เห็นพี่แอนถามว่ายังไม่ได้คุยเรื่องไหกัน
เรื่องที่แต่ละคนแต่งค่ะ เอามารวมกันที่นี่ค่ะ หวังว่าจะมีคนเอามาลงนะคะ :22:
(เดี๋ยวเอามาลง)
* นิทานแต่งในบล็อก *
นิทาน " แพนด้านับดาว "
นานมานแล้วกาลครั้งหนึ่งมีแพนด้าตัวหนึ่งหลงทางจากความรักมากสนไกลในความมืด
มันได้พบกับดวงดาวดวงหนึ่งสดใสระยิบตา อันเป็นต้องตาต้องใจมันอย่างมาก
มันจึงพยายามที่จะบอกความรู้สึกให้ดาวรู้
แพนด้า : "ดาว ทำไมเธอช่างสดใสอย่างนี้ "
ดาว : "...."
แพนด้า : "ดาว หากเธออยู่สูงเพียงนั้น เจ้ามองเห็นผู้ใดคู่ควรกับเจ้ารึป่าว"
ดาว : "...."
แพนด้า : "ดาว เจ้าอยู่นะที่นั้น เจ้าเหงารึไม่ ต้องการให้ข้าอยู่เป็นเพื่อนไหม"
ดาว : "...."
แพนด้านั่งคุยกับดาวจนเช้าแต่ก็ยังไม่มีเสียงตอบใดๆจากดาว
เพียงเพราะจากจุดที่แพนด้ายืนอยู่มันช่างเล็กน้อยเหลือเกินหากมองจากสายตาของดาว
และยังมีอีกมากมายที่กระทำเช่นเดียวกับแพนด้า....
..จากที่แพนด้าเดินทางมายาวไกลเพื่อค้นหาปลายทางที่ต้องการแต่วันนี้แพนด้าไม่รู้ตัวเลยว่ามันได้ยืนอยู่ที่เดิม มองจากที่เดิม แล้วนั่งเก้าดาวเช่นเดิม
จนวันนึงมันพึ่งรู้ตัวว่ารอบข้างกายของมันไม่มีผู้ใดเลย ไม่รู้ว่าหายไปเพราะอะไร ตอนไหน
เพราะตลอดเวลามันนั่งเก้ามองและพูดคุยกับดาวเพียงลำพัง...
จนวันนี้ดาวก็ยังไม่เคยจะตอบรับการสนทนาของแพนด้า และในที่สุดมันก็เข้าใจว่ามันอยู่เพียงลำพังโดยมีแสงดาวเป็นเพื่อนเท่านั้น..
(http://img385.imageshack.us/img385/3401/bgdafa11115fi.th.jpg) (http://img385.imageshack.us/my.php?image=bgdafa11115fi.jpg)
อย่างงี้ต้องคุ้ยของเก่าเอามาลงมั่ง...
เอาลงกล้วกลัวไม่มีคนอ่าน
ประมาณ 5 หน้า A4 :08:
^
เอามาลงสิคะ :25:
แย้บเรื่องแรก :22:
- - - นิทาน�?่อนนอน - - -
แม่ขอฉันเป็นนักเล่านิทานก่อนนอนตัวยงเชียวหละฉันหลับปุ๋ยไปพร้อมกับรอยยิ้มเสมอ ๆ ...นับตั้งแต่วันที่
แม่หมดนิทานในสต็อค
แม่เริ่มเล่านิทานที่มีชื่อเรื่องน่ารักๆ( แบบแปลกๆ ) เช่น "ควายวิเศษกับกระบอกไม้ทองคำ" เนื้อเรื่องก็มีอยู่ว่ามีลูกควายตัวนึง
ถูกทิ้งไว้ไม่มีพ่อควายแม่ควายดกล กล้วแถมไม่มีลูกควายตัวไหนเป็นเพื่อนอีกต่างหากแต่แล้วันนึงลูกควายวิเศษก็
ได้เต็ิบโตเป็นควายหนุ่มได้ไปพบกับกระบอกไม้ทองคำโบราณในตำนานของฝูงควาย แล้วกเ�?ิด�?ารผจ�?ภัยขึ้น....
เนื้อเรื่องดำเนินไปเรื่อย ๆ ประมาณ 2 - 3 คืน ความยาวมา�?พอที่ทำให้ฉันไม่งอ�?งไม่ยอมนอน พอเรื่องนั้นจบ�?ม่
�?็ตามมาด้วย "�?�?ะขนทอง�?ับยายคลองขี้เหนียว" ยายคลองเนี่ย�?�?อยู่�?ถว ๆบ้านเนี่ย�?หละ�?ล้วที่
สำคั�?�?�?ขี้เหนียวจริง ๆ เรื่อง�?็เ�?ี่ยว�?ับ�?�?ะตัวนึงมีขนเป็นทอง ดั๊นมาเดินเพ่นพาน�?ถว ๆบ้าน
เราเข้า ยายคลอง�?็เห็น�?ล้วอยา�?ได้�?ต่�?�?ะตัวนี้�?ลัวถู�?โ�?นขน�?ล้วเหมือนหมาหนัง�?ลับทั้งหลายจึงหาทางหนี
สุดชีวิต...เรื่องนี้ทำเอาฉันชะเง้อมองหา�?�?ะไปหลายวันเชียวเผื่อว่ามันมาจริง ๆ จะได้เตือนมัน�?่อนเจอยายคลอง
�?าลเวลาผ่านไปอายุล่วงเลยจา�?เด็�?เล็�? ๆ ไปเป็นเด็�?วัยรุ่น วัยที่ "ปั�?หา" เป็นสมบัติชิ้นเดียวที่เราพึงมีได้
จา�?นิทาน�?่อนนอน�?็�?ลายเป็นปั�?หาที่ขบไม่ออ�?รึไม่�?็คิดไม่ต�? รึไม่�?็สอบต�? ฉันไม่เคยคิด�?ย�?ห้องนอน�?ับ�?ม่
จนถึงตอนนี้ ( พ่อเหรอไม่มีปั�?หาเรื่องนั้นหรอ�?พ่อไม่�?ลับมาบ้านนี้อี�?เลยตั้ง�?ต่ฉันเ�?ิด จะว่าฉันถู�?พ่อทิ้ง�?็ได้
�?ต่ฉันว่าพ่อน่ะ�?หละถู�?�?ม่ทิ้ง �?ละ�?็เ�?็บฉันไว้เลี้ยงเองคนเดียว เพราะฉัน�?็เป็นเด็�?น่ารั�?ใช่ย่อยซะเมื่อไหร่ )
ปั�?หาวัยรุ่นผ่านไป�?ลายเป้นปั�?หาเรื่อง�?ารทำงาน�?ารวางตัว ฉันยอมรับว่าคำปรึ�?ษาของ�?ม่ที่ให้มามัน
ใช้ได้บ้างไม่ได้บ้าง �?ต่ว่าความรั�?ความห่วงใยในน้ำเสียงของ�?ม่ที่ฉันได้รับมันทำให้ฉันรู้สึ�?ดีทุ�?ครั้งไป �?ละรู้สึ�?ว่าปั�?หาไหน ๆ�?็�?�?้ได้ทั้งนั้น
จนวันนึง�?ม่จา�?ไปอย่างไม่มีวัน�?ลับมา ฉันเสียน้ำตาไปไม่น้อยเลย ฉัมมีครอบครัวของตัวเอง เวลาที่ผ่านไปงานนอนบ้าน�?ละงานในบ้าน ทำให้ฉันได้ลืมเลือนส่วนหนึ่งของชีวิตไป
...�?ละ�?ล้วลู�?สาวคน�?ร�?ของฉัน�?็เข้าสู่วัยไม่ยอมนอน
ฉันต้องเล่านิทานให้เค้าฟัง จน�?ระทั่งวันนึงรายชื่อนิทานในหัวฉันมันหมดสิ้น
"คืนนี้จะเล่าเรื่องอะไรให้ลู�?ฟังดีน้า" ฉันคิดคนเดียวเงียบ ๆ ขณะที่สามี�?ำลังเคลียร์งานอยู่ในห้อง ความคิดของฉัน
ดำเนินไปเรื่อย ๆ จน�?ระทั่ง.....
"�?ม่ขา �?ม่จะเล่าอะไรคืนนี้" ลู�?สาวตัวน้อยของฉันนอน�?ึ่งนั่งอยู่บนเตียง "เรื่อง..." ฉันหยุดคิดทบทวนอี�?เล็�?
น้อย�?่อนตอบไปว่า " เรื่องม้าวิเศษ�?ับเ�?ือ�?ม้าทองคำ" �?ค่ชื่อเรื่องลู�?สาวของฉัน�?็ยิ้ม�?ป้น...
....ส่วนฉันเหมือนได้เห็นส่วนหนึ่งของชิวิตตัวเอง�?จ่มชัดขึ้น
ของคิตตี้
มีภาคต่อด้วย คิดไว้
เน๊อะๆๆ ยอ
เขียน
จบ
{หมีโหด} {หมีโหด} {หมีโหด}
(
จขกท เปิดตัวด้วยเรียงความที่เพิ่งแต่งวันนี้เลยแล้วกัน เดี๋ยวเอาเรื่องสั้นที่ดองไว้มาลง
เพื่อนโดยทั่วไป จะเป็นบุคคลที่เราคุยได้ในทกเรื่อง เพื่อนของข้าพเจ้าก็เช่นกัน เป็นเพื่อนตาย เพื่อนแท้ เพื่อนร่วมทกข์ร่วมสุขของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าคิดว่าเพื่อนคนนี้ คือเพื่อนอย่างแท้จริง
เพื่อนของข้าพเจ้าชื่อ ด.ญ.วิสุณี ชื่อเล่น วิว วิวเป็นคนมั่นใจในตัวเอง รักเพื่อน ออกจะห้าวๆ เล่นแรง เป็นคนตรงๆแต่จริงใจ เพื่อนคนนี้เป็นเพื่อนที่ข้าพเจ้ารักมากที่สุด ข้าพเจ้ารู้จักกับวิวตอนประถม2 ตอนนั้นข้าพเจ้าไม่ค่อยได้คุยกับวิวเท่าไร เนื่องจากข้าพเจ้าสนิทกับเพื่อนอี�?คนมาก่อน เพิ่งจะสนิทกันเมื่อตอนประถม6 ใครบอกว่าเพื่อนดีหาได้ตอนมัธยม เพื่อนประถมมีแต่เพื่อนกิน ขอเถียงขาดใจ วิวเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของข้าพเจ้า เมื่อข้าพเจ้ามีปญหา ข้าพเจ้าจะปรึกษาวิวเป็นคนแรกวิวมักจะช่วยข้าพเจ้าอย่างสุดความสามารถ เมื่อวิวมีเรื่องเดือดร้อน ก็จะมาคุยกับข้าพเจ้าเป็นคนแรกเสมอ เรา2คนจึงเป็นเพื่อนแท้ของกันและกัน ยามมีสุขก็มาบอกกล่าว ยามทุกข์ก็มาช่วยเหลือกัน
เพื่อนแท้ คือเพื่อนที่จะคอยช่วยเหลือเมื่อยามมีปัญหา เพื่อนแท้จะไม่ทิ้งกัน ต่อให้จะลำบากสักเท่าไร เพื่อนแท้ของข้าพเจ้าชื่อ วิว ข้าพเจ้าอยากจะบอกกับวิวว่า ข้าพเจ้าคิดถึงวิวเป็นคนแรกเสมอเมื่อมีเรื่องสุข คิดถึงวิวเสมอเมื่อมีปัญหา ไม่ว่าจะห่างไกลกันแค่ไหน แต่เพื่อนคนนี้จะยังคิดถึงวิวเสมอ
จริงๆมีนะ เขียนตอนประถมอ่ะ จะส่งขายหัวเราะด้วย
มาอีกแล้ว
คนที่แอบรักเธอ
เธอคงไม่รู้หรอกถึงความรู้สึกของฉันที่มีต่อเธอนั้น มันไม่ใชแค่คนที่รู้จักกัน หรือแค่คำว่าเพื่อนหรอกนะ
มันเป็นความรู้สึกที่ดีใจที่ได้เห็นเธอ ความรู้สึกปลื้มใจที่เธอพูดกับฉันด้วยน้ำเสียงที่อบอุ่นนั่น
และจะรู้สึกมีความสุขที่สุดตอนที่เธอมีความสุข นี่สินะความรัก
ฉันปวดใจทุกทีที่เห็นเธอคุยกับผู้หญิงอื่น ฉันรู้สึกจี๊ดที่ใจเวลาเธอพูดว่าเราเป็นเพื่อนกัน
ฉันไม่ได้คิดกับเธอแค่เพื่อนนะ ฉันอยากจะบอกเธอว่าฉันรักเธอนะ รักมากกว่าใครทั้งหมด
เธอจะรับรักฉันไหม ไม่ต้องอะไรมากมาย แค่ทำอย่างที่เธอเคยทำก็เพียงพอแล้ว
เรารู้จักกันมานานแล้ว ฉันรู้จักเธอดี เธอชอบที่จะอยู่อย่างอิสระไม่ยึดติดกับสิ่งใดเหมือนดังสายลม
นั่นอาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ฉันไม่กล้าบอกรักเธอ กลัวเธอจะมีพันธะ
ฉันชอบเธอที่ได้อยู่อย่างอิสระปล่อยตัวไปตามสายลมมากกว่าที่จะต้องเห็นเธอยึดติดกับฉัน
แต่ในความเป็นจริงฉันคงกลัว กลัวว่าเธอจะไม่ได้รักฉัน แลัวว่าเธอจะไม่พูดกับฉันอีกต่อไปมากกว่า
คิดทีไรก็รู้สึกทุเรศตัวเองจริงๆ ที่ไม่กล้าบอกรักเธอ แต่ฉันก็ไม่คิดที่จะบอกรักเธอแล้ว
เพราะว่ามันสายเกินไปเสียแล้ว เธอมีเพื่อหญิงคนใหม่ ดูเธอจะสนิทกันมากซะด้วยสิ
สนิทมากกว่าฉันกับเธอตอนนี้ คนรอบข้างก็พูดกันว่าเธอคบกับเขา ฉันก็รู้สึกเจ็บใจเหมือนกัน
แต่ดูท่าทางเธอไม่ได้คิดกับเธอคนนั้นว่าเป็นแฟนกัน นั่นทำให้ชั้นมีความสุขมาก
เพราะฉันอยากให้เธอเป็นอย่างเดิม ไม่อยากให้เธอเปลี่ยนไป ถึงแม้ว่ามันจะทำให้ฉันเจ็บบ้างก็เถอะ
คนทแอบรักเธอคนนี้จะยังรักเธอในใจตลอดไป จะขอให้เธอมีความสุข ไม่ว่าเธอจะรักใครก็ตาม
ไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านไปนานเท่าไร ฉันก็จะยังมีแต่เธอ
+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+
เพื่อวีนะเนี่ย
พล็อตเรื่องโคตรทั่วไป
เดาตอนจบได้เลย :08:
Her name is Mary
The road trip from New York to Iowa was a long way, but it did not make me tired. There weren't any big buildings, big traffic jams or crowds of people. This trip was my first trip and long drive after working in New York for five years. It was not a big deal to drive for a long way any more. I just wanted to leave the big, crowded city.
The road was not crowded at all. It was taking a long time to see another car. I opened the window to feel the breeze outside.
"Ahh...h,
ภาษาอะไรวะ :08:
ชื่อมาลี :30:
เริ่มหัวข้อได้น่าสนใจดี
เสียดายตูไม่มีงานเขียนเป็นชิ้นเป็นอัน
ตอนไปเชียงใหม่เขีัยน
พี.อาร์.ซี. ชื่อนี้ที่ฉันภูมิใจ
ยี่สิบ สิบเ
มี
ไม่ต้องไปทางด้านนี้
เห็นมั้ยวี พี่บอ
ไหน ใครวี :09:
พรุ่งนี้จะเอามาลงอี
เว้นบรรทัด จัดย่อหน้าหน่อย
:41:
บันทึ
คุ้ยเอง T_T ขี้เ
ชีวิตเหมือน
เอามาลง
อ๋อ วีไปเข้าใจ
ไม่มีงานเขียนอ่ะคับ...
ส่วนให
ค่ำคืนวันนี้ พอมีเวลา
ปวดเศียรเวียนเ
งาน
บ่ายวันหนึ่งในเหมันตฤดู ท่ามกลางแสงแดดอันแสนอบอุ่นในฤดูหนาวของเมืองเขตร้อน ชายวัยกลางคนผมสีดำตัดสั้นคนหนึ่งเดินอยู่ริมถนนลาดยางชานเมือง สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นยางพารา มีบ้านคนอาศัยอยู่ประปรายริมทางหลวง บ่งบอกอย่างดีว่าบริเวณนี้ยังไม่ถูกบุกรุกจากเทคโนโลยีสมัยใหม่มากนัก
ชายคนนั้นเดินเข้ามาหยุดอยู่หน้าบ้านหลังหนึ่งที่อยู่ตรงข้ามกับป้อมตำรวจ หน้าบ้านปักป้าย 'กล้วยทอด มันทอด' ประตูบ้านที่เป็นประตูไม้เปิดพอให้คนผ่านไปมามองเห็นข้างในได้ ในบ้านมีเสียงทอดกล้วยทอดดังอยู่ มือของชายคนนั้นกำกระดาษสีเขียวพับเล็กๆ ไว้ในมือ
"ป้าสาว กล้วยทอด 20 บาท ใส่กากเยอะๆ นะ" ชายคนนั้นตะโกนเข้าไปในบ้าน
"จ้าๆ รอเดี๋ยวนะ เพิ่งลงทอดเมื่อกี้นี้เอง แล้วนี่มาคนเดียวเหรอ" ป้าสาวตอบ
"อื้อ พอดีว่างๆ อยากออกมาเดินเล่นซักหน่อย"
"แล้วนี่เดินมาจากไหนล่ะ"
"จากบ้านจ่ะป้า แล้วทำไมวันนี้ไม่มีคนเลยล่ะเนี่ย"
"อ๋อ เมื่อกี้เกือบสิบคนเพิ่งออกไปน่ะ คนที่มาทีหลังป้าบอกว่าอีกเกือบชั่วโมงเค้าเลยกลับกันไปก่อน"
"อึมๆ"
เป็นที่รู้กันว่ากล้วยทอดร้านนี้ปกติจะต้องยืนรอเข้าคิวนานพอสมควร เพราะอร่อยและขายดีมากจนทำไม่ทันกับคนที่มาซื้อ แต่วันนี้นับว่าเป็นโชคดีของชายหนุ่มคนนั้นเพราะไม่มีคนมารอซื้อ
กล้วยทอดเจ้านี้เริ่มขายมาตั้งแต่เขายังเรียนโรงเรียนมัธยม ซึ่งทางนี้ก็เป็นทางผ่านระหว่างบ้านเขากับโรงเรียนพอดี ดังนั้นระหว่างทางเขาจึงแวะซื้อกินบ่อยครั้งจนสนิทกับป้าสาว หรือที่สมัยนั้นเขาเรียกว่าน้าสาว
"เอ้านี่จ๊ะ" ป้าสาวเดินมาพร้อมกับยื่นถุงกล้วยทอดให้ชายหนุ่ม
"ขอบคุณครับ" ชายหนุ่มรับพร้อมกับยื่นเงินออกไปให้ป้าสาว
"วันหลังมาใหม่นะ"
"ครับ"
แล้วชายหนุ่มคนนั้นก็เดินกลับในทางเดิมที่เขามาพร้อมกับถุงกล้วยทอดที่มีกล้วยทอดเต็มถุง
จบ
เขียนเอาฮา อย่าคิดมาก เพราะสรุปแล้วก็คือมีผู้ชายไปซื้อกล้วยทอด
:31:
ยาว
สดหน้าคอม
-------------------------
ด้วยเหมันต์คือฤดูที่หนาว
ในซอยเปลี่ยวร้าง
ในซอยเปลี่ยวร้าง
อยู่บ้าน
Episode I : Part I
บทที่ 1 : บทเกริ่นนำ
เด็กหนุ่มผมสีดำสนิทเงยหน้าขึ้นมาท้องฟ้าสีหม่นของยามค่ำคืน ตาสีม่วงของเขาเหม่อลอยไปยังความมืด แต่ก็คงมองได้อีกไม่นาน เพราะเหล่าเม็ดฝนกำลังกระหน่ำตกลงบนใบหน้าและเนื้อตัวของเขาอย่างรวดเร็ว เด็กหนุ่มรีบสะบัดหน้าหนีสายฝนก่อนจะส่งเสียงร้องเรียก
"อังเดร อังเดร" เขาเอ่ยชื่ออย่างแผ่วเบา
เด็กหนุ่มร่างสูงกำลังเดินอย่างรวดเร็วมาจากตรอกมืด ๆ ด้านข้างถนน ถึงแม้เนื้อตัวและผมเผ้าสีทองอ่อน ๆ จะเปียกโชกด้วยแรงฝน แต่ก็ยังส่งรอยยิ้มอย่างรื่นเริงมาให้คนเรียกได้แบบสบาย ๆ
"ว่าไง – อยากเป็นหวัดขนาดนี้เลยรึ" เสียงย้อนอย่างกวน ๆ ของเด็กหนุ่มที่เพิ่งมาใหม่ ทำเอาอีกคนหน้ามุ่ย
"เปล่าเฟ้ย – แค่จะบอกว่าวันนี้เห็นพระจันทร์ด้วย"
"ฝนตกอย่างนี้เนี่ยนะ" อังเดรร้องอย่างไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่นัก ก่อนจะหันหน้าขึ้นมองตามคำบอกของเขา
ถึงเมฆหมอกมากมายจะปกคลุมไปทั่วฟ้า แต่วันนี้กลับปรากฏดวงจันทร์สีเหลืองอร่ามทอแสงอ่อนโยนผ่านเมฆฝนลงมาได้
"รุซโซ – จริงอย่างที่นายว่าเลย" อังเดรเอ่ยอย่างตกใจ ดวงตาสีฟ้าทอแสงระริก ก่อนจะหันกลับลงมามองรุซโซที่ยังไม่ละสายตาไปจากดวงจันทร์ "สุดยอดก็จริงอยู่ แต่ถ้าตอนนี้ไม่กลับเข้าบาร์จะเป็นหวัดได้นะเว้ย"
"รู้แล้ว ดูอีกหน่อยก็ไม่ได้ ย้ำบ่อยจังนะ" รุซโซเอ่ยพลางกอดคอเพื่อนรักอย่างหมั่นไส้ และเดินกลับเข้าตรอกนั้นไปท่ามกลางสายฝน
ฝนตก...
ตกมานานมากแล้ว...
เซนตินไม่ใช่เมืองที่เหล่านักท่องเที่ยวปรารถนาจะไปเยี่ยมชมซักเท่าไหร่นัก ความล้าหลังของเมืองไม่เข้ากับยุค 2130 เลยแม้แต่น้อย เพราะตึกรามบ้านช่องก็ยุคเก่า ระบบเทคโนโลยีในเมืองก็ยุคเก่า หนำซ้ำคนในเมืองก็เกิดและตายที่เดิมกันเสียเกือบทั้งเมือง ส่งผลให้ย่านการค้ามีคนมากมาย ล้วนเป็นคนกันเอง หนำซ้ำกำแพงใหญ่โตที่ล้อมรอบเมืองกับทะเลกว้าง จึงเหมือนกับเซนตินถูกตัดขาดกับโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง
แต่ข้างในกำแพงนั้นก็ไม่ได้ถือว่าร้างไปเสียทีเดียว ผู้คนในเมืองก็ยังคงมีอยู่ เพราะที่นี่ไม่เก็บภาษี ไม่มีผู้นำของเมือง นักเลงก็น้อยเสียจนแทบไม่มี อาหารการกินก็ถูกแสนถูก เสียอยู่อย่างเดียวก็คือสภาพอากาศนี่แหละ เพราะเซนตินเป็นเมืองที่อากาศแปรปรวนที่สุดในโลก บางทีฝนก็ตกติดต่อกันเป็นเดือน วันต่อมาก็หิมะตกเอาเสียดื้อ ๆ บางทีเพราะเหตุนี้จึงไม่ค่อยจะมีใครออกมาเดินพลุกพล่านตามถนนเหมือนเมืองอื่น ๆ
รุซโซและอังเดรเป็นเพื่อนกันตั้งแต่จำความได้ ทั้งสองรู้สึกตัวในที่ทิ้งขยะที่เดียวกัน จากนั้นมาก็เป็นเพื่อนกินเพื่อนตายกันมาตลอด อังเดรทำอะไรรุซโซต้องทำด้วย อังเดรกินอะไรก็ต้องให้รุซโซกินด้วย ทั้งสองคนโตมากับสภาพของเด็กยากจนที่ไม่มีที่ให้ไป อยู่อย่างยากแค้นขโมยผักปลากินไปวัน ๆ
แต่ถึงอย่างนั้น เด็กทั้งสองก็ค้นพบความสนุกของการอยู่ในเมืองนี้ ตั้งแต่การไปนอนอยู่ในขบวนรถไฟที่ทิ้งแล้ว หรือการไปแอบในห้องเก็บของบ้านคนอื่นเพื่อรอขโมย ซึ่งแผนการส่วนใหญ่จะเป็นอังเดรที่คิด ส่วนรุซโซจะเป็นประเภทปฏิบัติ เขาย่องเบาได้เงียบและไวเสียยิ่งกว่าโจรมืออาชีพบางคนเสียอีก
ทั้งสองเหมารวมไปว่าอายุสิบห้าเท่ากัน แต่อังเดรดูจะเป็นผู้ใหญ่มากกว่ารุซโซอยู่ก้าวหนึ่งเสมอ
ทั้งสองตัดสินใจเลิกนิสัยโจรเด็ดขาดเมื่ออายุสิบสี่ ก่อนจะเริ่มหางานทำ ซึ่งก็มีไม่กี่งาน และงานส่วนมากก็ไม่รับเด็ก มีเพียงร้านเหล้าของแจ๊คเพียงร้านเดียวที่ยอมรับพวกเขาเข้า แจ๊คถ้าอยู่ปกติจะเป็นคนอารมณ์ดี แต่ถ้าได้แตะเหล้าเมื่อไหร่จะเริ่มจำอะไรไม่ได้และดูหงุดหงิดขึ้นมาแบบไม่รู้ตัว
และตอนนี้ชายร่างสูงที่ชื่อแจ๊คกำลังเมาแอ๋อยู่ตรงบาร์
"เฮ้ยไอ้หนู ก็แขวนป้ายปิดบาร์ให้หน่อยซิ" แจ๊คเอ่ย เสียงเมาอ้อแอ้แบบไม่ได้สติ รุซโซพยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะเดินไปหยิบแผ่นป้ายไปแขวนไว้ตรงประตูร้าน "เออ – ขอบใจ ว่าแต่ ไอ้หนู แกเป็นใคร – เค้าห้ามเด็กเข้าร้านเหล้านะเว้ย"
"ชั้นว่าช่วงนี้เขาดื่มบ่อยไปหน่อยนะ ไม่กลัวขาดทุนรึไง" รุซโซพึมพำกับอังเดรเมื่อเขาเดินมาช่วยเด็กหนุ่มเก็บเก้าอี้
คู่สนทนาหัวเราะน้อย ๆ
"นั่นคงเป็นเหล้าที่ลูกค้ากินเหลือน่ะ เก็บไว้ก็คงเปลืองที่"
"น่าลองแฮะ เรากินเราคงเมาหัวทิ่มแบบเค้าแน่อัง - เอามั้ย หลับสนิทดีด้วย" รุซโซถามเป็นเชิงเล่น พลางดึงผ้าปูโต๊ะออกเพื่อเตรียมจะไปซัก "รู้แล้ว ๆ อย่าลอง ใช่มั้ยหละ"
"เอ้อ – ก็รู้นี่" เพราะโดนดักทางได้จึงหัวเราะอีกที พลางยกเก้าอี้ขึ้นตั้งบนโต๊ะ "เสร็จแล้วนายช่วยซักผ้าปูโต๊ะด้วย ชั้นจะไปล้างแก้ว"
"โอเค"
แจ๊คยังคงเมาอยู่ เขานั่งโงนเงนอยู่ตรงเก้าอี้หลังร้านขณะที่รุซโซกับอังเดรเดินผ่านหน้าไปทำธุระ และเดินผ่านอีกหลายทีเพื่อให้งานเสร็จสิ้น แต่ก็กินเวลาหลายชั่วโมง จนเมื่อทั้งสองทำงานเสร็จ นาฬิกาก็ตีบอกเวลาตีสองของวันใหม่เข้าไปแล้ว
ฝนกระทบกับหน้าต่างเกิดเป็นเสียงเหมือนก้อนหินตกพื้น ตอนนี้แจ๊คนอนฟุบอยู่ตรงเคาเตอร์ มีรุซโซกำลังเดินไปเดินมาจัดเหล้าในตู้ให้เข้าที่ และมีอังที่กำลังหิ้วถังใส่น้ำกับผ้าขี้ริ้วมาเต็มสองมือผ่านไปยังกลางบาร์ และตั้งหน้าตั้งตาขัดพื้นอย่างรวดเร็ว
"เมื่อไหร่เราจะไปทำงานอย่างอื่นที่ไม่ใช่คนใช้แบบนี้ซักทีหละอัง" รุซโซถาม มือข้างหนึ่งคอยเช็ดขวดเหล้าที่มีฝุ่นบาง ๆ จับเพราะทิ้งไว้นานเกินไป
"นายลองนึกถึงแจ๊คไว้ก่อนก็แล้วกัน – ว่าถ้าเค้าขาดเราไป ร้านเค้าจะสะอาดแบบนี้มั้ย" อังเดรยังมองโลกในแง่ดี ตอนนี้เขากำลังก้มหน้าก้มตาถูพื้น "จะว่าไป ถ้าได้ออกไปจากที่นี่ก็คงจะดีไม่น้อย"
ทั้งสองคนเงียบไปชั่วขณะหนึ่ง เหมือนกำลังจินตนาการถึงชีวิตที่สุขสบายอยู่ในบ้านหลังใหญ่ เป็นสิ่งในความฝันที่ไม่มีวันไขว่คว้าถึง
จนกระทั่งเสียงฟ้าร้องปลุกพวกเขาทั้งคู่ออกจากภวังค์ รุซโซกับอังเดรก็หัวเราะแห้ง ๆ ก่อนจะก้มหน้าก้มตาทำงานต่อ
"ยังมีเมืองอื่นที่ล้าสมัยเหมือนเมืองเราบ้างมั้ยอัง" รุซโซถาม
เพราะเด็กหนุ่มรู้ดีว่าเด็กชายผมสีทองอ่อนคนนี้ชอบอ่านหนังสือในห้องของแจ๊คที่อยู่หลังบาร์มาก เพียงมีเวลาว่างซักเล็กน้อย ก็จะเห็นอังกลับเข้าไปอ่านหนังสือในห้องนั้นอยู่เสมอ อังเดรอ่านหนังสือได้ทุกรูปแบบ และแบบที่โปรดปรานที่สุดคือหนังสือประวัติศาสตร์ ที่แจ๊คชอบซื้อมาเก็บไว้เป็นพิเศษ
"มีสิ อย่างเมืองโมเลที่อยู่ใต้สุด ที่นั่นเค้ามีเงินพัฒนานะ แต่คนที่นั่นไม่อยากให้เปลี่ยน หมู่บ้านก็เลยเป็นแบบยุคเก่าดูน่าอยู่กว่าพวกตึกสูง ๆ แบบนี้อีกนะ"
"บ้านแบบนั้นจะอยู่สบายแน่เร้อ" รุซโซเอ่ยถามกวน ๆ มือยังไม่ละไปจากขวดเบียร์ "ชั้นว่าไม่มีอะไรสบายเท่าห้องหรู ๆ ในโรงแรมหรอก"
อังเดรหัวเราะก๊าก
"นั่นมันก็แล้วแต่นายจะคิด" เขาว่าต่อ พลางยกมือขึ้นเช็ดเหงื่อจากการก้มหน้าถูพื้น "แต่ถ้าชั้นเก็บเงินพอจะซื้อบ้านแถวชนบทได้ นายจะไปกับชั้นมั้ยล่ะ"
"ไปแน่นอน!!!" รุซโซตอบทันที "เรื่องอะไรต้องให้นายไปคนเดียว"
"ขอบใจนะที่มาช่วยเป็นภาระ" อังเดรแซวอย่างกวน ๆ
เด็กหนุ่มยิ้มให้กันก่อนก้มลงทำงานต่อเงียบ ๆ
-------------------------------------------
"ฮ้าว...อ้าว ทั้งสองคนยังไม่นอนอีกเรอะ" แจ๊คที่เพิ่งจะตื่นลุกขึ้นมาถามงัวเงีย "เฮ้ย ร้านสะอาดดีมากเลย ขอบใจพวกเธอสองคนมาก มานี่มา ฉันจะเลี้ยงข้าว"
อังเดรยิ้มกว้างให้กับแจ๊ค รุซโซที่กำลังวุ่นอยู่กับการเช็ดแก้วก็ผงกหัวเป็นเชิงขอบคุณ ก่อนจะจัดแจงหาที่วางเพื่อไปทานอาหารเช้า
แจ๊คไม่ได้เป็นบาร์เทนเดอร์ฝีมือดีเท่านั้น เขายังทำอาหารเก่งด้วย เวลาเช้าเป็นเวลาที่เขาตื่นตัวเต็มที่ เมนูสารพัดอย่างจะถูกนำมาเสิร์ฟที่บนโต๊ะอย่างรวดเร็ว ก่อนที่ทั้งสามจะลงมือทานอาหาร
อยากให้เป็นอย่างนี้ตลอดไปจัง...
รุซโซคิดในใจขณะหัวเราะไปกับมุขตลก (ฝืด) ของอังเดรที่เล่าเรื่องต่าง ๆ ให้ฟัง
เขามีความสุขกับทุกวันนี้ แล้วมันจะมีอะไรดีไปกว่านี้หละ...
น่าเสียดายที่ช่วงเวลาแห่งความสุขนั้นแสนสั้น อีกไม่นานเด็กหนุ่มทั้งสองคนก็จะจากมันไปตลอดกาล...
--------------------
"เซนตินหรอครับ"
น้ำเสียงตื่นเต้นของฝ่ายหนึ่งบ่งบอกถึงความสนใจ ขณะที่อีกฝ่ายยกหลอดแก้วน้ำพลาสติกขึ้นมาดูด พลางพยักหน้าเป็นเชิงตอบว่าใช่
"เมืองเก่าจะแย่" อีกฝ่ายตอบเรียบ ๆ มือจับหลอดเขี่ยน้ำแข็งก้นแก้วอย่างเบื่อ ๆ "ฉันไปมาแล้ว ก็ไม่มีอะไรน่าแปลกใจ ตึกยุคสองพันกับพายุฝน ไม่เห็นมีอะไรน่าดู"
"ผมยังไม่เคยเห็นตึกแบบเก่าเลย"
"คาร์ลอส นี่งานนะ"
"ครับคุณเจอรัล" คาร์ลอสรับคำเสียงจ๋อย ดวงตาสีน้ำตาลมองมาที่เด็กหนุ่มอีกคนที่กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้หลังโต๊ะอาหาร "แต่ว่างานคราวนี้เป็นอะไรหรอครับ"
ดวงตาของเจอรัลลุกวาวด้วยความรักสนุกอยู่ชั่วเสี้ยววินาที ก่อนที่มันจะหายไป
"เดี๋ยวนายก็รู้เอง – ไปแต่งตัวเถอะ – เรายังต้องเดินทางกันอีกไกล"
--------------------
เป็นเวลากว่าสามชั่วโมงแล้ว ฝนที่กระหน่ำตกอยู่นอกหน้าต่าง ก็ไม่มีทีท่าจะซาลง รุซโซมองออกไปด้านนอกที่พร่ามัวเพราะเม็ดน้ำ ก่อนจะหันกลับมามองอังเดรที่นอนหลับอย่างสบายใจอยู่ที่เก้าอี้ยาว
ทั้งสองคนมาพักอยู่ในโบสถ์ เพราะมันเป็นเหมือนบ้านของเขาทั้งสอง บาทหลวงใจดีคนหนึ่งยอมเอื้อเฟื้อที่พักให้กับเด็กกำพร้าสองคนที่หนาวเหน็บ เป็นบุญคุณที่อยากทดแทนเสียเหลือเกิน
รุซโซหันกลับมามองที่ประตู บัดนี้มันเปิดอ้าออกเพราะแรงแขนของใครบางคนที่ผลักมันช้า ๆ ออกมา
เด็กหนุ่มหลิ่วตา พลางสำรวจกริยาของบุรุษหน้าประตูอย่างละเอียด
เสื้อคลุมสีดำลายหัวกะโหลกสะบัดไปมาขณะที่เขาเดินช้า ๆ ข้ามห้องไปยังห้องบาทหลวง ใบหน้าถูกปกปิดด้วยฮูดสีดำที่เปียกโชกไปด้วยน้ำฝน การแต่งกายดูเหมือนพวกจอมเวทในนิยายปรัมปรา เขาเดินไปคุยกับบาทหลวงอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะจากไปเหมือนกับขามา
รุซโซอ้าปากหาว ความจริงแล้วเขาเองก็ง่วงไม่ใช่น้อย นอนหลับซักตื่นคงไม่เป็นอะไร
คิดได้ดังนั้นจึงประสานมือหนุนต่างหมอน เกือบจะหลับทันทีที่เอนกายลงนอนบนเก้าอี้สวดมนตร์
--------------------
ตึง!ตึง!ตึง!
รุซโซไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่แล้ว รู้เพียงแต่ว่าแสงแดดสาดส่องผ่านกระจกที่ถูกสลักเสลาอย่างวิจิตร ทอดเข้ามาในห้องอย่างอ่อนโยน หากแต่สภาพเบื้องนอกดูเหมือนจะเลวร้าย เพราะมีทั้งเสียงระเบิดกึกก้องเหมือนอยู่กลางสงครามโลก เสียงหวีดร้องดังก้องไปทั่วบริเวณ ระงมไปด้วยความอลหม่าน ยกเว้นในโบสถ์ที่มีคนจำนวนมากกำลังนั่งคุกเข่าสวดมนตร์อย่างเงียบ ๆ อย่างหวาดกลัว
"เกิดอะไรขึ้น" เขาถามเสียงแผ่ว อังเดรที่ตอนนี้กำลังเดินไปเดินมาในห้องหันกลับมาเห็นรุซโซตื่นแล้วจึงเดินเข้ามาอย่างรีบร้อน
"รุซโซ – ทำไมขี้เซาอย่างนี้วะ" เขาเหน็บทั้ง ๆ สีหน้าเคร่งเครียด
"เกิดอะไรขึ้น" รุซโซถามย้ำคำเดิมพลางสะบัดหัวไล่ความง่วงงุน
ตูม!!!
เสียงระเบิดดังกึกก้องด้านนอก แรงสั่นสะเทือนแทบจะทำให้รุซโซตกจากเก้าอี้ ฝุ่นอิฐปลิวว่อนจากเพดานห้อง เหล่าผู้คนที่หวาดกลัวต่างก้มหน้างุดด้วยความกลัว มือประสานกันสวดมนตร์ขอให้รอดชีวิต
"จะให้ชั้นออกไปดูรึไง" อังเดรเอ่ยกลับเสียงเครียด โดยมีรุซโซส่ายหน้าแบบจ๋อย ๆ
ช่วยด้วย!!!
เด็กหนุ่มผมสีดำหรี่ตาเล็ก เมื่อกี้นี้เสียงอะไร
ช่วยด้วย ใครที่อยู่ข้างใน เปิดประตูที!!!
เขารีบวิ่งตัดผ่านโบสถ์ไปในทันที ด้วยเนื่องจากน้ำเสียงที่เล็ดลอดเข้ามาได้นั้นแสดงถึงความกลัวตายสุดชีวิต จากอะไรบางอย่างที่พยายามจะทำลายเมืองอยู่ด้านนอก
"รุซโซ!!! เดี๋ยว อย่าเปิด!!!" เพื่อนรักร้องเตือนดังลั่น
รุซโซไม่ฟังเสียง เขากระชากประตูเปิดออก
ปึง!!!
ตอนนี้ด้านนอกแปรเปลี่ยนเป็นขุมนรก ผู้คนมากมายล้มตายเต็มพื้นถนน ตึกรามบ้านช่องพังทลายจนเหลือเพียงเศษซาก เสาไฟฟ้าโค่นหัก หลุมบนพื้นถนนมีมากมายเหมือนสมรภูมิ พื้นดินและกำแพงแตกร้าวพังลงมากองกันสูง และเหล่าผู้คนที่หวาดกลัวและตกใจกำลังกรูกันวิ่งผ่านตัวเขาเข้าไปในโบสถ์
และ ไกลออกไปในกลุ่มฝูงชนนั้น บางสิ่งกำลังไล่ฆ่ามนุษย์อย่างสนุกสนาน โดยแผดเสียงร้องก้องจนแทบจะหูอื้อ
"ตัวบ้าอะไรกันวะนั่น" รุซโซเอ่ยพลางมองตาค้างอย่างไม่เชื่อสายตา
"รุซโซ ปิดประตู!!!"
"แต่ พวกเขายัง..."
"อยากให้มันเข้ามาด้วยรึไง ปิดประตู!!!"
เด็กหนุ่มกัดฟันกรอด ยังมีอีกหลายคนที่พยายามวิ่งหนีอสุรกายยักษ์นั้น แต่หากเขาปล่อยจนคนสุดท้ายเข้ามาได้ เจ้าตัวนั้นก็จะต้องเขามาเหมือนกัน
ซึ่งก็หมายความว่า พวกเขาต้องตายกันหมด...
"บ้าที่สุด" รุซโซกัดฟันกรอดอย่างเจ็บใจ เขาควรจะทำยังไงดี เขาไม่อยากให้คนตายต่อหน้า แล้วก็ไม่อยากให้ตายกันหมดด้วย
"รุซโซ!!! ปิดประตู!!!"
และด้วยการตัดสินใจครั้งสุดท้าย รุซโซออกวิ่งฝ่าฝูงคนไปเบื้องนอก
"ฉันจะถ่วงเวลามันไว้ นายรอปิดประตูอยู่ตรงนี้แหละ!!!"
"รุซโซ เดี๋ยว!!! ไอ่บ้าเอ้ย!!!" อังเดรตะโกนสุดเสียง แต่รุซโซหายไปกับฝูงชนแล้ว "บ้า นี่มันบ้าที่สุด"
อังเดรหอบหายใจ ก่อนจะสะบัดหน้ามองไปยังกลุ่มคนมากมายที่พากันหลั่งไหลเข้ามา ก่อนจะตัดสินใจวิ่งตามไปด้วยอีกคน
--------------------
รุซโซวิ่งผ่านซากตึกที่ถล่มลงมากองเป็นภูเขา วิ่งหลบเหล่าฝูงชนที่หนีตายกันอลหม่าน จนกระทั่งได้เห็นสัตว์ประหลาดตัวนั้นได้ชัด ก่อนจะเริ่มคิดได้ว่าไม่น่าจะวิ่งออกมาเลย
ร่างกายสีเหลืองซีดใหญ่โตและเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อสูงเกือบสามเมตร มีเพียงผ้าชิ้นบางปกปิดท่อนขา และโซ่ใหญ่ยักษ์เป็นสีเทาที่ถูกดึงออกมาทั้ง ๆ ที่ยังล่ามอยู่ที่แขนของมัน หัวที่เล็กไม่สมขนาดตัวแทบจะไม่มีอะไรอยู่นอกจากดวงตาข้างเดียว จมูกยาวแบบคนดั้งหัก และริมฝีปากใหญ่โตพอจะเขมือบหัวรุซโซเข้าไปได้
สัตว์ประหลาดยักษ์นั่นร้องคำรามเป็นเสียงแสบแก้วหู ก่อนจะเหวี่ยงลูกตุ้มที่แบกอยู่อย่างรุนแรงจนหมุนเป็นรัศมีวงกลม กระแทกเข้าใส่ร่างชาวเมืองคนหนึ่งจนเกิดเสียงเหมือนรถบรรทุกทับกิ่งไม้ ชาวเมืองคนนั้นปลิวไปพร้อมกับเครื่องในและเลือดที่หลุดกระจายเป็นสาย
ความกลัวผุดขึ้นในจิตใจรุซโซอย่างรุนแรง เขาหันหลังวิ่งหนีโดยไม่สนใจสิ่งอื่น
สัตว์ประหลาดชัด ๆ !!!
ยักษ์นั่นเพ่งดวงตาที่มีอยู่ข้างเดียวมาทางรุซโซ ก่อนจะร้องคำรามอย่างสะใจเมื่อเห็นเหยื่ออยู่เบื้องหน้า ก่อนจะเริ่มกวัดแกว่งลูกตุ้มของมันอีกครั้ง
"รุซโซ!!!" เสียงร้องจากอังเดรดังมาจากโบสถ์ เขายืนอยู่ตรงนั้น และกำลังร้องตะโกนสุดเสียง "หมอบลง"
รุซโซทิ้งตัวลงกับพื้นทันที
วูบ!!!
เกิดเสียงลมดังหวือ ก่อนที่ลูกตุ้มสีเงินขนาดยักษ์จะพุ่งผ่านหัวเขาไปอย่างเฉียดฉิวจนเสียวสันหลังวาบ อสุรกายคำรามอย่างไม่พอใจ มันพลาดเป้า
"ระวัง!!!"
มันเริ่มเหวี่ยงลูกตุ้มของมันอีกครั้ง และคราวนี้ฟาดลงมาตรงรุซโซอย่างรุนแรง รวดเร็วจนยังไม่ทันหายใจ
ตายแน่...
รุซโซรำพึงเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะหลับตาลง ปล่อยให้ยักษ์ตรงหน้าดับชีวิตของตน
เคร้ง!!!
แต่พริบตานั้นเอง อะไรบางอย่างก็ถูกส่งออกมาหยุดลูกตุ้มยักษ์ของมันได้อย่างน่าตกใจ
"ตรงนี้คนหนึ่งครับ" เสียงเอ่ยนุ่ม ๆ จากบุคคลด้านข้างทำให้รุซโซขมวดคิ้ว
ใครกัน ?
รุซโซทรงตัวลุกขึ้น ก่อนจะหันกลับไปมองผู้ช่วยชีวิตเขาเบื้องหน้า
ดวงตาสีแดงสดเหมือนปีศาจหลังแว่นตากลมอันนั้นมองกลับมา ก่อนส่งยิ้มน้อย ๆ ให้อย่างเป็นมิตร ผมสีน้ำตาลตัดสั้น ๆ ของเขาปลิวไปมากับสายลม เสื้อกั๊กสีน้ำเงินมีเสื้อยืดสีขาวทับอีกชั้นเข้ากับกางเกงขายาวสีน้ำเงิน เนื้อตัวเต็มไปด้วยเข็มยศมากมายจนนับยาก และที่อกเสื้อกับแถบบ่ามีแผ่นบาง ๆ ติดอยู่อยู่ เขียนไว้ว่า Sword Master
"ทันเวลาพอดีเลยนะครับ" เสียงนุ่ม ๆ บอกอย่างไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับสถานการณ์เบื้องหน้าเลยแม้แต่นิดเดียว ราวกับปีศาจตัวนั้นเป็นเพียงตุ๊กตาตัวหนึ่ง "สวัสดีครับ ผมชื่อคาร์ลอส มาจากเอทีเอสครับ"
"เอทีเอส ? " รุซโซทวนคำอย่างสงสัย
แต่ก่อนจะได้ถามอะไรไปมากกว่านี้ ยักษ์ตัวนั้นก็รู้ว่าไม่ได้รับการใส่ใจ จึงดึงลูกตุ้มกลับมาและเหวี่ยงเข้าหาเด็กหนุ่มใส่แว่นทันที!!!
"ระวัง!!!" รุซโซร้องเตือน
แต่คาร์ลอสเพียงแต่ยิ้มน้อย ๆ
เคร้ง!!!
มือซ้ายของเขาดึงดาบอีกเล่มที่เหน็บไว้ข้างเอวขึ้นมารับแทนดาบเล่มแรกที่ไม่ได้ขยับ แรงของเด็กหนุ่มตัวเล็ก ๆ กลับหยุดพลังช้างสารของยักษ์ลูกตุ้มตนนี้ได้อย่างง่ายดายจนน่าตกใจ คมดาบญี่ปุ่นทั้งสองเล่มส่องแสงวาววับบาดตารุซโซ
ก่อนที่เขาจะทันสังเกตว่า เด็กหนุ่มคนนี้พกดาบถึงหกเล่ม!!!
"คนเขาคุยกันก็อย่าขัดสิครับ" คาร์ลอสเอ่ยกับปีศาจตนนั้นอย่างร่าเริง รอยยิ้มยังมีอยู่ก็จริง แต่แววตาหลังแว่นนั้นน่ากลัวจนเสียวสันหลังวาบ
วูบ!!!
พริบตาที่พูดจบ เขาก็ไปโผล่อยู่ที่หลังของปีศาจนั้น ดึงดาบอีกสองเล่มขึ้นมา แล้วจึงโถมตัวสุดแรงพุ่งเข้าใส่ยักษ์ร้ายที่ไม่ทันได้ตั้งตัว!!!
ฉัวะ!!!
คาร์ลอสกลับมายื่นอยู่ด้านหน้าอีกครั้ง ก่อนจะเก็บดาบทั้งสองลงอย่างช้า ๆ
ชิ้ง!!!
เผละ!!!
เป็นจังหวะเดียวกับที่ร่างของปีศาจตัวนั้นแยกเป็นสี่ส่วน เลือดสีดำสดพุ่งกระฉูดทั่วบริเวณ เครื่องในเหลว ๆ ไหลออกมาเป็นทาง ก่อนที่ร่างของมันจะแตกสลายกลายเป็นฝุ่นสีดำ ลอยละล่องหายไปกับอากาศ
"หาที่หลบซะนะครับ" คาร์ลอสกล่าวทิ้งท้าย ก่อนจะวิ่งจากไป
"เดี๋ยวก่อน" รุซโซร้องเรียก เด็กหนุ่มผมสีน้ำตาลหันกลับมา "นายเป็นใครกัน"
คาร์ลอสยิ้มบาง ๆ ก่อนจะใช้มือดุนแว่น
"พวกเราคือแวเรี่ยนแห่งสถาบันเอทีเอสครับ"
"คาร์ลอส!!!"
เสียงเกรี้ยวกราดดังมาอีกด้านหนึ่ง รุซโซหันไปตามต้นเสียงอย่างรวดเร็ว
"ใครให้นายบอกเรื่องของพวกเรา"
เด็กหนุ่มผมสีดำ แต่งกายด้วยชุดคลุมแปลก ๆ กำลังเดินผ่านหน้ารุซโซไปหาคาร์ลอส
"ขอโทษครับคุณเจอรัล" คาร์ลอสเอ่ยขอโทษ ทั้ง ๆ ที่ไม่มีแววตาสำนึกผิด "แค่ผมมีความรู้สึกแปลก ๆ กับพวกเขาหนะครับ"
"นายหมายความว่ายังไง" เจอรัลถาม ก่อนจะหันหน้าไปยังรุซโซ "หมอนี่หนะหรอ"
รุซโซรู้สึกฉุนขึ้นมาทันควัน เพราะความหยิ่งและถือตัวของเจอรัล ที่เกือบจะทำให้เขาอยากต่อยหน้าซักเปรี้ยงให้หายหงุดหงิด
"หมอนี่มันเป็นเอสแอลนี่" เจอรัลเอ่ยอย่างสงสัย "นายชื่ออะไรหรอ"
"รุซโซ" เขาตอบเสียงขุ่น พยายามกลบความโมโหไว้ แต่ก็ข่มได้ไม่มากนัก
"ไม่อยู่ในรายชื่อนี่นา" เจอรัลพึมพำกับตัวเอง "นายมีเพื่อนอยู่ตรงนั้นด้วยใช่มั้ย" ว่าแล้วก็ชี้ไปตรงที่อังเดรยืนอยู่ "พวกเรามีเรื่องจะคุยด้วยนิดหน่อย"
"เรื่องอะไร" รุซโซถาม
มันเป็นการแปลกจริง ๆ นั่นแหละ ที่จู่ ๆ คนไม่รู้จักก็มาว่าพวกเขามีเอสแอลอะไรนั่น แล้วยังขอคุยเรื่องสำคัญอีก ตกลงเขาสองคนมีอะไรกันแน่
แต่ก่อนที่จะได้คิดอะไรต่อ เสียงร้องแหลมสูงเหมือนอีแร้งยักษ์ก็ดังขึ้น เป็นเสียงที่ก้องกังวานจนหูของรุซโซเสียดเปรี๊ยะ ๆ รอบข้างเงียบสงบ มีเพียงเสียงไฟปะทุกับเสียงลมที่พัดไปมาผ่านตัวพวกเขาเท่านั้น
เจอรัลเงยหน้าขึ้นมองฟ้า ก่อนจะมองไปรอบ ๆ
"มันอยู่ไหนแล้ว" เขาเอ่ยเสียงเบากับคาร์ลอส ที่กำลังเงี่ยหูฟังเช่นกัน
"ตัวอะไร" รุซโซถาม พลางมองไปรอบ ๆ หาต้นตอของเสียงหวีดสุดสยองเมื่อครู่
"เฮลเบิร์ดครับ" คาร์ลอสเอ่ยเสียงเรียบ ใช้มือดันแว่น เหงื่อเม็ดเป้งผุดพรายขึ้นบนหน้า "มันเป็นสัตว์ที่พวกเราเหล่าแวเรี่ยนไม่พึงประสงค์ที่สุดครับ"
รุซโซกำลังจะถามอยู่ว่าทำไม แต่เมื่อบางสิ่งบางอย่างพุ่งมาจากด้านหลังของโบสถ์จนเกิดเสียงเหมือนเครื่องบินเจ็ต คำพูดก็หายไปจากปากของเขา
สิ่งที่เขาเห็นไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นนก เพราะมันเป็นเหมือนเทอราโนดอนขนาดย่อมซะมากกว่า แล้วยังมีจงอยปากที่ยาวจนแทบจะเท่าความยาวของตัว พร้อมด้วยฟันแหลมคมที่ฉีกตึกเป็นชิ้น ๆ ได้โดยการกัดทึ้งเพียงไม่กี่นาที
ที่สำคัญ มันมาห้าตัว!!!
"ผมขอสอง คุณเอาไปสามก็แล้วกัน" คาร์ลอสเอ่ยยิ้ม ๆ แต่ดูท่าทางจะตกใจอยู่ไม่น้อย
"ไม่เป็นไร ชั้นขอแค่สองก็ได้" เจอรัลเองก็เกี่ยงไปให้คาร์ลอส "ล้อเล่นน่า ไม่ต้องทำตาอย่างนั้นก็ได้ สามก็ได้ฟะ"
แต่ยังไม่ทันที่ทั้งสองจะตกลงกันเสร็จ เฮลเบิร์ดก็มองเห็นรุซโซกับอังเดรเป็นสองคนแรก
ก่อนจะพุ่งตัวลงมา!!!
วูบ!!!
รุซโซเบิกตากว้าง ก่อนที่เขาจะรู้สึกเหมือนโลกกำลังหมุนช้าลง
ตึก!!! ตึก!!!
หัวใจเต้นช้าลงจนเขาฟังเสียงมันได้ รุซโซเห็นนกสองตัวกำลังพุ่งเข้าหาเขาอย่างช้า ๆ เหมือนเทปวีดีโอที่กำลังเล่นช้าลง เสียงร้องทุกเสียงเปลี่ยนเป็นทุ้มต่ำดูแปลก ๆ รุซโซลองขยับตัวดู และพบว่าเขาขยับได้เหมือนคนทั่ว ๆ ไปโดยไม่ติดขัดอะไร
วันนี้มีเรื่องแปลก ๆ เกิดขึ้นเยอะจริง ๆ ...
รุซโซคิดไปพลางหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะโยกหลบจงอยปากยาว ๆ ของนกได้ภายในพริบตา
ยื่นมือออกไปสิ...
เสียงประหลาดดังขึ้นในหัวของเขา ขณะที่รุซโซกำลังคิดจะเข้าโจมตี ก็เอาสิ ยังไงวันนี้ก็มีเรื่องเหนือธรรมชาติเยอะอยู่แล้วนี่ มีเพิ่มอีกซักเรื่องคงไม่เป็นไร ว่าแล้วรุซโซก็ยื่นมือออกไป
เปรี๊ยะ!!! เปรี๊ยะ!!! เปรี๊ยะ!!!
เกิดเสียงเหมือนไฟฟ้าช็อตขึ้นบริเวณต้นแขนก่อนรุซโซ ก่อนลำแสงสีฟ้าจะค่อย ๆ ไหลออกจากแผ่นอกของรุซโซมารวมกันที่ฝ่ามือ ท่ามกลางความงงงวยของเจ้าตัว แต่ยังไม่ทันที่จะได้ประหลาดใจ
ซูม!!!
ลำแสงสีฟ้าอ่อนก็สาดเป็นลำเข้าใส่เฮลเบิร์ดทั้งสองตัวอย่างจัง
กี๊ด!!!
โลกกลับมาหมุนเหมือนปกติ เสียงทุกอย่างพุ่งเข้าหูรุซโซเหมือนเดิม ทั้งเสียงแวเรี่ยนทั้งสองคนเรียกเขา ทั้งเสียงสายฟ้าที่ส่งออกมาจากแขนของเขา และเสียงกรีดร้องของเฮลเบิร์ดที่ตอนนี้มอดไหม้และแตกสลายกลายเป็นฝุ่นไปภายในพริบตา
"อะไร..." คาร์ลอสถึงกับพูดไม่ออก ขณะที่รุซโซลดมือที่มีควันโชยลงมาสำรวจอย่างละเอียด มันก็ยังเป็นแขนของเขาเหมือนเดิม เพียงแต่ตอนนี้เส้นเลือดที่เคยเป็นสีเขียวคล้ำกลายเป็นสีฟ้าอ่อนไปแล้ว
"..." เจอรัลยืนอยู่นิ่ง ๆ ดวงตาจับจ้องไปยังเพื่อนของรุซโซที่กำลังดูงงงวยกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวไม่แพ้กัน เพราะอังเดรถือมีดใส ๆ ไว้ในมือ และมีเฮลเบิร์ดสามตัวที่ถูกสับเป็นชิ้น ๆ กำลังสลายหายไปต่อหน้าเขา
"ท่าทางพวกนายต้องคุยกับพวกเราแล้วล่ะ"
-------------------
09/10/05
8 : 45 P.M.
อ้าว เขียนเสร็จแล้วนี่หว่า กำลังมันเลย
เป็นไงบ้าง เขียนใหม่ ดีขึ้นบ้างไหม
ดีไม่ดียังไงก็บอกนะครับ จะได้แก้ถูก คราวนี้จะให้ติดสารบัญให้ได้ คอยดูสิ!!!
(ไม่ติดตูก็ไม่รีแล้ว เหนื่อย)
I***************************************************I
13/10/05
10 : 05 P.M.
เสียงเลียนธรรมชาติดูคลับคล้ายคลับคลา
ขอโทษที่คิดออ
หมายความว่าเรื่องนี้ได้รับอิทธิพลมาจา
:07: บอ
อ้าว
สรุปคือตูผิด
:08:
:08:ตูไม่ได้โ
รู้ตัวเองดีที่สุดค่ะ :12:
(มีคนส่งเรื่องทำนองนี้มาให้เยอะ
ไม่เคยอ่านไวท์โรดค่ะ อ่าน
ผมชอบเรื่องสั้น... ไม่มีเวลาเขียนนิยาย (
ไม่รู้เรื่อง
งานดีถ้าไม่มี
:08:
เปลี่ยนละ :23:
เอ้อ..
ตูไม่ชอบอ่านนิยายนะ
เล่มล่าสุดที่อ่าน ไม่ใช่ ฮพ (เพราะไม่คิดจะอ่าน)
อ่าน "
ขุด!
อยากอ่านนิยายติดดิน? นี่เลย นิยายไทยขนานแท้ (เพราะตูแต่งเอง) ประชดชีวิตที่เว็บเด็กดีแม่งเปลี่ยนโฉมจนใช้ไม่ถูก
ป.ล. เร่ คราวนี้ไม่มีคว้างควับแล้ว พอใจแล้วสินะ :30:
สายลมที่ผ่านไป
ตอนที่หนึ่ง
ผมนั่งหาวหวอดอย่างเบื่อหน่าย
อาจารย์ในชุดสุภาพเบื้องหน้ากำลังเอ่ยเอื้อนถ้อยคำมากมายที่ไม่ดังเข้าหูผมเลยซักนิด ทั้งยังเป็นเหมือนเพลงกล่อมที่ค่อย ๆ ทำลายสติสัมปชัญญะของนักเรียนในห้องลงทีละคน ๆ จนตอนนี้กว่าครึ่งของผู้ชายฟุบหน้าลงไปกับโต๊ะเรียนเรียบร้อยแล้ว ผมหมุนปากกาในมือเล่นอย่างเซ็ง ๆ พลางกวาดสายไปรอบ ๆ ห้อง – ยัยอาภาภรณ์จ้องผมอีกแล้ว ทำไมต้องมองอย่างเอาเป็นเอาตายแบบนั้นด้วยเนี่ย – ส่วนไอ้ภูมิเพื่อนรักก็กำลังจู๋จี๋กับแฟนอยู่หลังห้อง – เจ้าเพื่อนคนนี้ได้หน้าลืมหลังทุกทีสิน่า
ผมทอดสายตาไปรอบ ๆ ห้อง จนกระทั่งไปหยุดอยู่ยังทิวทัศน์นอกห้องเรียน ซึ่งมีเพียงตึกรามบ้านช่องขนาดใหญ่โตและเกะกะเสียเหลือเกิน ไม่ว่าผมจะมองมันในวันใด ตึกใหญ่เบื้องหน้าก็ยังคงอยู่เหมือนเดิมไม่เคยไปไหน – แล้วผมยังจะมองมันอยู่ทำไมล่ะเนี่ย
"ปวินทร์"
ผมได้ยินเสียงเรียกแว่ว ๆ มาจากข้างขวา คิดได้แล้วแต่ไม่ทันได้หันกลับ – เพราะอะไรบางอย่างพุ่งกระแทกเข้ากับแก้มผมอย่างแรงจนแทบจะหงายหลังตกเก้าอี้
"โอ๊ย"
กรามขวาปวดตุบ ๆ จนน้ำตาซึม ผมหันหน้ากลับมาและพบว่าฝุ่นสีขาว ๆ กำลังฟุ้งกระจาย สายตาเพื่อนที่มองมาบางคนส่อแววขบขัน ผมยกมือขวาขึ้นลูบ ๆ บริเวณหน้า และพบว่าฝุ่นชอล์กสีขาวฟุ้งกระจายเต็มไปหมด แปรงลบกระดานไม้ขนาดเท่าฝ่ามือแน่นิ่งสนิทอยู่บนตักผม
"ครูบอกเธอกี่ครั้งแล้ว ว่าที่ข้างหน้าเป็นที่สำหรับเด็กเรียน เธอน่าจะเห็นใจเพื่อนที่ถูกเธอแย่งที่" อาจารย์พูดเสียงดัง พลางจ้องหน้าผมเขม็ง
"ผมแค่มองหน้าต่างหน่อยเดียวเองนะ" ผมว่า ความโกรธพลุ่งพล่านไปทั่วร่าง หนังตากระตุกยิก ๆ เป็นลางไม่ดี
"ครูจะไม่ว่าอะไรหรอก ถ้าเธอไม่มองหน้าต่างนั่นทุกคาบที่ครูสอน" ครูสวนกลับ ใบหน้าแสดงความขุ่นเคืองที่ถูกย้อน "ออกไปยืนนอกห้อง เดี๋ยวนี้"
ผมผุดตัวลุกขึ้น อันที่จริง ผมดีใจด้วยซ้ำที่จะได้ออกไปให้พ้นจากห้องบ้า ๆ นี่ ผมเตะแปรงลบกระดานหายไป ก่อนจะเดินก้าวสวบ ๆ ตัดหน้านักเรียนทั้งห้องออกไปข้างนอก
+++++++++++++++
ผมชื่อปวินทร์ ธรรมทัศนะ – พ่อแม่ผมเสียตั้งแต่ยังเล็ก ทุกวันนี้ก็อยู่ด้วยมรดกมหาศาลของพวกท่านที่ทิ้งไว้ให้ก่อนตาย – และด้วยพินัยกรรมของพ่อ ทำให้ผมต้องเข้าเรียนที่นี่ตามเนื้อความโดยไม่มีทางเลือก จนกระทั่งจบมหาลัย ผมจึงจะมีอิสระกับกองมรดกเหล่านี้อย่างแท้จริง
ระหว่างนี้ก็ทำอะไรไม่ได้หรอก นอกจากเรียนไปเรื่อย ๆ ตามหลักสูตรปัจจุบันนั่นแหละ
+++++++++++++++
ลมเย็น ๆ พัดไปมาตามระเบียงทางเดินขณะที่ผมยืนเท้าคางมองทิวทัศน์เบื้องนอก อากาศดีไม่น้อย – การได้ออกมาข้างนอกดูจะไม่ค่อยเลวร้ายเท่าไหร่เลยสำหรับเด็กชุ่ย ๆ อย่างผม – ที่วัน ๆ เอาแต่นอนกับนอนจนโต๊ะจะขึ้นราเพราะน้ำลายอยู่แล้ว
แต่ขณะที่ผมกำลังจะเดินไปเข้าห้องน้ำ เสียงของใครบางคนก็ดังขึ้น
"นี่เธอ"
ผมหันไปอย่างเบื่อ ๆ พลางเตรียมคำตอบของคำถามประเภท 'ทำไมออกมาเพ่นพ่านแถวนี้' ไว้ในใจเรียบร้อยแล้ว แต่...
เส้นผมสีดำน้ำตาลสั้น ๆ ตามแบบฉบับของนักเรียนโรงเรียนรัฐบาลของเธอปลิวน้อย ๆ ตามแรงลม ใบหน้าไร้สิวเสี้ยนกำลังส่งยิ้มเกรงใจมายังผม สีของกระโปรงและชุดนักเรียนที่รีดจนเรียบแปล้ของเธอบอกให้รู้ว่าเธอเป็นคนที่เรียนสถาบันหอวังเช่นเดียวกัน
"อ้ะ – อะไรหรอ" ผมพูดตะกุกตะกัก รู้สึกร้อนวูบ ๆ ตรงใบหน้า – เป็นบ้าอะไรวะเรา
"ที่นี่ใช่มอสามทับสิบสามรึเปล่าน่ะ" เธอว่าพลางชี้ไปยังประตูห้องของผม
"เอ้อ...อืมใช่ – เธอเป็นเด็กใหม่หรอ" ผมถามต่อ พลางคิดว่าตัวเองโง่เสียเต็มประดาที่ถามคำถามแบบนั้นออกไป
เธอพยักหน้า พลางยกมือเป็นเชิงขอตัวก่อน แล้วจึงวิ่งกึ่งเดินไปยังหน้าประตู
ผมรอจนเธอเดินเข้าไป แล้วจึงชะโงกหน้าไปดูเหตุการณ์จากประตูหลังของห้องเรียน ผู้หญิงคนเมื่อครู่กำลังแนะนำตัวเองอยู่หน้าชั้นเรียน ใบหน้ายิ้มแย้มของเธอกวาดไปที่ทุกคนขณะที่พูด ทำเอาชายหลายคนที่สะลืมสลือพลันตื่นตัวขึ้นมายิ้มตอบเธอ – ดูเธอจะหน้าตาดีในสายตาของเพื่อน ๆ เสียเหลือเกิน
"นี่ ๆ เด็กใหม่ชื่ออะไรนะ" ผมหันไปถามไอ้ภูมิที่กำลังหันมามองด้วยสีหน้าแปลก ๆ
"ชนิดา – ทำไม ติดใจหรอ" มันตอบแบบเบลอ ๆ เพราะพึ่งตื่นจากการงีบ
"เปล่า"
ผมยืนมองเธออยู่เงียบ ๆ อีกพักหนึ่ง ก่อนจะเดินกลับออกมานอกห้อง
และด้วยเหตุใดไม่ทราบเหมือนกัน – ผมตัดสินใจนอนพิงผนังห้องและเริ่มต้นงีบ – หยุดเถอะปวินทร์ นายมันแค่เด็กมอสามหน้าตาธรรมดาคนนึง จะไปหวังของสูงเช่นคนแบบชนิดาได้ไง – เจ๊แกก็คงมีอีกหลายคนให้เลือก คงไม่มาสนใจเราหรอก...
+++++++++++++++
ตื่นขึ้นมาอีกทีก็พักเที่ยงแล้ว ผมลงไปนั่งพิงผนังตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ แต่ที่แน่ ๆ คือเป็นเท้าของไอ้ภูมินี่เองที่ถีบผม มันคงจะหวังดีอยากให้ผมไปกินข้าว แต่ผมกำลังอารมณ์ไม่ค่อยดีซะด้วยสิ
"ถีบข้าหาหอกอะไรวะ"
"ก็ไม่มีอะไร – พอดีเจ๊แกอยากให้ข้าปลุก กลัวแกจะไปกินข้าวไม่ทัน" ไอ้ภูมิพยักพเยิดไปทางชนิดาที่กำลังเดินลงบันได "ไปเหอะหวะ – แกเลี้ยงมื้อนี้ ข้าจำได้"
ผมสะบัดหัวไล่ความง่วงสองสามที ก่อนจะจับมือภูมิที่ยื่นมาดึงให้เขาลุกขึ้น
"ทีงี้ล่ะจำแม่น"
+++++++++++++++
โรงอาหารแห่งที่หนึ่งช่างร้อนและคับแคบเสียเหลือเกินในสายตาผม เพราะนักเรียนมัธยมต้นมากมายกำลังต่อแถวรอซื้อข้าวกันอย่างหนาแน่น และผมก็ไม่อยากเป็นหนึ่งในนั้น – ผลก็คือผมกระชากลากถูไอ้ภูมิไปกินที่โรงอาหารเล็กได้สำเร็จ ทั้ง ๆ ที่มันดูไม่ค่อยจะเต็มใจนัก
"แล้วยังไง" ผมเอ่ยตัดบททันทีเมื่อเห็นมันกำลังจะพูดอะไรออกมา "หรือจะออกเองก็ตามใจ"
"โห โกงนี่ว่าไอ้วิน" ภูมิว่าพลางส่งสายตาเคียดแค้นมาให้ผม – หัวมันนี่น่าทุบนัก
"เมื่อวานแกก็บอกให้ข้าไปกินโรงอาหารหนึ่งเหมือนกันนี่หว่า" ผมโต้ ก็มันจริง ๆ นี่นา – ตลอดเวลาหลายปีที่อยู่เป็นเพื่อนสนิทกัน ภูมิกับผมผลัดกันเลี้ยงข้าวเสมอ ๆ – และต่างฝ่ายต่างก็เอาแต่ใจตนเองเสมอ ๆ เช่นกัน
"หรือแกจะเอา"
"หนอย"
แต่ก่อนที่จะได้ซัดกำปั้นกันนั้น – เสียงจานแตกก็ดังขึ้นด้านหลัง ผมหันกลับไปมอง
"ขอโทษค่ะ – คือชั้นไม่ได้มอง" เสียงยัยชนิดาดังมาจากด้านหน้าของรุ่นพี่คนหนึ่ง ซึ่งเป็นเจ้าของจานที่แตก ดูขนาดแล้วคงอยู่ระดับมอหกเห็นจะได้ ผมเอียงตัวไปด้านข้างอย่างสนใจขณะที่ภูมิยื่นหน้ามาข้าง ๆ
"เกิดอะไรขึ้น"
"จะให้ข้าไปถามใครละ" ผมย้อนพลางเดินเข้าไปใกล้จุดเกิดเหตุมากขึ้นเพื่อฟังคำพูดของทั้งสองคน
"นี่เธอเป็นอะไรของเธอ – คนถือข้าวเดินมาก็เห็น ๆ กันอยู่ – นี่คงจะตั้งใจสินะ" เสียงแหลม ๆ ของรุ่นพี่ผู้หญิงก็ดังขึ้นเรื่อย ๆ พร้อมกับใบหน้าที่ก้มต่ำลงทุกทีของชนิดา – ผมเริ่มทนเสียงยัยนั่นไม่ไหวแล้วล่ะ สงสัยต้องทำอะไรซักอย่าง ไม่งั้นไม่ได้กินข้าวอย่างสงบแน่
"ขอโทษจริง ๆ ค่ะ" ชนิดาว่า ก้มดูรองเท้าตัวเองอย่างเอาเป็นเอาตายขณะที่ผมมองไปยังเธอ
ให้ตายสิ ถึงจะเสียดายก็เหอะ...
"พี่ครับ" ผมเรียกเสียงเบา – รุ่นพี่คนนั้นหันมามองค้อน "ค่าข้าวนั่น เดี๋ยวผมจะจ่ายให้พี่เองครับ"
"หึ – รับหน้าแทนหรอน้อง" รุ่นพี่คนนี้ขอบคุณได้น่าเตะซะจริง ๆ "เอาเถอะ รีบ ๆ จ่ายมา ชั้นหิวแล้ว"
ผมหยิบกระเป๋าเงินขึ้นมา และดึงธนบัตรสีเขียวออกจากด้านในสองสามแผ่น และยื่นให้รุ่นพี่หน้าเลือดที่ตอนนี้ฉีกยิ้มน้อย ๆ อย่างพอใจ ก่อนจะเดินจากไปกับกลุ่มผู้ชายอีกกลุ่มใหญ่ ไม่วายส่งสายตาไม่เป็นมิตรให้กับชนิดาส่งท้าย – ผมคงจะหมดหน้าที่ตรงนี้แล้ว ข้าวก็คงไม่ได้กินแล้ว เพราะถ้าเลี้ยงภูมิก็หมดเกลี้ยงพอดี – ให้ตายสิ
"ขอบคุณ" ชนิดาว่า พลางปัดเนื้อปัดตัวที่เปื้อนฝุ่นนิดหน่อยจากการล้ม "แต่ว่า เงินนั่น"
"ช่างเถอะ" ผมตอบอย่างเซ็ง ๆ พลางเตะใบไม้ที่อยู่ข้างหน้าแก้หิว
"เอางี้ละกันนะ" ภูมิว่า แล้วนี่มันถือวิสาสะอะไรมากอดคอผมแบบนี้ "เมื่อกี้นี้เพื่อนชั้นช่วยเธอไว้ เพราะงั้นเธอเองก็ต้องช่วยเพื่อนชั้นคืนด้วย ด้วยการเลี้ยงข้าวมันมื้อนึง !"
ผมเงยหน้ามองไอ้ภูมิที่ยิ้มกว้าง ผมละเบื่อกับมันจริง ๆ
"ได้สิ"
+++++++++++++++
"แล้วตกลงว่าเธอย้ายมาจากไหนนะ เกษตร ?" ภูมินทร์ อาจเดช เพื่อนสนิทอันดับหนึ่งของผมกำลังจ้ออย่างสนุกปากอยู่กับชนิดา
ผมตักข้าวเข้าปากอย่างไม่สนใจอะไร ถ้าเวลานี้เป็นเวลากิน ผมก็เลือกที่จะกิน ไม่ใช่คุยจนไม่ได้แตะอาหารแบบไอ้ภูมินั่น – ผมชินซะแล้วกับการบ่นเกี่ยวกับอาการปวดท้องหิวของมันในคาบบ่าย – นาฬิกาบนผนังใกล้เวลาคาบบ่ายเข้าไปทุกนาที แต่สองคนนี้ก็ยังคุยกันไม่เลิก จนกระทั่งผมพยายามจะฟาดหัวภูมิด้วยจานนั่นแหละที่ชนิดาเริ่มรู้สึกตัว
"จะจีบกันอีกนานมั้ย" ผมถามเสียงขุ่น พลางชูช้อนขึ้นและโบกไปมา "กินให้หมดด้วยไอ้ภูมิ ข้าเสียดายเงิน"
ทั้งสองก้มหน้าก้มตาทานข้าวเหมือนโดนผู้ใหญ่ดุ – ผมเห็นอย่างนั้นก็อดจะหัวเราะเบา ๆ ไม่ได้ – อะไรมันจะกลัวขนาดนั้น
พูดถึงเรื่องกลัว – ผมเองก็ใช่ย่อย – ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเหมือนกันที่หลาย ๆ คนพยายามหลีกให้ห่างจากผม – อันที่จริง ผมเองก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรขนาดนั้น – แค่เสียงดังนิดหน่อย กับหน้านิ่ง ๆ ที่ไม่ค่อยจะแสดงความรู้สึก แล้วก็วิชาศิลปะการต่อสู้ที่เรียนมานิดหน่อย – ก็ไม่เห็นจะทำให้ผมเลวร้ายอะไรตรงไหน ยกเว้นกับพวกที่ผมไม่ชอบหน้า รับรองว่ามันได้เห็นนรกแน่
"เฮ้ย – วิน แกเอาน้ำซักขวดเปล่า" ภูมิถามพลางยกจานของตนเองขึ้นจากโต๊ะ
"เออ – ขวดนึง" ผมตอบพลางมองไปทางชนิดาที่ยังคงเหลือข้าวอยู่กว่าครึ่ง "สองขวดท่าจะดีกว่า"
แต่เพื่อนตรงหน้าก็ยังคงไม่เดินออกไป จนผมเงยหน้ามองมันอย่างสงสัย – และพบกับสายตากวน ๆ ของเจ้าเพื่อนเวรนี่
"ซักนิดก็ไม่ได้นะแก" ผมพ่นลมหายใจอย่างเบื่อ ๆ ก่อนจะดีดเหรียญสิบบาทที่ควักมาจากกระเป๋าสองเหรียญให้ภูมิ "ทอนข้าด้วย ไม่งั้น มีตี-น" คำสุดท้ายลากยาว ๆ เพราะเพื่อนรักเดินหายไปกับฝูงคนเรียบร้อยแล้ว
ชนิดายังก้มหน้าก้มตากินต่อไป ผมหันไปมองที่เธอ ดูเหมือนเธอจะไม่ค่อยสนใจผมซักเท่าไรนัก – บางทีอาจเป็นเพราะเวลาที่กระชั้นชิดเข้ามา หรือจะเป็นเพราะเห็นนิสัยดุ ๆ ของผมก็ได้
"ชนิดา เธอชื่อเล่นว่าอะไรหรอ" ผมถามพลางยกมือขึ้นเท้าคาง
เธอสะดุ้งนิดหน่อย ยกมือขึ้นป้องปากก่อนตอบ
"เรียกชั้นว่าดาก็ได้นะ"
ผมนึกสงสัยตงิดอยู่ในใจ – ทำไมคนไทยสมัยนี้สิ้นคิดจังนะ – แค่ชื่อเล่นให้ลูก ทำไมต้องให้มันเป็นส่วนหนึ่งของชื่อจริงด้วยล่ะ
"ชั้นปวินทร์ เรียกวินแบบไอ้ภูมินั่นก็ได้"
"อือ"
ผมมองตรงไปยังใบหน้าของเธอที่กำลังก้มลงมองจานข้าวที่หมดเกลี้ยง ผมสังเกตว่าดูเธอจะลังเลที่จะยกมันไปเก็บ อาจเป็นเพราะเธอกลัวว่าผมจะนึกว่าเธอเดินหนีผมไปก็ได้ – ก็ไม่มีทางเลือกอีกนั่นแหละ
"มานี่ – ชั้นเก็บให้เอง" ผมว่าพลางยื่นมือข้ามโต๊ะไปหยิบจานข้าว
"ขอบคุณนะ"
ก็พอดีกับไอ้ภูมิที่เข้ามาพร้อมกับน้ำสามขวด – ดูหน้ามันจะสงสัยหน่อย ๆ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่ยิ้มแล้วส่งน้ำให้ชนิดา – ส่วนของผม ไอ้บ้านี่โยนให้ซะอย่างนั้น – ลำเอียงชิบเป๋ง
"แกไม่มากินข้าวกับแฟนเดี๋ยวก็โดนโกรธหรอก" ผมเอ่ยลอย ๆ กับภูมิที่สำลักน้ำแทบจะในทันที
"เฮ่ย บอกว่าไม่ใช่แฟนไงวะ" ภูมิโต้ พลางส่งสายตาแปลก ๆ มาให้ผม – ตกลงนี่มันจะหม้อเด็กใหม่ไปด้วยอีกคนเลยรึไง "ชั้นยังไม่มีแฟนหรอก"
"งั้นก็เรื่องของเอ็ง" ผมตัดบท เพราะชนิดากำลังตั้งอกตั้งใจฟังอยู่ – ผมคิดอยู่ในใจว่าภูมิมันคงสนใจในตัวดา – แต่ก็ช่างเหอะ – ปล่อยมันกะแฟนเคลียร์ปัญหาชีวิตกันเองก็แล้วกัน
ทั้ง ๆ ที่อีกใจหนึ่ง – อยากตะโกนบอกชนิดาให้รู้แล้วรู้รอดว่ามันกำลังพยายามจีบเธออยู่
+++++++++++++++
คาบบ่ายผ่านไปเฉื่อย ๆ อย่างน่าเบื่อ ผมมองนาฬิกาด้านบนกระดานอย่างเอาเป็นเอาตาย เหมือนกับถ้าผมจ้องมันนานกว่าสิบห้านาทีแล้วเข็มยาวมันจกระดิกไปอีกห้าเซนติเมตรงั้นแหละ
"นี่ ไอ้วิน"
ผมหันไปทางขวาตามเสียงเรียก และพบกับใบหน้าเครียด ๆ ของภูมินทร์ที่กำลังแอบคุยกับผมอยู่ ดูมันจะระแวงอาจารย์ที่ยืนสอนอยู่ด้านข้างไม่น้อย
"อะไร"
"เห็นแกมองนาฬิกาตั้งนานแล้ว – รีบกลับหรอ"
"เปล่า" ผมว่า พลางก้มหน้าก้มตาดูหนังสือเรียนทันทีเมื่อสายตาคม ๆ ของอาจารย์ภาษาอังกฤษเบนมา "ข้าเบื่อ"
โธ่เอ้ย – ก็ตอนแรกผมก็นึกว่าไอ้ภูมิมันเป็นห่วงที่ผมเบื่อเรียนเลยย้ายมานั่งข้าง ๆ – กลายเป็นว่ามันย้ายมากระตุ้นให้ผมเรียนซะอย่างนั้น รู้งี้ไปนั่งหลังห้องตั้งนานแล้ว
"ทำไมแกไม่ไปนอนหลังห้องวะ" ภูมิถามพลางใช้หางตาชำเลืองไปทางอาจารย์ที่เลิกสนใจแล้ว
"แล้วทำไมแกต้องสนใจข้าวะ" ผมย้อนอย่างเบื่อ ๆ พลางหมุนปากกาน้ำเงินเล่นในมือขวา "แกรู้ว่าข้าไม่เคยสอบตก"
"เออ แกเก่ง" ภูมิว่า "แต่ข้าว่าแกขยันกว่านี้ซักหน่อยก็ได้นะเว้ย – เทอมนี้บทเรียนมันเริ่มจะยากขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว"
ผมไม่เห็นว่ามันจะยากขึ้นตรงไหน – พอถึงเวลาสอบผมก็ไม่เคยดูหนังสือ แต่คะแนนก็ไม่เคยต่ำกว่าครึ่งอยู่แล้ว – และผมเองก็ไม่ได้ใส่ใจกับมันหรอก เชื่อเหอะ
"เออ – ไว้ข้าจะพยายาม" ผมตัดบทพลางพยายามจะฟุบลงไปงีบอีกครั้งนึง แต่ก็โดนฝ่ามือหนัก ๆ ของใครซักคนฟาดผัวะเข้าให้เต็ม ๆ ท้ายทอย
"เฮ้ย – อะไรของแกวะ" ผมขึ้นเสียง นี่มันชักจะเกินเลยไปแล้วนะ !
แต่ มือเมื่อกี้ ไม่ใช่ของไอ้ภูมิ
"ปวินทร์ ครูขอเตือนเธอเป็นครั้งสุดท้าย" เสียงหนัก ๆ ของอาจารย์ดังขึ้นด้านหน้า และนั่นก็ทำให้ผมต้องหยิบปากกาที่หล่นลงจากโต๊ะกลับมาทำงานอย่างช่วยไม่ได้ "ถ้าเธอไม่สนใจเรียนอย่างนี้ – ครูคงต้องใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด"
ผมถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย พลางนึกด่าเพื่อนทั้งห้องในใจที่มันยังคงจ้องผมไม่เลิก โดยเฉพาะไอ้ภูมิที่ส่งสายตาสมน้ำหน้ามาให้ผมแบบเต็ม ๆ
ฝากไว้ก่อนเถอะเอ็ง
+++++++++++++++
เสียงกริ่งคาบสุดท้ายดังขึ้นในโสตประสาท และความรู้สึกง่วงนอนหายเป็นปลิดทิ้ง – ผมกระโดดลุกขึ้นยืนพลางบิดขี้เกียจจนกระดูกลั่น – นักเรียนหลายคนทยอยกันเดินออกไปจากห้อง ยกเว้นผมกับไอ้ภูมิที่ก้มหน้าลงเก็บหนังสือจากใต้โต๊ะ ผมหยิบสมุดวาดรูปเข้ากระเป๋าและเงยหน้าขึ้นไล่เลือดที่ไหลลงหัว และพบกับชนิดาที่กำลังยืนเก้ ๆ กัง ๆ อยู่หน้าประตู เพราะถูกรุมล้อมด้วยผู้ชายมากมายที่เข้ามาคุยด้วย – ผมก้มลงไปปิดกระเป๋า และรู้สึกถึงแรงกระตุกที่แขนเสื้อ
"เฮ้ยไอ้วิน – ดา"
"เพิ่งเห็นหรอ" ผมว่าพลางสะพายกระเป๋าข้ามไหล่ และทำท่าจะเดินออกจากห้อง แต่ก็โดนมือซ้ายของไอ้ภูมิดึงคอเสื้อไว้ก่อน
"เดี๋ยวดิ แกจะปล่อยไว้อย่างนั้นหรอ"
"แล้วทำไม" ผมย้อนถาม พลางมองไปยังไอ้เพื่อนตัวดี ที่กำลังทำสายตาละห้อย
"วิน ช่วยชั้นด้วย" ภูมิร้องเสียงแหลม ๆ อย่างเสแสร้ง มือพนมขึ้นทำท่าเว้าวอน
ผมพ่นลมหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย – ไม่เห็นเหตุผลที่ต้องลงแรงไปทำอย่างนั้นซักนิด – ยิ่งพวกเพื่อนร่วมห้องที่ไปคุยกับชนิดายิ่งแล้วใหญ่ มันขึ้นชื่อว่าชกต่อยเก่งที่สุดในระดับ – แล้วถ้าผมเข้าไปยุ่ง – ถึงตัวเองจะแน่ใจว่าชนะก็เหอะ – แต่ไอ้เพื่อนข้าง ๆ นี่จะถูกดักตีหัวตรงทางกลับบ้านรึเปล่าก็ไม่รู้ – แล้วยังจะให้ผมเข้าไปช่วยอีก
"หัดเจียมตัวบ้างสิวะ" ผมดุพลางมองไปยังชนิดาที่ตอนนี้ถูกต้อนจนหลังไปชิดผนังห้องแล้ว "อีกอย่าง – พวกนั้นก็แค่คุยด้วยเฉย ๆ ไม่ใช่..."
ภาพที่ผมเห็น คือไอ้ต๊อบ - เจ้าหัวโจกนั่นกำลังยกมือขวาขึ้นยันผนังข้าง ๆ หัวเธอ ส่วนใบหน้านั่นยื่นไปใกล้จนแทบจะชิดกัน – ความร้อนพลุ่งพล่านขึ้นตามร่างกายของผม – ตอนนี้สำนึกแห่งความดีของผมกำลังเริ่มจะสำแดงฤทธิ์ ทั้ง ๆ ที่จิตใจกำลังโอดครวญห้ามร่างกายไว้
"ไอ้ภูมิ ตามน้ำ" ผมสั่งสั้น ๆ กับเพื่อนรัก ก่อนจะเดินดิ่งเข้าไป
ตอนนี้หัวสมองกำลังปั่นป่วน – ต้องทำยังไงก็ได้ ไม่ให้เจ็บตัวทั้งสองฝ่าย – ยากนะเนี่ย
"ดา – ปะ – กลับบ้านกัน" ผมเอ่ย พลางยื่นมือไปดึงเธอออกมาจากกลุ่ม "มองไรวะไอ้ต๊อบ"
"มึงรู้จักกับมันตั้งแต่เมื่อไหร่" ต๊อบถามเสียงนิ่ม ดูใบหน้าจะบิดเบี้ยวไม่น้อยขณะที่เพื่อน ๆ กำลังหัวเราะตัวมัน
"ดาเป็นเพื่อนข้างบ้านข้า – รู้แล้วก็ถอยไป" ผมพูดปดแบบสด ๆ โดยรักษาสีหน้านิ่ง ๆ เหมือนเป็นเรื่องธรรมดา แต่บีบแขนชนิดาแรงขึ้นนิดหนึ่งเป็นสัญญาณ "ใช่มั้ยวะไอ้ภูมิ"
"เออ – ข้าเห็นดามาเล่นบ้านแกตั้งแต่ตอนปอสี่ แต่เห็นพ่อแม่ย้ายไปต่างจังหวัด ไม่นึกว่าจะย้ายกลับมาเจอกันอีก" ไอ้ภูมิเองก็โกหกเก่งใช่ย่อยนะ
"งั้นก็แล้วไป" ไอ้ต๊อบเอ่ยจบพลางถอยหลังเปิดทางให้ผม แต่เมื่อผมจ้องหน้ามันอย่างพินิจ ก็พบว่ามันขยับปากเล็ก ๆ เป็นคำว่า "ลองยุ่งอีก มึงโดนแน่"
"ไปเถอะ" ผมดึงชนิดาออกจากห้อง พร้อมกับคว้ากระเป๋าเรียนเธอมาด้วย โดยมีไอ้ภูมิรั้งท้ายอยู่ห่าง ๆ
+++++++++++++++
เราออกมาจากตึกเรียนได้พักหนึ่งแล้ว กว่าผมจะปล่อยมือชนิดา เพราะตลอดทางมีแต่คนพยายามเข้ามาหาเธอ – ซึ่งผมจะปล่อยเธอไปก็ได้ แต่อาจจะต้องทนแรงมือแรงเท้าของไอ้ภูมิต่ออีกเป็นแน่
"นี่" ชนิดาเอ่ยเสียงค่อย
ผมหันกลับมา เธอกำลังก้มหน้ามองพื้น ดูไม่ออกว่ากำลังทำสีหน้าอย่างไร แต่พริบตาต่อมาเธอก็เงยหน้าขึ้นพร้อมรอยยิ้มสดใส
"ขอบคุณนะ"
ใบหน้าผมร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ ผมเกาแก้มแก้เขินนิดหน่อย ก่อนยิ้มตอบ
"อะ – อือ ไม่เป็นไรหรอก เรื่องเล็ก"
"แล้วดากลับบ้านทางไหนล่ะ" ไอ้ภูมิถามขึ้น
"บ้านดาอยู่ตรงซอยพหลยี่สิบเจ็ดน่ะ ก่อนแยกรัชโยธิน"
ในใจผมกำลังร้องเสียงดังอย่างลืมตัว แต่ใบหน้านิ่ง ๆ นั่นยังไม่แสดงปฏิกิริยา – ยกเว้นไอ้บ้าด้านข้างที่ทำหน้ายังกับถูกล็อตเตอรี่
"ทางเดียวกับไอ้วินเลยนี่ ! – งั้นก็เดินกลับด้วยกันซะสิ"
ชนิดาดามองหน้าผมแวบหนึ่ง ก่อนจะหันไปมองท้องฟ้าที่ตอนนี้เปลี่ยนเป็นส้มเข้ม ๆ เหมือนใครทำสีน้ำหก
"จะดีหรอ รบกวนอะไรวินรึเปล่า" เธอถามเสียงค่อย ผมเลิกคิ้วข้างหนึ่งอย่างสงสัย
"ไม่หรอก ไปสิ" ผมตอบ พลางกระชับกระเป๋าบนบ่าขวา
ตั้งแต่หน้าตึกวชิรุณหิศจนไปหน้าประตูโรงเรียน ไอ้ภูมิดูเหมือนจะรื่นเริงเสียเหลือเกิน ไม่รู้มันเป็นบ้าอะไร
หรือมันจะนึกว่าผมเริ่มชอบชนิดาขึ้นมาบ้างแล้ว – เหอะ ๆ จะว่าไปภูมิมันก็รักเดียวใจเดียวมาตลอด ถึงจะชอบหม้อคนอื่นบ้าง แต่ยังไงก็หนีไม่พ้นเมย์ แฟนสุดหวงของมัน – มันคงคิดบ้างล่ะนะว่าผมเห็นมันจู๋จี๋กับแฟนมานาน คงเกิดเหงาขึ้นมาบ้าง – แต่ก็เปล่าหรอก ผมเองก็ไม่ได้คิดอะไรมากเรื่องผู้หญิง อาจเป็นเพราะผู้หญิงที่เข้ามาในชีวิตประจำวันของผมมีน้อยมากก็ว่าได้
"วันนี้แกเหม่อบ่อยจริง ๆ ไอ้วิน" ภูมิว่าพลางผลักผมกระแทกต้นไม้อย่างแรง
"โอ๊ย ไอ้บ้า – ผลักมาได้สิแก" ผมที่เพิ่งจะได้สติโวยวายเสียงดัง กำลังจะด่าต่อแล้วแต่ก็พอดีได้ยินเสียงหัวเราะซะก่อน
เวลาชนิดาหัวเราะ ดูเธอจะน่ารักกว่าตอนทำหน้าเฉย ๆ หรือหน้าเครียด ๆ อย่างเวลาเรียน – เหมือนกับเธอละทิ้งความปวดร้าวบางอย่างในใจไปชั่วเสี้ยววินาทีหนึ่ง เป็นเสียงหัวเราะตามธรรมชาติที่ปราศจากการเสแสร้งใด ๆ – เออ – แล้วผมจะมาดูเธอหัวเราะทำไม
"ทำไมหรอ" เธอถามเมื่อเห็นว่าผมจ้องเธอนานเกินไป
ผมส่ายหัวดิก ก่อนจะพบว่าตอนนี้พวกเรามาถึงหน้าประตูแล้ว ลุงยามเฝ้าประตูกำลังเดินไปเปิดประตูรั้วให้รถของอาจารย์ออกจากโรงเรียน
"ไปแล้วนะครับลุง" ภูมิตะโกนทัก
"เออ กลับดี ๆ ล่ะ"
ไอ้ภูมิเป็นเด็กกิจกรรม มันทำทุกอย่างที่เกี่ยวกับโรงเรียน ดึงผมไปด้วยบ้างเป็นบางครั้งตามโอกาส ส่วนมากก็เป็นงานจำพวกพี่เลี้ยงค่ายลูกเสือ จัดห้องพักครูหรืออะไรเทือกนั้น – เวลามาโรงเรียนวันเสาร์หรืออาทิตย์ อย่างแรกเลยคือถ้ายามเฝ้าประตูจำหน้าไม่ได้ ต้องแสดงบัตรนักเรียนก่อน – ซึ่งมันได้รับสิทธิพิเศษให้ละเว้นกฎข้อนี้ เพราะมันเข้าออกเกือบจะทุกวันอยู่แล้ว
"บายเว้ยวิน – ดา" ภูมิร้องบอกพลางเดินแยกไปทางขวา ส่วนผมกับดาเดินไปทางซ้าย
ผมเดินไปกับชนิดาบนบาทวิถีสีเทาอย่างไม่พูดไม่จา พลางพยายามนึกหาเรื่องทำลายความเงียบ
"ไม่ได้รับตารางสอนหรอ" ผมถามดา ตอนนี้ดูจะเป็นเรื่องยากเหลือเกินสำหรับเธอที่จะแบกกระเป๋าและเดินให้ทันผมไปพร้อม ๆ กัน
"ก็...ได้" ชนิดาตอบเบา ๆ เธอก้มหน้ามองพื้นอีกแล้ว
"มานี่ เดี๋ยวแบกให้" ผมว่า พลางดึงกระเป๋าออกจากบ่าเธออย่างรวดเร็ว ผมเห็นว่าเธอพยายามคว้ากลับมา แต่ก็ไม่ทัน "เอาน่า ไม่ต้องเกรงใจหรอก แค่นี้เล็กน้อย"
เราสองคนเดินต่อไปอีกช่วงหนึ่งโดยไม่มีใครพูดอะไร ตอนนี้อาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้าแล้ว แสงรำไรนั่นบาดตาผมจนต้องเบือนหนี เดี๋ยวก็คงมืดแล้ว
"กลับเย็นอย่างนี้ไม่โดนว่าหรอดา" ผมถาม ประโยคนี้ดังกว่าปกติเพราะเสียงรถที่วิ่งผ่านดังจนแทบไม่ได้ยิน
"อ้อ – เค้าอยู่บ้านคนเดียวน่ะ"
ผมรู้สึกเจ็บแปลบในใจ – หรือว่าเธอจะกำพร้าพ่อแม่เหมือนผม ก่อนที่จะรู้สึกตัวว่าถามมากไปแล้ว ชนิดาก็ชิงถามกลับซะก่อน
"แล้วปวินทร์ล่ะ – พ่อกับแม่ทำงานอะไร" ชนิดาถามกลับหน้าซื่อ ๆ ดูเธอไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับเรื่องที่ผมถามไปนัก
"พ่อกับแม่เราเสียแล้ว" ผมตอบเสียงเรียบ ๆ พยายามอย่างยิ่งที่จะไม่สบตากับชนิดาและนึกถึงหน้าของพวกท่าน
"ขอโทษที" ชนิดารีบพูด พลางก้มหน้าหลบผมไปอีกครั้ง
รถยนต์คันแล้วคันเล่าพุ่งผ่านด้านข้างของเราไป ผมสีน้ำตาลเข้มจนดำของเธอปลิวน้อย ๆ ตามแรงลม ผมหันไปมองเรือนผมเธอ – บางที เธออาจจะเข้าใจความรู้สึกนี้ก็ได้ – ความรู้สึกว่างเปล่าไม่มีใคร...
"ปวินทร์"
"เรียกวินเฉย ๆ ก็ได้" ผมว่า พลางดึงสายกระเป๋าของเธอที่เลื่อนหลุดจากบ่าให้กลับขึ้นมาระดับเดิม
"บ้านเธออยู่ที่ไหนหรอ"
"ซอยเดียวกับเธอน่ะแหละ" ผมตอบนิ่ง ๆ พลางหันไปมองดูว่าเธอจะมีอาการอย่างไร แต่สิ่งที่พบคือใบหน้าเปื้อนยิ้มด้วยความดีใจของชนิดา
"หรอ!!! – งั้นเราเดินไปโรงเรียนด้วยกันนะ"
ผมตกใจนิดหน่อย ใบหน้าที่ตอนนี้ออกแววงงงันทำให้ชนิดาหัวเราะน้อย ๆ
"ได้สิ ตื่นกี่โมงล่ะ" ผมถามเธอ
จะไม่ให้ถามก่อนได้ยังไง – ก็ผมตื่นสายเกือบทุกวันนี่ – ถ้าปล่อยให้เธอถามก่อนก็อายแย่...
"ที่เราเดินกลับนี่ก็ใช้เวลาประมาณสิบห้านาที งั้นเดินไปตอนหกโมงครึ่งกันดีกว่า" ชนิดาว่า
ผมทำหน้าเหย ทำไมต้องตื่นเช้าขนาดนั้น เข้าแถวตอนเจ็ดโมงห้าสิบไม่ใช่รึไง
"รีบไปทำอะไร" ผมถาม เธอก้มลงไปเกาแก้มเล็กน้อย
"เค้ารู้สึกดีน่ะ เวลาไปโรงเรียนเช้า ๆ" เธอว่า รีบเงยหน้าขึ้นเอ่ย "แต่ถ้าปวินทร์ไม่สะดวก เค้าเดินไปคนเดียวก็ได้นะ"
"ไม่เป็นไรหรอก เราเดินไปเป็นเพื่อนด้วยก็ได้" ผมตอบรับ ทำเอาเธอยิ้มกว้าง
"งั้น – ตกลงนะ"
ผมพยักหน้ารับ และเอ่ยคำอำลากับเธอ บ้านของเธออยู่ในซอยลึกเข้าไป ส่วนของผมอยู่ใกล้กว่านั้น – ผมเลี้ยวขวาที่แยกเล็ก ๆ ในซอย และวิมานบนดินของผมก็ปรากฏแก่สายตา
"กลับมาแล้วครับ" ผมเอ่ยกับตัวเองเบา ๆ ครั้งหนึ่ง ก่อนจะเริ่มควานหากุญแจบ้านในกระเป๋ากางเกง
-------------------------------------
16/01/2549
19 : 17 P.M.
ใครอ่าน "เงาจันทร์ ในอั
พยายามจะสื่ออะไร พี่
ป.ล. พูดได้เจ๋ง
พยายามสื่อว่าตอนนี้เมา... มึน... ง่วงๆๆๆ
ต่อสิ
อั้
จบตอน
ทั้ง2เรื่องเลย?
(http://img.f0nt.com/thumb/229.jpeg) (http://img.f0nt.com/view/229)
อันนี้ได้ 6 ตอน
ส่วนสายลมที่ผ่านไปเพิ่งเขียนได้ตอนนึง
เอามาลงเลยค่ะ ชอบรูป
เดอะเควสต์ เอ้อ เหมือนชื่อนิยายเ
นี่เรื่องที่
เคยเขียน
ขอวิจารณ์เรื่องของนิ้งก่อนเลยนะครับ (ว่างมากไอ้นี่ ของตัวเองมีก็ไม่รู้จักด่า :08:)
อย่างแรกเลยคือการเว้นบรรทัดครับ ถึงจะโดนเคนด่าบ้าง แต่การแยกระหว่างบรรยายกับบทสนทนา จะทำให้เนื้อเรื่องชัดเจนและน่าอ่านขึ้นครับ
บทสนทนายังจืดไปนิดหน่อยนะครับ แต่ก็ถือว่าดี ไม่เหมือนบางเรื่องที่คุย ๆ ๆ จนไม่มีอะไรเลย :03:
รายละเอียดตัวละครไม่ค่อยได้รับความใส่ใจนะครับ ไม่บอกเลยว่าเตี้ยสูงดำขาวสวยแค่ไหน บอกแค่อายุกับการเป็นอยู่คร่าว ๆ เท่านั้นเอง
ผมไม่ได้บังคับนะครับ แต่ช่วงแนะนำตัวนี่มักจะเป็นปัญหาสำหรับนักเขียนหลาย ๆ คน เพราะความที่เหมือนจะยัดเยียดข้อมูลให้ผู้อ่านรู้ ด้วยการเน้นพรวดเดียวหมดในย่อหน้า จะทำให้เกิดอาการเบื่อและลืมง่ายครับ (แต่สะดวกสำหรับคนเขียน เวลาลืมจะได้ดูง่าย :07:)
ประโยคบางอันนิ้งใช้ "ลูกเล่น" ได้ดีแล้วนะ สังเกตจากการละประธานในประโยค แต่บางอันก็ยังใช้คำซ้ำซากจนดูแปลก ๆ - บทบรรยายก็ออกจะอยู่ในแนวขึ้นแล้วค่อยลง ช่วงแรก ๆ จะหรูหน่อย พอช่วงหลังอยากให้มันรีบ ๆ จบตอนไปหรือไม่อยากบรรยายละเอียดนักก็เลยตัดให้มันจบเร็ว ๆ
ซึ่งตรงนี้เป็นข้อห้ามนะครับ บรรยายด้วยสำนวนแบบไหนตอนเริ่ม ตอนจบต้องทำให้เหมือนเดิมนะครับ
หมดเพียงเท่านี้สำหรับ Review ของเกล้ากระผม :22:
เวลาเขียนใน
ไอ้
เวลาเราจะทุ่มอะไรกับงานเขียนแบบสุด ๆ นะครับ
ข้อแนะนำครับ
*วางพล็อตหลักของเรื่องไว้ในหัวก่อน - ถ้าเป็นคนขี้ลืม ก็หาเศษกระดาษจดไว้
*หาสมุดที่ไม่ใช้แล้วซักเล่ม (ใครจะซื้อใหม่มาก็ตามใจ) แล้วจดเรื่องย่อลงไปเลยครับ
*จากนั้นจดชื่อตัวละคร ลักษณะนิสัย รูปร่าง อะไรเทือกนั้นลงไปในสมุดแยกให้เป็นหมวดหมู่นะครับ
*จากนั้นก็วางเรื่องย่อภายในสิบตอน หมายถึงในสิบตอนนี้ตูจะเขียนอะไรบ้าง มีแก่นหลัก ๆ อย่างไร พระเอกเจอกับนางเอกกี่ครั้ง ตรงไหน ยังไงบ้าง
*แล้วค่อยมาวางพล็อตหลักแบบละเอียดเป็นตอน ๆ กำหนดวันเดือนปีในเรื่อง และต้องดำเนินไปตามนั้น (เจอมาหลายคนแล้วที่ลืมไปว่าเรื่องตัวเองอยู่ในฤดูไหน)
*จากนั้นเริ่มพิมพ์ใส่คอมหรือกระดาษ ใส่บทบรรยายลงไป อันไหนเป็นบทพูดวงเล็บไว้ เดี๋ยวมาแก้
*ใส่บทพูด เติมรายละเอียด
จบแล้วตอนนึง :03:
โอ้โห นิ้งคิดไว้ในหัว
ชอบชื่อ นาคา มา
นาคชื่อเล่นอะ นาคา ชื่อจริง ไมนานาใจตรง
นิ้งลองดูข้อเปรียบเทียบระหว่างสีแดงกับสีน้ำเงินนะ
"เอาละวันนี้เราจะมาเรียนเรื่องสมการกำลังสองกนนะ" ครูประจำชั้นเอ่ยทันทีเมื่อเดินเข้ามาในห้อง
"ครับ" นักเรียนทั้งชั้นตอบ
แล้วครก็เริ่มสอน จนกระทั่งมีเด็กนักเรียนคนหนึ่งยกมือขึ้นถามว่า
"ครูครับ ข้อนั้นตอบว่าอะไรครับ"
"เธอกลับไปดูข้อที่ห้าแล้วทำตามนั้นสิ" ครูตอบเสียงเครียด
กับ
ประตูห้องเปิดออกกว้าง นักเรียนทั้งห้องลกขึ้นยืนทำความเคารพ และอาจารย์ในชุดสุภาพก็ก้าวเข้ามาในห้อง กวาดตามองนักเรียนครั้งหนึ่ง ก่อนจะเดินไปวางกองหนังสือไว้บนโต๊ะ
"สวัสดี นักเรียน" เธอเอ่ย เว้นช่วงนิดหนึ่ง "วันนี้เราจะมาเรียนเรื่องสมการกำลังสองกัน"
มือข้างหนึ่งเอื้อมไปหยิบชอล์กขาวที่อยู่มุมห้องมาเขียนจ่าหัวไว้บนกระดาน ก่อนที่เธอจะเริ่มอธิบาย นักเรียนทั้งชั้นเงียบสนิทฟังอาจารย์บรรยาย จนกระทั่งหล่อนหยุด มือขวาวางชอล์กที่ตอนนี้สั้นกุดลงบนราง
"มีใครจะถามอะไรมั้ย" เธอขยับแว่นบนจมูกเล็กน้อย
"อาจารย์ครับ"
นักเรียนชายตัวใหญ่ยกมือขึ้นชูหรา อาจารย์พยักหน้าให้ครั้งหนึ่ง ก่อนที่เขาจะลุกขึ้นยืน
"ข้อที่ห้า - ผมทำไม่ได้ครับ"
ดวงหน้าขาว ๆ ของคนสอนเผยแววสงสัยอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะคลี่เป็นรอยยิ้ม
"อ่านทวนข้อนั้นให้ครูฟังซิ"
เห็นความแตกต่างมั้ยครับ
ต่างค่ะ- -" คือความจริงของจริง
นิยายไม่ใช่เรียงความนะนิ้ง
ถ้าเอาสั้น ๆ ไปเขียนเรื่องย่อ
เอาเหอะ คอมเม้นต์เป็น
ด่าไปเลยครับ
ประมาณนี้
[code]เฮ้ย
ไอ้เราอุตส่าห์หวังดี :05:
จะพูดไปเรื่อย ๆ ตามประสาคนไร้วิชา (�?ต่ยังจะอยา�?ถ่ายทอดวิชา)
อย่างที่เห็น ๆ �?ันอยู่ ว่านิยายทั่ว ๆ ไป มี�?าร�?บ่งมุมมองออ�?เป็นสองพว�?
หนึ่ง เรีย�?ว่าอะไรไม่รู้�?หละ ใช้สรรพนามบุรุษที่หนึ่ง - เป็นตัวที่ใช้ไม่ง่ายไม่ยา�? - บรรยายใช้�?ต่คำ�?ทนตัว เช่น ผม ฉัน �?ู ข้า เหมือนนิยายของผมเรื่องเมื่อตะ�?ี้ ถ้าใช้�?ารบรรยายอย่างนี้ต้องใช้�?ารโน๊ตเยอะมา�? เพราะในเมื่อเราบรรยาย�?ต่เพียงคนเดียวในเรื่อง ความคิดความอ่านของตัวละครคนอื่น ๆ จะไม่ปรา�?�?ออ�?มาในเรื่อง ต้องคาดเดาเอาเอง �?ละบางครั้งอาจมีลู�?เล่นโดย�?ารให้ตัวเราคาดเดาผิด �?ละเซอร์ไพรส์ได้ทีหลัง
สอง เป็น�?ารบรรยายในรบบมุมมองบุคคลที่สาม �?ละ�?บ่ง�?ย�?เป็นอี�?สองหมวดย่อย คือ
2.1 ใช้�?ารบรรยาย�?บบตูคือพระเจ้า - �?ารบรรยาย�?บบนี้สามารถเปลี่ยนไปใช้ใครเป็นตัวดำเนินเรื่อง�?็ได้ โดดไปเรื่อย ๆ ทำให้คนอ่านรับรู้ความคิดของทุ�?ตัวละคร ลู�?เล่น�?บบ�?ร�?�?็จะหายไป �?ต่�?ารบรรยาย�?บบนี้ทำได้สะดว�?ที่สุด คือเขียนไปตามใจฉัน ไม่ต้องทำอะไรมา�? ใช้�?ารเรีย�?ชื่อตัวละครเป็นคน ๆ ไป
2.2 ใช้�?ารบรรยาย�?บบเดียว�?ับ�?บบ�?ร�? �?ต่ไม่สลับอะไรมา�? - คืออยู่�?ันตัวคนเดียว จะคนนี้�?็คนนี้ไปตลอดจนจบเรื่อง - สังเ�?ต�?ฮร์รี่ พอตเตอร์เล่ม�?ร�? ๆ ดู�?ล้วจะรู้เองครับ
จำได้ว่าเคยหยิบ "มัง
ชอบ
ผมชอบ ดาวต
ยังไม่เคยอ่านของนานาเลย ส่งมาซะทีสิ จะได้เผา :25:
คือที่พูดนี่เป็นหลั
เรียนเรื่องหนึ่ง
เหมือนตูเป็นคนบ้าเลย บ่นอะไรไม่รู้ :08:
+1 จาน
เมื่อไปถึง
เรื่องนานาเน้นบรรยายว่ะ นานๆพูดที-*-
มัน
นิ้งผสมผสาน นิ้งไม่ผสมหมดเลยที่ว่ามาเนี่ย- -"
ตอนนี้มีพล็อตเรื่องที่คิดไว้ ตัวเอ
เลือ
คือ ยังไม่ได้เริ่มลงมือค่ะ อยู่
หิ้ง...
ค่ะ คงจะวันพรุ่งนี้คงเริ่มค่ะ วันนี้
และสุดท้ายของบทเรียนในวันนี้
คือการเก็บรายละเอียดและตกแต่งครับ
เป็นการต่อเติมเพิ่มสีสันให้นิยายของเราไม่จืดชืดและน่าเบื่อเกินไปครับ เป็นสิ่งเดียวที่นิยายฝรั่งทำได้ไม่มากเท่าเรา
เช่นการละชื่อผู้พูดบทสนทนาเป็นบางครั้ง เพราะการเอ่ยชื่อมากเกินไปจะทำให้ซ้ำซาก
หรือการใส่วงเล็บเล็ก ๆ น้อย ๆ แบบน้องนิ้ง (เริ่มเรียกน้อง :08:)
หรือการยัดมุkตลกไปก็ทำได้
ตลอดจนการใช้สรรพนามแทนชื่อ เช่นตัวที่เรากำลังพูดอยู่เป็นคนร่างสูง ผมดำ ตาสีม่วง แทนที่จะเป็น
รุซโซยืนนิ่งไม่ไหวติงขณะเผชิ�?หน้า�?ับเฟรซเซน
ก็จะกลายเป็น
ดวงตาสีม่วงเข้มตวัดไปยังร่างของปีศาจคราบมนุษย์ที่ฆ่าคนมานักต่อนัก ใบหน้าเรียบเฉยพร้อมกับร่างที่แน่นิ่งของทั้งสองขมวดบรรยากาศให้ตึงแน่นเข้าไปอีก
อ่า สำหรับวันนี้กระผมก็ขอตัวไปนอนก่อน เพราะท่านพ่อเริ่มอาละวาดแล้ว :08:
ขอบคุณที่สั่งสอนค่ะ
(โค้ง1ทีงามๆ)
อย่างนี้ใช่ไหมคะ
:22:
ประมาณนั้นค่ะ
:05: ขอโทษครับที่มาพ่นให้ฟัง
ไม่เป็นไร หามิได้
สาระนะนั่น
ด้วยสมองอันน้อยนิด เลยทำให้คิดว่าจะให้พยายามตามหายาอมตะ- -"
หนีจา
เรื่องอะไรอะนานา- -"
นิยายนานาบรรยา
นานา ทำไม
ชอบฆ่าตัวเอ
เขียนไรเครียด ๆ นี่
ตำนาน
อ้า
'เดือนช่วงดวงเด่นฟ้า ดาดาว' :25:
(ป.ล. เฮ้ย
คำนำสั้นพิลึ
ขอบคุณที่ชมนานา เดี๋ยวจะมี
ยาอมตะ คือยาที่ทำให้ตาย
เพราะความตาย คือความเป็นนิรันดร์ของจิตวิ
'เธอ'
ไอ้
อะไรวะ
จา
เอาเรื่องย่อๆดี
อา
ผ่านมา
โอเค เ
คืนวันนั้น ผมอยู่ในซอยเปล่าเปลี่ยว...
:25:
เอาเรื่องนี้
ห้าโอ
ข้าคุ้น ๆ
โอเค ในเมื่อไม่มีใครมีอะไร�?ัน�?ล้ว ( :04:) ผมขอ�?ระโดดไปบทเรียนเพิ่มเติมเลยนะครับ
ที่จะมาพูดในเที่ยวนี้คือ�?าร "บรรยายในขั้นสูง"
คือ�?ารบรรยายที่ตัวเองอารมณ์คล้อยไปสถาน�?ารณ์ในช่วงนั้น - เร่งในช่วงที่ตื่นเต้น ช้าในช่วงหลังจา�?นั้น - อะไรทำนองนั้น พยายามสังเ�?ตนิยายทั่ว ๆ ไปตามท้องตลาดในขณะนี้ครับ �?ารบรรยายจะอยู่ในลั�?ษณะนี้ - ย�?เว้นไวท์โรด ซึ่งอ่านยังไง ๆ บทบรรยาย�?็ยังคงเยอะเ�?ินไปอยู่ดี
โดย�?ารบรรยายในขั้นสูงนี้ มี�?ารประยุ�?ต์ใช้สำหรับนิยายที่มี�?ารบรรยายในระบบเราเป็นคน ๆ เดียว อย่างที่ผมอธิบายไปนะครับ คือ�?ารบรรยาย�?บบที่หนึ่ง (เชื่อว่าหลาย ๆ คนที่ลืมคงพลิ�?�?ลับไปดู�?ล้ว) ซึ่ง�?ารบรรยายนั้นสามารถเพิ่มเติมได้ โดย�?ารใส่ความเห็นเล็�? ๆ น้อย ๆ ของตัวละครเข้าไปในบางสิ่งที่ต้อง�?ารบรรยาย เช่น�?ารที่พระเอ�?เห็นประตูบ้านของตัวเองง่อน�?ง่นใ�?ล้จะหลุดมาเต็มที �?็สามารถใส่�?ารบรรยายประเ้ภท "เป็นประตูที่น่าซื้อใหม่เหลือเ�?ินในสายตาของผม" ลงไปได้
นิยายจะดีไม่ดีไม่ได้อยู่ที่พรสวรรค์นะครับ เพราะมันขึ้นอยู่�?ับ�?ารฝึกฝนนะครับ :12:
ที่สำคั
เหมือนอะไรมอส ๆ นะ :26:
มอส ป
:08:
อะไรที่ป
เป็นกระจู๋ที่ต้องการการบูรณะด่วนสุดครับ
เต็มไปด้วยงานเขียนที่อ่านไม่รู้เรื่อง
อ่านไม่ออกเลยค่ะ แล้วจะรู้เรื่องไหมเนี่ย
บูรณะของผมเรียบร้อยแล้ว ^^
Eternity ชีวิตนิรันดร์์
บทนำ
ตำนานกล่าวขานกันมาว่า มียาวิเศษชนิดหนึ่งที่กลั่นมาจากสรรพยา ผู้ที่ได้ดื่มยานี้จะ ไม่เจ็บป่วย ดูไม่ชราลงแม้แต่น้อย และไม่มีวันตาย หรือที่เรียกว่า ชีวิตนิรันดร์
ผู้คนมากมายต่างหลงใหลในมัน พร่ำพรรณนาถึงความอัศจรรย์ พยายามออกเดินทางตามหาเพื่อครอบครองโอสถในตำนาน
ชื่อของมันคือ ยาอมตะ... ยาแห่งชีวิตนิรันดร์...
ผู้คนปรารถนาที่จะได้ยาอมตะ แต่ไม่ว่าจะออกเดินทางไปรอบโลก เสาะหาทุกหนทุกแห่งทุกซอกทุกมุม แต่ก็ไม่เคยมีใครหาพบ...
แม้ผู้เชี่ยวชาญบางคนก็นำส่วนพืชที่เป็นสมุนไพรต่างๆมาปรุง เพื่อให้เป็นยาอมตะ แต่ก็ไม่มีใครปรุงได้สำเร็จ...
ผู้คนสนใจในยาอมตะ มากกว่าความเป็นอยู่
ไม่เว้นแม้แต่ในหมู่บ้านเล็กๆ พวกผู้ใหญ่ก็นั่งปรุงยาอมตะที่ไม่ทีท่าว่าจะสำเร็จ บางคนออกเดินทางไปหาทิ้งลูกไว้ที่หมู่บ้าน พวกเด็กๆก็เฝ้าพรรณนาถึงยาอมตะ จนไม่เป็นอันทำอะไร
เด็กหนุ่ม3คนกำลังนั่งล้อมวงบนโต๊ะคุยเรื่องยาอมตะ
"ถ้าข้าได้ยาอมตะมา ข้าจะดื่มมันให้หมด จะไม่แบ่งใครทั้งนั้น แล้วข้าจะได้ผจญภัยไปทั่วโลก"เด็กร่างใหญ่ ผมดำ ที่พุงโผล่ออกมาจากเสื้อ กล่าวขึ้นอย่างมั่นใจ
"แต่ถ้าเราได้มา เราจะดื่มมันนิดหน่อย แล้วเอาที่เหลือไปขาย คงมีเงินให้ใช้ได้ตลอดกาล"เด็กหนุ่มอีกคนหนึ่งซึ่งมีความคิดที่แตกต่างกับคนแรกโดยสิ้นเชิงกล่าวขึ้น นัยน์ตาที่ดูขี้ระแวง ร่างผอมบาง เสื้อผ้าหลวมโพรก ทำให้นึกถึงผู้ที่ไม่เคยได้รับการเอาใจใส่ดูแล
"แล้วถ้าเป็นแกล่ะ?" หนุ่มร่างอ้วนหันไปถาม เพื่อนของเขาซึ่งเป็นคนหน้าตาดี ผมทองที่ทอประกาย ทรงผมที่ดูรุงรัง แต่กลับทำให้เขาดูดี ดวงตาสีอำพันที่ดูเย็นชากับโลกนี้ จนแทบไม่น่าเชื่อว่าเขาจะมีเพื่อน
"ถ้าข้าได้ยาอมตะมา.... ข้าคงจะทำลายมันทิ้ง"เด็กหนุ่มพูดจบ ผู้คนที่ได้ยินหันมามองเขาเป็นสายตาเดียว จนเขารู้สึกได้ถึงสายตาที่มองเขาเหมือนตัวประหลาด
"แกพูดอะไรออกมา...รู้ไหมว่าถ้าใครได้ดื่มยาอมตะเข้าไป จะไม่มีวันแก่ไม่มีวันตาย ไม่เจ็บไข้ได้ป่วย ตลอดกาล ชีวิตนิรันดร์นะโว้ย ชีวิตนิรันดร์ แล้วแกจะทิ้งมันไปหรอ ผู้คนมากมายที่ปรารถนาที่จะได้มัน แต่แกจะทิ้งมันไป แกคิดอะไรของของแกเนี่ย ไอ้เนล" เสียงฉุนขานของเพื่อนร่างอ้วนดังขึ้น พร้อมกับดึงคอเสื้อเนลขึ้นมา สายตาฉุนเฉียวน่ากลัวทำเอาเนลสันหลังวาบ
"ปล่อยสิไอ้อ้วน ไอ้โจนส์" ชายร่างอ้วนเขม่นเนลอยู่อีกพักใหญ่ก่อนจะปล่อยคอเสื้อ
"นี่ไอ้เนล หาเหตุผลที่มันเข้าท่าหน่อยนะเว้ย มีคนรอรุมกระทืบแกอยู่เพียบ"
โจนส์พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นลง ตาจดจ้องไปยังเนลอย่างฉงน
เนลนั่งนิ่ง ก่อนจะกล่าวด้วยเสียงฟังชัดเจนว่า
"ชีวิตนิรันดร์มีดีอย่างไร มนุษย์เรามีช่วงชีวิตที่สั้นถึงได้สวยงาม การอยู่ค้ำฟ้าใช่ว่าจะดีเสมอไป ถ้ามีชีวิตอยู่ไปอย่างนิรันดร์เพียงคนเดียว ผู้ที่เป็นที่รักก็ตายจากไป เพื่อนก็ตายกันหมด ก็ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว สู้อยู่ไปไม่นาน ตายไปพร้อมกับเพื่อนไม่ดีกว่าหรอ" ผู้คนบางส่วนเริ่มคล้อยตาม เนลยิ้มเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อไปว่า
"แล้วชีวิตนิรันดร์มีดีอย่างไร ใช้วันนี้ให้คุ้มค่าดีกว่า ถึงไม่อยู่ค้ำฟ้าเราก็สามารถมีความสุขได้ ฉันถึงอยากทำลายมันทิ้งถ้าได้เจอมัน มันทำให้ผู้คนงมงาย ทำให้ผู้คนไม่เป็นอันทำมาหากิน ทำให้ผู้คนไม่มีความสุขกับปัจจุบัน" เสียงปรบมือดังขึ้น ถึงทุกคนจะไม่เชื่อในคำพูดของเนล แต่ก็มีบางส่วนเริ่มตระหนักถึงสิ่งที่เรียกว่า ความสุขในชีวิตแล้ว ว่าไม่ได้มาจากการอยู่อย่างยืนยาว แต่คือการทำวันนี้ให้ดีและมีความสุขที่สุดต่างหาก
หากแต่เนลไม่ได้พูดออกมาทั้งหมดถึงเหตุผลที่อยากจะทำลายยาอมตะทิ้ง เหตุผลอีกอย่างคือ เขาเบื่อที่จะเห็นผู้คนรอบข้างพูดถึงยาอมตะ มันเป็นเพียงตำนานที่เล่าขานกันมา พ่อแม่ของเนลก็ทิ้งเขาไปเพื่อจะตามหายาอมตะ เนลต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวเสมอ โชคดีที่โจนส์สนใจเขา เขาจึงมีเพื่อน ไม่อย่างนั้นเนลก็คงกลายเป็นเด็กผู้โดดเดี่ยว ไม่มีใครสนใจ
หากไม่มี 'มัน' ชีวิตเขาและครอบครัวคงไม่ย่ำแย่เช่นนี้
----------------------------------------------------------จบบทนำ---------------------------------------------------------------
//ปรับแต่งใหม่ โดยให้เพื่อนแนะนำ
มีแต่คนเก่งๆวุ๊ย
ไม่เคยเขียนให้เป็นเรื่องเป็นราวบ้างเลย
นี่คงใกล้เคียงสุดๆแล้วล่ะ
เว็บไทยวิซเค้าให้ตั้งโจทย์งานเรนเดอร์สามมิติในคอม
ตามกระทู้นี้
http://www.thai3dviz.com/mpn/viewtopic.php?topic=6300&forum=8&54
ก็เลยคิดได้มั่วๆมากๆ ตามนี้
(http://img381.imageshack.us/img381/8507/test018cx.jpg)
:42:
กะว่าจะเขียนต่อ ไว้ให้ว่างๆกว่านี้ก่อนครับ
แต่งเป็นเรื่องเลยค่ะ อยากอ่าน
โห... :18:
(เชื่อสิว่าต้องมีคนส่งมาเป็นขี้)
Project ES
บทนำ: ห้องพิเศษ
กิ๊งก่อง กิ๊งก่อง
เสียงกริ่งบอกเวลาเข้าเรียนตามปกติของโรงเรียนสาธิตฯ ดังขึ้น เด็กวัยรุ่นในห้องที่ด้านหน้าห้องเขียนป้ายบอกไว้ว่า "ห้องเอส" หลายสิบคนกำลังคุยกันถึงการเตรียมการอะไรบางอย่างอยู่...
"ซ้ายอีกนิด อีกนิด อีก เกินไปแล้ว" เด็กผู้หญิงตัวเล็กคนหนึ่งกำลังสั่งเด็กผู้ชายอีกคนให้ขยับ "ถังน้ำ" ขนาดเล็กที่มันจะไม่ผิดปกติเลยถ้าหากมันไม่... เอ่อ... ลอยอยู่ !? หน้าประตูห้องเรียน
"กลับมาอีก อีก 2 เซนต์ นั่นแหละ ไว้อย่างนั้นนะ ว่าไงไปป์" เธอหันไปหาเด็กผู้ชายอีกคน
"อีก สองนาที... มั้ง" 'ไปป์' เด็กผู้ชายหน้าตี๋ผิวขาวอมน้ำตาลร่างสูงที่กำลังนั่งเอกเขนกอยู่บนเก้าอี้หน้าห้องตอบ
"เอาเป๊ะๆ" เธอแหวใส่พร้อมทำหน้าเครียด
"คร้าบคุณโอ อีกสองนาทีกับอีกสิบสองจุดศูนย์หกวินาที ละเอียดพอแล้วยัง"
"เหลือสิบวิเมื่อไหร่นับด้วย" เด็กผู้หญิงที่ไปป์เรียกว่า 'โอ' สั่งต่อ
"สั่งได้สั่งเอาเชียวนะ" ไปป์บ่นขมุบขมิบแล้วก็แลบลิ้นใส่โอ ยังดีที่โอหันหน้าไปคุยกับเด็กผู้หญิงอีกคนแล้ว
"ฟาง อย่าลืมหน้าที่นะ"
"ค่าค่า ให้เกือบถึงหัวก่อนใช่มั้ย" 'ฟาง' เด็กผู้หญิงผิวขาวผมยาวเลยบ่านิดหน่อยตอบ
"อื้อ ไหวนะ"
"แหม อย่าดูถูกเราสิ" แล้วก็ทำหน้ายียวนใส่โอ
"ก็เห็นพลาดออกบ่อย"
"แหมป้าโอ นั่นมันข้อมูลเมื่อปีที่แล้วย่ะ เชยแล้วป้า" คำพูดของฟางเรียกเสียงหัวเราะดังให้ทั้งห้องที่กำลังเงียบฟังทั้งสองคุยกันอ ยู่
แล้วไปป์ที่เงียบมาพักนึงก็พูดแทรกขึ้นมาว่า
"อีกสามสิบวินาที"
"เอ้าทุกคน เงียบ" โอสั่ง แล้วเสียงทั้งห้องก็เงียบไป
"สิบ"
"เก้า"
"แปด"
"เจ็ด"
"หก"
"ห้า"
"สี่"
"สาม"
"สอง"
"หนึ่ง"
ครืด!
ชายวัยกลางคนท่าทางภูมิฐานเปิดประตูหน้าห้องเข้ามา แล้วถังน้ำก็คว่ำลง
เฟี้ยว... บุ๊งๆๆๆๆ!
น้ำที่กำลังจะเทใส่ศีรษะผู้ชายคนดังกล่าวกลับกลายเป็นกระดาษสีรุ้งพร้อมริ้วๆ อย่างสวยงามแล้วโปรยลงมาบนหัวของชายคนดังกล่าว
"สวัสดีเทอมใหม่ครับ/ค่ะอาจารย์" นักเรียนทั้งห้องตะโกน ^^'
"นี่พวกเธอกำลังเล่นอะไรกันอยู่!" ผู้ชายคนดังกล่าวตวาด
"ก็... ทักทายอาจารย์ไงคะ" โอซึ่งนั่งอยู่แถวหน้าสุดริมหน้าต่างของห้องตอบด้วยน้ำเสียงยียวนเล็กน้อย
"เออ เอาเหอะๆ ยังไงก็เก็บกวาดด้วยแล้วกัน" 'อาจารย์' ถึงกับส่ายหน้าแล้วก็ปล่อยเลยตามเลย
"เอาล่ะวันนี้... ครูจะมาชี้แจงรายละเอียดการเรียนของเทอมนี้ ขอให้ทุกคนตั้งใจฟัง เพราะเป็นเรื่องสำคัญมากต่อทั้งครูและพวกเธอเอง..."
To be continue.
ลงนอร์ตันให้พ่อ~~
พอ พอ :07:
:30:
ใครเริ่ม :21:
:07: ตูเอง
ไม่คิดว่าจะเล่นกันเปรอะยังงี้
พี่แอนสั่ง อรทำตาม :25:
ลงนอร์ตั้นให้พ่อ! (ตัวหนา)
ทำให้บอร์ดนี้ ไร้คุณค่า น่าขากถุยมากๆ :13: (ตูรำคาญ จากใจเลย)
ลองเปิดคลื่นแฟตสิครับพี่เอ้
ลองลดอายุกับวุฒิภาวะลงนิดนึง
จะเข้าใจว่าทำไมมาลัยเพลงเดียวจึงเรียกคนฟังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ได้
:26:
ไม่ต้องเปิดพี่โอ้เอ้ก็แฟตแล้ว :26:
:30:
:39:
อ๊ากกกก
อีกเดืิอนเดียว
ตูจะแต่งทันมั้ยเนี่ย T_T
จริงๆกะจะเขียนเรื่องหนึ่ง
ความคิดไป3ตอนแล้ว
มือกระดิก0ตอน
:39:
อะลัลลา ~ :33:
อ้างคำพูดจาก: NanaMafia เมื่อ 04 ก.พ. 2006, 10:44 น.
อ๊ากกกก
อีกเดืิอนเดียว
ตูจะแต่งทันมั้ยเนี่ย T_T
อายุยังน้อย จะรีบแต่งไปไหน :21:
แป้กค่ะ -*-
แต่งนิยายค่ะแต่งนิยาย
ในร้านกาแฟเล็กๆแห่งหนึ่งมีแขวนกระดิ่งเล็กๆไว้ที่ประตูร้าน
ทุกครั้งที่มีแขกเข้าร้าน ก็จะทำให้กระดิ่งนั้นส่งเสียงดัง `Ding Ding`
วันหนึ่ง มีผู้ชายคนหนึ่งอายุประมาณ 30 กว่าปี เข้ามาในร้านกาแฟนี้
เจ้าของร้านสาวสวยก็รีบออกมาต้อนรับให้เขานั่งด้านใน
"กาแฟแก้วนึงครับ"
"ได้ค่ะ รอสักครู่นะคะ"
เจ้าของร้านสาวพูดพลางยิ้มให้อย่างมีมารยาทแล้วก็ไปบดเม็ดกาแฟและตั้งกาต้มกาแฟ
ชายหนุ่มนั่งมองหญิงสาวอยู่ตลอดไม่นานนัก
เจ้าของร้านสาวก็นำกาแฟมาเสิร์ฟให้ที่โต๊ะชายหนุ่ม
"ขอบคุณครับ"
"คุณเพิ่งมาเป็นครั้งแรกใช่ไหม? รู้สึกว่าที่นี่เป็นอย่างไรบ้างคะ?"
เจ้าของร้านสาวถาม
"ใช่ครับ ผมรู้สึกว่าที่นี่บรรยากาศดีมาก ๆ เลยครับ"
"ฉันก็ชอบบรรยากาศของร้านนี้มากเหมือนกันถึงแม้ว่ากิจการร้านนี้ไม่ค่อยดีนัก
ฉันกับสามีก็เสียดายไม่อยากจะปิดร้านทิ้ง" ทั้งคู่เงียบไปสักพัก
"ผมขอถามอะไรคุณบางอย่างได้ไหมครับ? เอ่อ... ก่อนที่จะถามคุณ
ผมอยากจะเล่าเรื่องเรื่องหนึ่งให้คุณฟังก่อน" ชายหนุ่มพูดถามขึ้นมา
"ได้ค่ะ คุณพูดมาได้เลย"
เจ้าของร้านสาวก็สนใจที่จะฟังชายหนุ่มก็เล่าเรื่องเรื่องหนึ่งซึ่งผ่านมานานมากแล้ว
"เมื่อก่อนผมมีแฟนคนหนึ่ง
เราสองคนก็ตัดสินใจที่จะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในอนาคตแล้ว
ความรักของเราสองคนนั้นถึงแม้จะธรรมดา แต่แค่นี้ผมก็พอใจแล้ว
เพราะผมรักเธอมากเพียงแค่มีเธออยู่ข้างๆผมก็มีความสุขมากแล้ว แต่ทว่า
ความสุขอันนี้มันช่างสั้นนักหลังจากนั้นก็มีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้นก่อนหน้าพิธีหมั้นของเราสองคนหนึ่งเดือ
น
คืนนั้นผมมีธุระต้องทำจึงไม่สามารถไปส่งเธอกลับบ้านได้ ในคืนนั้น
เธอโดนคนร้ายรุมข่มขืน..."
"แล้วหลังจากนั้นเป็นอย่างไรคะ? ความรู้สึกของคุณที่มีต่อเธอเปลี่ยนไปหรือ?"
เจ้าของร้านสาวถามด้วยความสงสาร
"ถึงแม้จะมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้น
ความรักของผมที่มีให้เธอก็คงยังมั่นคงมิได้แปรเปลี่ยนเลยสักนิด
ผมก็ตั้งใจจะจัดพิธีหมั้นขึ้นตามเดิม แต่... เธอคิดไม่ตก
เธอเชื่อว่าเธอไม่ได้เป็นเธอคนเดิมแล้ว ในวันหมั้นของเราสองคนวันนั้น
เธอผูกคอตาย โชคยังดีที่ว่าพวกเราพบเธอได้เร็ว ช่วยชีวิตเธอไว้ได้
แต่เพราะว่าสมองขาดออกซิเจนนานเกินไป
ทำให้เธออยู่ในสภาพไม่มีความรู้สึกตัวและอาจจะไม่ฟื้นขึ้นมาเลยก็ได้...
สุดท้าย เธอก็ฟื้นขึ้นมา เมื่อผมรู้ว่าเธอฟื้นขึ้นมาแล้วก็รีบไปหาเธอ
แต่พ่อแม่เธอขวางกั้นผมไว้ไม่ให้ไปพบเธอ
พวกเขาคุกเข่าลงมาขอร้องผมกลายเป็นว่าความทรงจำบางส่วนได้หายไป
หมอบอกว่าเมื่อคนโดนกระตุ้นจิตใจอย่างแรง
ก็อาจจะเลือกที่จะหลบหลีกความทางจำอันนั้นโดยการฝังลึกไว้ในใจตัวเอง
ไม่ต้องการที่จะจำเรื่องเลวร้ายนั้นอีก
เธอลืมหมดทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับเขาด้วย
พ่อแม่เธอขอร้องให้ผมอย่าเพิ่งไปพบเธอสักพัก
เขาไม่ต้องการให้เธอนึกถึงเรื่องน่าเศร้านั้นอีก เพราะกลัวว่าเธอจะฆ่าตัวตายอีก
บังเอิญเจอกันในที่อื่น ก็จะทำเป็นไม่รู้จัก ไม่ทักทายกันเด็ดขาด
ช่วงเวลานั้นมันช่างทรมานยิ่งนัก อยากรักเธอ แต่ไม่อาจทำได้ อยากจะพบหน้าเธอ
แต่ก็ไปพบไม่ได้ วันนี้ เป็นวันครบสิบปีนั้นแล้ว"
"ขอแสดงความยินดีให้ด้วยค่ะ คุณรอคอยมาสิบปีแล้ว
ในที่สุดวันนี้ก็สามารถไปพบเธอได้แล้ว"
"ใช่ครับ แต่... ยิ่งใกล้ถึงเวลานี้ ผมก็ยิ่งกลัว สิบปีที่ผ่านมานี้
ความรักผมนั้นยังไม่เปลี่ยน แต่ตัวเธอล่ะ? ถ้าผมเล่าเรื่องในอดีตให้เธอฟัง
เธอก็ยังจำผมไม่ได้ แล้วผมจะทำยังไงดีล่ะ? หรือว่าเธอได้แต่งงานไปแล้ว
ผมควรจะทำเช่นไรดี? เพราะเช่นนี้ ผมอยากจะถามคุณว่า คุณคิดอย่างไร?
ถ้าแฟนผมคนนี้แต่งงานไปแล้ว ผมควรจะบอกให้เธอ ได้รับรู้เรื่องนี้มั้ย?"
เจ้าของร้านสาวก็พูดอย่างจริงใจว่า
"ถ้าสมมุติว่าเธอมีแฟนแล้วก็ไม่เป็นไร เพราะทั้งสองฝ่ายยังไม่ได้ แต่งงานกัน
คุณยังมีโอกาส
แต่ถ้าเธอคนนั้นได้แต่งงานมีครอบครัวไปแล้วคุณก็ไม่ควรไปทำลายครอบครัวเขา"
ชายหนุ่มได้รับฟังแล้ว ก็แค่ตอบสั้น ๆ ด้วยความผิดหวัง... "นั่นสินะ..."
`Ding Ding` พอดีเวลานี้ก็มีแขกคนอื่นเข้ามาในร้าน
เจ้าของร้านสาวก็พูดกับชายหนุ่มว่า
"ฉันต้องไปต้อนรับแขกแล้ว เชิญตามสบายนะคะ"
เธอเดินออกไปได้สองก้าว ก็หันกลับมาถามเขาว่า "จริงสิ
คุณเพิ่งมาที่นี่เป็นครั้งแรก ยังไม่ค่อยสนิทกับฉันมากนัก
ทำไมถึงเล่าเรื่องนี้ให้ฉันฟังล่ะคะ?"
"เพราะว่า เธอคนนั้นเคยพูดเอาไว้ว่า หลังแต่งงานแล้ว เธออยากจะเปิดร้านกาแฟเล็ก
ๆ อย่างนี้เหมือนกัน"
เจ้าของร้านสาวคิดสักครู่ถึงตอบออกมา "อ๋อ อย่างนี้เองหรือคะ"
พูดจบเธอก็หันหลังกลับเดินไปต้อนรับแขกที่เข้ามาใหม่....
ชายหนุ่มมองตามร่างของเจ้าของร้านสาวนั้น..
น้ำตาเขาค่อยๆหยาดไหลออกมา..
เขาตัดสินใจไม่บอกเธอว่า แท้จริงแล้วเขามาที่ร้านนี้เพื่ออะไร
..แฟนของเขาคนนั้น.. อยู่ใกล้แค่เอื้อม.. แต่ความสัมพันธ์ระหว่างเขาและ
เธอนั้นมันช่างห่างไกลกันเหลือเกิน..
กาแฟในแก้วนั้น ก็ไม่รู้เย็นลงตั้งแต่เมื่อไหร่...
:05: :05: :05: :05: :05: :05: :05: :05: :05: :05: :05: :05: :05: :05: :05: :05: :05: :05: :05: :05:
เคยอ่านใน fwd เมลล์แล้วค่ะ ขอบคุณค่ะ
อืม
แต่นี่มันรวมงานเขียน
แปลว่าต้องแต่งเองสิ :27:
เศร้าดี :05:
:05: :05: :05: :05: :05: :05:
สงสารอ่าาา
อ้าว นึกว่าแต่งเอง
:08:
ต้องไปที่จู๋ฟอร์เวิร์ดงามๆนะครับ
:42:
ขุดซากมันขึ้นมา :02:
เพราะเป็นอันเดียวที่ตัวเองดูมีภูมิฐานที่สุด :30:
The Quest
Episode I : Part I
บทที่ 2 : ความจริง
รุซโซพยายามเก็บงำอาการตื่นเต้น เมื่อคาร์ลอสถอดดาบทั้งหกเล่มของเขาวางช้า ๆ ลงบนโต๊ะเก่า ๆ ในโบสถ์ เขาสังเกตเห็นว่าแต่ละเล่มมีลวดลายแตกต่างกัน โดยเฉพาะเล่มหนึ่งที่ดูด้ามจะเอี่ยมเสียเหลือเกิน เหมือนเจ้าของจะไม่เคยสัมผัสมันมาก่อน ดาบทั้งหกเล่มส่งกลิ่นอายที่ทำให้รุซโซรู้สึกกดดันแบบแปลก ๆ
พวกนี้ไม่ใช่ดาบธรรมดาแน่...
เขาคิดในใจขณะที่คาร์ลอสถอดแว่นกันแดดสีชาออก เด็กหนุ่มดูจะหน้าอ่อนลง และอย่างไรรอยยิ้มก็ไม่จางหายไปจากใบหน้าสีเนื้อ เขาพยักเพยิดไปทางเจอรัล หนุ่มจอมเวทย์ใส่เสื้อคลุมสีครีม ที่กำลังนั่งลงบนเศษซากของหลังคาโบสถ์ บรรยากาศตอนนี้เงียบสงัด เพราะเหล่าผู้คนต่างพากันทยอยหนีหายไปกันหมดแล้ว ไม่เว้นแม้แต่หลวงพ่อที่ไม่เคยย้ายไปไหนเลยก็ยังต้องพ่ายแพ้ต่อความน่ากลัวของ สิ่งเหล่านั้น
"ตกลงพวกนายจะอธิบายเรื่องทั้งหมดให้พวกชั้นฟังงั้นหรอ" อังเดรเอ่ยถามก่อนเป็นคนแรก ดูดวงหน้าเขาเรียบ ๆ ไม่มีความรู้สึกสงสัยหรือตกใจแสดงออกมา
ถึงแม้ว่าเมื่อกี้เขาพึ่งจะหั่นนกยักษ์แหลกไปตัวนึงแล้วก็เถอะ...
"พูดอย่างนั้นก็ถูก" เจอรัลเอ่ยตอบสั้น ๆ ดูแววตาและน้ำเสียงเขาจะดูเป็นมิตรขึ้นมาก ตั้งแต่รู้ว่าทั้งสองเป็น ตัวอะไรซักอย่างที่ชื่อเอสแอล
"พวกนายรู้เรื่องเจ้าพลังแปลก ๆ ของพวกเรานี่ด้วยงั้นหรอ" รุซโซถาม พลางดีดนิ้วเล่น ๆ ก่อนที่จะเกิดไฟฟ้าสถิตขึ้นที่ปลายนิ้วอย่างไม่ได้ตั้งใจ "ทั้ง ๆ ที่พวกเรายังไม่รู้เลยเนี่ยนะ"
"มีอีกหลายอย่างที่คนธรรมดาไม่รู้ครับ" คาร์ลอสเอ่ยตอบอย่างสุภาพ ก่อนจะหยิบแว่นที่เช็ดจนสะอาดแล้วกลับมาใส่ใหม่ "อย่างเช่นเรื่องการมีตัวตนอยู่ของพวกเรา"
"พวกเราคือแวเรี่ยน" เจอรัลเอ่ยต่อ พลางชูเครื่องหมายสัญลักษณ์รูปร่างแปลก ๆ เหมือนพระอาทิตย์มีแฉกเป็นเสี้ยว ๆ "หรือกองปราบปรามและทำลายล้างเผ่าพันธุ์ปีศาจ"
"ทำลายล้างอะไรนะ" รุซโซถามย้อน เจอรัลพ่นลมหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย
"ปี - ศาจ" เด็กหนุ่มผมดำย้ำ
แหงหละ สำหรับคนที่ได้ยินคำว่าปีศาจซ้ำ ๆ กันจนชินหูแล้วย่อมไม่แปลกใจกับของแค่นี้ แต่รุซโซกับอังเดรไม่ใช่ พวกเขาไม่เคยคิดว่าจะมีสิ่งมีชีวิตแบบนั้นอยู่บนโลกมาก่อน - ตอนนี้ท้องฟ้าแจ่มใสเป็นเวลาเที่ยงวัน แต่รุซโซเหมือนตัวเองกำลังก้าวเข้าไปในความมืดมิด ความจริงของโลกที่ไม่เคยถูกบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ ความจริงที่มนุษย์ธรรมดาไม่เคยแม้แต่ล่วงรู้
"ทุกวันนี้มีพวกมันมากจนน่าตกใจ" เขาเอ่ยต่ออย่างเคร่งเครียด "พวกมันปรากฏตัวอยู่แถว ๆ เมืองชายฝั่ง เช่นเมืองพวกนายแล้วก็เมืองท่าต่าง ๆ - พวกมันเป็นปีศาจ ร่างกายใหญ่โตดุร้าย มีการแบ่งชนชั้น และที่สำคัญที่สุด - มันไม่ใช่ปีศาจโง่ ๆ ที่พวกนายเห็นกันในรายการหนัง - มันคือ ปีศาจ ทั้งทางร่ายกายและหัวสมอง"
"นายกำลังหมายความว่าปีศาจพวกนี้มีความคิด" อังเดรเอ่ยช้า ๆ อย่างระมัดระวัง
"ถูกต้อง มากกว่ามนุษย์เสียด้วยซ้ำ มันฉลาดกว่า หลักแหลมกว่า เสียแต่มีพวกมันแค่ไม่กี่ตัวที่เป็นเช่นนั้น"
รุซโซนึกเห็นด้วยในใจ เพราะเขาแน่ใจว่าเจ้ายักษ์บ้าที่วิ่งไล่เขาเมื่อเช้าตัวนั้นคงไม่มีสมองขนาดเรียนฟิสิกส์ได้เก่งกว่าเขาหรอก
"ตัวฉลาดที่สุดเลยได้เป็นหัวโจกสินะ" อังเดรเดา แต่คาร์ลอสส่ายหัว
"ตัวที่เก่งที่สุดต่างหากล่ะครับ" เขาเอ่ยแก้ "เพราะเผ่าปีศาจนั้นมีพละกำลังเกินกว่ากำลังสมองของมันหลายสิบเท่าครับ - ตัวที่ฉลาดที่สุดเลยได้เป็นแค่กุนซือ"
"ใครล่ะเก่งที่สุด"
แต่คำถามนี้ทั้งสองคนถึงกับชะงัก ด้วยเหตุผลอะไรไม่ทราบ รุซโซรู้สึกได้ว่าทั้งสองคนไม่รู้
"ไม่มีหนังสือใด ปีศาจตนใด หรือจารึกใดบอกชื่อจ้าวปีศาจตนนั้นไว้" เจอรัลตอบอย่างช้า ๆ "เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าศัตรูตัวฉกาจของเรามีแม่ทัพชื่ออะไร ฟังดูแย่เหมือนกัน"
ทั้งสี่เงียบไปอยู่พักใหญ่ รุซโซจมเงียบอยู่กับความคิดของตน ทุกวันนี้พวกเขานอนหลับอย่างสบายใจ โดยไม่รู้ว่ามีปีศาจนับหมื่นนับแสนจ่ออยู่ใต้จมูกของมนุษย์งั้นเหรอ พวกเขาไม่รู้อะไรเลยเหรอ เวลาผ่านไป มีเพียงความเงียบและเสียงลมหวีดหวิวที่ลอดผ่านเพดานที่พังทลายเข้ามาในห้อง กับเสียงเช็ดดาบของคาร์ลอส อังเดรนั่งไขว่ห้างครุ่นคิดอยู่คนเดียว เจอรัลนั่งรอทั้งสองคนถามคำถามอะไรต่อ ส่วนรุซโซนั้นเงยหน้ามองเพดาน
"พวกมันมีมากเท่าไหร่"
"มีแค่หนึ่งในสิบของมนุษย์บนโลก - แต่เมื่อกี้นายก็เห็นแล้วนี่ ว่าปีศาจชั้นต่ำเพียงไม่กี่ตัวก็พอจะล้างเมืองนี้ได้แล้ว" เจอรัลตอบ
"แล้วพวกมันอาศัยอยู่ที่ไหนล่ะ"
"ทวีปเล็ก ๆ ทางตะวันออกเฉียงใต้ของทวีปใหญ่ คนสมัยก่อนเขาเรียกกันว่า ออสเตรเลีย นั่นแหละ"
"ออสเตรเลีย - ทวีปที่ถูกลืม..." อังเดรพึมพำเบา ๆ มือขวาลูบคางอย่างใช้ความคิด "แล้วในเมื่อพวกนายรู้ แล้วทำไมไม่ออกไปจัดการให้สิ้นซากล่ะ"
เจอรัลแค่นหัวเราะอย่างหงุดหงิด
"นายคิดว่าแวเรี่ยนมีซักกี่คนกัน"
รุซโซเงยหน้ามองคาร์ลอสกับเจอรัล น่าจะจริงอย่างที่เขาว่า การจะหาคนที่มีทั้งฝีมือทั้งพรสวรรค์มันไม่ง่าย และมีจำนวนน้อยด้วย
"ตอนนี้มีแวเรี่ยนกี่คน"
"ไม่ถึงห้าพัน" เจอรัลตอบกลับ "เรียกได้ว่าถ้าพวกปีศาจมันยกทั้งทวีปมาจัดการเรา ไม่มีใครรอดแน่"
"แล้วทำไมพวกมันถึงไม่ยกมา"
"มันยังเกรงกองทัพอิสระอยู่ครับ" คาร์ลอสตอบแทน เงยหน้าจากดาบเล่มที่เช็ดอยู่ ดันแว่นขึ้นไปบนดั้งเล็กน้อย "ทำให้ไม่กล้าบุ่มบ่ามทำอะไร - เพราะถ้ายกมา ก็หมายความว่าแหล่งกบดานมันจะอ่อนกำลังลงทันที"
"กองทัพอิสระเป็นกองทัพที่ไม่ขึ้นต่อฝ่ายใด" เจอรัลเอ่ยขัดอย่างล่วงรู้ "เร่งสะสมกองกำลังและคนมีฝีมือ ทุกวันนี้ก็แย่งพวกเอสแอลกับเราอยู่"
"เอสแอล?"
"SupernaturaL" เจอรัลตอบ "ไม่ต้องมางงเลย - พวกคนเหนือธรรมชาติไงล่ะ"
"เป็นคนที่มีความสามารถในทางด้านมากจนเกินระดับมนุษย์ปกติครับ" คาร์ลอสอธิบายต่อเพื่อให้เจอรัลได้พักหายใจ "เช่นพลังของคุณอังเดร ที่สร้างมีดจากอากาศได้ หรือของคุณรุซโซ ที่ใช้พลังสายฟ้าได้ ทั้งหมดนี้เป็นพลังของเอสแอลครับ - พลังของแต่ละคนจะดีหรือไม่ดีคละเคล้ากันไป - แต่ละคนต้องมองพลังตัวเองให้ออกก่อนจึงจะใช้ได้แบบเต็มพิกัดครับ"
"แล้วไอ่พลังมีดของชั้นเนี่ย - มันไม่ใช่พลังที่ไว้สร้างมีดโดยเฉพาะใช่มั้ย - ถ้างั้นมันจะเป็นอะไรหละ" อังเดรเอ่ย พลันมีดสีใสก็ปรากฏขึ้นที่มือขวาของเขาอย่างรวดเร็วระหว่างพูด
"ชั้นเองก็ดูไม่ค่อยจะออก - แต่สงสัยว่ามันจะเป็นพลังควบคุมอากาศมากกว่า" จอมเวทหนุ่มออกความเห็น "เช่นว่านายสร้างมีดโดยการอัดอากาศเปล่าบริเวณนั้นให้รวมโมเลกุลกันจนกลายเป็นของแข็ง - ถ้านายฝึกฝนบ่อย ๆ ก็น่าจะเปลี่ยนอากาศเป็นอย่างอื่นที่ใหญ่กว่านั้นได้อีกหละมั้ง"
"ไม่มีคำว่ามั้งจะดีมาก" อังเดรเอ่ยทิ้งท้าย ก่อนจะพยายามสร้างมีดขึ้นมาใหม่ โดยให้มันใหญ่ขึ้นกว่าเดิม
"มีเรื่องแปลก ๆ อย่างนี้มานานแล้ว แต่ทำไมไม่มีใครรู้เลย" รุซโซถามสิ่งที่เขาสงสัยมากที่สุด
"รัฐบาลโลกไม่อยากให้มนุษย์ตื่นตกใจ - เลยพยายามปิดทุกอย่างเกี่ยวกับเรื่องนี้ ก่อตั้งเซ็นเตอร์ทั้งสามแห่งเพื่อทำงานเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเฉพาะ - ทำให้พอปิดข่าวอย่างถูลู่ถูกังไปได้ - แต่ก็คงอีกไม่นาน - นับวันจำนวนปีศาจที่เข้ามาในทวีปใหญ่เริ่มจะมากขึ้นทุกที - จนตอนนี้พวกเราหน่วยบุกแทบจะลุกไม่ขึ้นกันอยู่แล้ว"
"แล้วเซ็นเตอร์ของพวกนายเนี่ยมีสามสาขา - แต่ละสาขานี่มันทำหน้าที่อะไรบ้างหละ" เด็กหนุ่มตาสีม่วงออกปากถาม
"ก็สาขาแรก แอทแทคเกอร์คือสาขาที่พวกผมกับคุณเจอรัลอยู่ครับ เน้นเกี่ยวกับการฝึกต่อสู้และการกวาดล้าง - ส่วนหน่วยที่จะมาเก็บกวาดทีหลังเป็นสาขาที่สอง สวีปเปอร์ครับ มีหน้าที่เกี่ยวกับพวกงานล้างความทรงจำช่วงสั้น ๆ ของคนเห็นเหตุการณ์ และเก็บกวาดพวกตัวที่ยังเหลือรอดอยู่ และสาขาที่สาม รีเสิร์จเชอร์ - เป็นสาขาที่ทำการติดต่อสื่อสารและค้นคว้าข้อมูลหลักให้กับทั้งสองสาขาในการตัดสินใจครับ" คาร์ลอสอธิบาย "อีกเดี๋ยวสวีบเปอร์ก็คงจะมาแล้วล่ะครับ"
ยังไม่ทันสิ้นเสียงดี ก็เกิดเสียงเหมือนเฮลิคอปเตอร์ขนาดยักษ์บินผ่านโบสถ์ไปทางด้านหลังอย่างรวดเร็ว รุซโซเงยหน้าขึ้นมองผ่านหลังคาที่ทะลุเป็นรูโหว่ และก็พบกับยานบินขนาดยักษ์ รูปร่างเป็นแผ่นสี่เหลี่ยม มีส่วนต่าง ๆ ต่อยื่นออกมามากมาย ขนาดของมันพอ ๆ กับโบสถ์นี้เห็นจะได้ และแล้วมันก็หยุดนิ่งอยู่กลางอากาศ และค่อย ๆ ลดเพดานบินลง
ครืน!!!
ลมจากไอพ่นพัดเอาฝุ่นรอบ ๆ ตัวพวกเขาปลิวไปทั่ว เสื้อของทุกคนสะบัดไปตามแรงลม รุซโซต้องเอามือบังตาไว้ เพราะลมที่แรงกับเศษผงที่มากมาย ยานลำนั้นกางขาที่เหมือนกับเสาหลักออกมาเพื่อลงจอด ทางเดินปูลงมาจากใต้ท้องยาน และอีกซักพักกว่าเครื่องจะดับลง
"ชั้นคิดว่าเขาควรจะไปเปลี่ยนดีไซน์ยานได้แล้วนะ - เหมือนมนุษย์ต่างดาวชะมัด" อังเดรเอ่ยแซว รุซโซกับเจอรัลพยักหน้าเห็นด้วย แต่คาร์ลอสกลับพ่นลมออกจากจมูกอย่างเบื่อ ๆ ก็แว่นเขามันเปื้อนฝุ่นอีกแล้วหนะสิ
"พวกนายรู้จักพวกนี้ ใช่มั้ย" รุซโซถาม เจอรัลส่ายหน้า แต่คาร์ลอสไม่ได้ตอบเพราะกำลังสาละวนอยู่กับการเช็ดแว่นรอบที่สอง
"นายดูสิว่าพวกเค้าติดอาร์มสีอะไร" เจอรัลแนะนำ
รุซโซเพ่งสายตามองชายสีห้าคนที่กำลังก้าวลงมาจากยาน พวกเขาแต่งกายแบบเดียวกับคาร์ลอส คือเป็นเครื่องแบบของสถาบันเหมือนกัน แต่ต่างกันตรงที่มันเป็นสีแดงทั้งตัว และอาร์มก็เป็นสีดำสนิท
"สีดำ" อังเดรเอ่ยก่อนรุซโซ
"ถ้างั้นก็ใช่ครับ" คาร์ลอสเอ่ย เขาเดินมาหยุดอยู่ข้าง ๆ เจอรัล "แต่ว่าช่วงนี้มันเข้าช่วง กิจกรรม ของพวกนั้นแล้วไม่ใช่หรอครับ"
"จริงหรอ!!!" เจอรัลหันกลับมาถาม สีหน้าตื่นตระหนก "แย่หละสิ ยังไม่ได้หาที่ให้ชาวเมืองไปหลบเลย - รออยู่นี่ก่อนนะคาร์ลอส ชั้นจะไปต่อรองเรื่องเวลา"
"ครับ" คาร์ลอสยิ้มรับ ก่อนที่เจอรัลจะออกเดินไปทางประตูหลังของโบสถ์ ที่ตอนนี้เหลือเพียงโครงเหล็กเปล่า ๆ เพราะพวกปีศาจ
"เทศกาลอะไร" อังเดรถาม
"เป็นเหมือนกับการสอบไล่ของทางโน้นหนะครับ จะเป็นการพลิกแผ่นดินตามล่าสัตว์ประหลาดที่เหลืออยู่ - แล้วก็บันทึกจำนวนปีศาจที่ตนเองฆ่า ไปส่งให้สถาบัน - แต่ปัญหาคือพวกนี้จะไม่สนใจสิ่งรอบตัวเลยนอกจากสัตว์ประหลาด - ทำให้ชาวเมืองมักจะโดนลูกหลงอยู่เสมอหนะครับ" คาร์ลอสอธิบาย พลางจ้องมองกลุ่มสวีปเปอร์ที่กำลังหยิบอาวุธสารพัดชนิดขึ้นมาเตรียมพร้อมอย่างไม่วางตา
"เล่นอะไรไม่ระวังกันเลย" อังเดรบ่นอุบ
"ยังไงก็ไม่เกี่ยวกับพวกเราอยู่แล้ว" รุซโซพูดตัดบท "คาร์ลอส นายบอกมาซิว่าทำไมนายต้องมานั่งบอกเรื่องทั้งหมดกับพวกเรา เพียงเพราะเราเป็นคนไม่ธรรมดาหนะ"
"เพราะว่า..." คาร์ลอสลากเสียง "ผมเอาข้อเสนอของทางสถาบันแอคแทคเกอร์มาให้พวกเอสแอลหนะครับ"
"ข้อเสนอ ?" อังเดรทวนคำ คาร์ลอสพยักหน้าหงึก
"เป็นข้อเสนอที่ตัดสินใจง่ายครับ แค่เอาหรือไม่เอา" คาร์ลอสเริ่มพูดเสียงสบาย ๆ เหมือนคุยเรื่องทั่ว ๆ ไป "ผมอยากจะเสนอให้พวกคุณเข้าเรียนที่สถาบันเอทีเอส (A.T.S.) ครับ"
"หมายถึงสถาบันของพวกนายหรอ" รุซโซถามกลับ
"แล้วจู่ ๆ มาถามอะไรปุบปับเลยเนี่ยนะ บังคับกันรึเปล่า" อังเดรเอ่ยเสริม "เหมือนจะบังคับกันเลยนะ"
"ไม่ได้บังคับนะครับ" คาร์ลอสเอ่ยยิ้ม ๆ อย่างขบขัน "แต่ว่าถ้าคุณไม่รับข้อเสนอสบาย ๆ ของผมตอนนี้ - คุณมีโอกาสจะเจอกับ ข้อเสนอ ที่หนักกว่านี้ก็ได้นะครับ
"นายหมายความว่ายังไงอีกหละ"
"คือ - ช่วงนี้เอสแอลเริ่มลดจำนวนลงเรื่อย ๆ ครับ - ทำให้ระหว่างสถาบันของเรากับกองทัพอิสระที่ต้องการเอสแอลเหมือน ๆ กัน เกิดการแย่งชิงเด็กที่มีพลังเอสแอลกันครับ - ซึ่งก็แน่นอน พวกคุณที่มีพลังเอสแอลทั้งคู่ รับรองครับว่าไม่ช้าก็เร็ว พวกเค้าก็ต้องมาที่นี่เพื่อบังคับคุณไปเข้าพวกอยู่ดี"
คาร์ลอสเว้นช่วงไปชั่วครู่ ยกแว่นที่เช็ดเสร็จแล้วขึ้นมาส่องหาฝุ่น แล้วจึงใส่อย่างนุ่มนวล ก่อนหันมามองรุซโซด้วยท่าทีคิดว่าเท่นักเท่หนา
"แต่ว่าพวกเค้าดูแลกันแบบทหาร ไม่ค่อยจะถนอมน้ำใจกัน และถ้าไปเข้ากับพวกนั้นก็เป็นศัตรูกับรัฐบาลโลก ก็เท่านั้นแหละครับ" คาร์ลอสทิ้งท้ายก่อนหัวเราะหึหึ
รุซโซถึงกับกุมขมับด้วยความเซ็ง
นี่มันมัดมือชกชัด ๆ ไหงบอกว่าไม่บังคับไงหละวะ
รุซโซกับอังเดรหันหน้าเข้าหากันเป็นเชิงปรึกษา พลางโบกมือไล่คาร์ลอสที่ยังงง ๆ อยู่ให้ออกไปข้างนอก
"นายว่ายังไง" รุซโซถามก่อน
"ชั้นว่าก็ไม่เลว อาหารกับค่าเรียนก็ฟรีนี่ ไม่งั้นหมอนั่นคงไม่ออกปากชวนพวกเราหรอก" อังเดรเอ่ยสบาย ๆ ตามแบบฉบับของเขา "มีแต่ได้กับได้"
"แล้วเรื่อง...แจ๊คหละ" รุซโซถาม ตอนแรกเขาจะพูดว่า แล้วเรื่องเมืองนี้หละ แต่แล้วพอคิดถึงเรื่องสภาพเมืองที่ถูกทำลายจนย่อยยับไม่เหลือให้บอกลา จึงตัดสินใจพูดเรื่องเจ้าของบาร์ใจดีแทน
"เราก็ไปลาเขาสิ - รึไม่ก็ให้สองคนโน่นพาไปส่งเมืองอื่นก็ได้" อังเดรแก้ปัญหาอย่างรวดเร็ว
รุซโซรู้สึกเซ็ง ๆ ที่มาขอปรึกษากับคนรักสนุกแบบนี้ ก็หมอนี่เวลาเห็นอะไรน่าสนใจ ห้ามอย่างไรก็ไม่สน แล้วพอเสนอปัญหาต่าง ๆ นานา กลับกลายเป็นว่าเจ้าตัวฉลาดเป็นกรด แก้มันได้ซะทุกเรื่อง ทั้ง ๆ ที่เมื่อก่อนไม่เคยแม้แต่จะใช้เวลาขบคิด - แต่รุซโซเองก็ไม่อยากจะแยกจากเพื่อนคนนี้ไปเท่าไหร่นัก เลยต้องยอมรับข้อเสนอของเจ้าหัวทองนี่ไปอย่างเสียไม่ได้
"ตกลง แต่เราต้องไปลาแจ๊คก่อนนะเว้ย" เด็กหนุ่มผมดำย้ำอีกครั้ง โดยมีอังเดรพยักหน้าตอบรับ
"เฮ้ คาร์ลอส" รุซโซร้องเรียก "เดี๋ยวพวกชั้นจะกลับมาให้คำตอบนะ"
คาร์ลอสเพียงแต่พยักหน้าให้ ก่อนจะขยับแว่นกันแดดสีชาของเขาให้เข้าที่ และหันไปปรึกษากับสวีปเปอร์ต่อ ทั้งสองจึงออกเดินไปทางถนนหลัก เพื่อเริ่มตามหาชายหนุ่มเจ้าของโรงเหล้าที่ไม่รู้หลบไปอยู่ที่ไหนแล้ว
เมืองทั้งเมืองมีแต่เศษซากของตึกและบ้านช่องที่ถูกทำลาย เปลวไฟบางแห่งยังคงลุกโหม รุซโซกับอังเดรค่อย ๆ เดินไต่กองอิฐกลางถนนอย่างระมัดระวัง พื้นที่ที่เคยเป็นสี่แยก บัดนี้กลายสภาพเป็นหลุมยักษ์ และรอบด้านมีหลุมเล็ก ๆ จากแรงสะเก็ดระเบิดอยู่มากมาย ซากรถและเสาไฟฟ้ากระจายอยู่รอบ ๆ รั้วบ้านและต้นไม้หักล้มอย่างเละเทะ สภาพนี้ดูไม่เหมือนเมืองแม้ซักนิด
ใครจะไปรู้ ว่าเวลาเพียงตื่นหนึ่ง จะทำให้เขาไม่เห็นภาพอันสดใสของเมืองตัวเองอีกตลอดกาล
"เจอบาร์มั้ยรุซโซ" อังเดรถาม เพราะรุซโซปีนขึ้นไปนั่งบนดาดฟ้าตึกพัง ๆ ที่ยังคงเหลืออยู่
"เจอแล้ว โดนเสาล้มทับพังไปครึ่งร้าน รู้สึกว่าข้างในจะไฟไหม้ด้วย" เด็กหนุ่มเอ่ยตอบเสียงจืด "นายคิดว่าเขาจะอยู่ที่นั่นหรอ"
ชั้นไม่คิดว่าเขาจะมีชีวิตอยู่ด้วยซ้ำ
รุซโซคิดอย่างเศร้า ๆ พลางกระโดดลงมายืนบนแท่งปูนที่เสียบลงไปบนพื้นถนนจนกลายเป็นเหมือนเสาผุ ๆ
"ตกลงว่าไง"
"ไม่คิดว่าเขาจะรอดนะ" อังเดรเอ่ยอย่างเกรง ๆ ก่อนจะมองไปรอบ ๆ "ไม่เห็นคนซักคนที่อยู่แถวนี้ - ถ้าคนไหนรอดป่านนี้น่าจะออกมาขอความช่วยเหลือแล้วหละ"
คำพูดของอังเดรช่างตอกย้ำใจของเขาจริง ๆ
แจ๊ค...ตายแล้ว
-----------------------------
"กลับมาแล้วหรอ" เจอรัลเอ่ยทัก เมื่อเห็นสองหนุ่มเดินตรงมา "ตกลงว่าไง"
"ข้อเสนอของนาย" อังเดรเอ่ยเสียงเรียบ "เราขอ..."
"คิดให้ดีนะ พวกนายมีโอกาสแค่ครั้งเดียว" เจอรัลเอ่ยเสียงเครียดขัดขึ้นมาก่อน "หลังจากนี้ นายจะต้องเจอกับเรื่องเสี่ยงตาย เรื่องหนักกาย หนักใจ นายจะอยู่ในโลกที่พวกนายไม่เคยรู้จัก และพวกนายไม่มีสิทธิ์จะไปเรียกร้องกับใคร เพราะหลังจากที่นายตอบตกลง นายอยู่ในปกครองของพวกเราทันที"
อังเดรชะงักไปชั่วครู่ รุซโซเห็นเขาเม้มปากแน่นอย่างใช้ความคิด ทุกอย่างเริ่มตึงเครียดขึ้นเมื่อมีคำว่า 'ชีวิต' เข้ามาเกี่ยวข้อง แสดงว่านี่เป็นสัญญาไปในตัว สัญญาที่หมายถึงความปลอดภัยจะหายไปในชีวิตของเขา คงเหลือแต่ความลำบากและความสูญเสีย ทุกอย่างขึ้นอยู่กับคำต่อไปที่อังเดรกำลังจะพูดออกมา
คำต่อไปของเด็กหนุ่มผมสีทองอ่อนจะเปลี่ยนชีวิตของรุซโซและอังเดรไปตลอดกาล...
"เราขอปฏิเสธ"
"??!!" รุซโซถลึงตามองเพื่อนคู่กายอย่างนึกไม่ถึง ก็ไหนแกบอกว่าจะไปไงวะ?!
อังเดรหันมามองรุซโซที่ยืนอึ้งอยู่ข้าง ๆ
"ขอโทษนะรุซโซ - แต่ชั้นไม่อยากให้นายต้องเสี่ยง" อังเดรหันไปมองทั้งสองคน เจอรัลที่ตีหน้าเรียบสงบ กับคาร์ลอสที่ยิ้มน้อย ๆ อย่างมีเลศนัย "ได้ยินแล้วสินะ..."
"อือ" เจอรัลตอบ "ถ้างั้นชั้นกับคาร์ลอสจะกลับเลยก็แล้วกัน"
"ได้ยินก็ดีแล้ว เพราะเมื่อกี้ชั้นล้อเล่น"
...
......
"มุขนิดหน่อยมาทำเป็นงง หน้าเหวอเชียวนะแก"
...............?
!!!!!!!!!!
โป๊ก!!!
กำปั้นของรุซโซกระแทกเปรี้ยงเข้าที่ท้ายทอยของไ อ้บ้าชอบล้อเล่นนั่นจนหน้าคะมำ
"มันขำมั้ยวะเนี่ย" รุซโซเอ่ยเสียงขุ่น "ชั้นล่ะก็นึกว่าแกไม่ไปจริง ๆ - เตี๊ยมกันไว้ก่อนก็ใม่ได้หรอวะ"
ส่วนเจ้าสองคนที่รับมุขไปได้แล้วหัวเราะดังลั่น
"เออ - อย่างน้อยสองคนนี่ก็ขำ" รุซโซเอ่ยเสียงเบาอย่างปลงตก ขณะที่อังเดรพยายามทรงตัวลุกขึ้นจากพื้น หลังจากโดนหมัดที่น้ำหนักมากกว่าลูกตุ้มเหวี่ยงใส่เต็มกบาล
"คลายเครียดไง คลายเครียด" อังเดรเอ่ยพลางยิ้มกว้าง
-----------------------------
หลังจากผ่านกระบวนการคลายเครียด (ที่รังแต่จะทำให้รุซโซเครียดหนักขึ้น) ของอังเดรมาได้แล้ว เจอรัลกับคาร์ลอสก็ออกเดินนำทั้งคู่ไปยังลานกว้างกลางเมือง ท่ามกลางเสียงอึกทึกของทั้งคนทั้งปีศาจ เพราะ กิจกรรม ที่คาร์ลอสว่ากำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น น่าแปลกที่ลานกว้าง ๆ แบบนี้กลับไม่มีทั้งคนและสัตว์ประหลาดโผล่ออกมาให้เห็นซักหัว
"พวกเราไม่ได้ใช้เรือเหาะเหมือนสวีปเปอร์นะครับ มันจะอึกทึกกันเกินไป" คาร์ลอสพยายามอธิบายขณะช่วยเจอรัลมองหาอะไรซักอย่าง
"แล้วใช้อะไรหละ" หนุ่มผมทองถาม
??!!!
แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครตอบ เพราะบัดนี้คาร์ลอสหันขวับไปทางถนนใหญ่ที่พวกเขาเพิ่งจะเดินผ่านมาเมื่อไม่นาน รุซโซไม่รู้ว่าแววตาหลังแว่นกันแดดของเขาเป็นเช่นไร แต่ยิ้มน้อย ๆ ที่ค่อนข้างจะขัดกับการกระทำของเขายังประทับอยู่ที่ใบหน้าเหมือนเดิม ส่วนเจอรัลหันไปในทางตรงกันข้ามกับคาร์ลอส ดวงตาจ้องเขม็งไปยังซอยเล็ก ๆ ซอยหนึ่ง
วูบ!!!
จู่ ๆ รุซโซก็รู้สึกเสียวสันหลังวาบเหมือนมีใครเอาน้ำแข็งมาจี้หลัง ความรู้สึกกดดันแบบแปลก ๆ แผ่ไปทั่วลานกว้าง อังเดรที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็ดูจะเครียดไม่แพ้กัน สองมือแบออกเหมือนผ่อนคลาย หากแต่กลุ่มควันสีขาวบาง ๆ กำลังก่อตัวเป็นมีดอยู่ในมือ...
ตุบ!!!ตุบ!!!
เด็กหนุ่มรู้สึกถึงหัวใจตนเองที่เต้นเสียดังจนแทบจะเด้งออกมาด้านนอก เขาขมวดคิ้วแน่น มือสองข้างทิ้งไว้ข้าง ๆ ตัวแต่พร้อมรับมือกับคู่ต่อสู้ทุกเมื่อ
จนในที่สุด ร่างของคนสองคนก็ค่อย ๆ เดินเข้ามาในระยะสายตา...
คนแรกใส่เสื้อยืดธรรมดา ๆ สีฟ้าอ่อนกับกางเกงยีนส์สีน้ำเงินเข้มออกดำ ที่มือมีเครื่องประดับมากมายทั้งกำไลข้อมือทั้งแหวนเต็มไปหมด ใบหน้าที่เหมือนคนอมโรคกำลังแสดงถึงความว่างเปล่าไม่รู้สึกรู้สากับเรื่องรอบตัว ผมสีแดงที่ตัดเป็นทรงลานบินกับใบหน้าเฉย ๆ นั่นไม่ได้ลดความเกรง ๆ ของรุซโซลงไปแม้แต่น้อย
ส่วนอีกคนมาในชุดสูทตัวยาวสีดำสนิท ด้านในใส่เสื้อมีปกลายทาง และกางเกงขายาวเนื้อดีสีดำ แม้แต่รองเท้าคอมแบ็ท หรือถุงมือกับหมวกคาวบอยเองก็เป็นสีดำ เหมือนมาเฟียหลงยุคมายังไงยังงั้น แต่ถึงจะอย่างไรรุซโซก็มองไม่เห็นหน้าเขาอยู่ดี
คาร์ลอสเหยียดตัวขึ้นตรง ฉีกยิ้มบาง ๆ ให้คนทั้งสองราวกับเป็นเพื่อนผู้จากกันไปนาน แต่ก่อนที่รุซโซจะพากันคลายเครียดไปด้วย มือขวาของคาร์ลอสก็เลื่อนลงมากุมด้ามดาบซะก่อน
เป็นศัตรูแล้วแกจะยิ้มให้ทำไมหละวะเนี่ย
รุซโซคิดอย่างหงุดหงิด ก่อนจะหันหลังกลับไปมองเจอรัล ที่ตอนนี้ดึงแท่งไม้ลวดลายแปลก ๆ ออกมาจากเสื้อคลุม ใบหน้าตอนนี้เคร่งเครียดพอ ๆ กับอังเดรเลยก็ว่าได้
สองคนนี้เป็นใครกัน
รุซโซคิดในใจ เพราะขนาดปีศาจตัวใหญ่ยักษ์ก็ไม่อาจทำให้ทั้งสองคนนี้ชะงักไปแม้ชั่วเสี้ยววินาที แต่กลับมาเจอเพียงแค่คนสองคน ก็ทำให้คาร์ลอสกับเจอรัลดูตื่นตระหนกได้ - ถึงแม้สองคนที่มาใหม่นั้นยังไม่ได้พูดอะไรซักคำเลยก็ตาม
คาร์ลอสกำลังดันแว่นบนจมูกของตนให้กระชับขึ้น ก่อนจะรำพึงเบา ๆ ให้รุซโซและอังเดรได้ยินว่า
"กองทัพอิสระ"
ชายสองคนหยุดนิ่งอยู่ตรงปากทางเข้าลานกว้าง
แววตานิ่งสงบของเขาทั้งสองดูแปลก ๆ จนรู้สึกตัวเย็นวาบ
"อยู่ที่นี่เอง" คนผอม ๆ ใส่เสื้อยืดเอ่ยก่อน "รู้ไหมเราตามหานายสองคนตั้งนาน - ก็แหงหละ คนผมสีดำกับผมสีทองมีกี่คนกันเล่า ถ้ามีกันแค่สองคนก็คงหาเจอไปแล้วแหละ"
รุซโซรู้สึกแปลก ๆ กับการที่ศัตรูเปิดฉากคุยก่อนอย่างเป็นกันเอง แต่จากมือของคาร์ลอสที่ยังไม่ขยับห่างออกไปจากฝักดาบเลยแม้แต่น้อยทำให้เขาตัดสินใจรอดูท่าทีคนตรงหน้าต่อจะดีกว่า
แต่พอคิดได้ดังนั้น คาร์ลอสกลับไม่คิดจะเสวนาอะไรต่ออีก
ชิ้ง!!!
ประกายแสงที่สะท้อนจากดาบฉายวาบเข้าตาเขา คาร์ลอสพุ่งออกไปแล้ว เร็วจนแทบมองตามไม่ทัน เห็นเป็นเพียงเส้นเลือน ๆ สีน้ำเงินเท่านั้น รุซโซเบิกตากว้างถึงความเร็วอันเหลือเชื่อของเด็กหนุ่มผมสีน้ำตาลคนนี้
เคร้ง!!!
เสียงของโลหะปะทะกันดังลั่นกังวานไปทั่วบริเวณ เด็กหนุ่มถลึงตามองการต่อสู้เบื้องหน้าอย่างตื่นตะลึง
เพราะใบหน้าของคาร์ลอสกลับถูกมีดฟันจนเป็นรอยเลือดจาง ๆ ไหลลงไปตรงปลายคาง!!!
เขาเร็ว แต่คู่ต่อสู้เร็วกว่า
"โอ๊ะ" คาร์ลอสเอ่ยยิ้ม ๆ ก่อนยกมือซ้ายขึ้นลูบรอยแผลของตน "เจ็บนะครับ"
"แล้วนายคิดว่าพุ่งตัวเข้ามาแล้วจะไม่โดนอะไรกลับไปหรอ" ชายหนุ่มเอ่ยด้วยรอยยิ้มยียวนผิดกับคาร์ลอส "ชั้นชื่อบรอลล์ นายหละชื่ออะไร"
"คาร์ลอสครับ" คาร์ลอสเอ่ยสีหน้ายิ้มแย้ม มือข้างขวายังคงออกแรงกดดาบซามูไรปะทะกับมีดด้ามยาวจนเสียดสีกันไปมา "ต่อไปนี้ผมไม่ออมมือแล้วนะครับ"
"ตามสบาย"
ทันทีที่สิ้นเสียง คาร์ลอสก็ออกแรงกระแทกใบมีดด้ามยาวของบรอลล์จนเขาเสียหลัก แล้วจึงดึงดาบเล่มที่สองขึ้นจากฝัก ระดมฟันเข้าใส่ฝ่ายตรงข้ามอย่างไม่ปราณี หากแต่...ชายหนุ่มผมสีแดงกลับหลบและรับได้ทุกกระบวนท่า ซ้ำยังฝากรอยแผลเล็ก ๆ ไว้กับตัวของคาร์ลอสได้หลายต่อหลายครั้ง จนกระทั่งเด็กหนุ่มฟาดดาบทั้งสองมือเข้าที่ใบหน้าของบรอลล์ แรงปะทะมหาศาลส่งผลให้ฝุ่นควันรอบข้างปลิวกระจายเป็นวงกลม
ไม่ใช่การต่อสู้ของมนุษย์แล้ว
รุซโซคิดในใจอย่างหวาดหวั่น ถึงเขาจะมองเห็นวิถีดาบของทั้งคู่ได้ แต่เขาก็เริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าจะปัดป้องได้หมด การต่อสู้ของพวกเหนือคนช่างรุนแรงและอันตรายสมคำบอกเล่าจริง ๆ
"เอาจริงซะทีสิ" บรอลล์เอ่ยเรียบ ๆ
"อย่ามาดูถูกกันสิครับ" คาร์ลอสว่า ยังคงรอยยิ้มอยู่บนหน้าได้แม้ตอนนี้เริ่มเจ็บแผลตามลำตัวบ้างแล้ว "แต่นาน ๆ ทีผมจะเจอคนเก่งอย่างคุณ เอาจริงบ้างก็คงไม่เสียหลาย"
ว่าแล้วคาร์ลอสก็กระโดดหลบคมมีดที่เหวี่ยงเข้าหาคออย่างรวดเร็ว และวินาทีนั้น รุซโซสาบานได้ว่าเห็นเขาหัวเราะ
หัวเราะทั้ง ๆ เป็นฝ่ายเสียเปรียบ
ใครจะไปรู้ว่าแรงกดดันเป็นสิ่งที่คาร์ลอสชอบมากที่สุด เขาเสียบดาบทั้งสองกลับเข้าฝัก ก่อนจะถอดแว่นกันแดดออก ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนมองตรงไปยังคู่ต่อสู้เบื้องหน้าที่พุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว นัยน์ตาที่ปกติถูกแว่นบังไว้บัดนี้ฉายชัดอยู่บนใบหน้าขาวนวล
ม่านตาสีดำสนิทกำลังหดเล็กลงจนเหมือนสัตว์ร้าย!!!
ฉับ!!!
บรอลล์ยกมีดพร้าขึ้นฟันเข้าที่ร่างของคาร์ลอส แต่เด็กหนุ่มกลับไปโผล่อยู่ด้านหลังของเขา โดยไม่มีใครสังเกตเห็นแม้แต่เงา เขาเพียงแต่ยิ้มเรียบ ๆ ตามแบบฉบับ แต่แววตาดูจะโหดกว่านั้นเยอะ เสียงฉับที่ได้ยินก็คงเป็นเสียงเสาไฟฟ้าที่ถูกผ่าเป็นสองท่อน และตอนนี้มันกำลังจะล้มลงมาโดยไม่มีใครทันตั้งตัว
กึง!!!
ชายหนุ่มจากกองทัพอิสระกระโดดหลบออกไปด้านข้างอย่างฉิวเฉียด แต่คาร์ลอสไม่ได้หลบด้วยซ้ำ เขาผ่าเสาไฟฟ้าที่กำลังล้มลงมาจนหักกระเด็น ด้วยดาบเล่มที่รุซโซไม่เคยเห็นมาก่อน ใบดาบเป็นสีแดงแปลก ๆ เหมือนสีเลือด และไอพลังสีเดียวกันกำลังหลั่งไหลออกมาจากตัวดาบ
"มุรามาสะ...?" อังเดรเอ่ยเบา ๆ อย่างตื่นตะลึง "ดาบปีศาจในตำนาน...หมอนี่ไปขุดมาจากไหน"
"ไปถามเจ้าตัวเองสิ" รุซโซตอบอย่างกวน ๆ
บรอลล์ชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยทัก
"มีดาบดีไม่บอกกันเลยนะ"
คาร์ลอสฉีกยิ้ม "ผมมีไม่กี่เล่มหรอกครับ - แต่ที่ผมสงสัยคือมีดในมือคุณหนะ...ไปเอามาจากไหนเหรอครับ"
"รู้จักมีดนี่ด้วยเรอะ" อีกฝ่ายถามกลับอย่างชื่นชม "นึกว่ามีดนี่จะเป็นมีดไร้นามซะอีก"
"สติลโต้..." คาร์ลอสเกริ่น "งั้นหรอครับ - น่าสนใจดีนี่"
รุซโซเห็นมือซ้ายของเขาจับไปที่ด้ามดาบอีกเล่มหนึ่ง
"ให้มันจบเลยก็แล้วกันนะครับ!!!"
ชิ้ง!!! ชิ้ง!!! ชิ้ง!!!
คาร์ลอสชักดาบเข้ามือสามเล่มติดต่อกัน โดยเล่มแรกจับไว้ธรรมดา แต่เล่มที่สองหนีบไว้ระหว่างนิ้วชี้กับนิ้วกลาง ดูแปลกประหลาดเหมือนกงเล็บ หากแต่อันตรายกว่ากงเล็บนับสิบเท่า วิชาดาบหกเล่มนี้ไม่เคยมีใครพบเห็นมาก่อน บรอลล์เองก็อดตกตะลึง
อยากอ่านต่อค่ะ สนุกมากๆเลย
แพทย์ประจำบ้านข้ามกาลเวลา
วศิน เดินผลักประตูกระจกกลับเข้ามาในห้องพักแพทย์ ปรับแอร์ให้เย็นขึ้นอีกเล็กน้อยก่อนที่จะเอนหลังลงนอนอย่างเหนื่อยล้า คืนนี้เป็นคืนที่มีคนไข้เข้ามาเยอะเหลือเกิน ในฐานะที่เขาเป็นแพทย์ประจำบ้านปี3แผนกอุบัติเหตุ ซึ่งอาวุโสที่สุดในเวรทำให้เขาต้องรับภาระในการตัดสินใจหลายๆอย่างในคืนนี้ แค่นึกถึงวันพรุ่งนี้ก็เหนื่อยเสียแล้ว
ไม่ได้สิ ต้องรีบพักผ่อนเพื่อที่พรุ่งนี้จะได้ไปราวน์Burn unitข้างบนและต้องไปราวน์ที่ตึกประกันสังคมที่ห่างออกไป...
งีบไปได้ไม่นานเท่าไหร่ วศินรู้สึกว่าอากาศรอบๆตัวหนักขึ้นชอบกล ทั้งยังร้อนชื้นอย่างแปลกๆ เขาลืมตาขึ้นในห้องที่มีแสงสลัวๆ ก่อนจะได้ยินเสียงตะโกนจากนอกห้อง
"คนไข้ฉุกเฉิน!"
ควานหาปาล์มที่อยู่ข้างตัว แล้วพุ่งออกไป ใจคิดไปว่าใครกันนะใช้ตะโกน ทำไมไม่โฟนเข้ามา ก่อนที่จะดันประตูออกไป.. สัมผัสบอกให้รู้ว่า ประตูเป็นไม้....
สภาพรอบๆตัวที่วศินเห็นเป็นสภาพอันไม่คุ้นตา โต๊ะ ม่านกั้นที่ควรจะอยู่ทางซ้าย หายไปไหน แล้วห้องresusทางด้านขวาล่ะหายไปไหน ตรงหน้ามีผู้ชายแต่งชุดคล้ายกับเขายืนมองด้วยท่าทางแปลกๆ แต่แม้จะไม่คุ้นหน้าแต่จิตใต้สำนึกของคนทั้งสองบอกว่าที่ยืนจ้องกันอยู่ต่าง ก็เป็นหมอกันทั้งคู่
"คนไข้โดนเหล็กขูดชาร์ปแทงที่หน้าอกจากสนามหลวง มีคนพาข้ามเรือมา ตอนมาถึงยังคลำpulseได้ BP 100/90 แต่ตอนนี้เกือบจะคลำไม่ได้แล้ว" ชายคนนั้นบอก วศินมองไปยังชายที่นอนอยู่โดยมีแผลสามเหลี่ยมเล็กๆที่หน้าอก เส้นเลือดที่คอโป่งอย่างชัดเจน พยาบาลใส่ชุดไม่คุ้นตากำลังแทงเส้นอยู่....เอ๊ะ แต่ทำไมพยาบาลถึงแทงเส้นได้ นี่เป็นหัตถการของหมอนี่นา
"เลือดออกในเยื่อหุ้มหัวใจ"วศินพูดขึ้น.. "ตามCVTเร็วเข้า ... คุณ.... "
"ปิยะ.. ตอนนี้เราไม่มีเวลาไปตามใครแล้ว และคุณต้องเข้ากับผม.."
"ผมน่ะเหรอ"วศินร้องเสียงหลง ให้แพทย์ประจำบ้านทำการผ่าตัด บ้าบอสิ้นดี การผ่าตัดthoracotomy เป็นการผ่าตัดที่ทำได้เฉพาะsubboard CVT-Pericardialologist นี่นา แล้วทำไมหมอคนนี้มาบอกให้เขาเข้าช่วย..
ปิยะมองหน้าวศินก่อนจะตอบ "ในที่นี้มีแต่เราสองคนเท่านั้นแหละที่ดูเหมือนหมอที่สุด"
****
การผ่าตัดเป็นไปได้ด้วยดีโดยที่วศินเป็นคนช่วยทำตามคำบอกซะเป็นส่วนมาก หลังจากเอาเลือดออกมาจากช่องหัวใจแล้ว ก็พอดีกับมีหมออีกสองคนเปิดประตูเข้ามา และปิยะสะกิดให้เขาออกจากfieldให้หมอทั้งสองคนที่เข้ามาทำต่อ
วศินถอดถุงมือแล้วเดินออกมา สังเกตไปรอบๆกับสภาพที่คลับคล้ายคลับคลาว่านี่เป็นตึกผู้ป่วยนอกเก่าที่อยู่ ติดถนน..
"ตอนนี้ผมคงจะถามคุณได้แล้วสินะว่าคุณเป็นใครมาจากไหน" ปิยะถาม
จะว่าแปลกก็ได้ แต่ว่าทั้งสองคนใช้เวลากันไม่นาน
ไม่นานสำหรับปิยะ ในการเชื่อว่าคนที่อยู่ตรงหน้ามาจากหลังปีคศ.2000 จากบัตรติดหน้าอกและเครื่องมือ"ต้นปาล์ม"ที่ถ่ายวีดีโอได้และมีตำราแฮริสันท ั้งเล่มในนั้น
ไม่นานสำหรับวศิน ในการเชื่อว่าตนหลุดเข้าไปอยู่ในโลกยุคก่อนคศ.2000 จากสภาพรพ.ที่เห็นรอบๆ
"นั่นตึกสูติกรรมเก่าใช่ไหม...." วศินชี้ไปทางซ้ายมือขณะเดินตรงไปทางพระรูป
"ฮะฮะ สำหรับคุณอาจจะเรียกอย่างนั้น... คุณรู้จักรึ?"ปิยะถาม
"ผมเกิดที่นั่น.... ชั้นล่างสุด" วศินพูดก่อนจะเงียบไป "เป็นเด็กรุ่นสุดท้ายก่อนที่จะปิดตึก" เขามองไปทางพระรูปข้างหน้า .... นี่เป็นความจริงสินะ สมัยของเขา จากจุดนี้จะมองเห็นหมู่ตึกรอบข้างเต็มไปหมด แต่ตอนนี้ทั้งซ้ายขวา มีแต่อาคารไม้สองชั้น เบื้องหน้า มีตึกคล้ายๆเดิม เพียงแต่มีต้นไม้สองต้นที่สูงเด่นดูแปลกตากว่าปกติ
"ผมถามอะไรคุณหน่อยสิ คุณบอกว่าคุณเป็นแพทย์ด้านไหนนะ" ปิยะกล่าว
"ผมเป็นแพทย์ประจำบ้าน สาขาส่งต่อและคัดกรองฉุกเฉิน ปี3"วศินตอบ " หน้าที่ปกติคือ คัดกรองคนไข้อุบัติเหตุ และส่งเข้าfast trackให้เร็วที่สุด อย่างเคสเมื่อครู่ ปกติผมต้องส่งเข้าลิฟท์fast track CVT เฉพาะทางเยื่อหัวใจที่อยู่ตึกตรงข้าม"
ปิยะรู้สึกขัดใจอยู่เล็กๆ เขาเองเป็นinternธรรมดา ถ้าหากคนตรงหน้านี้มาจากอนาคตจริง ก็ควรจะต้องทำอะไรได้มากๆสิ และนี่เป็นแพทย์ประจำบ้านปี3...... แต่ว่า ถ้านี่เป็นความจริง เขาก็ไม่ควรจะไปโทษวศินที่ไม่ได้รู้อะไรด้วย
"แล้วถ้าคุณเจอคนไข้เจ็บหน้าอกมาก" ปิยะถาม
"ส่งเข้าfast track chest pain ระหว่างส่งจะติดECGและอ่านผล ถ้าหากไม่ใช่MIจะแยกไปอีกทาง"
"ถ้าเจอไส้ติ่งอักเสบ"
"ต้องตามวิสัญญีแพทย์ ตามศัลยแพทย์ทางเดินอาหารมาผ่าตัดส่องกล้อง"
"ต้องตามหมอดมยารึ , กล้อง??กล้องอะไร"ปิยะถามอย่างงงงัน
"อ๋อ สมัยผม การผ่าตัดไส้ติ่งต้องทำด้วยแพทย์เฉพาะทางทางเดินอาหารเท่านั้น และการผ่าตัดทุกครั้งต้องมีแพทย์วิสัญญีเข้าด้วย"
ปิยะอ้าปากหวออย่างงงงัน ตอนนี้เขาเข้าใจท่าทีของวศินตอนที่เขาบอกให้ไปผ่าตัดแล้ว
"มันเป็นแบบนี้ตอนไหนเนี่ย" ปิยะพูดอย่างงงงัน จากปีที่เขาเห็นจากบัตรหน้าอก แสดงว่าวศินเป็นคนสมัยรุ่นลูกหรือหลานของเขาเท่านั้น ในเวลาเท่านี้ หมอหรือinternที่ฝึกในรพ.จะถูกห้ามผ่าไส้ติ่ง ห้ามผ่าตัดemergencyหลายๆอย่างเชียวหรือ
"เกิดราวๆเมื่อผมอายุ10กว่าขวบ มีการออกคำสั่งกระทรวงให้การผ่าตัดที่เกินชั้นไขมันทุกชนิดต้องทำโดยศัลยแพท ย์และต้องมีแพทย์วิสัญญีเสมอ" วศินกล่าว "หลังจากนั้นก็มีการลดเพดานกำหนดว่าแพทย์จบใหม่จะทำอะไรได้บ้าง"
"งั้นผมถามหน่อยแล้วกันว่าศัลยแพทย์สมัยคุณ ได้รับอนุญาตให้ทำอะไร" ปิยะถาม
วศินทำตาเหม่อเล็กน้อยก่อนจะตอบ " ปกติหน้าที่หลักก็คือ คอยจัดกล้องและคอยช่วยเครื่องผ่าตัดteleที่บังคับโดยศัลยแพทย์เฉพาะทางจากรพ .พีนีสซีโน่" ..... "หน้าที่อื่นๆก็ทำการผ่าตัดใหญ่ อย่างเช่นพวกผ่าฝี ไฝ หรือถ้ามีประสบการณ์มากหน่อยอาจได้ผ่าdrainหนองตามผิวหนัง แต่นั่นก็ไม่บ่อยนัก เพราะปกติต้องอยู่ภายใต้การประสานงานของหมอinfectiousด้วย"
ทั้งคู่เงียบงันไปครู่ใหญ่ๆ
"ผมมีแฟนอยู่คนนึง ตอนที่จะกลับมาเรียนต่อก็คงจะแต่งงานกัน ... ถ้ามีลูกผมก็อยากให้เขาเป็นหมอ... คุณคิดว่าในยุคของคุณ สาขาไหนที่ไปได้ดีที่สุด"ปิยะถาม
"ถ้าดูตามอายุของคุณ ลูกคุณก็จะเป็นรุ่นพี่ผมอยู่ราวๆสิบกว่าปี สาขาที่เหมาะในช่วงนั้นก็ต้องเป็นโรคผิวหนัง แต่ต้องเป็นระดับต่อยอด.."วศินพูด " หรือถ้ามาแรงที่สุดในตอนนี้ก็ต้องเป็นสาขาวิทยาการส่งต่อผู้ป่วย หรือreferologist"
"ผมจะจำไว้" ปิยะพูดเบาๆ ตอนนี้เขาคิดว่ากำลังฝันร้ายอะไรสักอย่างนึง
*****************
ปิยะเว้นช่วงสักสิบนาทีก่อนที่จะเปิดประตูห้องเข้าไป วศินหายไปแล้ว มองในแง่ดีไว้ก่อนว่าเขาคงกลับไปยุคของตนเองด้วยวิธีเดิมอย่างที่มา .... จะเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า เขาไม่มีทางรู้ได้ .....
เมื่อนึกไปถึงประโยคสุดท้ายที่คุยกันก่อนเดินออกมาจากลาน..
"แล้วทำไม ดูท่าทางอาชีพในยุคคุณน่าจะลำบากขนาดนี้ คุณถึงยังไม่เปลี่ยนอาชีพไปทำอย่างอื่นที่มันดีกว่าล่ะ"
"นั่นไง" วศินพูดขึ้น ก่อนที่ทั้งคู่จะหันไปทางเงาที่ตั้งอยู่กลางลาน.... ด้วยใจที่เข้าถึงกัน
แม้จะต่างกาลเวลากันก็ตาม
ส่งครั้งแรก thaiclinic.com
ครั้งที่สอง f0nt.com
พล็อตเรื่องภาคสอง
- แล้วหมอปิยะก็แต่งงาน มีลูก
- เลยตั้งชื่อลูกว่า "วศิน" ตามเพื่อนที่มาจากต่างภพที่พบหน้ากันเพียงชั่วครู่
- เขาอยากให้ลูกเป็นแพทย์สาขาวิทยาการส่งต่อผู้ป่วย หรือ referologist
- สี่ปีต่อมา พจน์ อานนท์ มาผ่าตัดฝีที่ตูด
- หมอปิยะพาลูกมาเล่นที่ ward ก็เลยได้พบคุณพจน์
- แกถูกใจมาก เลยขอน้องวศินไปเป็นดารา
- ปิดท้ายด้วยการเฉลย หมอปิยะเดินเข้ามาหากล้อง โคลสภาพไปที่ป้ายชื่อ
- ป้ายชื่อนั้นเขียนว่า "ปิยะ มีปรีชา"
มีห้าเรื่อ จะทยอยลงค่ะ
ภูมิใจเสนออันนี้
{หมีโหด}หนูน้อยหมวกแดง {หมีโหด}
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วจนแทบจำไม่ได้ เสี้ยวหนึ่งของความทรงจำอันเลือนรางได้กล่าวถึงหนูน้อยหมวกแดง - เธอเป็นเด็กหญิงผมสีทองตรงสวย ใบหน้างามเหมือนตุ๊กตาที่ประณีตหรูหราราวกับของขวัญที่พระเจ้าได้บรรจงสร้างลงมา
ชื่อที่ชาวบ้านเรียกเธอว่าหนูน้อยหมวกแดงมาจากเธอชอบใส่เสื้อผ้าสีแดงเถือกๆ รวมถึงฮู้ดสีแดงเถือกตัดกับผิวขาวนวลเนียนของเธอ ยังดีที่พระเจ้าสร้างเธอมาด้วยสีผิวขาวเนียนสวย ไม่งั้นเธอคงได้เป็นอีกาคาบพริกมากกว่า
และวันหนึ่ง ยายของเธอที่ไม่รู้ว่าทำไมต้องไปอยู่ในกระท่อมชายป่านั้นก็ไม่สบาย และไม่รู้ว่าแม่ของเธอได้รับเอสเอ็มเอสบอกมาตั้งแต่เมื่อไหร่ คุณแม่จึงบรรจงทำอาหารอร่อยๆสุดฝีมือใส่ตะกร้าปิกนิกและมอบหมายหน้าที่ให้ลูกสาวที่เหมือนกับตุ๊กตากระเบื้องชิ้นงามของเธอ
"ลูกจงนำตะกร้าอาหารไปให้คุณยายท่านที่ชายป่า ระหว่างทางอย่าแวะเล่นเรื่อยเปื่อยที่ไหนนะลูก เดี๋ยวจะค่ำเสียก่อน แล้วอย่าไปเที่ยวฆ่าใครเล่นด้วยล่ะลูก"
หนูน้อยหมวกแดงรับคำ เดินออกจากบ้านหลังเล็กเข้าสู่ป่าด้วยเหตุผลอันไร้สาระสิ้นดีสำหรับการปล่อยลูกสาวตัวเล็กๆเข้าไปผจญอันตรายเพื่อส่งตะกร้าอาหารให้คุณยาย!!!
หนูน้อยหมวกแดงเดินเข้าไปในป่า ระหว่างทางนั้นก็ต้องเป็นไปตามท้องเรื่อง ..... เธอแวะเล่นเรื่อยเปื่อยตามเคยที่ต้องฝ่าฝืนคำสั่งเพื่อให้เรื่องมีจุดหักเหบ้างตามกฎของนักภาษาชาวญี่ปุ่นนามอะมีโนโอเคงิบัญญัติบรรทัดฐานเอาไว้
เธอเห็นไก่ฟ้าตัวหนึ่งเดินอยู่ สวยมาก เด็กหญิงคว้ามีดสปาต้าออกจากที่ซ่อนในกระโปรงแล้วย่องช้าๆไปสู่เป้าหมายที่น่าอร่อยตัวนี้ แต่ก่อนที่เธอจะร่ายวิชามีดบินลี้น้อยไม่เคยพลาดเป้าแล้ว เจ้าไก่ฟ้าจอมเจ้าปัญหาก็วิ่งหนีไปก่อน
ด้วยความโมโหหิว เธอจึงไล่ตามไก่ฟ้าไป แต่ไล่ตามไม่ทัน หนูน้อยหมวกแดงเหนื่อยมากจึงนั่งพักที่ขอนไม้ใหญ่
กลิ่นหอมๆของดอกไม้จากตัวเธอไปโชยเข้าจมูกเจ้าหมาป่าสีน้ำตาล มันมองเห็นเธอแล้ว อาหารอันโอชา - ด้วยความเจ้าเล่ห์เหลือร้ายของหมาป่าจึงวางแผน เดินย่องเข้าไปถามหนูน้อยหมวกแดงทันที
"สวัสดีจ๊ะหนูน้อย หนูมาทำอะไรในป่าจ๊ะ" เจ้าหมาป่าสีน้ำตาลถาม นัยน์ตาของมันจ้องหนูน้อยไม่วางตา ซ่อนกงเล็บไว้ภายใต้ความใจดี
เด็กนี่ตัวโตกว่าเจ้าไก่โรดรันเนอร์นั่นเยอะ หมาป่าคิด เราจะกินเธอเสียให้ได้ในวันนี้
"มาเอาของไปให้ยายค่ะ" เธอกล่าวตอบฉะฉาน
หนูน้อยหมวกแดงซ่อนมีดสปาต้าไว้ ส่งยิ้มหวานให้เจ้าหมาป่าสีน้ำตาลตัวโตกว่าเจ้าไก่ฟ้าที่เธอไล่ตามอยู่เมื่อกี้ หากได้กินเสียคงจะหายเหนื่อยแน่ๆ
สายตาเจ้าเล่ห์ของทั้งสองซ่อนไว้ในความไม่รู้ประสีประสา แต่ก่อนที่ฝ่ายใดก็ตามจะได้ลงมือห้ำหั่นระหว่างหมาป่าโรคจิตและสาวน้อยซาดิสม์ที่คิดว่าต้องเลือดสาดกันไปข้างแล้ว พลันมีลูกธนูทองคำลึกลับพุ่งผ่านแมกไม้เข้ามา
หนูน้อยหมวกแดงรู้สึกถึงบางสิ่งที่พุ่งผ่านอากาศ เธอเอี้ยวตัวหลบสิ่งนั้น ลูกธนูทองคำยาวราวๆหนึ่งเมตรก็พุ่งไปปักเจ้าหมาป่าดวงซวยที่อยู่ข้างๆทะลุไปเสียบต้นไม้อีกต้น เลือดสีแดงของมันสาดกระจาย ร่างชักกระตุก ตาเหลือกด้วยความตกใจ มันยังไม่ตาย แต่พบกับความทรมานแสนสาหัส
หนูน้อยหมวกแดงยิ้มน้อยๆ เลียเลือดหมาป่าที่กระเซ็นมาเปรอะบนมือด้วยความเสียดายก่อนแสยะยิ้มมองเจ้าหมาป่าอย่างน่ารักน่าชัง
"น่าสงสารจัง ชักกระตุกแบบนี้น่าสงสารจัง หนูน้อยหมวกแดงจะทำให้แกสบายเองนะ" เธอพูด หยิบมีดสปาต้าออกมา แตก่อนที่เธอจะได้ช่วยให้เจ้าหมาป่าไปสบายนั้น เจ้าของธนูก็ปรากฏกายเสียก่อน
"เธอเป็นอะไรรึเปล่า" คนแปลกหน้าถามเธอ หนูน้อยหมวกแดงยิ้มใส ใบหน้าขาวนวลนั้นมีเลือดหมาป่าที่กระเซ็นเปรอะแก้มสีชมพูของเธอดูตื่นกลัว - มองหน้าคนแปลกหน้าผู้เป็นราชนิกูลร่างน้อย
"ไม่เป็นไรหรอก ขอบคุณที่ช่วยชีวิตเรา" หนูน้อยหมวกแดงพูด เจ้าหมาป่ากระอักเลือดอีกครั้งราวกับมันพยายามถ่ายทอดออกมาว่าใครกันที่เป็นฝ่ายต้องถูกช่วยชีวิต... เจ้าชายมองไปที่ร่างหมาป่านั้น
"การล่าสัตว์เป็นเรื่องความบันเทิงของเราน่ะ" เจ้าชายน้อยกล่าว ฝีมือธนูของเขาดูค่อนข้างช่ำชอง หนูน้อยหมวกแดงมองธนูทองคำอาบเลือดที่ปักอยู่บนตัวของหมาป่า(ที่ยังถึกไม่ยอมตายเสียที)
"ธนูนี่สวยจัง ขอให้เราได้ไหม" เด็กหญิงถาม แววตาของเธอไม่มีอะไรเคลือบแฝง เจ้าชายน้อยพยักหน้ารับเป็นคำตอบ
"แล้วเธอจะเอามันออกมายังไงล่ะ"
เด็กหญิงยิ้มให้กับเจ้าหมาป่าที่สติใกล้จะหลุดลอยเต็มที่ เธอกระชากเอาธนูที่ปักต้นไม้และหมาป่าออกด้วยแรงมหาศาลที่พระเจ้าประทานให้พร้อมกับความงาม (แต่คงทรงลืมประธานความเมตตามาให้)
เจ้าหมาป่าเบิกตาโพลงก่อนที่จะสิ้นใจลง เลือดสีแดงไหลทะลักออกมาพร้อมกับลำไส้ที่ถูกธนูเกี่ยวไว้ กลิ่นคาวเลือดโชยคละคลุ้งแต่ไม่มีปัญหาสำหรับหนูน้อยหมวกแดงอำมหิต หมาป่าทรุดลงสิ้นใจในทันที เจ้าชายน้อยเห็นแล้วก็ไม่ทรงแปลกใจอะไรนักหนา
"ว่าแต่เธอจะไปไหน ทำไมถึงมานั่งกลางป่าแบบนี้"
หนูน้อยยิ้ม เธอชี้ไปที่ตะกร้าปิกนิกนั้นแล้วบอกว่า "เราจะเอาไปให้ คุณยายเราที่ไม่สบาย ยายท่านอยู่ที่ชายป่าโน่นแน่ะ"
เจ้าชายน้อยพยักหน้ารับก่อนออกปากอาสา
"เดี๋ยวเราไปส่งให้ก็ได้ ขึ้นม้าของเราไปไวกว่าเดินไปนะ"
นัยน์ตาคู่สวยของหนูน้อยหมวกแดงมองไปรอบๆ เจ้าชายน้อยเห็นจึงแย้มสรวลขึ้นมา ทรงเป่าปากเรียกม้าตัวโปรดออกมาจากที่ไหนสักที่
"สีนวลมานี่เร็ว" เขาพูด แล้วในเวลาไม่นานนัก ม้ารูปร่างสง่างามก็ออกมา สีของมันออกจะนวลๆ สมกับชื่อ เจ้าชายขึ้นม้าแล้วกล่าวตรัสกับหนูน้อยหมวกแดง
"นี่คือม้าของเราชื่อว่าสีนวลอเนกประสงค์ ขึ้นมาสิ เราจะพาเธอไปส่งเอง" เจ้าชายน้อยยื่นมือนุ่มๆให้กับเด็กหญิง หนูน้อยหมวกแดงยิ้มชวนทำให้ละลายก่อนหยิบตะกร้า มองซากหมาป่าอย่างอาลัยสักพักก่อนส่งมือเปื้อนเลือดและขึ้นม้าไปหาเจ้าชาย
แต่ขณะที่ม้าควบไม่เกินสิบก้าวนั้น เด็กหญิงก็ได้หยิบมีดสปาต้าของเธอขึ้นมาทิ่มพรวดเข้าไปที่สันหลังของเจ้าชายเต็มแรงจนทะลุ ก่อนที่เธอจะกระชากมันกลับมา สีนวลตกใจใหญ่จึงพยศขึ้นมาเสียอย่างนั้น ร่างของเจ้าชายตกลงจากม้าท่ามกลางความตะลึงพรึงเพริศของเจ้าชายผู้อ่อนต่อโลก หนูน้อยหมวกแดงกระโดดลงจากม้าและปล่อยให้มันหนีไป
"คุณแม่บอกว่าอย่าฆ่าสัตว์ หนูน้อยหมวกแดงสงสารมัน" เธอคลี่ยิ้มสวยออก ปากแดงๆนั้นกล่าวต่อไป สายตาจับจ้องที่เครื่องทรงประดับเพชรพลอยและธนูทองคำนั้น
"เจ้าชายทรมานมากสินะ เดี๋ยวเราจะช่วยนะ แต่เราไม่อยากให้เจ้าชายร้องเสียงดังจังเลย" เธอยิ้ม กดคมมีดลงที่ริมฝีปากของเขาแล้วลากไปข้างๆช้าๆ ผ่านเงือกและกระพุ้งแก้มของเด็กหนุ่มแล้วมองดูเลือดสีแดงนั้นซึมออกมาช้าๆ.....ทุกอย่างช่างเป็นไปอย่างเชื่องช้า.....ทว่าเจ็บปวด...
"แม่บอกว่าพวกราชนิกูลเค้ามีเลือดสีน้ำเงิน แต่ทำไมเป็นสีแดงน๊า"
เธอยังไม่หายสงสัย ขึ้นคร่อมร่างเขาแล้วลากมีดผ่านบนใบหน้าขาวช้าๆ ก่อนที่จะพูดปลอบใจร่างที่ใกล้หมดลมของเขา
"เวลาของเรามีน้อยเต็มทีแล้ว แต่กับราคาของธนูทองคำ สร้อยแหวนต่างๆ สามารถทำให้เราใช้เงินจากการขายมันไปได้นานเลยทีเดียวล่ะ .... บ๊ายบายนะ เราคงต้องลาจากกันแล้ว"
สิ้นเสียงของเด็กหญิง คมมืดที่รอการลงมือก็ร่ายมนตร์ขลังที่จะทำให้เจ้าชายจดจำไปแม้จะตายในเวลาต่อมาก็ตาม - เธอทิ่มมันไปตรงลำคอของเขาสุดแรง เลือดไหลซึมออกมาเล็กน้อย แต่ยังไม่พอสำหรับเวลาที่ยังคงมีต่อได้อยู่ เด็กหญิงดึงมีดออกพร้อมเลือดที่พุ่งกระฉูดออกมาเฉียดใบหน้าสวยของเธอไปไม่มาก ของเหลวสีแดงพรั่งพรูไปทั่ว....
"บ๊าย บาย....."
มีดสุดท้ายปิดฉากแล้วอย่างสวยงาม มันกดลงไปบนตำแหน่งของหัวใจของเจ้าชายน้อยผู้อ่อนหัด เด็กหญิงฮัมเพลงเบาๆ ดูร่างเด็กชายพลางลุกขึ้น ปลดของมีค่าออกจากตัวเด็กชาย ไปวางไว้ข้างๆ แบกศพของเจ้าชายและหมาป่าที่อยู่ไม่ไกลนักไปยังแม่น้ำที่อยู่ไม่ไกล
แรงควายของเธอทำได้...
หลังจากโยนศพของอดีตสิ่งมีชีวิตทั้งสองลงไปในน้ำ แม่น้ำใสก็กลับแดงฉาน เธอล้างหน้าล้างเนื้อตัวนั้นก่อนที่จะนำสมบัติที่ได้มาไปทำความสะอาด
"แม่ไม่ว่าหรอกมั้งที่เสื้อผ้าเปื้อนหมด แต่ไม่เป็นไร ยังไงมันก็สีแดงเหมือนกับเลือดนั่นแหละ" เธอพูดกับเงาของตนในแม่น้ำที่ร่องรอยเลือดจางลงทุกที....
เหลือบมองฟ้าเป็นสีส้มอุทัย เด็กหญิงยิ้มน้อยๆ - ตะวันใกล้ลับฟ้า เธอนำของทั้งหมดใส่ลงตะกร้าและคิดว่าจะนำไปฝากคุณยาย คุณยายต้องดีใจแน่ๆ - เด็กหญิงสวมหมวกฮู้ดสีแดงของเธออีกครั้งก่อนออกเดินทางสู่จุดหมายของเธอต่อไป....
เผยแพร่สามครั้ง เพื่อนอ่าน ส่งครู ลงฟอนต์ :22:
(เขียนมั่ว ผิดหลักความจริงไปบ้างแถวๆท่อนแดงๆเนี่ยล่ะ)
(กับเลือดที่ไม่รู้จะเยอะอะไรนักหนา)
//ยังไม่เคยผ่าศพ ไม่รู้ว่าตรงไหนควรทิ่มยังไง *-*
:14:
เขียนส่งครูด้วยเหรออออออ
เรียกเจ๊เฟิร์นมาอ่านดีกว่า :21:
:22:ก็งานส่งครูไง
:38:
หมีน้อยหวมกแดงนี่สุดโหดจริงๆ
ช่วงนี้หมอแมวปั่นบ่อยแฮะ :22:
จะกลายเป็นหมูไงครับ
โคตรชอบหมวกแดง :30:
ปกติเลือดมันจะกระฉูดจนหมดตัวตายไปตั้งแต่แหวะสันหลังแล้วนานา เออ แล้วเครื่องในอะไรนี่ไม่มีเลยหรอ
:08: สงสารหมา น่าจะเอาไปปล่อยแถวท่าแร่
ป.ล.เกิดมายังไม่เคยเห็นม้าจริงๆ หรือในทีวีก็ได้ ที่เป่ามากเรียกแล้วจะโผล่มาเหมือนในหนังเลย
แต่ในบอร์ดฟoนต์นี่...
ยังไม่ทันเป่าปาก ม้าก็มาปั่นแล้ว...
แตกหน่อ BR ไปแล้วจ้ะ
บทนำ http://f0nt.com/forum/index.php?topic=4480.msg170649#msg170649
บทที่1 เปิดตำนาน
จากวันนั้นถึงวันนี้เวลาล่วงเลยมาถึง2ปี แต่กระนั้นคำว่ายาอมตะก็ยังไม่ลบเลือนไปจากจิตใจของผู้คน เนลจากเด็กน้อยก็เติบโตมาเป็นหนุ่มวัย16 ผมที่ดูได้ทรงกว่าเดิม(เล็กน้อย)ส่วนสูงที่เพิ่มขึ้นผิดหูผิดตา และร่างกายที่ดูบึกบึนขึ้น ทำให้เนลดูเป็นผู้ใหญ่ และดูมีเสน่ห์มากขึ้น แต่มีอยู่สามสิ่งที่ไม่ได้เปลี่ยนไป
ผมสีบลอนด์ทองที่ทอประกาย นัยน์ตาสีอำพันที่แสดงออกถึงความเย็นชา และความมุ่งมั่นที่จะทำลายยาอมตะนั้นยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปแม้แต่น้อย
เนลเดินเข้าไปหาโจนส์ซึ่งยังอ้วนเหมือนเก่า แต่ร่างดูกำยำขึ้น
"ไปแล้วนะเว้ย คงไม่ได้เจอกันอีกนาน"เนลพูดด้วยสีหน้าราบเรียบ
"เนล...แกจะไปจริงๆหรอเนี่ย...จะไปตามหายาอมตะทำไมกันนะ...ข้าคงคิดถึงแก" โจนส์พูดด้วยเสียงอึกอักไม่อยากให้เพื่อนรักจากไป โจนส์ดึงเนลมากอดไว้
"ไอ้โจนส์ เป็นไรเนี่ย จากกันคราวนี้ใช่ว่าจะไม่ได้พบกันอีกนี่นา สักวันเราคงได้พบกันอีก"เนลเข้าใจดีว่าโจนส์คงไม่อยากให้เขาจากไป แต่เขารู้ดีว่าไม่ว่าเขาจะจากไปไกลเท่าใด แต่ว่าในหัวใจจะคิดถึงโจนส์เพื่อนรักของเขาเสมอ
โจนส์ปล่อยมือ แล้วตบไหล่เพื่อนรักของเขาเบาๆ "จริงด้วยเนอะ เราคงได้พบกันอีก ถึงตอนนั้นก็อย่าลืมเล่าเรื่องที่แกไปผจญโลกกว้างให้ข้าฟังด้วยล่ะ"น้ำตาของโจนส์เริ่มเอ่อล้นออกมา
เนลค่อยๆหันหลังและเดินจากเพื่อนรักของเขาไปอย่างช้าๆ สายตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นทอดตรงไปข้างหน้า เขามุ่งไปยังทางออกของหมู่บ้าน เขาไม่มีใครให้บอกลานอกจากโจนส์ เพราะพ่อแม่เขาก็ทิ้งเขาไป ญาติพี่น้องก็ไม่มี มีแต่ไอ้โจนส์เพื่อนรักนี่แหละที่อยู่กับเขาเสมอมา
"สัญญานะเว้ย ว่าจะกลับมาอีก"เสียงตะโกนของเพื่อนรักดังจากเบื้องหลัง
"อา.. "เนลรับคำ แล้วชูกำปั้นขึ้นโดยไม่เหลียวมามอง คำตอบรับสั้นๆของเนลนี้แต่กลับทำให้โจนส์รู้สึกว่าเพื่อนของเขาจะไม่มีวันผิดสัญญา คำสัญญาของลูกผู้ชาย
สิ่งนี้ไม่ใช่จุดจบหากเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการผจญภัยครั้งยิ่งใหญ่ของเนล ที่จะทำให้เนลต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง เพื่อที่จะได้ทำลายยาอมตะ ยาที่ทำให้ชีวิตของทุกคนเเปลี่ยนไป และบัดนี้ตำนานแห่งการเดินทางได้เปิดม่านขึ้นแล้ว....
เนลเดินออกไปอย่างรวดเร็ว ในใจเขาไม่ได้มีความหวั่นไหวแม้แต่น้อย ทุกย่างก้าวของเขามีแต่ความมุ่งมั่นและมั่นใจที่เต็มเปี่ยม ทุกครั้งที่เท้าของเขาสัมผัสกับผืนดิน เรื่องราวตลอด16ปีก็ผุดขึ้นมาในความทรงจำของเขา
เท้าของเขาหยุดลงชะงัก เพราะภาพที่อยู่เบื้องหน้าของเขาคือ ร่างของหญิงสาวที่หลับใหลไม่ได้สติตรงต้นไม้และเต็มไปด้วยรอยบอบช้ำ
เขามองภาพนั้นด้วยความสงสารอย่างจับใจ ผู้หญิงตัวเล็กๆหน้าตาน่ารักเช่นนี้ยังทำได้ลง สาเหตุก็คงไม่พ้นเรื่องยาอมตะเป็นแน่ เนลวิ่งตรงไปที่ร่างของหญิงสาวผู้นั้น และค่อยๆประคองร่างที่หมดสติขึ้นอย่างอ่อนโยน
แต่ทันใดนั้นเนลก็ได้ยินเสียงฝีเท้าที่ผ่านไปอย่างรวดเร็วเข้าไปในป่าที่รกทึบ ต้องเป็นพวกมันแน่ๆที่ทำร้ายผู้หญิงคนนี้ เขาประคองหญิงสาวลงอย่างนุ่มนวล ก่อนที่จะออกวิ่งไปตามต้นตอของเสียงนั้น
เนลวิ่งไปอย่างรวดเร็ว เขามั่นใจว่าจะไล่ตามพวกมันทันแน่ เพราะตลอดเวลา2ปีที่ผ่านมา เขาฝึกฝนร่างกายอย่างหนัก ด้วยเหตุนี้ฝีมือของเขาจึงพัฒนาขึ้นจากเดิมมาก ซึ่งโจนส์เพื่อนเกลอของเขาก็ร่วมการฝึกด้วย (โจนส์ถึงได้ดูกำยำขึ้น)
เส้นทางเริ่มลำบากขึ้น แต่เสียงฝีเท้ายังไม่หยุดนิ่ง มีกิ่งไม้มากมายขวางทาง ทำให่เกิดแผลถลอกไปทั่วทั้งตัวของเนล แต่ฝีเท้าของเนลไม่ได้ลดลงแต่อย่างใด
ขณะที่วิ่งตามโจรไป เนลก็นึกถึงสาเหตุที่ทำให้ผู้หญิงคนนั้นต้องบอบช้ำเช่นนั้น มันคงไม่ใช่แค่โจรที่คิดจะขโมยเงินทองแน่ เธออาจจะมีเบื้องหลังก็ได้ หรืออาจจะเกี่ยวข้องกับยาอมตะ แต่ไม่ว่ายังไงเราก็ต้องจัดการกับพวกนั้นเสียก่อน แล้วค่อยถามเธอก็ไม่สายไป
กิ่งไม้เริ่มใหญ่ขึ้น เขาต้องคอยปัดมันออก ทำให้เสียเวลาเป็นอย่างมาก แต่เขาก็รู้สึกได้ว่าพวกมันอยู่ใกล้เขามากเต็มทีแล้ว
เสียงฝีเท้าของพวกมันหยุดลง เนลที่วิ่งตามมาหยุดฝีเท้าลงเช่นเดียวกัน พวกมันมีกัน2คน พวกมันเดินทางมาหยุดที่กระท่อมแห่งนี้ พวกมันคงคิดจะเข้าไปหลบกระมัง
แต่แล้วพวกมันก็ต้องหยุดลงเพราะเสียงตะโกนที่ดังจนป่าแทบจะแตกของบุรุษผู้หนึ่ง
"หยุดนะเว้ย!!"เนลแผดเสียง นัยน์ตาสีอำพันคู่งามดูแข็งกร้าว
ชายนิรนาม2คนชะงัก ก่อนจะหันหน้ามองกันเหมือนเป็นสัญญาณ ...
ไม่พูดพล่ามทำเพลง กระโจนเข้าหาเนลทันที เนลวิ่งไปทางซ้าย อีกคนนึงไล่ตามมาส่วนอีกคนยืนอยู่ คงกะจะรอดัก แต่เนลไม่วิ่งไปทางนั้น เนลหันหลังกลับไปพร้อมตั้งหมัด มันหยุดไม่ทันชนหมัดเต็มๆ..
เพื่อนมันอีกคนโผล่มา ถือมีดมาจี้ มันค่อยๆมาขยับมาข้างหน้าเรื่อยๆ เนลยกแขนขึ้นเชิงปราม เนลต้องถอยหลังไม่อย่างนั้นจะโดนมีดจี้คอ เนลถอยไปจนชนต้นไม้ สายตาเนลดูมีความหวังขึ้นมา
เขานึกอะไรออกแล้ว
เนลลดมือลงมาจับโคนต้นไม้ไว้ ย่อตัวเล็กน้อย แล้วเริ่มนับถอยหลังเบาๆ
"10...9...8..." ถึงเขาจะพูดเบาๆแต่ก็พยายามให้ไอ้เลวนั่นได้ยินด้วย
"แกจะนับถอยหลังสู่ความตายหรอไงฟะ" ไอ้เลวนั่นพูด ตอนนี้มีดใกล้จะถึงคอเนลแล้ว
"3...2...1.."พอเนลพูดจบ เนลก็จับโคนไม้ไว้แน่น แล้วยกขาทั้งสองขึ้นมา
ขาของเขาเตะเข้าที่ลำตัวมันเต็มๆ มีดกระเด็นออกไป ยังไม่มีทันที่มันจะได้ไปหยิบมีด เนลก็ใช้หมัดขวาตรงชกเข้าที่หน้ามัน จนสลบเหมือดล้มลงไป
เนลเดินกลับไปหาผู้หญิงคนนั้น ค่อยๆอุ้มขึ้นมา พาเดินไปยังกระท่อมหลังที่ไอ้เลวนั่นมันจะเข้าไป
เขาต้องคอยระวังไม่ให้โดนกิ่งไม้ ซึ่งมันลำบากกว่าตอนที่เขาเข้ามามาก ยิ่งช่วงที่ใกล้จะถึงกระท่อม เขาต้องคอยปัดกิ่งไม้ใหญ่ให้พ้นทาง จึงต้องอุ้มผู้หญิงด้วยมือข้างเดียว ซึ่งเธอหนักจริงๆ
แล้วชายร่างสูงก็ก้าวเข้ามาในกระท่อม ก่อนที่จะบรรจงประคองร่างเธอลงบนเตียงไม้ ดวงเนตรสีอำพันจ้องใบหน้าของหญิงสาวที่อยู่ในห้วงนิทรา
หญิงสาวค่อยๆขยับเปลือกตาขึ้นช้าๆ ตาสีฟ้าของเธอยังดูลอยๆ เหมือนยังจับจุดโฟกัสไม่ได้ เนลจับจ้องด้วยความสงสัย เพราะว่าไม่เคยเห็นใครสลบ(ถ้าจะอ่อนต่อโลก)
จู่ๆเธอก็ตาโตขึ้นมาเมื่อเห็นว่ามีผู้ชายอยู่ตรงหน้าเธอ เธอเอามือประกบเข้าที่หน้าของเนลจังๆ เนลซึ่งไม่คาดฝันว่าจะโดนตบเลยได้แต่อึ้งไป...เนลรู้สึกร้อนผ่าวบริเวณรอยฝ่ามือที่อยู่ตรงหน้าของเขา นี่เป็นครั้งแรกที่โดนผู้หญิงตบ มันเจ็บจริงๆ (ทั้งๆที่โดนโจนส์ต่อยหน้าเป็นประจำ)
"ขอโทษนะ ที่ตบเธอนะ"เธอพูดด้วยน้ำเสียงเสียใจ
"ไม่เป็นไรหรอก...แผลเจ็บมากไหม"เนลถามด้วยน้ำเสียงห่วงใย นัยน์ตาสีอำพันของเขาไม่เคยดูอ่อนโยนขนาดนี้มาก่อนเลย
"เล็กน้อยน่ะ"เธอพูดออกมาโดยหลบสายตาของเนล ทำให้เนลสงสัย แต่ก็ไม่ถามอะไร เธอคงมีบางอย่างที่ยังไม่อยากพูดให้เขาฟัง และเขาก็ไม่ได้สนใจที่จะฟังนัก
"ข้าชื่อ เนล แล้วเธอล่ะ"เนลถามขึ้นมา
"ราชูรี่จ้ะ"เธอตอบ เนลคิดว่าเป็นชื่อที่แปลกแล้วก็จำยากจริงๆ แต่ก็ไม่พูดอะไร
ในกระท่อมเกิดความเงียบขึ้นจนได้ยินเสียงสายลมที่พัดผ่าน บรรยากาศภายในกระท่อมดูเงียบสงบ เพราะคนที่ไม่คิดจะพูด กับ คนที่ไม่รู้จะพูดอะไร มาอยู่ด้วยกัน
"ออกไปข้างนอกกันได้แล้ว...ว่าแต่บ้านอยู่ที่ไหน จะพาไปส่ง"เนลพูดขึ้น
"ก็ถัดไปอีก3หมู่บ้านน่ะ จะไปส่งจริงหรอ"เธอถามด้วยความสงสัย
เนลไม่ตอบแค่ แต่ลุกขึ้นออกจากกระท่อม หญิงคนนั้นเดินตามไปอย่างรวดเร็ว แล้วทั้งคู่ก็ออกเดินทางจุดมุ่งหมายคือบ้านของหญิงสาว
แต่ก่อนหน้านั้น หญิงสาวก็พูดขึ้นมาว่า
"แล้วพวกโจรนั่นล่ะ เราจะขอคุยด้วยหน่อย"เธอถามขึ้น
"อยู่หลังกระท่อม แล้วจะคุยไปทำไม"เนลถามอย่างสงสัย
"รอเดี๋ยวนะ"แล้วเธอก็วิ่งไปหลังกระท่อม เมื่อเธอเห็น2โจรนั่นถูกจับมัดติดกันอยู่ ก็ตรงดิ่งไปแก้มัดให้โจร2คนนั้น ก่อนจะพูดว่า
"นี่ค่าจ้าง แล้วไปได้แล้ว" เธอยื่นเงินให้2คนนั้น แล้ววิ่งกลับมาหาเนลอีกครั้ง โดยดึงตัวเนลมากอดแขน เนลเฉยๆ เดินต่อไป ฝั่งพวกโจรก็รีบวิ่งแจ้นหนีไปอย่างรวดเร็ว
เธอเป็นใครกันแน่ ทำไมถึงต้องจ้างพวกนั้นมาแสดงละครตบตาด้วย มีจุดประสงค์เพื่ออะไร แล้วเธอเป็นคนดีหรือไม่ดีกันแน่
*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*เปิดตำนาน-จบ*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*
ชื่อผู้หญิงแปลกสุดๆ ช่วยคิดชื่อใหม่ให้ทีค่ะ
ติชมด้วยนะ เดี๋ยวมีต่อ(ถ้าไม่ขี้เกียจ)
อ๊ะ ใส่รูปประกอบหน่อยดีกว่า วาดโดยเฮียกัม
(http://img.f0nt.com/thumb/1419.jpeg)
(http://img.f0nt.com/image/1420.jpeg)
//แก้เรียบร้อย
ลงสีสวยอะ
แต่ถ้าตัดเส้นดีกว่านี้จะโคตรสวยเลย :30:
:30: :30: :30:
โทษทีนะคะ คนลงสีอะเฮียกัม :30:
อา
นิ้งเขียนคราวนี้ได้ผิดคาดพี่จริง ๆ
เรียกได้ว่า "ก้าวกระโดด" เลยก็ได้
(ยกเว้นรูปห่วย ๆ ท้ายเรื่อง)
((ผมขอโทษ...ว่าง ๆ วาดให้ผมบ้างดิ :05:))
เริ่มจากบทบรรยายในฉากทั่วไปที่ดีขึ้นจนเกือบจะดีเยี่ยม บรรยากาศก็โอเคแล้วรู้ว่าตอนไหนควรเศร้าตอนไหนควรสู้
แต่ที่สำคัญคือจังหวะ เพราะนิ้งเว้นช่วงไม่เท่ากัน
อย่างช่วงเดิน แล้วเจอโจรเนี่ย ต้องทิ้งช่วงไปทำอย่างอื่นก่อนเพื่อให้รู้สึกว่าเดินมาได้ระยะหนึ่ง อาจจะรำลึกความหลังอะไรก่อนก็ได้ - และช่วงตบหน้า บรรยายช่วงนั้นน้อยไปนะ ทำให้บทบรรยายไม่สม่ำเสมอ - ช่วงสุดท้ายที่ไปให้เงินโจรก็รวบรัดตัดตอนเกินไปเหมือนอยากให้จบไว ๆ
ไม่ได้นะ ต้องทำบรรยายให้เท่ากันด้วยนะ
แต่ สำหรับงานนี้ ให้ 8/10 :22:
อ้างคำพูดจาก: กิ้ง เมื่อ 06 มี.ค. 2006, 19:20 น.
อา
นิ้งเขียนคราวนี้ได้ผิดคาดพี่จริง ๆ
เรียกได้ว่า "ก้าวกระโดด" เลยก็ได้
(ยกเว้นรูปห่วย ๆ ท้ายเรื่อง)
((ผมขอโทษ...ว่าง ๆ วาดให้ผมบ้างดิ :05:))
เริ่มจากบทบรรยายในฉากทั่วไปที่ดีขึ้นจนเกือบจะดีเยี่ยม บรรยากาศก็โอเคแล้วรู้ว่าตอนไหนควรเศร้าตอนไหนควรสู้
แต่ที่สำคัญคือจังหวะ เพราะนิ้งเว้นช่วงไม่เท่ากัน
อย่างช่วงเดิน แล้วเจอโจรเนี่ย ต้องทิ้งช่วงไปทำอย่างอื่นก่อนเพื่อให้รู้สึกว่าเดินมาได้ระยะหนึ่ง อาจจะรำลึกความหลังอะไรก่อนก็ได้ - และช่วงตบหน้า บรรยายช่วงนั้นน้อยไปนะ ทำให้บทบรรยายไม่สม่ำเสมอ - ช่วงสุดท้ายที่ไปให้เงินโจรก็รวบรัดตัดตอนเกินไปเหมือนอยากให้จบไว ๆ
ไม่ได้นะ ต้องทำบรรยายให้เท่ากันด้วยนะ
แต่ สำหรับงานนี้ ให้ 8/10 :22:
ขอบคุณค่ะ กลับไปอ่านบทนำที่เพิ่งแก้ด้วยนะคะ
เรื่องช่วงไม่เท่ากันนี่จริงค่ะ รับไว้ปรับปรุง
-ช่วงเดินตามโจร เดี๋ยวจะใส่ตอนที่เนลคิดว่าทำไมผู้หญิงถึงถูกทำร้ายเข้าไป
-ตอนโดนตบหน้า จะใส่เพิ่มถึงความรู้สึกของเนลให้มันมากขึ้น
-ตอนให้เงินโจร นี่รวบรัดหรอคะ มันต้องรีบไปหาเนลนี่นา? ช่วยอธิบายเพิ่มทีค่ะ
ขอบคุณที่แนะนำค่ะ
(โค้งงามๆ1ที ด้วยความรู้สึกขอบคุณจากใจ)
:12:แจ่มมากนิ้ง
...เอาคำชมตูไปไว้ไหน :39:
อ้างคำพูดจาก: กิ้ง เมื่อ 06 มี.ค. 2006, 19:31 น.
...เอาคำชมตูไปไว้ไหน :39:
ไว้ในหัวใจค่ะ
กิ๊งงงงงงงงงงงงง ๆๆๆๆๆๆๆๆ (ตกเพียบ)
:39:
แล้วตกลงตอนที่ให้เงินโจรนี่มันสั้นไปยังไงคะ?
ถ้าเป็นพี่นะ
ร่างของโจรที่ถูกมัดนอนคุดคู้อยู่บนพื้นขณะที่เธอวิ่งเข้าไปหา เงินสดเป็นปึก ๆ ถูกโยนให้พร้อมกับเชือกที่หล่นร่วงปล่อยโจรทั้งสองให้เป็นอิสระ
"ขอบใจมากนะ ไปได้แล้ว"
พูดจบ ผุ้ร้ายจำเป้นทั้งสองก็ลอบเร้นตนออกไปจากบริเวณนั้นในทันที
อะไรแบบนี้ไง :22:
อย่าลอกตูนะ
แก้เสร็จแล้วค่ะ เชิญเบิ่งได้
ตอนต่อไปทำให้ได้ดีกว่านี้อีกนะ :25:
แย่ลง ตูเตะ
T-T(รู้สึกเหมือนมีมีดจ่อที่หลัง)
ใจร้ายจัง
อยากพิมพ์(เขียนไว้แล้วเวลาคอยรถเมล์ว่างๆ)แต่ตัวขี้เกียจมันชนะ :08:
ความเดิมตอนที่แล้ว
อ้างคำพูดจาก: ooooo เมื่อ 17 ม.ค. 2006, 21:59 น.
คืนวันนั้น ผมอยู่ในซอยเปล่าเปลี่ยว...
ฝนที่หนาวเหน็บได้โปรยปรายลงมาอย่างไม่ได้บอกกล่าว
ทำเอาบรรยากาศละแวกนั้นดูเงียบเหงาในพริบตา
ผมเป็นพนักงานประจำออฟฟิศแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลออกไปจากซอยนี้มากนัก
ต้องหาเช้ากินค่ำทุกวัน ดั่งเช่นมนุษย์เงินเดือนทั่วไป
เงินเดือนถึงจะไม่สูงมากนัก แต่ก็ยังพออยู่อย่างกระเบียดกระเสียนไปวันๆได้
เมื่อไหร่หรอ ผมถึงจะหลุดพ้นจากวัฎจักรนี้ซักที ผมรำพึงกับตนเองในใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ทันใดนั้น สายตาผมก็ไปเจอกับผู้หญิงสาวสวยคนหนึ่ง ซึ่งผมก็รู้ทันทีว่าเธอเป็นนักศึกษามหาลัย
ทันทีที่ผมเห็น ผมก็ต้องเสน่ห์ของเธอเข้าอย่างจัง ภายนอกเธอช่างน่ารักทะนุถนอม....
ด้วยความห่วงใย ผมจึงรีบปรี่เข้าไปหาเธอ เพื่อที่จะ...
(อ่านต่อคราวหน้า)
:39:
ซักทีมั้ยห้าโอ
อันนี้อารมณ์มันพาไป :33:
อา...สิ่งนี้มันคืออะไร สิ่งที่อยู่ภายใน สิ่งนี้มันกัดกร่อนหัวใจดวงนี้ไปทีละน้อยๆ มันทำให้เราปวดที่ใจ นี่สินะ ความเหงา...
ผู้คนรอบข้างมากมายต่างพูดคุยกันอย่างออกรส จนเสียงจอแจหนวกหูดังรุมเล้าเข้ามาในโสตประสาท บางกลุ่มก็นั่งล้อมวงเล่น บางกลุ่มก็พูดคุยเรื่องวงการบันเทิง ตามประสา แต่ทำไมมีเพียงเราคนเดียวที่ไม่มีใครมาคุยด้วย
ทำไมมีเพียงเราคนเดียวที่ต้องคอยเฝ้ามองพวกเขา ทำไมกันนะ
ไม่มีใครสนใจ ไม่มีใครเหลียวแล ไม่มีใครคิดถึง ไม่มี... แม้แต่คนเดียว
ทั้งๆที่ทุกคนเป็นเพื่อนกัน ทั้งๆที่ทุกคนอยู่ด้วยกันมา ทั้งๆที่พวกเราเดินเข้ามาในรั้วโรงเรียนเดียวกัน แต่ด้วยเหตุใด ทำไมรู้จึงรู้สึกว่าตัวเองไม่มีตัวตน
ไม่มีตัวตนในสายตาของพวกเขา ไม่มีความสัมพันธ์อะไรที่เกี่ยวข้องกันเลย... ไม่มีเลย
ความเหงาช่างโหดร้าย มันทำให้เรารู้สึกเจ็บปวด รู้สึกเหมือนโชคชะตาเล่นตลก รู้สึกน้อยใจคนพวกนั้น ที่ไม่มีใครเห็นค่าของเราเลย
จะมีใครสักคนไหมที่ยื่นมือมา ฉุดเราออกจากความเหงานี้ จะมาเข้าใจในตัวตนของเรา คอยสร้างที่ว่างให้เราได้เข้าไปแทรก
และ...เป็นเพื่อนที่ดีของเรา
กระจู๋นี้น่าจะอยู่ในแตกโชว์มากกว่านะครับ
ตอบนิ้ง : มีอยู่นี่ไง คนนึง
เคยอ่านของนิ้งละในเอ็ม
มอบให้ใครหรอ :26: :39:
:42:ไม่ได้ให้ใครค่ะ แต่งเล่น
เหรอออออ :42:
:39:
ตูจะฆ่าตัวตายล่ะ
ผมจะออกเอพพริโสด 3 แล้วนะครับ
หาอ่าน 2 แอพพริโสดก่อนหน้านี้ได้ที่.....ไหนวะ
คุ้ยดูเอาเองเว้ย :08:
แล้วพี่ก็จะเขียนอีกสองบรรทัดสินะ :39:
อีกไม่นานหรอก
พัฒนาการผมมันช้า ทำอะไรไม่ทันกินหรอก :05:
:08: เอาน่าพี่ก็อพ
งานเขียน มันต้องมีแรงบันดาลใจ+อารมณ์ :25:
วันดีคืนดีเรื่องมันก็มีให้เขียนเองแหละ :22:
:14: หาตั้งนาน .... กระจู๋นี้ไม่มีคนเขียนเพิ่มเกือบปี
เอาล่ะ เอาเรื่องที่ไปแต่งลงในthaiclinicมาโชว์... อ่านยากหน่อยนะครับ :42:
http://www.thaiclinic.com/cgi-bin/wb_xp/YaBB.pl?board=doctorroom;action=display;num=1174657245
********
เรื่องนี้เป็นเรื่องสมมติ ไม่ได้มีความจริงปะปนอยู่เลยแม้แต่น้อย
------------------------------------------------------------------------------------------------------
เช้าวันนี้ก็เหมือนทุกๆวันที่อากาศร้อนอบอ้าว รุ่งโรจน์นั่งตรวจเอกสารและบทความเพื่อเตรียมลงในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นวันอาทิตย์ จนกระทั่งเด็กหนุ่มเปิดประตูเข้ามา
"สวัสดีครับอารุ่ง" เด็กหนุ่มร่างสันทัดยกมือไหว้
"ไง จุมพลเข้ามาสิ" รุ่งโรจน์มองเพียงแวบเดียวก่อนจะชี้ไปทางโซฟาที่มุมห้อง "เห็นไอ้นิดบอกว่านายมีข่าวจะมาเสนอ เคยเขียนไปลงที่ไหนหรือยังล่ะ"
เด็กหนุ่มหย่อนตัวลงี่โซฟาอย่างเก้กัง "ยังเลยครับ ผมยังเรียนอยู่ปี3แต่ก็เคยเขียนส่งโปรเจคอาจารย์เหมือนกันครับ"
"ฃั้นไหนเสนอมาซิ" รุ่งโรจน์บอก แล้วก็โบกมือห้ามเมื่อเงยมาเห็นเด็กหนุ่มเอาซองเอกสารในมือมาวางไว้ที่มุมโต๊ะ
"โน โน นายคิดว่าผมมีเวลาอ่านเหรอ ไม่ต้องเลย.... เล่ามาให้ผมฟัง" โบกมืออีกครั้งเมื่อเห็นจุมพลจะเปิดซอง "ไม่ต้องอ่าน ผมบอกให้คุณเล่าให้ฟัง ผมอยากรู้ว่าคุณทำงานอย่างไรแล้วก็ข่าวเป็นอย่างไร ส่วนเรื่องเนื้อหา 'เรา' จะต้องมานั่งเกลากันอีกครั้งก่อนพิมพ์"
จุมพลถอยกลับไปนั่งที่โซฟาแล้วก็เริ่มเล่าเรื่อง
"เรื่องนี้ผมอยู่ในเหตุการณ์ครับ ก็เลยได้ข้อมูลโดยตรงมาจากแหล่งข่าว"
"ว่าต่อไปสิ" บก.กล่าว
"เมื่อวานซืนนี้ ผู้ใหญ่บุญมีเรียกให้ผมไปช่วยกันพาหลานสาวแกไปโรงพยาบาล ตอนที่ผมไปช่วยตอนนั้นหลานสาวแกกำลังตกเลือด เรียกไม่รู้ตัวแล้ว ... พอขับไปส่งที่ห้องฉุกเฉินผมก็เลยถามแม่เด็กว่าเกิดอะไรขึ้น แม่เด็กก็เลยเล่าให้ฟัง บอกว่าลูกสาวแกท้องได้สี่เดือนกว่าๆแล้ว แฟนก็ทิ้งไป ตอนแรกเด็กกลัวไปหมดไม่รู้จะทำยังไงก็เลยปรึกษาแม่ แม่แกก็เลยพาไปหายายสร้อยที่ร้านยาในตลาด"
รุ่งโรจน์เงยหน้าขึ้นตั้งใจฟังมากขึ้น " น่าสนใจดีนี่ ยายสร้อยที่เปิดร้านชำแล้วขายยาที่ถนนหอนาฬิกาน่ะนะ"
"ครับ ทีนี้ยายสร้อยก็เรียกเงินแม่ลูกคู่นี้3000 แล้วก็พาเข้าไปหลังร้าน แล้วก็ใช้อุปกรณ์เป็นเหล็กแทงเข้าไปแล้วก็ใช้ลูกยางดูด ... อันนี้แม่เด็กเล่าว่าอยู่ข้างนอกก็ได้ยินเสียงลูกสาวแกร้องตลอด สักพักนึงยายสร้อยก็พาเด็กออกมา แล้วบอกว่าให้พาไปโรงพยาบาลแล้วบอกหมอว่าหกล้มในห้องน้ำแล้วมีชิ้นเนื้อหลุดออกมา ให้หมอไปขูดมดลูกต่อ" เด็กหนุ่มทำท่านึกนิดนึง " แต่รู้สึกว่าตอนนั้นมันจะเป็นตอนสามทุ่ม แม่ก็คิดว่าไม่น่ามีหมอที่โรงพยาบาล ก็เลยยังไม่พาลูกไป ... พอตอนเช้ามาก็ไปเจอลูกสาวนอนมีเลือดไหลเต็มเตียง "
"แล้วที่โรงพยาบาลเป็นยังไงต่อ" รุ่งโรจน์ถาม
"ที่โรงพยาบาลหมอเวรเรียกผู้ใหญ่บุญมีกับแม่เด็กไปคุย บอกว่าต้องผ่าตัดด่วน ... ผู้ใหญ่ก็ถามไปว่าทำไมเด็กยังให้นอนในห้องฉุกเฉินทำไมไม่ไปห้องผ่าตัดเลย หมอเค้าก็บอกว่าความดันเลือดต่ำมาก ต้องให้น้ำเกลือเร็วๆ และเตรียมเลือดให้พร้อมก่อนมิฉะนั้นเวลาผ่าตัดจะอันตราย เดี๋ยวพอเลือดพร้อมเมื่อไหร่ก็จะให้เลือดที่ห้องฉุกเฉินแล้วค่อยย้ายไปห้องผ่าตัด"
.... " ตอนกำลังจะย้ายไปห้องผ่าตัดพอดีพ่อเด็กมาถึง ตอนแรกเค้าก็โวยวายใหญ่ว่าทำไมไม่รีบทำอะไรให้ ผมก็เลยช่วยไปอธิบายอยู่พักนึง พ่อเด็กก็เลยขอโทษพยาบาลกับหมอ หมอเค้าก็ดีครับยังบอกด้วยซ้ำว่าเข้าใจเพราะพ่อก็ต้องห่วงลูกเป็นธรรมดา...... "
"พอก่อน" รุ่งโรจน์ตัดบทเมื่อเห็นว่าชักจะออกนอกเรื่องไปนิด "ข้ามไปตอนจบเลย ตกลงผ่าเสร็จแล้วเป็นยังไง"
เด็กหนุ่มหน้าเจื่อนเล็กน้อยแต่ก็เล่าต่อไป " เมื่อวานนี้ผมกับผู้ใหญ่บุญมีไปเยี่ยมอีกครั้ง ตอนแรกถามพยาบาลว่าเป็นยังไงบ้างพยาบาลเค้าก็ไม่ยอมบอก บอกว่าเป็นความลับผู้ป่วยให้ไปถามญาติที่ข้างเตียงเอง พอไปถึงแม่เด็กก็บอกว่า เด็กมดลูกทะลุ ติดเชื้อในกระแสเลือด ตอนนี้หมอตัดมดลูกทิ้งไปแล้ว"
"ในบทความที่ผมเสนอ เป็นเรื่องเกี่ยวกับสังคมที่เสื่อมทราม และการทำแท้งเถื่อน มีข้อเสนอแนะแนวทางแก่ตำรวจซึ่งทางผู้เขียนพร้อมจะให้ความร่วมมือในเรื่องข้อมูลของคลินิกทำแท้งเถื่อน" จุมพลปิดท้ายอย่างโล่งอก.... ด้วยประโยคที่เขาตระเตรียมก่อนเข้ามาในห้อง
รุ่งโรจน์นั่งเงียบจ้องหน้าเด็กหนุ่ม ชั่งใจครู่หนึ่งก่อนจะตอบ
"นายรู้ไหมว่าหนังสือพิมพ์ลงข่าวแบบที่นายว่าไม่ได้"
"ทำไมล่ะครับ"
"ทำแท้งมันผิดกฎหมาย ขืนนายลงข่าวไปญาติของผู้ใหญ่บุญมีก็อาจจะโดนดำเนินคดี นายเองยังจะอยู่ในหมู่บ้านได้แบบดีๆรึ คิดว่าที่นี่เขาต้อนรับคนไว้ใจไม่ได้หรือไง"
จุมพลนิ่งอึ้ง เขาไม่คิดถึงเรื่องนี้มาก่อนเลย บก.หยั่งสีหน้าเด็กหนุ่มอีกพักนึงก่อนจะเอ่ยต่อ
"แม่เด็กบอกหมอไปว่าอะไรล่ะ ... แล้วนายได้ลองถามอะไรจากคนในโรงพยาบาลบ้างไหม"
"ทุกคนไม่มีใครบอกว่าไปทำแท้งครับ บอกว่าหกล้ม หมอเค้าก็ไม่ว่าอะไร ส่วนเรื่องสอบถาม ผมก็ลองถามหมอกับพยาบาล พวกเค้าบอกว่าข้อมูลเป็นความลับของผู้ป่วยไม่สามารถบอกได้"
บรรยากาศในห้องเงียบไปพักนึก รุ่งโรจน์ขีดเขียนในกระดาษสามสี่ประโยคก่อนที่จะถามขึ้น
"นายอยากมีรายได้ไหม" ........... กล่าวต่อเมื่อไม่มีคำโต้แย้ง " งั้นนายลองฟังข่าวที่ผมเขียน"
" เมื่อวันที่14มค50 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่ามีเด็กผู้หญิงหกล้มและตกเลือด จึงได้ช่วยนำส่งโรงพยาบาล สอบถามมารดาในเวลาต่อมาได้ความว่าเด็กสาวตั้งครรภ์ได้ระยะหนึ่งแล้วแต่เกิดพลัดหกล้มแล้วมีเลือดออกมากตั้งแต่เมื่อคืนนี้ แต่ไม่ได้รับการรักษาเนื่องจากโรงพยาบาลไม่มีหมอประจำตอนกลางคืน รุ่งเช้าก็ไปพบเด็กสาวนอนหมดสติอยู่... เมื่อไปถึงโรงพยาบาล ทางโรงพยาบาลกลับกักตัวคนไข้ไว้ไม่ได้ไปห้องผ่าตัด จนกระทั่งบิดาของเด็กโวยวายจึงมีการรีบพาส่งห้องผ่าตัด ในที่สุดเมื่อออกจากห้องผ่าตัด สิ่งที่ครอบครัวประสบก็คือหมอได้ตัดมดลูกทิ้งไป ทำให้เด็กสาวไม่สามารถมีลูกได้อีก ... สิ่งที่น่าสงสัยอีกประการก็คือทั้งที่เด็กสาวเพียงแค่หกล้มเลือดออก แต่แพทย์กลับแจ้งว่ามดลูกทะลุเสียเลือดมาก อีกทั้งเด็กสาวยังมีการติดเชื้อในกระแสเลือด .... ซึ่งรายละเอียดในการรักษาที่น่าสงสัยว่าจะมีความผิดพลาดในการผ่าตัดทางผู้สื่อข่าวได้พยายามสอบถามไปเพื่อให้ความเป็นธรรมแก่โรงพยาบาล แต่ทางแพทย์และพยาบาลกลับบ่ายเบี่ยงที่จะให้ความเห็นในเรื่องนี้"
รุ่งโรจน์กล่าวจบพร้อมรอยยิ้มอย่างผู้ชนะไปยังเด็กหนุ่มที่มองหน้าเขาอย่างไม่เชื่อสายตา ....
" อย่างนี้มันโกหกอย่างร้ายกาจเลยนะครับ" จุมพลโต้แย้ง
"ไหนคุณลองบอกหน่อยสิว่าผมโกหกตรงไหน " ว่าแล้วรุ่งโรจน์ก็เอากระดาษแผ่นที่เขาเพิ่งเขียนเมื่อครู่ให้เด็กหนุ่มอ่าน เด็กหนุ่มอ่านแล้วก็จนแต้มด้วยว่าไม่มีประโยคใดเลยที่ขัดจากความจริง....... แม้จะเป็นความจริงแบบบิดๆก็ตาม รุ่งโรจน์ยิ้มแล้วก็พูดต่อ
"ผมรู้จักครอบครัวผู้ใหญ่บุญมีดี พวกเขาเป็นคนธรรมดาซื่อๆ ลูกสาวต้องมาเป็นแบบนี้ก็ต้องลำบากไปใหญ่ ไหนจะเรื่องขี้ปากคน ไหนจะเรื่องหนี้สิน ... แต่ถ้า'เรา'ช่วยเขา เขาก็จะมีเงินใช้กัน"
จุมพลมองหน้าอย่างงงงัน การช่วยเหลือแบบใดกัน
" ผมจะพิมพ์ข่าวเมื่อกี้นี้เป็นฉบับร่าง คุณเอาไปก๊อปปี้นึงไปให้พ่อแม่เด็กดู แล้วบอกว่าถ้าช่วยกันร้องเรียนโรงพยาบาลโดยถือตามข่าวนี้ก็จะมีโอกาสได้เงิน.... หน้าที่ของนายก็คือพูดยังไงก็ได้ให้พวกเขาเห็นว่าข่าวนี้มันแค่การเล่นคำไม่ได้โกหกเลยแม้แต่น้อย แล้วก็ย้ำไปว่าการทำแท้งเถื่อนคนทำและคนพาไปก็มีความผิด "
"แล้วหมอเค้าจะไม่เป็นไรเหรอครับ"
" พวกหมอเดี๋ยวเค้าก็ช่วยกันเองแหละ ..... ถึงอย่างไร ผมก็คิดว่าจะส่งร่างอีกก๊อปปี้ไปให้ที่โรงพยาบาลอยู่แล้ว"
"ฮ้า....." เด็กหนุ่มจ้องหน้าบก.อย่างงงงัน
"อย่าคิดมากน่า ผมแค่ส่งร่างไปให้ ไม่ได้บอกว่าจะเอาเงินหรืออะไรสักหน่อย ถือเป็นความปรารถนาดีที่เตือนให้เขารู้ก่อน ... แล้วที่ติดต่อไปก็แค่เผื่อว่าพวกหมอเค้าจะมีความเห็นดีๆสัก5-6พันที่ทำให้ผมเปลี่ยนใจเอาข่าวอื่นมาลงแทน"
รุ่งโรจน์ขยับตัวให้สบายขึ้นอีกนิดก่อนจะยื่นข้อเสนอให้จุมพล
" ในเมื่องานนี้เป็นงานแรก รายได้จากบทความนี้ทั้งหมดก็ยกให้นายก่อน แล้วถ้านายตกลงมาร่วมงานกับผม ต่อไปเราก็แบ่งกัน50-50...... ตกลงไหม"
ไม่มีเสียงอะไรในห้องนั้น นอกจากมือที่ยื่นออกมา และเสียงเขย่ามืออันเป็นสัญญาณสากลแห่งการตกลง
"เรื่องนี้ไม่มีสอนในมหาลัยใช่ไหม " รุ่งโรจน์ถามก่อนที่จุมพลจะออกไปพร้อมก๊อปปี้ข่าว
"ไม่มีสอนในหลักสูตรหรอกครับ" จุมพลยิ้มให้ "แต่ผมแปลกใจที่รู้ว่ามันมีจริงๆ"
และแล้วเด็กหนุ่มก็ออกไป...... รุ่งโรจน์ยิ้มให้กับตัวเองเงียบๆ
เดี๋ยวนี้เค้าสอนได้ทันยุคสมัยจริงๆ
ยาวครับ ลายตาจริงๆหมอ :05: อ่านไม่ไหว
เรื่องมัน "ร้ายกาจ" เกินไปนะครับหมอ :39:
สะอึกมาก :31:
ขอย้ายมาห้องศิลป์นะครับ (ขุดนิดๆ ด้วยแหละ)
เคยตั้งด้วยหรอเรา :31:
ผมว่างานเขียนไปอยู่ใน บันทึกสั้นๆ (ยาวๆ) หมดแล้วมั้งพี่