ฟอนต์ฟอรั่ม

F0NT Community (เก่า) => แตกฟอง => โพสต์ถูกเริ่มโดย: PalmySyd เมื่อ 23 พ.ค. 2013, 20:14 น.

ชื่อเรื่อง: Project The artist
โพสต์โดย: PalmySyd เมื่อ 23 พ.ค. 2013, 20:14 น.
เพื่อนและปาล์มมีโปรเจคจะทำ App The artist
เป็นแอพที่จะเป็นพื้นที่ให้ศิลปินเอางานตัวเองมาขาย
โดยไม่หักค่านายหน้าใดๆ

ที่มาที่ไปของมันก็คือ เพื่อนมีความรู้สึกว่างานอาร์ทิสดีๆทำไมต้องโดนพ่อค้าคนกลางโขกสับถึง70%
ก็เข้าใจค่ะว่าพ่อค้าคนกลางเขามีภาระเรื่องค่าที่ ค่าคน ค่าน้ำ ค่าไฟ
ถ้างั้นมันจะดีกว่ามั้ยถ้าเรามีที่ๆนึงรวมศิลปิน ใครอยากทำอะไรมาขายก็ขาย
จะเป็นภาพวาด กระเป๋า ของแฮนด์เมด ฯลฯ
ก็มาลงที่เรา เหมือนที่ศูนย์รวมสินค้างานอาร์ทยังไงยังงั้น


โปรเจคนี้พึ่งคุยกับเพื่อนวันนี้ค่ะ เขาทำแอพไว้นานแล้ว
ลองเล่นเดโม่แล้วเออมันเวิร์คเลย
ไอ้เราก็เลยอยากเป็นกระบอกเสียง บอกต่อๆกันไปเผื่อมีใครจะสนใจค่ะ
ติดต่อPMมาหาปาล์มได้เลย หรือmail : iampalmแอดจีเมล.com ค่ะ


จริงๆยังมีอีกโปรเจคที่น่าสนใจคือ Mother museum อันนี้คุยกันจนเห็นรูปร่างระดับนึงแล้วค่ะ
เชื่อว่าจะเป็นอีกพื้นที่ๆให้เหล่าศิลปิน หรือคนชอบงานนิทรรศการได้ทำอะไรกันสนุกๆ
ย่อยของที่น่าเบื่อมาทำให้คนสนใจ แบบร่วมสมัย อาศัยนวัตกรรมอะไรก็ว่าไป
โปรเจคเกิดเมื่อไรจะมาป่าวประกาศกันอีกทีค่ะ


ปล. ลุงร่ม มาเป็นที่ปรึกษารับเชิญ บริษัทเค้ามั้ย มีอะไรให้สนุกเยอะเลยค่ะ  :33:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: Project The artist
โพสต์โดย: iannnnn เมื่อ 24 พ.ค. 2013, 12:01 น.
เอ๊ะ ทำไมถึงใช้รูปแบบแอปอะครับ
มันมีอะไรที่เหนือกว่าสื่ออื่นๆ รึเปล่า
(เช่นเว็บ หรือเอาง่ายๆ พ.ศ.นี้ก็เฟซบุ๊กต่างๆ)
ชื่อเรื่อง: ตอบ: Project The artist
โพสต์โดย: PalmySyd เมื่อ 24 พ.ค. 2013, 17:41 น.
เพราะมองว่าอนาคตคนจะใช้แอพมากกว่าเวบค่ะ
เวบไซต์จะค่อยๆลดบทบาทลง
การตลาดบางคนก็มองว่าจะตายไป
มันก็เป็นมุมมองของนักการตลาดที่มอง product life cycleน่ะค่ะ
ไม่มีใครบอกได้ว่าจะตายเมื่อไร จะตายจริงหรือป่าว อาจจะเกิดการต่อกราฟ ทำให้ไม่ตายก็ได้นะ


อีกอย่างคือมองว่าคนอยู่กับมือถือตลอดเวลา
ฟังก์ชั่นแอพมันทำให้คนใช้งานง่าย
ถ่ายรูปปั๊บอัพโหลดได้เลย ประมาณFB อะไรยังงั้นค่ะ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: Project The artist
โพสต์โดย: คิ้วหนาจ้ะ เมื่อ 27 พ.ค. 2013, 15:49 น.
อาจจะดีนะ แต่เราจะกรองยังไงอะ กลัวว่าพอแอปออกไป
กลายเป็นตลาดธรรมดาไปเลย แบบขายอะไรก็ได้
ชื่อเรื่อง: ตอบ: Project The artist
โพสต์โดย: JΛNΣ เมื่อ 27 พ.ค. 2013, 16:14 น.
ทำเป็นแอปบนมือถือ มันมีข้อจำกัดเรื่องการแสดงผล คือหน้าจอมันเล็ก จะดูรูปอะไรมันก็ไม่เต็มตา
ยิ่งของที่จะลงขายเป็นพวกภาพวาด กระเป๋า ของแฮนด์เมด ยิ่งต้องดูละเอียดๆ เลย
คือถึงมันอาจจะไม่แพง แต่ของพวกนี้คนซื้อก็อยากดูให้แน่ใจว่าชอบและอยากได้จริงๆ

ต่างกับการซื้อโปรแกรม,ซื้อสินค้าบริการ(เช่นจองโรงแรม) หรือซื้อของที่รู้จัก/เคยใช้อยู่แล้ว
อันนี้ไม่ต้องดูรูปที่มีรายละเอียดมาก ก็ตัดสินใจซื้อได้ง่ายกว่า


ปล. ความเห็นส่วนตัวล้วนๆ อาจจะไม่ตรงกับนักการตลาด
ชื่อเรื่อง: ตอบ: Project The artist
โพสต์โดย: 蓝月 (lán yuè) เมื่อ 27 พ.ค. 2013, 16:24 น.
เคยคุยกะพี่คนนึง
เค้าว่าแพลตฟอร์มที่อยู่ยั้งยืนยงสุด
อยู่ในภาชนะเว็บดีกว่านะคะ แล้วจะแตกหน่อออกยอดเป็น mobile web, mobile app อะไรก็ว่าไป :46:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: Project The artist
โพสต์โดย: iannnnn เมื่อ 27 พ.ค. 2013, 16:26 น.
พอดีอยู่คนละฝั่งกับทฤษฎีที่ว่าแอปจะมาแทนเว็บน่ะครับ
ได้ยินมานานหลายปีละ เรื่องที่ว่าเว็บจะตาย จนกระทั่งโลกค่อยๆ ขยับไปนานเข้า
จนโลกในวันนี้มัไม่เหมือนเดิม เหมือนกับที่คนเริ่มแนวคิดแอปมาแทนเว็บก็ล้มหายตายจากไปแล้ว
เว็บก็ยังไม่ตาย แต่กลับกลายพันธุ์ไปเรื่อยๆ ในขณะที่ฝ่ายที่ตายก็คือแอป (ในวันนั้นนะครับ)
แถมหลังจากการประกาศราวนั้นก็ดันมีไอแพด แท็บเล็ต ฯลฯ เกิดมาอีกมากมาย จนตอนนี้แว่นตายังมีเลย

ยิ่งมาดูเรื่องความหมลากหลายของแพลตฟอร์ม เรื่องอุปกรณ์ (อย่างที่คุณพ่อข้างบนว่าไว้)
ก็เลยยิ่งรู้สึกใหญ่เลยครับว่า device เกิดใหม่อีกมากมายมหาศาลเลยนะ ที่จะต้องมีการรันบนเว็บ
และแอปน่าจะเป็นหนึ่งภาชนะที่ทำให้เว็บนั้นมาแสดงผลได้ (ถ้าไม่มีแอปก็ใช้เบราว์เซอร์ได้อยู่ดี)

ก็เลยไม่แน่ใจว่าเรามองเห็นภาพตรงข้ามกันได้ขนาดนี้เลยเหรอ :12:
ขออภัยที่พูดตรงๆ ครับ มันต้องมีคนแบบนี้ไว้มั่งเนอะ ไม่ได้เก่งหรือเชี่ยวชาญการตลาดอะไรครับ แค่สนใจด้านนี้
ลองถกกันได้นะครับ ไอเดียเริ่มต้นของปาล์มน่าสนใจแล้ว เลยมาช่วยเคาะๆ



ตัดหน้า :59:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: Project The artist
โพสต์โดย: 蓝月 (lán yuè) เมื่อ 27 พ.ค. 2013, 16:28 น.
โถๆ พิมพ์ซะยาว :47:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: Project The artist
โพสต์โดย: PalmySyd เมื่อ 27 พ.ค. 2013, 16:56 น.
โอ้.....ขอบคุณทุกความคิดเห็นค่ะ
ดีจังที่มีคนมาชี้ให้เห็นอะไรอีกทาง

สำหรับปาล์มมองว่า1-5ปีนี้ คนไทยยังจะใช้งานควบคู่กันระหว่างเวบและแอพค่ะ
จะเกิดการโอนถ่ายมายังแอพมากขึ้น
จริงที่พี่แอนว่าdeviceมีมากมายยิบย่อย การแบคทูเบสิคกลับมาที่เวบคือสิ่งที่ตอบได้หมด
แต่ถ้ามองในแง่การใช้งานปาล์มก็ยังรู้สึกว่าแอพจะตอบสนองความสะดวกในการใช้งานมากกว่า
อาจจะเหมาเอาจากประสบการณ์ส่วนตัวที่ใช้ชีวิตที่ออสฯมานาน
ชีวิตแทบไม่ได้เข้าเวบเลยค่ะ ใช้งานผ่านแอพตลอด
และคนรอบข้าง รวมถึงคนอื่นๆก็ใช้แอพมากกว่า
ก็เลยตีคลุมเอาว่าตลาดไทยมักไหลตามต่างประเทศ
อเมริกาเอย ออสเอย จีนเอย มันคือทิศทางที่โลกพยายามเป็นไปค่ะ
ตรงนี้ยังไม่ได้ศึกษาถึงงานวิจัยแบบลึกๆนะคะว่า กราฟ ตัวเลขอะไรมันไปถึงไหนแล้ว
เดาเอากันง่ายๆจากเข้าเวบแล้วมันบังคับให้โหลดแอพนี่แหละ เว่ากันซื่อๆเลยเด้อค่า
ชื่อเรื่อง: ตอบ: Project The artist
โพสต์โดย: PalmySyd เมื่อ 27 พ.ค. 2013, 16:57 น.
อ้างคำพูดจาก: คิ้วหนาจ้ะ เมื่อ 27 พ.ค. 2013, 15:49 น.
อาจจะดีนะ แต่เราจะกรองยังไงอะ กลัวว่าพอแอปออกไป
กลายเป็นตลาดธรรมดาไปเลย แบบขายอะไรก็ได้

ตอนนี้ที่คิดไว้จะมีตัวกรองแค่2อันคือ ตลาดแบรนด์กับตลาดอินดี้

ซึ่งจริงๆน่าจะมีตัวกรองที่ดีกว่านี้...คงต้องคราฟกันไปเรื่อยๆค่ะ^^
ชื่อเรื่อง: ตอบ: Project The artist
โพสต์โดย: PalmySyd เมื่อ 27 พ.ค. 2013, 17:01 น.
อ้างคำพูดจาก: JΛNΣ เมื่อ 27 พ.ค. 2013, 16:14 น.
ทำเป็นแอปบนมือถือ มันมีข้อจำกัดเรื่องการแสดงผล คือหน้าจอมันเล็ก จะดูรูปอะไรมันก็ไม่เต็มตา
ยิ่งของที่จะลงขายเป็นพวกภาพวาด กระเป๋า ของแฮนด์เมด ยิ่งต้องดูละเอียดๆ เลย
คือถึงมันอาจจะไม่แพง แต่ของพวกนี้คนซื้อก็อยากดูให้แน่ใจว่าชอบและอยากได้จริงๆ

ต่างกับการซื้อโปรแกรม,ซื้อสินค้าบริการ(เช่นจองโรงแรม) หรือซื้อของที่รู้จัก/เคยใช้อยู่แล้ว
อันนี้ไม่ต้องดูรูปที่มีรายละเอียดมาก ก็ตัดสินใจซื้อได้ง่ายกว่า


ปล. ความเห็นส่วนตัวล้วนๆ อาจจะไม่ตรงกับนักการตลาด

จริงค่ะ ไม่งั้นมันจะออกมาแนวอีเบย์ที่ต้องมาเดากันเอาเองว่าคุณภาพมันจะยังไงนะ จะโดนหลอกย้อมแมวรึป่าว
ซึ่งคงต้องขึ้นกับนโยบาย ตัวกรอง ข้อกำหนดต่างๆยิบย่อยอีก...ว่าไปก็เยอะเนอะ  :59:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: Project The artist
โพสต์โดย: iannnnn เมื่อ 27 พ.ค. 2013, 17:11 น.
อ้างคำพูดจาก: PalmySyd เมื่อ 27 พ.ค. 2013, 16:56 น.
โอ้.....ขอบคุณทุกความคิดเห็นค่ะ
ดีจังที่มีคนมาชี้ให้เห็นอะไรอีกทาง

สำหรับปาล์มมองว่า1-5ปีนี้ คนไทยยังจะใช้งานควบคู่กันระหว่างเวบและแอพค่ะ
จะเกิดการโอนถ่ายมายังแอพมากขึ้น
จริงที่พี่แอนว่าdeviceมีมากมายยิบย่อย การแบคทูเบสิคกลับมาที่เวบคือสิ่งที่ตอบได้หมด
แต่ถ้ามองในแง่การใช้งานปาล์มก็ยังรู้สึกว่าแอพจะตอบสนองความสะดวกในการใช้งานมากกว่า
อาจจะเหมาเอาจากประสบการณ์ส่วนตัวที่ใช้ชีวิตที่ออสฯมานาน
ชีวิตแทบไม่ได้เข้าเวบเลยค่ะ ใช้งานผ่านแอพตลอด
และคนรอบข้าง รวมถึงคนอื่นๆก็ใช้แอพมากกว่า
ก็เลยตีคลุมเอาว่าตลาดไทยมักไหลตามต่างประเทศ
อเมริกาเอย ออสเอย จีนเอย มันคือทิศทางที่โลกพยายามเป็นไปค่ะ
ตรงนี้ยังไม่ได้ศึกษาถึงงานวิจัยแบบลึกๆนะคะว่า กราฟ ตัวเลขอะไรมันไปถึงไหนแล้ว
เดาเอากันง่ายๆจากเข้าเวบแล้วมันบังคับให้โหลดแอพนี่แหละ เว่ากันซื่อๆเลยเด้อค่า


เอ พี่ว่าไม่ใช่พฤติกรรมคนไทยนะ (คนไทยเล่นไลน์กะเฟซบุ๊ก :30:)
ลองเทียบเคียงกับ Etsy หรือ Pinterest ก็ได้ น่าจะเทียบเคียงกะโปรเจกต์ที่ปาล์มกำลังจะทำ
สังเกตว่ามันมาทางเว็บเป็นแกน แล้วจะปล่อยแขนขาเป็นแอปหรืออะไรลงแพลตฟอร์มไหนก็ว่าไป

หรือ Instagram หรือ Tumblr ก็ได้ เหล่านี้มาเป็นเว็บ แล้วแตกแขนงเป็นเส้นอื่น
เอาจริงๆ คือถ้าคิดจะเป็นแอปนำ แม่งจูนในแพลตฟอร์มเดียวให้รอด ยังอ้วกเลย :59:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: Project The artist
โพสต์โดย: Layiji เมื่อ 27 พ.ค. 2013, 17:38 น.
เห็นด้วยจ้า
ตูคนนึงนี่แหละที่ไม่ชอบความเป็นแอ๊บเลย
เหมือนง่ายแต่ยุ่งยากเพราะมันมาไม่ค่อยครบยังไงไม่รู้ (ในกรณีที่มีเว็บอยู่แล้วนะ)
จะใช้อะไรอยากผ่านเบราเซอร์ แล้วจะทึ่งกับอีเบราเซอร์ที่เป็น responsive มากกว่า  :25:


ปล. คนไทยซื้อของผ่านเน็ตยังเพิ่งค่อยๆโตเลย :05:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: Project The artist
โพสต์โดย: Romzaikyu เมื่อ 27 พ.ค. 2013, 17:39 น.
พี่ว่าเป็นเว็บนำ มันเข้าถึงมากกว่ารึเปล่า
พอทำเป็นแอพปั๊บ หมายความว่าทิ้งคนที่ไม่ใช้สมาร์ทโฟนไปเลยนะ
หรือการตลาดเค้าสำรวจมาแล้วว่าคนที่ไม่ใช้สมาร์ทโฟนนี่ ไม่เข้ากลุ่มที่จะซื้องานศิลป์อะไรแบบนี้อยู่แล้ว
ชื่อเรื่อง: ตอบ: Project The artist
โพสต์โดย: เทอร์โบบูสเตอร์ เมื่อ 27 พ.ค. 2013, 23:37 น.
เป็นแอป ตูว่ายากนะ คือ มันต้องโหลดมาลงในเครื่องใช่ป่ะ ไอ้ขั้นตอนจะโหลดนี มันต้องมี 1 ครั้งที่ต้องตัดสินใจละ

แต่พอเป็นเว็บนี่ เปิดดูได้เลย ไม่ต้องคิด ชอบแล้วค่อยโหลดแอปมาลงเครื่อง
ชื่อเรื่อง: ตอบ: Project The artist
โพสต์โดย: PalmySyd เมื่อ 28 พ.ค. 2013, 07:03 น.
โอเค....เดี๋ยววันนี้เจอเพื่อน ขออนุญาติเอาความเห็นไปแชร์ให้เพื่อนฟังด้วยนะคะ

มันต้องคิดให้รอบก่อนลงมือ โย่ว!
ชื่อเรื่อง: ตอบ: Project The artist
โพสต์โดย: Earthchie เมื่อ 28 พ.ค. 2013, 20:42 น.
ยังไงก็ต้องมี server side อยู่ละ ก็ทำมันทั้งเว็บด้วยเลยครับ สนับสนุนอีกเสียง

ว่าแต่อันนี้จริงจังแค่ไหนครับ ไม่เห็นมีโมเดลการหาเงินเลย เพราะกว่าจะปั้นจนเสร็จก็เหนื่อยอยู่ คงลงทุนเกินคำว่าทำเล่นเยอะไปนิด
ชื่อเรื่อง: ตอบ: Project The artist
โพสต์โดย: roundbol123 เมื่อ 28 พ.ค. 2013, 20:54 น.
ในฐานะยูสเซ่อ เล่นเฟซบุคยังชอบเล่นเป็นเว็บมากกว่าเลยอ้ะ
บีฮ้าน พินเทอเรส มีเป็นแอปในมือถือหมดนะ แต่เปิดนับครั้งได้เลย
(มันดูรูปไม่ถนัด สามจีก็ว่องไวเหลือเกิน TT)

พี่ปาล์มสู้ๆเน่อ  :25: จะบอกว่าสนใจขายของแหละ
แต่ของยังไมไ่ด้สั่งทำเลย น่าจะได้ช่วงสิ้นเดือน  :3005:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: Project The artist
โพสต์โดย: Layiji เมื่อ 28 พ.ค. 2013, 22:07 น.
อีกปัญหานึงของงานอาร์ตคือ ระวังความเกรียนขี้ก๊อบของคนไทยนะครับ


ชื่อเรื่อง: ตอบ: Project The artist
โพสต์โดย: PalmySyd เมื่อ 29 พ.ค. 2013, 07:59 น.
อ้างคำพูดจาก: Layiji เมื่อ 28 พ.ค. 2013, 22:07 น.
อีกปัญหานึงของงานอาร์ตคือ ระวังความเกรียนขี้ก๊อบของคนไทยนะครับ




นี่แหละเรื่องที่คิดไม่ตกค่ะ จะมีมาตรการช่วยเหลืออย่างไรดี

ส่วนเรื่องการลงทุน...เพื่อนเป็นคนลงทั้งหมดค่ะ
ปาล์มเป็นกระบอกเสียงช่วยหาคนมาขาย
คอนเซปท์หาเงินคือ ให้ลงฟรี6เดือน-1ปีแรก
หลังจากนั้นน่าจะเก็เปอร์เซนต์ซักไม่เกิน10% ของยอดขาย
เก็บแบบเบาๆ ทำเอาความสุขค่ะ
แผนการเงินเขาบอกว่า "ผมรองรับได้ถึง4ปี...ถ้าเกินกว่านี้ยังไม่มีรายได้เข้าจากทางไหนเลยก็คงเจ๊งจริงๆล่ะ"

เชื่อว่าไม่เจ๊งค่ะ

ปาล์มมันก็พวกจับแพะชนแกะช่วยอะไรได้ก็ช่วย
ก็ว่าจะพาศิลปินทั้งหลายที่มีสินค้าเข้าคอนเซปท์กับทาง Mother museum ไปขายตามงานด้วยค่ะ
มันน่าจะเกิดเป็นโปรเจคต่อโปรเจคที่สามารถชื่อมโยงกันได้ค่ะ

น้องนานาๆๆๆ อยากเห็นของจากฝีมือนานา กรี๊ดๆ พี่เป็นติ่งแฟนคลับงานนานาล่ะ :25:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: Project The artist
โพสต์โดย: Vikz เมื่อ 29 พ.ค. 2013, 08:14 น.
ก็คงต้องจดลิขสิทธ์ทางปัญญาให้หมดทุกชิ้นงานมั้งครับ

น่าจะเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด

:46:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: Project The artist
โพสต์โดย: icez เมื่อ 29 พ.ค. 2013, 12:29 น.
ลิขสิทธิ์เกิดขึ้นทันทีที่สร้างสรรค์ผลงานครับ การจดเป็นแค่การ "จดแจ้ง" เฉยๆ ว่าเราคิดมาเรียบร้อยแล้วนะ ขอเอกสารยืนยันหน่อย
ชื่อเรื่อง: ตอบ: Project The artist
โพสต์โดย: Vikz เมื่อ 29 พ.ค. 2013, 12:30 น.
อ้างคำพูดจาก: icez เมื่อ 29 พ.ค. 2013, 12:29 น.
ลิขสิทธิ์เกิดขึ้นทันทีที่สร้างสรรค์ผลงานครับ การจดเป็นแค่การ "จดแจ้ง" เฉยๆ ว่าเราคิดมาเรียบร้อยแล้วนะ ขอเอกสารยืนยันหน่อย

นั่นล่ะครับ ที่อยากหมายถึง แต่อธิบายไม่เป็น  :46: ขอบคุณไอซ์ครับผม  :52:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: Project The artist
โพสต์โดย: Layiji เมื่อ 29 พ.ค. 2013, 13:22 น.
อันนั้นคือตัวกฎหมายครับ ซึ่งเกรียนมันไม่ค่อยสนไง

ประมาณนี้
คนไทยรึเปล่า คนไทยต้องมีน้ำใจแบ่งปันกันหน่อยยยยย  (สัด):59:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: Project The artist
โพสต์โดย: Earthchie เมื่อ 29 พ.ค. 2013, 13:28 น.
อย่าง deviant art นี่เค้ามีกลยุทธ์ยังไงอ่ะครับ น่าลอกมันมาแฮะ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: Project The artist
โพสต์โดย: Romzaikyu เมื่อ 29 พ.ค. 2013, 17:45 น.
เจ้านั้นนี่ได้ข่าวว่าเหรียนไทยลอกมากระจุย :30:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: Project The artist
โพสต์โดย: mr_tawan เมื่อ 30 พ.ค. 2013, 02:24 น.
แวะมาพูดถึงประเด็น แอพ vs เว็บ หน่อยนะครับ

แอพ ที่ย่อมาจาก Application นั้นเกิดมาก่อนหน้า Web นานมาก ตั้งแต่สมัยคนเริ่มเขียนโปรแกรมแทนที่จะเป็นบัตรเจาะรูโน่น (พระเจ้าเหาฮ่องเต้มหาราชที่ 12 เห็นจะได้) ที่เราเห็นในมือถือ หรือที่เรียกว่า Mobile App นั้นเกิดมาทีหลังก็จริงแต่ก็อยู่บนพื้นฐานเดียวกัน แต่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเว็บมาก ส่วนเว็บนั้นเกิดจากตาทิม เบอร์เนอร์ส ลี แกอยากทำเอกสารให้มันเทพมากขึ้นก็เลยพัฒนา HTML ขึ้นมา และภายหลังก็เริ่มมีการเพิ่มความสามารถลงไปมากขึ้นเรื่อย ๆ

ความเห็นส่วนตัว ย่อหน้าข้างบนไม่ต้องอ่านก็ได้ครับ ไม่มีความหมายอะไรทั้งสิ้น (แล้วจะเขียนทำไม?) คือ Mobile Application บนสมาร์ทโฟนหลากหลายยี่ห้อจะเป็นเทคโนโลยีที่เป็นตัวคั่นกลางระหว่างยุคต่อไป ก็คือยุคของเว็บ แต่ โมแอพ (ย่อเป็นคนญี่ปุ่นเลย) ก็จะไม่หายไปง่าย ๆ เช่นกัน คือจริง ๆ เราอยู่ในยุคที่ HTML เองก็มีความสามารถมากเกินพอที่จะทดแทนงานที่สามารถทำบนเครื่องได้โดยตรงทั้งหมดอยู่แล้วครับ เพียงแต่ว่าการเขียนเว็บแอพ (แอพมาอีกละ) มันยังยากกว่าและการใช้งานก็ยังคงกินเครื่องอยู่มาก ดังนั้นยุคของ HTML ล้วน ๆ ก็เลยยังมาไม่ถึง

ผมเชื่อว่า ถ้าเป็นตอนนี้ ควรจะทำทั้งสองอย่าง ทั้งแอพและเว็บ คล้าย ๆ Facebook หรือ Google+ อาจจะเป็น Social Network ที่เน้นการขาย/แสดงผลงานของตัวเองขึ้นมาสักตัวก็ได้ จริง ๆ ก็มีวิธีการเขียนเว็บและแอพโดยอยู่บนพื้นฐานของโค๊ดชุดเดียวกันอยู่ครับ (อย่าง http://phonegap.com (http://phonegap.com)) ไม่ต้องพัฒนาแยกกันอีก ก็น่าจะทำให้พัฒนาได้ง่ายกว่า
ชื่อเรื่อง: ตอบ: Project The artist
โพสต์โดย: iannnnn เมื่อ 30 พ.ค. 2013, 11:13 น.
ตัวต้นขั้วมันโอเคนะครับ แต่พอ compile ออกมาเจอเรื่อง fragmentation ก็ยากหน่อย ที่จะเอาใจคนทุก OS ทุกแพลตฟอร์ม
หรือแม้แต่แพลตฟอร์มเดียวกัน อย่างแอนดรอยด์นี่ก็เป็นที่รู้กันว่าปัญหาเยอะฉิบหาย
ในขณะที่คนเขียนเว็บ (เหมารวมถึงพวก HTML เพียวๆ ด้วยละกัน) นั่นแค่ดักอะไรนิดหน่อยก็ทำงานในมือถือทุกค่ายทุกสัญชาติแล้วครับ

ในห้าปีนี้คิดว่าเราจะได้เห็นเว็บที่ค่อยๆ ทำได้มากขึ้น จนมาทดแทนแอป
และไอคอนของแอปก็จะเป็นแค่ shortcut ไปโผล่เข้าเว็บ (แบบ Firefox OS) มากขึ้นเรื่อยๆ ตามที่เทคโนโลยีจะอำนวยครับ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: Project The artist
โพสต์โดย: เทอร์โบบูสเตอร์ เมื่อ 30 พ.ค. 2013, 11:20 น.
อำนวยกำคราด อำนาจกำใคร
ชื่อเรื่อง: ตอบ: Project The artist
โพสต์โดย: Earthchie เมื่อ 30 พ.ค. 2013, 17:32 น.
อ้างคำพูดจาก: mr_tawan เมื่อ 30 พ.ค. 2013, 02:24 น.
จริง ๆ ก็มีวิธีการเขียนเว็บและแอพโดยอยู่บนพื้นฐานของโค๊ดชุดเดียวกันอยู่ครับ (อย่าง http://phonegap.com (http://phonegap.com)) ไม่ต้องพัฒนาแยกกันอีก ก็น่าจะทำให้พัฒนาได้ง่ายกว่า

phonegap (แถม titanium อีกตัว) นี่มันดีที่มัน port ไปหา mobile plateform อื่นๆ ได้ง่าย แต่ web plateform ผมว่าไม่ใช่ละ
คือถึงจะใช้สกิลด้านการทำเว็บมาพัฒนาได้ (ประหยัดเวลาเรียนรู้) แต่ยังไงก็ต้องพัฒนาแยกกับเว็บครับ

แถมแอพพวกนี้ไม่ตอบโจทย์ 100% เพราะตัวเฟรมเวิร์ค phonegap เองก็มีปัญหาของมันเหมือนกัน (ช้า, custom ได้ไม่ละเอียด)
ชื่อเรื่อง: ตอบ: Project The artist
โพสต์โดย: icez เมื่อ 31 พ.ค. 2013, 03:22 น.
ปัญหาใหญ่ของการทำเป็น web app มันคือการที่เราเรียก feature ของมือถือไม่ได้ครับ
- push notification ทำไง?
- อยากใช้สารพัด sensor บนมือถือทำไง? (เอียงจอ , gps , ...)

เอาจริงๆ web stack มันมีข้อจำกัดเยอะครับ และต่างกับการเขียน native app เยอะมากๆ ถ้าจุดประสงค์ไม่ได้ต้องการ app ที่เรียกใช้ native feature พวกนี้ก็เขียน phonegap เอาก็พอจะสะดวกระดับหนึ่ง แต่ถ้าต้องการเรียก feature พวกนี้ก็ต้องยอมเขียนเป็น native อยู่ดี
ชื่อเรื่อง: ตอบ: Project The artist
โพสต์โดย: PalmySyd เมื่อ 31 พ.ค. 2013, 07:26 น.
เมื่อวานไปประชุมงาน4กอง เล่นเอาหมดแรง แต่ก็อิ่มใจสุดๆ
วางงาน Project the artistไป2-3phaseล่ะ

Phaseแรกน้ำจิ้ม รวมคนมาขายของออนไลน์ คราฟเรื่องมาตรกาาป้องกันและช่วยเหลือศิลปินเสร็จก็น่าจะสั่งคลอดได้เลย
Phase2 พื้นที่ประชุม รวมตัว แสดงงาน ขายของสำหรับศิลปิน แบบเป็นรูปเป็นร่างเป็นตัวตึกอาคารที่สาทร จะเกิดขึ้นค่ะ
Phase3 เป็นกิจกรรม, mobile exhibition, PRหนักๆ


พึ่งเรียบเรียง3เฝสเสร็จตะกี๊ อังคารหน้าเอาไปประชุมต่อ มีความคืบหน้าอย่างไรจะมาบอกเล่ากันต่อเด้อ


งานนี้ทำด้วยแรงฝันและความรักล้วนๆ เพราะเราตั้งคอนเซปท์ไว้ว่า
รายได้ที่เข้ามา ศิลปินอิ่ม, คนทำงานอิ่ม, แบ่งกำไรแต่พองาม(นิดเดียว)ไว้หล่อเลี้ยงและพัฒนาตัวองค์กร(ประมาณ20-40%) กำไรที่เหลือ60-80%มอบให้มูลนิธิทั้งหมดทั้งมวล...จะเป็นมูลนิธิอะไรว่ากันต่อในที่ประชุมค่า
ชื่อเรื่อง: ตอบ: Project The artist
โพสต์โดย: iannnnn เมื่อ 31 พ.ค. 2013, 10:00 น.
อ้างคำพูดจาก: icez เมื่อ 31 พ.ค. 2013, 03:22 น.
ปัญหาใหญ่ของการทำเป็น web app มันคือการที่เราเรียก feature ของมือถือไม่ได้ครับ
- push notification ทำไง?
- อยากใช้สารพัด sensor บนมือถือทำไง? (เอียงจอ , gps , ...)

เอาจริงๆ web stack มันมีข้อจำกัดเยอะครับ และต่างกับการเขียน native app เยอะมากๆ ถ้าจุดประสงค์ไม่ได้ต้องการ app ที่เรียกใช้ native feature พวกนี้ก็เขียน phonegap เอาก็พอจะสะดวกระดับหนึ่ง แต่ถ้าต้องการเรียก feature พวกนี้ก็ต้องยอมเขียนเป็น native อยู่ดี

ถ้าต้องการพลังงานแบบนี้ก็ต้อง native ครับ
แต่ดูแล้วอย่างงานนี้น่าจะไม่นะ หรือถ้าต้องการใช้จริง ก็ภายใน 3-4 ปีนี้ฟีเจอร์ที่ว่าคงมากันครบครับ