เพื่อนและปาล์มมีโปรเจคจะทำ App The artist
เป็นแอพที่จะเป็นพื้นที่ให้ศิลปินเอางานตัวเองมาขาย
โดยไม่หักค่านายหน้าใดๆ
ที่มาที่ไปของมันก็คือ เพื่อนมีความรู้สึกว่างานอาร์ทิสดีๆทำไมต้องโดนพ่อค้าคนกลางโขกสับถึง70%
ก็เข้าใจค่ะว่าพ่อค้าคนกลางเขามีภาระเรื่องค่าที่ ค่าคน ค่าน้ำ ค่าไฟ
ถ้างั้นมันจะดีกว่ามั้ยถ้าเรามีที่ๆนึงรวมศิลปิน ใครอยากทำอะไรมาขายก็ขาย
จะเป็นภาพวาด กระเป๋า ของแฮนด์เมด ฯลฯ
ก็มาลงที่เรา เหมือนที่ศูนย์รวมสินค้างานอาร์ทยังไงยังงั้น
โปรเจคนี้พึ่งคุยกับเพื่อนวันนี้ค่ะ เขาทำแอพไว้นานแล้ว
ลองเล่นเดโม่แล้วเออมันเวิร์คเลย
ไอ้เราก็เลยอยากเป็นกระบอกเสียง บอกต่อๆกันไปเผื่อมีใครจะสนใจค่ะ
ติดต่อPMมาหาปาล์มได้เลย หรือmail : iampalmแอดจีเมล.com ค่ะ
จริงๆยังมีอีกโปรเจคที่น่าสนใจคือ Mother museum อันนี้คุยกันจนเห็นรูปร่างระดับนึงแล้วค่ะ
เชื่อว่าจะเป็นอีกพื้นที่ๆให้เหล่าศิลปิน หรือคนชอบงานนิทรรศการได้ทำอะไรกันสนุกๆ
ย่อยของที่น่าเบื่อมาทำให้คนสนใจ แบบร่วมสมัย อาศัยนวัตกรรมอะไรก็ว่าไป
โปรเจคเกิดเมื่อไรจะมาป่าวประกาศกันอีกทีค่ะ
ปล. ลุงร่ม มาเป็นที่ปรึกษารับเชิญ บริษัทเค้ามั้ย มีอะไรให้สนุกเยอะเลยค่ะ :33:
เอ๊ะ ทำไมถึงใช้รูปแบบแอปอะครับ
มันมีอะไรที่เหนือกว่าสื่ออื่นๆ รึเปล่า
(เช่นเว็บ หรือเอาง่ายๆ พ.ศ.นี้ก็เฟซบุ๊กต่างๆ)
เพราะมองว่าอนาคตคนจะใช้แอพมากกว่าเวบค่ะ
เวบไซต์จะค่อยๆลดบทบาทลง
การตลาดบางคนก็มองว่าจะตายไป
มันก็เป็นมุมมองของนักการตลาดที่มอง product life cycleน่ะค่ะ
ไม่มีใครบอกได้ว่าจะตายเมื่อไร จะตายจริงหรือป่าว อาจจะเกิดการต่อกราฟ ทำให้ไม่ตายก็ได้นะ
อีกอย่างคือมองว่าคนอยู่กับมือถือตลอดเวลา
ฟังก์ชั่นแอพมันทำให้คนใช้งานง่าย
ถ่ายรูปปั๊บอัพโหลดได้เลย ประมาณFB อะไรยังงั้นค่ะ
อาจจะดีนะ แต่เราจะกรองยังไงอะ กลัวว่าพอแอปออกไป
กลายเป็นตลาดธรรมดาไปเลย แบบขายอะไรก็ได้
ทำเป็นแอปบนมือถือ มันมีข้อจำกัดเรื่องการแสดงผล คือหน้าจอมันเล็ก จะดูรูปอะไรมันก็ไม่เต็มตา
ยิ่งของที่จะลงขายเป็นพวกภาพวาด กระเป๋า ของแฮนด์เมด ยิ่งต้องดูละเอียดๆ เลย
คือถึงมันอาจจะไม่แพง แต่ของพวกนี้คนซื้อก็อยากดูให้แน่ใจว่าชอบและอยากได้จริงๆ
ต่างกับการซื้อโปรแกรม,ซื้อสินค้าบริการ(เช่นจองโรงแรม) หรือซื้อของที่รู้จัก/เคยใช้อยู่แล้ว
อันนี้ไม่ต้องดูรูปที่มีรายละเอียดมาก ก็ตัดสินใจซื้อได้ง่ายกว่า
ปล. ความเห็นส่วนตัวล้วนๆ อาจจะไม่ตรงกับนักการตลาด
เคยคุยกะพี่คนนึง
เค้าว่าแพลตฟอร์มที่อยู่ยั้งยืนยงสุด
อยู่ในภาชนะเว็บดีกว่านะคะ แล้วจะแตกหน่อออกยอดเป็น mobile web, mobile app อะไรก็ว่าไป :46:
พอดีอยู่คนละฝั่งกับทฤษฎีที่ว่าแอปจะมาแทนเว็บน่ะครับ
ได้ยินมานานหลายปีละ เรื่องที่ว่าเว็บจะตาย จนกระทั่งโลกค่อยๆ ขยับไปนานเข้า
จนโลกในวันนี้มัไม่เหมือนเดิม เหมือนกับที่คนเริ่มแนวคิดแอปมาแทนเว็บก็ล้มหายตายจากไปแล้ว
เว็บก็ยังไม่ตาย แต่กลับกลายพันธุ์ไปเรื่อยๆ ในขณะที่ฝ่ายที่ตายก็คือแอป (ในวันนั้นนะครับ)
แถมหลังจากการประกาศราวนั้นก็ดันมีไอแพด แท็บเล็ต ฯลฯ เกิดมาอีกมากมาย จนตอนนี้แว่นตายังมีเลย
ยิ่งมาดูเรื่องความหมลากหลายของแพลตฟอร์ม เรื่องอุปกรณ์ (อย่างที่คุณพ่อข้างบนว่าไว้)
ก็เลยยิ่งรู้สึกใหญ่เลยครับว่า device เกิดใหม่อีกมากมายมหาศาลเลยนะ ที่จะต้องมีการรันบนเว็บ
และแอปน่าจะเป็นหนึ่งภาชนะที่ทำให้เว็บนั้นมาแสดงผลได้ (ถ้าไม่มีแอปก็ใช้เบราว์เซอร์ได้อยู่ดี)
ก็เลยไม่แน่ใจว่าเรามองเห็นภาพตรงข้ามกันได้ขนาดนี้เลยเหรอ :12:
ขออภัยที่พูดตรงๆ ครับ มันต้องมีคนแบบนี้ไว้มั่งเนอะ ไม่ได้เก่งหรือเชี่ยวชาญการตลาดอะไรครับ แค่สนใจด้านนี้
ลองถกกันได้นะครับ ไอเดียเริ่มต้นของปาล์มน่าสนใจแล้ว เลยมาช่วยเคาะๆ
ตัดหน้า :59:
โถๆ พิมพ์ซะยาว :47:
โอ้.....ขอบคุณทุกความคิดเห็นค่ะ
ดีจังที่มีคนมาชี้ให้เห็นอะไรอีกทาง
สำหรับปาล์มมองว่า1-5ปีนี้ คนไทยยังจะใช้งานควบคู่กันระหว่างเวบและแอพค่ะ
จะเกิดการโอนถ่ายมายังแอพมากขึ้น
จริงที่พี่แอนว่าdeviceมีมากมายยิบย่อย การแบคทูเบสิคกลับมาที่เวบคือสิ่งที่ตอบได้หมด
แต่ถ้ามองในแง่การใช้งานปาล์มก็ยังรู้สึกว่าแอพจะตอบสนองความสะดวกในการใช้งานมากกว่า
อาจจะเหมาเอาจากประสบการณ์ส่วนตัวที่ใช้ชีวิตที่ออสฯมานาน
ชีวิตแทบไม่ได้เข้าเวบเลยค่ะ ใช้งานผ่านแอพตลอด
และคนรอบข้าง รวมถึงคนอื่นๆก็ใช้แอพมากกว่า
ก็เลยตีคลุมเอาว่าตลาดไทยมักไหลตามต่างประเทศ
อเมริกาเอย ออสเอย จีนเอย มันคือทิศทางที่โลกพยายามเป็นไปค่ะ
ตรงนี้ยังไม่ได้ศึกษาถึงงานวิจัยแบบลึกๆนะคะว่า กราฟ ตัวเลขอะไรมันไปถึงไหนแล้ว
เดาเอากันง่ายๆจากเข้าเวบแล้วมันบังคับให้โหลดแอพนี่แหละ เว่ากันซื่อๆเลยเด้อค่า
อ้างคำพูดจาก: คิ้วหนาจ้ะ เมื่อ 27 พ.ค. 2013, 15:49 น.
อาจจะดีนะ แต่เราจะกรองยังไงอะ กลัวว่าพอแอปออกไป
กลายเป็นตลาดธรรมดาไปเลย แบบขายอะไรก็ได้
ตอนนี้ที่คิดไว้จะมีตัวกรองแค่2อันคือ ตลาดแบรนด์กับตลาดอินดี้
ซึ่งจริงๆน่าจะมีตัวกรองที่ดีกว่านี้...คงต้องคราฟกันไปเรื่อยๆค่ะ^^
อ้างคำพูดจาก: JΛNΣ เมื่อ 27 พ.ค. 2013, 16:14 น.
ทำเป็นแอปบนมือถือ มันมีข้อจำกัดเรื่องการแสดงผล คือหน้าจอมันเล็ก จะดูรูปอะไรมันก็ไม่เต็มตา
ยิ่งของที่จะลงขายเป็นพวกภาพวาด กระเป๋า ของแฮนด์เมด ยิ่งต้องดูละเอียดๆ เลย
คือถึงมันอาจจะไม่แพง แต่ของพวกนี้คนซื้อก็อยากดูให้แน่ใจว่าชอบและอยากได้จริงๆ
ต่างกับการซื้อโปรแกรม,ซื้อสินค้าบริการ(เช่นจองโรงแรม) หรือซื้อของที่รู้จัก/เคยใช้อยู่แล้ว
อันนี้ไม่ต้องดูรูปที่มีรายละเอียดมาก ก็ตัดสินใจซื้อได้ง่ายกว่า
ปล. ความเห็นส่วนตัวล้วนๆ อาจจะไม่ตรงกับนักการตลาด
จริงค่ะ ไม่งั้นมันจะออกมาแนวอีเบย์ที่ต้องมาเดากันเอาเองว่าคุณภาพมันจะยังไงนะ จะโดนหลอกย้อมแมวรึป่าว
ซึ่งคงต้องขึ้นกับนโยบาย ตัวกรอง ข้อกำหนดต่างๆยิบย่อยอีก...ว่าไปก็เยอะเนอะ :59:
อ้างคำพูดจาก: PalmySyd เมื่อ 27 พ.ค. 2013, 16:56 น.
โอ้.....ขอบคุณทุกความคิดเห็นค่ะ
ดีจังที่มีคนมาชี้ให้เห็นอะไรอีกทาง
สำหรับปาล์มมองว่า1-5ปีนี้ คนไทยยังจะใช้งานควบคู่กันระหว่างเวบและแอพค่ะ
จะเกิดการโอนถ่ายมายังแอพมากขึ้น
จริงที่พี่แอนว่าdeviceมีมากมายยิบย่อย การแบคทูเบสิคกลับมาที่เวบคือสิ่งที่ตอบได้หมด
แต่ถ้ามองในแง่การใช้งานปาล์มก็ยังรู้สึกว่าแอพจะตอบสนองความสะดวกในการใช้งานมากกว่า
อาจจะเหมาเอาจากประสบการณ์ส่วนตัวที่ใช้ชีวิตที่ออสฯมานาน
ชีวิตแทบไม่ได้เข้าเวบเลยค่ะ ใช้งานผ่านแอพตลอด
และคนรอบข้าง รวมถึงคนอื่นๆก็ใช้แอพมากกว่า
ก็เลยตีคลุมเอาว่าตลาดไทยมักไหลตามต่างประเทศ
อเมริกาเอย ออสเอย จีนเอย มันคือทิศทางที่โลกพยายามเป็นไปค่ะ
ตรงนี้ยังไม่ได้ศึกษาถึงงานวิจัยแบบลึกๆนะคะว่า กราฟ ตัวเลขอะไรมันไปถึงไหนแล้ว
เดาเอากันง่ายๆจากเข้าเวบแล้วมันบังคับให้โหลดแอพนี่แหละ เว่ากันซื่อๆเลยเด้อค่า
เอ พี่ว่าไม่ใช่พฤติกรรมคนไทยนะ (คนไทยเล่นไลน์กะเฟซบุ๊ก :30:)
ลองเทียบเคียงกับ Etsy หรือ Pinterest ก็ได้ น่าจะเทียบเคียงกะโปรเจกต์ที่ปาล์มกำลังจะทำ
สังเกตว่ามันมาทางเว็บเป็นแกน แล้วจะปล่อยแขนขาเป็นแอปหรืออะไรลงแพลตฟอร์มไหนก็ว่าไป
หรือ Instagram หรือ Tumblr ก็ได้ เหล่านี้มาเป็นเว็บ แล้วแตกแขนงเป็นเส้นอื่น
เอาจริงๆ คือถ้าคิดจะเป็นแอปนำ แม่งจูนในแพลตฟอร์มเดียวให้รอด ยังอ้วกเลย :59:
เห็นด้วยจ้า
ตูคนนึงนี่แหละที่ไม่ชอบความเป็นแอ๊บเลย
เหมือนง่ายแต่ยุ่งยากเพราะมันมาไม่ค่อยครบยังไงไม่รู้ (ในกรณีที่มีเว็บอยู่แล้วนะ)
จะใช้อะไรอยากผ่านเบราเซอร์ แล้วจะทึ่งกับอีเบราเซอร์ที่เป็น responsive มากกว่า :25:
ปล. คนไทยซื้อของผ่านเน็ตยังเพิ่งค่อยๆโตเลย :05:
พี่ว่าเป็นเว็บนำ มันเข้าถึงมากกว่ารึเปล่า
พอทำเป็นแอพปั๊บ หมายความว่าทิ้งคนที่ไม่ใช้สมาร์ทโฟนไปเลยนะ
หรือการตลาดเค้าสำรวจมาแล้วว่าคนที่ไม่ใช้สมาร์ทโฟนนี่ ไม่เข้ากลุ่มที่จะซื้องานศิลป์อะไรแบบนี้อยู่แล้ว
เป็นแอป ตูว่ายากนะ คือ มันต้องโหลดมาลงในเครื่องใช่ป่ะ ไอ้ขั้นตอนจะโหลดนี มันต้องมี 1 ครั้งที่ต้องตัดสินใจละ
แต่พอเป็นเว็บนี่ เปิดดูได้เลย ไม่ต้องคิด ชอบแล้วค่อยโหลดแอปมาลงเครื่อง
โอเค....เดี๋ยววันนี้เจอเพื่อน ขออนุญาติเอาความเห็นไปแชร์ให้เพื่อนฟังด้วยนะคะ
มันต้องคิดให้รอบก่อนลงมือ โย่ว!
ยังไงก็ต้องมี server side อยู่ละ ก็ทำมันทั้งเว็บด้วยเลยครับ สนับสนุนอีกเสียง
ว่าแต่อันนี้จริงจังแค่ไหนครับ ไม่เห็นมีโมเดลการหาเงินเลย เพราะกว่าจะปั้นจนเสร็จก็เหนื่อยอยู่ คงลงทุนเกินคำว่าทำเล่นเยอะไปนิด
ในฐานะยูสเซ่อ เล่นเฟซบุคยังชอบเล่นเป็นเว็บมากกว่าเลยอ้ะ
บีฮ้าน พินเทอเรส มีเป็นแอปในมือถือหมดนะ แต่เปิดนับครั้งได้เลย
(มันดูรูปไม่ถนัด สามจีก็ว่องไวเหลือเกิน TT)
พี่ปาล์มสู้ๆเน่อ :25: จะบอกว่าสนใจขายของแหละ
แต่ของยังไมไ่ด้สั่งทำเลย น่าจะได้ช่วงสิ้นเดือน :3005:
อีกปัญหานึงของงานอาร์ตคือ ระวังความเกรียนขี้ก๊อบของคนไทยนะครับ
อ้างคำพูดจาก: Layiji เมื่อ 28 พ.ค. 2013, 22:07 น.
อีกปัญหานึงของงานอาร์ตคือ ระวังความเกรียนขี้ก๊อบของคนไทยนะครับ
นี่แหละเรื่องที่คิดไม่ตกค่ะ จะมีมาตรการช่วยเหลืออย่างไรดี
ส่วนเรื่องการลงทุน...เพื่อนเป็นคนลงทั้งหมดค่ะ
ปาล์มเป็นกระบอกเสียงช่วยหาคนมาขาย
คอนเซปท์หาเงินคือ ให้ลงฟรี6เดือน-1ปีแรก
หลังจากนั้นน่าจะเก็เปอร์เซนต์ซักไม่เกิน10% ของยอดขาย
เก็บแบบเบาๆ ทำเอาความสุขค่ะ
แผนการเงินเขาบอกว่า "ผมรองรับได้ถึง4ปี...ถ้าเกินกว่านี้ยังไม่มีรายได้เข้าจากทางไหนเลยก็คงเจ๊งจริงๆล่ะ"
เชื่อว่าไม่เจ๊งค่ะ
ปาล์มมันก็พวกจับแพะชนแกะช่วยอะไรได้ก็ช่วย
ก็ว่าจะพาศิลปินทั้งหลายที่มีสินค้าเข้าคอนเซปท์กับทาง Mother museum ไปขายตามงานด้วยค่ะ
มันน่าจะเกิดเป็นโปรเจคต่อโปรเจคที่สามารถชื่อมโยงกันได้ค่ะ
น้องนานาๆๆๆ อยากเห็นของจากฝีมือนานา กรี๊ดๆ พี่เป็นติ่งแฟนคลับงานนานาล่ะ :25:
ก็คงต้องจดลิขสิทธ์ทางปัญญาให้หมดทุกชิ้นงานมั้งครับ
น่าจะเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด
:46:
ลิขสิทธิ์เกิดขึ้นทันทีที่สร้างสรรค์ผลงานครับ การจดเป็นแค่การ "จดแจ้ง" เฉยๆ ว่าเราคิดมาเรียบร้อยแล้วนะ ขอเอกสารยืนยันหน่อย
อ้างคำพูดจาก: icez เมื่อ 29 พ.ค. 2013, 12:29 น.
ลิขสิทธิ์เกิดขึ้นทันทีที่สร้างสรรค์ผลงานครับ การจดเป็นแค่การ "จดแจ้ง" เฉยๆ ว่าเราคิดมาเรียบร้อยแล้วนะ ขอเอกสารยืนยันหน่อย
นั่นล่ะครับ ที่อยากหมายถึง แต่อธิบายไม่เป็น :46: ขอบคุณไอซ์ครับผม :52:
อันนั้นคือตัวกฎหมายครับ ซึ่งเกรียนมันไม่ค่อยสนไง
ประมาณนี้
คนไทยรึเปล่า คนไทยต้องมีน้ำใจแบ่งปันกันหน่อยยยยย (สัด):59:
อย่าง deviant art นี่เค้ามีกลยุทธ์ยังไงอ่ะครับ น่าลอกมันมาแฮะ
เจ้านั้นนี่ได้ข่าวว่าเหรียนไทยลอกมากระจุย :30:
แวะมาพูดถึงประเด็น แอพ vs เว็บ หน่อยนะครับ
แอพ ที่ย่อมาจาก Application นั้นเกิดมาก่อนหน้า Web นานมาก ตั้งแต่สมัยคนเริ่มเขียนโปรแกรมแทนที่จะเป็นบัตรเจาะรูโน่น (พระเจ้าเหาฮ่องเต้มหาราชที่ 12 เห็นจะได้) ที่เราเห็นในมือถือ หรือที่เรียกว่า Mobile App นั้นเกิดมาทีหลังก็จริงแต่ก็อยู่บนพื้นฐานเดียวกัน แต่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเว็บมาก ส่วนเว็บนั้นเกิดจากตาทิม เบอร์เนอร์ส ลี แกอยากทำเอกสารให้มันเทพมากขึ้นก็เลยพัฒนา HTML ขึ้นมา และภายหลังก็เริ่มมีการเพิ่มความสามารถลงไปมากขึ้นเรื่อย ๆ
ความเห็นส่วนตัว ย่อหน้าข้างบนไม่ต้องอ่านก็ได้ครับ ไม่มีความหมายอะไรทั้งสิ้น (แล้วจะเขียนทำไม?) คือ Mobile Application บนสมาร์ทโฟนหลากหลายยี่ห้อจะเป็นเทคโนโลยีที่เป็นตัวคั่นกลางระหว่างยุคต่อไป ก็คือยุคของเว็บ แต่ โมแอพ (ย่อเป็นคนญี่ปุ่นเลย) ก็จะไม่หายไปง่าย ๆ เช่นกัน คือจริง ๆ เราอยู่ในยุคที่ HTML เองก็มีความสามารถมากเกินพอที่จะทดแทนงานที่สามารถทำบนเครื่องได้โดยตรงทั้งหมดอยู่แล้วครับ เพียงแต่ว่าการเขียนเว็บแอพ (แอพมาอีกละ) มันยังยากกว่าและการใช้งานก็ยังคงกินเครื่องอยู่มาก ดังนั้นยุคของ HTML ล้วน ๆ ก็เลยยังมาไม่ถึง
ผมเชื่อว่า ถ้าเป็นตอนนี้ ควรจะทำทั้งสองอย่าง ทั้งแอพและเว็บ คล้าย ๆ Facebook หรือ Google+ อาจจะเป็น Social Network ที่เน้นการขาย/แสดงผลงานของตัวเองขึ้นมาสักตัวก็ได้ จริง ๆ ก็มีวิธีการเขียนเว็บและแอพโดยอยู่บนพื้นฐานของโค๊ดชุดเดียวกันอยู่ครับ (อย่าง http://phonegap.com (http://phonegap.com)) ไม่ต้องพัฒนาแยกกันอีก ก็น่าจะทำให้พัฒนาได้ง่ายกว่า
ตัวต้นขั้วมันโอเคนะครับ แต่พอ compile ออกมาเจอเรื่อง fragmentation ก็ยากหน่อย ที่จะเอาใจคนทุก OS ทุกแพลตฟอร์ม
หรือแม้แต่แพลตฟอร์มเดียวกัน อย่างแอนดรอยด์นี่ก็เป็นที่รู้กันว่าปัญหาเยอะฉิบหาย
ในขณะที่คนเขียนเว็บ (เหมารวมถึงพวก HTML เพียวๆ ด้วยละกัน) นั่นแค่ดักอะไรนิดหน่อยก็ทำงานในมือถือทุกค่ายทุกสัญชาติแล้วครับ
ในห้าปีนี้คิดว่าเราจะได้เห็นเว็บที่ค่อยๆ ทำได้มากขึ้น จนมาทดแทนแอป
และไอคอนของแอปก็จะเป็นแค่ shortcut ไปโผล่เข้าเว็บ (แบบ Firefox OS) มากขึ้นเรื่อยๆ ตามที่เทคโนโลยีจะอำนวยครับ
อำนวยกำคราด อำนาจกำใคร
อ้างคำพูดจาก: mr_tawan เมื่อ 30 พ.ค. 2013, 02:24 น.
จริง ๆ ก็มีวิธีการเขียนเว็บและแอพโดยอยู่บนพื้นฐานของโค๊ดชุดเดียวกันอยู่ครับ (อย่าง http://phonegap.com (http://phonegap.com)) ไม่ต้องพัฒนาแยกกันอีก ก็น่าจะทำให้พัฒนาได้ง่ายกว่า
phonegap (แถม titanium อีกตัว) นี่มันดีที่มัน port ไปหา mobile plateform อื่นๆ ได้ง่าย แต่ web plateform ผมว่าไม่ใช่ละ
คือถึงจะใช้สกิลด้านการทำเว็บมาพัฒนาได้ (ประหยัดเวลาเรียนรู้) แต่ยังไงก็ต้องพัฒนาแยกกับเว็บครับ
แถมแอพพวกนี้ไม่ตอบโจทย์ 100% เพราะตัวเฟรมเวิร์ค phonegap เองก็มีปัญหาของมันเหมือนกัน (ช้า, custom ได้ไม่ละเอียด)
ปัญหาใหญ่ของการทำเป็น web app มันคือการที่เราเรียก feature ของมือถือไม่ได้ครับ
- push notification ทำไง?
- อยากใช้สารพัด sensor บนมือถือทำไง? (เอียงจอ , gps , ...)
เอาจริงๆ web stack มันมีข้อจำกัดเยอะครับ และต่างกับการเขียน native app เยอะมากๆ ถ้าจุดประสงค์ไม่ได้ต้องการ app ที่เรียกใช้ native feature พวกนี้ก็เขียน phonegap เอาก็พอจะสะดวกระดับหนึ่ง แต่ถ้าต้องการเรียก feature พวกนี้ก็ต้องยอมเขียนเป็น native อยู่ดี
เมื่อวานไปประชุมงาน4กอง เล่นเอาหมดแรง แต่ก็อิ่มใจสุดๆ
วางงาน Project the artistไป2-3phaseล่ะ
Phaseแรกน้ำจิ้ม รวมคนมาขายของออนไลน์ คราฟเรื่องมาตรกาาป้องกันและช่วยเหลือศิลปินเสร็จก็น่าจะสั่งคลอดได้เลย
Phase2 พื้นที่ประชุม รวมตัว แสดงงาน ขายของสำหรับศิลปิน แบบเป็นรูปเป็นร่างเป็นตัวตึกอาคารที่สาทร จะเกิดขึ้นค่ะ
Phase3 เป็นกิจกรรม, mobile exhibition, PRหนักๆ
พึ่งเรียบเรียง3เฝสเสร็จตะกี๊ อังคารหน้าเอาไปประชุมต่อ มีความคืบหน้าอย่างไรจะมาบอกเล่ากันต่อเด้อ
งานนี้ทำด้วยแรงฝันและความรักล้วนๆ เพราะเราตั้งคอนเซปท์ไว้ว่า
รายได้ที่เข้ามา ศิลปินอิ่ม, คนทำงานอิ่ม, แบ่งกำไรแต่พองาม(นิดเดียว)ไว้หล่อเลี้ยงและพัฒนาตัวองค์กร(ประมาณ20-40%) กำไรที่เหลือ60-80%มอบให้มูลนิธิทั้งหมดทั้งมวล...จะเป็นมูลนิธิอะไรว่ากันต่อในที่ประชุมค่า
อ้างคำพูดจาก: icez เมื่อ 31 พ.ค. 2013, 03:22 น.
ปัญหาใหญ่ของการทำเป็น web app มันคือการที่เราเรียก feature ของมือถือไม่ได้ครับ
- push notification ทำไง?
- อยากใช้สารพัด sensor บนมือถือทำไง? (เอียงจอ , gps , ...)
เอาจริงๆ web stack มันมีข้อจำกัดเยอะครับ และต่างกับการเขียน native app เยอะมากๆ ถ้าจุดประสงค์ไม่ได้ต้องการ app ที่เรียกใช้ native feature พวกนี้ก็เขียน phonegap เอาก็พอจะสะดวกระดับหนึ่ง แต่ถ้าต้องการเรียก feature พวกนี้ก็ต้องยอมเขียนเป็น native อยู่ดี
ถ้าต้องการพลังงานแบบนี้ก็ต้อง native ครับ
แต่ดูแล้วอย่างงานนี้น่าจะไม่นะ หรือถ้าต้องการใช้จริง ก็ภายใน 3-4 ปีนี้ฟีเจอร์ที่ว่าคงมากันครบครับ