนะ จ๊าบๆหน่อย
อ๋าห์ ขอบคุณค่ะ (+1)
ทำเป้นเว็บก็ได้ครับ
เหมือน http://www.saa3.net
ซึ่งก็ไม่มีอะไรอยู่ดี
พอร์ต มหาลัยบางคณะก็ไม่ดูใช่ไหมคะ?
แล้วก็ไม่ดูของ ม.ต้นด้วยนะ ถ้าไม่สำคัญ :42:
แต่ทำพอร์ตก็มีข้อจำกัดของมันอยู่เหมือนกัน ต้องไปถามครูแนะแนว :43:
เรื่องพอร์ตโฟลิโอนี่ คณะทางสายศิลป์นี่ไม่ทราบเหมือนกันนะครับ
แต่ถ้าเป็นคณะทางสายวิทย์...จะเข้ามหาวิทยาลัยผ่านระบบ admission ตอนนี้ก็ยังไม่จำเป็นเท่าไหร่ครับ
แต่ถ้าเข้าผ่านโควต้า ทุนทั้งหลาย(เข้าแบบวิธีพิเศษ) นี่ตอนสัมภาษณ์เขาจะขอดูเป็นอันดับแรกเลยครับ
ตอนมาสัมพลาดสมัยปี1ก็เอามาให้ดูนะ เรียนสายวิทย์-คณิต
ไม่ได้มีไรเท่าไหร่หรอก เกียรติบัตรนู่นนี่ เอกสารรับรองไปอบรมไรงี้แหละ
:42:
คะแนนสำคัญสุดอยู่แล้ว :12: แต่ให้พอร์ตดีเลิศเลอก็เหอะ :39:
อ้างคำพูดจาก: ลั่นทม เมื่อ 06 พ.ย. 2006, 19:01 น.
คะแนนสำคัญสุดอยู่แล้ว :12:
อืม .. แล้วก็ความสนใจของแต่ล่ะบุคคลด้วยครับ :33:
เหวอ {หมีโหด}
ถามจริงๆค่ะ ตอนนี้เรียนอะไรหางานง่ายคะ
วีอยากเรียนอักษร เข้าสายคำนวณ
พี่ๆว่า อย่างวีควรเรียนอะไรดีคะ :08:
(ความจริงรู้สึกเปิดรับได้เกือบหมด.. ยกเว้นแพทย์ :39:)
พูดถึงงาน พี่ว่าความยากง่ายมันก็เปลี่ยนไปตามยุคสมัย
ยุคนึงโฆษณาเงินดีมาก คนก็แห่เรียนโฆษณา
ไฟแนนซ์เงินดีมากกก คนก็แห่เรียนการเงิน
ต่อมาฟองสบู่แตกก็ตกงานกันหมด
เรื่องงานคาดการณ์ได้ยากสุดๆ แล้วแต่รัฐบาลและเศรษฐกิจในยุคนั้นด้วย
สรุปเรียนในสิ่งที่ชอบแล้วทำให้ได้ดีที่สุด คนเก่งมีฝีมือที่ไหนๆ เขาก็ต้องการ :12:
อย่างพี่ ตอนนี้จบแล้วยังตกงานอยู่เลย :08: (ไม่ไปสัมภาษณ์แล้วมันจะได้งานเร้อะ!)
แล้วจานวีถนัดอะไรล่ะ :22:
เอางี้
ไหนๆ ก็มาถึงตอนนี้พี่ว่าวีดูจะเป็นคนที่คิดอะไรได้ซับซ้อนกว่าเพื่อนๆ ในวัยเดียวกัน
พี่ขอแนะนำแบบยากๆ เลยนะ
คือ อยากให้ลองไปอ่านในกระจู๋จบแล้วหางานทำน่ะ
จะเห็นเลยว่า ที่เราเรียนๆ มาเนี่ย สุดท้ายเราก็ต้องไปเลือกเอาอีกทีว่าอยากเป็นอะไร
ดังนั้นจะดีกว่าไหมถ้าเราวางแผนอนาคต มองข้ามช็อตไปยังตอนจบมาเลย ว่าเราจะเป็นอะไร
แล้วก็เรียนไปตามนั้น
นี่เป็นวิธีคิดจากคนที่เป็นผู้ปกครอง หรือไม่อย่างน้อยก็ผ่านจุดที่ต้องตัดสินใจเลือกว่าจะเรียนอะไรมาแล้ว
อย่างจานวีซะอย่าง อนาคตมีรออยู่หลายด้านว่ะ ลองคิดดูนะ :22:
ส่วนยัยปาล์ม
อยู่บ้านว่างๆ ก็ขายเงิน P เป็นเงินจริงสิ น่าจะรวย
รับจ้างตีมอนซิ ปาล์ม :26:
ผลสอบภาคเรียนที่ผ่านมาค่ะ :05:
(เอามาประจานกลางฟอรั่มอีก = =)
(เต็มห้าสิบ)
ภาษาไทย 41
เลขหลัก 44
วิทยาศาสตร์หลัก 37
สังคม(ประวัติศาสตร์) 46
สุขศึกษา/พละ 43
ศิลปะ 42
งานบ้าน/คอม 46
ภาษาอังกฤษ 47
เลขเสริม 45
วิทย์เสริม 44
กฎหมาย 43
อังกฤษเสริม 42
วีจะชอบภาษาอังกฤษกับศิลปะ อังกฤษวีจะทำได้ดี แต่ศิลปะวีจะแย่มากๆ (ทำให้ตอนนี้เริ่มรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้เรื่องศิลปะและจะเริ่มเกลียดมัน)
เลขจะเป็นวิชาที่วีไม่ถนัดมากที่สุด แต่ด้วยความพยายามที่จะต้องรู้เรื่องก็ทำให้ในที่สุดก็เข้าใจ (แต่เป็นคนเก็ตเลขยากมากๆ)
ส่วนวิทย์กับสังคมนี่ไม่ชอบ ท่องจำ :39:
วีเลยอยากจะต่อด้านภาษามากกว่า ด้านศิลปะ ถ้าบอกว่าวีอยากเป็นอะไรจริงๆ ก็คงอยากทำงานกราฟิค แบบมากๆ แต่พอมาเห็นเกรดศิลปะก็คงจะชัวร์ๆว่าไม่ไหวแน่ถ้าวีไปเรียนคณะศิลป์ต่างๆ วีวาดรูปไม่เป็นอย่างแรง :05: (ไม่เหมือนเพื่อนวีหลายคน เหมือนมีพรสวรรค์ตั้งแต่เกิด :39:) แถมงานพวกนี้มีคนเก่งตั้งเยอะตั้งแยะ คงไปสู้คนอื่นไม่ได้ ตกงานก่อน 55
วีเลยคิดว่าไหนๆก็ชอบ แล้วก็ทำในด้านภาษาอังกฤษได้ดี อยากจะเรียนต่อด้านภาษา เป็นไกด์ เป็นล่าม หรือแอร์ :08:
จริงๆวีก็อยากพอจบไปทำงานได้เงินเยอะๆ *-*
อ้างคำพูดจาก: iannnnn เมื่อ 06 พ.ย. 2006, 23:48 น.
แล้วจานวีถนัดอะไรล่ะ :22:
เอางี้
ไหนๆ ก็มาถึงตอนนี้พี่ว่าวีดูจะเป็นคนที่คิดอะไรได้ซับซ้อนกว่าเพื่อนๆ ในวัยเดียวกัน
พี่ขอแนะนำแบบยากๆ เลยนะ
คือ อยากให้ลองไปอ่านในกระจู๋จบแล้วหางานทำน่ะ
จะเห็นเลยว่า ที่เราเรียนๆ มาเนี่ย สุดท้ายเราก็ต้องไปเลือกเอาอีกทีว่าอยากเป็นอะไร
ดังนั้นจะดีกว่าไหมถ้าเราวางแผนอนาคต มองข้ามช็อตไปยังตอนจบมาเลย ว่าเราจะเป็นอะไร
แล้วก็เรียนไปตามนั้น
นี่เป็นวิธีคิดจากคนที่เป็นผู้ปกครอง หรือไม่อย่างน้อยก็ผ่านจุดที่ต้องตัดสินใจเลือกว่าจะเรียนอะไรมาแล้ว
อย่างจานวีซะอย่าง อนาคตมีรออยู่หลายด้านว่ะ ลองคิดดูนะ :22:
อย่างที่พี่แอนว่าก็ดีเหมือนกันนะ :12:
อ้างคำพูดจาก: iannnnn เมื่อ 06 พ.ย. 2006, 23:48 น.ส่วนยัยปาล์ม
อยู่บ้านว่างๆ ก็ขายเงิน P เป็นเงินจริงสิ น่าจะรวย
ซื้อต่อปาล์มมั้ยล่ะ :11:
อ้างคำพูดจาก: ^-FakE-^ เมื่อ 06 พ.ย. 2006, 23:50 น.
รับจ้างตีมอนซิ ปาล์ม :26:
เอจะจ้างปาล์มใช่ม๊ะ ขอบใจนะ :22:
:25: ประจาน ได้แนวมาก
ต่ำสุด 37 เต็ม 50 :42:
นอกนั้น 40 up :42:
:42:
:42:
:42:
:42:
:42:
:42:
.
.
.
:42:
:42:
:22:
:34:
:39:
อย่าสนใจคะแนนวิชาศิลปะมากนักเลย
มันเป็นวิชาที่ให้คะแนนได้หลายเกณฑ์
เกณฑ์ของโรงเรียนมัธยมบางโรงเรียน
ให้คะแนนเป็นแบบช่างเขียน ช่างวาดภาพเหมือน มากกว่าให้แบบความเข้าใจเรื่องศิลปะ
:42:
เท่าที่ดูน้องจานวีน่าจะไปได้สวยกับงานด้านกราฟฟิคนะ
อย่าเครียดกับเกรดโรงเรียนตอนม.ต้นเลยน้องจานวี
อาจารย์ศิลปะม.ต้น จะดูงงๆน่ะ มาม.ปลายได้เรียนแค่ตอนม.สี่ เกรดไม่ค่อยมีผลอะไรหรอก
เรื่องพวกนี้มันฝึกกันได้มั้ง เพื่อนพี่ก็มาฝึกๆเอาตอนม.ปลายก็เห็นมันไปได้ดี :33:
อย่าไปเครียดกับเกรดดีกว่า ชอบอะไรก็เรียนอย่างนั้นจะสนุกกว่านะ :42:
พี่ยังหลงมาวารสารได้เลยเนี่ย หัวก็งั้นๆอะ :43:
:01:
"เลือกได้ก่อน ก็ได้เปลียบ"
เป็นคำพูดของพี่คนหนึง ที่เคยบอกผมไว้ เมื่อครั้งที่ผมจบ ม.6
ตอนนั้นผมไม่รุ้ว่าจะเรียนอะไรดี พี่คนนี้เขาบอกผมว่า ที่เมืองนอกเมืองนา เขาอยากมีอาชีพอะไร
เขาก็จะมุ่งศึกษาไป อย่างเดียว....แต่ที่สำคัญต้องตัดสินใจด้วยตัวเองก่อน ว่า ตัวเองอยากเป็นอะไร
ตอนนั้น..ผมก็สับสนมาก ไม่รุ้ว่า ตัวเองทำไรได้ดีบ้าง ไม่รุ้ว่า ตนชอบอะไรจริงๆ
พูด กันแบบขำขำ ก็ คือ อยากเป็นทหารเรือก็กว่า จมน้ำตาย
อยากเป็นทหารอากาศ ก็ กลัวความสูง
อยากเป็นนายก แต่ก็กลัวการปฏิวัติ
คือพูดง่ายๆ คือ สับสนตัวเองอยุ่นาน พยายามเลือกทางเดิน ให้กับตัวเองแต่ก็กลัวพลาด กลัวว่าพอเลือกแล้วสักวันหนึ่งจะค้นพบว่าตัวเองจะไม่ชอบมันจริงๆ ถ้าเป็นอย่างนั้น คงรู้สึกแย่มาก......
เป็นกำลังใจให้น้องๆ ที่กำลังจะเลือกทางเดินให้กับชีวิตของตัวเองทุกคน...... :42:
วีก็ว่าวีจะมีความสุขมากๆถ้าได้ทำงานกราฟิค แต่ศิลปะวีไม่ได้จริงๆ :08:
ไปเรียนจริงๆคงทรมาน วาดรูปไม่เป็น 55 *-*
จานวียังมีเวลาวิ่งเข้าลู่อีกตั้งหลายปี
ได้เปรียบเพื่อนฝูงเขามากๆ เลยนะ
ดังนั้นอาศัยช่วงนี้แหละ ลุยเลย
ม.ปลาย ทำตัวให้ดีเข้าไว้ครับ :42:
ทำไมคะ :09:
อ้างคำพูดจาก: iannnnn เมื่อ 07 พ.ย. 2006, 21:36 น.
จานวียังมีเวลาวิ่งเข้าลู่อีกตั้งหลายปี
ได้เปรียบเพื่อนฝูงเขามากๆ เลยนะ
ดังนั้นอาศัยช่วงนี้แหละ ลุยเลย
สำหรับเรียนศิลปะเพิ่มเติมใช่ไหมคะ :01:
ม.ปลาย เป็นช่วงชั้นที่ต้องปรับสภาพการเรียนของตัวเองสูงครับ
ยิ่งถ้าเรียนสายวิทย์นี่ อาจจะต้องสังคายนาตัวเองซักเทอม แล้วมันจะชินเอง
เอ่อ แล้วก็ ใช้เวลาว่างช่วง ม.ต้น ให้คุ้มที่สุดละกัน :42:
อ้างคำพูดจาก: วี เมื่อ 07 พ.ย. 2006, 21:42 น.
สำหรับเรียนศิลปะเพิ่มเติมใช่ไหมคะ :01:
โนโน
สำหรับเรียน หรือค้นคว้า (นอกตำรา) ในสิ่งที่ชอบน่ะ
โอเค วิชาศิลปะมันอาจจะได้ใช้แค่ตอนสอบเข้าเท่านั้นแหละ
แต่หลังจากนั้น พ้นประตูรั้วเข้าไปแล้วทีนี้ล่ะสนุก
เอาของที่เก็บมาหลายปีมาปล่อยได้เลย
วีกลัวมากๆว่าจะเข้าไปเรียนแล้วเรียนไม่ได้
เหมือนกับที่วีต้องผจญกับคะแนนงานศิลปะของวี
วีทำดีที่สุดแล้ว ไม่เคยได้เกิน 7 เต็ม 10 :05:
รักอะไร ชอบอะไรตัดสินใจเลือกมัน เถอะครับอย่าให้อะไรมาทำให้ลังเล......
เดี๋ยว ถ้า ไม่เลือกทำในสิ่งที่ชอบ แล้วจะมาเสียใจทีหลัง
ตอนนั้น เอาผล enฯ ไปเทียบ อยากเรียน อันนู้นอันนี้แต่ก็ไม่กล้าเลือก กลัวไม่ติด
คิดไปก็เสียใจไม่หาย ว่าทำไมไม่ลองดู อย่างน้อยก็ได้พยายามทำในสิ่งที่ตัวเองตั้งใจ
.....................................
ศิลปะไม่ได้หมายถึงวาดรูปได้เหมือนนะ
เรื่องฝึกฝีมือวาดรูปก็ฝึกกันได้
กว่าจะเข้ามหาลัยอีกตั้งนาน ป่านนั้นคงเก่งกว่านี้เยอะแล้วมั้ง จานวีท่าจะคิดมากไป
ใช่ครับวาดรูปฝึกกันได้ ตะบี้ตะบันว่าเข้าไปเดี๋ยวก็เก่งเองแหละครับ (ลอกๆเค้าไปก่อน)
เออ ใช่ๆ
จะบอกว่าวิชาศิลปะที่เห็นๆ นั่นน่ะ
เอาเข้าจริงมาตรฐานการเรียน การให้คะแนนในระบบโรงเรียนก็คือ วาดให้เหมือน?
แต่จริงๆ มนกว้างกว่านั้นมากๆ
เอาง่ายๆ วิชาดรออิ้งพี่ได้ C+ ล่ะ
แต่ก็จบมาเป็นทหารได้นะเออ
:12: เห็นภาพเลย
ตอบจานวี... (เอาประสบการณ์ตัวเอง 99.99%)
ตอนนี้จะอยู่ในช่วงที่ความคิดมันไม่นิ่ง
ซึ่งผิดกับหลักการของครูแนะแนวที่พูดว่า
"ให้เลือกเรียนในสิ่งที่ถนัด ในสาย ม.4 แล้วมุ่งสู่เป้าหมายมหาลัย"
ก็เพราะว่าตอนนั้น (ม.3) มันความคิดไม่นิ่งไงเล่า
เดี๋ยวอยากเป็นนู่น เดี๋ยวอยากเป็นนี่
ไม่บางคนก็ยังไม่รู้เลยว่าชอบอะไร
ตอนนี้เราจะสับสนตนเองมากครับ ว่าจะเอาไงดี
สำหรับวิธีแก้ ก็ไม่มี คือแล้วแต่ดวง แต่บุญ แต่กรรม
ถ้าเลือกทางดี ก็เข้าตรงจุด เรียนๆไป... เฮ้ย ตูชอบนี่หว่า
ถ้าดวงซวยหน่อย เหมือนผมตอนนี้ ก้เข้าตำรา ... เวร ตูเลือกสายผิด - -
เสร็จเลยนะครับ เลือกสายผิด คิดไปจนตาย (แต่โชคดี เด็กที่ไม่ใช่สายวิทย์โรงเรียนผม
ส่วนใหญ่เลวๆกันทั้งนั้น ถ้าเข้าไปเรียนก็คงเลวไปตามๆกัน ดังนั้นก็ถือว่าโชคดีไป)
แล้วนอกจากนี้ บางอย่างมันก็พัฒนาไปได้เร็วจริงๆนะเอ้า
แต่ก่อน ม.1 ม.2 เวลาผมทำงานคอม (พวก word / powerpoint / web) ส่งครู ก็อุบาทว์มากครับ
แต่มาตอนนี้ ... อยู่ดีๆเพื่อนมันมาชมว่าทำสวย ก็เอาตอนอยู่ ม.3 ม.4
คือไม่รู้ว่าอยู่ๆดี มันบรรเจิดขึ้นมาได้ไง สงสัยสิงอยู่ที่เว็บนี้มาก
คิดๆแล้วก็แปลกเหมือนกัน
ดังนั้นในเคสจานวี ชอบศิลปะใช่มั้ย ถ้าชอบก็ไปเรียนตรงสายเลย
แล้วเดี๋ยวมันก็จะเก่งเอง เอ้า...จริงๆนะ คลุกคลีกับมันเดี๋ยวจะเก่งเอง
คนล้างส้วม ดมขี้ทุกวัน เดี๋ยวมันก็หอมไปเองแหละ
อาชีพเดี๋ยวค่อยว่ากันทีหลัง ได้ตังค์น้อย แต่ทำแล้วสบายใจก็อยู่ได้ (หรอ?)
... จากคนที่จบ ม 3 มาได้ปีครึ่ง คิดแบบติ้นๆ
ปล1.เป็นห่วงเพื่อนผมคนนึงมาก มันอยู่ ม.5 เศษหนึ่งส่วนสองแล้ว
ตอนนี้มันยังไม่รู้เลยว่ามันชอบอะไร
ย้ำนะครับ... ชอบอะไร ไม่ใช้จะเข้าคณะอะไร
ปล2.ผมเข้าทำนอง พอจะรู้ว่าชอบๆอะไร แต่ยังไม่กล้าปักธง
อันนี้ก็อันตรายนะครับ ผมก็เหลือเวลาอีกไม่มากแล้ว
ปล3.ตอนนี้คนเริ่มวางแผนกับอาชีพที่ทำแล้วสบายๆในอนาคต (จากที่ดูๆ)
เช่น... หมอธรรมดา ไม่เอา เหนื่อย... เอาหมอฟัน ดีกว่า
โปรแกรมเมอร์ไม่เอา ปวดกบาล... เอากราฟฟิก ดีไซเนอร์ ดีกว่า
ช่างก่อสร้าง... จะบ้าหรอ.. ต้อง วิศวกร ไม่ก็ต้องสถาปนิก หรอกเฟ้ย
ดังนั้น ต่อไปในอนาคตคงต้องมีคนผิดหวังบ้างล่ะ
หัดซูโม่สิห้าโอ
ตูเห็นแววเอ็ง :12:
ก็เพราะไม่รู้จะเรียนอะไร
เลยเรียนสายวิทย์ซะเลย ครอบคลุมดี :42:
น้องวี รอให้ถึงเวลาก่อนค่อยคิดก็ได้นา
ไม่ต้องรีบ
เพราะพี่เรียนจบมาพี่ก็ไม่ได้คิดเลยว่าจะทำงานอะไร
แค่รู้ว่าชอบ วาดรูปชอบการ์ตูน ทำงานเกี่ยวกับอาร์ตๆ
สมัครงานกับสาขาที่เกี่ยวข้อง
ก็ได้งาน
แต่ไม่แน่นะ พอน้องวี เข้ามหาลัยขึ้นมา
อาจจะรู้ด้วยตัวเองก็ได้ว่าอยากทำงานอะไร
ของแบบนี้มันเปลี่ยนกันได้
เป็นทหารแน่ๆ....
บริษัท เอ็กซ.... ...............
....
เอ่อ ช่างเหอะ :42:
ที่จานวีบอกเรื่องคะแนนศิลปะนั้น
บอกได้คำเดียวว่า มันบอกอะไรไม่ได้เลย
ระบบการเรียนไทยไม่ได้บอกอะไรได้ขนาดนั้นสักหน่อยนี่นะ :30:
ส่วนห้าโอ ถ้าจะเรียนพวกออกแบบ น่าะจต้องฟันธงแล้วหรือเปล่าว่าออกแบบอะไรแน่
ถ้าพวกออกแบบนิเทศศิลป์ ซึ่งต้องใช้พวกดรออิ้งอะไรเทือกในการสอบเข้า
ส่วนใหญ่ก็เห็นเริ่มติวกัน ม.4-5 นี่ล่ะ
บอกไว้เฉยๆ เก่งๆอย่างห้าโอคงไม่มีปัญหาไรอยู่แล้น :12:
ชีวิตเราตัดสินใจเองแล้วจะรู้ว่าคุ้มค่ากันการ รอคอยค่ะ
รอคอยให้เรียนจบ :30:
เกี่ยวรึเปล่า :03:
ผมตัดสินใจแล้วว่าถ้าเข้าเตรียมใหญ่ได้จะเรียนญี่ปุ่นแต่ถ้าอยู่เตรียมน้อมต่อจะเรียนศิลป์คำนวณครับ :01:
ลังเลจริงๆสองอันนี้ :01:
วันก่อนเคยไปแนะแนวน้องๆ ที่โรงเรียนเก่าเอาไว้ว่าเลือกคณะยังไงไม่ให้พลาด
อันดับ 1. เลือกคณะ & มหาลัยที่ชอบที่สุด โดยไม่ต้องสนใจคะแนนซักเท่าไหร่ (ต่อให้ต่ำสุดมันได้ 7000 แล้วเราสอบได้ 6000 ก็เหอะ)
อันดับ 2. เลือกคณะที่ชอบ ส่วนมหาลัยก็เลือกที่คะแนนต่ำๆ ไว้นิดนึง
อันดับ 3. เลือกคณะที่ "เรียนได้" อย่างไม่มีปัญหา
อันดับ 4. เลือกคณะ&มหาลัยที่คะแนนต่ำสุดที่อยู่ระดับเดียวกับคะแนนเรา และ เราต้องชอบเรียน
จากสี่อัน รวมๆ แล้วก็คือ ยังไงเราก็ต้องเอาเกณฑ์ว่าเราชอบอะไรไว้ก่อนเป็นหลักเลย
แล้วตั้งหน้าตั้งตาลุยไปทางนั้นให้เต็มที่
ถ้าเราจบออกมาเป็นที่ 1 ของคณะ (ให้ได้เกียรตินิยมก็ ok แล้ว) ไปที่ไหนเค้าก็รับ
สำคัญแค่เราได้เรียนคณะที่เราชอบ เราอยากเรียนมั้ย
พอเราชอบแล้ว เราจะทุ่มเทกับมันได้เต็มที่มากขึ้น
(ไม่เชื่อถามพวกที่กำลังเรียน ป.ตรีดูสิ)
อ้อใช่ ถ้าน้องวีบอกว่าน้องวีอ่อนศิลปะมากๆ
แล้วที่เอามาโชว์ๆ อยู่นั่นคืออะไรหรอครับ?
มั่นใจในตัวเองหน่อยสิน้อง
พี่ว่าศักยภาพในตัวน้องยังมีอีกเยอะ
เพียงแต่เกณฑ์ในการวััดระดับมัธยมมันยังไม่ตรงกับความสามารถของน้องแค่นั้นแหละ
อ่านบทความของพี่เก้อหน้าแรกๆแล้วรู้สึกไม่อยากเรียนออกแบบยังไงก็ไม่รู้ :21:
รู้สึกมันต้องแข่งขันสูง ใครๆก็อยากเรียน
จบมาแล้วแย่งกันทำงาน :39:
ส่วนเรื่องศิลปะต้องดูกันไป ว่าวีจะดีขึ้นรึเปล่า :22:
พรุ่งนี้เรียนศิลปะ อ๊ากกกก :05:
วีเอ๊ย อาชีพไหนๆ ก้ต้องแข่งขันกันทั้งนั้นแหละ
อาจเพราะว่าตอนนี้วีก็เจออยู่ด้วยแล้วมั้งคะ :21:
นานๆจะได้งานทีี โดนตัดหน้าบ่อยด้วย :05:
ขอถามครับ ถ้าเรียนศิลป์คำนวณเข้าคณะอะไรได้ครับ ถ้าเรียนญี่ปุ่นเข้าอักษรศาสตร์หรือครับ :09:
เรียนด้านออกแบบเรื่องที่ว่าแข่งขันสูง
ใครๆก็อยากเรียนนี่ วีลองเอาจำนวนคนอยากเรียนด้านนี้
ไปเทียบกับด้าน วิศวะ อักษร บริหาร จำพวกนี้ดูสิ
คำว่าใครๆก็อยากเข้าจะใช้ไม่ได้เลย มันน้อยนิดมาก เมื่อเทียบกับสาขาที่ว่ามา
แล้วที่สำคัญ ที่ว่าแย่งกันทำงานก็ไม่จริง
หมายถึง มันไม่ได้แข่งขันมากหรือน้อยกว่าวิชาชีพอื่นๆน่ะครับ
และมันเป็นการแข่งกับตัวเอง พัฒนาฝีมือตนเองให้เจ๋ง
นอกนั้นก็ไม่ต้องกลัวว่าจะต้องไปแย่งกับใคร
เออ สงสัยอย่างว่า ทำไมไม่มองว่า
เรามีความสุขที่จะเรียนสิ่งนี้ไหมก่อนเป็นอันดับแรกล่ะ
ถ้ามีความสุข อยากเรียน เรื่องแย่งกันเข้า แข่งขัน ฯลฯ
ก็ไม่เห็นต้องเอามาคิดให้ปวดหัว
และที่สำคัญ วิชาศิลปะในโรงเรียน บอกอะไรไม่ได้เลย
ถ้าคิดจะเข้าจริง ส่วนมากก็มาเริ่มติวพวกดรออิ้ง-ออกแบบ ตอน ม.ปลาย ม.4-5
หาติวเองนะ ไม่เกี่ยวข้องกับโรงเรียนเลยทีนี้
นอกจาก GPA กับความรู้สอบวิชาสามัญแล้ว
ไม่ต้องใช้พื้นฐานอะไรจากการเรียนมัธยมเลย
การเรียนมัธยมจึงวัดอะไรไม่ค่อยได้สำหรับคนที่จะมาเรียนด้านนี้น่ะ
ย้ำอีกครั้ง
การติวเข้าสถาบันที่สอนออกแบบหรือศิลปะ
ไม่เกี่ยวอะไรกับที่เรียนในชั้นมัธยมโดยสิ้นเชิง!
ถ้าไม่เข้าจะเกี่ยวไหมครับ
ผมจะเรียน รัฐศาสตร์ การตูด เอ้ย การฑูต :30:
เอ้อ พี่เก้อพูดถูก
สงสัยเพราะว่าวีแอบเกลียดศิลปะลึกแล้วแหละ
ไม่ชอบทำงานศิลปะที่ใช้มือทำ
เหมือนกับว่าทำไปเท่าไหร่ก็ไม่ได้ดีซักที... :16:
เพิ่งเข้าเว็บเด็กดีในรอบ1ปี
เจอบทความดีๆ เลยเอามาฝาก
http://www.dek-d.com/myBoard/view.php?id=703958
:43:
วีจะเหมือนพี่ตอนเรียน ประถมมัธยมมาก คือชอบวาดรูปนะ ชอบวาดการ์ตูน
แต่ในวิชาที่เราเรียนมันไม่มีวิชาวาดการ์ตูนเลย
เลยทำออกมาได้ห่วยตลอด
เข้ามหาลัย ก็เหมือนเดิม แต่พอเราจบออกมาได้
(จบเอา ปริญญาเนี่ยแหละ)
คราวนี้เรามีของอะไรก็ปล่อยได้ตามสบายไม่ต้องมาหวังเอา คะนงคะแนนอะไรอีก
ยังไงซะ ตอนนี้วี เรียนให้สนุก เรียนแล้วไม่เครียดมาก ก็พอแล้วจ่ะ
ศิลปะ มันไม่ได้มีแค่วาดรูปนะเออ :26:
เรื่องยั่งงี้มันเป็นทักษะที่ขึ้นอยู่กับการฝึกฝน
ต้องดูเยอะๆ เห็นเยอะๆ คิดเยอะๆ ฝึกเยอะๆ
เดี๋ยวมันก็ดีเอง มาเรียนมัลติมีเดียกับพี่มั้ยล่ะจ๊ะ :43:
ปล เพื่อนพี่คนนึงวาดรูปเก่งมาก วาดได้ทุกอย่างเลย
อนาโตมง โตมี่ ได้ การ์ตูนก้ได้ มันไม่เคยเรียนเลย
แต่พ่อเป็นครูศิลปะเท่านั้นเอง
^
^
^
มัน คือ ปรมัตร (เขียนถูกป่ะเนี่ย) :34:
ผมเลือกคณะที่ชอบ แต่ไม่สนมหาลัย
พ่อบอกว่าจบตรีมา เรียนโทต่อเอาละกัน
:08: พูดเหมือนพ่อ ผม - -
พ่อผมบอกเรียนอะไรก็ได้ให้มันจบๆ :08:
พ่อผมก็บอก :27: หลังจากเรียนจบแล้ว.. :31:
แม่บอกเรียนไรก็ได้ จบมางานก็มีรอ :27:
:27: เรียนในสิ่งที่ชอบ เพราะตอนแม่เรียนแม่ไม่มีโอกาสเลือก
เฮ๊ยพูดเหมือนแม่พี่เลยนานา
เมื่อก่อนแม่พี่เก่งศิลปะมากนะ :12:
ตอนนี้ก็ยังเป็นอยู่
แต่ยายจะให้เป็นพยาบาล :30: เลยต้องตามใจ คาดว่าถ้าตอนนั้นแม่ทำตามใจตัวเองนะ ชีวิตคงจะดีกว่านี้มากๆ
แล้วก็คงรวยน่าดู :12:
แต่มันผ่านไปแล้วเน๊อ เค้าเลยตามใจกับพี่เรื่องเรียน
อ้างคำพูดจาก: สาม หาว เมื่อ 03 ต.ค. 2007, 15:35 น.
พ่อผมบอกเรียนอะไรก็ได้ให้มันจบๆ :08:
อย่างสามจะเรียนอีกทำไมเหรอ
ไม่เรียนก็หาตังค์ได้ขนาดนี้แล้ว
ปริญญง ปริญญา ไม่ต้องสนหรอก :11:
จริงอย่างไอ้สามไม่ต้องเอาใบปริญญาแล้ว :07:
กิ้วเป็นพ่อเป็นแม่มัน กิ้วก็ภูมิใจแล้ว :07:
ตอนนั้น แม่บอกเรียนให้จบก็พอ ที่เหลือเดี๋ยวแม่จัดการเอง :09:
พ่อแม่ตามใจเหมือนกันค่ะ
อยากเรียนอะไรก็เรียน :31:
แม่นานาชอบพวก งานออกแบบ เขียนแบบ อะไรแบบนี้น่ะค่ะ :27:
แต่ตาอยากให้เรียนสายวิทย์ เป็นพวกพยาบาล (อ้าว เหมือนกันเลย :30:)
แต่ต่างกันที่แม่นานาไปทางนั้นไม่รอด เรียนไม่จบ ม6 ด้วย :27:
บางครั้งสิ่งที่เราชอบ .. เราอาจจะเรียนได้คะแนนไม่ดี
แต่เราอาจจะเรียนได้คะแนนดีในสิ่งที่เราไม่ชอบก็ได้ (อย่างพี่เป็นต้น...)
คือจะบอกว่าอย่าไปซีเรียสมากนัก...
เมื่อถึงเวลา .. อะไรหลายๆ อย่างมันจะบอกเองว่าเราควรจะเลือกเรียนอะไร.. ที่ไหน...
บางครั้งสิ่งที่เีรียนมา.. กัีบชีวิตการทำงาน.. อาจจะไม่เกี่ยวกันเลยก็ได้
หรือบางครั้งเราอาจจะไม่ได้เรียน หรือไม่ได้ทำงานที่เราชอบ... แต่เราก็สามารถมีความสุขกับมันได้
อย่างพี่เองชอบเรียนภาษา ชอบจิตวิทยา ชอบสายสังคมศาสตร์
แต่อยากเรียนสัตวแพทย์ (แล้วก็ไม่ได้เรียน)...
...แล้วสุดท้ายก็เรียนและทำงานที่ไม่ได้เกี่ยวกับสิ่งที่อยากเลย...
แต่สิ่งที่อยากและชอบเหล่านั้นมันกลับมามีประโยชน์ในการทำงานได้น่ะ... :22:
(เพราะเรารู้ในสิ่งนั้นๆ มากกว่าคนอื่น..)
พ่อผมบอกว่า ไม่ต้องเรียนก็ได้ บ้านเรามีสตางค์
http://www.pantip.com/cafe/lumpini/topic/L6018654/L6018654.html
PANTIP.COM : L6018654 จะเรียนไปทำไมเยอะแยะครับ? [ปัญหาสุขภาพจิต]
http://www.pantip.com/cafe/lumpini/topic/L6019338/L6019338.html
PANTIP.COM : L6019338 รู้สึกเป็นปมด้อยจังเลยค่ะ ที่ไม่ได้เรียนต่อ ป.โท [ปัญหาสุขภาพจิต]
เป็นประเด็นที่น่าสนใจมากๆ ครับ
คนที่เรียนจบมาแล้วได้เอาความรู้ที่ได้รับจากการเรียน
มาใช้ในการทำงานอย่างเต็มที่นั้นมีน้อยนิด...
สมัยนี้คนเรียนปริญญาโท ปริญญาเอกเพิ่อเพิ่มเงินเดือน
เพื่อให้ได้รับค่าตอบแทนที่สูงกว่า
(โดยที่ศักยภาพในการทำงานห่วยแตกกว่า...)
มหาวิทยาลัยสมัยนี้ก็เปิดหลักสูตรปริญญาโทแพงๆ จบง่ายๆ
เพื่อรองรับคนเหล่านี้ ...
ในที่ทำงานพี่มีหลายคนเลยแหละที่อยู่ในจำพวกนี้
มันกำลังจะเป็น วัฒนธรรม ของไทยอีกอันหนึ่งใช่มั้ยครับ
สมัยนี้มันวัดค่าของคนที่ผลของการเรียน..
ไม่ได้วัดค่าของคนที่ผลของงานค่ะ.. :31:
วันนี้ก็เพิ่งคุยกะกิ้วว่า กิ้วเองอยากเรียนโทต่อ(ตูจ่ายแน่นอน) แล้วก็อารมณ์ว่าความคิดเดิมเราก็อยากเรียนต่อเหมือนกันแฮะ(ไม่รู้ค่านิยมหรืออะไร) แต่ยังไงก็ไม่ได้ทำงานบริษัทอยู่แล้ว เลยไม่รู้ว่ายังไงดี :09:
ตูตัดสินใจได้ตั้งแต่เข้ามหาลัย
แล้วก็เริ่มรู้ว่าตัวเองว่าไม่เอาวิชาถาปัดมาประกอบอาชีพแน่ๆ นั่นแหละ (ปีหนึ่งมั้ง)
พอถึงจังหวะนั้นแล้ว เลยพอรู้ว่าตัวเองจะวางหมากให้กับชีวิตยังไง
โดยไม่ต้องมานั่งฟัง นั่งท่อง นั่งจำ นั่งทำในสิ่งที่ไม่ได้อยากรู้อยากเป็นเลย
ไม่เรียนละโว้ย~
ตอนเรียนปีสามถึงปีห้า ก็ไม่คิดจะเป็นสถาปนิกนะ
แต่ไปๆมาๆ ได้ทำงานกับรุ่นพี่ ได้ทำงานกับอาจารย์
การเรียนรู้ช่วงทำงานนี่แหละทำให้ได้รู้ว่า
อยากเป็นแบบนี้แหละ อยากทำวิชาชีพนี้แหละ
แปลกดีเหมือนกัน
:52:
เท่าที่เคยเห็นไปตามบริษัทต่างๆนี่ คอร์สโทเสาร์อาทิตย์จบไว
ประมาณนี้เยอะเลยนะครับ ชื่อคอร์สแปลกๆเยอะเลย
เอาใจคนทำงานแบบวัยรุ่นใจร้อน อยากเลื่อนขั้นเงินเดือนไวๆ
:12:
ชัดเจนก่อนมีสิทธ์ก่อน :12:
ชีวิตในมหาลัยก็เป็นประสบการณ์ที่ดี
แต่ว่า การเรียนควรจะอยู่กับตัวเราตลอดเวลา
นั่นคือการเรียนรู้
อย่างวันนี้ผมสามารถก็บิดรูบิคได้ถายในสามนาทีแล้ว555(เพิ่งหัดน่ะ)
อ้างคำพูดจาก: สันดานกา คาลิปโซ่ เมื่อ 25 พ.ย. 2007, 00:56 น.
อย่างวันนี้ผมสามารถก็บิดรูบิคได้ถายในสามนาทีแล้ว555(เพิ่งหัดน่ะ)
เก่งๆๆ :45:
//เรียนในสิ่งที่คิดว่าชอบ ถ้าไม่เก่งมันยังมีแรงบันดาลใจให้ไม่เบื่อ
แต่เรียนในสิ่งที่เราชอบและคนอื่นก็ชอบเหมือนเราเยอะแยะเต็มไปหมด ถ้าไม่โดดเด่นจริงๆ ก็เลือกงานไม่ได้นะเออ
เมื่อความฝันใกล้จะเป็นจริง ก็มีอีกหลายสิ่งตามมาเยอะแยะเต็มไปหมด ไม่รู้จะทำอะไรก่อนดี
เรียนต่อ หรือทำงานก่อน บทสรุป ก็คือ สิ่งที่ทำที่ไขว่คว้าก็เพราะเงิน อยากทำงานเพราะอยากได้เงิน
อยากเรียนเพราะอยากได้ความรู้มาหาเงินเพิ่ม ถึงแม้บางครั้งมันจะไม่ค่อยมีความสุข แต่ก็ต้องทน เพราะเงิน -*-
บางครั้งก็คิดว่าเงินไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่เป็นสิ่งที่เราคิดว่าขาดมันไม่ได้ ต้องอยู่ ต้องกิน สนองกิเกสที่มีอยู่เต็มอัตรา
เพื่อคนที่เรารักทั้งหลาย ....
ก็เลือกที่จะทำงานก่อน แค่สำหรับนิสิตที่ใกล้จะจบและยังไม่มีเป้าหมายงานรองรับและไม่มีทุนทรัพย์ที่จะประกอบกิจการของตัวเอง
มันโหวงเหวง จบไปแล้วต้องมาคอยลุ้นว่าจะได้ทำงานไรต่อ มัน...อธิบายความรู้สึกไม่ถูก :39:
เนี่ยค่ะ เดี๋ยวจะกลับจากอเมริกาไปไทยกลางปีหน้า
จะเข้ามหาลัยได้มั้ยก็ยังไม่แน่ใจ
เพราะไม่รู้ว่าดิโพลม่าที่ได้มากระทรวงศึกษาจะรับรองรึป่าว
แถมกลับไปเดือนมิถุนายน ก็ไม่รู้ว่าจะทันการมั้ย
วุ่นวายหัวใจจริงๆ
พี่ๆมีใครรูบ้างมั้ยคะดิโพลม่าแบบไหนที่กระทรวงศึกษาจะรับรองแน่นอน
ของหนูนี่ high school diploma ค่ะ
ขอบคุณพี่พี่ทุกคนนะคะที่รับเข้ามาในฟอรั่มอย่างอบอุ่น
น้องบูมไปเรียนเมกา นานแล้วเหรอคะ หรือว่าไปแบบโครงการ เด็กแลกเปลี่ยน
ไม่รู้ว่าเอ็นแบบใหม่เขาทำกันยังไง ดิโพลม่า ก็ :42:
มาสอบ admission ที่นี้เลยครับ
แต่เขาจะตัด gpa ยังไงนะ :30:
ผ่านช่วงนั้นมานานแล้วล่ะสิ :35:
เพราะเป็นโรงเรียนที่ เมกา น่ะ :37:
เด็กนอก :25:
สอบไม่ได้จริงๆก็.........
เอแบก ยินดีต้อนรับครับ ไม่ต้องเรียน eng แน่นอน :12:
ดูจากอวตารแล้ว.. ถาปัดบางมดมั้ยครับ รียติดต่อมาที่คณะเลย :04:
อ้างคำพูดจาก: ซ้อซั้ว เมื่อ 29 พ.ย. 2007, 10:09 น.
มาสอบ admission ที่นี้เลยครับ
แต่เขาจะตัด gpa ยังไงนะ :30:
เท่าที่รู้นะคะ การตัด GPA จะกระทำโดยใช้การถ่วงน้ำหนัก ซึ่งนำมาจากลำดับคะแนนสอบ O-NET ของโรงเรียนเป็นเกณฑ์
และนั้นก็จะกลายเป็นคะแนน GPAX ซึ่งนำมาใช้ในการสอบ Admission
ดังตัวอย่าง หนูนา อยู่โรงเรียน ก. ได้คะแนน GPA 2.63 ซึ่งเท่ากับหนูดี อยู่โรงเรียน ข. ได้คะแนน 2.63 เท่ากัน
แต่ โรงเรียน ก. ของหนูนา คิดจากคะแนนสอบ O-NET ของนักเรียนทั้งโรงเรียนแล้ว มีลำดับที่ดีกว่า โรงเรียน ข.
ด้วยเหตุนี้ ค่าคะแนน GPAX ของ หนูนา จึงมากกว่า หนูดี ด้วยประการฉะนี้ (เพราะถูกหักคะแนนเฉลี่ยน้อยกว่า )
ส่วนจะสามารถสอบ Admission ได้ไหมนั้น ไม่สามารถให้ข้อมูลได้ค่ะ เพราะที่โรงเรียนยังไม่เคยมีกรณีอย่างนี้เกิดขึ้น
มีแต่กรณีย้ายมาจากต่างจังหวัด อันนั้นพอตอบได้ค่ะ
มีใครเรียนบัญชีมั้ยครับ
ผมกำลังอยากเรียนที่ บัญชี มธ.
อยากรูว่าต้องเจอกับอะไรบ้าง
ผมเรียนวิทยาการคอมครับ
คือ comsci เปล่าครับ
ขุด
http://board.exteen.com/promote/read/3281 (http://board.exteen.com/promote/read/3281)
คณะไหน เรียนอะไรบ้าง เลือกอ่านได้ที่นี่!!
แท็กนี้ชาว exteen ช่วยกันเขียนครับ
ใครเรียนอะไรก็เขียนเรื่องนั้น มีประโยชน์มาก มากมากๆๆๆๆๆๆๆ
:12:
:25:
:25: :25: :25: สุดยอดดดด
:12:
อ้างคำพูดจาก: น๘อต เมื่อ 13 ธ.ค. 2007, 19:30 น.
มีใครเรียนบัญชีมั้ยครับ
ผมกำลังอยากเรียนที่ บัญชี มธ.
อยากรูว่าต้องเจอกับอะไรบ้าง
อยากรู้เนื้อหาวิชา หรือว่าวิธีสอบเข้าล่ะ
ถ้าอย่างหลังก็พอรู้มาบ้าง พี่ชายเรียนอยู่(แต่สาขาบริหาร )
บัญชี มธ
มันจะมีเปิดสอบ smart I (สมาร์ทวัน)
เป็นสอบตรงอะ ปีนึงเปิด 3-4 ครั้ง (จำไม่ได้ว่ากี่ครั้ง แต่ประมาณนี้แหละ)
สมัครผ่านเว็บไซต์ของ มธ
ตอนสมัครเค้าจะมีให้เลือก 4อันคือ
บัญชี 4ปี จบตรี (รังสิต)
บริหาร 4ปี จบตรี (รังสิต)
บัญชี 5ปี จบโท(ท่าพระจันทร์)
บริหาร 5 ปีจบโท (ท่าพระจันทร์)
แต่หลักสูตร 5ปีนี่มันมีเงื่อนไขว่าต้องได้เกรดเท่าไหร่ๆ ถึงต่อโทได้ อะไรประมาณนี้แหละ
ลองเช็คดูอีกทีละกันนะ :42:
เบิ้ล
ไม่ได้ดูวันที่
เค้าโพสผ่านมาจะปีนึงแล้วนี่นา :47: :05:
:30:
เรียนการท่องเที่ยวและโรงแรมก็ได้นะ
หางานง่ายดี :40:
ขุดนิดนึง ตอนนี้น้องชายเรียน ม.5 พี่สาวเเสนดีเลยต้องมาสมัครสอบให้น้องชาย
มีอะไรไม่รู้มั่วไปหมด gat pat รุ่นเรา เเค่โอ-เอ เน็ตก็ปวดหัวจะแย่เเล้ว
เเต่ดีี่ที่น้องอยากเรียน ที่ มอ.ปัตตานี ใกล้บ้านดี
มนุษยศาสตร์ เอกสังคมวิทยาและมนุษวิทยา นะที่เล็งเอาไว้
ขอขุดกระจู๋ตำนานนี้หน่อยครับ
อยากให้อ่านกัน
การศึกษาและชีวิตในทัศนะของ Steve Jobs (http://web.me.com/mozeal/Site/2009-12-25.html)
:12:
ตามไปลิงก์ไปอ่านฉบับเต็มๆ เป็นภาษาอังกฤษ
ได้รายละเอียด รวมถึงแรงบันดาลใจเต็มๆ :25:
อยู่ใน "วิชาสุดท้ายที่มหาวิทยาลัยไม่ได้สอน" ด้วยล่ะ :12:
ขุด
ที่ผ่านมาเราโดนหมอแมวหลอกมาตลอดครับ
ว่าหมอต้องขยันมากๆ เพื่อจะได้เป็นหมอที่ดี และไม่ได้รวยอย่างที่ใครๆ ก็คิดนะ
พอมาอ่านกระทู้นี้แล้ว แบบว่า :59:
http://www.unigang.com/Article/8644 (http://www.unigang.com/Article/8644)
เข้าใจเพื่อนหลายคนที่เลือกทางเดินของตัวเองเพื่อหวังผลลัพธ์แบบ จขกท เลยว่ะ
:59: :13:
อ้างคำพูดจาก: ณต เมื่อ 03 ต.ค. 2011, 08:14 น.
:59: :13:
==================================================
อ่านแล้วพบว่า จขกท นั้นเป็นบุคคลประเภทที่ผมเกลียดเข้าไส้เลย
บุคคลประเภท money-oriented human ที่ทำอะไรก็มองที่เงิน เงิน เงิน แล้วก็เงิน...
แล้วก็ตัดสินคนที่เงิน เงิน เงิน แล้วก็เงินอีกเหมือนกัน... ทำไมล่ะครับ ทำไม...
เลยจัดเต็มไปหนึ่งดอก
ตอนไปค้างกับเพื่อนที่เป็นหมอทั้งสองคนผัวเมียมา ๔ วัน
พบว่าชีวิตหมอไม่ได้รื่นรมย์เลย (ถ้าเลือกที่จะทำงานเพื่อประชาชน และเพื่อประเทศชาติอะนะ)
เรานอนหลับสบายๆ ตลอดคืน หมอชายลุกไปผ่าตัด และดูคนไข้กลางดึก ๓ ครั้ง
ซึ่งนี่คือกิจวัตรที่เขาทำประจำเลยนะ
ปล. ไม่ชอบคนแบบนี้เหมือนกัน คุยกันไม่รู้เรื่องเลยแหละ ไม่ค่อยมีเพื่อนเป็นแบบนี้เท่าไหร่
น้องคนสวยที่มาเม้ม เม้มบอกว่า อาชีพไหนไม่สำคัญ ทำนา ทำเกษตร ......
อ่านแล้วอยากจะบอกว่า...............
สนมั้ยจ้ะ พี่ลูกชาวนาจนๆ :37:
ถึงจะไม่หล่อ แต่ผมก็จนนะคร้าบ.. :52:
คุณน้ำค้างง่ะ :56:
ถ้าคำว่าเงี่ยนไม่ใช่คำหยาบนะ ตูเล่นมุข
เงี่ยน เงี่ยน เงี่ยน แข่งกะ เงิน เงิน เงิน
ไปแล้ว แต่เสียดาย มันเป็นคำหยาบอะ เลยอดเล่นเลย :16:
ระดับถลอก
พูดคำว่าพระก็หยาบแล้วครับ
พระ :59:
:59: หยาบมาก
:05:
อ่านความเห็นแล้วอึดอัด เปลี่ยนไปหน้าอื่นหลายรอบยังอ่านไม่จบเลย :59:
เกรียนอะ :48:
หายไปแล้วอะ มีไรเกิดขึ้น :05:
อ่านในเว็บ drama เล้ย
อ่อเจอละ
เฮ้ย ลงดราม่าเลยเรอะ :25:
เบิ้ล
ในดราม่ามีกระทู้ชื่ออยากเป็นหมอ ก็อุตส่าห์อ่านจนจบ ปรากฏว่าไม่เกี่ยว :3005:
มันต้องดราม่านี้นะครับ
http://drama-addict.com/2011/10/03/%E0%B8%AD%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%A7%E0%B8%B0%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%95%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A3/ (http://drama-addict.com/2011/10/03/%E0%B8%AD%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%A7%E0%B8%B0%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%95%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A3/)
เจอพี่คนที่ถูกแอบอ้างรูปไปใช้แล้ว รูปนั้นเป็นรูปพี่เค้าของเป็นเดนท์อยู่ มอ.
สรุปว่างานนี้เกรียนธรรมดาฮะ ก็ว่าอยู่ ไม่มีใครจะเอาสถาบันตัวเองไปทำแปดเปื้อนแบบนี้หรอก :58:
อ้างอิงโดนแอบอ้างรูปเอาไปใช้ใน Web unigang
อยากจะบอกว่าคนที่ใช้ log-in: "ilovesiriraj" ไม่ใช่ผมน่ะครับ
จริงๆ เอาแค่นี้ใครมันจะไปคลั่งสถาบันตัวเองขนาดเอามาทำ username มั่งอะ
เอ๊ะหรือจะเป็นเทรนด์ใหม่ :30:
อ้าวแล้ว สลกบาตรบอย..
อ้าว ไม่มีเหรอ :30:
ขุด (อุ๊ย จู๋นี้ตั้งกะหลายคนยังอยู่ในวัยเรียนอยู่เลย)
(http://img3.f0nt.com/08/b2908bb060d4da29c2c4930dffa08e5a.jpg)
เจอคนทวีตอันนี้มาครับ ไม่ให้เครดิตเราก็ไม่ให้มั่ง
แต่เด็กห้องนี้มันแดกเป๊ปทีนกันทั้งห้องเลยเรอะ :3005:
ทำไมพวกนี้มันเก่งงี้เนี่ย :05:
ไม่คิดจะเข้าคณะอื่นมั่งเลยเร้อ
แผนการเรียนของเค้าคือ วิทย์-แพทย์
ห้องข้างๆ จะเป็นวิทย์-ถาปัด
ขุด
สงครามเอนทรานซ์ที่จีน สยองมาก
http://pantip.com/topic/32271333/story (http://pantip.com/topic/32271333/story)
โหดมากกกก :59: :59: :59:
เริ่มรู้สึกโชคดีที่เกิดเป็นคนไทยและ ๕๕๕๕
อ่านแล้วเครียดแทน
แต่อีกมุมก็คือ คนที่ผ่านมาได้นี่ต้องทุ่มเทสุดๆ ขยันสุดๆ ซึ่งตรงกับคาแรคเตอร์คนจีนมากๆ เลย :59:
คห. 2 นั่นไม่ได้ใส่กางเกงเหรอ??