ระหว่างครอบครัว / งาน / เพื่อน และ ตัวเอง
(ใครมีแฟน-ยังไม่ได้แต่งงาน ก็เพิ่มแฟนเข้าไปอีกข้อก็ได้)
สี่อย่างนี้แต่ละคนมีวิธีปรับสมดุลยังไงกันบ้างครับ
นึกสงสัยขึ้นมาก็ตอนเมื่อกี้ ตอนที่ตัวเองนั่งทำงานอยู่
และเมียไปนอนแล้ว.. เหมือนกับหลายคืนที่ผ่านมา
รู้สึกว่าเราเสียสมดุลไปมากเลยนะ
เอ้อ คล้ายๆ กันเลย
หลักๆ ก็ใช้ชีวิตตามปกติไป อาจจะต้องเปลี่ยนบ้าง อย่างเมื่อก่อน ติดเกมส์ ติดการ์ตูน ก็ลดๆ ลง แบ่งเวลามาให้เมียบ้าง
อาจจะเข้านอนเร็วขึ้นอีกนิด หรือขึ้นไปนอนเป็นเพื่อนจนเค้าหลับไปแล้ว เราค่อยลงมาทำงานหรือเล่นเกมส์ เล่นเน็ตต่ออีกซักนิด
แรกๆ ตอนแต่งใหม่ๆ ก็อึดอัดที่จะทำนู่นนี่นั่นเหมือนเดิมไม่ได้ แต่พอเมียท้องแล้ว รู้สึกว่า เราต้องเทคแคร์เค้าให้มากกว่าเดิมซักหน่อย
04 กุมภาพันธ์ 2555
ตัวเอง >> งาน >> ครอบครัว >> เพื่อน >> แฟน
0. จุดมุ่งหมายของตูคือ การได้ตายสบาย
1. ชีวิตช่วงนี้เป็นช่วงสร้างตัว (หรือช่วงกอบโกยก็ว่า) การดูแลรักษาตัวเองสำคัญที่สุด เพราะเป็นพื้นฐานสำคัญให้รู้ว่าเราจะตายสบายหรือไม่
2. งานคือการลงทุน ทำให้ลงตัวเร็วก็ได้อยู่สบายเร็ว มีพลังในการจัดการคุณภาพชีวิตได้ดีขึ้น
3. ตามประสาครอบครัวที่ดี เรามีเวลาเจอกันตัวเป็นๆ น้อยก็เจอกันผ่านช่องทางการสื่อสารทั้งหลาย หากิจกรรมมาให้ได้คุยกันตลอดๆ
4. เดี๋ยวนี้กว่าจะได้เจอเพื่อน (ที่ไม่ใช่เพื่อนร่วมงาน) ก็ตามโอกาสนัดเจอต่างๆ ระหว่างนี้แต่ละคนก็มีชีวิตของตัวเอง โชคดีที่โลกนี้มี twitter และ facebook
5. ด้วยนิสัยและเวลา ทำให้ยังไม่พร้อมจะมีแฟนจริงจัง ตอนนี้จะมีก็แต่ว่าที่ฯ ซึ่งก็รู้สึกว่ามันบริโภคความเป็นส่วนตัวไปเยอะละ
จะว่าไปชีวิตช่วงนี้เป็นเหมือนการลงทุนที่ยังไม่ออกดอกออกผลน่ะแหละ
แล้วก็จะโดนด่าว่าเป็น Desperado อยู่บ่อยๆ :58:
อยากตายสบายก็ต่อท่อไอเสียเข้ารถเลย :59:
ฉีดน้ำกลั่นเข้าเส้นสบายกว่า :59:
เจ็บแผล :59:
ควันรถมันเหม็น :59:
เอาท่อเล็กๆ เปิดแอร์เย็นๆ นอนตายสบ๊ายยย :59:
อือ ประเด็นน่าสนใจ "ช่วงกอบโกย"
ตูคงอยู่ในช่วงนี้สินะ เลยเป็นเหตุให้ยังจัดบาลานซ์ไม่ลง
เพราะเป็นช่วงที่พอทำงานก็ได้เงิน (ไอ้งานมนุษย์เงินเดือนที่เคยแช่งชักว่าจะไม่ทำเด็ดขาดนี่แหละ)
พอได้เงินก็พาให้ตัวเองและครอบครัวสุขสบายขึ้นมา จริงหรือเปล่าไม่รู้
เพราะสุขภาพก็ไม่ค่อยสมดุล เมียก็บ่นๆ แต่ไม่กล้าบ่นเสียงดังนัก
แต่เพื่อน (ในที่นี้หมายถึงเพื่อนที่สนิทแบบตดรดกันได้) หายไปเลย
ตอบไม่ถูก :3005: ตอบไปใน twitter แล้ว ยกมาตอบอีกทีละกัน
สำหรับผมตอนนี้ ถ้างานประจำกระทบความสัมพันธ์ในครอบครัวเมื่อไหร่ ลาออกทันทีครับ
สรุปคือ ครอบครัว อันดับ 1 เสมอ
ที่เหลือ งาน / เพื่อน / ตัวเอง ขึ้นกะอารมณ์ตอนนั้น มากบ้างน้อยบ้างก็แล้วแต่
แต่ปกติไม่ค่อยจะมีเพื่อนอยู่แล้ว เพราะดันรีบเข้าวัยทำงานก่อนตั้งหลายปี :3005:
อ้อ ครอบครัวผมนี่มองย้อนไปถึงที่บ้านเลยนะครับ พ่อแม่พี่น้องปู่ย่าตายายสารพัด
สำหรับตู พ่อแม่ญาติโยมนี่เป็นระดับเดือนสองเดือนได้เจอกันทีเลยล่ะ
อันนี้คงเป็นลักษณะเฉพาะของครอบครัวที่ตูโตมาจริงๆ (แถมบ้านแตกด้วย :30:)
ก็กะว่าจะไม่ให้เกิดกับรุ่นลูกตูแล้วแหละ
ช่วงนี้เหมือนกำลังเป็นจุดเปลี่ยนอีกครั้งของชีวิต
๑.กำลังจะเตรียมตัวบวชเบญจเพส (น่าจะปลายเดือนนี้)
๒.สึกออกมาก็เข้าไปรับใช้ชาติในกรมกองอีกหกเดือน
เพราะงั้น ตอนนี้เลยเหมือนกำลังเคว้ง
จะทำงานก็ไม่เต็มที่ จะเที่ยวเล่นก็ไม่เต็มที่ (ไม่มีเงิน)
ก็รับงานถ่ายรูปประปรายหาเงินกินเงินเที่ยวไปพลางๆ ก่อน
การปรับสมดุลตอนนี้ก็คงเป็น
ตัวเอง > ครอบครัว > งาน > เพื่อน > แฟน(ยังไม่มี)
ตอนนี้เพื่อนมีน้อยมาก มีแต่เพื่อนเที่ยวที่เจอกันเพื่อเมา และ facebook :16:
ตอนนี้
งาน > เพื่อน > ครอบครัว > ตัวเอง
เดือนมีปัญหากับครอบครัวมาแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว (เด็กบ้านแตก)
ตอนนี้จะมีปัญหาเพิ่มก็คงไม่สร้างปัญหาอะไรกะชีวิตมากเท่าที่เป็นละล่ะ :05: (ไม่งงกันนะ)
เพื่อนไม่อะไรมากเพราะเมตก็คือเพื่อน ส่วนเพื่อนมหาลัยก็เจอ เพื่อนมัธยมก็ยังเจอ
โชคดีที่เฟซบุ๊กร่นระยะของความสัมพันธ์ได้อักโขจริงๆ (ชาบูมายศาสดา :37:)
ไม่คิดอะไรเรื่องมีแฟนและมีลูก (ด้วยความสัตย์จริง) -- แต่ถ้าแก่กว่านี้อาจจคิดมั้ง ตอนนี้ไม่คิดแฮะ
เอาแค่มีชีวิตได้มีความสุข มีเงิน เก่งขึ้น อะไรงี้ก็พอ
ไม่คิดว่าชีวิตจะอยู่ยั่งยืนอะ (มันคือแนวคิดของคนไม่มีอะไรปะหว่า) แต่ไม่อยากอยู่ยาวๆ ฮ่าๆ ตายเลยก็ดีนะ -_-
ส่วนงาน...ก็ที่เห็นๆ แหละ กินหัวกินกบาล แต่ก็ท้าทายดี
สำหรับพี่แอน
เดือนว่าพี่มีคำตอบในใจแฮะ สมมติว่างานทำให้รู้สึกไม่มีเวลาอยู่กะครอบครัวงี้ พี่ก็น่าจะมีทางออก (ไม่ว่าจะทางออกแบบออกจากงานหรือทางที่มันดีกว่านั้นอะไรงี้)
ซู่ๆ เน่อ \ :37:/ รักบ้านแบนแอนด์น้องนิทานนะ
ตัวเอง > งาน > แฟน > ครอบครัว > เพื่อน นะฮะ
เพราะรู้สึกว่า ทุกส่วนที่เราใส่ใจ ไม่ว่าจะงาน/แฟน/ครอบครัว/เพื่อน เนี่ย สุดท้ายจริงๆ แล้วแม่งก็เพื่อตัวเองทั้งนั้นอะ
ตอนนี้เสต็ปชีวิตจะประมาณว่า
งานต้องเสร็จ ต้องส่งทัน ต้องได้ตามมาตรฐาน
แต่ระหว่างนั้น อาจจะชิ่งไปหาแฟนอาทิตย์ละสามวัน
ส่วนครอบครัวนี้ ไม่ได้รู้สึกว่าเราต้องมีภาระอะไรกะใคร มันก็เลยมีแค่ไม่ปฏิเสธที่พ่อแม่ไหว้วานเท่านั้นเอง
ส่วนเพื่อนที่จัดไว้สุดท้าย เพราะคิดว่ามันคงไม่ได้จะมาคาดหวังอะไรกะเราที่สุด และตามปกติแล้ว ต้องว่างจากทั้งงาน/แฟน/ครอบครัวก่อน ถึงจะได้ไปสังสรรค์กัน
อีกสาเหตุนึงที่งานมาอันดับต้นๆ เพราะอยากจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย เพื่อเวลาส่วนตัวที่มากขึ้น
รวมถึงอย่างให้งานมั่นทำให้เรามั่นคงขึ้น จนสามารถแบ่งเวลาออกมาใหชีวิตส่วนตัวได้มากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยแหละมั้ง
เห็นมะ.. แม่งเพื่อตัวเองทั้งนั้นเลย :30:
เป็นประเด็นที่เคยพบปัญหาไม่บาลานซ์ แล้วก็จัดการมันเลยเมื่อซักสามสี่ปีก่อน
สำหรับพี่ความสำคัญจะเป็น ครอบครัว / ตัวเอง / เพื่อน / งาน ณ เวลานี้นะ
เมื่อก่อน เคยเป็นแบบนี้ งาน / เพื่อน-แฟน / ตัวเอง / ครอบครัว
อยู่มาวันหนึ่ง อาจารย์ที่รักมาก เสียไปดื้อๆ โดยที่ไม่ได้ไปดูใจ
เลยตั้งคำถามกับตัวเองละ ว่านี่เราผิดพลาดตรงไหน
และงานสำหรับพี่ก็คืองาน ไม่ว่าเราจะทุ่มเทขนาดไหน เราก็คือคนงานคนหนึ่ง
(เมื่อก่อนอาการหนักมาก ทำงานตลอด เสร็จงานก็หลับ ตื่นมาทำต่อ)
ก็เลยเปลี่ยนงานซะ ได้กลับบ้านบ่อยขึ้น (มาก) มีแผนระยะยาวกับที่บ้าน
มีเวลาให้กับตัวเอง ไปเที่ยวๆๆ ทำอะไรที่อยากทำ อยากเรียนอะไรก็เรียน ตอนที่มันยังมีแรง ไม่รอวันหน้า
มีเวลาให้กับเพื่อนๆ ทุกกลุ่ม ถึงขั้นจัดสรรเลยนะ กลุ่มนี้เจอแล้ว ไปเจอกลุ่มโน้นบ้าง
ส่วนงาน ที่ไปอยู่ท้ายสุด คงเพราะพี่ไม่ได้สนใจเรื่องเงินทองเท่าไหร่ มีก็ดี มีไม่มากก็ไม่เป็นไร
เวลาทำงานก็ทำเต็มที่ ให้เหมาะสมกับ JD กับหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย เหมาะสมกับจรรยาบรรณ
แต่พองานเสร็จก็พอแล้ว ไม่ไปผูกจิตผูกใจไว้กับงานจนไม่เป็นอันทำอะไรอื่น
ถ้าปัจจัยอื่นส่งผลต่อวิถีการทำงาน ก็พร้อมจะเปลี่ยนงานเพื่อซัพพอร์ตปัจจัยอื่น
(เช่น พร้อมจะลาออกกลับมาทำงาน (ที่เงินเดือนน้อยลง) ที่บ้าน ถ้าพ่อแม่ขอ)
ก็จะเป็นประมาณนี้อะจ้ะ ซึ่งพี่ว่าบาลานซ์สำหรับพี่ในตอนนี้ละ
เลยไม่อยากรับอะไรเข้ามาอีกให้มันต้องจัดสรรยาก ตอนนี้ทุกคนในชีวิตพี่แฮปปี้ ตัวเองแฮปปี้
ได้ดูแลทุกๆ คนตามสมควร พ่อแม่ก็เยอะหน่อยเป็นธรรมดา แค่นี้พอแล้ว :40:
ของผม ณ เวลานี้นะความสำคัญจะเป็น เพื่อน-คนรู้ใจ / ตัวเอง /ครอบครัว / งาน
เพื่อนมาก่อน มีใครชวนไม่ลำบากมากกับอยากไป ไปไหนไปกัน ขอให้บอก
กินข้าวตอนกลางวันก็ อิงมติส่วนใหญ่ เพื่อนไปไหนเราไปนั่น มันกินได้เราก็กินได้
ติดเพื่อนซะมากกว่า ไม่ค่อยชอบอยู่คนเดียว แต่บางทีมีปัญหาเรื่องการกินข้าว
อ้าวไปกินกับเพื่อน ก็ไม่ได้ไปกินกับคนรู้ใจอีก สลับไปสลับมา มีงอนด้วย :3005:
แบ่งเวลาให้ตัวเองบ้างหลังจากเหลือจากนัดสังสรรค์กับเพื่อนๆ เล่นเน็ต ดูหนัง ไปออกกำลังกาย
ครอบครัวถือเป็นรองสุดท้าย เพราะว่าตอนนี้พักอยู่ที่บ้าน เบื่อกับการนอนซังกะตายอยู่แต่ในห้องสี่เหลี่ยมที่เรียกว่าหอ ห้องพัก ห้องเช่า
อยู่บ้าน อย่างน้อยไปเที่ยวกับครอบครัว กินข้าวพร้อมหน้ากันทุกตอนเย็น มีหลานมาคอยป่วน มีลูกพี่ชายมาคอยสร้างความลำคาญใจแต่ก็เด็กอ่านะ
งานตอนนี้ พอเข้าการไฟฟ้าแล้ว หลายๆ อย่างเข้าสู่จุด ปลงปลง
เหมือนเข้าลูปราชการ ทำงานมากทำงานน้อย ปรับเงินเดือนก็ได้ประมาณค่ามาตรฐานอยู่ดี
เพราะว่าฐานเงินเดือนเราน้อย อีกอย่าง ทำดีเกินไปเจอคนเหม็นขี้หน้า เด่นเกินไปคนหมั่นไส้
ทำงานเสมอตัว ทำไปวันวัน เช้าทำงานเย็นกลับบ้าน ไม่เอางานกลับมาคิดให้ปวดหัว
เพราะทุกวันนี้ ปวดหัวกับเรื่องหัวใจก็พอแล้ว :16:
คงเป็นแบบนี้มัง
ถ้าเรียงตามความสำคัญในใจ
ยกครอบครัวให้เป็นที่หนึ่งเสมอนะ
คิดว่าประมาณนี้ ครอบครัว>ตัวเอง>เรียน>เพื่อน
ค่อนข้างเป็นคนสันโดษนะ คนรู้จักเยอะ แต่เพื่อนน้อย
ไม่รู้เราไม่ค่อยสุงสิงกับใครหรือเพื่อนไม่คบ :30:
มีความสุขดีกับการอยู่กับตัวเอง ทำกิจกรรมก็แบบไปลุยเองเลย เพื่อนหาเอาข้างหน้า
แต่ถ้าเรียงตามเวลาที่ใช้ไปจะเป็นแบบนี้
เรียน>ตัวเอง>ครอบครัว>เพื่อน :05:
ซึ่งก็คง อาจจะเป็นแบบนี้ไปจนกว่าจะเรียนจบ
หรือไม่แน่ก็อาจต้องเป็นแบบนี้ไปทั้งชีวิต
ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจแหละ แต่ก็แอบท้อบ้างเหมือนกัน
โดยเฉพาะช่วงที่เจอข่าวแย่ๆ เกี่ยวกับอาชีพตัวเอง
ที่กำลังจะกลายไปเป็นผู้ขายบริการทางสาธารณสุขในสายตาคนอื่นมากขึ้นทุกทีๆ
อีกอย่างคือช่วงนี้เปราะบางมาก ใจมั่นเริ่มไม่มั่นคง
รู้สึกว่าสิ่งที่เป็นหลักให้เรายึดหนี่ยวมันน้อยลง มันสั่นคลอน
ปกติแล้วโลกจะเปลี่ยนไปแค่ไหนก็ไม่สนหรอก
เพราะสิ่งหนึ่งที่มั่นใจว่าจะไม่เปลี่ยนแน่คือ ครอบครัว
โลกมันเลวร้ายแค่ไหน กลับไปบ้านก็อุ่นใจ กลับไปบ้าน ก็ยังเป็นบ้าน
แต่ตอนนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว สมาชิกในบ้านจากสี่ เหลือแค่สามคน
เป็นการจากไปแบบที่ยังไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจมาก่อนเลย
ตอนนั้นนึกอยากให้โลกแม่งรีบๆ แตกไปซะ จะได้ตามไปอยู่ด้วยกันให้พร้อมหน้า
แต่จนทุกวันนี้ก็ยังต้องอยู่รอดปลอดภัยดี ใช้กรรมต่อไปสินะ
ปีนี้เป็นปีที่เจอความสูญเสียพลัดพรากมากจริงๆ เป็นคนใกล้ตัวทั้งนั้น
วันนี้คนใกล้ตัวอีกคนก็เพิ่งมาด่วนจากไป เป็นอาจารย์ที่สอนเมื่อปีที่แล้ว
เป็นคนตลกมาก น่ารักมาก ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าอาจารย์ป่วยจนเมื่ออาทิตย์ที่แล้วนี่เอง
บางทีก็มาหยุดคิด เออ นี่เราถึงวัยที่ต้องพบเจอกับเรื่องแบบนี้แล้วเหรอ
คนรุ่นพ่อแม่เรา ถึงเวลาที่ต้องจากไปกันแล้วเหรอ
พอคิดแบบนี้แล้ว ยิ่งอยากกลับไปให้เวลากับครอบครัวให้มากยิ่งขึ้นกว่าเดิมอีก
ถ้าอีกหน่อย ถึงวันต้องทำงานไปทำงานไกลๆ
ยังไม่รู้เหมือนกันว่าจะปรับสมดุลชีวิตตัวเองได้ยังไง
จะมีเวลานอกเหนือไปจากงานมากแค่ไหน
แต่พอถึงเวลานั้น ก็คงจะมีคำตอบอยู่ในใจแล้วมั้ง
ตอนนี้ก็พยามทำสิ่งตรงหน้าให้ดีที่สุดไปก่อน
พยามเข้มแข็งมากขึ้นไปก่อน
บางทีก็นึกอยู่เหมือนกัน
ว่าเรากำลังหลอกตัวเองอยู่หรือเปล่าว่าเราเข้มแข็งพอ
แต่จากที่ผ่านมา ก็คิดว่าค่อนข้างโอเคแล้วแหละ
ทุกอย่างมันก็คงค่อยๆ ดีขึ้นเอง
รู้สึกเหมือนเขียนระบายใจมากกว่าแฮะ
ขอบคุณประสบการณ์ของทุกคนครับ
ของตู ตอนนี้เวลา 24 ชั่วโมงใน 1 วัน จะได้เจอเมียก็ตอนหลับเท่านั้นเอง :30:
นอกนั้นเวลางานเกินวันละ 10 ชั่วโมงแน่ๆ อะ
ชอบกระทู้นี้แหะ เหมือนปลุกเราตื่นจากอะไรบางอย่าง
มากกว่า งาน เงิน ฯ
จะเล่าอะไรยาวๆหน่อยละนะ ปกติไม่ค่อยได้เล่ายาว
เรื่องลำดับความสำคัญ ครอบครัว (แม่) > งาน > แฟน > ตัวเอง > เพื่อน
ให้ความสำคัญกับครอบครัวมากกว่างาน เลยย้ายมาอยู่พัทยาจุดประสงค์หลักคือดูแลครอบครัวนี่แหละ
ถึงแม้เหมือนจะไม่ได้มีประโยชน์เท่าไหร่ อย่างน้อยก็โทร. เรียกรถพยาบาลได้
รองมาเรื่องงาน ก็ทำงานเคเบิ้ลทีวีมานาน จนลาออก แล้วก็มาเปรี้ยวทำบริษัทกับเพื่อน
ถูกโกง เปลี่ยนไปทำเว็บ ขายของแฮนด์เมด ขายเหล้าบุหรี่ นายหน้า จนมาขายเสื้อ
ยกให้งานมากกว่าตัวเอง เพราะช่วงที่ทำแทบเป็นคนบ้าเลย ไม่กิน ไม่นอน
พอมีเวลา ปั่นๆงานได้หน่อย ก็ไปหาแฟน
ให้เวลาเค้ามาก เพราะเค้าทำงานประจำไม่สามารถไปไหนมาไหนตามใจได้เหมือนเรา
ให้ความสำคัญกับตัวเองตรงที่ไม่ทำงานที่ไม่อยากทำ แค่นั้น
อย่างอื่นยังไงก็ได้
อันดับสุดท้ายคือเพื่อน สอดส่องพฤติกรรมกันและกันทาง fb นานๆกว่าจะเจอสักที
แต่อกหักเมื่อไหร่ ไปหาเพื่อนก่อนเลยนะ :15:
ข้างบนนี่คือ สิ่งที่เราคิดว่าเราเป็นนะ
แต่ตอนนี้เหมือนคนรอบข้างจะบอกว่า เราให้แฟนมากกว่าทุกอย่าง
ไปหาบ่อยๆ นานๆ และมีความคิดจะย้ายไปอยู่สมุทรสงครามด้วย
แต่ความคิดที่จะย้ายไป คือชวนให้ครอบครัวไปด้วยนะ ขายบ้านที่นี่แล้วย้ายไปอยู่โน้นดีกว่า
เมืองน่าอยู่ อากาศดี ปลอดภัย สงบ โรงพยาบาลดี อาหารอร่อย ค่าครองชีพต่ำกว่า และแฟนเราจะดูแลครอบครัวเราได้
ส่วนเราสิ่งที่ทำอยู่ ทำที่ไหนก็ได้ไม่เกี่ยง ขอแค่มีเนตกับไปรษณีย์
ขายของได้บ้างไม่ได้บ้าง ก็เกาะแม่กินไปก่อน ชีวิตไม่มีความั่นคงใดๆเลย
แต่อยากให้ครอบครัวมั่นคงก่อน ทำงานเงินเดือนเยอะ แต่ต้องนั่งห่วงคนที่บ้านตลอด ไม่สนุกเลย
เรื่องงาน เงิน มันของนอกกายค่อยหาเอา
อ้างคำพูดจาก: iannnnn เมื่อ 05 ก.พ. 2012, 14:07 น.
ขอบคุณประสบการณ์ของทุกคนครับ
ของตู ตอนนี้เวลา 24 ชั่วโมงใน 1 วัน จะได้เจอเมียก็ตอนหลับเท่านั้นเอง :30:
นอกนั้นเวลางานเกินวันละ 10 ชั่วโมงแน่ๆ อะ
สรุปว่าความรู้นี้ไม่ได้ใช้ :47
http://bow.iannnnn.com/sex-during-pregnancy (http://bow.iannnnn.com/sex-during-pregnancy)
:59:
อัดอั้นสินะ :56:
อึ๊บก่อนทำงานกลางคืนซิ :34:
:59:
งาน(ปนตัวเอง)>ครอบครัว(เน้นลูกเมีย)>เพื่อน
ทำงานเป็นหลัก พร้อมอู้งานมันตลอดเวลา งงมะ :30:
มันมีการปั่นงานแบบแข่งกับเวลาอยู่นะ แต่งานปกติมันเป็นงานคิดที่อู้ตลอดเวลาได้น่ะ
แถมช่วงนี้เอาความชอบส่วนตัวมาปนกับงาน :30:
( 5 มหานิยม SNSD, ฉากก็เอา ref มาจาก MV the boys, เปิด 10 pretty ก็เอา the boys เปิด
แถมกำลังดันรายการใหม่ที่จะต้องไปต่างประเทศให้มี project "SM K-pop superstar" ด้วย :30:
นี่เป็นวิธีที่ดูดีอย่างนึงนะ เอาตัวเองมาหลอมเข้ากับสิ่งที่ต้องทำ หรือ มีความสุขกับงาน
เว้นแต่เรื่องสุขภาพที่แม่ม แย่เอามากๆ :05:
ครอบครัวก็คงต้องลูกเมียแหละ พ่อแม่พี่น้องบ้านตูมันมีลักษณะดูกันอยู่ห่างๆ มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว
ส่วนเพื่อน..ก็คงมีอยู่แถวนี้กับในเฟส :30: :30:
สังสรรค์กันน้อยนะ เริ่มหมดแรงกันละ แถมไม่ค่อยมีอิสระภาพ :47:
ซึ่งที่จริงเป็นการจำกัดตัวเองมากกว่า
แต่สมดุลย์ที่ว่ามานี้ กำลังถูกปรับเปลี่ยนอยู่อย่างแรง...เอาไว้ถึงเวลาจะเล่าให้ฟังละกัน
หูย มีตอนต่อไปด้วยยยย :37: อยากอ่านแย้ว
เรื่องใหญ่ เอาไว้ซักพัก เรียบเรียงอยู่ว่าจะเล่ายังไง :37:
ตูล้มเหลวในเรื่องนี้มาก
ไม่เคยทำให้ทุกอย่างสมดุลได้เลย :05:
พยายามที่จะ ....ครอบครัว/ตัวเอง/งาน/เพื่อน
ลูกกำลังโต เลยเน้นเรื่องครอบครัวมากหน่อย ไปไหนไปด้วยกัน ทำอะไำรด้วยกันตลอด
แม้กระทั้งไปไซท์งาน ก็พาไปเล่นกองดินกองทราย
ตัวเองกับงาน ยังสับสนๆ อยู่นิดๆ คือมันมีบางจังหวะที่เบื่อกับงานที่ทำมากๆ
เบื่อที่จะต้องไปคุยกะผู้รับเหมางี่เง่า คุยเรื่องฮั้วงาน จ่ายใต้โต๊ะ อะไรเงี้ย ไม่จรรโลงใจเลย
บางครั้งก็พร้อมที่จะหนีกลับไปทำงานที่ชอบอีกครั้ง
..แต่ คิดถึงลูกน้องที่อยู่กับบริษัทมา 10 กว่าปี เค้าจะทำอะไรต่อ ถ้าเราหนีไป
เลยต้องทำต่อ บังคับตัวเองให้รักงานที่ทำ
และสุดท้ายก็เพื่อน..เป็นอันสุดท้าย แต่ขาดไม่ได้นะ นานๆเจอกันทีก็เติมพลัง เติมแรงบัลดาลใจให้เราได้
ใช้อำนาจเอื้อประโยชน์ตัวเองชัดๆ
นี่มันกระจู๋คนแก่ที่ต่างก็แบกโลกไว้ชัดๆ :59:
เดี๋ยวเอ็งก็เจอ การทำงานให้เต็มที่ กับการเป็นพ่อที่ดีนี่เป็นเรื่องที่ทำควบกันไปได้ยากมาที่สุดเรื่องหนึ่งของมนุษยชาติพ่อบ้านเลยล่ะเอ็ง :59:
ยิ่งต้องทำตัวเป็นสามีที่ดีด้วยนะ ลูกที่ดีด้วยนะ :59:
อ้างคำพูดจาก: Pix เมื่อ 05 ก.พ. 2012, 23:02 น.
ใช้อำนาจเอื้อประโยชน์ตัวเองชัดๆ
เค้าเรียกทำงานให้มีความสุข :59:
คือถ้าหางานที่เราชอบไม่ได้ ก็ทำให้งานหันไปหาเรื่องที่เราชอบ :30:
(http://img3.f0nt.com/05/effc09f4a5df0ebd94801a55b7869ceb.jpg)
โปสเตอร์ในอุดมคติ
ชอบอะ ทำงั้นแทบจะทั้งหมดเลย
Travel often ด้วย :53:
ปล. เพื่อนไปเข้าคอร์สของคุณโจน จันได มา http://www.punpunthailand.org/ (http://www.punpunthailand.org/)
คุณโจนบอกว่า ชีวิตเป็นเรื่องง่าย.. ถ้ารู้สึกว่ายากเมื่อไหร่ แสดงว่าไปผิดทางแล้ว
เรื่องของเรื่องคือมันกลับออกมาจากทางนั้นไม่ได้ง่ายๆ
เพื่อนพี่แอ้ได้กินฉี่ตัวเองด้วยป่าว :37:
อ่านจู๋นี้แล้วพึ่งนึกขึ้นได้ว่า ทำอะไรที่มันเรียกว่าตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ไปครั้งแรก
(ร่วมสมทบทุนกับพี่จ่ายตังค์ให้พ่อแม่ไปเที่ยวสวิสกันสองคน จนเลย :08:)
โชคดีที่ไม่ต้องทำอะไรเกี่ยวกับครอบครัวหรือแฟน มีแต่ตัวเองกับงานกับเพื่อน
เพื่อนก็ดี มีแต่เพื่อนดีๆ งานก็ไม่มีปัญหาใดๆสนุกด้วยได้เที่ยวบ่อย
เหลือก็แค่เรื่องที่ต้องทำงานเพื่อชาวบ้านทั้งหลายที่ใช้เวลาในชีวิตไปเยอะสุด อันนี้มีหัวข้อสังคมไหมครับ
เพราะไม่น่าจะเรียกได้ว่างาน (ไม่ได้ตังค์และไม่ใช่ความรับผิดชอบบังคับอะไรเลย)
แต่เอาจริงๆก็ไม่ได้ทำไปเพราะรู้สึกต้องรับผิดชอบชั่วดีหรือแบกรับอะไรทั้งนั้น
ทำไปเพราะมีความสุขที่จะทำล้วนๆ เอ็นจอยกับการอ่าน ฟัง คิด เขียน ทำ อะไรพวกนี้สุดๆ
ดังนั้นข้อนี้ที่ใช้เวลาในชีวิตไปมากสุดช่วงนี้ ขอจัดอยู่ในหมวดทำเพื่อ"ตัวเอง"ก็แล้วกัน :30:
ตัวเอง>ครอบครัว>>งาน>เพื่อน>>>>>>แฟน
ช่วงนี้กลับมาอยู่บ้าน ทำงานใกล้บ้าน ขับรถสิบนาทีถึงที่ทำงาน
น้องก็ทำงานอยู่เชียงใหม่ ชีวิตตอนนี้เหมือนเป็นลูกสาวคนเดียว :53:
เลยเอาแต่ใจตัวเองมากขึ้น :30: ได้อยู่กับพ่อแม่ทุกวัน
แต่ก็ไม่ค่อยได้คุยอะไรกันนะ นั่งดูละครกันเงียบๆ โดนบ่นบ้างเป็นสีสันชีวิต
มีอยู่ช่วงนึงที่ได้พาแม่กับคุณยายไปออกกำลังกายที่สวนสาธารณะทุกเย็น มีความสุขมาก
แต่งานก็มาแย่งเอาเวลาไป :07: ไม่ได้ออกกำลังกายมาสองเดือนแล้วมั้ง อ้วนมาก
ตอนนี้เริ่มว่างอีกครั้ง เดี๋ยวจะพาแม่ไปออกกำลังกายละ :53:
งาน ก็ต้องทำ เพื่อหน้าตาของครอบครัวและเพื่อเงิน (ไม่เยอะหรอกนะ)
บางทีแม่ก็แอบเอารถไปเติมน้ำมันให้ รถก็รถแม่เอามาให้ใช้ เงินเดือนไม่พอรักษาสิวค่าาา :05:
ว่าจะไปสอนพิเศษหาตังค์รักษาสิวอยู่
แต่ถ้าสอน เวลาเราก็จะหายไปอีก อย่างงี้ความตั้งใจที่จะทำงานใกล้บ้าน ใกล้แม่ มันก็ไร้ประโยชน์มั้ย
เพื่อน มันไปทำงานกรุงเทพกันหมด นานๆเจอ เทศกาลทีก็นัดกันกินเหล้าที่ร้านกาแฟตอนกลางวันแสกๆ :37:
เพื่อนอีกส่วนที่อยู่กำแพง มันก็แต่งงานมีครอบครัวมีลูกกันหมด เจอหน้าทีไรก็คุยแต่เรื่องลูกกับสามี :39:
แฟนลำดับต่ำสุด เพราะไม่มี :30: ไม่ได้หาด้วย เพราะรู้สึกว่าแค่นี้ชีวิตก็ไม่มีเวลาแล้ว
ป.ล.ถ้าเลิกเสือกเรื่องชาวบ้าน อ่านดราม่าในพันทิป น่าจะได้เวลาคืนมาวันละหลายชั่วโมง :30:
จู๋นี้น่าสนใจดีนะ
ส่วนตัวช่วงนี้ คงอยู่ในช่วงที่เหมือนอุ้ยว่าคือ ช่วงกอบโกย
วันนึงได้นอนประมาณ 4-5 ชม.ต่อวัน ยังรู้สึกเวลาจัดการสิ่งต่างๆยังไม่พอเลย
สมดุลของผมตอนนี้มีแค่สองเรื่องหลักๆจริงคือ
แฟน = งาน >ครอบครัว >อื่นๆ >ตัวเอง
เวลา 20 ชม. (ตัดนอนออกไป) แฟนกับงานนี ตกอย่างละ 10 ชม. พอๆกัน
ปรับ +- ตามสภาพความเร่งของงาน หรือบางทีก็ทำงานตอนอยู่กับแฟนนี่แหละ
ข้อแรกนี่ จริงๆไม่เท่ากันหรอก แต่พยายามยัดให้อยู่เท่ากันให้ได้ :30:
แฟนผมไม่ค่อยแข็งแรงเหมือนคนปรกติเค้า ผมเลยให้เวลากับส่วนนี้มากหน่อย
เพราะคนเราจะปุบปับจากกันไปเมื่อไหร่ก็ไม่มีใครรู้ เลยอยากดูให้ได้มากที่สุด
งานนี้แน่นอน ด้วยสภาพหน้าที่การงานที่กินเวลามากๆแบบนี้ เวลาไม่แน่นอนเลย
ยิ่งดูหลายตัว เวลายิ่งน้อยลงไปอีกเรื่อยๆ
ครอบครัวผมอยู่แบบเอกเทศกันมาตลอดอยู่แล่ว ตอนนี้พ่อผมก็อยู่จังหวัดนึง
แม่ก็มีพี่สองคนดูแล ผมแยกมาตัวคนเดียวอีกคน วันๆก็อาศัยโทรคุยกันเอา
รู้ว่าอยู่แบบนี้ก็ไม่ค่อยดีหรอก ได้แต่หลอกตัวเองว่าเดี่ยวพออะไรเข้าที่ จะไปดูแลให้ดีที่สุด
แต่ไม่รู้ว่า เมื่อไหร่...
ตัวเองผมจัดไว้หลังสุด ผมเป็นโรคจิตอยู่อย่าง ไม่ชอบทำอะไรให้ตัวเองก่อน
จริงๆส่วนตัวชอบอยู่คนเดียว ชอบโลกส่วนตัว แต่ไม่ซีเรียสถึงขนาดต้องให้เวลากับตัวเองขนาดนั้น
ผมว่าผมแฮปปี้กับการใช้เวลากับอย่างอื่นได้อยู่นะ เรื่องนี้เลยสำคัญน้อยสุด
ใน 24 ชม ผมมีเวลาให้ตัวเอง 1 ชม แค่นั้น
คงสภาพนี้มาอย่างน้อย 6 ปีแล้ว ต่อไปจะมีการปรับเปลี่ยนยังไงเดี๋ยวค่อยว่ากัน
อ่านของหลายๆ คนแล้วได้แง่คิดดีแฮะ ของผมโชคดีอย่างตรงที่ไม่ต้องหาเงินส่งให้ทางบ้าน เลยมีเวลาที่จะทำตามใจตัวเองได้เต็มที่
ตอนนี้ให้เรียงลำดับ คงต้องให้ ครอบครัว(ซึ่งก็คือ เมียกับลูก ก่อน) > พ่อ แม่ > งาน > ตัวเอง > เพื่อนๆ
คิดว่าใช้ชีวิตแบบที่ทำเพื่อตัวเองมาพอละ ทนทำงานเก็บเงินไปก่อน 40-50 แล้วค่อยเติมความฝันก็ไม่สายเกินไป
พอมีภาระอะไรมากขึ้น เพื่อนนี่ถูกดันไปไว้ท้ายสุดซะเป็นส่วนมากเลยเนอะ
มิน่าเราถึงได้เหงาๆ เพื่อนไม่ค่อยว่าง :05:
ปล่อยกู้สิครับ จะดันมาให้เป็นอันดับ 1 เลย
ของพี่แอ้ยังดี
ของผมคำว่าเพื่อนนี่ ตัดออกไปจากสาระบบเลยนะ
ด้วยเพื่อนเก่าๆผมที่เชียงใหม่ไม่มีเลย เพื่อนสมัยเรียนก็แทบไม่ได้ติดต่อ
ทุกวันนี้ ถ้าจะได้เที่ยวกับเพื่อน ก็เพื่อนของแฟนนี่แหละ ไปพร้อมๆกันทั้งหมด
ไม่ต้องปวดหัวเรื่องเวลาเพื่อนเวลาแฟนด้วย :30:
ที่เอาเพื่อนไว้ท้ายสุดนี่ ไม่ใช่ว่าจะทิ้งไปหรืออะไรนะครับ คือถ้าเรียงลำดับมันก็จะประมาณนี้กันทุกคนแหละ
แต่จริงๆ แล้วมันก็ไม่ได้ทิ้งอะไรไปซักอย่าง แล้วแต่สถานการณ์ และเหตุการณ์มากกว่าว่าอะไรจะมาก่อน หลัง
เมียท้อง บอกที่บ้าน แล้วก็บอกเพื่อน จากนั้นค่อยบอกที่ทำงาน
บอลแพ้ แซวเพื่อนก่อนเลย เมียไม่ดูบอล
ไม่สบาย บอกเมียเสร็จ โทรไปบอกลางาน แล้วไปบ่นในเฟซเพื่อน
เพื่อนนี่เป็นสถานะพิเศษดีนะ ปรับเปลี่ยนได้
มานึกๆ ดูแล้ว อย่างเพื่อนๆ พี่หลายคนก็จัดพี่เข้าหมวดครอบครัวไปเลย
คือมันไม่มีเวลาน่ะ นัดทีก็ไปกินข้าวกับพ่อแม่ลูกเมียมันเลย
อาจจะไม่ค่อยสบายตัวเท่าไหร่ ทำตัวถ่อยทะลึ่งไม่ได้ แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้เจอเพื่อนเลยอะเนอะ
แต่ถ้าได้เจอเพื่อนแบบครบแก๊งจะสุขมาก.. :40:
อ้อ เรื่องเพื่อน โรงเรียนผมมีงานมีตติ้งศิษย์เก่าประจำปีจัดทุกปี วันนั้นนี่เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอมล่ะครับ
2012 กำลังจะจบ ม6
ตัวเอง > เพื่อน > งาน > แฟน > ครอบครัว :37: (เด็กบ้านแตกอีกคน)
ตัวเองนี่ก็ คิดว่าทำอะไรไปทุกอย่างนี่เพื่อตัวเองทั้งนั้นแหละค่ะ ๕๕
ตอนนี่คิดว่าเอาตัวเองให้รอดก่อน แล้วถึงจะไปทำอย่างอื่นในชีวิตได้ง่ะ
เพื่อนมาอันดับสองเพราะช่วงนี้เป็นช่วงชีวิตมัธยม
คล้ายๆของผู้ใหญ่ที่เห็นว่างานต้องมาก่อนแหละค่ะ ต้องรีบกอบโกยเอาไว้ :30:
งาน คิดว่ายังไมไ่ด้มีงานอะไรจริงๆจังๆที่ต้องรับผิดชอบเลย
เรื่องเรียนตอนนี้ก็นิ่งแล้ว ไม่ต้องดิ้นรนสอบแข่งขันอะไร
แล้วก็ยังไม่อยากรีบเรียน รีบฝึกทักษะ คืออยากให้มันไปพร้อมประสบการณ์ในชีวิตด้วยอะ
แฟน ที่มาก่อนครอบครัวก็เพราะถ้าเลือกได้เวลาไปกรุงเทพจะเลือกไปเจอแฟนมากกว่าครอบครัวที่กรุงเทพ :37:
แต่แฟนอยู่หลังอันดับอื่นๆก็เพราะอยู่ไกลกันประมาณนั้น
ครอบครัว คือโดยหลักการแล้วไม่น่าจะอยู่ท้ายสุด
แต่บอกตามตรงว่าทุกวันนี้ยังรู้สึกไม่ชอบครอบครัวตัวเองอยู่เลย
ลำบากนะ เป็นเรื่องเดียวที่เราไม่ชอบแล้วเปลี่ยนไมไ่ด้ หนีไม่ได้ :3005:
คือรู้สึกอึดอัดใจที่ตัวเองต้องเป็นตัวกลางเรื่องขอเงินเค้าใช้ตลอด
บ้านเราเนี่ยผูกพันกันด้วยเงินทั้งนั้น (แต่ไม่งั้นก็อยู่ไม่ได้)
จริงๆด้านดีๆก็มีนะ แต่อคติเห็นชัดกว่าอะ
เป้าหมายระยะยาวคือปรับสมดุลตรงนี้ให้ได้
ทั้งเยียวยาความรู้สึกที่มีต่อที่บ้าน แล้วก็หาเลี้ยงยายแม่น้อง
ระยะยาวที่สุดคือมีครอบครัวดีๆเป็นของตัวเอง :37:
(เหมือนระบายใจยังไงไม่รุ ๕๕)
เรื่องเพื่อนเนี่ย คิดเหมือนกันกะพี่เพชรนะ คือไม่ใช่ไม่สำคัญ
แต่ยิ่งสนิทกัน ยิ่งไม่ค่อยได้เจอนะ คือมันคงจะเป็นคนสุดท้ายที่เราต้องเอาใจน่ะ สำหรับมัน เราเองก็คงเหมือนกัน
แปลกนะ ต่อให้นานแค่ไหนที่ไม่ได้เจอกัน ก็ต่อกันติด
และเรื่องที่คุยกัน ก็มีแต่เรื่องเดิมๆ :30:
เรื่องใต้สะดืออะนะ :56:
เพื่อนเนี่ยไม่เจอกันสิบปีก็เหมือนเดิม
ทุกอย่างเหมือนเดิม ยกเว้นน้ำหนัก :47b:
เวลาพูดก็จะพูดกันว่า จำได้มั้ยเรื่องเมื่อ 25 โลที่แล้ว :05:
:30b:
พื้นที่หน้าผากด้วยนะ
งาน(ฟรีแล๊นซ์) ผมถึงขนาดที่ว่า ผลัดกันใช้ที่นอนกับแฟนเลยทีเดียว
นั่งหน้าคอมวันนึงๆ มากกว่า 14ชม. ไม่ได้ออกกำลังกายแบบเป็นล่ำเป็นสันมาร่วมๆ 5 ปีแล้ว ทำงานหาเงินใช้หนี้ลูกเดียวตอนนี้
หนี้หมดเมื่อไหร่เป็นไทเสียที
ครอบครัว>งาน>ตัวเอง>เพื่อน ส่วนแฟนไม่มี :05:
ดูเลวๆเนอะทิ้งเพื่อนไว้หลังสุด ด้วยความที่เป็นคนที่สนใจตัวเองก่อนสนใจคนอื่นๆ (ยกเว้นครอบครัว)
นิสัยก็เลยเป็นแบบนี้แหละ ยังไงความต้องการของตัวเองก็สำคัญกว่าเพื่อนแหละ หรือจริงๆแล้วมันคือความสุขของผมกันแน่ :30:
ส่วนครอบครัวกับงานนั้นมันเป็นกรณีๆไปนะ ถ้าเรื่องจำเป็นกับมากๆ มาพร้อมกับงานที่สำคัญมากๆ ยังไงผมก็ให้ความสำคัญกับครอบครัวมากกว่า
งานหาใหม่ได้ แต่ครอบครัวน่ะหาใหม่ไม่ได้นะ
แต่ที่บ้านผมก็ดีนะส่วนใหญ่ก็เข้าใจเวลามีงานเยอะ ไม่ค่อยวุ่นวายอะไรมาก แต่ถ้ามีเวลาว่างผมก็มักกลับบ้านไปหาแหละ
เพราะตอนนี้พ่อกับแม่อยู่บ้านกันสองคน ผมเข้ากรุงเทพมาทำงาน ส่วนน้องก็เรียนอยู่กรุงเทพฯเหมือนกัน
ถ้าไม่กลับไปบ้างเลยคงเหงาแย่ ใจเขาใจเราแหละ เราไม่อยากได้อย่างไรก็อย่าทำกับพ่อแม่อย่างนั้น
ส่วนแฟน..ขอหาก่อนนะ :05:
:30:
อ้างคำพูดจาก: chaitat เมื่อ 06 ก.พ. 2012, 17:42 น.
งาน(ฟรีแล๊นซ์) ผมถึงขนาดที่ว่า ผลัดกันใช้ที่นอนกับแฟนเลยทีเดียว
นั่งหน้าคอมวันนึงๆ มากกว่า 14ชม. ไม่ได้ออกกำลังกายแบบเป็นล่ำเป็นสันมาร่วมๆ 5 ปีแล้ว ทำงานหาเงินใช้หนี้ลูกเดียวตอนนี้
หนี้หมดเมื่อไหร่เป็นไทเสียที
ใช่ๆ นั่งหน้าคอมนานมากเลยแต่ละวัน รู้ว่าไม่ดีเลยนะ แต่ทำไงดีอะ :05:
แนะนำให้ยืนหน้าคอมบ้างนะครับ
ไม่ก็ลองนั่งหลังคอมดูก็ได้
:51: ไอซ์อ้ะ ตลอดเลยนะ
เรียงลำดับยากเหมือนกันนะเนี่ย
ไม่รู้ว่าถึงเวลาจริง ๆ เราจะเรียงลำดับมันยังไงเหมือนกัน
แต่ถ้าเท่าที่คิดตอนนี้ ก็คงจะเป็น
ตัวเอง > งาน > ครอบครัว > เพื่อน
เพราะทุกอย่างที่ทำ ไม่ว่างาน หรือทำเพื่อครอบครัว หรือทำเพื่อเพื่อน สุดท้ายมันก็เริ่มมาจากความพอใจที่ทำของตัวเราเองทั้งนั้นอะ
แล้วก็แน่นอนว่า งานคือสิ่งที่อยู่ติดกับเรามาที่สุดอะ เราจะกิน จะใช้ หรือจะทำอะไร เงินที่มาก็มาจากที่เราทำงาน ครอบครัวหรือเพื่อน วันนึงก็อาจจะไม่ได้อยู่กับเรา แต่งานมันเป็นสิ่งที่อยู่กับเราไปเรื่อย ๆ อะ สำหรับตอนนี้ที่ครอบครัวก็คือ พ่อแม่พี่น้อง ญาติ ๆ ที่ไม่ใช่ครอบครัวที่เราสร้างขึ้นมาเอง เป็นการต่อยอดมาจากของเก่าที่พ่อแม่สร้างไว้ ดังนั้นลำดับความสำคัญจึงยังเป็นรองงานอยู่
ส่วนเพื่อนนี่ เหมือนเอาไว้สำหรับคลายเครียด คลายอารมณ์ ที่มันเกิดจากตัวเอง เกิดจากงาน หรือเกิดจากครอบครัว เหมือนจะสำคัญสุด แต่ถ้าไม่มีปัญหาอะไรมาทำให้เครียด เพื่อน ๆ ก็เลยเป็นอะไรที่สำคัญน้อยที่สุดจากสี่ตัวเลือกที่มีไว้
ส่วนถ้ามีแฟน ซึ่งเป็นตัวเลือกที่ห้าขึ้น สำหรับตูตอนนี้แน่นอนว่าแฟนก็จะไปอยู่อันดับแรกเลย :30:
แล้วสาวๆ ล่ะ :56:
สาว ๆตัวเอง
อ้างคำพูดจาก: blackYuri เมื่อ 06 ก.พ. 2012, 17:42 น.
งาน(ฟรีแล๊นซ์) ผมถึงขนาดที่ว่า ผลัดกันใช้ที่นอนกับแฟนเลยทีเดียว
นั่งหน้าคอมวันนึงๆ มากกว่า 14ชม. ไม่ได้ออกกำลังกายแบบเป็นล่ำเป็นสันมาร่วมๆ 5 ปีแล้ว ทำงานหาเงินใช้หนี้ลูกเดียวตอนนี้
หนี้หมดเมื่อไหร่เป็นไทเสียที
อ้างคำพูดจาก: blackYuri เมื่อ 06 ก.พ. 2012, 21:03 น.
สาว ๆตัวเอง
เพื่อนบิ๊กเป็นงี้นี่เอง :07:
อ้างคำพูดจาก: blackYuri เมื่อ 06 ก.พ. 2012, 21:03 น.
สาว ๆตัวเอง
เหมือนจะดีแต่ถ้าเป็นถลอกพูดจะนึกได้อีกแบบ :30:
สาวให้ตัวเอง อีบิ๊กมันก็หมายถึงแบบนี้นี่แหละ :30:
:59:
ผมอ่านก็คิดงั้นเหอะ :30:
:05:
อ้ะ ไม่เคยแสดงความคิดเห็นอะไรเกี่ยวกับด้านแบบนี้เลย
ถ้าเรียงลำดับก็คงจะเป็น
ตัวเอง+เรียน > แฟน > ครอบครัว > เพื่อน
ทุกวันนี้อยู่อังกฤษ ไม่ค่อยต้องกังวลเรื่องคนอื่นมาก
ชีวิตก็เลยอยู่กับตัวเองมากๆ อยากทำอะไรก็ทำ
จริงๆชอบการใช้ชีวิตเมืองนอกในเรื่องความสะดวกสบาย
อยู่คนเดียวได้ไม่ลำบาก(ถ้ามีเงิน :3005:) ชอบอยู่คนเดียวด้วย
(แต่ตอนนี้มาแชร์ห้องกับคนอื่น เพราะกินอยู่ง่ายกว่า รูมเมทเป็นผู้หญิงน่ารักด้วย :51:)
ที่บ้านก็สนับสนุนให้อยู่มากๆ บอกว่าหางานทำได้ก็อยู่ไปเลยนะ
(แต่เค้าอยากกลับบ้าน เค้าเกลียดอาหารฝรั่ง :05:)
แฟนก็ยังมาเป็นที่สองเพราะเป็นความเคยชินไปแล้วอะ
แฟนจั๊วตอนอยู่ไทยนี่เจอกับแทบทุกวัน เดือนนึงไม่เจอกันไม่เกินสามวันอะ
มาอยู่นี่ก็เหลือเป็นคุยโทรศัพท์ เล่นเฟซไทม์คุยกันเช้าเย็นก่อนนอน
แต่ถ้าวันไหนจั๊วเรียนทั้งวันก็ได้คุยกันห้านาทีตอนอยู่บนรถไฟ ไรงี้
ส่วนครอบครัว บ้านจั๊วไม่ค่อยมานั่งโทรศัพท์คุยอะไรกันอยู่แล้วอะ
เดือนนึง skype คุยกันสองที เพราะเวลาไม่ตรงกัน ถ้าตื่นเช้าเจอกันก็ได้คุย
ปกติจั๊วตื่นมาเค้าก็กลับบ้านกันแล้ว (คุยได้เฉพาะที่ออฟฟิศ เพราะที่บ้านป๊าใช้สไกป์ในแมคไม่เป็น)
แต่ถ้ากลับไทยก็มีไปปล่อยปลากันเดือนละครั้ง ทำบุญแบบจัดหนักไปไหว้พระ ตจว.เดือนละครั้ง
ไม่ค่อยได้คุยอะไรกับที่บ้านเยอะแยะ แต่อบอุ่นดีนะคะ ยกเว้นพี่ชายที่เป็นห่วงกันทั้งบ้าน
พยายามเข็นคุณพี่ให้มีการมีงานทำซะที แก่จะตายละ :59:
เพื่อนนี่ จริงๆแล้วแทรกอยู่ทุกอันดับเลยอะ แล้วแต่อารมณ์
ช่วงไหนจิตตก เพื่อนก็จะมาเสนอหน้าอันดับแรกๆ
แต่ตอนนี้ต่างคนต่างทำงาน กว่าจะนัดเจอกันได้ครบๆแปดคนก็นาน
เพราะหนีมาเรียนอังกฤษพร้อมกันนี่ก็สามคน อีกคนอยู่สิงคโปร์
เป็นกลุ่มที่ยังไงก็ตัดไม่ขาดละ รู้ไส้รู้พุง ห่างกันไปนานยังไงเค้าก็ยังเข้าใจเรา
ก่อนอื่นขอดูรูปรูมเมตก่อนเลยครับ
ภาวะตอนนี้คือ
งาน=ครอบครัว>ตัวเอง>แฟน=เพื่อน
ด้วยความที่งานมันเป็นfamily business เลยขอเหมารวมว่าที่ทนๆทำอยู่ก็เพื่อพ่อแม่พี่น้อง
ทำทั้งๆที่ไม่มีความสุขกับงานมาพักใหญ่แล้ว ไม่ชอบกับการที่ต้องแบกภาระแบกโลกไว้มากมายบนบ่า
หนักนะแต่วางไม่ได้ ลุยมาแล้วจะทิ้งกันกลางทางก็ไม่ได้
รู้เลยว่าสุขภาพร่างกายของตัวเองแย่มาก จะน็อคไปเมื่อไรก็ไม่รู้
ได้แต่บอกตัวเองปลอบตัวเองว่าสู้อีกนิดนะ เหมือนสะกดจิตตัวเองกลายๆว่าอย่าพึ่งเป็นอะไรนะ
อดทนอีกนิดเดี๋ยวอะไรๆคลี่คลายก็ได้พักแล้ว
อยากปรับสมดุลใหม่ให้เป็น ตัวเอง=แฟน>ครอบครัว>เพื่อน
อยากมีเวลาให้กับตัวเองมากกว่านี้ อยากดูแลสุขภาพร่างกายตัวเองให้ดีๆ
อยากมีเวลาไปสวงสวีทกับแฟนบ้าง (เขาก็ยุ่งเราก็ยุ่ง)
จะเรียกว่าเป็นช่วงสร้างตัวหรือกอบโกยก็ไม่ใช่ ถ้าคิดเรื่องตัวเงินตูไปทำที่อื่นได้เงินเยอะกว่านี้โข
ทำงานให้ครอบครัวก็ไม่อยากเอาตัวเงินขึ้นมาพูดให้ครอบครัวต้องแตกแยกกันทะเลาะกันหรือเสียความรู้สึก
คิดแค่ว่ามันคือหน้าที่ที่ต้องทำต้องรับผิดชอบเท่านั้นจบ ส่วนอนาคตตูก็ขีดเส้นใต้เดทไลน์ให้ทางบ้านทราบแล้วว่า
หลังจากได้ซิตีเซ่นปลายปีนี้ตูจะกลับไทยถาวรแล้วนะ คือขอไปดำเนินชีวิตตามทางตัวเองบ้าง
เป้าหมายชีวิตที่เคยตั้งไว้ว่าจะทำอะไรให้ใครทำได้หมดแล้ว. ก็มีแต่เป้าหมายที่จะทำอะไรเพื่อตัวเองนี่แหละเหลวเป๋วตลอด
อิ่มคล้ายๆจั๊วะตรงที่ว่าไม่ได้อยู่กับครอบครัว ฉะนั้น ครอบครัวเลยตกอันดับไป
คอนแรกอ่านก็ยังคิดว่านะคนที่ไม่เอาครอบครัวขึ้นก่อนรี่มันยังไงกันนะ พ่อแม่เลยนะ ทำไมเอาไว้ท้ายๆ
เอาจริงๆตัวเองก็เป็น :30:
ของอิ่มเป็นงี้
งาน (ทั้งเรียนและงานพิเศษ) > ครอบครัว > ตัวเอง > แฟนและเพื่อน
เอาเรียนไว้ก่อนเพราะอยากจบแล้ว :30:
ทำงานพิเศษเพราะตั้งใจว่าต่อจากนี้จะไม่ขอเงินจากทางบ้านอีก จนกว่าจะจบ (ยกเว้นค่าเทอมนะ)
ครอบครัวเป็นที่สองเพราะไม่ค่อยไว้ใจยัยหมีโหด :30:
(จริงๆคือ หมีก็ทำงานหนัก กลับบ้านดึก พ่อแม่ก็วุ่นวายกับการสร้างบ้าน ค่าใช้จายเยอะ แล้วเค้าต้องมาห่วงเราอีก)
ถ้าไม่มีเรื่องเรียนอิ่มเอาครอบครัวขึ้นมาก่อนอยู่แล้ว
ยังเคยคุยกับหมีเลยว่า เรียนจบทั้งคู่เมื่อไหร่ จะเลี้ยงพ่อแม่ให้ดีที่สุด อย่างน้อยก็ให้ดีเท่าที่เค้าเลี้ยงเรามา :40:
ตัวเองเป็นที่สาม เพราะอย่างที่รู้ๆกันว่าอิ่มทำอะรก็ไม่ค่อยเป็น โง่ๆหมีๆ แต่กระแดะมาอยู่คนเดียว
ก็นั่นแหล่ะ พยายามรักษาตัวเองไม่ให้เดี้ยงตายไปก่อน
แฟนและเพื่อนเป็นอันดับสี่ จริงๆแฟนมาก่อนเพื่อน เพราะอยู่นี่อิ่มเจอแฟน อยู่กับแฟนมากกว่าเพื่อนอีก
ส่วนเพื่อนที่นี่อิ่มไม่ค่อยมี ขี้เกียจคบ :30:
อยู่กับตัวเองดีกว่า สบายใจ
ส่วนเพื่อนๆที่ไทยก็คุยอยู่ แต่จะเจอกันทีก็ยากเพราะต่างคนต่างทำงาน
ความสำคัญเลยหายๆไป
เอวังด้วยประการชะนี้
ครอบครัว > ตัวเอง > งาน > เพื่อน
ด้วยความที่อยากเป็นมนุษย์ชิลมาก ทุกวันนี้ก็ทำงานเพื่อส่งเงินกลับบ้าน
คิดว่าถ้าไม่ต้องส่งกลับจะได้ย้ายไปทำอะไรแปลกๆ ใหม่ๆ ตามที่อยากทำได้มากขึ้น
เลยต้องผูกตัวเองกับงานอะไรซักอย่างตลอดเวลา
อ่านแล้วรู้สึกว่าทุกคนดูมีเป้าหมายกันหมด
ใครแฮกไอดีอิเอวะ :07:
พี่เอจริงๆรึ :31:
โห จู๋นี้ :05:
ความตั้งใจในชีวิตคือ ครอบครัว > แฟน > งาน > ตัวเอง
แต่สิ่งที่เป็นในตอนนี้คือ งาน > งาน > งาน > งาน > งาน > ครอบครัว > แฟน > ตัวเอง
เป็นคนไม่มีเพื่อนมาแต่ไหนแต่ไร เลยไม่ใส่เพื่อนลงไปในลูปด้วย
ไม่ได้นอนดูทีวี หัวเราะไปกับพ่อแม่มาระยะนึงแล้ว
รู้สึกเหมือนส่วนนึงของตัวเองหายไป ไม่ชอบเลย :05:
โดนแฟนดุทุกวันที่เอางานมากัดกินชีวิตส่วนตัว จนไม่รู้แล้วว่าชีวิตส่วนตัวคืออะไร
จริงๆนิสัยก็บ้างานเป็นปกติอยู่แล้ว พอมาเจองานจำนวนมากเข้าไปอีกเลยยิ่งกลายเป็นบ้าเข้าไปใหญ่
ขนาดจะเข้ามาวิ่งเล่นในฟอนต์ ตอนนี้ก็ยังรู้สึกว่าตัวเองไม่เหมือนเดิม
สมดุลในชีวิตเสียโคตรๆ
บ่นไปงั้นแหละ ไปเช็คเมล์ต่อละ
ดูหล่อป่ะ :52:
อ้างคำพูดจาก: KateZiffanY เมื่อ 07 ก.พ. 2012, 23:11 น.
โห จู๋นี้ :05:
ความตั้งใจในชีวิตคือ ครอบครัว > แฟน > งาน > ตัวเอง
แต่สิ่งที่เป็นในตอนนี้คือ งาน > งาน > งาน > งาน > งาน > ครอบครัว > แฟน > ตัวเอง
เป็นคนไม่มีเพื่อนมาแต่ไหนแต่ไร เลยไม่ใส่เพื่อนลงไปในลูปด้วย
ไม่ได้นอนดูทีวี หัวเราะไปกับพ่อแม่มาระยะนึงแล้ว
รู้สึกเหมือนส่วนนึงของตัวเองหายไป ไม่ชอบเลย :05:
โดนแฟนดุทุกวันที่เอางานมากัดกินชีวิตส่วนตัว จนไม่รู้แล้วว่าชีวิตส่วนตัวคืออะไร
จริงๆนิสัยก็บ้างานเป็นปกติอยู่แล้ว พอมาเจองานจำนวนมากเข้าไปอีกเลยยิ่งกลายเป็นบ้าเข้าไปใหญ่
ขนาดจะเข้ามาวิ่งเล่นในฟอนต์ ตอนนี้ก็ยังรู้สึกว่าตัวเองไม่เหมือนเดิม
สมดุลในชีวิตเสียโคตรๆ
บ่นไปงั้นแหละ ไปเช็คเมล์ต่อละ
เสียสมดุลก็ต้องจัดสมดุลนะเจ๊ ซู่ๆๆ เป็นห่วงจุ๊บๆ :37:
อ่านเรื่องจั๊วกะอิ่มแล้วรู้สึกอยากไปนอกจังเว้ยยยย :07: รู้นะว่าไปแล้วน่าจะเหงาแต่อยากไปอยู่นอกนานๆ มั่งจัง หาทางก่อน
จานเกศทำงานเกินตัวมาก :41:
ขนาดเมียตูบอกว่าเฮ้ย งานเยอะขนาดนี้ เสื้อนลินฟ้าน่ะขอ source มาทำเองก็ได้
ก็ยังจะไม่ให้ :3005:
อ้างคำพูดจาก: 蓝月 (lán yuè) เมื่อ 08 ก.พ. 2012, 00:13 น.
อ่านเรื่องจั๊วกะอิ่มแล้วรู้สึกอยากไปนอกจังเว้ยยยย :07: รู้นะว่าไปแล้วน่าจะเหงาแต่อยากไปอยู่นอกนานๆ มั่งจัง หาทางก่อน
แกจะมาทำม๊ายยย แกก็เห็นชั้นบ่นอยู่ทุกวัน :3005:
มาเที่ยวดีนะ มาเที่ยว ทำงานหาเงินเที่ยวต่อ อันนั้นสนับสนุน
แต่มาเรียนนี่ ถ้าใจไม่อยากตะเรียนก็อย่ามาให้ทรมาณตัวเองเลยเดือน :05:
โอย จู๋นี้ต้องอ่านแล้ว :05:
อ้างคำพูดจาก: 蓝月 (lán yuè) เมื่อ 08 ก.พ. 2012, 00:13 น.
อ่านเรื่องจั๊วกะอิ่มแล้วรู้สึกอยากไปนอกจังเว้ยยยย :07: รู้นะว่าไปแล้วน่าจะเหงาแต่อยากไปอยู่นอกนานๆ มั่งจัง หาทางก่อน
มาเลยๆ ถ้ารู้จักกับตัวเองดี ก็จะไม่เหงาหรอก
หรือถ้ายังไม่รู้จักตัวเองดี ก็จะได้รู้จักดีเวลาต้องใช้ชีวิตลำพังนี่แหละ
ตอนตูตัดสินใจมานี่ก็ใช้เงินจากเมืองไทยแค่ค่าตั๋วเครื่องบินกับเงินอีกนิดหน่อยเองนะ
ที่เหลือก็มาหาเอาดาบหน้านี่แหละ :37:
เอาดาบไปปล้นเค้าเหรอครับ :25:
คว้านท้องตัวเองตายครับ
แล้วโดนแวมไพร์มากัด
เลยเป็นอมตะจนถึงทุกวันนี้ :52:
ไม่ใช่ล่ะ :07:
อยากไปนอกเหมือนกันนะ
รอไป exchange แล้วต่อโท
อีกปี - 2 ปี แพลนว่าจะไปอยู่แถวๆ รัฐที่เคยอยู่
ตูเคยให้งานกินตัวแบบจานเกศ
แต่พอเลิกเอางานกลับมาทำที่บ้านคุณภาพชีวิตก็ดีขึ้นเยอะ
รวมถึงเอางานมาคิดที่บ้าน เอามาฝันตอนนอน
นั่งคิดตอนเคี้ยวข้าวเช้า และตอนนั่งกินข้าวกับเพื่อนวันอาทิตย์ด้วย
เลิกแล้วชีวิตดีขึ้นเยอะ
ผมเป็นพวกตรงกันข้าม มีแต่เอาเรื่องอื่นมาเบียดงาน
แต่ก็ส่งทันทุกทีนะ :30:
เมื่อเสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมาตูเป็นเลยแหละ นอนๆ ไปก็สะดุ้งเรื่องงาน :59:
แต่ไม่เก็บมาหลอนเหมือนตอนทำตีสิสจบมหาลัยนะ คือหมดแล้วหมดเลย
คำว่าเช็คเมลของตูตรงข้ามของจารย์เกศเลยอะ
เวลาเช็คเมลคือ เข้าไปอู้งาน ดูรูปโป๊ ดูคลิปเด็ด :30:
อ่านๆแล้ว สรุปได้ว่า สามย่าน คือสถานที่ดูดพลังชีวิต
แต่ตูรู้สึกคุ้มนะ เหมือนปลาที่ว่ายในน้ำร้อนตลอดเวลา :3005:
คือถึงตัวจะตาย แต่เนื้อหนังก็มีประโยชน์ใช่มั้ย :30:
ฝิ่นเฝิ่นไม่อยากรับเลยล่ะ
เสียดาย :05: