สวัสดีครับ ผมชื่อ นาย อัครวุฒิ ไกรขจรกิตติ ครับ เป็นนิสิตเอกกราฟฟิคดีไซน์ และ โฆษณา ชั้นปีที่ 4 มหาวิทยาลัยบูรพาครับ
ขณะนี้ผมได้เริ่มทำวิทยานิพนธ์ เรื่อง "โครงการออกแบบเรขศิลป์ สื่อสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างเพื่อสร้างจิตสำนึกที่ดีของคนในสังคม ให้กับเครือข่ายพลังบวก" ครับ จุดมุ่งหมายของโครงการ คือ ใช้สื่อสิ่งแวดล้อมเป็นตัวเสริมสร้างความดีให้แก่คนในสังคมครับ แต่ตอนนี้ผมกำลังติดปัญหาเรื่องการตีความ "ความดี" ให้เป็นรูปธรรมเพื่อมาใช้เป็นข้อมูลในการออกแบบครับ
ผมเลยอยากรบกวนเวลาพี่ๆสักนิดครับ ผมอยากถามความเห็นครับว่า ความดีในสังคมไทยประเภทไหนครับ ที่ต้องการการสร้างเสริมให้เติบโต เป็นประเด็นเร่งด่วนครับ
ขอบคุณครับ
อื้อหือ.. คำถามกว้างมวาาาาาก :05:
ทางผู้วิจัยเห็นว่าเป็นยังไงครับ เรามาถกกัน
เรื่องนี้น่าจะสนุก :12:
แนะนำว่าให้เปลี่ยนหัวข้อกระจู๋เป็น "ความดีคืออะไร"
จะดึงดูดคนที่อยากตอบเข้ามามากกว่าแบบปัจจุบัน(ที่คิดว่าสแปม)ครับ
ขอบคุณครับพี่แอน
โดยส่วนตัวที่ผมนั่งงงๆอยู่นะครับ ผมคิดว่าความดีบางครั้งก็ใกล้เคียงกับสามัญสำนึกขึ้นอยู่กับบริบทต่างๆครับ เช่น การทิ้งขยะให้ลงถังจริงๆแล้วน่าจะเป็นสามัญสำนึก แต่ในเมืองไทยตอนนี้อาจกลายเป็นความดีไปแล้ว
ผมพยายามจะคิดแบ่งความดีให้มีหลายระดับครับ เช่น ความดีพื้นฐาน ความดีขั้นกลาง(ยังหาคำไม่ได้ครับ) ความดีขั้นกว่า(แบบเสียทรัพท์เสียแรงลงไปลุยครับ)
หลังจากที่ผมเก็บข้อมูลไปเรื่อยๆจะพยายามจัดหมู่ให้ได้ครับ แล้วสรุปว่าควรไปจับเรื่องไหน แล้วลุยทำงานออกมาครับ
ขอบคุณที่สละเวลาครับ
โอ้ เป็นหัวข้อที่เจ๋งอ่ะ :25:
เครือข่ายพลังบวกด้วย โอ้ น่าสนุก :12:
เคยไปดูงานนรกพลังบวกของ อ.ประชา สุวีรานนท์ไหมครับ
ที่จัดไม่กี่เดือนก่อน ผมว่านั่นคือการจำกัดความที่ผมรู้สึกต่อ
วิธีการจำกัดความความดี บนวิธีคิดของเครือข่ายพลังบวกได้ชัดมาก :30:
(คืออ.ประชาแกทำเป็นการเสียดสีนั่นแหละ)
คำถามนี้มันกว้างแะลไกลมาก เราสามารถคุยกันได้หลายร้อยประเด็น
แต่ถ้าสำหรับการทำงานและมีอาจารย์คอยตรวจทีสีสแบบนี้
ก็ต้องมาดูว่าตัวองค์กรที่เราทำให้นั้น จำกัดความคำว่าความดีในลักษณะไหน จะได้แคบลง :30:
เครือข่ายพลังบวกนี่ จำกัดความง่ายมาก คือความดีเฉพาะหน้า
ความดีที่ผูกกับระดับจริยธรรมพื้นฐานที่มองเห็นได้ด้วยตาทั่วๆไป
แล้วจริงๆ งานออกแบบก็มักจะนำเสนอได้แค่มิติตื้นเท่านี้แหละ
เช่น ตอนที่มีวิกฤติการเมือง ก็เสนอประเด็นว่าเราต่างทำร้ายกันและกัน
เพราะงั้นให้หันมาตั้งคำถามว่า เราทำร้ายกันไปทำไม ประเด็นคือ "ตั้งสติ หันมามองตนเอง หยุดความรุนแรงตรงหน้า"
และเปลี่ยนความรุนแรง ความเศร้า ความเกลียดชังทุกอย่างให้เป็น"พลังบวก-มองโลกในแง่ดี"
เพื่อเอาพลังมาทำสิ่งดีๆแก่สังคม
อ้างอิงมองนรกในแง่ดี
Bright Sided Hell: A Positive Thinking Guide
หลายปีที่ผ่านมา "มองโลกในแง่ดี" กลายเป็นแนวคิดที่นักพูดในทีวี นักเทศน์บนเฟซบุ๊ก และนักเขียนหนังสือ self-help พากันสดุดีราวกับเป็นธรรมะหรือทางไปสู่นิพพานของสังคมไทย มันสามารถเอาชนะทุกอย่าง ไม่ว่าจะเรื่องการลดความอ้วน คบหาเพื่อนฝูง หาทางร่ำรวย การเผชิญหน้ากับโรคร้าย ความแก่ชรา รวมทั้งวาระสุดท้ายของชีวิต
หลักการข้อแรกคือ ปัญหาต่างๆ แก้ไขได้ด้วยการเปลี่ยนทัศนคติ หรือเชื่อว่า "สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ" ยกตัวอย่างเช่น มะเร็งเป็นโรคที่รักษาได้ถ้าตั้งใจจะรักษา ข้อที่สอง การเปลี่ยนทัศนคติที่ว่านี้ เป็นเรื่องของทักษะที่ฝึกปรือกันได้เหมือนหัดตีปิงปอง ข้อที่สามคือ สิ่งที่เราอยากได้อยากมีจะมาถึงเอง ถ้าฟูมฟักความเชื่อนี้อย่างจริงจังและอดทน เช่นเขียนชื่อสิ่งที่ต้องการปะไว้บนเพดาน ตรรกะวิปริตของลัทธินี้คือ ถ้าอยากแก้ไขเปลี่ยนแปลง จงพอใจในสิ่งที่ตนมี เมื่อหยั่งรากลงไปในสังคมไทย แนวคิดนี้ก็กลายเป็นระบบศีลธรรมที่โยนบาปกลับไปให้ผู้เป็นเหยื่อ และถูกใช้เพื่อกำหราบการแข็งข้อ หยุดยั้งการเปลี่ยนแปลง และกระทั่งสกัดกั้นการตั้งคำถาม
แนวคิดนี้ช่วยกลบเกลื่อนและกดดันความขุ่นข้องหมองใจในสังคม ปัญหาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นข้าวยากหมากแพง ความขัดแย้งการเมือง หรือสถาบันในสังคมล่มสลาย เกิดขึ้นและลุกลามไปเพราะเราไม่ปรับปรุงทัศนคติของตนเอง เพียงแค่คิดหรือไม่ยอมก้มหน้าก้มตารับกรรมต่อไป ก็ผิดแล้ว "มองโลกในแง่ดี" จึงหมายถึงสังคมของคนที่ไม่มีปากเสียง เด็กที่ยอมทนกับการปกครองที่กดขี่ ลูกจ้างที่ยอมรับค่าแรงถูกๆ และจำเลยที่ยอมรับคำพิพากษาของสังคมอย่างไม่มีเงื่อนไข
รัฐประหาร 2549 ซึ่งตามมาด้วยวิกฤติการเมือง ทำให้ "มองโลกในแง่ดี" เบ่งบาน แม้แต่การเรียกร้องความเสมอภาคและความยุติธรรมในทางการเมืองก็กลายเป็นการมองโลกในแง่ร้าย มีฐานะเป็นภัยสังคมชนิดที่รัฐต้องกำจัด ยิ่งไปกว่านั้น หลังการปราบปรามผู้ชุมนุมในปี 2553 แนวคิดนี้ก้าวมาถึงจุดที่เป็นข้ออ้างในการทำสงครามและกำหราบปราบปรามฝ่ายตรงข้าม ด้วยการจับมือกันของรัฐบาล ทหารและกูรูแห่งลัทธิ "มองโลกในแง่ดี" จำนวนมาก สื่อ ศิลปะและโครงการรณรงค์ต่างๆภายใต้ชื่อใหม่ว่า "พลังบวก"บ้าง "ฝันถึงสันติภาพ"บ้าง "ไทยเข้มแข็ง" บ้าง ถูกผลิตขึ้นมาอย่างรีบด่วน ทุกชิ้นล้วนปกคลุมด้วยอุดมการณ์เก่าๆ เช่น ชาติ ศาสนาพระมหากษัตริย์ และความสามัคคีของคนในชาติ ด้านหนึ่งปลอบใจชนชั้นกลางไม่ให้รู้สึกว่าตนมีส่วนร่วมในอาชญากรรมของรัฐ อีกด้านหนึ่งก็เพื่อไม่ให้ตื่นตระหนกกับวิกฤตินั้น
ในมุมมองของผู้เขียน "มองโลกในแง่ดี" จึงคล้ายกับคำสอนในไตรภูมิ ซึ่งว่ากันว่าเป็น "สิ่งที่ใช้ควบคุมทางสังคม เพราะสามารถเข้าถึงจิตใจทุกคนได้โดยมิต้องมีออกกฎบังคับกัน ภาพวาดชั้นเลิศจากสมุดภาพไตรภูมิ ในฐานะที่เป็นต้นแบบของนรกถูกอัญเชิญมาเพื่อถ่ายทอดความคิดของผู้ที่ต้องการพิสูจน์ว่า แม้ในขุมนรกการมองแต่แง่ดีย่อมช่วยแก้ปัญหาได้เสมอ
หรือสิ่งที่คนตั้งคำถามกับกรอบความดีลักษณะนี้ ก็อย่างเช่น
ปกนิตยสารเวย์ฉบับนี้
(http://waymagazine.files.wordpress.com/2011/10/cv-way44.jpg?w=420&h=537)
เริ่มงงใช่ไหมครับ ตกลงว่าที่กลุ่มพลังบวกชวนนคนมองโลกในแง่ดี ทำความดี
แล้วไหงมันกลายเป็นเรื่องที่มีคนแขวะได้ยังงี้ ยังงี้ไม่สามารถเอาไปช่วยเหลือต่อเติมแนวคิดในการทำทีสีสได้แน่นอน
แต่เอาเป็นว่าช่วยเสริมมุมมองในการตีความ เผื่อจะช่วยได้ :30:
ผมอ่านแล้วนึกสงสัยขึ้นมาว่า.. คนที่ "ทำดี" เรียกว่า "คนดี" ได้เลยมั้ย?
คนที่ "ไม่เคยทำดี" ยังจะพอเรียกว่า "คนดี" ได้หรือเปล่า?
คนที่ "ทำไม่ดี" คือ "คนไม่ดี" เสมองั้นเหรอ?
นึกถึงคำพูดในหนังคาวบอยแอนด์เอเลี่ยน
"บางครั้งคนเลวก็ทำดี บางครั้งคนดีก็ทำเลว"
เอ้างงให้มากกว่าเดิมอีก :30:
ผมว่า คนดี เป้นชื่อเรียกคนที่ ทำดี บ่อยๆ คนเลวก๋ ไว้เรียกคนที่ทำเลวบ่อยๆ
บ่อยขนาดไหน อาจจะบ่อย จนเป็นนิสัย ละมั้ง ประมาณนั้น
ความดีคือการทำอะไรที่เห็นแก่คนอื่นบ้าง :52:
ในแต่ละวัน มันเข้ามาหาเราอยู่แล้ว
สิ่งที่ทำต้องไม่ผิดวิถีประชา ....
ไอ้คำว่าวิถีประชาเนี่ย หลังๆ บ้านเรามันบิดๆ เบี้ยวๆ นะพี่ :30:
ในสังคมที่เป็นรัฐอิสลาม ใช้กฏหมายชารีอะห์
คนเป็นชู้กัน หรือเป็นเกย์ จะโดนหินขว้างโดยชาวบ้านจนตายได้
(stoning to death) หรือเร็วๆนี้ในอาเจะห์ เด็กผู้ชายชาวร็อค
โดนจับมาโกนหัว เพราะทำผิดวิถีของสังคม
การไม่รักหรือไม่แสดงความเคารพรักคิมอิลซุงบิดาประเทศ
ก็เป็นความผิดที่ยอมรับไม่ได้ของสังคมเกาหลีเหนือ
วิถีประชาเปลี่ยนแปลงไปตามความเชื่อและวิวัฒนาการของสังคม
แน่นอนว่าทุกสังคมมีสิ่งนี้กำกับอยู่ แต่ถ้ามันขัดขวางทิศทางในการพัฒนาของสังคม
การที่สมาชิกในสังคมจะแหก ผมก็ไม่คิดว่ามันจะเป็นความเลวอะไร
คิดเหมือนกัน ..เอาแบบว่าเรื่องโดยรวมส่วนใหญ่ละกัน
ไม่เกี่ยวกับพรรคพวก หรือแนวคิดเฉพาะกลุ่มเกินไป
.................
แหกได้นะแต่ต้องมีเหตุผลและและต้องเกิดผลดีเป็นที่ยอมรับ
ขอบคุณมากครับพี่ ทั้งความเห็นและคำแนะนำ พี่ทุกคนมีมุมมองที่ลุ่มลึกจริงๆครับ ผมขอนำความเห็นพี่ๆไปแตกประเด็นนะครับ ตอนนี้ผมพอจะแตกประเด็นเพิ่มเรื่่องความดีนั้นเชื่อมกับความเชื่อได้เพิ่มมาอีกประเด็นครับผม ส่วนที่พี่เก้อ แนะนำมาก็เป็นมุมมองที่ตรงประเด็นและเป็นรูปธรรมมากครับ ขอบคุณมากครับพี่ :22:
ผมคิดว่าบางทีเราก็เหมือนนักปรัชญา ที่มานั่งถกกันเรื่องที่ชาวบ้านเขาคิดเอาเวลาไปทำมาหากินเสียยังดีกว่า :30:
ส่วนนึงที่สนใจในกลุ่มพลังบก คือ งาน ignite Thailand ครับ ผมคิดว่าตอบโจทย์ได้ดีทีเดียวครับ ผมคิดว่าคนที่ไปงานนี้อย่างน้อยน่าจะเก็บแรงบันดาลใจไปได้บ้าง และนำมาเป็นพลังขับดันความฝันของตัวเองต่อไปครับ ถ้าผมคิดผิดพลาดประการใดช่วยวิจารณ์หน่อยนะครับพี่ๆ
จะว่าไปกลุ่มนี้เบื้องหลังใครตั้งครับ ไปหาประวัติมาดูดีเชียวครับ
อันนี้้เสนอถึงตอนไหนแล้วครับ
ตอน 1 อยู่ใช่ป่าว
คิดว่าโจทย์น่าสนใจสำหรับงานโฆษณาสิ่งแวดล้อม นิวมีเดีย
เอื้ออำนวยให้เล่นอะไรได้เยอะเลยนะนั่น
ที่จริงคิดหวังกับ Way เล่มนั้นมากกว่าที่เห็นไว้มากนะครับ
พออ่านแล้วผิดหวังนิดหน่อยที่เขาเล่นความดีที่เป็นความเชื่อ (แบบที่เราคงก้าวผ่านกันไปแล้ว)
มากกว่าความดีที่ {บางคน อาทิคำผกาหรืออะไรพวกนั้นน่ะ} สงสัยว่าตกลงแล้วมันดีจริงเหรอ
อย่างเช่นคำพระต่างๆ หรือแม้แต่คำท่านพุทธทาส
เอ๊ะหรือที่นิตยสารไม่เล่น เพราะมันเป็นความดีที่ดีจริงๆ พรูฟแล้ว
หรือแค่ไม่กล้าเล่นเพราะกลัวโดนด่า (ไม่หรอก)
พึ่งถึงบทที่ 1 ครับพี่เก้อ ขอบคุณมากครับ ตอนนี้ปวดกะบาลเพราะว่าเรื่องมันกว้างมากเลยเห็นกรอบไม่ชัด แต่พยายามวาดเส้นประอยู่เลยครับพี่
ตอนนี้อยู่ที่ประเด็น "ความดีในสังคมไทยประเภทไหนครับ ที่ต้องการการสร้างเสริมให้เติบโต เป็นประเด็นเร่งด่วนครับ" นี่รึเปล่า
ความดีคือ...มันตามบริบทล่ะนะ
แต่ถ้าตัดบริบทออก ตูว่าความดีคือการดำเนินชีวิตโดยไม่เบียดเบียนใคร
เออใช่
มีใครมองความดีเป็นค่าสัมพัทธ์บ้างไหมครับ
แล้วแต่ว่าสัมพัทธ์กับใคร หรืออะไร ใหญ่เล็กก็ต้องมีประธานกิริยากรรมอยู่ดี
สัมพัทธ์สิ อันนี้ว่าตามหลักปรัชญาเลยนะ ความดี ความงามนี่เปลี่ยนไปตามกาลเทศะ
เหมือนฆ่าปลาใส่บาตรได้บุญไหม
ฆ่าซัดดัมล่ะ
เรื่องโดนข่มขืนแล้วไปทำแท้งก็เหมือนกัน ทำแล้วบาปไหมครับคุณริว
ก็อยู่ที่ใครได้ผลประโยชน์ไปตกอยู่กับอะไร กับใคร หรือกับเราไหม
ความดีแม่งคือวิชาเศรษฐศาสตร์เลย :59:
อ้างคำพูดจาก: •หมูหมู•™ เมื่อ 23 ธ.ค. 2011, 10:16 น.
ตอนนี้อยู่ที่ประเด็น "ความดีในสังคมไทยประเภทไหนครับ ที่ต้องการการสร้างเสริมให้เติบโต เป็นประเด็นเร่งด่วนครับ" นี่รึเปล่า
ใช่ครับพี่ แต่ผมกำลังคิดถึงว่าถ้าเราไปตีกรอบแข็งๆแค่บางเครื่องมันอาจจะทำงานง่าย แต่คงใช้งานจริงได้ยากเพราะผมคิดว่าความดีเหมือนหมอกควัน
จับไม่ได้ แต่เห็น รู้ว่ามี และของแต่ละคนก็แสนจะแตกต่างกัน แถทเปลี่ยนที่ความดีที่ดูเป็นเค้าลางเห็นๆกันอยู่ก็เปลี่ยนเป็นอย่างอื่นไป
สิ่งหนึ่งที่ผมเชื่อ คือ ทุกคนอยากทำดี ทุกคนมีทั้ง + และ - แต่ด้วยเหตุผลบางอย่างที่ให้เขาทำอะไรไม่สอดคล้องกับความดีออกมา เช่น ผมที่ไปฮึ่มๆใส่เพื่อนเพราะหิวมากแล้วไปกันซะทีได้มั้ย อะรไประมาณนั้นครับ
ผมเลยตีคอนเซปงานขึ้นมาใหม่ว่า แทนที่เราจะมาบอกว่า "มาทำดีกัน" ก็เปลี่ยนเป็น มาปัดฝุ่นความดีที่นอนก้นอยู่ในใจทุกคนกันเถอะ เปิดโอกาศให้คิดถึงความดีที่ตนมี และทบทวนถึงสิ่งที่ทำไปว่ามันดีจริงหรือ อาจจะยากสำหรับทำสื่อเพราะออกจะเป็นคำถามปลายเปิด และอาจไม่ได้รับความสนใจเพราะทุกคนมีเวลามารัดตัว และอยากให้ผู้ใช้งานสื่อตัวนี้ทุกคนเป็นผู้สร้างชุดความดีออกมา เข้าทำนองใช้คนดูมาเป็นตัวขยายมุมมอง พอใช้งานไปสักพักเราจะเห็นเป็นก้อนสถิติ ตอนนี้คิดได้ประมาณนี้ครับพี่ๆ :)
กำลังฟุ้งซ่านเรื่อง แนวคิดครับ ผิดถูกประการใด ขอพี่ๆช่วยกรุณาชี้แนะครับ
อ้างคำพูดจาก: iannnnn เมื่อ 24 ธ.ค. 2011, 11:07 น.
เออใช่
มีใครมองความดีเป็นค่าสัมพัทธ์บ้างไหมครับ
แล้วแต่ว่าสัมพัทธ์กับใคร หรืออะไร ใหญ่เล็กก็ต้องมีประธานกิริยากรรมอยู่ดี
ผมกำลังรู้สึกว่ามันเป็น flubber เลยครับพี่ ดึ๋งๆ หยุ่นๆเด้งไปมา
จะว่าไปใกล้ๆตัว ความดี คล้าย น้ำ รึเปล่าครับพี่ ใส่อะไรก็เปลี่ยนไปมา
ลองนึกดูสิว่าทำอะไรแล้วไม่เบียดเบียนใคร
ถ้านับโลก สิ่งแวดล้อมด้วย จะเห็นว่าเกิดมาก็เบียดเบียนชิบหายแล้ว :30:
อ้างคำพูดจาก: RomSaiKyu เมื่อ 24 ธ.ค. 2011, 12:17 น.
ลองนึกดูสิว่าทำอะไรแล้วไม่เบียดเบียนใคร
ถ้านับโลก สิ่งแวดล้อมด้วย จะเห็นว่าเกิดมาก็เบียดเบียนชิบหายแล้ว :30:
คงเหมือน the day the earth stood still เลยครับ :30: