ฟอนต์ฟอรั่ม

F0NT Community (เก่า) => แตกฟอง => โพสต์ถูกเริ่มโดย: Akar เมื่อ 06 พ.ย. 2011, 20:37 น.

ชื่อเรื่อง: แผ่เมตตา
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 06 พ.ย. 2011, 20:37 น.
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: เทอร์โบบูสเตอร์ เมื่อ 06 พ.ย. 2011, 20:39 น.
หลวงพี่อย่าใช้อักษรสีจีวรซิครับ อ่านยาก  :30: :46:

//อ๊ะ แก้แล้ว  :46:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 06 พ.ย. 2011, 20:46 น.
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 06 พ.ย. 2011, 21:24 น.
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 06 พ.ย. 2011, 21:41 น.
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Romzaikyu เมื่อ 06 พ.ย. 2011, 22:07 น.
โอ้ นี่แหละครับ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านแบบที่ต้องการ  :30:

เดี๋ยวหาประเด็นคาใจมาถามครับ เรียบกรียความคิดในหัวก่อน
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: iannnnn เมื่อ 07 พ.ย. 2011, 01:36 น.
เจ๋ง :25:

เดี๋ยวขอนึกคำถามก่อนเช่นกันครับ
ตอนนี้อ่านหนังสือ "พระพุทธเจ้ามีจริงหรือ" ของ a book อยู่พอดี
(ซื้อตอนอยู่ใน a day เล่มนั้นไม่ทัน ขายดีมากจนต้องดึงคอลัมน์หลักมาแยกขายเป็นเล่ม และแพงกว่า :59:)
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: ณต เมื่อ 07 พ.ย. 2011, 02:25 น.
มีฝรั่งคนนึงบอกว่า
ศาสนาคือเครื่องมือไว้ควบคุมคนและสังคม
ของชนชั้นปกครอง ไม่ว่าจะเป็นศาสนาไหนก็เหมือนกัน
ฝรั่งคนนั้นจะบาปไหมครับ

แล้วถ้าเขาไม่ได้นับถือศาสนาล่ะครับ มันจะผิดบาปข้อไหน
เพราะเขาเชื่อว่าบาปบุญก็เป็นแค่สิ่งสมมติในศาสนา


ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: ยุนเอ เมื่อ 07 พ.ย. 2011, 02:33 น.


ภิกษุในช่วงเวลานี้ ยังคงถือว่าเป็นเนื้อนาบุญอันบริสุทธิ์ตามจุดมุ่งหมายเดิมของศาสดารึเปล่าครับ

ในสมัยพุทธกาลภิกษุธุดงค์ในหน้าฝน(ซึ่งไม่ได้ผิดวินัยอะไร)
เพียงแต่ชาวบ้านบอกว่า ทำให้ต้นกล้าที่ท่านเหยียบย่ำเสียหาย พุทธองค์เลย บัญญัติช่วงเข้าพรรษาขึ้นมา
ต่างอะไรกับมือถือ คอมพิวเตอร์ (ที่จุดมุ่งหมายในทางดีเหมือนกัน)
คิดว่าถ้าพุทธองค์อยู่ใน พศ นี้ จะมีบัญญัติอะไรขึ้นมาเพิ่มรึเปล่าครับ

อีกคำถามนะครับ
จริงๆ แล้วภิกษุควรทำอะไรกันแน่ เพื่อบรรลุ เพื่อเรียนรู้ เพื่อเผยแพร่ ?
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: MintJi เมื่อ 07 พ.ย. 2011, 05:07 น.
มิ้นเคยถามญาติคำถามนึง สงสัยจริงๆ แต่เขาเข้าใจว่าเราไปกวนเขา

อยากถามว่า ทำไมเราต้องสวดมนต์ภาษาบาลีคะ ในเมื่อยังไงต้องสวดภาษาไทยซ้ำอีกรอบ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: IM เมื่อ 07 พ.ย. 2011, 07:10 น.
ลุงร่มเอาจู๋นี้ใส่สารบัญด้วยนะครับ :12:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: แอ้ เมื่อ 07 พ.ย. 2011, 07:58 น.
แต่ละคำถาม เจ๋งอะ
เดี๋ยวขอไปคิดบ้าง  :25:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: I’Boss เมื่อ 07 พ.ย. 2011, 08:19 น.
ตั้งตารออ่านอย่างใจจดจ่อ :25:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 07 พ.ย. 2011, 12:47 น.
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: เก้อ เมื่อ 07 พ.ย. 2011, 13:30 น.
โอ้ เยี่ยมเลย เฝ้ารอสิ่งนี้มานาน :46:

ผมเป็นคนที่หลวงพี่พูดถึงครับ เป็นคนไม่มีศาสนา
เป็นมานานแล้ว นับๆดูก็เกือบๆจะสิบปีที่มีความคิดแบบนี้
ทุกคนที่รู้จักก็รู้ดี โดยเฉพาะที่นี่ :30:

อันนี้นี่รวมถึงในทะเบียนบ้าน ในบัตรประชาชนด้วยนะครับ ระบุเลยว่าไม่นับถือศาสนาใด
บัตรประชาชนแบบเมื่อก่อนจะมีระบุศาสนา ก็จะขีดละ (แบบนี้ : ศาสนา - )
แต่บัตรประชาชนเดี๋ยวนี้ไม่มีช่องนี้แล้ว ซึ่งแน่นอนว่ามีเหตุผลอยู่
ผมเดาเอาว่ามันคือทิศทางทั่วไปของรัฐประชาธิปไตยสมัยใหม่
เพราะเราเป็นรัฐฆราวาสที่เป็นประชาธิปไตย ไม่ใช่รัฐศาสนา
ที่จะเอาศาสนามาผูกโยงกับการจัดระเบียบใดๆของรัฐ
เอาให้ชัดๆคือ ทิศทางของรัฐที่พัฒนาแล้วทั้งหลาย
จะมุ่งไปในทิศทางเดียวกันคือ ไปในกรอบความคิดที่ว่า "ศาสนาคือรสนิยมส่วนบุคคล"

ซึ่งหากจะพูดถึงแบคกราวด์ทางความคิด ว่าเกิดมาอยู่เมืองนอก มีประสบการณ์ทางสังคมความคิดแบบฝรั่งหรือไร
อันนี้ถึงแม้ว่าจะเคยไปใช้ชีวิตที่เมืองนอก แต่ก็เกี่ยวกันน้อยมากครับ
เพราะโตมาครอบครัวที่มีปู่เป็นเจ้าอาวาส บ้านข้างวัดอยู่กับวัดนี่แหละ
ในหมู่บ้านเล็กๆที่มีบรรยากาศพุทธแบบชาวบ้านออริจินอลสุดๆ
รวมถึงตั้งแต่เด็ก ก็ศึกษาธรรมะสายหลวงปู่ชา วัดหนองป่าพง ไปบ่อยมากๆ
(บ้านอยู่แถวนั้น) ฝึกสมาธิมาค่อนข้างเคร่งครัด ผ่านวัดหนองป่าพงนี่แหละ
รวมถึงโตมาหลายๆช่วงก็อาศัยอยู่กับครอบครัวมุสลิม ละหมาดเป็น เข้ามัสยิดได้

แต่โดยสรุปรวมแล้ว ก็ทำให้เห็นว่าบทบาทของศาสนาต่อสังคมนั้นคืออะไรบ้าง
และเราควรวางบทบาทของเราต่อศาสนายังไง รวมถึงมีมุมมองต่อศาสนาในสถานะสถาบันยังไง
(หมายถึงตัว สถาบัน-Establishment เลยนะครับ ไม่ใช่อภิธรรม) สุดท้ายจึงเห็นกระจ่างว่า
ศาสนาคือรสนิยม และไม่นับถือศาสนาใด เลือกเอามาใช้ได้จากทุกอย่าง
แต่แน่นอนว่า แนวคิดนี้ผิดในทุกศาสนา คือมิจฉาทิฏฐิในพุทธ
ส่วนพุทธและคนไม่มีศาสนา ก็เป็นกาเฟร(คอนนอกศาสนา-มีนัยของการสงสารเห็นใจด้วย)ในอิสลาม
เพราะทุกศาสนาก็ถือว่าตนคือ"ความจริงสุงสุด"ด้วยกันทั้งหมดอยู่แล้ว

เราโตมาในสังคมพุทธของไทย เราก็จะมีกรอบการมองโลก - Cognitive Structure แบบพุทธไทย
และถือว่าคนที่คิดนอกเหนือจากนี้คือผิดแน่ๆอยู่แล้ว เป็นเรื่องธรรมดาที่มุมมองที่มองออกมาจากศาสนาใดศาสนาหนึ่ง
จะตัดสินว่าแนวคิด"บางชนิด"นั้นผิด

อธิบายมุมมองของตนเองก่อนนะครับ ยินดีมากที่จะได้สนทนากับหลวงพี่
ในที่นี้ ผมควรบอกด้วยว่า ผมไม่อยู่ในกรอบความคิดแบบช่วงชั้นทางสังคมของไทย
คือมองไม่เห็นสถานะของบุคคล ไม่ว่าจะที่อายุหรือสถานะทางสังคม
พระสำหรับผมก็คือมนุษย์ พระมหากษัตริย์สำหรับผมก็คือมนุษย์
ทุกคนคือมนุษย์เท่าเทียมกันหมดบนพื้นฐานการถกเถียงของเหตุผล
ขอเพียงเราทำมันอย่างสุภาพและมีเหตุผลพอ เพราะยิ่งเราคิดว่าทุกคนคือมนุษย์เท่ากัน
เรายิ่งต้องใส่ใจและเคารพทุกคนเท่ากัน

ยังไม่ได้เสนอหรือถามอะไรเลย ปูพื้นไว้ก่อนครับผม
เนื่องจากหลายๆคนแถบนี้ ถกเถียงกันเรื่องศาสนาการเมืองสังคมกันมายาวนานหลายปี
รู้ไส้รู้พุงกันหมดแล้ว จึงขอย่นย่อมาให้หลวงพี่อ่านในไม่กี่ย่อหน้า :46:



ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: HyoPlum เมื่อ 07 พ.ย. 2011, 13:33 น.
มีเรื่องนึงที่คุยกันกับเพื่อนสมัยที่บวชอยู่(5ปีที่แล้ว) เพราะเรื่องกำลังเข้ากับสมัยนี้
คือเรื่องซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์ครับ
เพราะมีข้อนึงที่ว่า ขโมยของหรือทำให้ผู้อื่นเสียทรัพย์เกิน 5 มาสก ถือว่าผิด ปราชิก
(อี 5 มาสก เท่ากับกี่บาทในปัจจุบันก็ไม่รู้แต่ผมว่าราคาน้อยกว่าโปรแกรมชุดของอะโดบี้และออโต้แคดแน่ๆ)
ก็เลยคิดว่าพระที่ใช้คอมทำงานที่คอมส่วนใหญ่ใช้โปรแกรมเถื่อน ไม่ว่าจะวินโดวส์ ออฟฟิศ หรือตระกูลอะโดบี
ซึ่งฟันธงว่าใช้และมีทุกเครื่องแน่ๆ และผมตอนบวชที่เอาไปลงและใช้ก็รู้ดีว่าโปรแกรมเหล่านี้เถื่อน
เท่ากับว่าผมทำให้บริษัทเจ้าของโปรแกรมนั้นเสียเงินที่เค้าจะได้จากการซื้อโปรแกรม
จริงก็ไม่เคยคิดเพราะเราคิดไปแต่ว่าเรื่องเงินและสิ่งของมีค่า มีแต่เรื่องขโมยเท่านั้น
ไม่ได้ร่วมถึงทำให้เจ้าของ ของสิ่งนั้นเสียรายได้ที่ควรจะได้
อยากถามว่าเคสนี้ นับว่าพระที่รู้ว่าตัวเองใช้โปรแกรมเถื่อนนั้นเข้าค่ายนี้หรือไม่ครับ

เรื่องของเรื่องที่ตอนนั้นมานั่งคุยกับเพื่อนหลังจากเรียนวิชา ธรรม ชื่อพระรูปที่สอนไม่ขอเปิดเผยละกันครับ  :30:
คือตอนนั้นที่บวชมีเคสเบียร์ช้างที่จะเข้าตลาดหุ้น ก็มีชาวพุทธและพระบางวัด(จริงๆเข้าใจว่าการเมืองนิดๆด้วย)
ออกมาประท้วงเพราะผิดศีลข้อ 5 ไม่ควรให้สิ่งของมึนเมาเข้าตลาดเพิ่มรายได้และเข้าถึงคนได้ง่ายขึ้น
ตอนนั้น  ท่านยกเคสนี้มาพูดว่า บริษัทที่เค้าทำสิ่งมึนเมามันผิดมั้ยมันก็ผิดแต่อันนี้เป็นอีกเคสนึง
คือบริษัทต้องการจะเข้าตลาดหุ้น แต่การมาขวางเค้าทำให้บริษัทเสียรายได้ที่ควรจะได้
เท่ากับทำให้เจ้าของเสียทรัพย์ ถือว่าผิดปราชิกได้ และไม่ใช่กิจของสงฆ์
เพราะเรื่องที่ควรจะแนะนำประชาชนคือโทษของสิ่งมึนเมา และควรจะลด เลิก ได้อย่างไร
ไม่ใช่เรื่องของธุรกิจของเค้า ก็เลยคิดถึงเคสโปรแกรมเถื่อนครับ  :56:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 07 พ.ย. 2011, 14:06 น.
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 07 พ.ย. 2011, 14:30 น.
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: เก้อ เมื่อ 07 พ.ย. 2011, 14:48 น.
ลิงค์ PDF อ่านคร่าวๆน่าสนใจมากครับโดยเฉพาะเขียนโดย ป.อ.ปยุตโต
เดี๋ยวโหลดลงไอแพ็ดและจะพยายามอ่านให้จบคืนนี้ครับ
ถ้าเป็นคำตอบที่น่าสนใจอย่างไร จะมาย่นย่อให้ท่านอื่นๆฟัง

หังข้อที่น่าสนใจ ผมว่าน่าจะเป็นการพยายามให้คำตอบว่า
ทำไมสังคมฝรั่งถึงเจริญ สังคมไทยที่เป็นพุทธถึงไม่เจริญ
ซึ่งน่าสนใจที่มีปราชญ์ทางพุทธอย่าง ป.อ.ปยุตโตมาตอบ
(ไม่แน่ใจว่าอาจจะเคยอ่านคำตอบของแกมาแล้วก็ได้ ในรูปแบบอื่นที่อื่นๆ)
เพราะโดยปกติ คำสอนของพุทธจะอ่อนในมิติทางสังคม
ซึ่งนักคิดชาวพุทธไม่ยอมรับแน่ๆ แต่ก็ไม่เคยเจอคำอธิบายที่เป็นกรอบขนาดใหญ่พอ
ที่จะอธิบายได้ในระดับโครงสร้างทางสังคมได้ เป็นแต่เพียงศีลธรรม-จริยธรรมขั้นพื้นฐาน
เช่น สังคมเลว เพราะคนในสังคมเลว ศีลธรรมตกต่ำ แต่ละเลยการมองโครงสร้างทางสังคม
ที่ก่อให้เกิดผลิตผลทางสังคมแบบนั้น

จริงๆก็ไม่แน่ใจว่า ที่ศาสนาพุทธตอบคำถามมิติทางสังคมได้ตื้นแบบนั้น
เพราะหลักธรรมพุทธมีจุดอ่อนในแง่นี้จริง หรือไม่มีนักคิดที่เก่งหรือมีความเข้าใจที่กว้างขวางพอจะอธิบาย
เพราะแม้แต่ระดับ ป.อ.ปยุตโต, พุทธทาส, อ.ประมวล เพ็งจันทร์ ก็ยังไม่สามารถทำหน้าที่นั้นได้
คำว่ากว้างขวางนี้ หมายถึงคำอธิบายที่สามารถแนบสนิทได้กับข้อเท็จจริงของโลก
ในทุกๆหนแห่งนะครับ ไม่ใช่แค่ถูกเฉพาะในกรอบการมองโลกแบบของไทย
และไม่ใช่มองได้แค่มิติทางศีลธรรม

พูดง่ายๆ ถ้ามันอธิบายได้ดีจริง มันต้องสามารถ Apply All ตอบได้หมดในทุกสังคม
ตอบคำถามที่สลับซับซ้อนในเชิงเศรษฐศาสตร์ สังคม การเมืองได้
แต่ก็นั่นแหละ จริงๆคำอธิบายมันก็มีอยู่ว่า อภิธรรมของพุทธไม่ได้มีไว้เพื่อการนั้น
แต่เป็นไปเพื่อเข้าถึงความจริงสุงสุดของชีวิต การที่มิติทางสังคมจะอ่อนไป
ก็เป็นเรื่องเข้าใจได้ เพียงแต่เราต้องไม่อ้างว่า พุทธตอบได้หมด หรือพระพุทธเจ้าท่านรู้หมด
ทำนองนี้เป็นต้น

จริงๆอ่านคร่าวๆของ ป.อ.ปยุตโต ก็คิดว่าควรจะให้ความเป็นธรรมกับท่าน
เพราะว่าเป็นคำอธิบายที่พิมพ์ไว้ในหนังสืองานศพ สำหรับแจกผู้อ่านทั่วไป
ความหละหลวมในการใช้คำอธิบาย ลดทอนให้มันเข้าใจง่ายๆต้องมีแน่ๆอยู่แล้ว
ตั้งแต่แบ่งการวิเคราะห์อย่างง่ายๆว่า ฝรั่ง กับ ไทย จึงไม่ใช่เชิงวิชาการ
ที่จะสามารถมานั่งจับเป็นคำๆเรื่องๆได้ แต่ก็คงสะท้อนให้เห็นภาพรวมทางความคิดของท่านได้น่ะเอง

ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: MintJi เมื่อ 07 พ.ย. 2011, 14:50 น.
 :46: ง่ายๆ ก็คือ ภาษาบาลี ก็คือภาษาสากลในทางพุทธศาสนารึเปล่าคะ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 07 พ.ย. 2011, 16:55 น.
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 07 พ.ย. 2011, 17:10 น.
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: ฟิ้งซ์ เมื่อ 07 พ.ย. 2011, 17:44 น.
แปะจ้ะ :46:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: เก้อ เมื่อ 07 พ.ย. 2011, 18:06 น.
โอ้ แบ็คกราวด์หลวงพี่น่าสนทนาแลกเปลี่ยนอย่างยิ่งครับ
ผมก็ลาวอีสานครับ เว้าลาวนำกันกะได้เด้อครับผม
(บ้านอยู่ชายแดนอุบล ญาติพี่น้องมีทั้ง 2 ฝั่ง มีมาตั้งแต่ไม่ได้แบ่งเป็นรัฐชาติแบบปัจจุบัน
พอแบ่งเป็นรัฐสมัยใหม่ ก็กลายเป็นลาวฝั่งลาว กับลาวอีสานแทน :30:)

ขอแลกเปลี่ยนดังนี้ครับ

เรื่องแนวคิด ฝรั่ง-ไทย

ผมไม่ได้มองว่าแนวคิดชนิดไหนมี"เชื้อชาติ"ไหนเป็นเจ้าของครับ
นี่คือกรอบความคิดที่พึ่งเกิดขึ้นมาด้วยเหตุผลทางประวัติศาสตร์ในศตวรรษที่ 19
และมาถูกฟอร์มอีกทีด้วยกรอบรัฐสมัยใหม่ในปัจจุบัน

ซึ่งผมถอดถอนการแบ่งมนุษย์ แนวคิด ทั้งหลายในโลกแบบหยาบๆผ่านเชื้อชาติแบบนั้นไปนานแล้ว
แนวคิดทั้งหลายที่ลอยอยู่ในโลก ไม่มีใครหรือเชื้อชาติไหนเป็นเจ้าของ
มันอยู่ลอยๆของมันเอง คนที่คิดคนแรกก็จดลิขสิทธิ์ไม่ได้ จริงๆอันนี้รวมถึง
ผมไม่ได้มองตัวเองเป็นคนอะไร เราเป็นแค่มนุษย์ แค่เราเกิดมาเป็นสมาชิกรัฐที่ชื่อว่าไทยเท่านั้น
(แต่ภาษาลาวอีสานคือภาษาแรกนะ :37:)

มันอาจมีค่าเฉลี่ยว่า คนที่อยู่ในกรอบความคิดทางสังคมนี้
จะมีคุณลักษณะนี้ๆๆเยอะ พอจะอธิบายเป็นค่าเฉลี่ยกันได้ ว่าฝรั่งชอบคิดงี้ ไทยเป็นงี้ ลาวเป็นงั้น
อันนี้ก็เข้าใจได้(เป็นข้อจำกัดของภาษาในการอธิบายด้วย ก็ต้องเข้าใจกันตามนี้)
ทีนี้ มีอยู่ข้อนึงทำให้ผมสงสัยว่าที่หลวงพี่บอกว่า "แฝงความเป็นไทยในระดับลึกคือให้เกียรติคนรอบข้างด้วยหลักเหตุผล"

โดยปกติความเคารพหรือให้เกียรติแบบไทยนั้นจะผูกอยู่กับช่วงชั้นทางสังคมเสมอ
(ผมใช้คำว่าช่วงชั้น ไม่ใช่ชนชั้นเพราะมันให้นิยามที่กลางๆ แค่เป็นการจัดประเภท)
แต่คิดว่าโดยปกติแล้วคิดว่าคนไทยทุกคนน่าจะรู้สึกตรงกันว่า
"ไม่เคยรู้สึกเลยว่าสังคมไทยเคารพหรือให้เกียรติกันที่เหตุผล" หรือมีก็น้อยมาก

ในขณะที่สังคมตะวันตกมีความเคารพกันที่เหตุผลมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด
และกรอบเรื่องสูงต่ำทางสังคมน้อย จากวิธีคิดที่เคารพในสิทธิมนุษยชน เคารพในความเท่าเทียม และเคารพในสิทธิ์ของผู้อื่น
ทำให้สังคมโดยรวมมีความเป็นระเบียบ มีพื้นฐานทรัพยากรมนุษย์ที่พัฒนาไปสู่สิ่งต่างๆได้ง่ายกว่า
วัฒนธรรมทางวิชาการ งานวิชาการว่าด้วยเรื่องต่างๆ สิ่งประดิษฐ์คิดค้น งานสร้างสรรค์ ศิลปะ
ทั้งหมดจึงพัฒนาขึ้นมาได้ง่ายกว่า ด้วยสังคมที่มีบรรยากาศเสรีและเท่าเทียมเคารพกันที่เหตุผล
สิ่งนี้มีหลักฐานประจักษ์ชัดอยู่อย่างเป็นปกติให้เราเห็น


ศาสนาเป็นรสนิยมส่วนบุคคล

คำอธิบายในมุมมองที่ว่าศาสนาอื่นๆว่าด้อยกว่าพุทธในแง่ต่างๆ
แน่นอนว่าเป็นมุมมองที่เราคาดว่าจะได้ยินจากนักบวชในศาสนาพุทธแน่ๆอยู่แล้ว
จึงไม่ขอแลกเปลี่ยนในประเด็นนี้ เพราะนั่นคือหน้าที่ของนักบวชในแต่ละศาสนาอยู่แล้ว
ที่จะต้องอธิบายว่าคำสอนศาสนาที่เราสังกัดคือ"ความจริงสูงสุด" ศาสดาของตน"รู้ถ่องแท้สุด"
มีเหตุผลมีหลักกการอันทำให้"เชื่อถือได้สูงสุด" ศึกษา/พิสูจน์/ปฏิบัติแล้วเห็นจริงตามนั้นที่สุด อย่างอื่นๆผิด/ด้อยกว่า
นี่คือสิ่งผมไม่มีวันจะไปคัดค้านหรือแลกเปลี่ยนอะไรได้เลย

อันนี้ไม่ได้ล้อเลียนหรือตั้งใจจะพูดในความหมายแขวะหรืออะไรเลยนะครับ(ถ้าฟังดูเป็นแบบนั้นก็ขออภัยครับ ระแวง :30:)
ผมเข้าใจจริงๆว่ามันเป็นแบบนั้น นี่คือธรรมชาติของศาสนา,มนุษย์และสังคม
เป็นมาหลายพันปี และมันจะไม่เปลี่ยน ไม่ว่าเราจะอธิบายกันต่อไปอีกกี่พันปีก็ตาม

ดังนั้น การที่หลวงพี่อธิบายแย้งเรื่อง"ศาสนาเป็นรสนิยมส่วนบุคคล"นั้น
ก็ยิ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ครับ ศาสนาสำหรับนักบวชในศาสนานั้น
ย่อมต้องเป็น"ความจริงสูงสุด"ของสังคมทั้งสังคมแน่นอนอยู่แล้ว
ไม่ใช่ความเชื่อของปัจเจกบุคคล หรืออย่างที่ผมใช้คำว่ารสนิมส่วนบุคคล

ในขณะที่เรามองไปที่โลกทั้งใบ เรามีความแตกต่างหลากหลายของศาสนา-วัฒนธรรม-ความเชื่อ
และเมื่อมาอยู่ภายใต้รัฐนึง-รัฐฆราวาส(Secular State คือรัฐที่ไม่ใช่รัฐศาสนา ที่ปกครองด้วยกฏหมายศาสนา)
การที่สมาชิกในสังคมจะนับถือหรือเชื่อในศาสนาใดนั้น ย่อมเป็นเรื่องของ"ปัจเจกบุคคล" หรือที่ผมใช้ว่ารสนิยม
เพราะในระดับสังคมวงกว้าง เราต้องอยู่ร่วมกันบนพื้นฐานของความแตกต่าง-หลากหลาย-เสรี
ไม่ควรมีใครผูกมัดเอา"ความจริงสูงสุด"ไปไว้กับตนเอง

คือเราสามารถเชื่อแบบนั้นในฐานะปัจเจกบุคคลหรือในกลุ่มคนที่คิดเหมือนกัน
แต่เราไม่สามารถเอามาผูกกับสังคมทั้งสังคมว่าความจริงของเราอยู่สูงสุด
มันตอบโจทย์ความหลากหลายของทั้งสังคมไม่ได้
เพราะไม่ว่าจะถกเถียงโต้แย้งกันไปอีกกี่พันปี สังคมก็จะต้องมีความหลากหลายและเสรีเช่นนี้ตลอดไป
ธรรมชาติเช่นนี้ของมนุษย์ มีมาก่อนทุกศาสนาในโลก

ภายใต้รัฐที่แน่นอนว่าต้องประกอบด้วยความหลากหลาย
ศาสนาจึงควรอยู่ในฐานะความเชื่อของปัจเจกบุคคล
ยกเว้นว่าเราจะยกเลิกรัฐแบบปัจจุบัน แล้วเอาศาสนาปกครอง
ซึ่งทั้งเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ และขัดกับธรรมชาติของมนุษย์อย่างยิ่ง

ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 07 พ.ย. 2011, 19:23 น.
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: เก้อ เมื่อ 07 พ.ย. 2011, 19:52 น.
เจ๋งตรงหลวงพี่ตอบแล้วไปทำวัตรนี่ล่ะ  :30:  :12:

ขอบคุณสำหรับคำตอบครับ :46:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 07 พ.ย. 2011, 19:59 น.
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: I’Boss เมื่อ 07 พ.ย. 2011, 20:22 น.
ชอบประเด็นที่หลวกพี่ถกกับพี่เก้อมากเลยครับ อ่านสนุกมาก :25:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 07 พ.ย. 2011, 20:29 น.
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 08 พ.ย. 2011, 00:12 น.
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Buob Marley เมื่อ 08 พ.ย. 2011, 01:07 น.
อ้างอิงจำไว้ว่าการทำบุญกับเณรผู้มีศีลบริสุทธิ์ร้อยครั้งมีผลเท่ากับทำบุญกับพระทุศีลครั้งเดียว (มียาวกว่านี้ เอาแค่เนื้อ ๆ พอ)
นี่เป็นหนึ่งเกณฑ์ในพุทธศาสนาให้สิทธิ์กับผู้ที่ทำหน้าที่ของสงฆ์ได้
เพราะต่อให้มีภิกษุณี แต่ไม่สามารถมีพระสงฆ์ ภิกษุณีก็อยู่ไม่ได้ครับ เพราะพระสงฆ์ต้องสวดปาฏิโมกข์ให้กับภิกษุณีวัดไหนที่มีแต่มีแม่ชีหรือภิกษุณีแต่ไม่มีพระ วัดนั้นยังไม่สมบูรณ์ สามเณรก็ไม่สามารถก็กระทำกิจของสงฆ์ได้ ฉะนั้นความมั่นคงหลักอยู่ที่พระ
แต่ทุกคนทิ้งหน้าที่แบบโยนกลองมอบให้พระ พุทธศาสนาก็ไม่รอด ทุกคนจึงมีส่วนสำคัญต่อพุทธศาสนาขาดคนใดคนหนึ่งไปศาสนาพุทธก็ได้รับผลกระทบตาม ๆ กันไป และเห็นจะอยู่ไม่ได้ในที่สุด โยมเองก็มีส่วนสำคัญต่อพุทธศาสนาเหมือนอย่างได้ลืมความสำคัญนี้
อยากให้ช่วยอธิบายตรงนี้เพิ่มเติมหน่อยครับ โดยเฉพาะประโยคแรก :37:
คือ ถ้าอธิบายเรื่องความรับผิดรับชอบของพระมีมากกว่า อันนี้พอนึกภาพออก.. แต่ทำไมทำบุญกับเณรศีลบริสุทฺธิ์ มีผลน้อกว่า?
อันนี้คือมีผลน้อยกว่ายังไงครับ หรือมีการคำนวณนน.เปรียบเทียบไว้ด้วย? นึกไม่ออกว่าเพื่ออะไร? ในเมื่อ ดี มันก็น่าจะเท่ากับดี.. โดยที่ไม่ต่างกันว่าใครทำ??

หรือจริงๆ แล้วประโยคนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อเปรียบเทียบในเชิงสัญลักษณ์อะไรอย่างอื่นที่เกินผมจะเข้าใจรึเปล่าครับ? :37:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: เก้อ เมื่อ 08 พ.ย. 2011, 01:27 น.
เป็นคำตอบที่คิดว่าจะได้รับจากนักบวชในสังกัดศาสนาใดศาสนาหนึ่งทุกประการเลยครับ
ผมจำได้ตอนเรียนอิสลามกับโต๊ะอิหม่าม คาดว่าจะได้รับคำตอบแบบไหน
ก็ได้รับดังนั้นสมดังใจ การสนทนานี้ก็เช่นเดียวกันครับ
(ไม่ได้จะชาล้นถ้วยนะครับ แต่คาดเอาไว้แบบนี้จริงๆ
ศาสนาคือความจริงสูงสุดหนึ่งเดียว ไม่เคยเปลี่ยน
คำตอบมันจึงจะต้องเป็นแบบนี้เสมอไป)

ศาสนาเป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งของสังคมที่สำคัญมาก แต่ไม่ใช่ทั้งหมด
เรายังมีกรอบความคิดอื่นๆให้จำเป็นต้องมอง เพราะสังคมมนุษย์ประกอบด้วยกรอบความคิดต่างๆมากมาย
แต่อย่างที่หลวงพี่ว่า มันคือทางโลกย์ ไม่ได้จุดมุ่งหมายของสงฆ์
สวนคำตอบที่ผมและคนอื่นๆในสังคมที่ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายทางศาสนาสนใจ ก็ย่อมต้องเป็นทางโลกย์
ไม่ใช่จุดมุ่งหมายบรรลุธรรม เพราะมันคือโลกที่เราอยู่ และต้องวิวัฒนาการไปบนพื้นฐานความคิดนี้เป็นหลัก
โดยมีศาสนาเป็นตัวช่วยอีกปัจจัยหนึ่ง ดังนั้นที่หลวงพี่สงสัยว่าจะค้นหาคำตอบทำนองนี้ไปทำไม
ก็เพราะนี่เป็นสิ่งที่ทำหน้าขับเคลื่อนโลกครับ เศรษฐศาสตร์ การเมือง วัฒนธรรม แนวคิดทางสังคมทั้งหลาย
ศาสนาก็ด้วย เพราะโลกขับเคลื่อนด้วยสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดเลย ที่ผมทำคือการพยายามรักษาสมดุล
ของการเอาองค์ความรู้ของทุกเรื่อง รวมถึงเรื่องศาสนามารวมกันและชวนคนอื่นคิดพูดคุยกัน
ผ่านมุมมองชนิดต่างๆ เพราะเราทุกคนต่างก็รู้ว่า มันจำเป็นทั้งหมดและเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน

ส่วนในฐานะนักบวช หลวงพี่ก็ย่อมจะมองว่านี่ยังไม่ดีพอ
เพราะจุดมุ่งหมายทางธรรมนั้นแน่นอนว่าต้องสำคัญที่สุด
ซึ่งก็เข้าใจและเคารพในจุดยืนนั้นเสมอครับ :46:

มีหลายส่วนที่หลวงพี่ตีความหรือเข้าใจเจตนาผมผิด(โดยเฉพาะเรื่องรับความคิดฝรั่งอะไรทั้งหลาย
รวมถึงที่ยกตัวอย่างฝรั่งฆ่าเมียกรณีเดียวแล้วนำมาสรุปทั้งเผ่าพันธ์ฝรั่ง
- เห็นชัดว่าหลวงพี่ยังสลัดกรอบความคิดแบ่งมนุษย์หยาบๆฝรั่งไทยอะไรแบบนี้ไม่หลุด)
รวมถึงการสนทนาแลกเปลี่ยนกันเรื่องสังคม การเมือง วัฒนธรรมของที่นี่
ก็สนทนากันแบบเอาเป็นเอาตายแบบนี้เสมอครับ โดยที่ทุกคนก็ยังฮาตุ้มเม้งกัน
ไม่ได้มีอารมณ์หรือความขุ่นมัวใดๆเจือปนกันอยู่ รวมถึงไม่ได้หมายจะเปลี่ยนความคิดเอาชนะอะไรกัน
ไม่ว่าจะเห็นตรงเห็นแย้งเห็นต่างอย่างไร หรือมีจุดยืนที่ต่างกันทางความคิดแค่ไหน
การเอาความคิดทั้งหลายมาแผ่กันออกมาและมีสาธารณะคอยดูตรวจสอบทักท้วงเสนอแนะ
ผู้อ่านก็จะได้ประโยชน์เสมอ เราไม่ได้กำลังเอาชนะคะคานกันทางความคิดหรือเปลี่ยนแปลงความคิดใคร
นี่เป็นกระบวนการแลกเปลี่ยนมุมมองและเรียนรู้กันและกัน ผมค้นพบว่าได้ประโยชน์จากสิ่งนี้เสมอ
และผู้ที่ได้อ่านก็จะได้ประโยชน์ รวมถึงสังคมโดยรวมจะได้ประโยชน์เสมอ

ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้บริหารประเทศ เราในฐานะพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย
การถกเถียงกันทางความคิดนี้จะเป็นประโยชน์ต่อสังคมเสมอครับ เป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดด้วยซ้ำ
เพราะอำนาจสูงสุดของระบอบนี้อยู่ที่ประชาชน ไม่ใช่แค่ที่ผู้บริหารประเทศ
คุณภาพของสังคมประชาธิปไตยขึ้นอยู่กับสิ่งที่เรากำลังทำอยู่นี้ การถกเถียงโต้แย้ง
กันเยอะๆเกี่ยวกับสังคมที่เราอยู่ ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพของสังคมประชาธิปไตยโดยรวม
(ส่วนเรื่องเสียเวลา สำหรับผมนั้นไม่ครับ ผมว่างมาก :30:)

ในแง่การโต้แย้งทางความคิด ผมเป็นคนเปลี่ยนความเห็นได้ง่ายมาก ถ้ามีสิ่งไหนเป็นเหตุผลที่ดีกว่าที่เข้าใจอยู่
หรือมีข้อมูลมาหักล้าง สามารถเปลี่ยนได้เดี๋ยวนั้นเลย เพราะไม่มีจุดอะไรจะต้องยืน ไม่ได้มีหน้าที่รักษาแนวคิดไหน
รวมถึงไม่คิดว่าตัวเองเป็นอิสระอะไรด้วย ก็เข้าใจอยู่เสมอว่าเป็นเพียงมนุษย์ที่อยู่ท่ามกลางโลกที่เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงไปตลอด
จึงเปลี่ยนแปลง ปรับปรุง ค้นหา ศึกษา ผิดบ้าง ถูกบ้าง รับเอาแนวคิดใดๆในโลกได้หมด
สนทนากันไปนานๆก็จะค้นพบเองครับ ว่าที่เห็นเขียนถกกันเอาเป็นเอาตาย
จริงๆก็นั่งฮาๆอยู่ปกตินี่ล่ะครับ :30:

ประเดี๋ยวจะเปลี่ยนให้กลายเป็นกระจู๋น่าเบื่อไปอีก
ขอเสนอประเด็นนี้แต่เพียงเท่านี้ครับ เพราะจริงๆแล้ว
เราอุตส่าห์ได้หลวงพี่ที่คุยสนุกแบบนี้มาร่วมสนทนา ผมยังมาถามอะไรน่าเบื่ออยู่ได้
ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ครับพ้ม   :37: :46:

ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Buob Marley เมื่อ 08 พ.ย. 2011, 01:34 น.
เป็นจู๋วัดใจคนอ่านมาก
เพราะตอบกันยาวเหยียด โดยเฉพาะบักเก้อ กะหลวงพี่..
ที่ว่าวัดใจคือ จะอ่านก็ต้องอ่านให้จบทั้งยาวๆ นั่น ครั้นอ่านข้ามๆ เดี๋ยวก็กลัวจะพลาดอะไรไป :3005:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: ณต เมื่อ 08 พ.ย. 2011, 03:18 น.
หลวงพี่อย่าเพิ่งเหนื่อยนะครับ
เดี๋ยวยังมีคำถามของผมอีกหลายชุด
ทั้งเรื่อง ศาสนาคือเครื่องมือควบคุมสังคมของชนชั้นปกครอง
ที่ผมยังมีประเด็นจะสอบถามเพิ่มเติมอยู่
รวมไปถึงสมถะกรรมฐานไปจนถึงเรื่องกฎแห่งกรรม

ตอนนี้รออ่านหลวงพี่กับบักเก้ออภิปรายกันไปก่อน

อันนี้ขอถามทุกคน
ควรย้ายขึ้นหิ้ง หรือไปรวมกับ ปัญหาธรรมมะทางก้าวหน้าไหม  :09:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: pUiEE เมื่อ 08 พ.ย. 2011, 03:20 น.
ยังไม่มีอะไรจะถามค่ะ แต่อ่านลิ๊งค์  http://www.watnyanaves.net/uploads/File/books/pdf/knowledge_for_intellectual_enhancement_and_people_development.pdf (http://www.watnyanaves.net/uploads/File/books/pdf/knowledge_for_intellectual_enhancement_and_people_development.pdf)
ร้องไห้กลางดึกเลย  :05:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: HyoPlum เมื่อ 08 พ.ย. 2011, 09:53 น.
ไม่ได้ตั้งใจให้หมัดหนักครับ แต่ตอนบวชก็สงสัยแล้วก็ยังไม่ได้คำตอบเพราะมันคาบเกี่ยวหลายๆเรื่องครับ
พอสึกมาก็ไม่รู้จะถามใคร เก็บคำถามนี้ไว้ในใจตลอดเรื่อยมา  :30:

แอบใส่ไว้ด้วย  :46:


ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: จักรี เมื่อ 08 พ.ย. 2011, 11:26 น.
อ่านดีเลยครับ ยังไม่ได้อ่าน ชุดสุดท้ายของหลวงพี่กับพี่เก้อครับ ติดไว้ก่อน

คือจะบอกว่า ชุดความคิดของพี่เก้อ นี่เราคุ้นๆ ดีอยุ๋แล้ว ก็รอดูว่า ใครจะมาถกและมีคำอธิบายใหม่ๆ ที่พอจะให้เราเก็ตและย่อยได้ง่ายขึ้นอีก

ฝากความหวังไว้กับหลวงพี่ด้วยนะครับ  สำหรับผมแล้ว ในขั้นทานสีลนี่ ไม่สงสัยอะไรแล้วนะครับเคยสงสัยจนปวดหัว
ไม่ใช่ว่าได้เหตุผลจนหายสงสัยนะครับ แต่ได้พิจาณาถึงประโยขน์แล้ว ขอยืมคำมาใช้หน่อยว่า ชีวิตเรานั้นสั้นนักครับ
ขอพิจารณาสงสัยและหาคำตอบเป็นกรณีไปแล้วกัน
เพราะบางอย่างพิจารณาแล้ว มันเกินระดับปัญญาของเราเกินไป เพราะถ้าจะใช้เครื่องมือต่อไป ก็คงต้องเป็นความเชื่อล้วนๆ
ซึ่งบอกตามตรงว่ากลัวตัวเองจะงมงาย ดังนั้น จึงขอเลือกสงสัยในสิ่งที่มีประโยชน์
กับการดำรงชีวิตและเป้าหมายในทางศาสนาเป็นใจความหลักก่อน แต่ถ้ามีเวลาก็อาจจะแวะไปสงสัยที่มันประโยชน์น้อยเป็นลำดับไปครับ...
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 08 พ.ย. 2011, 12:31 น.
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: roundbol123 เมื่อ 08 พ.ย. 2011, 12:35 น.
เข้ามาลงชื่ออ่านค่ะ
ตามอ่านทุกวันเลย กลัวหมกไว้เยอะจะตามอ่านไม่หมด  :3005:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: I’Boss เมื่อ 08 พ.ย. 2011, 12:44 น.
ขอถามบ้าง สงสัยว่า เรื่องพระเครื่อง การปลุกเสกอะไรต่างๆเนี่ย มักจะมีพระชื่อดังจากวัดโน้นวัดนี้มาปลุกเสกกัน อย่างนี้ถือเป็นการอวดอุตริมนุษยธรรม(สะกดถูกหรือเปล่าหว่า - -)ที่เป็นข้อห้ามของสงฆ์หรือเปล่าครับ ถ้าเป็นอย่างงั้น ทำไมทุกวันนี้ก็ยังมีออกมาเรื่อยๆครับ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: ยุนเอ เมื่อ 08 พ.ย. 2011, 13:09 น.


พยายามอย่าไปเอาข้อผิดพลาดของปัจเจคของศาสนาอื่นมาแขวะเลยครับ มันไม่งาม
เพราะสุดท้ายมันก็ปัจเจคเหมือนกันหมด

เอาแต่ส่วนที่ก่อให้เกิดปัญญา ศีล สมาธิ กันเถอะ

ปล. ไม่ได้ตั้งแง่นะครับ แต่น่าจะถกกันได้สนุกมากกว่าเพราะไม่ค่อยได้พบพูดคุยกับพระแบบเนื้อหาเน้นๆ แน่นๆ มากนัก

ด้วยความเคารพ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 08 พ.ย. 2011, 14:19 น.
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 08 พ.ย. 2011, 14:42 น.
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: เก้อ เมื่อ 08 พ.ย. 2011, 15:43 น.
ขอบคุณสำหรับคำตอบครับ อ่านและพิจารณาครบทุกตัวอักษร
จริงๆเรื่องที่บอกว่าว่างมากอะไรนั้น ขอขยายความครับ

ไทม์ไลน์ในโลกอินเตอร์เน็ตนั้น โดยเฉพาะกับธรรมชาติของเวบบอร์ดมันมีลักษณะเฉพาะตัวอยู่
เราสามารถถกเรื่องเดิมๆกันได้เป็นหลายปี คุยค้างไว้ยาวแค่ไหน
เราก็ไม่รู้สึกถึงเวลาที่เปลี่ยนไปสักเท่าไหร่ ประเด็นนี้ค้างไว้สักเดือน สักปี สักห้าวัน
มีคนนึกอะไรได้ ไปเจออะไรมา มีเวลาเมื่อไร ก็มาโพสต่อกันที ว่างเมื่อไร นึกอยากตอบเมื่อไหร่
ก็มาตอบ มาคุยกันต่อไปเรื่อย ทำนองนี้น่ะครับ มันจึงไม่ใช่เรื่องเสียเวลาอะไร
มันเป็นธรรมชาติของเว็บบอร์ด เราจะขุดกันมากี่หนกี่รอบก็ได้ถ้าเราสนใจ
ถ้ามีคนสนทนาด้วยต่อ ก็ต่อเติมพูดคุยกันไปเรื่อย ไม่มีหลักเกณฑ์เรื่องเวลาอะไร
คำว่าว่างมากสำหรับไทม์ไลน์ในนี้จึงไม่ได้หมายถึงว่าชีวิตจริงเราไม่มีอะไรทำครับ
(แต่ช่วงนี้ก็ว่่างจริงๆ งานหยุดเพราะน้ำท่วมหมด ถ้าไม่ได้ลงพื้นที่น้ำท่วมก็นั่งยาซิลิโคนอุดบ้าน :30:)


สรุป ผมว่าอยู่ดีๆเราอุตส่าห์มีหลวงพี่ที่คุยสนุกและเข้าใจวัยรุ่นเล่นเวบบอร์ด
(แถมทำฟ็อนต์ ทำกราฟิกเจ๋งอีก) มาคุยด้วยขนาดนี้ ผมว่าเป็นความโชคดีของบอร์ดฟ็อนต์สุดๆละ
แต่ผมทะลึ่งพาดำน้ำลึกเลย :30: ยังไงขอเชิญคำถามเด็ดๆจากท่่านต่อไปครับ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 08 พ.ย. 2011, 16:25 น.
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: เก้อ เมื่อ 08 พ.ย. 2011, 16:38 น.
กำลังจะไปซื้อซิลิโคนมาอุดบ้านเพิ่ม นี่ล่ะครับภารกิจช่วงนี้  :30:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 08 พ.ย. 2011, 17:19 น.
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Buob Marley เมื่อ 08 พ.ย. 2011, 17:26 น.
ถามเพื่อความกระจ่างเพิ่มเติมก่อน ค่อยกลับไปอ่านที่หลวงพี่ตอบข้ออื่น

ที่หลวงพี่ตอบคำถามผม ผมสามารถตีความได้มั้ยครับว่า
"ทำดีกับบางคนเกิดประโยชน์มากกว่า ถึงแม่ว่าจะเป็นการทำดีในแบบเดียวกัน?"

ปัญหาคือ ผมยังไม่รู้สึกว่าจะได้คำตอบตรงๆ เลย (แบบว่าโง่ + ขี้เกียจ เลยคิดตามไม่ค่อยทัน :30:)

ปล. เห็นควรเอด้วยนะครับ เรื่องี่พาดพิงว่าคนนู่นคนนี้ไม่ดี (ศาสนาอื่น) มีถม.. มันฟังแปลกๆ
ผมว่าเรื่องเลวๆ มันชัดเจนอยู่แล้ว เวลาได้ยินใครยกเรื่องแบบนี้มาประกอบความเห็น มันเหมือนกะเหยียดคนอื่นให้ตัวดูดี โดยไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ตัวเองสักนิดเลย

เทียบง่ายๆ คือผมรู้สึกเหมือนหลวงพี่พูดว่า "ทีพระวัดนู้นยังปิดสนามบินได้เลย.. อาตมาจะขอใช้ราชประสงค์บ้างจะเป็นไร"
มันตลกฝืดๆ อะครับ :47:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 08 พ.ย. 2011, 18:15 น.
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 08 พ.ย. 2011, 20:16 น.
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Buob Marley เมื่อ 08 พ.ย. 2011, 20:26 น.
ปกติเราจะมีจู่คุณถาม.. อันนี้พิเศษ มีจู๋ของตัวเองเลย :30:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: PalmySyd เมื่อ 08 พ.ย. 2011, 20:34 น.
เนื้อหาข้นคลั่กตามอ่านไม่หมด

แปะไว้ก่อน
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 08 พ.ย. 2011, 22:00 น.
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: จักรี เมื่อ 08 พ.ย. 2011, 22:13 น.
เรามาอวยพรให้แขนน้องเขางอกไวๆ กันเถอะครับ....
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: ณต เมื่อ 09 พ.ย. 2011, 09:45 น.
อ้างคำพูดจาก: เจ๊บอสน่ะฮ่ะ เมื่อ 08 พ.ย. 2011, 12:44 น.
ขอถามบ้าง สงสัยว่า เรื่องพระเครื่อง การปลุกเสกอะไรต่างๆเนี่ย มักจะมีพระชื่อดังจากวัดโน้นวัดนี้มาปลุกเสกกัน อย่างนี้ถือเป็นการอวดอุตริมนุษยธรรม(สะกดถูกหรือเปล่าหว่า - -)ที่เป็นข้อห้ามของสงฆ์หรือเปล่าครับ ถ้าเป็นอย่างงั้น ทำไมทุกวันนี้ก็ยังมีออกมาเรื่อยๆครับ

คือเรื่องพระเครื่อง ปลุกเสกอะไรนี่
ผมศึกษามาพอสมควร
ขออนุญาตเสริมความเห็นเพิ่มเติม
อย่างที่หลวงพี่บอกคือ
มันไม่ใช่จุดมุ่งหมายหลักของศาสนาพุทธแน่ๆ

ทีนี้ก็ต้องถามว่า สมัยโบราณเขาทำพระเครื่องขึ้นมาทำไม
สมัยก่อนมันมีวัตถุประสงค์หลักๆ อยู่
อย่างแรกเลยคือ สมัยที่ชาวบ้านยังผูกพันกับวัดอย่างแยกไม่ออก
วัดเป็นทั้งโรงเรียน เป็นทั้งสถานที่พบปะเสวนาระหว่างชาวบ้าน
(คงเหมือนเฟซบุ๊คในสมัยนี้)

เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรม
รวมไปถึงเป็นศูนย์รวมแห่งศรัทธาเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ
ดังนั้นก็จะมีคนร่วมแรงร่วมใจกัน
สร้างถาวรวัตถุ เช่น โบสถ์ วิหาร เจดีย์ พระปรางค์ และอื่นๆ
ด้วยแรงแห่งความศรัทธา

ทีนี้สมัยก่อนคนโบราณเขาก็รู้ว่า
พวกถาวรวัตถุเหล่านี้ มันไม่มีทางอยู่ไปจนชั่วฟ้าดินสลาย
ก็ต้องมีการผุพังไปตามกาลเวลา
ดังนั้นก็เลยมีกุศโลบาย ทำพระเครื่อง บรรจุไว้ในเจดีย์ พระปรางค์ต่างๆ
เพื่อที่ว่าสองสามร้อยปีถัดมา เจดีย์ถาวรวัตถุเหล่านี้ผุพังขึ้นมา
คนรุ่นหลังจะได้นำเอาพระเครื่องเหล่านี้มาจำหน่ายให้คนเช่าบูชา
จะได้นำปัจจัยมาบูรณะ ปฎิสังขรณ์ ถาวรวัตถุเหล่านี้
ให้กลับมาอยู่ในสภาพที่ดีเหมือนดังเดิม
จะได้เป็นการสืบทอด บำรุง พระพุทธศาสนาให้เจริญยิ่งๆ ขึ้นไป

ตรงนี้อาจจะสงสัยกันว่า เอ๊ะ สืบทอดพระพุทธศาสนา
ควรจะเน้นไปที่พระธรรม ไม่ใช่ถาวรวัตถุหรือเปล่า
ก็ต้องให้นึกไว้ว่า สมัยที่ยังไม่มีสมุดหนังสือ ไม่มีอินเทอร์เน็ต
สมัยนั้นคัมภีร์ยังต้องจารบนใบลาน
การจะเข้าถึงพระธรรม มันก็ต้องเข้าวัดก่อน
ดังนั้นการสร้างถาวรวัตถุเหล่านี้มันก็จำเป็นพอสมควร

อีกวัตถุประสงค์คือ สมัยก่อนมีการทำสงคราม ต้องรบทัพจับศึก
ทหารที่ต้องออกรบก็ต้องมีสิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ
(นึกถึงสมัยก่อนรบกันที่ต้องเอาดาบฟันกันในระยะประชิด
จิตใจต้องห้าวหาญเข้มแข็งมาก)
ก็เริ่มมีพระเครื่อง ยันต์ ตระกรุด อะไรขึ้นมาตั้งแต่นั้น

แต่สมัยนี้การปลุกเสกพระเครื่อง รวมถึงเครื่องลางของขลังต่างๆ
ก็ผิดวัตถุประสงค์ ของคนสมัยก่อนไปเยอะมาก
ปัจจุบันก็เน้นไปที่เงินและความร่ำรวย(ของกลุ่มบุคคล)
มากกว่าการที่จะมาทำนุบำรุงพระศาสนา
แต่หลายๆ วัดก็ทำขึ้นมา
ด้วยวัตถุประสงค์ที่จะสร้างถาวรวัตถุเหมือนกัน
ตรงนี้สาธุชนอย่างเราๆ ก็ต้องพิจารณากันให้ดี

:46:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: roundbol123 เมื่อ 09 พ.ย. 2011, 10:28 น.
มีคำถามแล้วค่ะ เพราะเห็นเพื่อนตั้งสเตตัสในเฟซบุค

จริงหรือไม่คะที่....
"โลกยิ่งเจริญ แต่จริยธรรมยิ่งตกต่ำ"

จริงๆแล้วคนเราก็เสื่อมได้ในทุกยุคทุกสมัยรึเปล่า เราเสื่อมกว่าสมัยก่อนจริงเหรอ ประมาณนั้น  :31:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 09 พ.ย. 2011, 10:45 น.
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 09 พ.ย. 2011, 12:52 น.
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 09 พ.ย. 2011, 14:01 น.
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: I’Boss เมื่อ 09 พ.ย. 2011, 14:41 น.
โอ้ ขอแปะไว้ก่อนนะครับ โพสตตะกี้นี่ลายตามาก :3005:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 09 พ.ย. 2011, 15:06 น.
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 09 พ.ย. 2011, 16:58 น.
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 09 พ.ย. 2011, 18:51 น.
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 09 พ.ย. 2011, 20:59 น.
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 10 พ.ย. 2011, 18:42 น.
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: จักรี เมื่อ 10 พ.ย. 2011, 19:11 น.
หลวงพี่ปฎิบัติ วิธีไหนเหรอครับ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 10 พ.ย. 2011, 19:20 น.
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: จักรี เมื่อ 10 พ.ย. 2011, 20:22 น.
พิมพ์ไปหายหมดเลย  :05:

คือ เอาเป็นว่าถามใหม่และขออภัยครับ
ยกเรื่องปฏิบัติไปก่อนนะครับ
เอาเป็นเรื่อง นี้ละกัน

คือผมสงสัยว่า  การที่พระหลายๆ ท่านหรือแม้แต่หลวงพี่เอง มาให้ความรู้
แสดงความคิดเห็น หรือแม้แต่สอนหรือเทศน์
โดยเฉพาะสื่ออินเตอร์เน็ต มีวิธีการระวังหรือจัดการกับตัวเองอย่างไงครับไม่ให้เกิดอคติต่อคนรับสาร
ผมได้ยินมาว่า การที่ทำให้คนอื่นหรือตัวเอง ขุ่นใจแม้เพียงนิดเดียวก็อาจจะเกิดกรรมต่อกันได้
หากเป็นฆารวาสนี่ผมพอเข้าใจเพราะเขาอาจจะยังมีเป้าหมายที่แตกต่าง
จากพระสงฆ์ผู้ซึ่งพร้อมที่จะทำเป้าหมายสูงสุดคือการไม่เกิดได้
แต่ถ้ามีกรณีดังกล่าว ไม่เสี่ยงที่จะสร้างกรรมเพิ่มภพเพิ่มชาติต่อไปเหรอครับ
และก็เห็น หลวงพี่ใช้ ขออโหสิกรรม หลายครั้งเลยคิดสงสัยว่า
การขออโหสิกรรมสามารถช่วยได้แค่ไหนครับ
เพราะอย่างที่ทราบว่าอาจจะมีคนรับสาร อยุ่มากมายทั้งที่หลวงพี่ตั้งใจสอนและไม่ตั้งใจสอน
หรือว่าแค่เรามีเจตนาดีและขออโหสิกรรมแล้วส่วนคนอื่นจะตีเจตนาเราผิด
หรือไม่อโหสิกรรมให้ก็ไม่เป็นไรหรือเปล่าครับ

หรือสถานะพระสงฆ์สามารถเลือกพิจาณาและกระทำเป้าหมายขั้นต้นอื่นๆ ก่อนก็ได้
โดยยังไม่หวังหลุดพ้น ก็เลยพร้อมที่จะสอนเทศน์แสดงความคิดเห็นหรืออื่นๆ
เพื่อหวังให้ได้ผลที่ดีมากกว่าผลที่ไม่ดีครับ แต่มันก็จะเกิดการสะสมหรือเปล่าครับ
ยกตัวอย่างง่ายๆ ก็คือ สมมติสอนคน 10 คน มี 9 คน เข้าใจเห็นด้วย
แต่อีก 1 คน ไม่เห็นด้วย เกิดอาการขุ่นในใจ เกิดอคติในใจ
ไม่ให้อโหสิกรรมด้วย จะเกิดอะไรขึ้นครับ อันนี้คนทั่วไปอาจจะรุ้สึกว่าคุ้ม
แต่สำหรับพระสงฆ์ เรียกว่าคุ้มมั้ยครับ เพราะมันจะมีโอกาสเกิดภพชาติสะสมขึ้นอีก
หรือเปล่าครับ ที่ถามอย่างงี้เพราะสงสัยว่าถ้ามันเกิดแบบนี้ ก็แสดงว่า
มันจะเป็นตัวขัดขวางหนทางสู่เป้าหมายได้ใช่มั้ยครับ

อาจจะถาม งงๆ นะครับ ลองอ่านดีๆ ผมแน่ใจว่าหลวงพี่อาจจะเข้าใจเจตนาหรือวาระจิตของผมได้
มากกว่าที่ผมพิมพ์ เพราะอาจจะเรียงร้อยไม่ค่อยเป็นครับ :43:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 10 พ.ย. 2011, 21:39 น.
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 10 พ.ย. 2011, 22:28 น.
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: ณต เมื่อ 10 พ.ย. 2011, 22:52 น.
นมัสการหลวงพี่ครับ  :46:
ขอถามคำถามเรื่องเกี่ยวกับกรรมครับ
อย่างที่ผมเข้าใจอยู่ตอนนี้คือ
ในทางพุทธ เราเชื่อว่าการที่คนเราเกิดมานั้น
เกิดขึ้นจากผลของกรรมที่เราทำในชาติปางก่อน
และสิ่งที่เราทำในชาตินี้
ก็จะเป็นผลกรรมที่ส่งผลไปยังชาติหน้า
ซึ่งก็จะวนเวียนไม่รู้จักจบจักสิ้น
เว้นแต่เราจะได้ไปถึงนิพพาน
ตรงนี้ผมเข้าใจถูกไหมครับ

ทีนี้ผมก็มีข้อสงสัยต่อก็คือ
แล้วอะไรคือกรรมแรกสุด
ที่ทำให้คนเราเกิดมาในชาติแรกได้

เพราะพอผมคิดถึงตรงนี้ มันก็ชวนให้คิดว่า
ความจริงแล้ว ชาติก่อน ชาติหน้าไม่มี
มีแค่แต่ชาตินี้เท่านั้น
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 11 พ.ย. 2011, 11:53 น.
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: จักรี เมื่อ 11 พ.ย. 2011, 12:46 น.
 :46: สาธุครับ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 11 พ.ย. 2011, 19:33 น.
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Buob Marley เมื่อ 11 พ.ย. 2011, 21:02 น.
โพสต์ยาวกว่าบักเก้ออีก :59:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: ณต เมื่อ 11 พ.ย. 2011, 21:35 น.
ขอบคุณหลวงพี่มากครับ :46:

คำถามเรื่องกรรมแรกนี่ ความจริงแล้วมันเริ่มมาจากหลานชายของผมอายุสิบขวบ
เขาคุยกับแม่ของเขา(น้องสาวผม) เรื่องกรรม เรื่องการเวียนว่ายตายเกิด
แล้วเขาก็เลยถามคำถามนี้ขึ้นมา
ก็เลยให้หลานมาถามผมเพราะเขาคิดว่าผมจะตอบได้  :30:

แต่ผมก็ไม่ได้ตอบคำถามนี้กับหลานผมนะครับ
เพราะรู้ด้วยสติปัญญาของตัวเองเลยว่า
เรื่องนี้ผมไม่สามารถตอบแบบสั้นๆ ให้เด็กสิบขวบ
ที่สงสัยเรื่องกรรมและการเวียนว่ายตายเกิด คลายสงสัย ไม่ผิดหลง
เข้าใจได้ภายในไม่กี่ประโยคในช่วงเวลาสั้นๆ ได้
เพราะต้องอธิบายเรื่อง กำเนิด 4 วัฏฏสงสาร ปฏิจจสมุปบาท
อะไรต่อมิอะไรอีกเยอะ ซึ่งตัวผมเองก็ไม่ได้แตกฉานไปซะทั้งหมด
ซึ่งหนำซ้ำเรื่อง กรรมวิสัย ยังเป็นหนึ่งในเรื่องที่ไม่ควรคิดในศาสนาพุทธเสียด้วย

โชคดีที่เรารู้จักปราชญ์ทางพุทธศาสนาท่านนึง
ก็พาหลานผมไปพบ แล้วให้เขาถามคำถามนี้กับผู้รู้โดยตรง
ซึ่งก็ได้คำตอบที่คลายความสงสัยให้หลานผมได้ในตอนนั้น

แต่คำถามนี้ก็ยังวนเวียนอยู่ในหัวของผมเป็นครั้งคราว
เนื่องจากผมมีนิสัยชอบค้นคว้าหาความรู้
(ซึ่งเป็นกันทั้งบ้าน เป็นกิเลสที่ตัดไม่ขาด
แต่ไม่ใช่ว่าอยากรู้อยากเห็นเรื่องชาวบ้านนะครับ)
พอมีโอกาสและเวลา ก็จะค้นคว้าเพิ่ม
ก็จะเตือนตัวเองว่าไม่ใช่เป็นไปเพื่อหาคำตอบเรื่องกรรมแรก
แต่เป็นไปเพื่อศึกษาความรู้ข้างเคียงมากกว่า

ส่วนที่ผมพูดถึง ชาติก่อน ชาติหน้าไม่มี มีแต่ชาตินี้เท่านั้น
เนื่องเพราะผมเคยลอง มองมุมกลับดูบ้าง
พยายามลองมองกงล้อแห่งกรรมให้มันหยุดหมุน
โดยกำหนดช่วงเวลาไว้ขณะหนึ่งดู เพื่อลองหาจุดเริ่มต้นน่ัะครับ

การที่หลวงพี่สละเวลามาสนทนาธรรมในบอร์ดนี้
ก็เป็นประโยชน์แก่สาธุชนชาวฟ้อนต์มากๆ  :46:
ไม่รู้จะเป็นไปได้หรือเปล่า
หากหลวงพี่จะกรุณาใส่เชิงอรรถหรืออ้างอิงไว้ท้ายคำตอบ
เพื่อให้พวกเราได้ไปศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมได้ในอนาคต  :46:






ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 11 พ.ย. 2011, 23:08 น.
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Alsmile:D เมื่อ 13 พ.ย. 2011, 14:42 น.
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Alsmile:D เมื่อ 13 พ.ย. 2011, 16:50 น.
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: เก้อ เมื่อ 13 พ.ย. 2011, 17:28 น.
ไม่รู้ว่าใครเอาไปแนะนำมั่ง แต่ที่แน่ๆ
มีที่ผมเอาไปแปะให้มหาสุรพศ ทวีศักดิ์อ่านบนหน้าวอลล์ของแกครับ

ส่วนใหญ่ ผมว่าปัญหาในเชิงศาสนาเรื่องกรรมเวร
หรือการทำบุญ การปฏิบัติเกี่ยวกับพระ วัด ฯลฯ
มันอาจจะเป็นเรื่องที่คนรุ่นใหม่เฉยๆมั้งครับ ผมก็เฉยๆ ไม่รู้สึกว่าอยากรู้อะไร

แล้วคำตอบหลายๆข้อในมิติทางสังคม อ่านแล้ววกวนมากครับ
อย่างคำตอบที่ตอบของนานาเรื่องโลกเสื่อมลงไหมอะไรนั้น
ผมอ่านจนจบแล้วก็รู้สึกว่า ไม่ได้รับคำตอบอะไรเลย

แต่อีกหลายๆข้อก็รู้สึกว่าตอบได้เป็นประโยชน์ครับ
ส่วนตัวผมไม่มีอะไรจะถามอีก เนื่องจากคำถามที่ผมสงสัยเกี่ยวกับศาสนาเป็นมิติทางสังคมทั้งสิ้นนั่นเองครับ
จึงขอติดตามคำถามจากท่านอื่นๆแทน

พึ่งอ่านย้อนไปเห็นที่หลวงพี่บอกว่าผมอธิบายอิสลาม(ซึ่งเป็นแค่ประโยคเดียว
และพูดเพื่อขยายความข้ออื่นๆเลยไม่ได้มีรายละเอียดอะไร)
ผมว่าถ้าเราไม่เคยศึกษาอิสลามอย่างถ่องแท้จริงๆ
แล้วเลือกเอาเฉพาะบางส่วนมาวิจารณ์และแสดงท่าทีเห็นขำ มันเป็นการวิจารณ์ที่ไม่มีคุณภาพครับ
การวิจารณ์โดยขาดการศึกษา ย่อมจะนำมาซึ่งข้อสรุปที่ผิดเพี้ยน
ซึ่งไม่ใช่เรื่องทำไม่ได้ จะเอากี่ส่วนหรือรู้มากรู้น้อยแค่ไหนแล้วจะเอามาวิจารณ์ก็ได้
แต่ก็ทำให้ผู้อ่านเห็นความบกพร่องผิดเพี้ยนในการวิจารณ์นั้นนั่นเองครับ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Alsmile:D เมื่อ 13 พ.ย. 2011, 18:52 น.
อึม...ที่จริงตั้งใจการตอบคำถามของนานานั้นตั้งใจให้ออกแนวนั้น
เพราะไม่อยากให้คนยึดคำตอบเราว่าเราฟันธงแปะว่าจริงไม่จริงทีเดียวเลย


เพราะมันต้องอาศัยมุมมองความคิดของเจ้าของแนวคิดด้วย
นานาเขาแค่เอามาถามต่อ จึงไม่ฟันธง


คำถามชัดเจนมากแค่ไหนหลวงพี่ก็ตอบตามนั้นละครับ
อย่างการสนทนากับโยมเก้อร์ก่อนนั้นก็เหมือนกัน
ถ้าหลวงพี่มองว่ายังไม่รู้แนวคิดภาพกว้างที่ชัดเจนในประเด็นนั้น
หลวงพี่ก็ตอบตามประเด็นเป็นไปตาม Step ก่อน
เพื่อถ่วงเวลาให้โยมได้แสดงความคิดเห็นออกมากกว่านี้
การแสดงทีท่าทางคำพูดก็เพื่อให้เขาได้เจาะลึกลงไปอีก
หลวงพี่จะได้รู้จักความคิดเขาในประเด็นนั้นให้มากขึ้น


ครั้นรู้ว่าเขาคิดเห็นอย่างไรมากขึ้นก็ตอบให้กว้างได้มากขึ้นไปอีก
เราจะให้คนรู้ความจริงในเรื่องใดก็ต้องให้บรรลุความจริงในประเด็นนั้นพร้อมกัน
หากฝ่ายผู้ถามสงวนท่าที ฝ่ายผู้ตอบก็ต้องสงวนท่าทีบ้าง
แต่หากพร้อมจะพูดกันให้เคลียร์ได้ เราก็พร้อมที่จะพูดให้เคลียร์ได้ในประเด็นนั้นเช่นกัน


ฉะนั้นหากให้ได้คำตอบอย่างเรื่องของนานาเขาควรต้องมาถามกลับอีกครั้ง
และพูดให้เคลียร์ครับ ว่าโลกที่เขาหมายถึงหมายถึงโลกที่กินความกว้างเพียงใด



หากโยมมองในภาพกว้างโยมก็จะรู้ว่าหลวงพี่ว่ายังไงได้ เพียงแต่ต้องแบ่งรับแบ่งสู้
ตอบแบบฟันธง โดยไม่ฟังให้ได้ความเดี๋ยวเจ็บตัวฟรีครับ
แล้วคำตอบเรามันไม่สากลแน่นอน จะมองแบบไหนก็ได้หากมันไม่ชัด
แต่ถ้า Focus คำถามให้ชัดเจนมากกว่านี้ มันก็ได้คำตอบชัดตามนั้น

คำตอบในคำถามของนานานั้นหลวงพี่กล่าวให้จำแนกความคิดก่อนไม่ใช่หรอ
คือเขาเอาความเจริญทางองค์ความรู้หรือวัตถุ เทคโนโลยี มาเปรียบเทียบกับความเจริญทางจริยธรรม
คำตอบมันชัดอยู่แล้วว่ามันจริง เพียงแต่การมองของเขามันผิดที่เขาไปยึดวัตถุมาเป็นเกณฑ์ตัดสิน


เพราะอะไร ก็เพราะว่า เราพัฒนาองค์ความรู้ทางโลกมากกว่าอยู่แล้ว เราให้ความสนใจทางโลกมากกว่าอยู่แล้ว
ครั้นเราไปเปรียบเทียบเจริญระหว่างสิ่งที่พัฒนากับสิ่งที่ไม่พัฒนา มันก็ย่อมแน่อยู่แล้วว่ามันต่างกัน
แต่ถามว่ามันเสื่อมจริงไหม มันไม่ได้เสื่อมเพียงแต่มันไม่ขยับ มันไม่ได้รับการพัฒนา
มันก็เลยดูเหมือนเสื่อมถอย แต่ที่จริงแล้วมันอยู่ที่เดิม


แต่โยมชอบให้หลวงพี่เป็นคนตัดสินแบบฟันธงแปะ ๆ
ท้ายที่สุดคนพังคือหลวงพี่ โยมต้องรักษาหลวงพี่ด้วย
ครั้นหลวงพี่มองเห็นจุดอ่อนในเรื่องการตอบประเด็นนี้
หลวงพี่ก็ไม่อยากตอบ หรือก็ตอบแบบเลี่ยง ๆ หรือแบ่งรับแบ่งสู้
ตัวอย่างมันมีเยอะครับ หลวงพี่ก็จึงควรระวังตนไว้ก่อน


อย่างประเด็นโยมเก้อถามก็เหมือนกัน
คำถามมันดีมีประโยชน์เกิดคุณค่า มีความหมายอยู่มากในทางวิชาการ
แต่มันมีความเป็นไปได้ที่จะทำลายหลวงพี่คนที่ตอบได้
เพราะบ้านเมืองเรายังไม่พร้อมในประเด็นนี้ หรือ
จะด้วยเหตุผล มุมมองหลักการหรือกรอบแนวคิดอะไรก็ตาม
ความน่าเชื่อถือของผู้ตอบก็มีส่วนด้วย


การตอบคำถามโยมจึงไม่ควรดีที่ผลของคำตอบเพียงประการเดียว
โยมควรดูกระบวนการตอบด้วย
ต้องดูว่า กระบวนการคำตอบมันจบสมบูรณ์แล้วหรือไม่
โยมอาจอยากรู้หตุผลก็ได้ว่าทำไมหลวงพี่ถึงเลือกตอบแบบนั้น

บางคำตอบหากเรามองในกรอบเบ็ดเสร็จเราอาจเข้าใจเจตนาผิดพลาดได้
เรื่องนี้มีตัวอย่างอยู่ หากอยากรู้วันหลังหลวงพี่เล่าให้ฟังอีกครั้งก็ได้ อยากฟังก็บอกละกัน

โยมเก้อจะถามในประเด็นที่เป็นมิติทางสังคมก็ได้ แต่ควรจัดลำดับยากง่าย
เราต้องช่วยอำนวยประโยชน์เผื่อคนที่เดินตามเราด้วย
แต่ที่หลวงพี่ห้ามไว้ก่อนนั้นเพราะเห็นว่าผู้ตามเราไม่พร้อม

คำตอบในพุทธศาสนาที่ช่วยสังคมก็มีอยู่ แต่เป็นการจัดให้ในระดับลดลงไป
ตามลักษณะวิถีชีวิตโยม เพราะอย่างที่เคยคุยกัน
วิถีสูงสุดของพระคือมุ่งบรรลุอรหันต์ แต่วิถีโยมแค่อยากให้ใช้ชีวิตโดยง่าย
และมีความสุขได้ในสังคม โดยเรานับถือศาสนาไหนก็ตาม
เราก็อยากให้ชีวิตเราไม่ผิดขัดกับหลักศาสนาของเรา และ
เราก็อาจใช้คำสอนในศาสนามาเอื้อเฟื้อต่อวิถีชีวิตทางสังคม

การจัดหลักธรรมสำหรับฆราวาสไม่ได้ใช้ในระดับเดียวกับพระ
มีการจำแนกแยกแยะอยู่ อย่าตีความผิดละกันครับ
เพราะหัวข้อเดียวกันแต่บางคนก็เอาของพระไปอธิบายให้ใช้กับโยม
ในขณะบางครั้งก็เอาของโยมมาอธิบายใช้กับพระ มันจึงผิดหลักครับ

สำหรับประเด็นที่หลวงพี่วิจารณ์โยมก็รับรู้ได้อยู่แล้วว่าหลวงพี่วิจารณ์แต่เพียงประเด็นเดียวนั้น
ไม่ได้เหมารวมว่าทั้งหมดจะเป็นไปตามนั้นเห็นแค่ไหนแสดงความความคิดเห็นตามนั้น
ตรงนี้จึงไม่ใช้คำว่าวิจารณ์ ให้เป็นแต่เพียงแสดงความความคิดเห็น
หากโยมที่รับรู้มาแน่แท้ก็สามารถแสดงความคิดเห็นชี้แจงต่อกันได้ หลวงพี่ไม่ได้ว่าอะไร
ไม่ได้ยึดแนวคิดตนเป็นหลัก หากแต่แสดงให้รับรู้ตามที่รับรู้
โยมเข้าใจมามากโยมก็ชี้แจงแสดงได้ เราจะได้เข้าใจศาสนาอื่นด้วยว่าเขามีดีอะไรคนจึงนับถืออย่างนั้น

หรือหากคนในศาสนาเขาจะมาชี้แจงให้ฟังมันก็ดีเกิดประโยชน์ เพราะนี่คือความสงสัยของเราต่อศาสนาอื่น
ในขณะเดียวกันหากเขาสงสัยในคำสอนของศาสนาเรา เขาก็มาถามเราได้ เราไม่จำกัดอยู่แล้ว
ยินดีชี้แจงเพื่อให้เข้าใจกันได้ จะได้ไม่ก้าวก่ายกัน เพราะทุกวันนี้ก็โดนก้าวก่ายอยู่แล้ว แต่ไม่ได้ถือสาอะไร
เพราะที่นี่ไม่ใช่บ้านหลวงพี่ หลวงพี่จะแสดงออกมากมันก็ยังไม่ควร
แต่หากเป็นบ้านเกิดหลวงพี่เอง หลวงพี่ย่อมกระทำได้มากกว่านี้


แล้วคำตอบบางประเด็นก็อาจให้รายละเอียดอย่างสบายใจได้มากกว่านี้
ตรงนี้ก็ยังต้องปฏิบัติอยู่ในอำนาจของสงฆ์และกฎหมายบ้านเมืองของโยมอยู่
จะให้ทำเหมือนบ้านตนเองทั้งหมดก็ไม่ได้ ทำได้แต่เพียงบทบาทเบื้องต้นเล็กน้อยเท่านั้น


อย่างการเข้ามาเว็บนี้ที่จริงหากแค่ต้องการทำฟอนต์แค่แวะมาศึกษาก็ได้
ไม่ต้องถึงมาสมัครเป็นสมาชิกเพื่อเอาตนมาเสี่ยงต่อความเข้าใจผิดก็ทำได้
แต่คิดว่ายังไงเจตนาเราดีอยู่แล้ว คงไม่มีอะไรมาก เพียงแต่ชี้แจงไปให้เข้าใจกันก็คงพอ


แต่คำว่าพอของเรามันไม่เท่ากัน เพราะสติปัญญา การรับรู้และประสบการณ์ หรืออะไรก็ช่าง
ของเราแต่ละคนบางครั้งไม่เหมือนกัน มันก็จึงต้องอธิบายกันยาวแบบนี้


มันก็ดีที่มีคนแนะนำ ให้คนอื่นอ่าน แต่หากมหาสุรพศเขาได้รับการขัดเกลาทางจิตสังคมมาไม่ต่างกัน
เขาก็คงเห็นด้วย หากมันขัดกับเขาก็คงเกิดความเข้าใจผิด ที่จริงแล้วตรงนั้นหลวงพี่มองว่าไม่น่าห่วงอะไร
แต่ที่น่าห่วงคือเข้าใจไม่ตรงกันแล้วเราไม่ได้อธิบายให้เข้าใจตรงกันได้ อันนี้แอบคิดลึก ๆ
ใครจะมาเข้าใจความคิดเราได้ทั้งหมดก็หามีไม่

ฉะนั้นจึงอยากให้ถนอมหลวงพี่บ้างหากต้องการพึงระดับสติปัญญาให้หลวงพี่ตอบคำถาม
เพราะเรามีเจตนาดีต่อกัน ในพุทธศาสนานั้นเรากล่าวว่า
"กัลยาณมิตรคือเพื่อนที่ดีและสร้างคุณค่าให้เกิดประโยชน์แก่กัน แต่ที่สำคัญนั้นคือ
เราสามารถรักษาและป้องกันภัยให้กันได้"

เจริญพร.  :52:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Alsmile:D เมื่อ 13 พ.ย. 2011, 19:53 น.
ไปค้นดูแล้วครับ นี่คือบทความล่าสุดของ
สุรพศ ทวีศักดิ์: จินตนาการภัยพุทธศาสนา

นี่บทความแรก
"เป็นเรื่องน่าศึกษาว่า เหตุใดในเชิงสังคมจิตวิทยาชาวพุทธจึงนิยมสร้าง "วาทกรรมปกป้องพุทธศาสนา"
ด้วยการสร้างจินตนาการภัยพุทธศาสนา และเน้น "ภัยภายนอก" เป็นด้านหลัก เช่น กลัวการครอบงำของวัฒนธรรมตะวันตก
ที่นิยมเรียกกันว่าวัฒนธรรมตอบสนองกิเลส การตกเป็นทาสของวัตถุนิยม บริโภคนิยม
หรือไม่ก็เป็นภัยคุกคามจากศาสนาอื่น อันเกิดจากภาพหลอนของ "ประวัติศาสตร์บาดหมาง"
ในอดีตที่เน้นภาพความความจริงครึ่งเดียวว่า ศาสนาพุทธสูญไปจากอินเดียเพราะถูกกองทัพมุสลิมฆ่าพระสงฆ์
และเผามหาวิทยาลัยนาลันทา เป็นต้น"

คำแรกเล่นสำนวนเข้าหลวงพี่ด้วย แต่(คิดว่า)เขาไม่รู้จักหลวงพี่ดีพอจึงไม่เจาะประเด็นนี้
เป็นแต่เหมารวมแนวความคิดไว้ก่อนว่า เป็น "วาทกรรมปกป้องพุทธศาสนา"
ซึ่งแน่นอนคำกล่าวนี้อาจถูก แต่เขาไม่ได้รุ้ที่กระบวนการ
เป็นแต่เขามองผลรวมของคำที่กล่าว แล้วตีความเข้าใจไปเองเช่นกัน
เพราะหากโยมอ่านติดตามจริง ๆ โยมจะเห็นว่าหลวงพี่ไม่ได้กล่าวแค่ "ภัยนอก"
แต่กล่าวถึง"ภัยใน"พุทธศาสนาด้วย เขาเลือกวิจารณ์เฉพาะส่วนที่ขัดกับแนวคิดเขาครับ

มองที่เนื้อหาหลัก ๆ เปรียบเทียบระหว่างบทบาทและภาวะผู้นำทางพุทธศาสนา
กับบทบาทภาวะผู้นำของศาสนาคริสต์ แต่เหมารวมว่าเขาดีเช่นเคย
ตรงนี้ไม่เถียงหากมองภาพกว้างกัน แต่ความจริงแล้วเขาควรมองที่รายละเอียด
เขามองศาสนาที่ค่านิยมทางสังคมมากกว่า อึม...พอเข้าใจแนวความคิดของเขาแต่ไม่มาก
(คนนี้รู้สึกเคยลองเขียนถึงพระเกษมที่เป็นข่าวด้วย)

ตรงนี้พอมองออกแนวความคิดของเขาแต่เขาไม่ได้มองในทางเดียวกับเรา
ย่อมแตกต่างเป็นธรรมดา คิดว่าคงมีโอกาสได้สนทนาแรกเปลี่ยนแนวคิดเป็นการส่วนตัว
แต่ตรงนี้ วาระนี้ไม่เหมาะในทุกเหตุผล ไม่อธิบายมาก ยังไม่วาระ


คราหน้าไม่ต้องเอาแนวคิดหลวงพี่ไม่โพสต์ให้เขาหรอก
เพราะเขายังไม่รู้จักแนวความคิดหลวงพี่ทั้งหมด และเรายังไม่รู้จักกันดีพอ
เขาจะตีความหลวงพี่ผิดได้ มีอะไรถามกันตรงนี้ดีกว่า
หลวงพี่ผ่านกระบวนการขัดเกลาทางจิตสังคมมาแตกต่างกันกับเขา
ทั้งด้านแนวคิดหลักการวิธีการหรือแม้กระทั่งทัศนคติมุมมองอะไรก็แตกต่างกัน
เพราะทำแบบนั้นไม่มีประโยชน์ประสิทธิภาพของการแซร์แนวความคิดตรงนี้ไม่เกิดประโยชน์คุ้มค่าพอ

หลวงพี่ไม่ได้เรียนมาแค่จิตวิทยา สังคมวิทยา หรือแค่ศาสนาปรัชญาเท่านั้น
ไม่ใช่ภูมิเดียวกันที่จะมาสนทนากับคนในภูมิภาวะนี้ เว้นไว้ก่อน
โยมเก้อคงเข้าใจหลวงพี่น่ะ  :52:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: เก้อ เมื่อ 13 พ.ย. 2011, 20:05 น.
จริงๆก็เพราะเข้าใจในมุมมองและจุดมุ่งหมายทางธรรมของหลวงพี่นี่ล่ะครับ
ผมจึงคิดว่าไม่เหมาะที่จะมาถามในมิติทางสังคม ที่ต้องอาศัยความรู้ทางโลกย์มากๆอย่างนี้
เพราะอย่างไรก็ไม่ใช่จุดมุ่งหมายทางศาสนา

ส่วนคำวิจารณ์กลับอื่นๆ ผมก็วิจารณ์ไปตามเรื่อง
ตามเหตุตามผลเท่าที่ตนเองจะคิดได้เท่านั้นล่ะครับ
ซึ่งแน่นอนว่ามันฟังดูกระด้างๆ อาจจะด้วยเพราะว่าผมรู้สึกว่า
หลวงพี่ในฐานะพระ สามารถรับฟังคำวิจารณ์ต่างๆได้ดีกว่าคนทั่วไป
(คือไม่ได้ใช้อารมณ์ต่างๆมาตัดสิน) ก็เลยวิจารณ์ไปตรงๆแบบนี้นั่นเองครับ



ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Alsmile:D เมื่อ 13 พ.ย. 2011, 20:43 น.
ยังไงก็อย่าลืมว่าหลวงพี่ยังอยู่ในภาวะแรกแห่งพุทธศาสนา
เปรียบเหมือนทารกที่เพิ่งหัดเดินหัดพูดในทางศาสนา
แต่เห็นว่าเรายังมีผู้อื่นที่ไม่เข้าใจเหมือนกัน
ถึงกล่าวว่าพยายามบรรลุความจริงพร้อมกัน
หลวงพี่ไม่ได้มองว่าตนรู้ทั้งหมด

เรื่องอารมณ์มีบ้างอยู่แล้วเพราะยังเป็นพระธรรมดา
ยังแบะเบาะทางศาสนา อย่ามองหลวงพี่สูงเกินเหมือนคนส่วนใหญ่
มีเบื่อ มีเศร้า มีเหงา มีเจ็บปวดใจอยู่นั่นละครับ ความรู้สึกแบบคนธรรมดาจะอะไรมาก

แต่หลวงพี่เป็นพระ เรื่องสติยับยั้งมันก็มีบ้างแต่เราก็พลาดพลั้งกันได้จริงไหม
ฉะนั้นเรากำลังหัดเดินจึงต้องระวังให้มากเข้าไว้
แต่อารมณ์ขัดเคืองมันก็กำจัดได้บ้างในระดับหนึ่ง ไม่ใช่จะได้หมด
แต่ขัดเครืองส่วนมากไม่ใช่โกรธแซ่งเอาผิด
แต่เพราะเบื่อที่โยมไม่รู้ เหมือนครูนั่นละครับ
เวลาสอนลูกศิษย์มักมีดุว่าเครืองใจบ้าง แต่ใช่จะเครืองเพราะโกรธ
ใช้ภาษาแรงบ้าง แต่ไม่ใช่เจตนา บางครั้งภาษามันสื่อแบบนั้นแต่เจตนาใครรู้ได้

จุดอ่อนของหลวงพี่เวลาสอนคือชอบให้เขาคิดได้เองไม่ชอบไปชี้อะไรว่าแบบนี้แปะ ๆ
ครั้นพอลูกศิษย์ไม่รู้จริง เรามองว่าง่าย ตรงนี้ไม่น่าไม่เข้าใจ แต่ลุกศิษย์มองไม่เข้าใจ
อันนี้มันก็ขัดเครืองใจ ใช้คำพูดกระทบเพื่อให้ใช้สมองบ้างอะไรประมาณนี้


ส่วนเรื่องศาสนาในมิติทางสังคมนี้ เรารู้กันอยู่แล้วว่ามีจุดอ่อน
หากจะให้ใช้ครอบคุม เพราะพุทธศาสนามุ่งแค่ให้โยมกันด้วยความสุข
สร้างสรรค์ความดี จึงสอนให้คนแค่เว้นการทำชั่วต่อกัน ด้วยการทำดีต่อกันแทน
ครั้นใครพอมีศรัทธาจักพัฒนาจิตใจก็จึงสอนให้พัฒนาต่อไป

จะเห็นได้ว่าเราให้พระถือศีลศึกษาธรรมให้มาก
ในขณะเดียวกันทางสังคม เราแนะนำโยมแค่ระดับศีลห้าธรรมห้า ไม่มากกว่านั้น
แม้โยมก็รักษายาก หากทำได้อยากให้พัฒนาต่อก็มารับศีลเพิ่มเป็นศีลแปด ศีลสิบ หรือพร้อมก็บวชก็มีครับ
ถ้าโยมมีเป้าหมายแค่ไหนเราก็สอนแค่นั้นแหละครับ ไม่คาดคั้น กฎศาสนาใช้กับศาสนา
ส่วนฆราวาสเป็นเรื่องของระบบการบ้านเมือง พระไม่ยุ่งไม่แตะต้อง สอนแต่ระดับที่โยมอยากเข้าถึง


และที่พยายามพูดก็คือไม่ใช่เราไม่เคร่ง เราก็เคร่งของเรา
อย่างอิสลามห้ามกินหมู ห้ามแตะต้องสัมผัสหมา ไม่เคารพรูปภาพวัตถุ
เราก็เช่นกันแต่เคร่งกับพระไม่ใช่โยม
พระห้ามฉันมังสะสิบประการ ห้ามสัมผัสแตะต้องสีกา เคารพพระธรรมไม่ใช่ที่วัตถุ
อันนี้พูดแค่พอมองพูดดูกันได้ ไม่พูดมากกว่านี้

อย่างศาสนาทางตะวันตกเขาก็มีรูปแบบของเขา บ้านไทยเราก็มีแบบบ้านเรา
พม่าก็อีกแบบ ทิเบตก็อีกแบบ ลาวก็อีกแบบ โดยรวมคล้ายกัน แต่รายละเอียดที่จะเข้าถึงมันต่างกันครับ

หลวงพี่ถึงพยายามให้โยมช่วยกันมีสติแล้วใช้ปัญญาจำแนกแยกแยะไม่ให้เหมารวม
จะได้ไม่เข้าใจอะไรผิด เพื่อให้เกียรติและเข้าใจกันได้มากกว่าที่ผิดขัดใจกัน

:52:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: เก้อ เมื่อ 13 พ.ย. 2011, 22:50 น.
ส่วนที่เอาไปแปะให้คุณสุรพศอ่านนั้น ไม่ต้องห่วงว่าแกจะมาอ่าน
หรือจะคิดจะถกทำความเข้าใจอะไรด้วยกับกระจู๋เราครับ แกจะพุ่งปร๊าดมาก็ต่อเมื่อเราถกกันในเรื่อง
ศาสนาส่วนที่เกี่ยวพันกับสังคมที่เป็นประเด็นที่ใหม่มีการตีความที่น่าสนใจเท่านั้นครับ


เรื่องการสนทนากับพระ ผมมีมุมของผมอีกแง่หนึ่งครับ

โดยปกติการสนทนากับพระนั้น มักจะมีโครงสร้างเชิงอำนาจชนิดหนึ่งครอบอยู่
คือพระอยู่ในสมการเชิงอำนาจที่สูงกว่า ซึ่งใช่ว่าเป็นเพราะตัวศาสนาหรือพระนั้นต้องการมีอำนาจเองหรืออะไรแบบนั้น
มันมีที่มาเชิงวัฒนธรรม+สังคมมากกว่า คล้ายๆกับ อาจารย์-ลูกศิษย์ , ผู้ปกครอง-ผู้ถูกปกครอง , ผู้สอน-ผู้ถูกสอน , พ่อแม่-ลูก

บทบาทของพระมาโดยตลอดประวัติศาสตร์คือ ฐานะผู้สั่งสอน
เนื่องจากพระเป็นผู้รู้ในข้อเท็จจริงของชีวิตผ่านการขัดเกลาในด้านต่างๆ"มากกว่า"คนอื่นๆในมุมมองทางศาสนา
อย่างหลวงพี่ก็บอกว่ามาเพื่อที่จะสอน ที่ปรากฏในประโยค ก็เช่น โยมต้อง...(ไปทำแบบนั้นแบบนี้)...
ซึ่งแน่นอนว่าความสัมพันธ์เชิงอำนาจนี้ที่ติดมาในวัฒนธรรม/สังคม หรือเรียกง่ายๆว่าความเคยชิน
มันก็ฟอร์มวิธีการใช้คำ วิธีการสนทนาของพระทุกรูปขึ้นมาให้เป็น"การสอน"เสมอ
สิ่งนี้อยู่ในแทบทุกย่อหน้าของหลวงพี่เลยครับ  และก็อยู่ในพระแทบทุกคนที่เราสนทนาด้วยในชีวิตตั้งแต่เกิดจนโต
คือเราเป็นผู้รับฟัง พระเป็นผู้สอน ดังนี้เป็นต้น แต่หลวงพี่เป็นพระคนรุ่นใหม่ที่เข้าใจวัยรุ่น เข้าใจโลกสมัยใหม่
จึงมีความเข้าใจตรงนี้เป็นอย่างดี แต่ในความเคยชินของบทบาทการสอนของพระ
ก็จะปรากฏอยู่ในวิธีการอธิบายเสมอ

นี่คือความสัมพันธ์เชิงอำนาจในทางสังคม/วัฒนธรรมที่ติดมากับศาสนานั่นเองครับ
ซึ่งไม่ได้บอกว่าเป็นความผิดความพลาดของใครหรือตัดสินว่าดีไม่ดี 
หรือเอามาพิพากษาว่าศาสนาทำแบบนี้ไม่ดี เพียงแต่อธิบายว่ามันเป็นแบบนี้เท่านั้นครับ

ในทางศาสนา จะมีมุมมองของผู้สอน(มีปัญญามาก) ---> ผู้ถูกสอน(มีปัญญาน้อยหรือยังไม่มีปัญญา)
ซึ่งก็ไม่ได้แปลกอะไร เพราะพ่อแม่สอนลูก ครูสอนศิษย์ ก็ต้องตั้งอยู่บนความสัมพันธ์แบบนี้
คนมีปัญญา/ความรู้/ประสบการณ์ ---> สอน ---> คนที่ยังไม่มีปัญญา/ความรู้/ประสบการณ์
เพียงแต่สำหรับพระ ปัญญา/ความรู้/ประสบการณ์ มีที่มาจากศาสนา

ในขณะที่การสนทนาแลกเปลี่ยนมุมมองทางสังคม ศาสนา วัฒนธรรมโดยทั่วๆไป
ของทางโลก เช่น ตามอินเตอร์เน็ต โซเชียลเน็ตเวิร์ค หรือแม้แต่ในวงวิชาการ งานทางวิชาการ
เป็นเรื่องธรรมดาที่ทุกคนสามารถแลกเปลี่ยนโต้แย้งผิดถูกร่วมกันไป ไม่มีใครมีบทบาท"สอน"คนอื่น
เพราะทุกคนสามารถถูกผิดได้เท่าๆกัน ขึ้นอยู่กับเหตุผล/ข้อมูล

แต่ในเชิงศาสนา เราไม่สามารถบอกได้ว่า"สิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนนั้นผิด"
คำสอนทางพุทธศาสนาผิดได้ไหม มีคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ผิดไหม
เราสามารถหาข้อเท็จจริงอื่นๆหรือโลกเปลี่ยนแปลงมาตามกาลเวลา
เราหาหลักฐานใหม่ๆ มาโต้แย้งแนวคิดของพระพุทธเจ้าว่าผิดพลาดคลาดเคลื่อนได้ไหม

แน่นอนว่าเป็นไปไม่ได้

คือทำได้แหละ มีคนทำมากมาย แต่ในมุมมองทางศาสนาเป็นไปไม่ได้ที่จะยอมรับอยู่แล้ว
ไม่ว่าจะบอกว่าปฏิบัติจนถึงขีดแล้วก็จริงตามพระพุทธเจ้าว่า ฯลฯ หรือเหตุผลอะไรก็ตาม
แต่รวมๆแล้วคือ เป็นไปตามคำสอนของพระพุทธเจ้า

การคุยกันเรื่องต่างๆในมุมมองทางศาสนา จึงเป็นสมการที่ปิดตาย
เพราะไม่มีใครสามารถ"มีเหตุผลมากกว่า"คำสอนทางศาสนาได้
แน่นอนว่าทุกคนที่อยู่ในสถาบันศาสนาก็ดำเนินอยู่ในบริบทเช่นนี้
(คงไม่มีพระรูปไหนอธิบายว่าคำสอนพระพุทธเจ้าผิด)

อันนี้ไม่นับเรื่องการตีความเรื่องอื่นๆปลีกย่อยนะครับ พูดถึงในภาพรวม
เพราะในเรื่องปลีกย่อยอื่น แม้แต่ในแต่ละศาสนาก็ยังถกเถียงกันไม่จบ
มีหลากหลายนิกายยึดถือแตกต่างกันไปในรายละเอียด อันนี้ผมพูดในภาพกว้างๆ
และไม่ได้นับรวมไปถึงการที่เราต้องกราบไหว้พระ พนมมือขณะรับฟัง ก้มลงละหมาดต่อพระเจ้า ฯลฯ
ที่เป็นทั้งพิธีกรรมทางสังคมที่ถูกกำหนดขึ้น และเป็นเป็นส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์ทางอำนาจของศาสนา
สิ่งนี้คือเรื่องปกติของศาสนาทุกศาสนา คำว่า"นับถือ"ศาสนา ก็บอกในตัวของมันเองอยู่แล้ว
(และในทางศาสนาก็สามารถอธิบายได้ในลักษณะว่า การไหว้การนอบน้อมต่อพระธรรมเป็นการลดอัตตาลง ฯลฯ)

ทุกครั้งที่ผมสนทนากับพระ ผมจึงสอบถามเพื่อ"รับฟัง"มุมมองคำตอบของเรื่องนั้นๆในมุมทางศาสนาดู
(และเป็นแง่มุมทางศาสนาผ่านการตีความของผู้ที่เราสนทนาด้วย ไม่ได้นับว่าเป็นตัวแทนของทั้งศาสนา)
เพื่อจะไปเติมเต็มหรือชั่งน้ำหนักกับมุมมองอื่นๆ ไม่ได้เอาไว้เป็นข้อเท็จจริงที่ผิดพลาดไม่ได้ครับ

ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: ยุนเอ เมื่อ 14 พ.ย. 2011, 00:39 น.


พี่เก้อคลี่คลายมาก  :25:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: iannnnn เมื่อ 14 พ.ย. 2011, 14:56 น.
โอย อ่านถึงหน้าสามแล้ว ขอปักหมุดไว้ก่อน อย่าเพิ่งนินทาตูนะ :3005:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Ah! เมื่อ 14 พ.ย. 2011, 15:44 น.
โอย อ่านรวดเดียว หมดไปชั่วโมงนึงได้  :59:


กราบขอบพระคุณทั้งหลวงพี่และบักเก้อและผู้ถามปัญหาครับ   :46:  :12:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Alsmile:D เมื่อ 14 พ.ย. 2011, 16:20 น.
คำตอบต่อไปนี้แบ่งออกเป็น 2 ส่วน
- หากจะให้ดีมีคุณค่ามาก และ มีเวลาพอ ควรอ่านให้ครบทั้งสองส่วน
- แต่หากมีเวลาน้อยให้อ่านโพสต์ข้างล่างที่เป็นการสรุปคำตอบก่อนได้เลย

ต่อไปนี้เป็นโพสต์อธิบายส่วนแรก

ไงก็ระวังเข้าไว้ ไม่ว่าเขาจะอ่านหรือไม่ก็ตาม
เพราะโอกาสที่เราจะสื่อกันแบบเข้าใจตรงกันมันยากในชั้นเชิงของเวลาและวาทะกรรม
หลวงพี่ไม่ชอบทำเช่นนั้น เพราะเจตนาเราตรงนี้แค่มุ่งอธิบายผู้สงสัยในพุทธศาสนา
ไม่ได้มุ่งประเด็นสังคมอะไรมาก มันกระทบหรือพูดถึงไม่ได้มากด้วยภาวะตรงนี้

ต่อให้หลวงพี่มีความเห็นต่างจากพระเถระรุ่นก่อน หลวงพี่จะแย้ง หรือ
ไม่เห็นด้วยกับระบบการหรือวิธีการปกครองรวมถึงวิธีการสอน การแก้ปัญหาอะไรก็ตาม
ในขณะนี้รู้ตัวว่าเป็นใคร ทำได้แค่ไหน ไม่อยากให้ใจเศร้าหมองเพราะคนอื่น
พยายามรักษาจิตตนอยู่ แม้กิจที่ทำอยู่ตรงนี้ก็ใคร่คิดอยู่ตลอด
เราจะเป็นพระให้ถูกต้องมันทำไม่ได้ง่าย ยิ่งให้สังคมพึ่งได้ยิ่งหนักเข้าอีก


เรื่องสมการโครงสร้างเชิงอำนาจมันก็ขึ้นอยู่กับบทบาทหน้าที่
และความคาดหวังของสังคมนั่นละครับ เราอยู่จุดไหนของสังคมมันจะเตือนเอง
บางครั้งเราไม่ได้อยากเป็น สังคมผลักไสให้เป็นก็มี ครั้นเป็นตามนั้นบางทีมันก็ติด
นาน ๆ เข้าแกะไม่ออก ตรงส่วนนี้โยมพอมองออกน่ะ...

ฉะนั้นพระติดยศฐานันดรอะไรก็มีส่วนของสังคมภายนอกนี้ละมาก้าวก่ายด้วย
ส่วนมากอาจก็ทำหน้าที่สอน ๆ ไป ครั้นสอนดีโยมก็ติด
เราจะเห็นได้ว่าเพราะเหตุผลเหล่านี้ด้วยที่ทำให้มีความคิดแตกแยกนิกายกันไป
แทนที่จะมุ่งที่พระพุทธเจ้า ดันติดอยู่แค่หลวงพ่อ หลวงพี่ หลวงปู่ทั้งหลายก็มีเยอะครับ
หลวงพี่ไม่อยากรู้จักโยมมากก็เพราะลำบากใจตรงนี้ส่วนหนึ่ง ไม่ชอบให้โยมมาติด
ครั้นสอนไม่ดี หรือออกแนวเขวหรือรุนแรง หรือคิดต่างจากเดิมหน่อยก็โดนด่าบ้าง
ส่วนนี้ก็เป็นแบบที่บ้านเราเห็น ๆ กันอยู่

ดังนั้นในการสนทนาตรงนี้บางครั้งมันก็มีบอกกล่าวกันบ้าง "โยมต้อง...คนนี้ใครกันไม่รู้จัก ฮาาา  :30:"
เหตุผลเพื่อรวบรัดให้คำอธิบายเหตุผลให้สั้นลง บางครั้งมันก็จำเป็นต้องมี
ตรงนี้หลวงพี่ต้องการรวบรวมองค์ความรู้ก็เพื่อมุ่งเตือนสติกันไว้
ไม่ได้มีความหมายในเชิงสัญญะอะไรนัก เป็นก็แต่เพียงบริหารองค์ความรู้
เพื่อรวบรัดให้เข้าใจได้เร็ว เหมือนจะเป็นการลากโยมไปบ้างเพื่อให้ถึงเร็ว
หากเดินกับลูกมันเดินช้าแต่เรามีภาระที่ต้องทำกิจในชีวิตอยู่ก็อุ้มเลยครับ
ปล่อยให้เดินโต๋ะเต๋ะมากก็จะช้าเกิน อันไหนรวบรัดได้เราก็ควรรวบรัด
อย่างที่เคยบอกกล่าวไว้ พระมีหน้าที่แต่จะยังสติให้เกิดเท่านั้น
หากเราเตือนสติให้บุคคลทางสังคมได้ก็จักมีประโยชน์แก่ชีวิตเขา
ถ้าไม่ปรารถนาดีเรา เขาไม่ให้ยุ่งเราก็ไม่ยุ่งไม่พูดไม่ทำอยู่แล้ว

โยมเก้ออาจมองว่าเราไม่ใช่เด็ก แต่ด้วยประสบการณ์ที่เรามองผ่านมาแล้ว
หากเทียบหลวงพี่เป็นไกด์นำทางในเส้นนี้ พิจารณาเห็นส่วนไหนที่มีประโยชน์ก็จัดการให้
ส่วนไหนเว้นแล้วปลอดภัยเราก็พาไปเพราะเดินในเส้นนี้ อันนี้ก็คือบทบาทหน้าที่ด้วย
เพราะตรงส่วนนี้มันคือหน้าที่โดยตรง หากจะให้ผู้เดินทางที่ไม่รู้ไม่ชำนาญไม่ใช่ทางนำทาง
ก็อาจเสียกาล ดีไม่ดีอาจไม่ปลอดภัยกับชีวิตด้วย เรามองเห็นภัยส่วนนั้นก็เตือนสติกัน
เราก็เดินนำไปบ้างเพื่อเว้นบางส่วนที่ไม่มันเยิ่นเย้อ
ไม่ได้มองว่าโยมไม่มีความรู้อะไรเลย แต่โดยประสบการณ์และบทบาทตรงนี้
มันคือหน้าที่โดย สงคมคาดหวังก็ต้องทำ ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ได้หวังอะไร

หากแต่ทำอะไรก็ควรทำให้มันดีได้ทั้งประสิทธิผลและมีประสิทธิภาพด้วย
ประสิทธิผลมันคือสำเร็จ แต่ประสิทธิภาพมันมองในเรื่องของความคุ้มค่า
ทั้งในส่วนที่ทำและระยะเวลาปฏิบัติการจริง ยิ่งใช้เวลาได้น้อยยิ่งดี
จะได้ใช้เวลาไปทำอย่างอื่น บางประเด็นจบได้เร็วมันก็ดี
บางความสงสัยเล็ก ๆ น้อยไม่สำคัญกำจัดเสียได้มันก็ดี
ตัดความอยากรู้อยากเห็นไปบ้างมันก็ดี อย่าสงสัยสะเปะสะปะ
เวลาชีวิตมันไม่ได้แน่นอนยืนยาว เห็นหน้าตอนเช้า รู้ข่าวว่าตายตอนสายก็มี

ถามว่ามันติดพันมากับศาสนาวัฒนธรรมไหม เราต้องจำแนกว่าบทบาทหรือป่าว
ความคาดหวังทางสังคมหรือป่าว ศาสนาหรือวัฒนธรรมอาจไม่ได้เป็นต้นเหตุก็ได้
เหมือนกันเรายังเด็กเราจะไม่ฟังครูสอนเหมือนเรียนปริญญาตรีขึ้นไปก็ได้
จะเรียนรู้เองก็ได้ แต่เริ่มแรกมันก็ยังต้องทำความเข้าใจพื้นฐานก่อน
จะไปตำหนิครูว่าทำไมครูต้องแสดงบทบาทสอน ก็หน้าที่ของเขาโดยตรง
เหมือนชื้อตู้เย็นเราอาจรู้วิธีใช้ แต่บริษัทก็ต้องมีคู่มือติดมาด้วยอยู่แแล้ว
เราจะอ่านหรือไม่อ่านก็เรื่องของเรา จะไม่ปฏิบัติตามก็เรื่องของเราแล้วทีนี้
หากเราใช้ไม่ถูกวิธี หรือทำพัง บริษัทเขาก็รับประกันตามเงื่อนไขนั่นละ
เรารู้ แต่เราไม่ใช่ผู้ชำนาญ ทั้งนี้เราอาจรู้มากกว่าพนักงานที่แนะนำเราก็ได้
แต่เราก็ไม่พึงแน่ใจว่าเรารู้มากกว่าเขา เราควรฟังก่อน
เพราะมันไม่ใช่ทางของเราโดยตรง จะขัดจะแย้งในใจก็เรื่องของเราอยู่แล้ว
มันไม่ผิดอะไร พนักงานอาจอธิบายผิด แต่คู่มือเขาก็มี
นักบวชอาจสอนผิดคัมภีร์ในศาสนาเขาก็มี แต่เราอ่านไปตีความก็ได้
เราอาจตีความหรือเข้าใจอีกอย่างจากนักบวชด้วยซ้ำ อันนี้ก็มี

ดังนั้นบทบาทหน้าที่ตามโครงสร้างทางสังคมมันก็มีอยู่
จะเกิดอะไรขึ้นหากพระอาทิตย์บอกว่าวันนี้ขอพักงาน
พระจันทร์บอกว่าขอพักด้วย เวลาก็ขอหยุดหมุนได้ไหม
นกบินไปกางอากาศแล้วบอกว่าขี้เกลียดบินแล้ว
มันจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าอะไร ๆ ไม่ทำหน้าที่เหมือนที่ตนมีบทบาทอยู่

ส่วนนี้ที่หลวงพี่พยายามอยู่เสมอที่จะไม่ชี้ขาดคำพูด มันขึ้นกับประเด็นว่า
ควรชี้แนะเลยไหม หรือจะมัวแต่ตามปล่อยน้ำไปก่อน
แต่แน่นอนว่าน้ำผ่านหน้าบ้านก็ต้องจัดการบริหาร

แต่หากส่วนใหญ่โยมถามก็ออกลักษณะให้พระแสดงบทบาทนั้นอยู่แล้ว
แม้จะคาดหวังคำตอบว่าพระจะไม่แสดงออกแบบนั้น
แต่ตรงส่วนนี้ลึก ๆ ก็มี บางครั้งเราคุยกันตรงนี้อาจคิดว่าเราสองคน
แต่คนที่ดูเขาก็ดูกันอยู่ มันไม่เหมือนเรามาจับเข่าคุยกันโดยตรง
มันคือ Social network ที่สำคัญบันทึกหลักฐานไว้ได้

ตรงนี้มันคือประเด็นที่เราสนทนากันได้ จะให้สะเปะสะปะมากไปเหมือนฆราวาสทั่วไป
ก็ทำได้ โยมชอบแบบนั้นก็ได้ แต่ถามว่ามันจะมีประโยชน์มากกว่าไหม
ถ้าหากเราสามารถอธิบายให้โยมเข้าใจได้มากพอ จะให้พิมพ์สั้นก็ได้ แต่โยมจะเข้าใจไหมนั่น
เพราะหากต้องการปัญญาจากใคร เราจะมัวให้เขาโอ้เอ้อยู่มันก็ยังไงยังงั้น
หลวงพี่กับชอบฟังยาว ๆ มากกว่า แต่เมื่อเสียสละเวลามาตอบคำถามพวกนี้
จะบอกไม่ให้หลวงพี่ไม่แสดงบทบาทสอนก็ย่อมได้ เหมือนนั่งรถกับคนขับรถไม่เป็น
ไม่ให้เราผู้ขับเป็นที่รู้ทางมาขับ แต่ให้เราดูก็ได้ แต่ขอนั่งดูข้างนอก ไม่ขอนั่งด้วย
เพราะนั่งด้วยเกรงจะไม่ปลอดภัย และใช้เวลามากเกินจำเป็น ใครจะเอาชีวิตไปเสี่ยง

เรื่องการพูดคุยเรื่องความถูกผิดมันก็จริงว่าขึ้นกับว่าใครมีข้อมูลที่มีเหตุผล
แต่นั่นมันในทางวิชาการเขาก็วิเคราะห์แบบนั้น ตรงนี้เราไม่ได้เอาไปวิเคราะห์ทางวิชาการมาก
ตรงนี้คือสนทนาในหมวดปฏิบัติการ มันจึงเลยขั้นการวิเคราะห์แบบนั้นมาแล้ว
หากโยมพูดแบบนั้นก็เปรียบเหมือนโยมอยากย้อนไปที่กระบวนการกรั่นกรองตรวจสอบอีกรอบ
ซึ่งตรงนี้ไม่ผิดอะไร หากว่าเราจะย้อนแบบนั้นก็ย่อมได้ แต่ดูที่ชื่อจู๋นอล์นี้นิดหนึ่งครับ
เราสนทนากันผิดขั้นตอน กระบวนการตรวจสอบมันขึ้นกับวิจารณญาณของเรา
ฟัง ๆ ไปก่อน หากโยมอยากได้คำตอบ โยมก็ค้นหาคำตอบได้อยู่แล้ว เพราะทุกศาสนามีคัมภีร์
หากมาถามที่ความคิดของคนในศาสนาย่อมเห็นต่างบ้าง ผิดเพี้ยนไปบ้าง ก็แค่ความคิดคน

ตรงส่วนนี้ก็เพราะว่าสติปัญญาในการมองรายละเอียดของเรามันต่างกัน
คำพูดเดียวกัน เราอ่านแล้วได้อารมณ์ต่างกัน ได้ข้อคิดต่างกันไปก็มี
เพราะยังไงประสบการณ์เรามันได้รับการขัดเกลาทางจิตสังคมมาต่างกันอยู่แล้ว


แน่นอนคนในศาสนาใดก็ย่อมมีคำตอบของตนชัดเจน ข้อนี้โยมก็รู้
เราอ่านคัมภีร์หรือแม้แต่เนื้อหาเดียวกันบางครั้งก็ตีความต่างกันได้
ดังนั้นหากมุ่งที่ความคิดคนมันไม่มีจุดยืนแน่นอนตายตัว
เราหมุนไปตามลมปากหรือความคิดคนหรือป่าว อันนี้น่่าคิด
เพราะเหตุผลเชิงตรรกะมันก็ครอบงำความคิดเราอยู่
ครั้นเราจะบอกว่าไม่มีอคติกับเรื่องนั้น ๆ แน่นอนเราละไม่ได้อยู่แล้ว

คำสอนในศาสนาทุกศาสนาไม่มองหาว่าศาสดาตนสอนนั้นผิดหรอกครับ
ดังนั้นคำสอนในพระพุทธศาสนานั้นผิดได้ไหม มีที่สอนผิดได้ไหม อันนี้คิดได้
แต่พระไม่ค้นหาส่วนนั้นกัน เพราะเอาแต่สงสัยมองหาจุดผิดเราก็ไม่ได้กระทำพอดี
หาความสมบูรณ์ทั้งหมดแบบไม่ให้ใครตำหนิได้นั้นยากครับ
เรามุ่งเอาสาระที่เราจะทำประโยชน์

หากเปรียบศาสนาเหมือนรถบริการให้กับบุคคลต่าง ๆ ในสังคม
เป้าหมายปลายทางที่เราเลือก ก็ต้องเลือกเอากันเองครับ
หากเราจะขึ้นเหนือ แต่ไปตำหนิหรือขึ้นสายที่จะพาไปลงใต้
อันนี้มันก็ขัดครับ เราต้องเลือกให้เหมาะกับเป้าหมาย
ไม่ใช่ให้รถที่มาบริการปรับตามใจชอบของเรา จริงไหม....?

หากเปรียบคำสอนทางพุทธศาสนาเหมือนเรือ ที่ใช้ขี่ข้ามฝั่งน้ำคือความทุกข์
เรามัวแต่สงสัยว่าเรือที่สร้างนี่ตอกตระปูผิดรูปแบบหรือป่าว
แต่ละวัตถุมันผลิตมาถูกกระบวนการไหม ทำเรือถูกรูปแบบไหม
แบบนี้เราก็ไม่ต้องไปกันพอดีสิครับ ชีวิตมันไม่ได้ยาวนานอะไรนัก
มัวแต่สงสัยนั่งวิเคราะห์ไม่ได้ปฏิบัติมันก็จะเสียกาล
เราไม่ใช้ก็ไม่ขัด คนอื่นเขาจะใช้ประโยชน์ หากติดในโลกแห่งความสงสัยไม่สิ้น
เราก็อยู่แต่ในโลกของความคิด ส่วนมากโลกแห่งความคิดก็ไม่พ้นตรรกะวิธี
ความจริงข้อนี้พิสูจน์ได้ด้วยตัวโยมเอง ลองนั่งคิดแบบตรรกะในเรื่องใดหนึ่งสิ
รับรองทั้งชีวิตมีคำตอบให้ไม่สิ้น ทั้งนี้หลวงพี่ก็เคยลองทำ

เหมือนกันเราจะใช้สะบู่ก้อนหนึ่งเราจะต้องค้นหาความบกพร่องของมันว่า
มีส่วนผสมที่ลงตัวไหม มีองค์ประกอบสมบูรณ์หรือไม่
ตรงส่วนนี้ไม่ใช่หน้าที่เรา เป็นหน้าที่ของผู้ผลิตคิดค้นแรก
เรามาใช้ให้เกิดประโยชน์จะดีกว่า ไม่อยากใช้ยี่ห้อนี้ก็ไม่ต้องใช้ครับ
อยากพิสูจน์เราก็พิสูจน์ด้วยตนเองครับ ไปมัวถามคนอื่นทำไมกัน
เหมือนคำว่า "อิ่ม" จะให้หลวงพี่อธิบายให้ฟังก็ได้
แต่โยมจะรู้ไหมนั่นว่า "อิ่ม" ของหลวงพี่กับโยมมันคนละความรู้สึกกัน
ถ้าโยมไม่เคยทำโยมก็จินตนาการในโลกของความคิดอยู่อย่างนั้น
ทางที่ดีกินดูสิครับ จะได้รู้ว่า "อิ่ม" มันเป็นยังไง


เราจะพิสูจน์อย่างให้เกียรติแนวความคิดหรือศาสตร์ใดก็ตาม
อย่าลืมว่าเรามันภูมิเดียวกับเจ้าของความคิดหรือศาสตร์นั้นไหม
หากอยู่คนละภูมิกันเห็นจะเกิดข้อผิดพลาดในการสรุปความ
บางทีเผลอไปตำหนิวิจารณ์ อันนี้มันก็เป็นวจีกรรมไปแค่นั้น
การมองคนละมุม ยืนคนละระดับ ใส่แว่นคนละสีพวกนี้
เราจะรับรู้ได้แตกต่างกันครับ ระวังความคิดไว้
(ประโยคนี้ไม่มุ่งสอน แต่มุ่งเตือนสติกัน เพื่อป้องกันและรักษากันไม่ให้พลาด)

ลงมือทำเลยจะได้รู้ว่ามันถูกผิดบกพร่องตรงไหน
ตรงส่วนนี้เคยสนทนากันแล้ว โยมอย่าสับสนละกันว่า
วิถีพุทธส่วนมากเน้นสอนที่พระมากกว่าชีวิตแบบฆราวาส
เราใช้มีดมาตัดต้นไม้มันก็ไม่มีประสิทธิภาพ มีดเอาไว้หั่นอาหารเป็นส่วนมาก
หากใช้เลื่อย หรือขวานมาตัดมันก็จะดีมีประสิทธิภาพมากกว่า
ดังนั้นหากใช้มีดมาตัดจึงอย่าหวังมาก เพราะเราใช้ของผิดวิธี
แล้วจะไปคาดหวังประสิทธิภาพมันก็ยากละครับ

เพราะฉะนั้น ธรรมะสำหรับพระก็จะถูกสอนอีกแบบ ต่อโยมก็จัดให้อีกแบบตามเป้าหมายชีวิต
หากโยมจะไปตีความสะเปะสะปะมันก็เขวกัน ครั้นมาวิจารณ์มันก็สร้างวจีกรรม
โยมเก้อถามพระยิ้ม พระยิ้มก็ตอบให้ได้ในระดับหนึ่ง ไม่ตอบทั้งหมด
หากพอจะให้มาวิจารณ์ความคิดใครนั้นหลวงพี่ว่า
มันไม่กระทบแค่บุคคล หากมีคนในศาสนาอื่นอาจจะมองว่า
พระในพุทธศาสนาไม่รู้เรื่องอะไรพวกนี้เลย ไม่มีกฎเกณฑ์หลักการอะไร
ที่สำคัญนอกจากตำหนิสถาบันแล้วเล่นประเทศเลยก็มี
เราจึงต้องระวังในการแสดงความคิดให้กับสังคม
เพื่อจะได้ไม่ต้องกล่าวคำว่า "ถ้าไม่ยกยอก็อย่าย่ำยี ไม่ปราณีก็อย่าระราน"

รู้ว่าโยมเก้อจำแนกว่านี่คือความคิดพระยิ้ม แต่คนที่เขาไม่ชอบเราก็อาจมี
เราจึงไม่คิดว่าคนอื่นจะชอบเราหมด อารมณ์มนุษย์ชอบก็ยกยอ
ไม่ชอบนิ่งไว้ก็มี หรือรุกรานไปถึงอาฆาตก็มี บางทีเราไม่รู้ด้วยซ้ำ

เพราะฉะนั้นจุดอ่อนบางเรื่องมันมี เราก็ต้องระวัง
โดยส่วนตัวจึงไม่หวังว่าจะให้ใครต้องกราบ ต้องไหว้ ไม่อยากไหว้ก็ไม่ต้องไหว้ครับ
แม้พระพุทธองค์ก็เคยมีให้รู้อยู่ เพราะวิถีฆราวาสมันก็ต่่างกับพระอยู่แล้ว
หากเขาคิดว่่าเรายังไม่มีคุณค่าหรือคุณสมบัติพอที่เขาจะกราบไหว้ได้ ก็ไม่ต้อง
ตรงส่วนนี้ยืนหยัดในใจมาตลอดตั้งแต่เป็นเณร จึงไม่คาดหวังอยู่แล้ว
เป้าหมายการบวชนี้ไม่ใช่เพื่อให้ใครมากราบมาไหว้หรือถวายสักการะอะไร
สิ่งเหล่านี้แค่เปลือกนอกของพุทธศาสนา หาใช่สาระเป้าหมายแท้จริงไม่

เพียงแต่ตรงส่วนนี้สังคมคาดหวัง ไม่ใช่หลวงพี่แน่นอน พระรูปอื่นอาจเป็น
แต่ทั้งนี้ก็เพราะแนวความคิดมันต่างกัน ขึ้นกับใครจะมุ่งเป้าหมายการบวชเพื่ออะไร
ตรงนี้ไม่อยากแตะมาก ตัวอย่างเช่นโยมอยู่ในพิธีทุกคนกราบกันหมด
โยมไม่อยากกราบหลวงพี่ก็ไม่ได้ว่าอะไร พระบวชใหม่เขาไม่รู้ก็อาจกล่าวว่า
แต่แน่นอนภาวะกดดันทางสังคมมันมี หากโยมไม่กราบก็เกรงใจสายตามหาชน
ทั้งนี้ก็โยมเองนั่นแหละที่อยากดูดีในสายตาคนอื่นเอง หลวงพี่ไม่หวังอะไรจากใคร
ศาสนากลายเป็นเหยื่อทางสังคมก็มีครับ มันแตกต่างที่เป้าหมายของเรา


เป้าหมายของการบวชหลวงพี่นี้ไม่ใช่เพื่อให้ใครมากราบไหว้หรือให้สิ่งของอะไร
และตรงส่วนนี้ยังอยู่ในกระบวนการขัดเกลาทางสังคมสู่ความเป็นพระอยู่
จึงยังต้องเรียน ซึ่งบ้านเรายังไม่มีระบบการจัดการศึกษาที่ดีและมุ่งตรงอย่างมีหลักการ
ส่วนมากเมื่อบวชก็แล้วแต่ใครอยากทำอะไรมากกว่า
มันก็ถูกที่มหาสรพศจะกล่าวว่าภาวะผู้นำของพระเถระทางบ้านเราไม่ถึง
แต่อย่าเอาเกณฑ์ทางสังคมหนึ่งมาวัฒนธรรมหนึ่งศาสนาหนึ่งที่เราเห็นว่า
มันแตกต่างกันชัดเจนในวิถีการปฏิบัติมาเปรียบเทียบกัน

ศาสนาที่พอจะเอาเปรียบเทียบกันได้แบบใกล้เคียงกันมากกว่านี้ก็มี
แต่บ้านเรามันก็พัฒนามาอีกแบบอยู่ดี

ดังนั้นส่วนตัวคิดไม่เหมือนพระที่โยมรู้จักอยู่แล้ว
เพราะอุดมการณ์และปณิธานของชีวิตเราต่างกัน
ยิ่งพระแถบนี้คิดห่างกันไกล แค่นี้ชีวิตก็ลำบากอยู่แล้ว
อย่าให้หลวงพี่คิดและรับผิดชอบชีวิตได้ลำบากมากกว่านี้เลย
ระบบการศึกษา ระบบการปกครอง รูปแบบวิธีการสอน การคิด
หรือแม้แต่โครงสร้างพระ อันนี้เหนื่อยใจสุดแล้ว

ตรงนี้(ชอบใช้คำนี้แทนตัวเองมาก)ขอรับผิดชอบตนเองก่อน
เพราะไม่มีใครจัดการเป็นแนวทางให้ กว่าจะรู้ว่าเขวจากเป้าหมายก็ช้าไปหน่อย
ช่วงเวลานี้เหมือนพักสนทนาระหว่างทางเดินสู่เป้าหมายกับคนระหว่างทาง
ทั้งที่จริงพระควรจัดการระบบการศึกษาได้มากกว่านี้
แม้สำนักปฏิบัติก็กระจายไป แต่มองไม่เห็นระบบการจัดการที่ดี
เอาล่ะไม่พูดมากมันเสี่ยงมากเกินไป

ยังไงหากมองการกราบไหว้ในสายตาคนทั่วไปก็อาจคิดแบบโยมเก้อได้
แต่อย่าลืมว่าไม่ใช่เป้าหมายสูงสุดของพระในพุทธศาสนาแน่นอน
ตรงนี้หากพิจารณาจริงมันก็มาจากกระบวนการ Socialization ด้วย
เกิดเป็นชาวพุทธต้องทำงี้ ๆ สังคมมันถ่ายทอดกันมาแบบนั้นเอง
บางครั้งผิดขัดกับคำสอนก็มี เราถูกขัดเกลาทางจิตสังคมแบบนี้กัน
ก็ตั้งแต่เด็กด้วยซ้ำ เราไม่รู้ว่าทำไมต้องทำ แต่สังคมเห็นว่าดีงามเราก็ทำ
ไปขัดกับสังคมมันก็ยากหน่อย บางครั้งเราก็ต้องยอมทำตามบ้าง

การกราบไหว้เป็นก็แต่เพียงสัญญะเบื้องต้นไม่ใช่ทั้งหมด มันไม่ใช่อุปสรรค
มันเป็นแค่ Symbolic Interaction ทางสังคม ที่ไม่ใช่แค่ในมุมของศาสนา
ซึ่งผู้คนส่วนมากในสังคมบ้านเราเห็นว่าดีงามที่เราจะกระทำหรือปฏิบัติต่อกัน

แต่หากมองด้านพุทธศาสนาแล้ว มีการจำแนกแยกแยะด้วยเช่นกัน
ท่านกล่าวว่าการบูชาผู้ควรบูชา กราบไหว้ผู้ควรกราบไหวเป็นมงคล
หมายถึงดีที่สุด ไม่ใช่ไหว้สะเปะสะปะไปทั่วเหมือนที่เราเห็นในบ้านเมืองเรา
เราไม่เคารพไม่ศรัทธาก็ไม่ต้องไหว้ พูดไม่เป็นธรรมก็ไม่ควรไหว้

ทั้งนี้การไหว้ก็มีการจำแนกด้วยว่าไหว้ในเหตุผลใด
ส่วนมากไหว้เพราะเห็นว่าอายุมากกว่าเราแสดงถึงให้เกียรติตามเหมาะสม
เรียกว่า มีวัยวุฒิ หรือไหว้เพราะเห็นว่ามีบุญคุณแก่ผู้อื่น เรียกว่า มีคุณวุฒิ
ไม่ใช่ไหว้ไปแบบมั่ว ๆ มีการจำแนกแยกแยะปฏิบัติไม่สะเปะสะปะกราบไหว้
เหมือนที่โยมเก้อเห็นในสังคมปัจจุบัน แต่หากอยากทำใครจะห้ามได้

ถามเราสอนให้คนอ่อนน้อมเลยกลายเป็นทำให้คนไม่มีภาวะผู้นำไหม
ตอบว่าไม่ใช่ครับ ยิ่งสูงส่งแต่นอบน้อมยิ่งได้รับการยกย่องทางสังคม
บางคนไม่เก่งอะไร แต่นอบน้อมไปเจริญก้าวหน้าในสังคมก็มี
แต่มันก็อยู่ไม่ได้นานถ้าไม่มีความรู้ ที่สำคัญถ้าไม่ดีก็อยู่ไม่ได้เช่นกัน
เราสอนให้คนกล้าแสดงออกไม่ให้เกลียด แต่กล้าแสดงออกในสิ่งที่ดีอย่างเหมาะสม
ไม่ใช่จะสอนให้เก่งกล้าแต่ยิ่งยโสโอหังมมังการ
แต่คนไม่ถือปฏิบัติจะมาตำหนิศาสนาก็จะควรไหม

พุทธศาสนาจึงไม่มุ่งคาดคั้นให้โยมทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ
แต่หากอยากทำ มาถามเรา เราก็ให้สติโยมว่าให้ทำในสิ่งที่ควรทำ
ทีนี้สิ่งควรทำมีอะไรบ้างก็ว่ากล่าวเตือนสติกันไป ไม่ใช่ให้มาติดอยู่ที่ตัวบุคคล
เราไม่ได้หวังให้มาติดเรา หรือไม่หวังลาภสักการะสิ่งมีค่าจากสังคม

อย่างศีลห้านี่ก็ชาวพุทธเองมาถาม มาขอศีล ไม่ใช่พระจะไปบังคับ
แต่ีคนพุทธเองนั่นละเห็นประโยชน์จากการเตือนสติของเรา
ทีนี้โยมก็อยากมีข้อปฏิบัติบ้าง เพื่อให้ตนมั่นใจว่าตนปฏิบัติตามคำสอนของศาสนา
พระก็จึงว่ากล่าวให้สติแก่สังคม ไม่ใช่อยู่ดี ๆ พระจะจับไมค์ขึ้นเวทีไปพูด
อันนั้นไม่ใช่วิถีพระแล้ว อยู่ดี ๆ จะมาโพสต์พูดกล่าวนั่นนี่

ทุกการกระทำของผู้มีสติและปรารถนาดีต่อสังคมก็ต้องเหตุสมผล
อย่างหลวงพี่ก็ไม่ใช่อยู่ดี ๆ จะมาโพสต์ข้อความพวกนี้
เคยปฏิเสธโยมร่มไทรกับโยมแอนไว้ก่อนหน้าแล้ว
แต่เมื่อมีโยมคนอื่นกล่าวถึงบ้างก็จึงโพสต์ไว้ให้
ทั้งนี้ความอยากดัง หรืออะไรนั่นไม่ใช่ประเด็นเลย
เพราะไม่ต้องการอยู่แล้ว แต่เราคิดว่าหากเรามีประโยชน์
หรือให้ข้อคิด ให้สติแก่บุคคลในสังคมได้บ้าง
เห็นเป็นสิ่งควรทำก็จึงทำ ทั้งนี้ก็ไม่ได้แน่ใจอะไรกับข้อนี้นัก

แต่บทบาทที่มีอยู่ก็ชัดเจน ไม่ชอบทำให้ตนเองเหนื่อยอยู่แล้ว
โดยธรรมชาติเราก็อยากทำอะไรง่าย ๆ มีความสุข
เพราะบางทีเราจมดิ่งกับความสุขมากเกินไปก็อาจพลั้งต่อประโยชน์
อันนี้ก็เตือน ๆ สติกันไว้ เหมือนนั่งฟังเพลงเพลิน ๆ
ข้าศึกมาก็จะมานั่งฟังเพลงอยู่อันนี้ก็ไม่เหมาะ

พุทธศาสนาเปรียบคนในการสอนไว้เหมือนบัวสี่เหล่า
ถามว่าพระพุทธเจ้าต้องไปโปรดหมดไหม ตอบว่าไม่
ถ้าพิจารณาดูจะเห็นได้ว่าจะทรงสอนเฉพาะส่องเหล่าบน
นอกนั้นไม่มุ่งเน้นอะไรนัก เพราะเขาไม่พร้อม

กิจอันไหนดี เหมาะสมกับวาระเราก็ลงมือทำ
กิจอันไหนดี ไม่เหมาะสมกับวาระก็เว้นก่อน
กิจอันไหนไม่ดี เหมาะสมกับวาระเราก็ไม่ทำ
กิจอันไหนไม่ดี ไม่เหมาะสมกับวาระเราก็ยิ่งไม่ทำเลย

เผลอตอบยาวลืมมองนาฬีโมง
ดึกไปล่ะ โพสต์ตอนเช้าละกัน...
ว่าจะโพสต์เช้า ไง wi. ไม่มาซะงั้น  :05:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Alsmile:D เมื่อ 14 พ.ย. 2011, 16:29 น.
ส่วนนี้เป็นโพสต์ส่วนที่สองเพื่อสรุปเนื้อความประเด็นทั้งหมด

สรุปคือ
โดยบทบาทหน้าที่ โดยสถานภาพทางสังคม รวมถึงเพศภาวะแล้ว
และการไตร่ตรองรอบคอบแล้วมองเห็นข้อบกพร่องอันจะเกิดขึ้นได้
เราก็ยังต้องว่ากล่าวกันตามโครงสร้างทางสังคม
ข้อนี้กระทำยากอยู่หากจะให้ครูไปเล่นกับศิษย์ หรืออะไรก็ตาม
แต่หากจะมองเป็นสัญญะทางอำนาจอันนี้ก็มองได้ ไม่ว่ากัน
แต่เจตนาในที่นี้ไม่ได้มุ่งตรงนั้น ไม่ได้มุ่งหวัง จะไม่กระทำได้
เพียงแต่ปฏิบัติตามโครงสร้างบทบาทหน้าที่ทางสังคม
จู๋นอล์นี้ก็บ่งบอกลักษณะชัดเจนอยู่แล้วว่าเพื่ออะไร อย่างไรโดยใคร

ในพระพุทธศาสนานั้นเราไม่กล่าวโดยปราศจากเหตุผล หรือหลักคิดวิธีการ
ครั้นมัวมองหาจับจ้องแต่จะเอาเหตุผลทุกสิ่งจากการกระทำ
เราก็เหมือนกับหาข้ออ้างหรือข้อแก้ตัวไปให้กับการกระทำตนเอง
หากจะหมุนตามเหตุผลบางครั้งมันก็หมุนตามลมปาก อารมณ์ ความคิด
เพราะฉะนั้น บางครั้งเหตุผลมันมีแต่เราเว้นไว้ที่จะใส่ใจในทุกรายละเอียด
หรือต่อประเด็นแยกย่อย ไปให้ความสนใจในประเด็นส่วนที่สำคัญมากกว่า
ความสงสัยมันดี แต่ควรเก็บไว้สงสัยในสิ่งที่ควรสงสัยดีกว่า
อย่าคาดคั้นจะเอาแต่เหตุผลมากเกินไป บางครั้งในชีวิตเราไม่ต้องใช้เหตุผลก็มี
แต่หากจะให้เอาเหตุผลในรายละเอียดลงไปก็ได้
ซึ่งความจริงเหล่านี้มันมีอยู่แล้วหากไตร่ตรองดี ๆ เช่นในกรณีนี้

- เราใช้คำว่า "ต้อง"
๑. เพื่อรวบรัดประเด็นให้กระซับเวลา-สาระ ให้เอื้อเฟื้อกิจอื่นที่ยังไม่ได้ทำ
๒. เพื่อเน้นย้ำเตือนสติกันว่าตรงนี้ควรจดจำ ควรตระหนักรู้ จะได้ไม่พลาด
ไม่ใช่มุ่งชี้สอนแบบเด็ดขาดทุกประเด็นแต่ประการใด ต้องจำแนกแยกแยะ
จะเกิดประโยชน์ได้มันก็เป็นของผู้กระทำ ไม่กระทำก็ไม่มีใครว่า
แต่ตรงส่วนนี้เราคิดว่าเราให้สติ ป้องกันและรักษากันได้ จึงกล่าวเช่นนั้น

- การกราบไห้ว
๑. เป็น Symbolic Interaction ทางสังคมที่ไม่ใช่แค่มุมมองทางศาสนาเท่านั้น
๒. ทางพุทธนั้นสอนให้มีการจำแนกแยกแยะ ไม่ได้ให้กราบไหว้แบบสะเปะสะปะไร้สาระวิธีการ

อันที่จริงศาสตร์ทุกศาสตร์ล้วนมีจุดเด่นและจุดด้อยแตกต่างกัน
ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับผู้จะนำไปใช้ว่าต้องการคำตอบ เพื่อเป้าหมายใด หรือวิธีการไหน
เพราะศาสตร์แต่ละศาสตร์ถูกพัฒนามาเพื่อบรรลุเป้าหมายและมีวัตถุประสงค์แตกต่างกัน
กระบวนการของแต่ละศาสตร์จึงแตกต่างกัน และมีเอกลักษณ์เฉพาะอยู่ในตัว

หากเราจะใช้เกณฑ์ของศาสตร์หนึ่งมาตรวจสอบอีกศาสตร์หนึ่งนั้นเห็นจะไม่เหมาะสม
เราควรเลือกที่จะนำศาสตร์ที่เราต้องการไปใช้ให้เกิดประโยชน์เหมาะสมกับเป้าหมายที่เราปรารถนา
อย่ามัวไปมุ่งที่วิธีการตรวจสอบควบคุมแบบรวบหัวรวบหางโดยไม่เจตนาไม่ให้เกียรติศาสตร์ใด ๆ
ศาสตร์ทุกศาสตร์มีวิธีใช้ มีวิธีปฏิบัติ เพื่อบรรลุเป้าหมายตามลำดับของศาสตร์นั้น ๆ

ทั้งนี้เราจึงไม่ควรใช้ความคิดตนไปปรุงแต่งศาสนาให้เป็นโน่นนี่นั่นตามใจชอบ
จนลืมประเด็นไปว่า ศาสนามีไว้เพื่ออะไร มีเป้าหมายเพื่ออะไร อย่างใด วิธีไหน
เราจะพัฒนาศาสตร์เป็นของตนเองก็พัฒนาและสร้างมันขึ้นมาเอง
แต่ไม่ควรไปก้าวก่ายศาสตร์อื่นที่มีอยู่ก่อนหรืออ้างมาเป็นของตนโดยไม่ให้เกียรติ
หากคิดว่าตนจักมีสติปัญญาสามารถกระทำเองได้ก็กระทำไป แต่อย่าไปทำให้ศาสตร์อื่นเสียหาย
เราไม่ใช้ก็หลีกทางไป แต่อย่าไปขัดขวางหรือทำลายให้คนที่เขาเห็นประโยชน์สำคัญได้เจ็บปวดใจ

ไม่มีศาสตร์ไหนถูกหรือผิดทั้งหมด มีแต่ศาสตร์ไหนเหมาะสมที่สุดกับการตอบโจทย์นั้น ๆ
แม้พุทธศาสตร์ หรือวิทยาศาสตร์เอง ก็พัฒนามาเพื่อวัตถุประสงค์เป้าหมายต่างกัน
การเอากรอบแนวคิด หรือกฎเกณฑ์ของอีกศาสตร์หนึ่งไปพิจารณาอีกศาสตร์ ไม่ถูกต้องแน่

องค์ความรู้สามารถแซร์กันได้ แต่ควรให้เกียรติแบบนักปราชญ์ทั้งหลายเขากระทำต่อกันอย่างสมศักดิ์ศรี
เราไม่ใช้วิธีแบบนักคิดธรรมดา ๆ ที่ไม่ได้คิดให้รอบคอบ แต่ไม่ให้เกียรติกันตามความเหมาะสม
ทั้งนี้เราไม่ได้ทวงเกียรติศักดิ์ศรีอะไร แต่มันก็คือวิถีที่ปราชญ์ทั้งหลายเขากระทำกันมาและเราเห็นว่าดีแล้ว
สิ่งสำคัญที่สุดยังไงก็คือการมีสติ แล้วใช้ปัญญาเพื่อจำแนกแยกแยะความเหมาะสมในการนำไปใช้อย่างไม่ประมาท

เจริญพร
พระยิ้ม สักขีธัมมิกะ.
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: เก้อ เมื่อ 14 พ.ย. 2011, 16:33 น.
ยังอ่านไม่จบนะครับ จะบอกว่า
ผมสำลักกาแฟก๊ากออกมาตรงมุก โยมต้อง นี่แหละ :30:

แว้บไปอ่านต่อครับ :46:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: ณต เมื่อ 14 พ.ย. 2011, 18:50 น.
ตรงนี้ผมสนใจเรื่องของกระบวนการขัดเกลานะครับ
ผมว่าทุกศาสนาจะมีเรื่องของกระบวนการนี้อยู่ทุกศาสนา
วิธีการและรายละเอียดก็อาจจะแตกต่างกันไป
ขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมและสังคม

กระบวนการขัดเกลาตรงนี้
ผมว่าเป็นจุดนึงที่นักสังคมวิทยามักจะเข้าไปไม่ถึงอย่างถ่องแท้
เนื่องจากมันเป็นเรื่องของปัจเจกบุคคลและความเชี่ยวชาญ
ถึงแม้ว่านักสังคมวิทยาหรือนักปรัชญา
จะสามารถบอกว่าจะมีกระบวนการอะไรบ้าง
ลำพังแค่การเรียนรู้ผ่านอายตนะภายนอก
เช่น รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส
เข้ามากระทบกับอายตนะภายในนั่นคือ หู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ
หรือที่เราเรียกกันว่า ประจักษประมาณนั้น
ระหว่างผู้ที่ผ่านการขัดเกลา
กับผู้ที่ไม่ได้ผ่านการขัดเกลา
ผมเชื่อว่าการเรียนรู้และการเข้าถึงก็ต่างกันแน่นอน
เหมือนกับ เราดูคนวาดรูป กับเราวาดเองมันก็ต่างกัน

ถึงแม้คนดูจะสามารถจับกระบวนการวาดรูปได้
ว่าจะต้องมีการผสมสี การลงสี
แต่การฝึกฝนด้วยตัวเองย่อมให้การเรียนรู้ที่แตกต่าง

ตรงนี้มุมมองจากนักสังคมวิทยาเขาอาจจะมองว่า
ศาสนามุ่งแต่การรับใช้ปัจเจกบุคคล
แต่ส่วนตัวผมมองว่า สังคมก็ประกอบไปด้วยตัวบุคคลไม่ใช่หรือ
การที่เราจะขัดเกลาสังคม มันก็ควรเริ่มจากการขัดเกลาตัวบุคคลก่อน
ผมว่าตรงนี้แหละ ที่ศาสนารับใช้สังคมส่วนนึงล่ะ

อยากฟังความเห็นแลกเปลี่ยนในประเด็นนี้เพิ่มเติมจากหลายๆ ท่านนะครับ  :46:


ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: เก้อ เมื่อ 14 พ.ย. 2011, 19:05 น.
ผมว่าในมุมของสังคมวิทยาก็เข้าใจอยู่แล้วนะครับว่า
ศาสนาเป็น"ส่วนหนึ่ง"ของสังคม

ส่วนเรื่องความเข้าใจที่พ้นมิติที่เราจะมาอธิบายกันได้นั้น
อย่างที่เปรียบเรื่องคนวาดรูป-คนดูคนวาดรูป ข้อนี้ผมเข้าใจ
และยอมรับเสมอนะครับ ว่ามันมีความเป็นไปได้มากมายที่เราไม่อาจเข้าใจได้
ถ้าหากเราไม่ปฏิบัติหรือขัดเกลาตามวิถีทางนั้นๆ

คือผมยอมรับได้ใน"ระดับหนึ่ง"ว่า มันมีสิ่งต่างๆมากมายที่มนุษย์ยังไม่มีเครื่องมือที่จะเข้าใจ
สิ่งนี้ผมนึกถึงคำของนักบวชคาร์เมอเลโญในเรื่องเทวากับซาตานที่บอกว่า
" วิทยาศาสตร์และศาสนามิใช่ศัตรูกัน หากทว่าวิทยาศาสตร์นั้นเพียงอ่อนเยาว์เกินกว่าจะเข้าใจ "
เพียงแต่การนำบางสิ่งบางอย่างไปใช้ในระดับสังคมวงกว้าง
เราก็ทำได้เพียงรับเอาหลักการที่มาจากเครื่องมือและความสามารถของมนุษย์ปัจจุบัน
จะสามารถใช้ได้เพื่อเข้าถึงความจริง"เท่าที่จะทำได้" ที่เราเรียกกันว่าวิทยาศาสตร์ไปพลางๆก่อน

อ่านของหลวงพี่ทั้งหมดแล้ว เข้าใจตามนั้นทุกประการครับ
สงสัยเรื่องเดียวว่า หลวงพี่พูดถึงการให้เกียรติในท้ายโพสมา 2 ครั้ง
สงสัยว่าหลวงพี่ยกประเด็นนี้ขึ้นมาด้วยเหตุอะไร งงครับ :46:

ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: ณัฏฐ์ เมื่อ 14 พ.ย. 2011, 19:14 น.
แปะไว้ก่อนขอเวลาอ่านตั้งแต่หน้าแรกสองวันนะครับ :05:
จะข้ามเลยก็กลัวถามซ้ำ :30:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 14 พ.ย. 2011, 19:22 น.
เรื่องกระบวนการขัดเกลาทางจิตสังคมนี้
หลวงพี่ก็เพิ่งมองออกว่ามันเป็นขั้นตอนอย่างไร
ก็ตอนมาเรียนวิชาสังคมวิทยานี้ จึงศึกษาเพิ่มเติม
ที่จริงคิดจะเขียนหนังสือพวกนี้อยู่มาก
เพราะคนที่เขาเขียนส่วนใหญ่ไม่ใช่พระมาเขียนในประเด็นศาสนาก็ยาก
ครั้นพระเขียนเองก็อธิบายไม่ได้มากตามที่หลวงพี่รับรู้และผ่านกระบวนนั้นมาบ้าง
สิ่งนี้ยังอยู่ในแค่ระดับความคิดว่าจะเขียน
ยังไม่ได้ลงมือเขียนเลย  :30:

เรื่องรายละเอียดนี้ยังต้องร่ายกันยาวและใช้เวลานานอยู่ครับ
เพราะพูดสั้น ๆ มองไม่เห็นภาพและไม่ครอบคุมประเด็นต่าง ๆ ได้ทั้งหมด
หลวงพี่จึงไม่ได้มองศาสนาในแง่การเรียนรู้ผ่านอายตนะภายนอกเท่านั้น
เพราะสิ่งที่กล่าวแบบนั้นมันเป็นนามธรรมมากอยู่
ครั้นโยมสนใจก็ทำความเข้าใจตรงนี้ได้ยากอีก
ต้องพยายามกันมากอีกเพราะไม่ได้อยู่ในวิถีเดียวกันครับ


เข้าใจไม่ต่างกันว่า สังคมก็ประกอบไปด้วยตัวบุคคล
การที่เราจะขัดเกลาสังคม มันก็ควรเริ่มจากการขัดเกลาตัวบุคคลก่อน
ตรงนี้ที่เรียกว่าศาสนาเอื้อประโยชน์ให้กับสังคมส่วนนึง
แต่ไม่ทั้งหมด ทำได้เพียงส่วนเดียว เพราะเป้าหมายชีวิตมันคนละวิถีครับ

เอาล่ะยังไม่อยากโพสต์ประเด็นนี้มากนัก
ขอให้ท่านอื่นแสดงความคิดเห็นกันต่อได้เลยครับ


อ้างคำพูดจาก: เก้อ เมื่อ 14 พ.ย. 2011, 19:05 น.
อ่านของหลวงพี่ทั้งหมดแล้ว เข้าใจตามนั้นทุกประการครับ
สงสัยเรื่องเดียวว่า หลวงพี่พูดถึงการให้เกียรติในท้ายโพสมา 2 ครั้ง
สงสัยว่าหลวงพี่ยกประเด็นนี้ขึ้นมาด้วยเหตุอะไร งงครับ :46:

ไม่มีอะไรมาก แค่อยากยกประเด็นให้มันหนักแน่นมีหลักการให้มากขึ้น
เป็นการให้สติให้สัญญาณกันไม่ให้สะเปะสะปะ จนมองข้ามจากประเด็นอื่น ๆ ไป
เพื่อยกระดับการสนทนาระหว่างเราให้ขึ้นไปอีกระดับหนึ่งเท่านั้น
(สงสัยจะเน้นมากไปมั๊ง ลืมตรวจทาน  :30: อโหสิครับ)

:52:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 14 พ.ย. 2011, 20:58 น.
โยมเก้อนี่ถือว่าเก็บรายละเอียดเก่งจริง ๆ  :12:
แสดงว่าผลงานที่ทำอะไรนี้ต้องออกมาแล้วน่าภูมิใจมากแน่เลย

อันที่จริงการกล่าวตอบในประเด็นเหล่านี้ที่โยมเก้อถาม
หลวงพี่ก็ยังรู้สึกเหมือนเดิมว่ามันเป็นประเด็นที่พระในพุทธศาสนาไม่ควรมุ่งตอบ

แต่เห็นโยมเก้อมีความใฝ่ใส่ใจในประเด็นนี้
จึงสละเวลาตอบให้ หวังว่าจะคลายความสงสัยและให้คำตอบโยมเก้อได้บ้าง
แต่ก็อย่างที่บอกมันไม่ได้มาก เพราะมันคนละวิถีทาง จุดเน้นและเป้าหมายต่างกัน

ครั้นสมัยพุทธกาลหากย้อนไปศึกษาดูจะพบว่ามีประเด็นที่ถูกถามเยอะมาก
ประเด็นคำถามนี้เด็ด ๆ มาก อ่านแล้วคิดว่าโดนสุด ๆ ภาษาวัยรุ่นเรียกจ๊าบบ๊ะสุด ๆ
มีนักคิดทางสังคมมาถามมากมาย บางครั้งมีเจ้าของลัทธิแอบมานั่งฟังธรรมด้วย
แต่เขาก็ไม่ได้มุ่งมานำความรู้ตรงนั้นไปปฏิบัติตาม เพียงอยากรู้แนวความคิดเฉย ๆ
จบแล้วก็มาไตร่ตรองตรวจสอบความตรงกัน ครั้นเห็นแย้งกันก็ถามกลับไปแบบนี้ไม่สิ้น
(จะเห็นตัวอย่างได้ในสมัยต่อมาในเรื่องมิลินทปัญหา พระยามิลินทร์ ถามคำถามพระนาคเสนได้แบบกวนมาก)

ดังนั้นพระพุทธองค์จึงไม่ทรงตอบคำถามประเภทลักษณะนี้
เพราะมองเห็นว่าเป็นประเด็นยืดยาว ไม่มุ่งที่นักคิดทางสังคม
เพราะเขามีเป้าหมายปิดตายไว้ที่สังคม ไม่ได้หวังเป้าหมายทางธรรมอันเป็นเป้าหมายในทางพระพุทธศาสนา
เพราะเขาไม่หวังจะใช้ชีวิตในวิถีทางที่ต้องกระทำในวิถีที่พระเราเป็นอยู่
และทั้งนี้เพราะศาสนาไม่ได้อยู่แต่ในระดับนักคิดหรือแนวความคิดเท่านั้น
แต่เน้นไปที่กระบวนการปฏิบัติสู่พฤติกรรมภายนอกด้วย
ทั้งนี้สำหรับแนวความคิดของนักคิด จะมีคนปฏิบัติตามก็ได้ไม่ตามก็ได้
เพราะไม่ได้มีสาวกเชิงปฏิบัติ บางทีถือว่าจบสิ้นความสงสัยก็พอ
อันนี้คนในบุคคลศาสนาพุทธทางบ้านเมืองเราก็มีเยอะครับ ไม่ใช่ไม่มี
(ไม่เน้นกล่าวโยมน่ะ กล่าวถึงพวกพระมหานี่ละ) แต่ทั้งนี้เป็นแต่ความเข้าใจส่วนบุคคล
ในสมัยพุทธกาลก็มีเรียกว่าพระใบลานเปล่า รู้หมดวิถีปฏิบัติ แบบไหนได้
แต่ไม่ได้บรรลุอะไร สอนลูกศิษย์นี่บรรลุก็มาก แต่ตนเองนี่ไม่ได้ปฏิบัติอะไร
ตรงนี้หลวงพี่ไม่อยากกล่าวให้มาก (แต่มันก็มากมาแล้วน่ะ  :21:)

ครั่นเอาสาระธรรม

"พุทธศาสนาไม่ใช่ศาสนาที่อาศัยแต่ความเชื่อแล้วจะสำเร็จผลดลบันดาลอะไรให้ใครได้เลย
ในขณะเดียวกันนอกจากจะไม่ใช่ศาสนาที่อยู่ในระดับของลัทธิความเชื่อแล้ว
ก็ไม่ได้อยู่แค่ในระดับนักคิดไตร่ตรองให้หายสิ้นความสงสัยเท่านั้นแล้วจะบรรลุธรรมได้เลย
แต่พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่ลงรายละเอียดลึกซึ้งในการปฏิบัติขัดเกลาพฤติกรรมทั้งภายในและภายนอก
ที่สังเกตเห็นได้และสังเกตเห็นไม่ได้ด้วยตาเปล่าเท่านั้น ทั้งนี้เนื้อความนี้ก็ไม่ได้กล่าวถึงพุทธศาสนาในแบบที่
เกินจริงให้คุณจินตนาการแบบปาฏิหาริย์ในเชิงไสยศาสตร์แบบนั้นก็หามีไม่
ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้ให้คุณจินตนาการไปเองว่าเท่าเทียมหรือตรงกับหลักวิทยาศาสตร์
เพราะวิถีทางและเป้าหมายของพุทธศาสตร์ถูกพัฒนามาเพื่อเป้าหมายที่แตกต่างจากวิถีทางและเป้าหมายของวิทยาศาสตร์
ศาสตร์ทุกศาสตร์จึงมีวิถีทางและเป้าหมาย รวมไปถึงรายละเอียดสู่การปฏิบัติที่แตกต่างกัน
ผู้เห็นประโยชน์จึงควรพิจารณาประจักษ์ด้วยตนเอง มากกว่าคำบอกเล่าของผู้อื่น"

ต่อประเด็นครับ

แต่ตรงนี้สังคมเปลี่ยน ยุคสมัยเปลี่ยน แนวความคิดอาจเปลี่ยนตาม
แต่โดยส่วนตัวมองว่าไม่มากหรือแตกต่างจากสมัยพุทธกาลเท่าไหรนัก
ทั้งที่มิติเวลามันต่างกัน รูปแบบการปกครองมันต่างกัน
รวมถึงวิทยาการหรือองค์ความรู้ทางโลกได้รับการพัฒนาขึ้นมาก็มากแล้ว
แต่ประเด็นทางสังคมก็ยังมีให้ตอบได้ไม่จบสิ้นสงสัยได้อยู่อย่างนี้ไป

วิทยาการทางโลกเริ่มพัฒนามาในยุคสตวรรษ 18 เป็นต้นมา อันนี้ถูกไหม?
แต่ก็ยังมุ่งตามมาศึกษาวิเคราะห์แนวคิดทางศาสนา
ทั้งที่เขาควรพัฒนาไปในวิถีทางของตน
อันนี้หากลองมองแย้งดูนะ หากว่าเราจะมุ่งแยกวิถีศาสนาออกจากสังคม
พูดตามแนวคิดของนักสังคมวิทยา แต่ไง๋มาแขะกับวิถีทางศาสนา อันนี้ก็มีบ้าง
ทั้งนี้มันแน่อยู่ว่าเขารู้ว่าคนละวิถี คนละเป้าหมาย
ท้ายที่สุดก็มาแนบศาสนาไว้เหมือนภาคผนวกทางสังคม
ว่าเป็นส่วนหนึ่งที่อยู่ในโครงสร้างทางสังคม

อันนี้หลวงพี่ชวนให้เราพากันมองดูอีกทีแบบไม่มีอคติดูซิว่า
เป็นการแย่งบทบาททางสังคมของศาสตร์หรือวิทยาการทางนี้หรือปล่าว
เพราะรู้อยู่ว่าไม่ใช่วิถีทางเดียวกัน แต่ก็ยังมาไล่ตามศึกษาแนวคิดทางศาสนา
ตรงนี้พอมองออกว่าเขามองว่ามันอยู่ในโครงสร้างหน้าที่ทางสังคม
ศาสนาจึงควรมีเอื้อเพื่อประโยชน์หรือรับใช้ให้บริการต่อสังคมอะไรก็ว่าไป
ดังนั้นศาสตร์ที่เป็นองค์ความรู้ทางศาสนาที่เขามองจึงคิดว่า
เป็นส่วนหนึ่งที่จะเอื้อเฟื้อต่อสังคม อันนี้ไม่ได้มองว่าผิดครับ

แต่ทว่าเขาต้องการลดบทบาททางศาสนาเพื่อให้วิทยาการทางสังคมวิทยาได้มีจุดยืนได้
เหมือนที่วิทยาศาสตร์เคยทำมาหรือปล่าว ในขณะที่ทางด้านจิตวิทยาก็ไม่น้อยหน้าเช่นกัน
อันนี้ลองชวน ๆ คิดกันดู ไม่ได้เจตนากล่าวตำหนินักสังคมวิทยาหรือนักจิตวิทยา
หรือแม้กระทั่งนักวิทยาศาสตร์นะ แค่อยากให้เราลองพิจารณากันดูแบบคนกลางดู
แม้หลวงพี่จะพูดตรงนี้ หลวงพี่ก็พูดในเชิงของการถอยจากจุดที่ตนยืนมาดูแต่ละด้าน

ทังนี้เราอย่าลืมว่าแนวความคิดเหล่านี้มันมาจากองค์ความรู้ทางตะวันตก
เขามองศาสนาในมุมมองของตะวันตก ครั้นจับมาเปรียบเทียบกับบาทในศาสนาพุทธ
มันก็ไม่ได้เหมือนกันมากนักอยู่ในเรื่องวิถีทางปฏิบัติ
ดังนั้นเราควรมองศาสนาในมุมที่แตกต่างกันตรงนี้อีกไหม  :09:

แต่หลวงพี่ได้ศึกษาทางด้านสังคมวิทยามาบ้าง จิตวิทยารวมถึงพุทธจิตวิทยามาบ้าง
ศาสนาปรัชญามาบ้าง แนวความคิดทางวิทยาศาสตร์มาบ้าง หรืออะไรอื่นแยกย่อยไป
ก็จึงอาศัยองค์ความรู้เหล่านั้นส่วนหนึ่งมาตอบปัญหาทางสังคมให้นี้
แต่ไม่ทั้งหมด นี้เป็นแต่เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น

ทั้งนี้อย่างที่เคยกล่าวว่าศาสตร์ทุกศาสตร์มีเป้าหมายและวิธีปฏิบัติรวมถึง
มีข้อเด่นข้อด้อยในเรื่องการจะนำไปใช้แบบ Apply All อยู่แล้ว
ดังนั้นหากเขาทำความเข้าใจตรงนี้เขาจะรู้ว่าเขาควรเลือกศาสตร์ใดให้เหมาะสมกับวิถีชีวิต
และเป้าหมายของตนของตนได้อย่างสอดคล้องและเหมาะสม

พอโยมณตมาถามประเด็นกระบวนการขัดเกลาทางจิตสังคมแล้ว
ยิ่งในทางศาสนาหลักทางสังคมก็ยิ่งต้องรอบคอบเข้ามาอีก เดี๋ยวผิดขัดกับพระเถระรุ่นก่อน
หรือพระที่ท่านเคารพทางสังคม หลวงพี่ต้องตระหนักรู้(ความปลอดภัย)ตนเองก่อน
ตรงนี้ค่อย ๆ พูดกันไปเบา ๆ ก่อนละกัน แต่เบาใน Social Network นี่
มันก็ดัง ๆ ได้น่ะ พอดัง ๆ แล้วมันก็ เดี้ยง ๆ เพราะกระแสมันฟาดฟันกันเปี้ยง ๆ
แบบนี้ก็มี

หากจะให้กล่าวถึงประเด็นนี้จริง ขอให้หลวงพี่รวบรวมเรียบเรียงแนวความคิดก่อน
ดูความพร้อมขององค์ประกอบและวาระที่จะกล่าวถึงและปฏิบัติก่อน
เพราะไม่ได้อยากเด่นดังหวังประโยชน์อะไรจากสังคม ไม่ใช่เป้าหมายหลักของหลวงพี่
เบา ๆ กันแค่ตรงนี้อาจปลอดภัยที่สุดก็ได้ ทั้งที่ในโลก Net work Online อาจตอบว่าไม่ก็ตาม
แม้ในความเป็นจริงหลวงพี่อยากตอบประเด็นนี้มาก
อยากเรียบเรียงไปให้เห็นตามลำดับขั้นตอนมาก เพราะมันเกี่ยวกับพุทธศาสนาโดยตรง
อันนี้เป็นแนวคิดหรือคำถามที่อยากตอบมากกว่าประเด็นที่แล้วมาก

แสดงความคิดเห็นกันไปก่อนนะครับ
ขอพักสักหน่อยแล้วเราค่อยว่ากันต่อ

:52:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: เก้อ เมื่อ 14 พ.ย. 2011, 21:28 น.
ยิ่งสนทนายิ่งเข้มข้นและแหลมคมขึ้นเรื่อยๆ
ขอบคุณสำหรับคำตอบอย่างยิ่งครับ
ช่วยเติมเต็มความเข้าใจหลายอย่างได้ดีมาก :12: :46:

จะว่าไปแล้ว ใน 2 ศาสนาที่ผมค่อนข้างจะมีความเข้าใจ
รวมถึงการถอดถอนศาสนาทั้งหลายออกจากตัวเอง แล้วมองมันกลับเข้ามาใหม่
ไม่ว่าผมจะพลิกมุมไหน สงสัย"ผี่"มันออกมาดูมันกี่มุมยังไง(หลวงพี่คงเก็ตคำนี้ :30:)
ศาสนาพุทธ ก็ยังอยู่เป็นอันดับหนึ่งสำหรับผมเสมอในเรื่องคำอธิบายต่อชีวิตที่เป็นเหตุเป็นผล
อย่างที่เค้าบอกว่ามีความเป็นวิทยาศาสตร์มากที่สุด ซึ่งจริงๆผมก็เห็นเช่นกันว่าเทียบกันไม่ได้
มันอยู่กันคนละมิติ มุ่งตอบคำถามคนละอย่างกันอย่างที่หลวงพี่ว่า
แต่ก็พออณุโลมได้ว่าเป็นประโยคที่อธิบายคนในวงกว้างได้ง่ายที่สุด เลยนิยมเอาไปอธิบายกัน

ส่วนพระไตรปิฎกเท่าที่ผมศึกษาแค่พอหางอึ่ง
บทที่ผมชอบที่สุดน่าจะเป็น ปัญหาพระยามิลินท์
หลวงพี่พูดถึงว่ามีคนมาถามคำถามสารพัดสารเพกับพระพุทธเจ้าหรือต่อบรรดาสาวก
ผมให้นึกถึงบทนี้เลย ไม่แน่ใจว่าจะเทียบเคียงได้หรือเปล่านะครับ ผมอาจจะเข้าใจผิด
แต่จำได้ว่ามันเป็นบทที่ถ้าใช้ภาษาวัยรุ่นก็ต้องบอกว่า"โดนใจ"ผมมากสุด

เคยอ่านประวัติว่า พระยามิลินท์ เป็นกษัตริย์ในพื้นที่แถบเอเชียกลาง
สืบเชื้อสายมาจากชาวกรีก คำถามของพระยามิลินท์มีคนวิเคราะห์ว่ามีลักษณะคล้ายการสนทนาทางปรัชญาของกรีก
เทียบไปคงเป็นบรรดา Conversation(การตั้งประเด็นปัญหาแล้วสนทนา) ของโสกราตีสทำนองนั้น
คือขี้สงสัยเรื่องนั้นเรื่องนี้ในลักษณะของปรัชญา ที่ส่วนมากไม่นำไปสู่การแก้ไขปัญหาของชีวิต
คือพูดไปหาคำตอบสนทนากันไปแล้วก็วนกันอยู่แบบนั้น เป็นต้น (แต่ในทางโลกย์ก็ต้องพูดกันอยู่ดี)

ถึงตอนนี้นึกไม่ออกแล้วว่าโดนใจกับเรื่องอะไรประเด็นไหนแน่ ค่อนข้างเลือนลางแล้ว
จำได้เท่าที่อธิบายมาข้างต้น แต่จำได้แน่นอนว่าคือบทปัญหาพระยามิลินท์นี่แหละครับที่โดนใจตัวเองในตอนที่อ่าน
อาจจะนึกสะท้อนตัวเองว่าเอาแต่เสาะหาคำตอบอะไรที่ไม่เป็นประโยชน์ในการพ้นทุกข์อะไรทำนองนี้ :37:

เริ่มดูเข้าหัวข้อทางธรรมขึ้นมาบ้างนะครับ ข้อนี้ต้องอาศัยคำชี้แนะจากหลวงพี่ล้วนๆ
ผมไม่อาจเอื้อมจริงๆอธิบายอะไรได้จริงๆ เพราะผิดแน่นอน :30: :46:

ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Ah! เมื่อ 14 พ.ย. 2011, 21:36 น.
แล้วพระยามิลินท์ที่ว่านี่ ตั้งปัญหาอะไรยังไงเล่าครับ :07:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 14 พ.ย. 2011, 21:54 น.
อันที่จริงชวนคุยเลยน่ะเนี่ยะ  :30:

เรื่องผีก็ยังมีความเข้าใจที่มิติทางสังคมเข้าใจไม่ตรงกันอยู่มาก
เขามักเอาคำสอนของศาสนาหนึ่งมาเป็นคำตอบของศาสนาหนึ่ง อันนี้มันสะเปะสะปะ แก้ไขยาก

คำสอนในพุทธศาสนานั้นเชื่อมโยงกันได้ทุกจุด อันนี้ไม่ได้โม้นะ
เคยนั่งจับหลักธรรมพิสูจน์ความจริงอยู่เหมือนกัน
เพราะมีพุทธพจน์กล่าวไว้ประมาณว่า พระธรรมที่พระพุทธองค์ทางแสดงนั้นทะลุเชื่อมโยงกันได้ทุกจุดทุกมิติ
เลยลองคิดไตร่ตรองตามดู
แต่ถ้าเราไม่ได้เข้าหลักธรรมในภาพกว้างหรือมองแค่ไหนรู้แค่นั้น
เราก็จักอธิบายได้แค่ในระดับหนึ่งไม่สามารถทะลุถึงกันได้
ความจริงข้อนี้พิสูจน์เองครับ แค่บอกเล่าให้ฟังในสิ่งที่โยมอาจไม่เคยได้ยินได้ฟังมา

ตอนนี้ถึงมั่นใจในวิถีทางและเป้าหมายของตนตามหลักศาสนา
แต่ยังไงเราก็ควรไม่ประมาท บางทีเดินสะดุดขาตนเองอาจมองคนธรรมดากลายเป็นนางฟ้าก็ได้ จะไปแน่หรอ  :30:
ก็เพราะเรายังอยู่แค่ศึกษายังไม่ได้ปฏิบัติ ทั้งนี้เพราะต้องการทำความเข้าใจประเด็นนี้ก่อน
พระส่วนใหญ่ก็ติดอยู่แค่ระดับการศึกษานี่ละ จึงไม่ไปถึงไหน
หลวงพี่จึงอยากไปให้ได้มากกว่านี้

อย่างโยมเก้อเข้าใจไม่ต่างกันว่า หลวงพี่ไม่อยากให้เอาวิทยาศาสตร์ไปเทียบกันกับพุทธศาสนา
หรือเอาพุทธศาสนามาเทียบกับวิทยาศาสตร์เพื่อมองหาแง่ว่าตรงกันมากแค่ ผิดแผกแตกต่างกันตรงไหน
ไม่ใช่อะไร เอนไปทางไหนก็เป็นการให้ฝั่งทางนั้นสำคัญ อยู่ตรงกลางดีแล้ว
ให้บุคคลตัดสินใจเลือกเป้าหมายเอาเอง เขาชอบวิถีโลกจะเลือกวิทยาศาสตร์ก็ว่าไป
ครั้นจะเลือกวิถีธรรมโดยเลือกพระพุทธศาสนาก็ว่าไป

แต่ทั้งนี้หากจะเลือกทั้งสองตัวเลือกก็ต้องแล้วแต่เป้าหมายเราละครับ
เหมือนเดินด้วยสองขาแต่จะไปให้ได้สองทาง ขาฉีกพอดี ถ้าหากเขาไม่รู้วิธีปฏิบัติ
เอนไปทางไหนจะเลือก Apply อีกทางมาใช้ก็ไม่ว่ากัน ตามแต่เจตนา
แต่เขาไม่ควรไปตำหนิวิถีทางใดเพราะไม่ใช่ความผิดของวิถีทาง

เขาควรเลือกให้เหมาะสมกับเป้าหมายของตนเอง
ไม่ใช่ให้วิถีทางเอนมาหาเขา แต่เขาผู้ปฏิบัติต้องเอนไปหาวิถีทางด้วยตนเอง
อันนี้หากเรามองวิธีวิทยาของแต่ละศาสตร์ว่าเป็นตัวเลือก
หรือเอื้อเฟื้อต่อประโยชน์หรือวิถีชีวิตของบุคคลในสังคมน่ะ

วิถีทางจึงไม่ใช่ศัตรูคือไม่ชนกันอยู่แล้ว เพราะคนละวิถีทาง
แต่บุคคลนั่นละอาจทำปัญหาขึ้นมาเอง

วิถีทางไม่ได้เลือกบุคคล แต่บุคคลต่างหากที่เลือกวิถีทางของตนเอง
วิถีทางไม่แบ่งแยกวรรณะบุคคล แต่บุคคลเท่านั้นที่แบ่งแยกกันเอง

หากบุคคลทำความเข้าใจได้ตรงนี้รับรองไม่ขัดแย้งกับวิถีปฏิบัติครับโยมเก้อ
ใช้ชีวิตให้เป็นสุขและมีสติเถอะครับ.. :52:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 14 พ.ย. 2011, 22:45 น.
อ้างคำพูดจาก: Ah! เมื่อ 14 พ.ย. 2011, 21:36 น.
แล้วพระยามิลินท์ที่ว่านี่ ตั้งปัญหาอะไรยังไงเล่าครับ :07:

คงออกในลักษณะคำถามของนานาาานี่ละมั๊ง  :30:
อ้าว...จะแก้ไขเนื้อความที่ผิด ดันมาส่วนแอบอ้างซะงั้น
อึม...แปะเลยละกัน ไหนก็ลองดูนะครับ หลวงพี่ปรับแก้บางส่วนเพิ่มเติมด้วย

อ้างคำพูดจาก: Alsmile:D เมื่อ 13 พ.ย. 2011, 18:52 น.
อึม...ที่จริงตั้งใจการตอบคำถามของนานานั้นตั้งใจให้ออกแนวนั้น
เพราะไม่อยากให้คนยึดคำตอบเราว่าเราฟันธงแปะว่าจริงไม่จริงทีเดียวเลย
พอบางครั้งการใช้วิธีการตีความคนอื่นมันแปลได้หลายนัย

เพราะมันต้องอาศัยมุมมองความคิดของเจ้าของแนวคิดด้วย
นานาเขาแค่เอามาถามต่อ จึงไม่ฟันธง


คำถามชัดเจนมากแค่ไหนหลวงพี่ก็ตอบตามนั้นละครับ
อย่างการสนทนากับโยมเก้อร์ก่อนนั้นก็เหมือนกัน
ถ้าหลวงพี่มองว่ายังไม่รู้แนวคิดภาพกว้างที่ชัดเจนในประเด็นนั้น
หลวงพี่ก็ตอบตามประเด็นเป็นไปตาม Step ก่อน
เพื่อถ่วงเวลาให้โยมได้แสดงความคิดเห็นออกมากกว่านี้
การแสดงทีท่าทางคำพูดก็เพื่อให้เขาได้เจาะลึกลงไปอีก
หลวงพี่จะได้รู้จักความคิดเขาในประเด็นนั้นให้มากขึ้น


ครั้นรู้ว่าเขาคิดเห็นอย่างไรมากขึ้นก็ตอบให้กว้างได้มากขึ้นไปอีก
เราจะให้คนรู้ความจริงในเรื่องใดก็ต้องให้บรรลุความจริงในประเด็นนั้นพร้อมกัน
หากฝ่ายผู้ถามสงวนท่าที ฝ่ายผู้ตอบก็ต้องสงวนท่าทีบ้าง
อยากนักมวยน่ะครับ บางครั้งยกแรกมันก็ต้องดูเชิงมวยกันก่อน ยกสองมันก็แย๊บ ๆ กันบ้างหากคู่ต่อสู้ไม่ยอมแย๊บมาก่อน
แต่หากพร้อมจะพูดกันให้เคลียร์ได้ เราก็พร้อมที่จะพูดให้เคลียร์ได้ในประเด็นนั้นเช่นกัน


ฉะนั้นหากให้ได้คำตอบอย่างเรื่องของนานา เขาควรต้องมาถามกลับอีกครั้ง
และพูดให้เคลียร์ครับ ว่าโลกที่เขาหมายถึงหมายถึงโลกที่กินความกว้างเพียงใด
แสดงแนวความคิดไว้ให้เรารู้กว้างกว่านี้ว่าเขามองแบบไหนก่อน
ลองกลับไปอ่านคำถามดูสิครับ ลักษณะเขาสงวนท่าทีในการถาม
เราก็จึงสงวนท่าทีในการตอบ


หากโยมมองในภาพกว้างโยมก็จะรู้ว่าหลวงพี่ตอบว่ายังไงได้ เพียงแต่ต้องแบ่งรับแบ่งสู้
ตอบแบบฟันธง โดยไม่ฟังให้ได้ความ เดี๋ยวเจ็บตัวฟรีครับ
แล้วคำตอบเรามันไม่สากลแน่นอน จะมองมุมไหนแบบไหนก็ได้หากมันไม่ชัด
แต่ถ้า Focus คำถามให้ชัดเจนมากกว่านี้ มันก็ได้คำตอบชัดตามนั้น

คำตอบในคำถามของนานานั้นหลวงพี่กล่าวเตือนสติ ให้จำแนกความคิดก่อนไม่ใช่หรอ
คือเขาเอาความเจริญทางองค์ความรู้หรือวัตถุ เทคโนโลยี มาเปรียบเทียบกับความเจริญทางจริยธรรม
คำตอบมันชัดอยู่แล้วว่ามันดูเหมือนจริง เพียงแต่การมองของเขามันผิดที่เขาไปยึดวัตถุมาเป็นเกณฑ์ตัดสิน


เพราะอะไร ก็เพราะว่า เราพัฒนาองค์ความรู้ทางโลกมากกว่าอยู่แล้ว เราให้ความสนใจทางโลกมากกว่าอยู่แล้ว
ครั้นเราไปเปรียบเทียบเจริญระหว่างสิ่งที่พัฒนากับสิ่งที่ไม่พัฒนา มันก็ย่อมแน่อยู่แล้วว่ามันต่างกัน
แต่ถามว่ามันเสื่อมจริงไหม มันก็ไม่ได้เสื่อมเพียงแต่มันไม่ขยับ มันไม่ได้รับการพัฒนา
มันก็เลยดูเหมือนเสื่อมถอยเพราะความห่างไกลของศาสตร์ที่พัฒนามันทำให้ทิ้งช่วงห่างออกไป แต่ที่จริงแล้วมันอยู่ที่เดิม
ดังนั้นศาสตร์ที่พัฒนาแล้วก็เดินห่างไกลจากศาสตร์ที่ไม่ได้รับการพัฒนา
ยิ่งทิ้งห่างก็ยิ่งดูว่าอีกฝ่ายถอยหลังเสื่อมไป ทั้งที่มันอยู่ที่เดิม จุดเดิมไม่ขยับไปไหน ไม่พัฒนาขึ้นมา
หากเปรียบแบบนี้แสดงว่าเรามองจากจุดของศาสตร์ที่พัฒนามาแล้ว
แต่ถ้าเราไปมองจากจุดของที่อยู่ที่เดิมจะเห็นได้ว่า ศาสตร์ที่พัฒนานั้นละที่ทิ้งห่างศาสตร์ที่ไม่ได้พัฒนาไปเอง
คำตอบมันคือมันอยู่ที่เดิม แต่เรามองแบบนี้มันเป็นรูปธรรม
แล้วลักษณะคำถามมันดันออกเป็นนามธรรม คำตอบมันจึงออกแนวกวน ๆ นิดหนึ่ง
(หรือว่ากวนมากก็ไม่รู้นะ ไม่ได้ย้อนไปอ่าน  :30:)


แต่โยมชอบให้หลวงพี่เป็นคนตัดสินแบบฟันธงแปะ ๆ
ท้ายที่สุดคนพังคือหลวงพี่ โยมต้องรักษาหลวงพี่ด้วย
ครั้นหลวงพี่มองเห็นจุดอ่อนในเรื่องการตอบประเด็นนี้
หลวงพี่ก็ไม่อยากตอบ หรือก็ตอบแบบเลี่ยง ๆ หรือแบ่งรับแบ่งสู้
ตัวอย่างมันมีเยอะครับ หลวงพี่ก็จึงควรระวังตนไว้ก่อน


อย่างประเด็นโยมเก้อถามก็เหมือนกัน
คำถามมันดีมีประโยชน์เกิดคุณค่า มีความหมายอยู่มากในทางวิชาการ
แต่มันมีความเป็นไปได้ที่จะทำลายหลวงพี่คนที่ตอบได้
เพราะบ้านเมืองเรายังไม่พร้อมในประเด็นนี้ หรือ
จะด้วยเหตุผล มุมมองหลักการหรือกรอบแนวคิดอะไรก็ตาม
ความน่าเชื่อถือของผู้ตอบก็มีส่วนด้วย


การตอบคำถามโยมจึงไม่ควรดูที่ผลของคำตอบเพียงประการเดียว
โยมควรดูที่กระบวนการตอบด้วย
ต้องดูว่า กระบวนการคำตอบมันจบสมบูรณ์แล้วหรือยัง
โยมอาจอยากรู้หตุผลก็ได้ว่าทำไมหลวงพี่ถึงเลือกตอบแบบนั้นก็ได้
ถ้าเรามองทั้งกระบวนการตอบและผลของคำตอบ เราก็จะมองไม่พลาด
เพราะสองส่วนนี้สำคัญและสัมพันธ์กันมาก
เหมือนโจทย์คณิตศาสตร์ที่เราให้เด็กตอบนั่นละ
ถ้าผลของคำตอบมันถูก แต่กระบวนการทำผิด จะได้คะแนนไหม  :09:
หรือถ้ากระบวนการตอบถูกวิธี แต่ผลคำตอบมันออกมาผิด จะได้คะแนนไหมครับ  :09:

ดังนั้นเราเป็นผู้ใหญ่ก็จะดูจะตรวจสอบทั้งสองส่วนไม่มองอะไรแค่ส่วนเดียว
บางสิ่งมองส่วนเดียวได้หากมุ่งเอาประโยชน์ แต่มันปฏิเสธอีกส่วนน่ะ
โอกาสผิดพลาดมันก็มีเยอะครับ


บางคำตอบหากเรามองในกรอบเบ็ดเสร็จเราอาจเข้าใจเจตนาผิดพลาดได้
เรื่องนี้มีตัวอย่างอยู่ หากอยากรู้วันหลังหลวงพี่เล่าให้ฟังอีกครั้งก็ได้ อยากฟังก็บอกละกัน  :48: อ้าวต้องพะยักหน้าตอบรับสิ เอ่อ... :30:

โยมเก้อจะถามในประเด็นที่เป็นมิติทางสังคมก็ได้ แต่ควรจัดลำดับยากง่าย
เราต้องช่วยอำนวยประโยชน์เผื่อคนที่เดินตามเราด้วย
แต่ที่หลวงพี่ห้ามไว้ก่อนนั้นเพราะเห็นว่าผู้ตามเราไม่พร้อม
เขาตามเราไม่ทันในประเด็นที่เราถนัดและฝ่ายการเรียนรู้มาด้านที่เราสนใจ

คำตอบในพุทธศาสนาที่ช่วยสังคมก็มีอยู่ แต่เป็นการจัดให้ในระดับลดลงไป
ตามลักษณะวิถีชีวิตโยม เพราะอย่างที่เคยคุยกัน
วิถีสูงสุดของพระคือมุ่งบรรลุอรหันต์ แต่วิถีโยมแค่อยากให้ใช้ชีวิตมีโดยง่าย
และมีความสุขได้ในสังคม โดยเรานับถือศาสนาไหนก็ตาม
เราก็อยากให้ชีวิตเราไม่ผิดขัดกับหลักศาสนาของเรา และ
เราก็อาจใช้คำสอนในศาสนามาเอื้อเฟื้อต่อวิถีชีวิตทางสังคมได้

การจัดหลักธรรมสำหรับฆราวาสจึงไม่ได้ใช้ในระดับเดียวกับพระ
มีการจำแนกแยกแยะอยู่ อย่าตีความผิดละกันครับ
เพราะหัวข้อเดียวกันแต่บางคนก็เอาของพระไปอธิบายให้ใช้กับโยม
ในขณะบางครั้งก็เอาของโยมมาอธิบายใช้กับพระ มันจึงผิดเจตนาหลักของหลักธรรมครับ

สำหรับประเด็นที่หลวงพี่วิจารณาโยมก็รับรู้ได้อยู่แล้วว่าหลวงพี่วิจารณาแต่เพียงประเด็นเดียวนั้น
ไม่ได้เหมารวมว่าทั้งหมดจะเป็นไปตามนั้นเห็นแค่ไหนก็แสดงความความคิดเห็นตามนั้น
ตรงนี้จึงไม่ใช้คำว่าวิจารณ์ ให้รู้ว่าเป็นแต่เพียงแสดงความความคิดเห็น
หากโยมที่รับรู้มาแน่แท้ก็สามารถแสดงความคิดเห็นชี้แจงต่อกันได้ หลวงพี่ไม่ได้ว่าอะไร
ไม่ได้ยึดแนวคิดตนเป็นหลัก หากแต่แสดงให้รับรู้ตามที่รับรู้
โยมเข้าใจมามากโยมก็ชี้แจงแสดงได้ เราจะได้เข้าใจศาสนาอื่นด้วยว่าเขามีดีอะไรคนจึงนับถืออย่างนั้น

หรือหากคนในศาสนาเขาจะมาชี้แจงให้ฟังมันก็ดีเกิดประโยชน์ เพราะนี่คือความสงสัยของเราต่อศาสนาอื่น
ในขณะเดียวกันหากเขาสงสัยในคำสอนของศาสนาเรา เขาก็มาถามเราได้ เราไม่จำกัดอยู่แล้ว
ยินดีชี้แจงเพื่อให้เข้าใจกันได้ จะได้ไม่ก้าวก่ายกัน เพราะทุกวันนี้ก็โดนก้าวก่ายอยู่แล้ว แต่ไม่ได้ถือสาอะไร
เพราะที่นี่ไม่ใช่บ้านหลวงพี่ หลวงพี่จะแสดงออกมากมันก็ยังไม่ควร
แต่หากเป็นบ้านเกิดหลวงพี่เอง หลวงพี่ย่อมกระทำได้มากกว่านี้
แล้วคำตอบบางประเด็นก็อาจให้รายละเอียดอย่างสบายใจได้มากกว่านี้

ตรงนี้ก็ยังต้องปฏิบัติอยู่ในอำนาจของสงฆ์และกฎหมายบ้านเมืองของโยมอยู่
จะให้ทำเหมือนบ้านตนเองทั้งหมดก็ไม่ได้ ทำได้แต่เพียงบทบาทเบื้องต้นเล็กน้อยเท่านั้น


อย่างการเข้ามาเว็บนี้ที่จริงหากแค่ต้องการทำฟอนต์แค่แวะมาศึกษาก็ได้
ไม่ต้องถึงมาสมัครเป็นสมาชิกเพื่อเอาตนมาเสี่ยงต่อความเข้าใจผิดก็ทำได้
แต่คิดว่ายังไงเจตนาเราดีอยู่แล้ว คงไม่มีอะไรมาก เพียงแต่ชี้แจงไปให้เข้าใจกันก็คงพอ


แต่คำว่าพอของเรามันไม่เท่ากัน เพราะสติปัญญา การรับรู้และประสบการณ์ หรืออะไรก็ช่าง
ของเราแต่ละคนนั้นบางครั้งไม่เหมือนกัน ที่ว่าเหมือนก็ไม่ทั้งหมดทีเดียว มันก็จึงต้องอธิบายกันยาวแบบนี้


มันก็ดีที่มีคนแนะนำ ให้คนอื่นอ่าน แต่หากมหาสุรพศเขาได้รับการขัดเกลาทางจิตสังคมมาไม่ต่างกัน
เขาก็คงเห็นด้วย หากมันขัดกับเขาก็คงเกิดความเข้าใจผิด ที่จริงแล้วตรงนั้นหลวงพี่มองว่าไม่น่าห่วงอะไร
แต่ที่น่าห่วงคือเข้าใจไม่ตรงกันแล้วเราไม่ได้อธิบายให้เข้าใจตรงกันได้ อันนี้แอบคิดลึก ๆ
ใครจะมาเข้าใจความคิดเราได้ทั้งหมดก็หามีไม่

ฉะนั้นจึงอยากให้ถนอมหลวงพี่บ้างหากต้องการพึ่งระดับสติปัญญาให้หลวงพี่ตอบคำถามให้
เพราะเรามีเจตนาดีต่อกัน ในพุทธศาสนานั้นเรากล่าวว่า
"กัลยาณมิตรคือเพื่อนที่ดีและสร้างคุณค่าให้เกิดประโยชน์แก่กัน แต่ที่สำคัญนั้นคือ
เราสามารถรักษาและป้องกันภัยให้กันได้"

เจริญพร.  :52:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: เก้อ เมื่อ 15 พ.ย. 2011, 01:42 น.
เดียวนะครับ :55:

หลวงพี่อาจสิเข้าใจผิด ผมบ่ได้เว้าเถึงผีเลยเด๊ะครับ
ผมเว้าเถึง "ผี่"(คลี่)ออกมาเบิ่งนั่นหนาครับ
หรือว่าภาษาอีสานกับภาษาลาวอาจสิบ่คือกันกะได้ :46:

คือว่าผมคึดคำภาษาไทยบ่ออกว่าสิแปลว่าจังได๋
จังสิมีควมหมายซ่ำกันกับภาษาลาวเฮาว่า"ผี่ออกเบิ่ง"
กะเลยใซ้คำว่าผี่เบิ่งจังซั้นครับ

โอเคครับ ซาวด์แทร็คกันไปแล้ว Switch กลับมาที่ภาษาไทย :37:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 15 พ.ย. 2011, 11:47 น.
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 15 พ.ย. 2011, 17:38 น.
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: B o o k เมื่อ 15 พ.ย. 2011, 19:09 น.
อ่านจู๋นี้เหนื่อยมากค่ะ แต่สนุกดี
คราวหน้าจะไม่ดองไว้อีกแล้ว เก็บดาวทีนานมาก
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: เก้อ เมื่อ 15 พ.ย. 2011, 19:30 น.
อ้างคำพูดจาก: Alsmile เมื่อ 15 พ.ย. 2011, 11:47 น.
:30: โยมเก้อ พูดภาษาสวีเดนก็ไม่บอก

เราก็นึกว่าพูดภาษาไทย ไม้เอกมันตัวเล็ก ทีแรกก็ยังงงอยู่
แต่คิดว่าถ้าเข้าใจหรือพูดผิดโยมคงมากล่าวกันได้

สงสัยต้องตั้งจู๋นอล์ ภาษาสวีเดนวันละคำแล้วละมั๊งครับ
โยมทำให้หลวงพี่จินตนาการถึงคนที่พูดในยี่สิบแทร็คแบบนี้

A: เฮ้ย..ไม่ใช่ 20 แทร็ค มันมาจากภาษาอังกฤษว่า Sound Track
B: อ้าวหรอ นึกว่า ซาว ที่แปลว่า ยี่สิบ
A: เวง วังเวง มันคนละอักขระ  :30: :05:
B: ต้องพูดว่า ความหมายละภาษาสิ  :30:
A: เออ...นั่นละ ภาษา C
B: ไอ้บ้า...ภาษาสิ ไม่ใช่ภาษาซี(C)
A:  :02: :02: :02: :02: :02: :02:


คำว่า "ผี่ออกเบิ่ง" จะบอกว่าในภาษาลาวปัจจุบันแล้ว
มันต้องเป็นรุ่นขลังแบบเก็บกรุแล้วน่ะนั่น
ส่วนมากคนลาวจะมีคำอื่นที่ใช้แทนเพื่อให้เข้าใจง่าย
ในกรณีนี้ใช้คำว่า "เปิดออกเบิ่ง" หมายถึง คลี่ออกมาดู แต่ไม่ได้หมายถึงดูแบบคลี่รายละเอียดมากนัก
นอกจากนั้นยังมีคำอื่นอีกน่ะ ทีแรกพิมพ์แล้วแต่ความหมายมันแปลได้อีกแบบ
ที่สำคัญถ้าจิตคิดลามกมันจะแปลความหมายในเชิงทะลึ่งได้ด้วยก็เลยลบดีกว่า  :30:

จะเล่นภาษาสวีเดนอีกเตือนกันก่อนน่ะ  :05:

คำนี้นี่ แถวบ้านผมยังพูดเป็นปกติอยู่เลยนะครับ ที่นิวยอร์คนะ :37:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 15 พ.ย. 2011, 19:47 น.
อ้างคำพูดจาก: เก้อ เมื่อ 15 พ.ย. 2011, 19:30 น.
คำนี้นี่ แถวบ้านผมยังพูดเป็นปกติอยู่เลยนะครับ ที่นิวยอร์คนะ :37:

:30: :30: :30:


อ้างคำพูดจาก: B o o k เมื่อ 15 พ.ย. 2011, 19:09 น.
อ่านจู๋นี้เหนื่อยมากค่ะ แต่สนุกดี
คราวหน้าจะไม่ดองไว้อีกแล้ว เก็บดาวทีนานมาก

เป็นถ้อยคำที่ทำให้รู้สึกคุ้มค่ากับที่ลงทุน ก็ตรงนี้ล่ะ
เห็นแล้วว่าอ่านตั้งแต่นาน

:52:
:20: :20: :20: :20: :20: :20: :20:


ช่วงนี้อากาสเริ่มเปลี่ยน(มาสองสามวันแล้ว)
ถนอมสุขภาพกันนะครับ...
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 16 พ.ย. 2011, 12:36 น.
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 18 พ.ย. 2011, 12:41 น.
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 18 พ.ย. 2011, 21:23 น.
ในสายตาที่สงบนิ่ง
แฝงไว้ด้วยซุ่มเสียงแห่งถ้อยคำ
และความรู้สึกดีๆ
เพื่อเรา
เพื่อท่าน
เพื่อชีวิต
เพื่อสังคม
Peace in the World


:52:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: ณต เมื่อ 20 พ.ย. 2011, 11:52 น.
ขอย้อนกลับไปถามเรื่องการนับถือศาสนาสักหน่อย

หลวงพี่ว่า มันจำเป็นไหมครับ
ที่คนเราต้องนับถือศาสนาใดศาสนาหนึ่ง
อย่างในทางปรัชญาเขาอาจจะมองว่า
การนับถือศาสนาก็เหมือนกับชุดความคิด
ที่เอาไว้ตอบคำถามในเรื่องที่เราไม่สามารถตอบได้ในชีวิต

แต่จะว่าไป ผมก็ว่าจุดประสงค์ของการนับถือศาสนา
มันก็อาจจะเปลี่ยนไปตามกาลเวลาเหมือนกัน
อย่างสมัยที่พระพุทธเจ้ายังคงมีชีวิตอยู่
คนในยุคนั้นส่วนใหญ่ก็มุ่งแสวงหาสัจธรรม
เสาะหาวิชาความรู้ ครูบาอาจารย์
มีการบำเพ็ญเพียรจนได้ฌานสมาบัติ
พอได้ฟังเทศนาจากพระพุทธเจ้าก็บรรลุโสดาบันอรหันต์กันตรงนั้น

แต่สมัยนี้ผมว่า คนส่วนใหญ่ไม่ได้มุ่งแสวงหาสัจธรรมตรงนี้แล้ว
จุดมุ่งหมายในการนับถือศาสนามันก็ผิดเพี้ยนไปด้วยหรือเปล่าครับ
และความจำเป็นในการนับถือศาสนา มันก็อาจจะน้อยลงด้วยหรือเปล่า

แต่สำหรับคนที่ไม่นับถือศาสนาใดนั้น
ผมเคยอ่านเจอในหนังสือชุดสถาบันสถาปณา
ของไอแซค อาซิมอฟบอกไว้ว่า

"คนที่ไม่นับถือศาสนาใดๆ นั้น
คนพวกนี้เป็นพวก มูลฐานนิยม(Fundamentalism)
แต่เนื้อแท้คือพวกเขาไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับยุคอะตอมได้
(ตอนนี้เป็นยุคที่กำลังจะเปลี่ยนผ่านยุคอะตอม)
และโดยส่วนใหญ่พวกเขาแสวงหาชีวิตที่เรียบง่าย
ซึ่งจริงๆ มันก็ไม่ได้ง่ายอย่างที่เขาคิดหรอก"

:46:

ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 20 พ.ย. 2011, 14:02 น.
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 20 พ.ย. 2011, 14:35 น.
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 20 พ.ย. 2011, 15:14 น.
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: เก้อ เมื่อ 20 พ.ย. 2011, 16:22 น.
อ้างคำพูดจาก: ณต เมื่อ 20 พ.ย. 2011, 11:52 น.
แต่สำหรับคนที่ไม่นับถือศาสนาใดนั้น
ผมเคยอ่านเจอในหนังสือชุดสถาบันสถาปณา
ของไอแซค อาซิมอฟบอกไว้ว่า

"คนที่ไม่นับถือศาสนาใดๆ นั้น
คนพวกนี้เป็นพวก มูลฐานนิยม(Fundamentalism)
แต่เนื้อแท้คือพวกเขาไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับยุคอะตอมได้
(ตอนนี้เป็นยุคที่กำลังจะเปลี่ยนผ่านยุคอะตอม)
และโดยส่วนใหญ่พวกเขาแสวงหาชีวิตที่เรียบง่าย
ซึ่งจริงๆ มันก็ไม่ได้ง่ายอย่างที่เขาคิดหรอก"

:46:



เล่มไหนครับเนี่ย ใครพูดกับใคร เดาไม่ออกเลย
นึกถึงยุคแรกๆของสถาบัน ยุคซาลวอร์ ฮาร์ดินที่เอาเทคโนโลยีไปแปลงเป็นศาสนา
เป็นความศักดิ์สิทธิ์ เพื่อใช้ครอบงำอาณาจักรทั้ง 4 แต่ก็ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวกับ
การมีศาสนาหรือไม่มี เป็นเรื่องการใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือในการปกครองผ่านอำนาจความศักดิ์สิทธิ์

จริงๆที่ไม่เข้าใจกว่าคือว่า คนไม่นับถือศาสนานี่มันมูลฐานนิยมได้ยังไง
คือจะเอามูลฐานอะไรมานิยมได้ ในเมื่อไม่มีมูลฐาน หรือแปลง่ายๆว่า"หลักการดั้งเดิม"ใดๆรองรับ
โดยเฉพาะลักษณะสำคัญประการแรกๆของ Fundamentalism ของทุกศาสนาคือ
การอ้างอิงถึงขนบธรรมเนียมดั้งเดิม, คำสอนดั้งเดิม, ความจริงสูงสุดที่ไม่อาจโต้แย้ง
นึกไม่ออกว่าคนไม่มีศาสนาจะหาของพวกนี้มาจากไหน

จริงๆนึกไปถึงว่า คนส่วนมากเข้าใจกันทั่วไปอยู่แล้วว่า
Fundamentalism คือนักเคลื่อนไหวทางศาสนา(ในทุกศาสนา ตั้งแต่ Christian Fundamentalism, Islamic Fundamentalism)
เค้าก็เลยชี้ให้เห็นว่า จริงๆแล้วคนไม่มีศาสนาก็เป็น Fundamentalism ในอีกความหมายนึงที่ลึกยิ่งกว่า
แต่ก็นึกไม่ออกอยู่ดีว่าจะเอาความหมายไหนของมันมาอธิบายคนไม่มีศาสนาได้


ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 20 พ.ย. 2011, 16:51 น.
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 20 พ.ย. 2011, 17:28 น.
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: เก้อ เมื่อ 20 พ.ย. 2011, 19:13 น.
ครับ ส่วนมากกลุ่มแนวคิดมูลฐานนิยมก็เกิดกับศาสนาในโลกตะวันตก
แต่ก็เช่นเดียวกัน แม้ศาสนาพุทธจะตีความไปทางมูลฐานนิยมยากมาก
(เพราะขัดกับหลักทางสายกลางเห็นๆ) แต่ก็มีคนตีความไปทางนั้นจนได้ล่ะครับ
จะเรียกว่าเป็นธรรมดาของมนุษย์ก็คงได้ แต่ก็เป็นในลักษณะกลุ่มคนเล็กๆ
หรือปัจเจกบุคคล หรือหนังสือบางเล่ม ไม่ได้เป็นพลังทางสังคมมากมายอะไรเหมือน
ศาสนาในโลกตะวันตก หรือโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการประลองพลังบนเวทีระดับโลก
มูลฐานนิยมอิสลามก็มีพลังและบทบาทสูงมาก

ส่วนความหมายของคำที่พี่ณตยกมา อันนี้ผมยังไม่อยากตีความครับ
เพราะเป็นคำพูดในนิยายวิทยาศาสตร์เรื่องหนึ่ง ไม่รู้ว่าตัวละครไหนพูด
และพูดในบริบทไหน ที่สำคัญ เราไม่สามารถนับได้ว่าเป็นการนำเสนอ
ระบบคำอธิบายทางศาสนาต่อสังคมโดยตัวอาซิมอฟได้นั่นเอง

อาซิมอฟนี่เป็นที่แน่นอนว่าไม่นับถือศาสนาเป็นพิเศษ
ไม่ใช่ไม่นับถือสิ เรียกว่าไม่เคร่งครัดในความเชื่อเชิงศาสนา
เพราะว่าเป็นบิดานิยายวิทยาศาสตร์ของโลก ก็คงต้องมาทางนี้ล่ะนะครับ :30:
ส่วนบิดานิยายวิทยาศาสตร์โลกอีกคน(แชร์ตำแหน่งกัน)
อาเธอร์ ซี คล้าก นั้นก็เป็นที่รู้จักกันดีเรื่องความเข้าใจในพุทธศาสนาของแก
ในระดับที่ย้ายมาใช้ชีวิตอยู่ศรีลังกาและเปลี่ยนสัญชาติเป็นคนศรีลังกา

ทีแรกจะใช้คำว่า"ความศรัทธาในพุทธศาสนา" แต่พอนึกไปนึกมา
คนระดับอาร์เธอร์ ซี คล้ากที่มีระบบความคิดเป็นวิทยาศาสตร์และระบบเหตุผลสูง
เป็นที่ยอมรับนับถือทั้งโลก การที่เค้าจะเปลี่ยนมานับถือศาสนาอะไร
ไม่น่าจะอาศัยความศรัทธาเป็นหลัก หรือจริงๆใช้คำว่าศรัทธาบนพื้นฐานของเหตุผลก็อาจจะได้
นี่ไง เล่นคำจนงง :30:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: PalmySyd เมื่อ 20 พ.ย. 2011, 21:04 น.
การจะอ่านกระทู้นี้ต้องรวบรวมสมาธิอย่างแรงกล้า

พยายามไล่อ่านทั้ง8หน้า ยังอ่านไม่จบซะที
เพราะรู้สึกว่าต้องคิดตามแทบทุกคำพูด


บางอย่างอ่านแล้วรู้สึกว่า หลวงพี่ "เฉโก" ล่ะค่ะ
นั่นคือความรู้สึกนึกคิดที่เฉโกเช่นกัน

ไว้มีโอกาสได้อ่าน คิด พิจารณา ดีๆ จะเรียนถามหลวงพี่บ้าง


นมัสการค่ะ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 20 พ.ย. 2011, 21:51 น.
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: PalmySyd เมื่อ 21 พ.ย. 2011, 05:47 น.
"เฉโก" ตามนิยามของพระอาจารย์พุทธทาส หมายความถึง
"ปัญญาที่ปนกิเลส ปัญญาที่ขาดสติที่ถูกต้อง ปัญญาที่ยังเจือตัวกูของกู โลกถึงได้วุ่นวาย"
แปลเอาเองสั้นๆว่า "การคิดตัดสินอะไรที่ยังเจือความเป็นตัวกูของกู"
ซึ่งจะไม่ตรงกับคำแปลของพจนานุกรมที่แปลว่า "ความคิดแบบโกงๆ ฉลาดแกมโกง"


หลวงพี่อาจจะงงว่าตนเฉโกหรือ? เฉโกตรงไหน? หลายตรงเลยค่ะหลวงพี่ ลองไล่เรียงดีๆแล้วจะเห็นค่ะ

นมัสการเจ้าค่ะ  :46:




ส่วนนี้อธิบายเพิ่ม สำหรับคนที่ไม่ถนัดศัพท์ทางเทคนิคในทางพุทธ
ได้มาจากหนังสือ "ฉลาดได้อีก" ของ อ.วรภัทร ภู่เจริญ <-- เขียนดีมาก เนื้อหาดีมาก หากมีโอกาสแนะนำให้อ่านกันนะคะ

การที่คนเราคิดอะไร ตัดสินอะไรมักอ้างอิงมาจากประสบการณ์และองค์ความรู้ตัวเอง
แล้วก็ไปทึกทักว่าสิ่งนั้นถูกสิ่งนี้ผิด หรือตัดสินไปล่วงหน้าแล้วว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้
เรียกอีกอย่างว่าเป็นความคิดเข้าข้างตัวเอง "ยึดตัวกูของกู"

ตัวอย่างเช่น

แม่เห็นลูกวิ่งก็รีบตะโกนบอก "อย่าวิ่งลูกเดี๋ยวหกล้ม" <--- นี่คือแม่คิดไปก่อนแล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้น ทั้งๆที่มันยังไม่เกิดเลย คิดทึกทักตัดสินไปแล้ว

อ้างอิง"เฉโก" เป็นความคิดตอนจิตไม่ว่าง คิดตอนจิตเกิดอาการ เป็นได้ทั้งโลภ โกรธ หลง เป็น แบบติดดี หรือ "เมาบุญ" ก็ได้ เป็นแบบไม่โกงก็ได้ เป็นความคิดที่เจืออคติ เจือลำเอียง ไม่มีความเป็นกลางของจิตในความคิดนั้นๆ เป็นความคิดแบบฟุ้งซ่าน กังวล แค้น เบื่อหน่าย เซ็ง ฯลฯ ก็ได้ ไม่ใช่ แค่ เจ้าเล่ห์ โกง แต่ อย่างเดียว

http://lanpanya.com/ariyachon/archives/42 (http://lanpanya.com/ariyachon/archives/42)
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 21 พ.ย. 2011, 13:48 น.
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 21 พ.ย. 2011, 14:31 น.
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 21 พ.ย. 2011, 14:42 น.
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 21 พ.ย. 2011, 14:54 น.
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: จักรี เมื่อ 21 พ.ย. 2011, 14:56 น.
มันเจ๋งตรงที่เป็นของช่องธรรมกายด้วยนี่แหละ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 21 พ.ย. 2011, 15:00 น.
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: PalmySyd เมื่อ 21 พ.ย. 2011, 16:10 น.
สาธุ  :46:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Dayight เมื่อ 21 พ.ย. 2011, 16:19 น.
ผมเคยสงสัยนะครับว่า
ปถุชนคนธรรมดาที่หายใจเข้าออกเป็นธรรมะอยู่ตลอดเวลา

คนที่พกหนังสือสวดมนต์อ่านตลอดเวลาอยู่บนรถเมล์ ไปวัดทุกวัน อะไรแบบนี้

ให้นึกภาพคุณทิพย์ ในละครซิทคอมเป็นต่อ แบบนั้น

มีความสุขจริงๆหรือ


ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 21 พ.ย. 2011, 17:12 น.
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: เก้อ เมื่อ 21 พ.ย. 2011, 18:40 น.
จริงๆนะครับ ยิ่งอ่านที่หลวงพี่ตอบปาล์ม
ยิ่งรู้สึกเห็นด้วยกับปาล์ม ว่าหลวงพี่ตัวตนเยอะ
และมีอะไรต่อมิอะไรพอกพูนไว้เยอะมาก

แต่ครับแต่ มันจะมีความรู้สึกแบบนี้คือ บางทีก็อ่านไปแล้วงง
เรียงประเด็น-รวบประเด็นได้งุนงง ข้อความที่พูดต่อมามันสนับสนุนหรือสัมพันธ์กับเนื้อหาก่อนหน้านั้นยังไง
ไม่จำกัดกรอบในการตอบ เลยออกไปเรื่องนั้นเรื่องนี้ ดูมียึดมั่นถือมั่น
(เช่นพูดเรื่องให้เกียรติหรือเรื่องเรียนมาเยอะ) แต่อ่านไปอีกซักย่อหน้านึง หรือคำตอบนึง ก็จะรู้สึกว่า
โอ้ หลวงพี่เข้าใจอะไรๆในโลกได้เป็นอย่างดี เปิดกว้าง ยอมรับและเข้าใจคนอื่นๆ
เป็นกลาง มองรอบ ให้แง่มุมใหม่ที่เราไม่เคยรู้ เตือนในสิ่งที่เราก็ยังคาดไม่ถึง
รวมถึงมีมุมมองต่อศาสนาพุทธที่บริสุทธิ์ ควรแก่การเคารพในฐานะผู้รักษาศาสนา

คือมันจะสลับกันอยู่ระหว่างสองอย่างนี้ล่ะครับ

ยกตัวอย่างก็ได้ ประเด็นนี้
เนื่องจากข้อจำกัดในการสื่อสารของมนุษย์ก็คือภาษา ก็ต้องทำกันผ่านภาษานะครับ
คำหรือประโยคที่รู้สึกว่าอัตตามากๆ เช่น

- โยมอาศัยคำตอบจากระดับสติปัญญาหลวงพี่
- ลูกจะหูทวนลมแม่บังคับจิตลูกได้จริงไหมล่ะ
(รู้สึกว่าเปรียบตนเป็นแม่มาสอน แล้วลูกหรือผู้ฟังอาจจะหูทวนลมไม่ฟัง)
- ต่อให้โยมฉลาดกันมากแค่ไหน โยมใช้ชีวิตของโยมในวิถีโลกก็ไม่ควรกล่าวตนมีธรรมว่าแน่
(อันนี้อ่านแล้วคิดว่า ใครจะไปคิดแบบนั้น รวมถึงรู้สึกว่าคนเป็นพระที่เป็นวิถีธรรมเท่านั้นที่กล่าวตนได้ว่าแน่
ทราบว่าหลวงพี่ไม่ได้คิดแบบนั้น แต่รูปประโยคมันทำให้ตีความหมายได้ทางนี้ทางเดียวเลย)
- หรือว่าโยมบรรลุธรรมแล้ว  (มันใช้อธิบายสัมพันธ์กับเนื้อหาอะไรได้ตรงไหน งง
ไม่น่าจะมีใครอ้างว่าบรรลุธรรมแล้ว ถึงค่อยมาวิจารณ์ได้นะครับ)
- เรื่องเรียนจิตวิทยามาท้ายๆ คือยังไม่มีใครพูดถึงประเด็นนี้เลย
หลวงพี่ยกมาและบอกว่าไม่ควรเอามาใช้กับหลวงพี่ หลวงพี่เรียนมาแล้ว ฯลฯ นี่ยิ่งงงใหญ่

เข้าใจเช่นกันครับ ว่าทั้งหมดนี้หลวงพี่อาจ"ตั้งใจ"จะหมายความอย่างอื่น
หรืออาจจะอธิบายได้ว่าระดับจิตไม่ตรงกัน ระดับความรู้ทางธรรมยังไม่ถึงระดับหลวงพี่ที่ฝึกฝนมา
หรืออีกมากมายหลายเหตุผลที่ทำให้ผมเข้าใจคลาดเคลื่อน
แต่นี่คือความเข้าใจในฐานะ"ผู้รับสาร"นั่นเองครับ

และแน่นอนว่าทั้งหมดที่ว่ามานี้ คือการตัดสินจากมุมมองของผม
ผ่านการสื่อสารเฉพาะในนี้และจากคำตอบและวิธีใช้ภาษาที่หลวงพี่ตอบนะครับ
(อันนี้จำกัดกรอบแน่นอนว่าตัดสินจากอะไรและโดยอะไร
ไม่ได้ตัดสินว่าหลวงพี่เป็นงั้นเป็นงี้ทั้งหมดทั้งชีวิต เพราะแน่นอนว่าเราย่อมพูดถึงกัน
เฉพาะคำตอบและผ่านการสื่อสารกันในนี้ และผ่านเครื่องมือคือภาษา)

แต่ก็เข้าใจแล้วว่า คำตอบของหลวงพี่ก็บอกชัดว่าเป็นพระธรรมดา
ก็ย่อมจะยังเป็นแบบนั้นอยู่ อันนี้มาขอยืนยันความเห็นจากมุมของผมดูบ้างเท่านั้น
ว่าผมก็เห็นแบบนั้นเหมือนกันกับปาล์มครับ เพียงแต่ผมไม่รู้จักคำว่าเฉโก
หรือว่าจะเฉโกหรืออะไรไหม ผมก็ไม่ทราบ ที่ผมทราบ ก็คือเท่าที่เขียนมานี่น่ะเอง

ผมไม่อยากจะคิดว่า มีคนให้คำวิจารณ์หลวงพี่เช่นนี้แล้วหลวงพี่จะน้อยใจ
ก่อนจะโพสต์ก็คิดอยู่ว่า มันฟังดูโจมตีจังเลยฟะ และชวนให้รู้สึกแบบนั้นแบบนี้
แต่ปกติก็จะไม่ค่อยได้นึกถึง เพราะที่เสวนากันในนี้ ไม่ว่าจะเรื่องขอขาดบาดตาย การเมือง สังคม
อะไรที่มันรุนแรงชวนผิดใจกันสุดๆ ก็มักจะวิจารณ์กันชัดๆแบบนี้นี่เอง
(และแน่นอนว่าเราก็ตัดสินผ่านมุมมองของเรา เราจะไปเอามุมมองของใครมาได้ :30:)
มันก็คือการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันและกัน จากมุมของคนอื่นๆ ถ้าให้ตรงได้เท่าไร
เราก็จะได้ประโยชน์กันเท่านั้น คนแถวนี้เลยเคยชินที่จะไม่อ้อมค้อมกัน

ส่วนถ้ากรณีที่ยังไม่คุ้นเคยกัน ก็มีส่วนทำให้ผมลังเลอยู่ว่าจะอย่างไร
เพราะปกติก็โพสโดยที่ไม่ค่อยมีความรู้สึกอะไร คือเฉยๆ แค่คิดว่ากำลังอยู่ในประเด็นไหน
และเรามีความคิดเห็น/ข้อมูลว่าอย่างไร ก็แสดงความเห็น ให้เหตุผลประกอบไปตามนั้น
หวังว่าหลวงพี่คงเข้าใจนะครับ อันนี้หมายถึงทั้งตัวผม และพฤติกรรมชาวบ้านแถวนี้นะ :30: :46:

ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: ยุนเอ เมื่อ 21 พ.ย. 2011, 18:43 น.


ช่าย
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: โก้ เมื่อ 21 พ.ย. 2011, 19:33 น.
หลวงพี่คิดหรือไม่ครับ ว่าธรรมะ คือ ธรรมชาติ
ซึ่งบางทีไม่ต้องอธิบายอะไรมากก็เข้าใจ
เพียงแต่ ถ้าอธิบายมากเข้า ธรรมะก็อาจจะไม่ใช่ ธรรมชาติ
แล้วน่ะครับ

ซึ่งถ้า ธรรมะ ไม่ใช่ ธรรมชาติ
มันก็แปลกๆ อยู่นะครับ

แล้วไดม่อน การ์ด นั่น
สีโคตรจะค็อกเทลเลาจ์เลยฮะ
แนะนำให้ทำพื้นดำ ตัวอักษรสีทอง แหล่มกว่าฮะ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: PalmySyd เมื่อ 21 พ.ย. 2011, 21:10 น.
อ้างคำพูดจาก: Palm4u เมื่อ 20 พ.ย. 2011, 21:04 น.

บางอย่างอ่านแล้วรู้สึกว่า หลวงพี่ "เฉโก" ล่ะค่ะ
นั่นคือความรู้สึกนึกคิดที่เฉโกเช่นกัน

ไว้มีโอกาสได้อ่าน คิด พิจารณา ดีๆ จะเรียนถามหลวงพี่บ้าง


นมัสการค่ะ

ตามที่กล่าว โยมเองก็ยอมรับค่ะว่าโยมยังมีโรคเฉโกฝังใน
เรียนตามตรงว่าเป็นคนสนใจพุทธศาสนามากกว่าศาสนาอื่น
เรียกว่าเป็นรสนิยมก็ได้ เรียนรร.คริสต์ตั้งแต่อนุบาล
โดนกล่อมเกลาด้วยศาสนาคริสต์มาโดยตลอดเพราะเป็นรร.ประจำ
แต่ไม่ยักกะอยากเข้าคริสตจักรกับเขา ไม่ค่อยถูกจริตกับแนวคิดเฉโกของตนเท่าไร

รสนิยมการชอบพุทธมาจากเห็นอาม่าตนเองเป็นไอดอล
อาม่าเป็นคนแก่ใจดี เข้าใจโลกใบนี้ เข้าใจวิถีชีวิต และเข้าใจธรรมชาติ ใช้ชีวิตวิถีพุทธ
พอโตมาได้เรียนวิชาพุทธศาสนา ก็พอจับใจความได้ว่าที่สุดคือความว่าง
พุทธะไม่มีอะไรซับซ้อน พุทธะคือความเรียบง่าย

ทุกวันนี้ก็พยายามฝึกตน อยากไปให้ถึงจุดที่ว่า "สุดท้ายรักษาศีลเพียงข้อเดียว คือ ความว่าง"

เริ่มจากฝึกปัญญา3ฐาน
แต่ก็ไม่ได้ฝึกปฏิบัติอย่างเอาเป็นเอาตายนะคะ
ก็ใช้ชีวิตประจำวันเหมือนคนอื่นๆนั่นแหละ
เพียงหมั่นสำรวจตัวเองบ่อยขึ้น
หมั่นจับความคิดตนเองให้ทัน
หมั่นตั้งจิต ฝึกสมาธิ ให้มีสติ

ผลที่ได้เบื้องต้น ณ ทุกวันนี้ใจเย็นลงเยอะ มีความสุขมากขึ้น มองอะไรง่ายขึ้น
ก็ไม่รู้จะไปทำให้มันยากทำไมล่ะเนอะ
ยืนยันว่ายังไม่ได้บรรลุ และไม่ได้เอาอยู่ค่ะ

นมัสการ  :46:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 21 พ.ย. 2011, 23:06 น.
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 21 พ.ย. 2011, 23:14 น.
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 21 พ.ย. 2011, 23:48 น.
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: เก้อ เมื่อ 22 พ.ย. 2011, 00:47 น.
พอดีการสื่อสารผ่านทางเวบบอร์ด มีข้อจำกัดคือการอธิบายผ่านภาษาเขียน
เราจึงอ่านเท่านี้-วิจารณ์เท่าที่ปรากฏอยู่นี้นั่นเอง ที่อธิบายก็เป็นเพียงการจับเอา
เหตุ-ผล-ข้อมูล มากระเทาะ แยกแยะ และวิจารณ์-ให้เหตุผลประกอบ
สนทนากันไปตามเรื่อง

ส่วนคำอธิบายของหลวงพี่ หลายๆข้อก็เข้าใจเจตนาหลวงพี่มากขึ้นครับ :46:

ทีนี้ผมขอสะท้อนอีกหลายๆแง่มุมต่อการตอบคำถามของหลวงพี่นะครับ
ปัญหาสำคัญที่สุดในคำตอบต่อเรื่องต่างๆของหลวงพี่ที่ผมค้นพบคือ
ไม่มีคำอธิบายใหม่ๆที่น่าสนใจอะไร ส่วนมากมักจะเป็นการปะติดปะต่อกันของสิ่งที่"พูดเมื่อไหร่ก็ถูกเมื่อนั้น"
ไม่ได้มีความหมายในบริบทไหนเป็นพิเศษ---พูดให้ถูกคือ
ไม่สามารถเอามาตอบในบริบทที่คนกำลังถามได้เป็นพิเศษ-อย่างเฉพาะเจาะจง
เหมือนพูดขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ถูกเมื่อนั้น เอาไปวางตรงไหนก็ได้
เลยรู้สึกว่านานๆทีจะได้รับคำตอบอะไรที่เราอยากรู้ ทำนองนี้ครับ

นอกจากนี้ ก็ยังเป็นเรื่องเรียบเรียงประเด็น การจำกัดกรอบการอธิบาย
การยกเรื่องประกอบ-ให้เหตุผลบางอย่างมาสนับสนุน
โดยไม่สามารถทำให้คนเข้าใจได้หรือเสริมคำอธิบายต่อเรื่องหลักได้
สิ่งนี้ส่งผลทำให้ผู้อ่านเข้าใจผิดเสมอว่าหลวงพี่จะสื่ออะไร
(สังเกตว่าต้องมาอธิบายบ่อยครั้งว่า : หลวงพี่ไม่ได้จะสื่อแบบนั้น โยมเข้าใจไปเอง)

กรณีนี้ในกระบวนการสื่อสารก็มองได้ว่า ผู้ส่งสารบกพร่องหรือผู้รับสารบกพร่อง(หรืออาจะทั้งสองอย่าง)
หลายครั้งคำอธิบายของหลวงพี่คือ คนอ่านระดับจิตไม่ถึง ตัดสินอกุศล ผิดขัดใจ ไม่ได้ปฏิบัติธรรม ฯลฯ
อันนี้ก็อาจมองได้ ถ้าในกระบวนการสื่อสารก็คือ ผู้รับสารบกพร่อง
แต่ถ้ามันเกิดขึ้นบ่อยๆและมีคนสะท้อนมาก ผมก็จะเริ่มมาคิดแล้วล่ะว่า
หรือเพราะความสามารถในการอธิบายของตัวเอง ถ้าในกรณีนี้
ผมว่าความสามารถในการอธิบายของหลวงพี่นั้นยังมีจุดบกพร่องอยู่มากครับ
อันนี้ขอสะท้อนความเห็นเรื่องการเขียนและการอธิบายล้วนๆเลยนะครับ

ส่วนจะมาคาดหมายว่าผู้อ่านจะผิดขัดใจ คิดอกุศล หรืออะไรอื่นๆที่หลวงพี่ใช้เสมอ
แล้วหลวงพี่สบายดีนี่ ยิ่งฟังดูข่มคนอื่นสุดๆไปเลยครับ :30:
ไม่ว่าหลวงพี่จะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัว หรือ"ตั้งใจ"ให้เป็นแบบไหน ละคิดว่าคนอื่น"เข้าใจผิด"ขนาดไหน
คิดว่าคนอ่านก็รู้สึกเสมอว่า ในทุกๆการอธิบายของหลวงพี่ฟังข่มคนอื่นเสมอ
(อย่างที่หลวงพี่เข้าใจนั้นถูกแล้วครับ) มันไม่ใช่ว่าใครเค้าอยากจะคิดอะไรอกุศลกันนะครับ
ที่กำลังอธิบายอยู่นี้ มันเป็นเพราะวิธีการอธิบายของหลวงพี่นั้น
ในมาตรฐานของการสื่อสารของผู้คนในสังคมโดยทั่วไปเค้าจะคิดกันว่ามันคือการข่มคนอื่น
ถ้าหากหลวงพี่ยืนยันว่าไม่ได้คิดเช่นนั้น อันนี้อาจเป็นส่วนหนึ่งของการบกพร่องในการสื่อสาร
อย่างที่กล่าวมาข้างต้นนั่นเอง

ดังนั้น ทั้งหมดจึงไม่เกี่ยวกับว่าใจผมจะมีอะไรอยู่
หรือจะไปวัดตัดสินว่าในใจหลวงพี่มีอะไร เป็นยังไง
เราแค่กำลังพูดแค่"เรื่องนี้-เท่านี้" ไม่ได้เลยไปถึงการหยั่งลึกสภาพจิตใจใครเลยครับ
คือเข้าใจนะครับว่าหลวงพี่พูดถึงตรงนี้บ่อยๆเพื่อเตือนจิตของเราอยู่เสมอ :46:
แต่อย่างที่ว่ามันเป็นสิ่งที่พูดตอนไหนก็ถูก และไม่สามารถเอามาอธิบายประเด็นอะไรได้
และยิ่งพอพูดท้ายประเด็นที่กำลังสนทนากัน มันเสริมความหมายว่า
คนอื่นนั้น"ใช้อารมณ์" หลวงพี่ไม่ได้เอาใจมารองรับ คนอ่านจะเข้าใจแบบนี้นั่นเองครับ
(หลวงพี่จะอธิบายว่า หลวงพี่ไม่ได้หมายความแบบนั้น โยมเข้าใจไปเอง : ซึ่งก็วนไปที่คำอธิบายตอนต้นครับ)

ถ้าถามผมก็อย่างที่ว่าปกติธรรมดา - นึกไม่ออกเลยว่าตัวเองรู้สึกผิดขัดใจหรืออกุศลไหม อาจจะมีแต่หยั่งจิตไม่รู้ก็ได้ :30:
รวมถึงไม่เคยคิดว่าอะไรมันถูกต้องแน่นอน ผิดแน่นอน ยึดมั่นอันนี้ได้แน่นอน
พูด"จำกัดกรอบ"อยู่แค่ประเด็นที่กำลังพูดถึงนี้เฉยๆว่าเห็นแบบนี้ เพราะเหตุผล-ข้อมูลแบบนี้
และเพราะมันสัมพันธ์กับบริบทแบบไหน-เกี่ยวข้องกับเรื่องไหนอยู่
ถ้าเปลี่ยนบริบท ก็จะคิด/อธิบาย/ให้เหตุผลแบบอื่น
ไม่ได้คิดว่าตัวเองถูกต้องอะไรเลยด้วยครับ ทั้งหมดผมอาจจะพูดผิดก็ได้
แต่ผมว่ามันเทียบกันไม่ได้กับเรื่องพระพุทธเจ้า-ขงเบ้ง-สัจจะ หรืออะไรที่อยู่สูงขึ้นไป
เราแค่กำลังพูดถึง"เรื่องนี้-เท่านี้" นั่นคือ ผมกำลังสะท้อนก็คือการอธิบายของหลวงพี่
ที่เราพูดกันอยู่ ก็อยู่กับเรื่องนี้เท่านั้นเองครับ

ทั้งหมด ผมยินดีและมีความสุขเสมอที่ได้สนทนากับหลวงพี่นะครับ
สนใจทุกๆคำตอบและการเสนอคำอธิบาย (หนังสือของท่านป.อ.ปยุตโตที่ให้โหลดนั้น ก็อ่านจบแล้ว
แต่คิดว่าเคยอ่านหนังสือที่เป็นวิชาการกว่านี้ของท่านป.อ.แล้ว
อ่านตั้งแต่ตอนยังมีอีกยศนึงสมัยมีประเด็นธรรมกาย อันนี้เลยเฉยๆครับ
เข้าใจว่าเขียนเมื่อนานมาแล้ว แล้วก็เป็นข้อเขียนลงในหนังสืองานศพ ก็มีบริบทในการอธิบายของมันเอง)

จะใช้ว่าความสุขก็ไม่เชิง แต่ก็คือว่ากระตือรือล้นที่จะสนทนาด้วยเสมอทำนองนั้นล่ะครับ
ถึงได้พิมพ์เยอะๆยาวๆตอบเกาะติดอยู่ทุกประเด็นอย่างนี้ตลอดนี่เอง
หวังว่าหลวงพี่คงไม่เบื่อไปซะก่อน ว่าไอ้นี่ทำไมมันเรื่องมากจริงวะ :30: :46:

// หลวงพี่ตัดหน้า  :07: ผมเลยหยุดอ่านคำอธิบายของหลวงพี่ก่อน
คำอธิบายโพสข้างบนตอบปาล์มเรื่องความว่าง ผมค้นพบว่าเข้าใจง่าย
และเสริมความเข้าใจใหม่ๆให้ผมแฮะครับ เป็นคำอธิบายที่เป้นประโยชน์ต่อความเข้าใจผมเลยครับ ขอบคุณครับ :46:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Buob Marley เมื่อ 22 พ.ย. 2011, 00:53 น.
ปัญหาอย่างเดียวของผมคือ จู๋นี่แต่ละโพสต์แม่งโคตรยาวเลย จู๋การเมืองยังไม่ยาวขนาดนี้

ปกติ เก้อมันโพสต์โคตรยาวเป็นนิจอยู่แล้ว แต่หลวงพี่โพสต์โคตรพ่อโคตรแม่ยาวเลยครับ :05:

ปล. เห็นด้วยกะบักเก้อเรื่องคำตอบมันวกวน และรู้สึกว่ายังต้องคิดต่ออีกเยอะ (ซึ่งอาจจะตรงกับที่หลวงพี่ต้องการจะสื่อสารรึเปล่าก็ไม่รู้)
ผมชอบแบบสั้นๆ ตรงๆ ง่ายๆ แบบไม่ต้องรู้สึกว่าตะขิดตะขวงในประเด็นของข้อความที่เยอะแยะรุงรังพวกนั้นอะครับ :30:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: ยุนเอ เมื่อ 22 พ.ย. 2011, 00:54 น.


พี่บวบไปสายเซนเถอะ 









เงินสดไม่ค่อยมีนิ :47::47::47::47::47:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: เก้อ เมื่อ 22 พ.ย. 2011, 00:58 น.
เอาๆ ถ้าจะวิจารณ์แบบสั้นๆเหมือนเวลาที่วิจารณ์บทอะไรต่างๆ(หรือวิจารณ์บทตัวเอง :37:)
ก็คงจะคล้ายๆที่บวบว่าครับ : คุมประเด็นไม่อยู่ ทำให้มีกลุ่มข้อความ-เรื่องประกอบ
กระจัดกระจาย รุงรังอยู่เยอะมาก ส่งผลให้สื่อความผิดเพี้ยนอยู่บ่อยครั้ง
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Buob Marley เมื่อ 22 พ.ย. 2011, 00:58 น.
จนตายดีกว่าเป็นหนี้เครดิต :47:

ปล. เซนนี่โคตรจะต้องคิดต่อเลย.. แต่จริงๆ ถ้าไม่คิดเลยก็ได้นี่เนอะ :30:
ปล.2 เก้อโพสต์สั้นๆ เป็นด้วย :37:
ปล.3 หรือปกติที่โพสต์ "ยาวๆ" เพราะจะลบปมอะไรป่าว :47:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: ยุนเอ เมื่อ 22 พ.ย. 2011, 01:02 น.


เซน ไม่สอน
เซน ไม่สน
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Buob Marley เมื่อ 22 พ.ย. 2011, 01:04 น.
เซน ไม่จ่าย :47:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: PalmySyd เมื่อ 22 พ.ย. 2011, 05:46 น.
ปกติจ่ายสด เพราะได้ลดมากกว่าเซน

:30: :30:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: PalmySyd เมื่อ 22 พ.ย. 2011, 05:58 น.
มีความเห็นเหมือนเก้อค่ะ (สั้นดีมั้ย)  :37:



ถามต่อเรื่องศีลค่ะ

โยมมีความเข้าใจว่า ศีล คือ กฏในรูปแบบของพุทธศาสนา

มีศีล5 ศีล8  ศีล10 ศีล227 ศีล311ข้อ ว่ากันไปตามแต่จะต้องถือหรือควรถือ


ทีนี้โยมเคยคุยกับอ.สอนพุทธศาสนาและปรัชญา ตั้งแต่สมัยเรียบม.ปลาย
อ.ท่านว่า สุดท้ายแล้วผู้บรรลุจะถือศีลเพียงข้อเดียว คือ ความว่าง
เพราะท่านบรรลุแล้ว ไม่จำเป็นต้องมีกฏอะไรมากมายมาประครองตน
เพียงรักษาศีล รักษาความว่างของจิตเท่านั้น

ประกอบกับมีโอกาสฟังคลิปบรรยายครั้งนึงของ ดร.วรภัทร ภู่เจริญ
ท่านก็ว่าในทำนองเดียวกัน ยกตัวอย่าง จี้กง เป็นพระดื่มสุรา ถามว่าบาปมั้ย?
ผิดศีลมั้ย? ท่านบรรลุแล้ว ท่านทำได้ เพราะจิตของท่านว่างแล้ว ท่านดื่มสุราแต่จิตไม่ได้ดื่มไปด้วย ใจไม่เมา


โยมเข้าใจถูกผิดประการใดรบกวนแถลงไขเจ้าค่ะ?
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: PalmySyd เมื่อ 22 พ.ย. 2011, 06:06 น.
ตอบเรื่องปัญญา3ฐานของโยมคือ ฐานกาย ฐานจิต และ ฐานความคิด ค่ะ

ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: ณต เมื่อ 22 พ.ย. 2011, 08:36 น.
เรื่องพระอรหันต์ดื่มสุรา อย่างพระศาคตะนี่เคยได้ยินเหมือนกัน
หรือสันตติมหาอำมาตย์ กินเหล้าเมาฉลองเจ็ดวันเจ็ดคืน
ก็บรรลุอรหันต์ได้หลังจากได้ฟังเทศนาจากพระพุทธเจ้าในคืนวันที่เจ็ด
แต่หลังจากนั้นก็ดับขันธ์ปรินิพพาน ประมาณนี้

ส่วนเรื่องพวกที่ไม่มีศาสนาก็เป็นมูลฐานนิยมนั้น
ประมาณว่าเป็นพวกเชื่อในวิทยาศาสตร์
จนเป็นเหมือนศาสนาหนึ่งนั่นแล
นึกออกไหมว่าเรื่องบางเรื่องมันไม่มีเหตุไม่มีผล
จะเอาวิทยาศาสตร์มาจับประเด็นก็ไม่ได้ทำนองนั้น
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 22 พ.ย. 2011, 11:39 น.
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: ยุนเอ เมื่อ 22 พ.ย. 2011, 11:47 น.


งง  :37:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: โก้ เมื่อ 22 พ.ย. 2011, 11:54 น.
ขันติ อหิงสา พรหมมา จะโลกาธิปะติ ไว้ครับหลวงพี่
นึกเสียว่าพวกเราเป็นมาร กำลังมาผจญมิติของหลวงพี่ก็แล้ัวกัน

ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 22 พ.ย. 2011, 12:03 น.
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: โก้ เมื่อ 22 พ.ย. 2011, 12:07 น.
หลวงพี่เผยผิว หรือยังครับ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 22 พ.ย. 2011, 12:10 น.
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: ยุนเอ เมื่อ 22 พ.ย. 2011, 12:12 น.


เห็นยาวพรึดๆ ก็ไม่อ่านแล้วละครับ
คงจะไม่เหมาะกับการรับสาร  :25:

ขอบคุณครับ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 22 พ.ย. 2011, 12:54 น.
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: เก้อ เมื่อ 22 พ.ย. 2011, 12:58 น.
ประเด็นเรื่องการสื่อสาร ยอมแล้วครับ :30:
เชื่อจริงๆว่าหลวงพี่ไม่สามารถยอมรับได้ว่าตนเอง
ความสามารถในการสื่อสารบกพร่อง :46:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Buob Marley เมื่อ 22 พ.ย. 2011, 13:00 น.
ในโลกของผม ตั้งแต่โตมา.. เรียนหนังสือ จนถึงทำงาน
เป็นโลกที่ต้อง discuss, convince และ critic ตลอดเวลา.. นี่เป็นวิธีในการที่ผมเลือกเก็บข้อมูล รวมไปถึงเลือกที่จะเชื่อ จะคิดต่อ หรือไม่เชื่ออะไรใดๆ ในโลก
หรือในทางกลับกัน วิธีการเหล่านี้ คือสิ่งที่ผมใช้ยืนยันความเชื่อ และความคิด ของผมมาตลอด
และกล้าพูดว่า ผมพร้อมจะยอมรับว่าที่ผมคิดมันไม่ใช่ ในทันทีที่มีคนทำให้เชื่ออย่างนั้นได้

สำหรับผม.. รู้สึกว่าวิธีการของหลวงพี่ ทำให้ผมห่างใกล้พุทธศานาของหลวงพี่ไม่มากกว่าเดิมเสียอีก
คำตอบแบบเพลย์เซฟ หรือไม่ตรงประเด็น จะด้วยเหตุที่ว่าต้องไปย่อยต่อเอง สรุปเอง ผมว่ามันไม่เวิร์ก

เทียบกันง่ายๆ ว่า
ถ้าผมจะขายงานให้ลูกค้า โดยที่ผมใช้ภาษาที่นักออกแบบเขาคุยกัน จะมีลูกค้าสักกี่คน ที่จะเข้าใจและได้ประโยชน์จากวิธีการแบบนั้น
สมมติว่าเข้าใจก็ดีไป.. ถ้าสมมติว่าลูกค้า "แกล้งทำเป็นเข้าใจ" ผลอาจจะแย่กว่าที่จะนึกออก
ยิ่งถ้าลูกค้าใช้ความเข้าใจที่ผิดนั้น ไปบอกเพื่อนฝูงต่อ โดยอาจจะอ้างว่ารับข้อมูลพวกนั้นมาจากผู้รู้.. ไม่ยิ่งไปกันใหญ่เหรอครับ?

ปล. ปกติเวลาผมอ่านอะไรไม่เข้าใจ ผมจะอ่านซ้ำอีกจนกว่าจะเข้าใจมากขึ้น.. แต่โพสต์หลวงพี่นี่ อ่านซ้ำไม่ไหวจริงๆ พับผ่า
ปล.2 เก้อแม่มตัดหน้าประเด็นเดียวกัน
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 22 พ.ย. 2011, 14:47 น.
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Buob Marley เมื่อ 22 พ.ย. 2011, 14:58 น.
In my opinion, I'm one of open mind guys na luang pee :37:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 22 พ.ย. 2011, 15:03 น.
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: ยุนเอ เมื่อ 22 พ.ย. 2011, 15:13 น.


โอ้ ตอบแบบนี้อ่านง่ายครับ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 22 พ.ย. 2011, 16:07 น.
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: โก้ เมื่อ 22 พ.ย. 2011, 16:23 น.
หลวงพี่อยู่วัดไหนเหรอครับ ออนไลน์นานดี
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 22 พ.ย. 2011, 16:39 น.
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: โก้ เมื่อ 22 พ.ย. 2011, 16:48 น.
หลวงพี่เป็นผู้ชาย
ผมคงไม่โทรไปแ่น่ครับ
ต่อให้เป็นผู้หญิง แต่โกนหัว ผมเองก็ไม่มักนะ

คือสมัยผมบวช
ว่างก็นั่งอ่านหนังสือสวดมนต์
ซึ่งเบื่อมากครับ คอมมี แต่เนทไม่มี
สนุกที่สุดก็เกมส์สนุ๊กเกอร์

แต่มาปีนี้ผมได้เจอพระในเว็บฟ๐นต์
ซึ่งคิดว่าแปลกที่สุดละ (ถ้าไม่นับรวมพี่เจน)
ก็ดีครับ สนทนากันไม่เห็นหน้า (น่าจะไม่ได้เห็น)
จะได้ไม่ต้องนั่งพื้นยกมือไหว้ (ถึงทำก็ไม่ได้เห็นเนอะ)

แสดงว่าเป็นนิสิตบวชเรียนใช่ไหมครับ
เห็นว่าใกล้เปิดเทอม งั้นแสดงว่าเราคงอาจจะได้เจอกันแค่ช่วงสั้นๆ
บางทีละลาบละล้วงก็ขออภัยนะครับ ผมเป็นแบบนี้แต่ไม่ได้มีอะไรหรอก
ดีครับ พระเล่นเนท  (สมัยนี้แล้วนี่นะ)
มีอะไรหลายอย่างมากกว่าในพระไตรที่เก่ากึ้ก
สปีดการไขข้อข้องใจของคำถาม มันเร็วและทันใจกว่าเยอะ

หลวงพี่เป็นพระ ในแบบ แสวงหา หรือ ปล่อยให้มันเป็นไป ครับ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 22 พ.ย. 2011, 17:31 น.
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 22 พ.ย. 2011, 18:28 น.
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 22 พ.ย. 2011, 18:36 น.
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: โก้ เมื่อ 22 พ.ย. 2011, 19:22 น.
ฟ๐นต์สวยเสียด้วยครับ
ผมบวชทั้งหมด 19 วันเท่านั้นเอง
เพราะด้วยการทำงานที่ไม่เอื้อกับเวลาการบวช
ก็เลยได้แค่ที่บอกไปครับ

รู้สึกแปลกๆ นะครับ ที่พระมาเล่นเว็บ
แต่สมัยก่อน เวลาพระออกเทป ไม่ยักกะสนใจแฮะ
(พระพยอม กัลยาโณ) กลับชอบฟังซะอีก

แต่นี่ปี 54 แล้วมั้ง
อะไรๆ ก็เลยไม่เหมือนเมื่อก่อน
แล้วทำไมหลวงพี่ถึงได้เข้ามาโปรดพระธรรมในจู๋นี้ครับ
อะไรทำให้คิดว่า คนที่นี่อาจไม่เข้าใจ (ถ่องแท้หรือไม่นั่นช่างก่อนนะครับ)
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 22 พ.ย. 2011, 20:04 น.
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: โก้ เมื่อ 22 พ.ย. 2011, 20:10 น.
เกิดมีคนเหมือนผมเยอะๆ
คือ ไม่อ่านซะก่อน แต่ก็อยากรู้ในคำถามของตัวเอง
หลวงพี่ไม่ท้อนะ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: PalmySyd เมื่อ 22 พ.ย. 2011, 21:00 น.
อ้างอิงหลวงพี่เรียนเพื่ออยากรู้ว่าคนระดับสติปัญญาที่เขาศึกษาจนจบ ดร. เขาคิดกันยังไง
ทั้งนี้เพื่อให้จำแนกแยกแยะหลักธรรมให้โยมเข้าถึงได้ง่าย

คนเรียนดร. เขาก็คิดเหมือนคนทั่วไปนั่นแหละค่ะ
รอบตัวโยมมีคนเรียนดร. จบดร.มากมาย ทั้งพี่สาวโยมเอง เพื่อนสนิท เพื่อนเกือบสนิท พี่ชายลูกป้า ฯลฯ
ตัวโยมเองพอจบโทก็คิดๆว่าต่อ ดร. ที่เมืองนอกเมืองนาดีมั้ย
ไปๆมาๆก็พอดีกว่า ทุกวันนี้ก็เป็นปัญญาชนขายแรงงานเยี่ยงกรรมกร  :30:


โดยส่วนตัวโยมคิดว่า การจำแนกแยกแยะหลักธรรมให้บุคคลอื่นเข้าถึงง่าย
ไม่จำเป็นต้องเรียนเก่ง ไม่จำเป็นต้องเรียนสูง
หากแต่ต้องเป็นผู้สื่อสารที่ดี สื่อสารเก่ง
เหมือนคนที่จะเป็นครูได้ ควรจะมีทักษะการสื่อสารที่ดี ให้เด็กเข้าใจได้ง่าย

เคยเรียนกับโปรเฟสเซอร์ด็อกเตอร์หลายท่าน ทั้งคนไทยและฝรั่ง บอกตามตรง พูดอะไรไม่เห็นจะเข้าใจเลยค่ะ  :30:
สู้เรียนกับอาจารย์ที่ไม่ได้เป็นคนเก่งมากแต่อธิบายเก่ง ทำให้เราเข้าใจได้ง่าย เราก็ได้ประโยชน์จากการเรียนเยอะ

คงคล้ายๆกับว่าทำไมเด็กชอบไปเรียนกวดวิชา สาเหตุนึงก็เพราะครูที่รร.สอนไม่เข้าใจ
ครูที่รร.กวดวิชาสอนเข้าใจกว่า อธิบายให้เข้าใจง่ายกว่า แต่ละคนก็จะมีทริคการสอนต่างออกไป ซึ่งก็เป็นทริคในการสื่อสารยังไงให้เด็กเข้าใจง่ายๆนั่นเอง


ตัวโยมตอนที่กลับไทย2-3สัปดาห์ที่แล้ว เพื่อนสนิทก็ชวนให้ไปเป็นอาจารย์สอนป.ตรี
คือถ้าเอาตามประวัติ ใบประกาศเอย ทรานสคริปเอย ยื่นๆไปสมัครยังไงก็ได้เป็นอ.แน่ๆ
โยมพิจารณาตัวแล้วก็ต้องบอกปฏิเสธเพื่อนไปว่า "เราทำไม่ได้หรอก สอนคนไม่เป็น"
เพราะลำพังตอนเรียนเพื่อนให้เป็นติวเตอร์ยังอธิิบายให้มันรู้เรื่องไม่ได้เลย  :30:
ผลเลยออกมาว่า ไว้ได้กลับไทยนานๆหรือกลับถาวรเมื่อไรจะไปเป็นอาจารย์รับเชิญละกัน
ทุกวันนี้ก็ยังคงเป็นกรรมกรต่อไป  :30:


ปล. จะว่าอะไรมั้ยถ้าจะว่า หลวงพี่เกรียน  :58:  เป็นพระที่เกรียนใช้ได้ เกรียนแบบสุภาพซะด้วย
(ว่าพระนี่บาปหนักมั้ยนะ?)
ปล2. ตัวโยมก็ไม่ได้ดีอะไร ยังเป็นคนปากดี ปากหมา ปากกล้า
โยมอยู่ในสังคมที่กล้าวิพากษ์ผู้อื่นและก็ใจกว้างพอให้ผู้อื่นวิพากษ์กลับเช่นกัน
อยู่สังคมฝรั่งมานานเหมือนกับเก้อและพี่ณต เลยซึมซับแนวการวิพากษ์วิจารณ์ชาวบ้านมาเหมือนๆกัน หวังว่าหลวงพี่คงไม่ถือสานะคะ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: PalmySyd เมื่อ 22 พ.ย. 2011, 21:19 น.
อ้างคำพูดจาก: Buob Marley เมื่อ 22 พ.ย. 2011, 14:58 น.
In my opinion, I'm one of open mind guys na luang pee :37:

I agree with you guy. I think we're almost open mind but he isn't.
I'm thinking he is a newbie on his way. He still be a student na.
So better to give his some opportunity, Let him improve himself.
He might be a Buddhist saint in one day.  :12:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 22 พ.ย. 2011, 21:52 น.
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: ยุนเอ เมื่อ 22 พ.ย. 2011, 21:59 น.


อันนี้ไม่เข้าใจ  :47:

ก็เข้าใจว่าเจอคำถามแบบนี้เยอะ แต่เวลาตอบเมื่อไม่กระจ่างแจ้ง
คนถามก็ขุ่นเป็นที่แน่นอน
ก็เข้าใจว่ามันไม่สามารถตอบแบบกระจ่างแจ้งได้

เนื่องด้วย ระดับภูมิรู้ ระดับภูมิไม่รู้ ที่ไม่เท่ากัน
แต่ที่พยายามถกๆ กันก็เพื่อ จะได้รู็ว่าคิดอย่างไร

ไม่ใช่อาตมาพูดไปก็เท่านั้น วนที่เดิมโยมๆ ไม่เข้าใจอาตมาหรอก
ถ้าเป็นเช่นนี้จริง นิ่งเสียยังจะดีกว่า

ครับ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 22 พ.ย. 2011, 22:14 น.
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 22 พ.ย. 2011, 22:22 น.
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 22 พ.ย. 2011, 22:43 น.
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: B o o k เมื่อ 22 พ.ย. 2011, 22:50 น.
ปกติที่นี่เราถกกันด้วยประเด็นร้อนแรงบ่อยค่ะ
ถึงเห็นไม่ตรงกันก็เสนอข้อมูลที่ทราบกันด้วยเหตุผล
ที่ใช้คำว่าเสนอ ไม่ใช่หักล้างเพราะเราไม่ได้มุ่งชนะคะคานกัน
เพราะชนะแล้วไง ไม่มีใครได้ประโยชน์อะไร จริงไหม
ทุกครั้งที่ได้สนทนากันจึงเป็นอะไรที่น่าตื่นตามาก
เพราะข้อมูลใหม่ๆ ความเห็นในมุมใหม่ๆ จะไหลผ่านเข้ามาให้คิดต่อคิดตามเสมอ
เป็นคนหนึ่งที่ชอบตามอ่าน แต่ไม่ค่อยได้เสนอความเห็น
เพราะส่วนมากเลยประเด็นที่อยากเสนอไปนาน (ดองไว้นานนั่นเอง)

ที่หลวงพี่เข้ามาร่วมวงสนทนาด้วยนี่ ยอมรับเลยว่ารู้สึกสนใจมาก
เพราะน้อยครั้งเราจะได้รับความเห็นในมุมมองนักบวช
แต่อ่านๆ ไปรู้สึกว่าเราไม่ได้ถกกัน แต่เป็นการถามตอบมากกว่า
ซึ่งอ่านไม่เข้าใจซะเป็นส่วนใหญ่ด้วย  :30:
อันนี้อาจเพราะภูมิรู้ไม่ถึง ศึกษามาไม่พอ
แต่ที่เก็บไม่ได้คือประเด็นที่หลวงพี่ต้องการสื่อ
หรือความเห็นในมุมใหม่ๆ ที่น่าสนใจ น่าเอาไปค้นต่อ

เอาเข้าจริงก็ไม่ได้มาเสนอประเด็นใหม่อะไรหรอกค่ะ
แค่อยากบอกว่า เราคุยกันก็ไม่ได้มีเจตนาอะไรที่จะโจมตีหลวงพี่
แต่คำหลวงพี่อ่านแล้วน้ำท่วมทุ่งเหลือเกิน ยากจะจับประเด็นค่ะ
ซึ่งหลวงพี่เองก็ไม่ได้ผิด เพียงแค่สื่อสารได้ไม่ตรงกับใจ
อันนี้คิดเอาเองจากที่อ่านมานาน :46:

การสื่อสารด้วยตัวหนังสือนี่ ยากนะคะ
เพราะตัวหนังสือมันไม่มีน้ำเสียง ไม่มีสีหน้าให้เราอ่าน
มีเพียงระหว่างบรรทัดเท่านั้นเอง

//หลวงพี่ตัดหน้าพอดี เห็นด้วยกับความเห็นล่าสุดนะคะ
ที่ว่า เป็นเรื่องดีถ้าเราจะหาคำตอบมาคุยกันให้กระจ่าง
กระจ่างว่าเราเห็นต่างกันก็ถือว่าเป็นเรื่องดี

//หลวงพี่ตัดหน้าอีกแล้ว :3005:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 22 พ.ย. 2011, 23:20 น.
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Sen เมื่อ 22 พ.ย. 2011, 23:26 น.
นอกกระแสครับ
อยากทราบวิธีที่หลวงพี่ทำให้สติกลับมาอยู่กับปัจจุบันครับ ตอนนี้กำลังฝึกจิตให้อยู่กับเนื้อกับตัวเพราะรู้ว่าคลาดกับสติบ่อยเกินไปแล้ว ครับ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: โก้ เมื่อ 22 พ.ย. 2011, 23:41 น.
นิ่ง ไว้ครับ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: โก้ เมื่อ 22 พ.ย. 2011, 23:45 น.
คือ ผมหมายถึง คิดยังไงถึงมาเปิดหัวข้อ "มาคุยธรรมะกับฉันสิ"
หลวงพี่คิดเองว่า คนในเว็บ ไม่เข้าใจเรื่องนี้เหรอครับ
หรือ

เห็นจากตรงไหน ส่วนไหน ของเว็บมาเหรอ
ถึงได้กระโดดออกมาเป็นคนไขข้อข้องใจ
เกี่ยวกับเรื่องนี้น่ะครับ
หรือ

หลวงพี่ มาจากไหน
แวะมาทำฟอนต์แล้วเจอปัญหาลอยอยู่
หรือ

หลวงพี่มาเปิดเกรียนๆ ไปยังงั้นน่ะครับ
แค่นี้แหละ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: B o o k เมื่อ 23 พ.ย. 2011, 00:01 น.
โอ้ เข้าใจค่ะ กระจ่างขึ้นมากอีกนิดนึง
ตอนแรกเห็น talk นึกว่าให้มาคุยกัน
อ่านเงียบๆ ต่อไป :22:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: PalmySyd เมื่อ 23 พ.ย. 2011, 04:57 น.
อยากบอกคนไทยหลายๆคนรวมถึงพระด้วย
ใบปริญญา ใบประกาศมันก็แค่กระดาษใบหนึ่ง
ไม่ได้เป็นตัวชี้วัดระดับปัญญาแต่อย่างใด

ในสายธรรมปาล์มเห็นดร.มากมายคิดและปฏิบัติไม่ได้เหมือนพระจบป.4
มีมากมายที่พระหรือคนที่มีการศึกษาน้อยมีความคิดความอ่านดีกวว่าคนเรียนสูง
โดยมากคนเรียนสูงมักเฉโกว่าตนเรียนมามาก ตนคือผู้รู้
และปิดหูปิดตาอยู่แต่ในกะลาของตน
การติดถือดีของตนจะทำให้เราโง่ลงอีก1ก้าว

หากจะว่าอย่าเอาตัวเราไปเทียบกับเขา เพราะเรามันมวยคนละรุ่น
ประมาณว่า ปาล์มอย่าไปเทียบระดับปัญญาของตนเองกับปอ(พี่สาวที่เรียนดร.)
ตัวเราก็ยังมองไม่เห็นว่าจะต่างชั้นจากพี่สาวตรงไหน
เพราะไอ้ที่พี่สาวเรียนๆเขายังมาถามเรา ให้เราช่วยทำรายงานอยู่เลย ดันใด้Aด้วยสิ
อันนี้ไม่ได้มีเจตนาขัดต่อผู้รักการเรียนให้เลิกเรียนนะ ใครใคร่เรียนๆไปเถิดหมั่นศึกษาให้รู้ลึกรู้จริงเป็นสิ่งดี
แต่อย่าติดดี ความติดดีมันทำให้เราเฉโกได้เหมือนกัน

อันนี้กล่าวแบบรวมๆนะ ไม่ได้เจาะจงถึงใคร
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Dayight เมื่อ 23 พ.ย. 2011, 07:26 น.
ทำบุญมาก ได้มากใช่ไหมครับ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 23 พ.ย. 2011, 11:14 น.
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 23 พ.ย. 2011, 11:38 น.
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: จักรี เมื่อ 23 พ.ย. 2011, 12:37 น.
 :46:  ผมไม่ขอให้หลวงพี่อย่าคิดมากนะครับ เพราะหลวงพี่ออกตัวไว้แล้ว
แต่ผมจะพูดในฐานะคนอ่านละกัน แต่ละสังคมมันไม่เหมือนกันเนาะ เวลาใครอะไรหรือที่ไหน
ก้าวเข้ามาเป็นสิ่งแปลกใหม่ครับ การยอมรับกันก็ต้องฝ่าฟันกันหน่อยเป็นเรื่องธรรมดา
การที่ผมจะเข้าวัดฟังธรรมผมก็ยังต้องเลือกพระที่ท่านจะเทศน์ให้ผมฟังทั้งที่รุ้ว่า
ก็มีอีกเยอะแยะที่เก่ง แต่เราเลือกที่เรายอมรับได้เท่านั้นเองครับเป็นเพราะท่านทำให้เรายอมรับในแง่ไหนก็แล้วแต่นั่นเอง

ส่วนสำหรับหลวงพี่เอง นั้น เป็นการง่ายครับที่จะยอมรับ แต่ก็ไม่ทุกคน
บางครั้งเราก็ต้องอาศัยความสนิทสนม หรือการแสดงทัศนะบ่อยๆ และต่อเนื่องยาวนานครับ
ถ้าจะเรียกกันแบบดูดีหน่อย ก็คงเรียกว่าเป็นการสร้างบารมีนั่นละมั้งครับ
แต่ก็เป้นการสร้างเฉพาะกลุ่ม เฉพาะสังคม มันเหมือนกับว่า เมื่อเราเป็นเพื่อนกัน
พูดมึงกูก็ไม่โกรธหรือโกรธน้อยกว่าตอนไม่เป็นเพื่อนกัน แต่การเป็นเพื่อนนั้นก็คงต้องใช้เวลานะครับ
ถ้าอาศัยบารมีพุทธศาสนาอย่างเดียวในสังคมที่หลายหลายทางความคิดและใส่กันได้เต็มที่แบบนี้
จำเป็นครับที่ต้องอดทด และยืนหยัด เป็นที่ยอมรับของสังคมนั้นให้ได้แล้วมันถึงจะง่ายครับที่จะให้เราและสาธุชนต่างๆ ได้ลดอคติลง
และมองข้ามความเป็นตัวตนของท่านไปที่จุดประสงค์ของท่านได้ง่ายกว่าครับ ซึ่งตอนนี้มันยังครับ ต้องใช้เวลา
สำหรับเว็บบอร์ดนี้ จู๋นี้ ก็เหมือนเป็นคำทักทายจากหลวงพี่ ต่อพวกเรา ซึ่งผมเองไม่เห็นด้วยที่จะให้ลบ
แต่ลองลดความมุ่งหวังที่จะอธิบายเป็นทักทายกันเบาๆ ก่อนก็ดีครับ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 23 พ.ย. 2011, 13:06 น.
อย่าเลยโยม แม้ในสมัยไหน ๆ ก็เหมือนกัน บุคคลเขาก็ตำหนิวิจารณ์ อันนี้รู้ว่าเป็นเรื่งปกติ
แต่ในตรงนี้คือจุดที่หลวงพี่เกี่ยวข้องด้วย ถ้าเราแต่งอาหารมาต้อนรับแขกแล้วเขาไม่รับประทานเราก็ควรเก็บไว้จะดีกว่า

สมัยพุทธกาล
อุบาสก อตุละ ชักชวนบริวารทั้ง 500
ไปฟังเทศน์ที่สำนักพระศาสดา
ตอนเช้า ได้ไปหาพระเรวตเถระซึ่งเป็นพระอรหันต์
นิมนต์อาราธนาเทศน์ ท่านเงียบ
อุบาสกนินทาท่านว่า องค์นี้ไม่พูดเลย

อุบาสกจึงชักชวนบริวารทั้งหมดเดินทางต่อไป
พบพระสารีบุตร ซึ่งเป็นพระอัครสาวก
เป็นผู้เลิศทางปัญญา เป็นผู้แตกฉานในการแสดงธรรม
พระสาลีบุตรแสดงธรรมโดยพิสดาร
อธิบายหัวข้อธรรมอย่างละเอียด
อุบาสกอตุละ นินทาท่านว่า พระองค์นี้ พูดมากไป

อุบาสกจึงชักชวนพรรคพวกเดินต่อไปอีก
ตกบ่ายได้พบพระอานนท์
พระอานนท์แสดงธรรมโดยย่อให้เข้าใจง่ายๆ
เมื่อฟังเทศน์จบ อุบาสกอตุละ ก็ว่า
พระองค์นี้เป็นอะไร พูดน้อย

ตอนเย็นก็ไปถึงที่พักของพระพุทธองค์
อุบาสกอตุละได้เล่าให้พระพุทธองค์ฟังเรื่องตั้งแต่เช้า
พระพุทธองค์ จึงตรัสว่า
อตุละเอย คนไม่ถูกนินทาไม่มีในโลก
แม้แต่พระพุทธเจ้าก็คงจะถูกอตุละนินทาว่า เทศน์ไม่เก่ง

เนื้อความโดยพิสดาร
http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=25&i=27&p=7 (http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=25&i=27&p=7)


ก็ในเมื่อ Assumption เบื้องต้นเรามีอยู่และหลวงพี่ก็จัดการไปทีละขั้นตอน
แต่โยมไม่ทำตามกับละเมิดทั้งที่เตือนไว้แล้วหลายครั้ง
ที่โยมจักรีเข้าใจนั้นถูกต้องแล้วในเรื่องการขัดเกลามนุษย์สัมพันธ์ร่วมกัน แต่โยมไม่ทำตามนั้นก็เป็นอันโมฆะ
เพราะฉะนั้น ไม่มีประโยชน์ที่โยมจะฟังก็ควรลบทิ้งเหอะครับ เงียบไว้ นิ่งไว้ ไม่ต้องแล้ว
หลวงพี่จะได้ทำกิจอื่นที่โยมเห็นว่าไม่ขัดผิดหรือแปลกอะไร เพราะมันทำให้โยมคิดอกุศลกรรมไปเท่านั้น อย่าเลย อย่าเลย...
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 23 พ.ย. 2011, 13:27 น.
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: ยุนเอ เมื่อ 23 พ.ย. 2011, 13:36 น.


ใน fb นี้ไง ตรงๆ ไม่มีอ้อมค้อม เข้าใจง่ายด้วย  :25:

ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 23 พ.ย. 2011, 13:47 น.
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: B o o k เมื่อ 23 พ.ย. 2011, 14:10 น.
เช่นกันค่ะ ไม่ได้ขอให้หลวงพี่ไม่คิดมากหรืออะไร
เพราะนี้ก็เป็นเพียงเสียงสะท้อนจากเราซึ่งเป็นสิ่งแวดล้อมใหม่เท่านั้นเอง
หากหลวงพี่พอใจที่จะลบกระทู้นี้ก็ไม่มีใครห้ามได้
แต่อย่างไร ก็ยังยินดีกับการมาของหลวงพี่อยู่ค่ะ
โดยเฉพาะฝีมือฟอนต์ที่พิสดารมาก สุดยอดมาก :12:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Buob Marley เมื่อ 23 พ.ย. 2011, 14:13 น.
หลวงพี่อายุเท่าไหร่ครับ :37:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 23 พ.ย. 2011, 14:28 น.
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Buob Marley เมื่อ 23 พ.ย. 2011, 14:34 น.
ก็แล้วแต่จะคิดนะครับ
ถ้าถามผมยังมีวิธีอีกเยอะแยะที่จะสื่อสารกันสองทาง ผลัดกันพูดผลัดกันฟัง และต่างฝ่ายต่างคิดตาม
ผมรู้สึกว่า หลวงพี่สะดวกใจกับการที่พูดอะไร ก็มีคนตามมากกว่าหรือเปล่า?

หลวงพี่อาจจะแค่ไม่เคยเจอ กลุ่มคนที่อาจจะไม่มีความเห็นในเดียวกันเลยเสียทุกเรื่อง แต่ก็ยังคุยกันเพื่อแลกเปลี่ยนทัศนคติ
วันนึง ทั้งข้อมูล หรือความคิดเห็นของทั้งตัวเอง และคนที่เราสนทนาด้วย มันก็น่าจะช่วยให้ความคิดของเราตกผลึกมากขึ้น

ก็แค่นั้นเอง

ผมว่าหลวงพี่เครียด และคิดว่าคนแถวนี้จะเครียด
ซึ่งผมคิดว่า แถวนี้มีแต่หลวงพี่คนเดียวที่เครียด :30:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: JΛNΣ เมื่อ 23 พ.ย. 2011, 14:35 น.
ถาม 2 ข้อครับ
- หลวงพี่หลบอะไรครับ
- ที่ว่าไม่มีประโยชน์ อันนี้มีใครบอกหรือหลวงพี่คิดเองครับ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 23 พ.ย. 2011, 14:55 น.
ข้าพเจ้าไม่รู้ว่าคนอื่นคิดยังไงกับข้าพเจ้า หรือคนอื่นพูดถึงข้าพเจ้าในแง่มุมใดอะไร อย่างไรใดบ้าง
แต่อย่างไรก็ตามข้าพเจ้าเป็นคนหนักแน่นเด็ดขาดต่อตนเองในด้านคำตอบ เมื่อพูดคำว่าจบ มันก็คือจบจริง ๆ
และจะไม่ตามมาถามซ้ำอีกหากว่าที่ใคร่คิดตัดสินใจอย่างรอบครอบลงไปแล้วนั้น โดยไม่รู้สึกนึกเครียดหรือเสียดายอะไรทั้งนั้น

แม้ว่าคนอื่นจะมองข้าพเจ้าว่าที่กล่าวมาเป็นอย่างไร แต่เขาไม่มองหรือกระทำตามข้อตกลงเบื้องต้นที่ได้กล่าวไว้แล้ว
ข้าพเจ้าก็จำเป็นต้องกระทำการจัดการให้เห็นชัดเจนเพื่อยืนยันเจตนารมณ์เดิมที่ตั้งใจไว้
ซึ่งนั้นก็คือสิ่งที่ข้าพเจ้าตัดสินใจอย่างแน่นอนแล้ว
และมันไม่ใช่เพราะการชอบใจที่มีคนตามหรือไม่ตาม
แต่นี้คือรูปแบบที่ข้าพเจ้ายืนยันให้เห็นว่าข้าพเจ้ากรุณาแล้ว และมันจะไม่มากไปกว่านี้ เราเตือนแล้ว
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: โก้ เมื่อ 23 พ.ย. 2011, 15:00 น.
ที่นี่น่าอยู่มากกว่าที่ไหนๆ ซะอีกนะครับ
เหลืออแค่คนที่เข้ามาใหม่ ต้องหาให้เจอเท่านั้น
เชื่อเถอะครับว่าพวกเราเกรียน แต่อยู่ไปซักพักจะรู้ว่า
เกรียนอย่างเราๆ ไม่เหมือนเกรียนอื่นๆ

อ้างอิงผมว่าหลวงพี่เครียด และคิดว่าคนแถวนี้จะเครียด
ซึ่งผมคิดว่า แถวนี้มีแต่หลวงพี่คนเดียวที่เครียด

ผมเห็นด้วยตามโยมบวบครับ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: คิ้วหนาจ้ะ เมื่อ 23 พ.ย. 2011, 15:07 น.
อ้างคำพูดจาก: Buob Marley เมื่อ 23 พ.ย. 2011, 14:13 น.
หลวงพี่อายุเท่าไหร่ครับ :37:

อยากทราบเหมือนกันครับ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Buob Marley เมื่อ 23 พ.ย. 2011, 15:13 น.
ละทิ้งความมั่นใจบ้างก็ได้ฮะ
ถ้าถามว่าไม่รู้คนอื่นคิดยังไงกับหลวงพี่.. ผมว่าอย่างน้อยก็น่าจะได้รู้แล้วสักคนนึงคือผม ว่าคิดยังไง

เอาเถอะ หลวงพี่อยากจบด้วยวิธีไหนก็แล้วแต่ถนัด แล้วแต่สะดวกครับ
ใครจะห้ามได้เล่า :30:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 23 พ.ย. 2011, 15:22 น.
"บางครั้ง ข้าพเจ้าก็ไม่ได้ให้ความสนใจอะไร สิ่งใด ใคร ๆ มาก
แต่ข้าพเจ้าเป็นบุคคลที่ไป-มาชัดเจน"

ขอให้พบแต่ความสุข
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Buob Marley เมื่อ 23 พ.ย. 2011, 15:25 น.
 :22:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: โก้ เมื่อ 23 พ.ย. 2011, 15:31 น.
ที่เวลาหลวงพี่งอน พิมพ์สั๊นสั้นครับ
อย่าเพิ่งร้อนรุ่ม ทองแท้อย่างไรก็ทองครับหลวงพี่
เชื่อหัวไอ้เรืองสิ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 23 พ.ย. 2011, 16:06 น.
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Buob Marley เมื่อ 23 พ.ย. 2011, 16:23 น.
 :42:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: ฟิ้งซ์ เมื่อ 23 พ.ย. 2011, 17:39 น.
นิพพานัง ปรมัง สุขัง :46:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: ณต เมื่อ 23 พ.ย. 2011, 18:34 น.
ถ้าหลวงพี่ยืนยันว่าจะให้ลบจู๋นี้ เดี๋ยวผมจะลบให้นะครับ
รอให้สมาชิกในบอร์ดอ่านกันจนครบก่อน
เพราะบางคนยังอ่านไม่จบ

ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: เทอร์โบบูสเตอร์ เมื่อ 23 พ.ย. 2011, 18:37 น.
 :47a:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: ณต เมื่อ 23 พ.ย. 2011, 18:45 น.
ถลอกโพสผิดจู๋อีกแล้ว  :30: :30: :30:
จู๋เกาหลีมาแรงอยู่ที่นี่นะ http://www.f0nt.com/forum/index.php/topic,19292.0.html (http://www.f0nt.com/forum/index.php/topic,19292.0.html)
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: จักรี เมื่อ 23 พ.ย. 2011, 18:47 น.
ผมว่าอย่างหนึ่ง ก็คือ หลวงพี่อาจจะอยากตอบทุกคน แต่บางคนมาประเด็นที่หลวงพี่เห็นว่าถามไปแล้วตอบไปแล้ว
ตัวอย่างของกระจู๋แบบนี้มีเยอะนะครับ คนที่เป็นคนตอบบางครั้งก็เลือกตอบบ้างก็ได้ครับ
อันนี้แนะนำอะนะครับเผื่อมีประโยชน์ แต่หากเห็นว่า ผมต่ำต้อยเกินไป ปัญญายังไม่ได้
ก็ไม่เป็นไรครับ หากว่า นี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่เราได้โพสต์ตอบโต้กันในประเด็นนี้ ผมก็อยากจะบอกว่า
ขอบพระคุณหลวงพี่มากครั้บ ที่กรุณา และอนุโมทนาต่อเจตนาที่จริงใจในการให้ความรู้ครับ
แต่ต้องยอมรับว่าความเป็นตัวตนของหลวงพี่ทำให้เข้าถึงยากพอสมควร ต่อก็ยังรู้สึกยินดีอยุ๋ดีครับ
เรื่องตัวตนนี่เป็นเรื่องไม่แปลกครับเพราะเป็นเรื่องธรรมดา ถ้าวันใดที่เรารุ็สึกว่านี่คือจริตของท่านได้อย่างจริงใจ
ผมอาจจะเข้าถึงธรรมที่ท่านกรุณาได้มากกว่านี้ อนุโมทนาครับท่าน
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: เทอร์โบบูสเตอร์ เมื่อ 23 พ.ย. 2011, 18:48 น.
อ้างคำพูดจาก: แทหลอก เมื่อ 23 พ.ย. 2011, 18:37 น.
:47a:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 23 พ.ย. 2011, 19:37 น.
อ้างคำพูดจาก: ณต เมื่อ 23 พ.ย. 2011, 18:34 น.
ถ้าหลวงพี่ยืนยันว่าจะให้ลบจู๋นี้ เดี๋ยวผมจะลบให้นะครับ
รอให้สมาชิกในบอร์ดอ่านกันจนครบก่อน
เพราะบางคนยังอ่านไม่จบ



ขอบคุณมาก ตามนั้นแหละ แค่อย่าเกิน 3 วัน
และไม่ต้องถามหรือโพสต์แสดงข้อความอะไรต่อ
จักกรุณามาก

ข้อตกลงก็คือข้อตกลง ถ้าไม่ทำตามที่ตกลงไว้ก็ไม่ต้องเอ่ยกันแล้ว
ไม่ใช่ไม่เคยกล่าว เมื่อเราไม่ทำก็ไม่ต้องทำ ถ้าทำก็ต้องใส่ใจทำ
ไม่ใช่แค่ทำดีเพื่อตนเองเท่านั้น เราต้องทำดีเพื่อตนและส่วนรวมด้วย
เพราะเรามุ่งแต่ส่วนตน สังคมก็ถึงพัง
ความเมตตามันมี ความกรุณามันมี แต่เราก็ต้องมีวิธีฏิบัติที่ดีต่อกันด้วยปัญญาถึงอยู่กันได้

ตัวตนของใดคนหนึ่งไม่ใช่ประเด็น แต่ตัวตนของทุกคนมารวมกันกระแทกเข้าที่เดียวมันจึงพัง
แต่เมื่อเราทุกคนทำมันพัง เราทุกคนก็ต้องยอมรับความเป็นจริงข้อนี้
ไม่ใช่คนใดคนไหน เพราะเราไม่รักษาส่วนรวม เราอยากจะได้คำตอบของตน ๆ โดยไม่คำนึงถึงใครอื่นส่วนรวม
ฉะนั้นทำดีเพื่อตนและส่วนรวมด้วยสังคมจึงอยู่รอด
หลวงพี่แค่ให้แนวคิดไว้เป็นแนวทางเพียงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น มันจึงไม่เกิดประโยชน์เมื่อเราไม่ได้ลงมือทำ
ต่อจากนี้ไปสิ่งไหนดี ๆ ก็เก็บจำไว้ สิ่งไหนไม่ดีก็ลบเลือนมันทิ้งไป หรือเก็บจำเป็นบทเรียนไปสร้างสรรค์เอง
ฝึกใจเย็น ๆ รู้จักรอวาระที่เหมาะสมในการกล่าว ฝึกการตั้งคำถาม และรู้จักเรียนรู้วิธีแสดงความคิดเห็น
เพราะสังเกตเห็นว่ามีบางคนฉลาดในการแสดงความคิดเห็นให้ได้เรียนรู้ก็มี มองดูเองและเรียนรู้จากเขา

ตามนี้ครับ.
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 23 พ.ย. 2011, 20:42 น.
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Earthchie เมื่อ 23 พ.ย. 2011, 21:30 น.
ตามอ่านไม่หมด เยอะจัง อย่าเพิ่งลบนะ  :05:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Buob Marley เมื่อ 23 พ.ย. 2011, 21:47 น.
จะสื่ออะไรครับ :37:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Bozu เมื่อ 23 พ.ย. 2011, 21:48 น.
ม๊ะ! อ่านทั้งหมดในสองชั่วโมงจบละ มารอถกปัญหาธรรมตรงนี้ด้วยคน กับคนที่เดินออกจากห้องสอบนักธรรมเอก
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: ณต เมื่อ 23 พ.ย. 2011, 21:54 น.
อ้างคำพูดจาก: Alsmile เมื่อ 23 พ.ย. 2011, 19:37 น.
ขอบคุณมาก ตามนั้นแหละ แค่อย่าเกิน 3 วัน
และไม่ต้องถามหรือโพสต์แสดงข้อความอะไรต่อ
จักกรุณามาก

ข้อตกลงก็คือข้อตกลง ถ้าไม่ทำตามที่ตกลงไว้ก็ไม่ต้องเอ่ยกันแล้ว
ไม่ใช่ไม่เคยกล่าว เมื่อเราไม่ทำก็ไม่ต้องทำ ถ้าทำก็ต้องใส่ใจทำ
ไม่ใช่แค่ทำดีเพื่อตนเองเท่านั้น เราต้องทำดีเพื่อตนและส่วนรวมด้วย
เพราะเรามุ่งแต่ส่วนตน สังคมก็ถึงพัง
ความเมตตามันมี ความกรุณามันมี แต่เราก็ต้องมีวิธีฏิบัติที่ดีต่อกันด้วยปัญญาถึงอยู่กันได้

ตัวตนของใดคนหนึ่งไม่ใช่ประเด็น แต่ตัวตนของทุกคนมารวมกันกระแทกเข้าที่เดียวมันจึงพัง
แต่เมื่อเราทุกคนทำมันพัง เราทุกคนก็ต้องยอมรับความเป็นจริงข้อนี้
ไม่ใช่คนใดคนไหน เพราะเราไม่รักษาส่วนรวม เราอยากจะได้คำตอบของตน ๆ โดยไม่คำนึงถึงใครอื่นส่วนรวม
ฉะนั้นทำดีเพื่อตนและส่วนรวมด้วยสังคมจึงอยู่รอด
หลวงพี่แค่ให้แนวคิดไว้เป็นแนวทางเพียงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น มันจึงไม่เกิดประโยชน์เมื่อเราไม่ได้ลงมือทำ
ต่อจากนี้ไปสิ่งไหนดี ๆ ก็เก็บจำไว้ สิ่งไหนไม่ดีก็ลบเลือนมันทิ้งไป หรือเก็บจำเป็นบทเรียนไปสร้างสรรค์เอง
ฝึกใจเย็น ๆ รู้จักรอวาระที่เหมาะสมในการกล่าว ฝึกการตั้งคำถาม และรู้จักเรียนรู้วิธีแสดงความคิดเห็น
เพราะสังเกตเห็นว่ามีบางคนฉลาดในการแสดงความคิดเห็นให้ได้เรียนรู้ก็มี มองดูเองและเรียนรู้จากเขา

ตามนี้ครับ.

ผมว่าเรื่องให้ลบอย่าให้เกินสามวันเจ็ดวันอะไรนี่
บางทีมันก็ลำบากนะครับ
เพราะผมเชื่อว่าเนื้อหาสาระในจู๋นี้ก็มีประโยชน์อยู่บ้างไม่มากก็น้อย
และสมาชิกหลายคนๆ ก็ยังติดตามอ่านกันอยู่
แต่ด้วยเนื้อหาที่ค่อนข้างเยอะและต้องใช้เวลาทำความเข้าใจ
ซึ่งถ้าลบไปก่อน คนที่ติดตามและได้ประโยชน์จากจู๋นี้ก็จะสูญเสียโอกาสไป

ผมตั้งใจว่าจะดูจำนวนอ่านถ้ามันไม่เพิ่มขึ้นเลยเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์
พอจะอนุมานได้ว่า สมาชิกที่ติดตามอ่านอย่างเดียวก็คงจะอ่านกันครบแล้ว
ผมก็คิดว่าจะลบหลังจากนั้นครับ  :46:

การที่เราทำอาหารให้คนอื่นทาน
แล้วเขาบอกเราว่ามันไม่อร่อย
ทั้งๆ ที่เราก็ตั้งใจทำอย่างปราณีตและคิดว่ามันอร่อยแล้ว
ส่วนตัวผมว่ามันก็ไม่มีใครผิดนะครับ ทั้งคนกินทั้งคนทำ
เพราะมันเป็นเรื่องของรสชาติซึ่งเป็นเรื่องของปัจเจกมากๆ นะครับ




ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 23 พ.ย. 2011, 22:42 น.
ตามนั้นแหล่ะครับ ภายใน 3 วัน ใครทันก็ทันไม่ทันก็คือหมดเขตไปแล้ว
มันไม่ใช่เรื่องลำบากอะไรเมื่อเรารู้จักกำหนดขอบเขตและลงมือทำตามนั้น

วิธีการหาความรู้ความจริงมันมีหลายทาง
ไม่ได้จากที่ตรงนี้เขาก็หาได้จากที่อื่นครับ การเข้าถึงความองค์ความรู้ทุกวันนี้มันง่ายกว่าสมัยก่อนเยอะ
หลวงพี่ก็ไม่ได้รู้เองโดยปราศจากการสั่งสมองค์ความรู้มา
แต่เมื่อเราพูดคำว่าหยุดก็คือ เราต้องยอมรับว่าหยุดให้ได้จริง ๆ

เมื่อมันพ้นวาระของการตัดสินใจไปแล้ว
ถ้ายังต่อความอีกหลวงพี่จะตามลบทุกโพสต์เองทั้งหมด จริงครับ
ของบางอย่างเราได้มา แต่ไม่รู้จักรักษามันก็เคลื่อนจากไป ไม่มีอะไรแน่นอน
โยมจงใช้สติปัญญาแสวงหาเองเถิด มันไม่ได้ยากอะไร ถ้าเราใส่ใจทำ
เมื่อวาระนั้นมาถึงจงยอมรับ ละ วาง ปล่อยไป
ไม่จากกันในเร็ววันนี้ พรุ่งนี้ หรือสักวันมันก็ต้องจากกันไปจนได้อยู่ดี
ดังนั้น จบคือจบ ครับโยมณต หลวงพี่เข้าใจเจตนาตรงนี้และขอบคุณมาก
นี่คือความจริง
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: เทอร์โบบูสเตอร์ เมื่อ 23 พ.ย. 2011, 23:22 น.
อี enter ยาวๆนั่นมันอะไร  :30: :30:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Dayight เมื่อ 24 พ.ย. 2011, 01:49 น.
อ้างคำพูดจาก: DAYLIGHT เมื่อ 23 พ.ย. 2011, 07:26 น.
ทำบุญมาก ได้มากใช่ไหมครับ

อ้างคำพูดจาก: Alsmile เมื่อ 23 พ.ย. 2011, 11:14 น.


ที่จริงเคยตอบประเด็นนี้ก่อนหน้าแล้วว่ามันขึ้นกับเจตนา วัตถุ บุคคล และประโยชน์ที่จะใช้ของวัตถุ
ในความเป็นจริงการทำบุญมุ่งสละออกซึ่งการสะสมผูกพันยึดมั่นกับวัตถุ หากทำบุญหวังผลมันก็ขัด ๆ กันนะครับ
แต่มันได้รับความสุขอยู่แล้วครับ แต่เราต้องมองเกณฑ์อันเป็นองค์ประกอบในสิ่งที่เราทำด้วยครับ
เกณฑ์เรื่องเจตนา วัตถุ บุคคล และประโยชน์ที่จะได้ใช้วัตถุที่เราทานนั้นละครับ



แล้วทำบุญโดยเลี้ยงเด็กกำพร้า กับ บริจาคสร้างมหาเจดีย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกละครับ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: ฟิ้งซ์ เมื่อ 24 พ.ย. 2011, 07:23 น.
เห็นคำถามของตั้งแล้วก็สงสัยเหมือนกัน

เคยอ่านเจอว่าการทำทาน ยังได้บุญน้อยกว่ารักษาศีล การรักษาศีลก็ยังได้บุญน้อยกว่าการภาวนา
แต่การทำทานก็ขึ้นอยู่กับว่าเราทำทานกับใคร เนื้อนาบุญก็สำคัญ
อย่างการทำทานกับสัตว์เดรัจฉาน ได้บุญน้อยกว่าทำทานกับมนุษย์ มนุษย์มีศีล ฯลฯ ตามลำดับไป

เปรียบเทียบกับยุคปัจจุบัน เราคงไม่มีโอกาสทำทานกับพระพุทธเจ้า
ถ้าสมมติว่าเราทำทานกับพระอรหันต์ หนึ่งครั้ง กับการภาวนาหนึ่งครั้ง โดยความตั้งใจมั่นทั้งสองประการ
อย่างไหนได้บุญมากกว่ากันครับ

ใครตอบก็ได้ครับ :46:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: จักรี เมื่อ 24 พ.ย. 2011, 07:53 น.
เวลาผมคิดผมคิดอย่างงี้นะครับ  ให้ เปรียบกับที่เราเข้าใจง่ายๆ 
สมมติว่า พระอรหัน คือคนที่รู้จริง ปฏิบัติดี สรุปคือ เพอร์เฟค 
โอกาสที่เขาจะสอนคน ช่วยคนมีสูง ยิ่งเพอร์เฟคเท่าไร ก็ยิ่งมีโอกาสช่วยคนให้ดี ให้รู้จริงได้มากเท่านั้น
ถ้าสมมติเรา มีความตั้งใจจริงมองเห็นข้อนี้จริงๆ และช่วยส่งเสริมเขาให้เขาได้ทำ สมมติด้วยกำลังใจที่เป็นข้าวหนึ่งมื้อ
เขามีแรงจากการกินข้าวองเราหนึ่งมื้อบวกกับการให้กำลังใจแบบสุดๆ (การให้กำลังใจก็คือการอนุโมทนามัยอะนะครับ) จากเรา
คิดว่าแรงจากข้าวหนึ่งมื้อกับกำลังใจที่สุดเมพของเรา จะทำให้เขาสร้างประโยชน์ได้เท่าไรอย่างไรบ้างครับ (อันนี้ทศไว้ในใจก่อน)

มาด้านภาวนา การภาวนานี่ต้องเน้นไปที่การวิปัสนา เจริญสตินะครับ  ให้เปรียบว่าขั้นตอนนี้เป็นการฝึกเราให้รู้จริง
ให้มีสติ คิดพิจารณา  ก็คือฝึกฝนตัวเองให้เป็นคนเพอร์เฟคแบบคนข้างบนนะครับ  ทีนี้ถ้าเราได้อะไรก็แล้วแต่มาจากการฝึกนี้
เราจะใช้มันได้อย่างคนข้างบนหรือเปล่าและเท่าไร (เอาตัวที่ทศเอาไว้ข้างบนมาเปรียบเทียบดูครับ)

ดังนั้นถ้าถามว่า สองอย่างนี้ อันไหนมากกว่ากัน มันขึ้นอยุ่กับปัจจัยนะครับ ปัจจัยสำคัญคือตัวเราครับ
ดังนั้น ผมจึงเชียร์เรื่องการภาวนา ว่า มีโอกาส ทำประโยชน์ได้มากกว่าครับ

เหมือนเราจะสอนคนอื่นแต่เรามีความรู้นิดเดียว มันก็ได้ประโยชน์นิดเดียว
เราไม่มีความรุ้แต่เราส่งเสริมให้คนที่รุ้ไปสอน เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าคน
ไม่มีความรุ้อย่างเราจะส่งเสริมเขาได้จริงหรือไม่จริง ถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง สมบุรณ์หรือไม่สมบูรณ์

แต่ถ้าเราหันกลับมาส่งเสริมตัวเองให้มีความรู้จริง โอกาสสร้างประโยชน์ก็อยุ่ในมือเราแล้วครับ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: โก้ เมื่อ 24 พ.ย. 2011, 11:10 น.
ถ้าผมอยากทำบุญ ก็เพราะจากความรู้สึก สงสาร
ไม่ว่าจะเกิดจาก คน สัตว์ สิ่งของ ที่เราเห็น ณ ตอนนั้น
เจอหมาซักตัวยืนยิ้มอยู่ข้างร้านข้าว ที่ผมกำลังซื้อกับข้าว
ผมก็โยนไก่ทอดไปให้มันชิ้น

ไปเที่ยว
ก็หย่อน 20 บ้าง 30 บ้าง
แล้วก็ยกมือไหว้ คนเอาซองผ้าป่า กฐิน มาให้
ผมก็หย่อนมากบ้าง น้อยบ้าง ตามกำลังทรัพย์

ไปช่วยตามโรงเรียน บางทีเงินมันไม่จำเป็นเท่า สร้างห้อง
ต่อสายไฟ ต่อปั๊มน้ำ ผมก็ไม่สนเงินนะ ก็ออกแรงทำนู่นนี่
ได้ประโยชน์กับเขามากกว่า

เจอช้าง เจอม้า เขาลากมาโชว์
ก็ซื้อของ ของเขาที่หิ้วมา ให้มันกิน
บางทีก็ของบนโต๊ะเรา ที่มันกินได้ ก็หยิบใส่ปากมันซะ

ผมไม่ได้คิดหรอกว่า เงิน 20 กับอ้อยถุงนึง
คนจะได้มากเท่าไหร่ เพราะอย่างน้อยช้างมันก็คงหิว
อยากแทะเล่นตอนเดินถนนร้อนๆ บ้าง ใครจะรู้

ฯลฯ ตามแต่ความสะดวก และกำลังที่เราพึงมี
หวังอะไรจากบุญมั้ย ก็ภาวนาให้พ่อแม่ คนที่เรารักบ้างเล็กน้อย
แต่บุญไม่มีจริงๆ หรอก แค่ความรู้สึก สบายใจ ที่ได้มาแค่นั้น
ขึ้นอยู่กับ ใคร จะแลกความสบายใจ ใหญ่หรือเล็ก แค่ไหน

นั่นล่ะ คือทั้งหมดให้การทำบุญของผม
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: เทอร์โบบูสเตอร์ เมื่อ 24 พ.ย. 2011, 11:15 น.
ชอบทำบุญกะนักศึกษาอด ยิ่งขาวยิ่งทำเยอะ :40:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: โก้ เมื่อ 24 พ.ย. 2011, 11:25 น.
แต่ถ้าต่อราคา ถือว่าบาปนะ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Bozu เมื่อ 24 พ.ย. 2011, 11:37 น.
อ้างคำพูดจาก: โก้ เมื่อ 24 พ.ย. 2011, 11:25 น.
แต่ถ้าต่อราคา ถือว่าบาปนะ


เท่าไร! :26:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: โก้ เมื่อ 24 พ.ย. 2011, 11:49 น.
หมายถึงกี่บาท หรือ กี่ที  :37:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Buob Marley เมื่อ 24 พ.ย. 2011, 12:46 น.
ถ้าต่อเวลาไม่บาปสินะครับ :37:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: โก้ เมื่อ 24 พ.ย. 2011, 12:48 น.
ใจบุญแท้ๆ แม่คุณเอ้ย
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: เทอร์โบบูสเตอร์ เมื่อ 24 พ.ย. 2011, 13:56 น.
ตาลาปัดตั้งแล้วววว :07:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: JΛNΣ เมื่อ 24 พ.ย. 2011, 14:00 น.
เป๋จากสวรรค์เป็นนรกกันเลยเว้ยเฮ้ย  :30:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Bozu เมื่อ 24 พ.ย. 2011, 15:56 น.
สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ
แบบนี้ นรกก็อยู่ในสวรรค์ ชิมิครับ :37:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 24 พ.ย. 2011, 18:35 น.
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Buob Marley เมื่อ 24 พ.ย. 2011, 19:01 น.
อันนี้คือหลวงพี่ขออโหสิกรรม หรือหลวงพี่อโหสิกรรมให้ครับ :37:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: เทอร์โบบูสเตอร์ เมื่อ 24 พ.ย. 2011, 19:07 น.
ขอเถียงครับ ราคะเกิดจากสายเดี่ยว เชื่อโยมนะ :51:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Bozu เมื่อ 24 พ.ย. 2011, 19:16 น.
จริงๆนะผมเคยคิดเรื่องนี้มาตลอดเลยว่าสังคมต้องการปีศาจ(คนเลว)เพื่อให้คนทุกคนยืนอยู่อย่างแข็งแรงได้ในฝั่งข้างที่ตนยืนอยู่
แต่ผมก็ยังเชื่ออยู่ดีว่าคนทุกคนในโลกนี้เป็น"เพื่อน"กันได้

คำว่าปีศาจมันก็เป็นแค่ครรลองของคนที่คุณไม่เห็นด้วยเท่านั้นเอง
ปีศาจของนักเรียนคืออาจารย์ฝ่ายปกครอง
ปีศาจของอเมริกาคือเหล่านักปฏิวัติชาวอาหรับ

ถ้าเปิดใจให้กว้างๆไว้

วันใหนคุณเดินไปถึงทางแยกแล้วพบกับปีศาจ คุณอาจเป็นเพื่อนกับมันก็ได้ครับ

Robert Johnson- Crossroad (http://www.youtube.com/watch?v=Yd60nI4sa9A#)

#แก้ไขการแปะคลิป
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Buob Marley เมื่อ 24 พ.ย. 2011, 19:17 น.
แปะคลิปไม่ต้องเอามาทั้งโค้ด.. เอา url มาได้เลยนะโบซ :47:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 24 พ.ย. 2011, 20:13 น.
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: ความฝันกลางฤดูร้อน เมื่อ 24 พ.ย. 2011, 20:27 น.
อ้างคำพูดจาก: Alsmile เมื่อ 24 พ.ย. 2011, 18:35 น.
(http://img3.f0nt.com/24/a0c66b7f2db1294fdc7f152b2817ca15.png)
ขออโหสิกรรมให้ใครเหรอครับ  :09:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Bozu เมื่อ 24 พ.ย. 2011, 21:17 น.
ฝากให้หลวงพี่แล้วกันนะครับ...ผมว่าหลวงพี่ขี้ใจน้อยเกินไปที่จะเผชิญหน้า
บางครั้งมันก็ต้องปรับตัวครับหลวงพี่...แล้วอะไรๆจะดีขึ้น

ในหนังสือ ชัมบาลา หนทางอันศักดิ์สิทธิ์ของนักรบ ซึ่งประพันธ์โดย เชอเกียม ตรุงปะ ได้กล่าวไว้(ประมาณ)ว่า
ดักแด้นั้นก็เหมือนกับพื้นที่อันปลอดภัย เปรียบกับชีวิตที่เรารู้การดำเนินไปดีอยู่แล้ว รู้สึกปลอดภัย
แต่การที่ดักแด้จะกลายเป็นผีเสื้อออกบินนั้น ยังมีภยันอันตรายรออยู่มากมายภายนอกดักแด้

"หากเราไม่ก้าวข้ามอันตรายใดๆเลย ดักแด้ก็คงจะไม่มีวันกลายเป็นผีเสื้อ"

ผมเชื่อว่าคนที่นี่ไม่ใจแคบเลยครับ...ทุกอย่างที่หลวงพี่กล่าวพูดพวกเขาฟังแน่นอน
แต่ไม่รู้ว่าหลวงพี่ได้เก็บคำของพวกเขาไปตรึกตรองดูบ้างไหม?

สุดท้ายหากหลวงพี่หนีปัญหา หนีพื้นที่ตรงนี้ไป...อย่างไรเราก็ยังคงอยู่บนโลกใบเดียวกัน
หนีไม่พ้นหรอกครับ

"...บางทีเราอาจจะพูดได้ว่าเราจะมีชีวิตอยู่จริง มิใช่อยู่อย่างตายซาก ก็ต่อเมื่ออยู่อย่างเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตโลก"
-- ติช นัท ฮันห์ --

ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Romzaikyu เมื่อ 24 พ.ย. 2011, 21:23 น.
ตรงดีโบ๊ซ
....
เวลาคนเราพูดกันไม่รู้เรื่องไปเรื่อยๆ
สุดท้ายก็จะไม่พูดกัน
ไม่พูดกันก็จะไม่เข้าใจกัน
ไม่เข้าใจกัน ไม่พูดกัน ก็จะคิดกันไปเอง ซึ่งก็จะนำไปสู่ อคติ

อยากบอกเท่านี้ละครับ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 24 พ.ย. 2011, 21:52 น.
แม้เตือนมากครั้งแล้วเราไม่ฟัง ก็ไม่ควรจะฟังแม้เสียงใด ๆ อีกเลย

http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=25&i=11&p=5 (http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=25&i=11&p=5)
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Romzaikyu เมื่อ 24 พ.ย. 2011, 21:57 น.
ถ้าอยากให้"จบ"ในลักษณะที่ยังไม่เข้าใจกันแบบนี้
ถึงผมจะไม่เห็นด้วย แต่ก็ตามสะดวกครับ
ผมถือว่าได้พูดอย่างที่อยากพูดไปแล้ว
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Buob Marley เมื่อ 24 พ.ย. 2011, 22:01 น.
ตัวตนของหลวงพี่ใหญ่โตเกินไปนะครับ :22:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: JΛNΣ เมื่อ 24 พ.ย. 2011, 22:03 น.
ใหญ่คับพรกเลยแหละ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 24 พ.ย. 2011, 22:11 น.
"ตัวตน" หรือ "จุดยืน" หรือ "วิธีคิด" เราต่างกันตรงนี้
สิ่งที่พูดก็พูด สิ่งที่กล่าวก็กล่าวแล้ว
เมื่อไม่ฟัง ก็แค่เดินแยกย้ายกันไป
ยังจบไม่ลงอีกหรึอ
ยอมรับความจริงไม่ลงหรือ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Bozu เมื่อ 24 พ.ย. 2011, 22:15 น.
หลวงพี่ไม่ตอบก็ไม่ว่าอะไร...
...แต่ใหนๆก็ใหนๆแล้วก็ว่าไปเลยแล้วกัน

ผมข้องใจประโยคที่ว่า

อ้างอิง"โยมเก้อนี่ถือว่าเก็บรายละเอียดเก่งจริง ๆ  
แสดงว่าผลงานนี้ต้องออกมาแล้วน่าภูมิใจมากแน่เลย"

อยู่ในหน้าที่ 7 ของกระจู๋นี้

คือหลวงพี่เข้ามาทำJournalหรือบทความอะไรซักอย่างหรือไง?
แล้วพอไม่ได้ดั่งใจก็ชิ่งหรือครับ?
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Buob Marley เมื่อ 24 พ.ย. 2011, 22:18 น.
ตามสบายครับ ผมรับได้
ชั่วโมงนี้ ผมไม่แปลกใจสักนิด ถ้าจะมีใครสักคนพูดว่า "เพราะคิดต่าง เห็นต่าง ฉันจึงอยู่ร่วมกับเธอไม่ได้" :30:

ปล. ไม่เข้าใจโบซซึ :37:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Bozu เมื่อ 24 พ.ย. 2011, 22:19 น.
อ่านแล้วก็คิดเอาเองน่ะว่า "ผลงาน" ที่หลวงพี่ว่าคืออะไร?
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Buob Marley เมื่อ 24 พ.ย. 2011, 22:26 น.
โควตมาสั้นเกิ๊น...  :47:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Bozu เมื่อ 24 พ.ย. 2011, 22:27 น.
อ้างคำพูดจาก: Buob Marley เมื่อ 24 พ.ย. 2011, 22:26 น.
โควตมาสั้นเกิ๊น...  :47:

ขออภัย...มันยาวมากน่ะข้อความ  :50:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Buob Marley เมื่อ 24 พ.ย. 2011, 22:28 น.
เอาบริบทมาให้รู้เรื่องมั่งสิ :30:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Bozu เมื่อ 24 พ.ย. 2011, 22:41 น.
อ้างคำพูดจาก: Buob Marley เมื่อ 24 พ.ย. 2011, 22:28 น.
เอาบริบทมาให้รู้เรื่องมั่งสิ :30:

ประมาณว่า

อ้างอิงโยมเก้อนี่ถือว่าเก็บรายละเอียดเก่งจริง ๆ  
แสดงว่าผลงานนี้ต้องออกมาแล้วน่าภูมิใจมากแน่เลย

อันที่จริงการกล่าวตอบในประเด็นเหล่านี้ที่โยมเก้อถาม
หลวงพี่ก็ยังรู้สึกเหมือนเดิมว่ามันเป็นประเด็นที่พระในพุทธศาสนาไม่ควรมุ่งตอบ

แต่เห็นโยมเก้อมีความใฝ่ใส่ใจในประเด็นนี้
จึงสละเวลาตอบให้ หวังว่าจะคลายความสงสัยและให้คำตอบโยมเก้อได้บ้าง
แต่ก็อย่างที่บอกมันไม่ได้มาก เพราะมันคนละวิถีทาง จุดเน้นและเป้าหมายต่างกัน

ครั้นสมัยพุทธกาลหากย้อนไปศึกษาดูจะพบว่ามีประเด็นที่ถูกถามเยอะมาก
ประเด็นคำถามนี้เด็ด ๆ มาก อ่านแล้วคิดว่าโดนสุด ๆ ภาษาวัยรุ่นเรียกจ๊าบบ๊ะสุด ๆ
มีนักคิดทางสังคมมาถามมากมาย บางครั้งมีเจ้าของลัทธิแอบมานั่งฟังธรรมด้วย...บลาบลาบลา.

พอจะช่วยได้ไหมบวบ  :50:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 24 พ.ย. 2011, 22:46 น.
งานที่เขาทำอยู่เขาคงใส่ใจออกมาได้ปราณีตดี ไม่เกี่ยวกับสิ่งอื่นใด

ตรงนี้เป็นผลการพิสูจน์จากที่เคยกล่าวทัดทานโยมตั้งแต่ครั้งแรก
แต่ยังมาถามถึง หลวงพี่ก็จึงพิสูจน์ให้เห็นว่ามันไม่สำเร็จหรอก
เพราะรู้ว่าธรรมชาติคนเล่นเว็บมักใจร้อนอยากเข้าถึงข้อมูลโดยเร็ว
ทั้งนี้เราไม่แคร์ส่วนรวม แม้จะตำหนิหลวงพี่โยมก็อย่าลืมโยมตำหนิสงฆ์ด้วย
คำที่โยมกล่าวโดยไม่คิดให้ดี มันก็จะส่งผลเสียต่อคนที่ไม่ใส่ใจในรายละเอียดหรือคิดไตร่ตรองตาม

หลวงพี่เข้าใจว่าโยมอยากให้มันยังคงมีอยู่ แต่เว้นไว้เถอะครับ
หลวงพี่เกรงว่าถ้าดำเนินการต่อไปมันเสี่ยงต่อความเสียหายมากกว่านี้
ทั้งนี้โยมไม่ได้เริ่มประเด็นทีละขั้น ค่อย ๆ สร้างความสัมพันธ์กันไปก่อน
มีหลายคนที่แสดงความคิดเห็นได้ดีมากและมีส่่วนร่วมอย่างเหมาะสม
โดยเฉพาะเช่นโยมณต จะมีวิธีการแสดงความคิดเห็นได้พอดี ไม่มากไปหรือน้อยเกิน ค่อย ๆ เรียงลำดับขั้น

นอกนั้นก็มีบ้าง บางครั้งบางคนก็กระโดดประเด็นไกลเกินใจร้อนเกิน
บางครั้งถามซ้ำ บางครั้งความเห็นมันรุนแรงเกิน
คนที่เสียหายไม่ใช่หลวงพี่ เพราะหลวงพี่ไม่ได้ติดใจอะไร


หลวงพี่เข้าใจว่าโยมหลายท่านยังคุยด้วย แต่วิธีการโยมไม่เปลี่ยน
การคุยกับพระนั้นไม่ต้องถึงกับพูดคำกราบครั้ง หรืออะไร
การใช้ถ้อยคำภาษาเป็นแบบอย่างคนอื่นบ้าง
วันนี้คนนี้พูดคำว่าเฉโก คนต่อไปก็พูดตาม
วันต่อมาพูดคำว่าเกรียน คนต่อมาก็พูดตาม
นานวันสังคมจะพินาศกันหมด
ฉะนั้นหยุดตั้งแต่มันยังเกิดมากอ่ะดีแล้ว

เข้าใจและขอบคุณมากที่แสดงความคิดเห็น ทุกคนนั้นแหละ
แต่หลวงพี่ว่าพอเหอะครับ เราหาคำตอบกันเองได้
แต่ก่อนไม่มีหลวงพี่โยมก็อยู่กันเป็นปกติ ใช้ชีวิตปกติ
หลวงพี่ไม่ได้เคืองใจอะไรจริง ๆ แค่นี้พอล่ะ จบได้
ทุกคำที่โยมพูดหรือแสดงความคิดเห็นหลวงพี่รับฟังทั้งหมดนั้นแหละ
ไม่ใช่แค่ความคิดคนเดียว มันคือท้งหมด
แต่โยมทั้งหมดมองมาที่หลวงพี่คนเดียว ดังนั้นวิธีการ มุมมองเรามันคนละจุด ที่คนละมุม

ดังนั้น นี่คือผลจากการประเมินที่เรากระทำร่วมกันที่ผ่านมาทั้งหมด
แม้บางคนอาจเพิ่งเข้ามาเจอก็ตาม แต่ระยะเวลาประมาณนี้เหมาะสมที่สุดแล้ว
ที่จะพูดคำว่า จบ. เพื่อทำกิจอื่นต่อไป ตอนนี้ใกล้เปิดเทอมแล้วให้หลวงพี่ได้เตรียมตัวกับการเรียนเถอะครับ.

ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Buob Marley เมื่อ 24 พ.ย. 2011, 23:11 น.
ทุกอย่างก็แล้วแต่ท่านจะคิดนั่นแหละครับ
ถ้ามองว่าการแสดงความเห็น คือการไม่ฟังนั้น การปฏิเสธความเห็นก็คงไม่ต่างกัน

การที่มองว่าใครจะเหมารวมสงฆ์ หรือพุทธศาสนา เข้ากับการที่ผมพยายามจะแสดงทัศนคติ หรือความเห็นนั้น
ก็ดูจะเป็นการดูถูกกันแบบเหมารวมเกินไปเช่นกัน

ผมขอแปลคำพูหลวงพี่ง่ายๆ ได้มั้ยว่า?

เฮ้ย ทำไมมารุมฉันคนเดียวล่ะ? // ก็พี่ตั้งเวทีเสวนาขึ้นมาคนก็ถามดิครับ
ทำไมไม่ฟังที่ฉันพูดมั่งนะ? // ฟังแล้ว แล้วก็ยังสงสัย บังเอิญว่าโง่ อยากฉลาด ช่วยอธิบายให้เข้าใจทีสิ สงสัยก็ควรถามใช่มั้ย? หรือต้องแกล้งฉลาดแล้วก็โง่ต่อไป?
พูดแบบนี้คนอื่นเขาจะมองพระว่ายังไง?  // คนอื่นคิดยังไงผมไม่รู้หรอกครับ แต่ผมว่ายังไม่มีใครพูดว่าพระไม่ดี หรือศานาไม่ดีตรงไหนเลย

ผมไม่รู้จะอธิบายยังไงให้เข้าใจง่ายกว่านี้แล้วล่ะครับ
สิ่งหนึ่ง.. ไม่สิ จริงๆ แล้วเป็นสิ่งเดียวที่ผมคาดหวังมาตลอดจากกระทู้นี้คือ "การแสดงความคิดเห็น"
แต่เป็นสิ่งที่ผมไม่เห็น หรือไม่อาจรับรู้ได้จากท่านเลย ก็คือ "ความเห็น".. เห็นมั้ยครับ ไม่ใช่แค่ท่านหรอกนะที่เสียเวลา :30:
ถ้าท่านอยากจะเห็นการสื่อสารทางเดียว โดยที่มีท่านเป็นผู้พูดให้ใครเห็นตาม คอยประนมมือสาธุจากทุกๆ สิ่งที่ท่านพูดผมว่าท่านตั้งกระทู้แนะนำหนังสือธรรมะยังจะตรงประเด็นเสียกว่านะครับ

ปล. คิดว่าพนง. IKEA คนไทย ในสาขาเยอรมัน โพสต์เฟสบุ๊กจาบจ้วงในหลวง จะทำให้ IKEA สาขาในไทยยอดขายตกมั้ยครับ?
ผมว่าถ้าจะมีพระสักรูปที่พูดจาโต้ตอบกับคาราวาสได้ แสดงความเห็นส่วนตัวได้ ไม่ใช่แค่ตอบคำสงสัยด้วยความกำกวม อ้างตัวหนังสือที่มันอยู่นิ่งๆ ซ้ำยังไล่ให้ไปตีความเอง มันคงไม่ทำให้พุทธศาสนากระทบกระเทือนหรอกครับ

ด้วยความปราถนาดี :22:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: JΛNΣ เมื่อ 24 พ.ย. 2011, 23:14 น.
บวบน้องรัก  :25:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: โก้ เมื่อ 24 พ.ย. 2011, 23:17 น.
ถ้าถามผม ผมไม่ได้หวังที่จะได้รับคำตอบในกระทู้
จากใครก็แล้วแต่ ที่มีความเชี่ยวชาญ เกี่ยวกับเรื่องศาสนาเลยนะครับ
แค่เข้ามาทำความรู้จักกับบุคคลที่น่าสนใจ ณ เวลานี้

ซึ่งก็คือหลวงพี่นี่ล่ะครับ เออน่าสนใจดี มีพระเข้ามาด้วย
ตะก่อนเป็นคนที่ชอบทำตัวเกรียนๆ ชื่อสหาย อะไรนั่น
แต่รายนั้น เก๊ ครับ เขาก็เลยละลายหายไปจากเว็บเอง

จริงๆ คงอ่านอยู่ล่ะมั้ง แต่โพสต์แล้วคงไม่มีคนสนใจ
ก็เลยเงียบไปซะนาน (ขืนมาโพสต์อีกก็ไม่มีคนสนใจอีกนะเอ้า)  :29:

พวกเรายังนั่งอยู่กันที่เดิมครับ เฮฮา ปาจิงโกะ สาระมั่ง ไร้สาระมั่ง ไปวันๆ
นานเข้ามันเป็นปี บางคน (เช่นผม) หลงอยู่ที่นี่มาตั้งหลายปีแล้ว
เพราะอะไร ไม่บอกดีกว่า

หลวงพี่ต้องลองดูเองครับ
ต้องทำความเข้าใจเอง
ต้องดูเอง ต้องอ่านเอง
แต่อย่า เข้าใจไปเอง นะครับ

ถ้าหลวงพี่ คิดว่า ไม่เอาละ ที่นี่ไม่เข้าใจในสิ่งที่หลวงพี่สื่อสาร
แล้วก็เลยต้องการที่จะหายไป หรืออะไรก็แล้วแต่ ก็ไม่เป็นไรนะครับ
เข้าใจอยู่แหละ

แต่ถ้าหลวงพี่ คิดว่า ลองดูซักตั้งก็ได้วะ (ในกรณีที่ พระอย่างหลวงพี่
ไม่ใช่พระเกรียนแตกนะครับ) จะเข้าใจและเห็นอะไรที่น่าอยู่ ของที่นี่นะ
(เดี๋ยวอีตั้งมันก็มาตบมุข เชื่อผมสิ)

/// อีบวบตัดหน้า  :07:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: โก้ เมื่อ 24 พ.ย. 2011, 23:19 น.
เบิ้ล ที่บอกไปว่า ไม่ได้ต้องการคำตอบ
ไม่ใช่หมายความว่าเก่ง บรรลุ หรือ หลวงพี่ช่วยไม่ได้นะครับ เอิ้ววววว
เป็นเพราะอะไร คือผมก็อธิบายคำว่า ศาสนา ของผมไม่ถูกน่ะครับ

เอิ้ววว!!!  :07a:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Bozu เมื่อ 24 พ.ย. 2011, 23:20 น.
อ้างคำพูดจาก: โก้ เมื่อ 24 พ.ย. 2011, 23:17 น.
ต้องลองดูเอง
ต้องทำความเข้าใจเอง
ต้องดูเอง ต้องอ่านเอง
แต่อย่า เข้าใจไปเอง

:12:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: โก้ เมื่อ 24 พ.ย. 2011, 23:22 น.
เอาเว้ย
ไปดึกแล้วคุณขากันเถ้อออ!!!!
:37a:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: JΛNΣ เมื่อ 24 พ.ย. 2011, 23:25 น.
พี่ก็เริ่มสิคร๊าบบ
:37a:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Buob Marley เมื่อ 24 พ.ย. 2011, 23:28 น.
โพสต์ก่อนตั้งหกนาที ยังจะมาว่าผมตัดหน้าอีก.. ลุงนี่ :30:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: JΛNΣ เมื่อ 24 พ.ย. 2011, 23:29 น.
ลุงแกใช้นิ้วชี้พิมพ์ทีละตัว  :59:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 24 พ.ย. 2011, 23:39 น.
โยมตั้งกระทู้เองได้ครับ
เมื่อโยมมองเห็นว่าไม่มี โยมบวบก็ไปทำเองได้อยู่แล้ว อันนี้หลวงพี่ไม่ได้ห้ามอะไร
แต่ตรงนี้ที่หลวงพี่ใส่ใจทำเพียงแค่นี้ มากกว่านั้นโยมก็ไปทำเองได้น่ะ

ตามนี้ครับ.


ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Buob Marley เมื่อ 24 พ.ย. 2011, 23:43 น.
เหนื่อยแล้วครับ ไม่คิดว่าจะเข้าใจ หรือแม้แต่พยายามจะเข้าใจที่ผมพยายามจะบอก :22:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 24 พ.ย. 2011, 23:53 น.
อ้างคำพูดจาก: Buob Marley เมื่อ 24 พ.ย. 2011, 23:43 น.
เหนื่อยแล้วครับ ไม่คิดว่าจะเข้าใจ หรือแม้แต่พยายามจะเข้าใจที่ผมพยายามจะบอก :22:

อ้างคำพูดจาก: Buob Marley เมื่อ 24 พ.ย. 2011, 23:11 น.
ฟังแล้ว แล้วก็ยังสงสัย บังเอิญว่าโง่ อยากฉลาด ช่วยอธิบายให้เข้าใจทีสิ สงสัยก็ควรถามใช่มั้ย? หรือต้องแกล้งฉลาดแล้วก็โง่ต่อไป?

ตามนั้น.
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Bozu เมื่อ 24 พ.ย. 2011, 23:55 น.
อ้างคำพูดจาก: Alsmile เมื่อ 24 พ.ย. 2011, 23:53 น.
ตามนั้น.

เราหยุดแล้ว.
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 24 พ.ย. 2011, 23:55 น.
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Bozu เมื่อ 25 พ.ย. 2011, 00:05 น.
เนี้ยท่านก็ไม่หยุด...ปั๊ดโถ่~~~~ :58:
ไม่ใช่โฆษณาPCTมือถือนะหลวงพี่
วางก่อนดิ เธอแหละวางก่อน เธอแหละวางก่อนดิ(ทั้งคืนอ่ะ  :08: )

โฟร์ โฆษณา เธอวางก่อนดิ gsm1800 (http://www.youtube.com/watch?v=N3fldm25A5g#)

ธรรมมาราธอน
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Buob Marley เมื่อ 25 พ.ย. 2011, 00:06 น.
พีซีทีคืออะไร :56:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Bozu เมื่อ 25 พ.ย. 2011, 00:07 น.
อ้างคำพูดจาก: Buob Marley เมื่อ 25 พ.ย. 2011, 00:06 น.
พีซีทีคืออะไร :56:

คือ...ผมจำผิดน่ะมันเป็น GSM   :07:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 25 พ.ย. 2011, 00:10 น.
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Bozu เมื่อ 25 พ.ย. 2011, 00:13 น.
A : วันก่อนครับ
B : ยังไงครับ
A : ได้สนทนาธรรมกับหลวงพี่องค์หนึ่งในบอร์ดครับ
B : พระยุคไอที ธรรมเดลิเวอรี่ เข้าถึงฆราวาส
A : คุยกันไปคุยกันมาเห็นทางสว่างเลยครับ
B : ธรรมกล่อมเกลาจิตใจถึงแก่นแท้ของชีวิต
A : เถียงกันทั้งคืน จนฟ้าสาง แดดส่องแยงตาแทบบอด
B :......................................................
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: ยุนเอ เมื่อ 25 พ.ย. 2011, 00:15 น.


C .. ไม่ออกไปบินเหรอครับ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Bozu เมื่อ 25 พ.ย. 2011, 00:15 น.
A : วันก่อนครับ
B : ยังไงครับ
A : ได้สนทนาธรรมกับหลวงพี่องค์เดิมในบอร์ดครับ
B : วินัยภิกษุ ไม่ย่อท้อต่อมารผจญ อดทนอดกลั้นต่อการโปรดสัตว์
A : คุยกันไปคุยกันมาหัวโล่งอย่างไม่เคยรู้สึกมาก่อน
B : ธรรมกล่อมเกลาจิตใจถึงแก่นแท้ของชีวิตอย่างแท้จริงไม่เหมือนคราวก่อน
A : นรกแดกกบาลเกลี้ยงแล้วครับ
B :......................................................
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 25 พ.ย. 2011, 00:21 น.
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: JΛNΣ เมื่อ 25 พ.ย. 2011, 00:26 น.
(http://img3.f0nt.com/25/d68a6252b965ea2c520184e76d19effa.jpg)
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Romzaikyu เมื่อ 25 พ.ย. 2011, 00:28 น.
วนๆ แบบนี้นี่มันออกแนวเรเควี่ยมแล้วนะ  :30:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Bozu เมื่อ 25 พ.ย. 2011, 00:31 น.
อ้างคำพูดจาก: RomSaiKyu เมื่อ 25 พ.ย. 2011, 00:28 น.
วนๆ แบบนี้นี่มันออกแนวเรเควี่ยมแล้วนะ  :30:

เปล่าประโยชน์ เปล่าประโยชน์ เปล่าประโยชน์ เปล่าประโยชน์ เปล่าประโยชน์
เปล่าประโยชน์ เปล่าประโยชน์ เปล่าประโยชน์ เปล่าประโยชน์ เปล่าประโยชน์
เปล่าประโยชน์ เปล่าประโยชน์ เปล่าประโยชน์ เปล่าประโยชน์ เปล่าประโยชน์
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: ณต เมื่อ 25 พ.ย. 2011, 01:05 น.
ไม่แน่ใจว่าหลวงพี่ทราบเรื่องนี้หรือเปล่า แต่คิดว่าคงรับรู้แล้ว
คือสาวกส่วนใหญ่ของที่นี่ ความกวนส้นเท้ามีระดับสูงถึงสูงลิ่วถึงสูงลิบลิ่ว
และสาวกส่วนใหญ่ก็อยู่กันมานาน เจอกันทั้งในบอร์ดและตัวจริงๆ กัน

เนื่องจากข้อจำกัดทางด้านตัวอักษรและเว็บบอร์ด
ดังนั้นโอกาสที่จะสื่อสารคลาดเคลื่อนไม่เข้าใจกัน มันมีสูงพอสมควร  
บางทีสาวกใหม่ๆ เข้ามาเจอแบบนี้ ก็เหวอไปตามๆ กันครับ


ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Romzaikyu เมื่อ 25 พ.ย. 2011, 01:13 น.
อ้างคำพูดจาก: ณต เมื่อ 25 พ.ย. 2011, 01:05 น.
และสาวกส่วนใหญ่ก็อยู่กันมานาน


ป๋าณตนี่ก็คาดว่าอยู่มาแต่สมัยพระฑีปังกรพุทธเจ้าโน่นแน่ะ :47:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Buob Marley เมื่อ 25 พ.ย. 2011, 01:29 น.
อ้างคำพูดจาก: RomSaiKyu เมื่อ 25 พ.ย. 2011, 01:13 น.

ป๋าณตนี่ก็คาดว่าอยู่มาแต่สมัยพระฑีปังกรพุทธเจ้าโน่นแน่ะ :47:
:30: ถึงกับไปไล่เปิดวิกิหาว่ายุคไหน.. นับเล่นๆ แล้วเป็นหลักแสนปี :30:

ปล. นานๆ กูจะฮามุกมึงสักทีว่ะโบซ :30b:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: ยุนเอ เมื่อ 25 พ.ย. 2011, 01:35 น.

นั่นซุคยูร่มนะ  :47:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Bozu เมื่อ 25 พ.ย. 2011, 01:39 น.
เวลาใครพูดถึงฑีปังกร ทำไมผมชอบนึกถึงอัมปังแมน :42:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Buob Marley เมื่อ 25 พ.ย. 2011, 01:50 น.
อ้างคำพูดจาก: ยูนเอ เมื่อ 25 พ.ย. 2011, 01:35 น.
นั่นซุคยูร่มนะ  :47:
ตูหมายถึงมุกนรกกินกบาล.. ถึงได้ ปล. แต่บังเอิญว่าขี้เกียจแอบอ้างเฟ้ย :47:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Dayight เมื่อ 25 พ.ย. 2011, 07:22 น.
... ช้างสารซ่านซับมัน    รันแรงร้ายเกินกำหนด
          ลือชาทั่วปรากฏ    มาลดกายให้กบกิน ...

                                               หนังสือสุภาษิตภาคใต้
   จากข้อความข้างต้น  หลาย ๆ ท่านอาจจะคิดสงสัยว่า  ช้างตัวใหญ่ยอมให้กบตัวเล็กนิดเดียวกินได้อย่างไร  คำถามนี้ยากเป็นความที่มีนัยแห่งข้อธรรมที่ลึกซึ้ง  ซึ่งผู้ประพันธ์สุภาษิตถอดความมาจากภาพปริศนาธรรม
          ภาพปริศนาธรรม เป็นการถ่ายทอด หรือ อธิบายข้อธรรมด้วยภาพมีองค์ประกอบเป็นภาพสัตว์ชนิดต่าง ๆ ทั้งประเภทจตุบาท ทวิบาท และสัตว์เลื้อยคลาน ได้แก่ ช้าง กบ นก งู  สาระในภาพสื่อให้เกิดความคิดในเชิงเปรียบเทียบ  เพื่อให้เห็นความเป็นไปตามสภาพธรรมของโลกโดยลำดับ 

          เนื้อหาของภาพเป็นเป็นตอน ๆ ต่อเนื่องกันเป็นชุด  ภาพปริศนาธรรมชุดนี้มี ๖ ตอน  ถ่ายทอดมาจากบทธรรมปฎิจจสมุปบาท

(http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/425/2425/images/Pris1.jpg)

ภาพที่ ๑  เริ่มต้นด้วยภาพสระน้ำ ๓ สระ  มีคำอธิบายประกอบภาพว่า  น้ำ ๓ สระคือตัณหาทั้งสาม ได้แก่

          ๑.  กามตัณหา หมายถึง ความทะยานอยากในกาม ได้แก่  กามคุณซึ่งสนองความต้องการทางประสาททั้งห้า คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย

          ๒.  ภวตัณหา หมายถึง ความทะยานอยากในภพ ได้แก่  ความอยากในภาวะของตัวตนที่  จะได้  จะมี  จะเป็น

          ๓.  วิภวตัณหา หมายถึง ความทะยานอยากในวิภพ ได้แก่  ความอยากในความพรากพ้นไปแห่งตัวตน  จากความเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งอันไม่ปรารถนา

(http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/425/2425/images/Pris2.jpg)

          ภาพที่ ๒  เป็นภาพช้างมีน้ำ ๓ สระอยู่ภายในท้อง  มีคำอธิบายประกอบภาพว่า ช้างสาร คือ ชาติ  กลืนน้ำ ๓ สระ คือ ตัณหาทั้งสาม

(http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/425/2425/images/Pris3.jpg)

ภาพที่ ๓  เป็นภาพกบ ภายในท้องกบมีช้าง  ซึ่งมีน้ำ ๓ สระอยู่ภายในท้องช้างนั้น  มีคำอธิบายประกอบภาพว่า กบ คือ โลภะกลืนชาติ  ชาติกลืนตัณหาทั้งสาม

(http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/425/2425/images/Pris4.jpg)

ภาพที่ ๔  เป็นภาพงู ภายในท้องงูมีกบ ซึ่งมีช้างอยู่ในท้องกบ และมีน้ำสามสระอยู่ในท้องช้างนั้น  มีคำอธิบายประกอบภาพว่า งู คือ โทสะกลืนโลภะ  กลืนชาติ  กลืนตัณหาทั้งสาม

(http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/425/2425/images/Pris6.jpg)

ภาพที่ ๕  เป็นภาพนกไส้ ภายในท้องนกมีงู ซึ่งมีกบอยู่ในท้องงู มีช้างอยู่ในท้องกบ และมีน้ำสามสระอยู่ในท้องช้างนั้น  มีคำอธิบายประกอบภาพว่า  นกไส้คือโมหะกลืนทั้งนั้นบินไปจับต้นอ้อ

(http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/425/2425/images/Pris5.jpg)

    ภาพที่ ๖  เป็นภาพต้นอ้อ ซึ่งนกไส้บินไปเกาะอยู่นั้น และมีหนู ๔ ตัวกำลังกัดกินโคนต้นอ้อนั้น  มีคำอธิบายภาพว่า  ต้นอ้อคือตัวอาตมา  หนู ๔ ตัว คือ  ชาติ  ชรา  พยาธิ  มรณะ

          การถ่ายทอดบทธรรมปฏิจจสมุปบาท เป็นภาพเปรียบเทียบให้เห็นกิเลสที่ปรุงแต่งเป็นปัจจัยต่อ ๆ กันไป  เป็นร่างกายที่มีจิตประกอบด้วยกิเลสเป็นความทุกข์  เนื่องจากกิเลสซ้อนกันอยู่เช่นนั้น

          ภาพปริศนาธรรมดังกล่าวนี้  ในสมัยโบราณนิยมเขียนภาพลงในสมุดไทย  นอกจากนั้นยังพบในงานลายรดน้ำบนตู้พระธรรม  และในงานจิตรกรรมฝาผนังตามโบสถ์ วิหาร ก็มีบ้าง  ซึ่งบรรพบุรุษไทยสร้างสรรค์ขึ้น

          ใช้เป็นอนุศาสน์สำหรับให้คนทั้งหลาย ได้รำลึกถึงความเป็นไปอันไม่แน่นอนของชีวิต  ดังเช่นต้นอ้อเป็นไม้ไม่มีแก่น  เป็นที่ตั้งที่อาศัยของจิตอันประกอบด้วยกิเลส ตัณหา อุปาทาน  ซ้อนกันอยู่มีความแก่  ความเจ็บ  ความตายเบียดเบียนกัดแทะเป็นนิจ 

          ฉะนั้น ควรที่คนทั้งหลายพึงพิจารณา และเตรียมพร้อมไว้ไม่ให้เกิดความประมาทในชีวิตนั่นเอง

เท่มั้ย
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: ฟิ้งซ์ เมื่อ 25 พ.ย. 2011, 07:28 น.
ที่นี่คือสถานที่ที่มีความเป็นตัวตนสูง คนที่นี่มีความหลากหลายและอยู่ร่วมกันมายาวนาน
เข้ามาแล้วจะให้ทุกคนเข้าใจเรา คงเป็นไปได้ยาก
ผมอยู่ที่นี่เกือบสามปีแล้ว ยังรู้สึกว่าตัวเองเป็นสาวกใหม่เพิ่งสมัครเข้ามาเมื่อวานวันซืนนี้เอง
แล้วคนอื่นที่เค้าอยู่มาก่อนล่ะ
แล้วคนที่เพิ่งเข้ามาชั่วครู่ชั่วยามล่ะ

ไม่เคยมีวันไหนเลยที่ผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นศูนย์กลางของสังคม เราเป็นแค่เปลือกของที่นี่เท่านั้น
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: PalmySyd เมื่อ 25 พ.ย. 2011, 08:36 น.
อ้างคำพูดจาก: Bozu เมื่อ 25 พ.ย. 2011, 00:13 น.
A : วันก่อนครับ
B : ยังไงครับ
A : ได้สนทนาธรรมกับหลวงพี่องค์หนึ่งในบอร์ดครับ
B : พระยุคไอที ธรรมเดลิเวอรี่ เข้าถึงฆราวาส
A : คุยกันไปคุยกันมาเห็นทางสว่างเลยครับ
B : ธรรมกล่อมเกลาจิตใจถึงแก่นแท้ของชีวิต
A : เถียงกันทั้งคืน จนฟ้าสาง แดดส่องแยงตาแทบบอด
B :......................................................

อ้างคำพูดจาก: Bozu เมื่อ 25 พ.ย. 2011, 00:15 น.
A : วันก่อนครับ
B : ยังไงครับ
A : ได้สนทนาธรรมกับหลวงพี่องค์เดิมในบอร์ดครับ
B : วินัยภิกษุ ไม่ย่อท้อต่อมารผจญ อดทนอดกลั้นต่อการโปรดสัตว์
A : คุยกันไปคุยกันมาหัวโล่งอย่างไม่เคยรู้สึกมาก่อน
B : ธรรมกล่อมเกลาจิตใจถึงแก่นแท้ของชีวิตอย่างแท้จริงไม่เหมือนคราวก่อน
A : นรกแดกกบาลเกลี้ยงแล้วครับ
B :......................................................


:30: :30: :30:

ชอบๆ เอาอีกๆ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 25 พ.ย. 2011, 11:52 น.
คิดว่าครบกำหนดแล้ว
โยมณตคงจะช่วยกรุณาลบให้ได้แล้วครับ
อย่างที่บอกนั้นแหละครับ จบก็คือจบ
ใครเต็มใจอยากตั้งกระทู้ใหม่ที่เห็นว่าดีกว่านี้ ก็ทำได้เลยครับ
ตรงนี้หลวงพี่คิดว่าได้เปิดใจให้แสดงความคิดเห็นต่อคำถามแล้ว
แต่โยมหันมาวิพากษ์วิจารณ์คำตอบและหลวงพี่ผู้ตอบ ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ดี
แต่ทว่าโยมไม่หาคำตอบที่ตนเองเห็นว่าดี หรือเสนอแนะอะไร มุ่งวิจารณ์ถ่ายเดียว
โดยไม่ฟังก่อนว่าหลวงพี่พูดจบยัง โยมไม่ถามก่อนว่าอะไรเป็นอะไร
แทนที่จะหาคำตอบร่วมกัน หรือเสนอความคิดเห็นที่ตนเห็นดีด้วย ให้คนอื่นฟังด้วย


เมื่อเป็นแบนี้ หลวงพี่จึงคิดว่า พอล่ะครับ
ไม่ใช่การใจแคบหรือตัวตนสูงอะไร เพราะได้ให้แสดงความคิดเห็นต่อคำถาม คือช่วยกันตอบคำถาม
ไม่ใช่มาวิพากษ์แนวความคิดกัน เพราะเรารับรู้มาต่างกันอยู่แล้ว
ดังนั้น จบได้แล้วครับ
ขอบคุณมาก.

ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 25 พ.ย. 2011, 12:16 น.
อ้างคำพูดจาก: ณต เมื่อ 25 พ.ย. 2011, 01:05 น.
ไม่แน่ใจว่าหลวงพี่ทราบเรื่องนี้หรือเปล่า แต่คิดว่าคงรับรู้แล้ว
คือสาวกส่วนใหญ่ของที่นี่ ความกวนส้นเท้ามีระดับสูงถึงสูงลิ่วถึงสูงลิบลิ่ว
และสาวกส่วนใหญ่ก็อยู่กันมานาน เจอกันทั้งในบอร์ดและตัวจริงๆ กัน

เนื่องจากข้อจำกัดทางด้านตัวอักษรและเว็บบอร์ด
ดังนั้นโอกาสที่จะสื่อสารคลาดเคลื่อนไม่เข้าใจกัน มันมีสูงพอสมควร  
บางทีสาวกใหม่ๆ เข้ามาเจอแบบนี้ ก็เหวอไปตามๆ กันครับ




หลวงพี่ไม่ได้คิดแบบนั้น และรู้ว่าโยมรู้จักกันมานาน
ที่หลวงพี่รู้ก็คือว่า โยมส่วนมากเห็นว่าไม่ดี ไม่ชอบ ไม่ถูกใจ หรืออะไรนั้น
แต่โยมกลับไม่ยอมรับความจริง คือไม่ยอมเลิก ไม่ยอมจบ คือจบไม่ลง
ทั้งนี้โยมเคยกล่าวว่าหลวงพี่ยึดมั่นถือมั่นไว้ แต่ตอนนี้พอหลวงพี่ปล่อย
โยมก็ยังจะไม่ยอมให้หลวงพี่ไป

ตามนี้ครับ เจริญพร.
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Bozu เมื่อ 25 พ.ย. 2011, 12:27 น.
อ้างคำพูดจาก: Alsmile เมื่อ 25 พ.ย. 2011, 12:16 น.
หลวงพี่ไม่ได้คิดแบบนั้น และรู้ว่าโยมรู้จักกันมานาน
ที่หลวงพี่รู้ก็คือว่า โยมส่วนมากเห็นว่าไม่ดี ไม่ชอบ ไม่ถูกใจ หรืออะไรนั้น
แต่โยมกลับไม่ยอมรับความจริง คือไม่ยอมเลิก ไม่ยอมจบ คือจบไม่ลง
ทั้งนี้โยมเคยกล่าวว่าหลวงพี่ยึดมั่นถือมั่นไว้ แต่ตอนนี้พอหลวงพี่ปล่อย
โยมก็ยังจะไม่ยอมให้หลวงพี่ไป

ตามนี้ครับ เจริญพร.

หลวงพี่ครับงั้นหลวงพี่แจ้งจุดประสงค์ที่ต้องการให้ลบมาเป็นข้อๆจะได้หรือไม่ครับ?
แบบเป็นส่วนรวมนะครับ

จากที่อ่านผมเห็นเพียงข้อเดียวที่หลวงพี่พูดถึงคือ

ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 25 พ.ย. 2011, 12:35 น.
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Buob Marley เมื่อ 25 พ.ย. 2011, 12:36 น.
หลวงพี่เป็นพระจริงๆ ใช้มั้ยครับ :37:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 25 พ.ย. 2011, 12:39 น.
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: JΛNΣ เมื่อ 25 พ.ย. 2011, 12:39 น.
อาจจะไม่ชินกับ Two-way Communication
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 25 พ.ย. 2011, 12:44 น.
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Bozu เมื่อ 25 พ.ย. 2011, 12:46 น.
"ไม่กระจ่าง"
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 25 พ.ย. 2011, 12:49 น.
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: ความฝันกลางฤดูร้อน เมื่อ 25 พ.ย. 2011, 12:56 น.
ผมว่า การที่มาตั้งคำถามคำตอบ หรือตอบปัญหาธรรม
คำตอบที่ได้ ทุกอย่างถูกวิจารณ์ได้ครับ ถ้าเป็นการวิจารณ์อย่างสร้างสรร หรือวิจารณ์อย่างสงสัย
เมื่อใดที่คำตอบนั้นวิจารณ์ไม่ได้ มันไม่ใช่คำตอบ มันไม่เรียกว่าการสื่อสารครับ  สิ่งนั้นเรียกว่าการให้ข้อมูลทางเดียว

หลวงพี่ระบุว่า โยมส่วนมากเห็นว่าไม่ดี ไม่ชอบ ไม่ถูกใจ    
ตรงไหนหรือครับ ... ระบุด้วยก็ดี เพราะว่าที่นี่คือเว็บบอร์ด เราไม่ได้คุยกัน ตัวอักษรมันเข้าใจผิดได้อยู่แล้ว

หลวงพี่ระบุว่าคนในนี้เห็นว่าไม่ดี แต่ไม่ยอมรับความจริง  ... อันนี้จนใจที่จะอธิบาย เพราะว่าเท่าที่อ่าน ผมไม่เห็นตรงส่วนที่คนคิดว่าไม่ดี เห็นแต่ส่วนที่คนตั้งข้อสงสัยใคร่รู้และซักถาม เพียงแต่ว่าหลวงพี่ไม่สามารถตอบให้เข้าใจได้ (ภูมิธรรมไม่พอ หรือภูมิธรรมพอ แต่ว่าไปเจอกอบัวใต้ตม)

โดยส่วนตัว ผมไม่สามารถวิจารณ์ได้ว่าพระรูปไหนดี ไม่ดี ไม่เหมาะ
พระที่มีความรู้ดี เป็นคนที่ดี หรืออาจจะเข้าสู่การบรรลุในบางขั้นบางตอน ท่านปฏิบัติได้ แต่ท่านสอนไม่ได้ก็มี
ฆราวาสสามัญระดับตัวNPCในเกมส์อย่างเราๆ คงไปวิจารณ์ไม่ได้
แต่อยากให้เข้าใจว่าฆราวาสก็คือฆราวาสครับ ไม่ได้จบนักธรรมใดๆมา หลักธรรมคำสอนทางพุทธศาสนาในสังคมไทย เราเรียนกันแบบศาสนาเปรียบเทียบ หลายคนเข้าใจผิดไปว่าศาสนาพุทธคือศาสนาที่เป็นเหตุผล100% ทั้งที่จริงๆมีคำสอนส่วนที่เป็นกฎตายตัวห้ามเปลี่ยนไม่ควรวิจารณ์(ซึ่งถูกพิสูจน์ว่าเป็นคำสอนที่ถูกในศาสนาผ่านการประชุมวิเคราะห์มาหลายร้อยหลายพันปีแล้ว)
ดังนั้น ฆราวาสในปัจจุบัน มักมีคำถามโต้แย้งพระสงฆ์ได้เสมอๆ เพราะว่าคำสอนที่พระสงฆ์พูดมา ไม่เหมือนกันเหตุผลในโลกทั่วไปนอกเหนือร่มเงาพุทธศาสนา

ผมคิดว่าในนี้ไม่มีใครซีเรียสขนาดจะเอาเป็นเอาตายอะไรกับใครหรอกครับ
เราแค่สงสัย และต้องการคำตอบที่ชัดเจนสำหรับเรา
หลวงพี่ ให้คำตอบที่ชัดเจนสำหรับท่าน แต่เราจูนไม่ติดกันเท่านั้น

พยายามต่อไปครับ
ถ้ามีเวลาจะเข้ามาอ่าน


ปล. เห็นท่านบอกว่า ท่านหยุดแล้ว แต่คนในนี้ต่างหากที่ไม่ยอมหยุด ... ใครในบอร์ดนี้ไปเอามีดจ่อคอบังคับท่านให้มาเล่นเหรอครับ  ... จริงๆต้องบอกว่า เรายังไม่หยุด และท่านก็ไม่ยอมหยุด ต่างหาก (เพราะบอกว่าหยุดแล้ว หยุดแล้ว แต่ก็กลับมาโพสท์ต่อเรื่อยๆว่าเราหยุดแล้วๆๆ แบบนี้เค้าเรียกว่ายังไม่หยุดครับ)  :37:
ปอ. ข้างบนที่ปล. ไม่ได้ประชด และที่ปฮ.ข้างล่างก็ไม่ได้ประชดเช่นกัน พูดจริงๆ  :37:
ปฮ. แต่ก็อยากให้เข้ามาคุยครับ สนุกดี นานๆทีมีคนที่พูดเรื่องสาระมาที่บอร์ดทีนึง
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Buob Marley เมื่อ 25 พ.ย. 2011, 13:04 น.
มีสาระเป็นประจำนะฮะหมอ :37:

ปล. หมอแมวเป็นหมอจริงๆ รึเปล่าครับ :47:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: ความฝันกลางฤดูร้อน เมื่อ 25 พ.ย. 2011, 13:05 น.
กำลังจะไปทำงานต่อครับ
จะบอกว่า ท่านอยู่ในนี้ต่อไปดีกว่านะครับ ลองเข้ามาตอบช้าๆ ทีละคำถาม นานๆที
คำตอบทางศาสนาพุทธหลายข้อมันคือบัญญัติที่มีมา มันเปลี่ยนไม่ได้
แต่ในสายตาคนฆราวาส เค้าไม่รู้เหตุผลว่าทำไม ก็ใช้เหตุผลทางโลกเข้าไปจับ
ข้อไหนหาคำตอบได้ก็หา
ข้อไหนหาไม่ได้ ท่านก็ยืนยันได้ครับว่ามันจริงตามนั้นแต่ท่านหาคำตอบไม่ได้ ... ผมว่าคนแถวนี้แยกแยะได้ครับว่าแม้มันจะไม่ตรงตามจริตและเหตุผลทางโลก แต่มันย่อมมีเหตุผลที่โลกในศาสนาพุทธตลอด2500ปีได้หามาแล้ว ได้วิพากษ์มาแล้ว เพียงแต่ว่าเรายังไม่รู้เท่านั้น
ข้อนี้ผมเน้นย้ำเลยครับ เพราะว่าถ้าหากเรื่องพวกนี้ฆราวาสที่ได้ฟังยอมรับได้ทันที เราก็ไม่ต้องมีการสนทนาธรรมหรือปรึกษาปัญหาธรรม เพราะนั่นแปลว่าเรารู้อยู่แล้ว ... แต่นี่เราไม่รู้ เราจึงต้องการพระมาสอนครับ
ท่านไม่ต้องมาบ่อยก็ได้ครับ มาตอบเพียงชั่วเวลาว่างก็ได้
ตอบทีละข้อละเลียดๆไป

ถ้าผ่านที่นี่ไปได้ ท่านก็ไปเทศน์ที่ไหนก็ได้ในประเทศไทยครับ ... เหมือนผ่านหมีผจญมา 1 ฝูง

ดูอย่างผม อยู่ที่นี่มา 7 ปี ยังเจอถามเลยว่าเป็นหมอจริงๆหรือเปล่า ... กะเมื่อวานมีคนถามว่าทำไมคลินิกคิดราคายาแพงกว่าราคายาจริง  :47:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Bozu เมื่อ 25 พ.ย. 2011, 13:08 น.
หมีผจญ :07:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 25 พ.ย. 2011, 13:08 น.
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Buob Marley เมื่อ 25 พ.ย. 2011, 13:09 น.
 ไม่รู้จักหมีเสียแล้วโบซ.. หึๆๆ :47:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Bozu เมื่อ 25 พ.ย. 2011, 13:21 น.
ผมขอมอบเพลงนี้ให้หลวงพี่ครับ

Lomosonic - ฉันเข้าใจแต่ไม่เข้าใจ (http://www.youtube.com/watch?v=geCCMLc_Qak#)

เพลงเขาดีนะครับ

อ้างอิงลืมถู๊กกกกกอย่างงงง...แล้วจากไป
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Earthchie เมื่อ 25 พ.ย. 2011, 14:28 น.
ไหนๆ ก็ลบข้อความส่วนใหญ่ไปหมดแล้ว ยังอยากลบกระทู้อีกหรอครับ
ไม่ได้กวนนะครับ ผมสงสัยเฉยๆ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 25 พ.ย. 2011, 14:54 น.
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: เทอร์โบบูสเตอร์ เมื่อ 25 พ.ย. 2011, 14:55 น.
ลบไมอะ  :30:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: ณต เมื่อ 25 พ.ย. 2011, 14:57 น.
ผมบอกว่าผมจะลบให้
หลวงพี่บอกว่าอย่าให้เกินสามวัน

นี่มันยังไม่เกินสามวัน หลวงพี่ก็ลบข้อความเองแล้ว
ดังนั้นผมเห็นว่าคงไม่มีประโยชน์ที่จะลบกระจู๋นี้แล้ว
จึงเอากลับมาไว้ที่เดิมครับ


อ้างคำพูดจาก: ณต เมื่อ 23 พ.ย. 2011, 18:34 น.
ถ้าหลวงพี่ยืนยันว่าจะให้ลบจู๋นี้ เดี๋ยวผมจะลบให้นะครับ
รอให้สมาชิกในบอร์ดอ่านกันจนครบก่อน
เพราะบางคนยังอ่านไม่จบ


อ้างคำพูดจาก: Alsmile เมื่อ 23 พ.ย. 2011, 19:37 น.
ขอบคุณมาก ตามนั้นแหละ แค่อย่าเกิน 3 วัน
และไม่ต้องถามหรือโพสต์แสดงข้อความอะไรต่อ
จักกรุณามาก

ข้อตกลงก็คือข้อตกลง ถ้าไม่ทำตามที่ตกลงไว้ก็ไม่ต้องเอ่ยกันแล้ว
ไม่ใช่ไม่เคยกล่าว เมื่อเราไม่ทำก็ไม่ต้องทำ ถ้าทำก็ต้องใส่ใจทำ
ไม่ใช่แค่ทำดีเพื่อตนเองเท่านั้น เราต้องทำดีเพื่อตนและส่วนรวมด้วย
เพราะเรามุ่งแต่ส่วนตน สังคมก็ถึงพัง
ความเมตตามันมี ความกรุณามันมี แต่เราก็ต้องมีวิธีฏิบัติที่ดีต่อกันด้วยปัญญาถึงอยู่กันได้

ตัวตนของใดคนหนึ่งไม่ใช่ประเด็น แต่ตัวตนของทุกคนมารวมกันกระแทกเข้าที่เดียวมันจึงพัง
แต่เมื่อเราทุกคนทำมันพัง เราทุกคนก็ต้องยอมรับความเป็นจริงข้อนี้
ไม่ใช่คนใดคนไหน เพราะเราไม่รักษาส่วนรวม เราอยากจะได้คำตอบของตน ๆ โดยไม่คำนึงถึงใครอื่นส่วนรวม
ฉะนั้นทำดีเพื่อตนและส่วนรวมด้วยสังคมจึงอยู่รอด
หลวงพี่แค่ให้แนวคิดไว้เป็นแนวทางเพียงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น มันจึงไม่เกิดประโยชน์เมื่อเราไม่ได้ลงมือทำ
ต่อจากนี้ไปสิ่งไหนดี ๆ ก็เก็บจำไว้ สิ่งไหนไม่ดีก็ลบเลือนมันทิ้งไป หรือเก็บจำเป็นบทเรียนไปสร้างสรรค์เอง
ฝึกใจเย็น ๆ รู้จักรอวาระที่เหมาะสมในการกล่าว ฝึกการตั้งคำถาม และรู้จักเรียนรู้วิธีแสดงความคิดเห็น
เพราะสังเกตเห็นว่ามีบางคนฉลาดในการแสดงความคิดเห็นให้ได้เรียนรู้ก็มี มองดูเองและเรียนรู้จากเขา

ตามนี้ครับ.
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 25 พ.ย. 2011, 14:59 น.
อ้างคำพูดจาก: Alsmile เมื่อ 23 พ.ย. 2011, 22:42 น.
ตามนั้นแหล่ะครับ ภายใน 3 วัน ใครทันก็ทันไม่ทันก็คือหมดเขตไปแล้ว
มันไม่ใช่เรื่องลำบากอะไรเมื่อเรารู้จักกำหนดขอบเขตและลงมือทำตามนั้น

วิธีการหาความรู้ความจริงมันมีหลายทาง
ไม่ได้จากที่ตรงนี้เขาก็หาได้จากที่อื่นครับ การเข้าถึงความองค์ความรู้ทุกวันนี้มันง่ายกว่าสมัยก่อนเยอะ
หลวงพี่ก็ไม่ได้รู้เองโดยปราศจากการสั่งสมองค์ความรู้มา
แต่เมื่อเราพูดคำว่าหยุดก็คือ เราต้องยอมรับว่าหยุดให้ได้จริง ๆ

เมื่อมันพ้นวาระของการตัดสินใจไปแล้ว
ถ้ายังต่อความอีกหลวงพี่จะตามลบทุกโพสต์เองทั้งหมด จริงครับ
ของบางอย่างเราได้มา แต่ไม่รู้จักรักษามันก็เคลื่อนจากไป ไม่มีอะไรแน่นอน
โยมจงใช้สติปัญญาแสวงหาเองเถิด มันไม่ได้ยากอะไร ถ้าเราใส่ใจทำ
เมื่อวาระนั้นมาถึงจงยอมรับ ละ วาง ปล่อยไป
ไม่จากกันในเร็ววันนี้ พรุ่งนี้ หรือสักวันมันก็ต้องจากกันไปจนได้อยู่ดี
ดังนั้น จบคือจบ ครับโยมณต หลวงพี่เข้าใจเจตนาตรงนี้และขอบคุณมาก
นี่คือความจริง
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: ณต เมื่อ 25 พ.ย. 2011, 15:08 น.
คือถ้าหลวงพี่กำหนดแบบนั้นก็แล้วแต่หลวงพี่แล้วล่ะครับ
เพราะตอนแรกผมอ่านจากข้อความข้างล่างล่าสุดวันนี้
ก็นึกว่าครบกำหนดสามวันแล้ว
แต่พอมาพิจารณาดู ปรากฎว่ามันเพิ่งสองวัน
ก็เลยเอากลับมา แล้วอีกอย่างหลวงพี่ก็ลบข้อความไปหมดแล้ว
ดังนั้นก็คงไม่มีประโยชน์ที่ผมจะลบจู๋นี้แล้วล่ะ


อ้างคำพูดจาก: Alsmile เมื่อ 25 พ.ย. 2011, 11:52 น.
คิดว่าครบกำหนดแล้ว
โยมณตคงจะช่วยกรุณาลบให้ได้แล้วครับ
อย่างที่บอกนั้นแหละครับ จบก็คือจบ

ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Bozu เมื่อ 25 พ.ย. 2011, 15:16 น.
ผมเริ่มรู้สึกว่าผมมีอคติ แต่มันก็อดคิดไม่ได้ว่า
หลวงพี่ทึกทักเอาว่าเนื้อความในกระทู้นี้เป็นของส่วนตนของหลวงพี่คนเดียวอย่างไรไม่รู้

หากหลวงพี่จะหยุดจริงๆผมคิดว่าหลวงพี่ควรfadeตัวเองออกไปโดยเงียบ
มากกว่าจะมาโพสต์คอมเมนต์ตอบโต้อย่างที่เป็นอยู่ครับ

ที่พูดมานั้นเพราะเห็นว่าหลวงพี่มีใจจะสนทนากับคนทั่วไป
และหลวงพี่ในตอนต้นกระทู้ก็ดูมีความกระตือรือร้นดี

ยอมรับว่ายังสนใจในปฏิสัมพันธ์ของหลวงพี่ ที่ยืนกรานจะลบกระทู้ให้ได้
แต่หลวงพี่ก็บ่ายเบี่ยงไม่ชี้ชัดเหตุผลในการลบกระทู้ที่ยอมรับได้โดยทั่วกันเสียทีว่ามีเหตุอะไรบ้าง

และถึงหลวงพี่จะหายไปจากตรงนี้หรือยังอยู่
ผมเชื่อว่าทุกคนก็ยังคงสนทนาตามแบบเดิมอยู่ดีครับ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 25 พ.ย. 2011, 15:17 น.
 :30: ลบเถอะครับ ถึงเก็บไว้มันก็ไม่มีประโยชน์อะไร
เมื่อลบหรือไม่ลบมันก็ไม่มีประโยชน์สำหรับโยม
แต่ลบทิ้งไปมันจะดีกว่า เพราะตรงนี้หลวงพี่ตั้งจูนอลเป็นชื่อหลวงพี่
ถ้าคนอื่นตั้งไว้หรือเป็นชื่อคนอื่น หลวงพี่จะไม่สนใจอะไรครับ
อีกอย่างที่หลวงพี่ลบข้อความไปก็เพราะบอกไว้แล้ว เกรงมองไม่เห็นก็ทำสีแดงไว้ให้ด้วย
แต่โยมก็มาต่อกันอีกนั้นคือเหตุผลที่หลวงพี่ตามลบไปบางส่วน (ยังไม่หมด)

เห็นโยมโบซมาต่อจึงตอบให้
รู้ว่าไม่มีแค่ข้อความหลวงพี่ แต่ตรงนี้ชื่อกระทู้ของหลวงพี่ครับ
ทุกคำที่คุยกันมันก็เกี่ยวข้องกับหลวงพี่ไม่มากก็น้อย
ดังนั้นถ้าไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับหลวงพี่เลยหลวงพี่จะไม่พูดถึงการลบกระทู้นี้เลยครับ
ก็ถึงบอกให้โยมตั้งกระทู๋ไว้คุยกันเรื่องนี้เองก็ได้ไง
ทีนี้โยมก็เริ่มใหม่ได้สบาย อยากจะใช้วิธีการหรือแนวคิดใดก็ได้
โดยที่ไม่มีหลวงพี่มาอยู่ในประเด็นนั้น
พอโยมมาโพสต์ถาม หลวงพี่ก็โพสต์ต่อ
ท้ายที่สุดก็ว่าหลวงพี่นั่นละไม่หยุด
เราก็ไม่หยุดกันทั้งหมดนี่ละครับ

ดังนั้น ลบจูนอลนี้ แล้วตั้งจูนอลใหม่เองได้เลยครับ
ขอบคุณมาก.
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: JΛNΣ เมื่อ 25 พ.ย. 2011, 15:22 น.
คำก็ไม่มีประโยชน์ สองคำก็ไม่มีประโยชน์ โว๊ะ...  :59:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: eThics เมื่อ 25 พ.ย. 2011, 15:29 น.
เอ่อออออ
ยังไม่ทันจะอ่าน เจอแต่ ลบ ลบ ลบ
เปิดมาหน้าหลังก็ดราแม่ซะแล้ว โว้ะ  :08:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Bozu เมื่อ 25 พ.ย. 2011, 15:37 น.
อ้างคำพูดจาก: เจนสิก้า เมื่อ 25 พ.ย. 2011, 15:22 น.
คำก็ไม่มีประโยชน์ สองคำก็ไม่มีประโยชน์ โว๊ะ...  :59:

เปล่าประโยชน์
เปล่าประโยชน์
เปล่าประโยชน์
(http://t0.gstatic.com/images?q=tbn:ANd9GcRUrzK2oBhe_Y06ak9Fv4NMG28DbmfVp4Iy87S7VImloaNijj8F)
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: ความฝันกลางฤดูร้อน เมื่อ 25 พ.ย. 2011, 15:37 น.
งั้นก็เปลี่ยนชื่อกระทู้ก็ได้นิ :09:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: JΛNΣ เมื่อ 25 พ.ย. 2011, 15:38 น.
เปลี่ยนเป็น "ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Read กับพระยิ้ม"  :09:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Bozu เมื่อ 25 พ.ย. 2011, 15:42 น.
อ้างคำพูดจาก: เจนสิก้า เมื่อ 25 พ.ย. 2011, 15:38 น.
เปลี่ยนเป็น "ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Read กับพระยิ้ม"  :09:

ปาถกฐาธรรม come to #@$@@#  :08:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: iannnnn เมื่อ 25 พ.ย. 2011, 15:43 น.
ข่าวว่ามีดราม่า รอตูหน่อย อ่านยังค้างถึงหน้าสาม (ยังเป็นสาระอยู่)
อย่าเพิ่งสปอยล์นะ :59: อยากรู้ว่าต้องดราม่าขนาดไหนกันเชียวที่ทำให้พระเคืองได้น่ะครับ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Romzaikyu เมื่อ 25 พ.ย. 2011, 15:45 น.
พระบอกพระไม่ได้เคือง ไม่ได้งอน  :59:

แต่เปล่าประโยชน์จะพูดต่อ พระเลยหยุด เข้าใจใหม่นะ  :59:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Buob Marley เมื่อ 25 พ.ย. 2011, 16:07 น.
Wasted my time, I felt like going to be kindergarden teacher :59:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: ณัฏฐ์ เมื่อ 25 พ.ย. 2011, 16:13 น.
ขนาดโชว์อะดูดยังไม่ลบเลย :47b:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Bozu เมื่อ 25 พ.ย. 2011, 16:14 น.
อ้างคำพูดจาก: Buob Marley เมื่อ 25 พ.ย. 2011, 16:07 น.
Wasted my time, I felt like going to be kindergarden teacher :59:

ไม่มีประโยชน์
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: JΛNΣ เมื่อ 25 พ.ย. 2011, 16:16 น.
อย่าตัดหน้าหลวงพี่สิครับ  :30:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: ยุนเอ เมื่อ 25 พ.ย. 2011, 16:46 น.


เราหยุดแล้ว
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: ซือเน... เมื่อ 25 พ.ย. 2011, 16:55 น.
i'm coming
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Buob Marley เมื่อ 25 พ.ย. 2011, 17:19 น.
อ้างคำพูดจาก: ซือเน... เมื่อ 25 พ.ย. 2011, 16:55 น.
i'm cuming :51:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: หนูอร เมื่อ 25 พ.ย. 2011, 22:05 น.

อ้าวๆๆๆ เพิ่งมีเวลาว่าจะมาอ่านยังไม่ได้อ่านอะไรเลย ไปหมดแล้วเหรอคะ :05:


ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Earthchie เมื่อ 25 พ.ย. 2011, 22:37 น.
ทำดีไม่เห็นน่าอายเลยครับ มีชื่อท่านแปะที่หัวกระทู้ก็ดีแล้วนี่นา
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 26 พ.ย. 2011, 09:57 น.
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: ณต เมื่อ 26 พ.ย. 2011, 11:06 น.
ก็คงไม่ลบแล้วล่ะครับ
เพราะหลวงพี่ลบข้อความไปหมดแล้ว
ก่อนหน้าที่จะครบสามวันตามที่ตกลงกัน
ผมก็จะปล่อยมันไว้แบบนี้แหละ

นอกจากหลวงพี่จะเอาข้อความที่ลบไปมาโพสคืน
ผมถึงจะลบให้ครับ

มันเหมือนกับว่า หลวงพี่เปิดร้านอาหาร
มีคนมากินเต็มร้าน มีลูกค้าไม่กี่คนที่เกรียนใส่หลวงพี่
หลวงพี่ไม่พอใจก็เลยปิดร้านซะ

แต่ลูกค้าที่กำลังกินอยู่เงียบๆ
แล้วก็ไม่ได้ไปต่อล้อต่อเถียงอะไรด้วย
หลวงพี่ก็ไปดึงจานเขาคืนมา แล้วไล่เขาออกจากร้านไป

คำถามของผมก็คือ ลูกค้าที่กินข้าวอย่างสงบเสงี่ยม เงียบๆ ตั้งหลายคน พวกเขาผิดอะไรตรงไหนครับ
แค่ขอต่อรองว่าให้กินให้เสร็จก่อน หลวงพี่ก็ยังไม่ยอม
บอกว่าให้แค่สามวัน พวกเขาก็ยอมตกลง แถมจะช่วยทำความสะอาดร้านให้ด้วย
แต่แค่สองวันเขายังกินไม่เสร็จ หลวงพี่ก็ดึงจานจากเขามาแล้วไล่เขาออกจากร้านซะแล้ว
แล้วนี่ยังจะขอให้เขามาทำความสะอาดร้านให้อีกเหรอครับ  :46:

ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 26 พ.ย. 2011, 11:11 น.
นี่เป็นโพสต์สุดท้ายที่หลวงพี่แสดงต่อกระทู้นี้ ต่อไปจะไม่ตอบอีกแล้ว


ตามที่ตกลงคือภายในสามวัน และมีข้อตกลงเพิ่มเติม(สีแดงขึ้นเตือนไว้ด้วย)ว่า ไม่ต้องโพสต์ต่อข้อความอะไรแล้ว
(เพราะถ้าโพสต์มันก็ไม่จบ) ถ้าโพสต์ก็คือจะตามลบโพสต์นะ แต่โยมไม่ทำตามเองน่ะ
เหมือนเราเข้าห้องสอบ ข้อตกลงว่าทำให้เสร็จภายในสามชั่วโมง
ถ้าเราโกง หรือไม่ทำตามกฏิกาในการข้อสอบ เราก็คงถูกไล่ออกก่อนกำหนดสามชั่วโมง
หรือ(เดี๋ยวว่ายกตัวอย่างไม่ตรงกัน)ว่า
ร้านอาหารประกาศว่าจะปิดภายในสามวัน แต่หากมีขี้เหล้าเข้ามาเกิดขึ้นในระหว่างสามวันนี้อาจต้องหยุดขายนะครับ
แต่เราไม่ฟังแล้วมาเมาวิวาทเจ้าของร้าน เจ้าของร้านก็คงต้องปิดก่อนตามที่ตกลงไว้ คนที่กินอยู่ก็คงต้องเลิกกินนั่นละครับ
เจ้าของร้านไม่ต้องตกลงกับลูกค้าทุกคนได้นะครับ เพราะเขาประกาศไว้แล้ว

ถ้าโยมณตไม่ลบให้ก็แค่บอกว่าโยมไม่ลบให้ก็พอ เพราะได้ชี้แจงไว้ทุกอย่างแล้ว




มันก็เลยทำให้เรามองว่า ที่โยมบอกไม่ได้ต้องการอะไรจากกระทู้นี้ แท้แล้วมันจริงไหม
แค่อยากทับถม อยากต่อว่า ด่าทอ หรือขอพื้นที่แสดงความก้าวร้าวเท่านั้นหรึอ
โยมไม่เข้าใจคำที่หลวงพี่ใช้ว่า Talk(พิจารณาร่วมกันในประเด็นนั้น ๆ แน่นอนไม่ใช่วิพากษ์วิจารณ์คน)
ว่ามันแตกต่างจาก Conversation(สนทนาทั่วไป) แตกต่างจาก Discussion(อภิปราย, ถกประเด็น)
แน่นอนไม่มีใครเอามีดไปจี้คอบังคับใครให้มาตอบหรือมาถาม
แต่มันเกิดจากระดับความพอใจของเราแต่ละคน

จากนี้ไป หลวงพี่จะสวดมนต์ภาวนาแผ่เเมตตาและอโหสิกรรมทั้งหมดให้
ขอให้โยมปล่อยวางแม้ในเรื่องเล็ก ๆ น้อยแค่นี้ หันมามีสติในกรรมทั้งปวง
ปล่อยวางจากความทุกข์ทั้งหลายในโลก พ้นห่วงทั้งปวง จนค้นพบนิพพาน

ถึงวาระแล้ว
เจริญพร.
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: JΛNΣ เมื่อ 26 พ.ย. 2011, 11:23 น.
แหม๊... ยังกะโพสให้ตัวเองอ่านเลยครับ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: หนูอร เมื่อ 26 พ.ย. 2011, 11:42 น.
เรื่องที่ ๑:


หลวงพี่เองเป็นพระสงฆ์ หน้าที่ความเป็นพระสงฆ์ดิฉันคงไปสอนไม่ได้
ทั้งด้วยความที่เป็นหญิง และไม่เคยบวชเรียนใต้ร่มกาสาวภักดิ์เยี่ยงพระสงฆ์

แต่

การที่ท่านละเลยการสอนธรรมะอันเป็นหนึ่งในหน้าที่สงฆ์
เพียงเพราะ "อารมณ์" หรือ "คิดว่าคงไม่มีประโยชน์" สมควรแล้วหรือคะ?




เรื่องที่ ๒:


"ลองมองมุมกลับ"

หากในวัดที่หลวงพี่ปฎิบัติธรรม มีโยมท่านหนึ่ง ที่มีความรู้ในแขนงหนึ่งมากเข้ามา
จิตดี พูดดี ปฎิบัติดีกับเด็กในวัด ตั้งซุ้มขึ้นมา เอาหนังสือมาสอน หวังดีอยากให้เด็กมีวิชาความรู้

ถึงวันหนึ่งโยมผู้นี้ ก็หมดความอดทนเพราะเด็กสอนเท่าไหร่ก็ไม่รู้เรื่อง
จึงบอกให้เด็กพวกนั้นออกไปจากซุ้มที่ตั้งเองตั้งขึ้นมาในวัดซะ
เพราะเด็กพวกนี้ซุกซนไป เด็กไป ไม่เข้าใจวิชา อคติ อกุศล สอนไปก็เปล่าประโยชน์
แล้วก็มาบอกให้หลวงพี่เอาซุ้มที่ตั้ง เอาหนังสือที่มาสอนนั้นไปทิ้งให้หมดเสียในสามวัน

หลวงพี่ว่าโยมผู้นี้ปฎิบัติสมควรหรือไม่คะ?

:46:


ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: ความฝันกลางฤดูร้อน เมื่อ 26 พ.ย. 2011, 11:44 น.
ผมก็ขออโหสิให้หลวงพี่ครับ
ขอให้หลวงพี่ค้นพบเส้นทางที่จะออกจากกระทู้นี้ได้
คือจะบอกว่าหลวงพี่ดูถูกตนเองก็เกรงใจ
แต่หลวงพี่กำลังดูถูกตนเอง ที่ไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะ "หยุด" อย่างที่พยายามพูดครับ
หลวงพี่มีศักยภาพที่จะหยุดโดยการเดินทางไปยังกระทู้อื่นๆ หลีกเลี่ยงการต่อความวิวาทะได้ แต่หลวงพี่หลีกเลี่ยงที่จะไม่ทำ
เช่นเพียงตอบคำถามเดิมให้ครบ . หากมีคนต่อความยาวสาวเรื่องอื่น ก็ตอบเรื่องเดิมให้จบก่อนค่อยไปเรื่องใหม่
มิใช่การ"ไม่หยุด"ด้วยการไม่ตอบเรื่องเดิมแถมด้วยการสร้างเรื่องใหม่ๆ

หลวงพี่บอกว่าพวกเราไม่ปลง เห็นได้จากการไม่ยอมลบกระทู้
ผมมองว่าหลวงพี่ไม่ยอมปลง ในการเข้ามาต่อความยาว ประชดคนอื่นๆในกระทู้

ทั้งหมดที่กล่าวมา ไม่ได้ต่อว่า ไม่ได้ตำหนิ แต่อยากชี้ให้เห็นครับ
ว่าในกระทู้นี้ ไม่มีใครเลยแม้สักคนที่ปล่อยวาง
(จริงๆอาจจะมีแต่ไม่ได้พิมพ์อะไร เพราะพวกเขา "หยุดแล้ว")
.


จากนี้ไป ผมจะสวดมนต์ภาวนาแผ่เเมตตาและอโหสิกรรมทั้งหมดให้
ขอให้ท่านปล่อยวางแม้ในเรื่องเล็ก ๆ น้อยแค่นี้ หันมามีสติในกรรมทั้งปวง
ปล่อยวางจากความทุกข์ทั้งหลายในโลก พ้นห่วงทั้งปวง จนค้นพบนิพพาน ...

อาเมน
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: ณต เมื่อ 26 พ.ย. 2011, 11:46 น.
ไม่ได้มีเจตนาอกุศลอะไรนะครับ
แค่ตั้งคำถามว่า คนที่เขาอ่านอยู่ดีๆ เขาผิดตรงไหนครับ
ทำไมหลวงพี่ไปให้ความสำคัญกับคนที่เขาไม่สนใจ
แทนที่จะให้ความสำคัญกับคนที่เขาสนใจหรือได้ประโยชน์

หลวงพี่คงจะเห็นแล้วว่า มีสาวกอีกหลายท่าน
ที่เขาตามอ่านอย่างเดียว ไม่ได้โพสความเห็นใดๆ
แต่พอหลวงพี่ลบโพสตัวเองก่อนกำหนด เขาก็โพสมาทวงถาม

อยากให้หลวงพี่พิจารณาโพสก่อนหน้า
ที่ผมยกตัวอย่างเรื่องร้านอาหารให้ถ้วนถี่
หลวงพี่ก็จะพบว่า นี่คือการขอความเห็นใจ
จากเหล่าคนที่เขาไม่ได้ทำอะไรที่เป็นการก้าวล่วงหลวงพี่
แต่น่าเสียใจ ที่หลวงพี่ไปแปลความหมายของผมไปในทางอื่น

หลวงพี่พูดถึงขนาดว่า พวกผมนั้นดูถูกตัวเอง
ไม่สามารถจะตั้งกระทู้ที่ดีกว่านี้ได้แล้วในชีวิต

ผมก็ไม่ทราบหรอกนะครับว่า จะตั้งกระทู้ได้ดีกว่านี้หรือเปล่า
เพราะคนที่บอกนั้นไม่ใช่ตัวเอง แต่ก็จะเป็นคนที่เข้ามาอ่านนั่นแหละครับ
ที่เขาจะเป็นคนตัดสิน ว่ากระทู้ไหนดีหรือไม่ดี
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: BLACK DRAGON เมื่อ 26 พ.ย. 2011, 11:48 น.
เข้ามาอ่าน
Avatar Lion of Lucerne นี่ ความหมายดีเลยนะนี่ :47:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Buob Marley เมื่อ 26 พ.ย. 2011, 11:54 น.
 :01:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Bozu เมื่อ 26 พ.ย. 2011, 12:03 น.
 :58:หลวงพี่ เส้นทางออกจากกระทู้นี้มันไม่ได้อยู่ที่การลบกระทู้นี้หรอกนะ
แต่มันอยู่ในใจหลวงพี่เองนั่นแหละ

ขออันเชิญอมตะวาจาของหมู่เชียรมาไว้เตือนใจแล้วกัน
แถวนี้แม่งเถื่อน.wmv (http://www.youtube.com/watch?v=Gtgn9Ow08YE#)
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: ณัฏฐ์ เมื่อ 26 พ.ย. 2011, 13:08 น.
ไม่ทันได้้อ่านกระทู้้นะ แต่

- แถวนี้เค้าอยู่กันมาตั้งนาน ตั้งกระจู๋ผิดก็มีเยอะแยะ ยังไม่เห็นใครได้สิทธิอยากลบแล้วสั่งลบได้เลย
- ถ้าหลวงพี่บอกว่า ตกลงกับป๋าแล้ว ว่าสามวัน ผมไม่เห็นใครตกลงกับหลวงพี่นะ เห็นพูดเองเออเองคนเดียวว่าสามวัน
- ซึ่่งข้อตกลงที่ตัวเองสร้างเองสามวัน ยังทำไมไ่ด้เลย

ที่จริงอ่านข้อแรกข้อเดียวก็พอแล้วล่ะนะ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: ฟิ้งซ์ เมื่อ 26 พ.ย. 2011, 13:14 น.
ฉึก :47:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: เทอร์โบบูสเตอร์ เมื่อ 26 พ.ย. 2011, 13:47 น.
หลวงพี่รู้จักแทยอนไหมครับ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Buob Marley เมื่อ 26 พ.ย. 2011, 13:48 น.
หลงพี่ อาจจะเหมาะกะ http://www.noob.in.th (http://www.noob.in.th) นะ :37:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Bozu เมื่อ 26 พ.ย. 2011, 14:18 น.
อ้างคำพูดจาก: Buob Marley เมื่อ 26 พ.ย. 2011, 13:48 น.
หลงพี่ อาจจะเหมาะกะ http://www.noob.in.th (http://www.noob.in.th) นะ :37:

บวบแม่งเกรียน.........
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: ยุนเอ เมื่อ 26 พ.ย. 2011, 18:20 น.


อาตมาวางนางลงตั้งแต่ที่แม่น้ำแล้วนะ
โยมยังอุ้มไว้อีกเหรอ

ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: เทอร์โบบูสเตอร์ เมื่อ 26 พ.ย. 2011, 20:49 น.
แตงเหรอ  :30:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: ณัฏฐ์ เมื่อ 26 พ.ย. 2011, 21:55 น.
คนนะไม่ใช่ลิง :47:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: Rabbitinblack เมื่อ 27 พ.ย. 2011, 11:49 น.
 :56: หรือบิ๊กจะมายึดกระจู๋นี้ด้วยดีนะ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: BLACK DRAGON เมื่อ 27 พ.ย. 2011, 15:14 น.
ผมว่าหลวงพี่ท่านก็ได้ทำตามที่ได้ว่าไว้แล้ว คือ 'หยุด' ไม่ได้เข้ามาในกระทู้นี้แล้วตอบอีก
อีกสัก3-4วัน หวังว่าทุกท่านในนี้คง'หยุด' ไม่พูดถึงเรื่องเก่าๆต่อนะ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: slaveofann เมื่อ 27 พ.ย. 2011, 15:27 น.
หลวงพี่เปลี่ยนจู๋เป็นเดี่ยวไมโครโฟนดีกว่า
จะได้พูดคนเดียว เข้าใจคนเดียว ไม่มีคนเถียงด้วย  :46:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: iannnnn เมื่อ 27 พ.ย. 2011, 21:38 น.
เยอะมาก ตูกำลังจะอ่านจริงจังละนะ เริ่มตั้งกะหน้าสามละนะ :07: เดี๋ยวจะมาถามหลวงพี่มั่งละนะ :07:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: JΛNΣ เมื่อ 27 พ.ย. 2011, 21:39 น.
มาถามเอาตอนนี้ ใครจะมาตอบ  :30:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: iannnnn เมื่อ 27 พ.ย. 2011, 22:17 น.
อ่านตะบี้ตะบันถึงหน้า 19 แล้วครับ
ใจร้อนรีบแอบอ้างข้อความนี้มาก่อน

อ้างคำพูดจาก: Bozu เมื่อ 25 พ.ย. 2011, 00:15 น.
A : วันก่อนครับ
B : ยังไงครับ
A : ได้สนทนาธรรมกับหลวงพี่องค์เดิมในบอร์ดครับ
B : วินัยภิกษุ ไม่ย่อท้อต่อมารผจญ อดทนอดกลั้นต่อการโปรดสัตว์
A : คุยกันไปคุยกันมาหัวโล่งอย่างไม่เคยรู้สึกมาก่อน
B : ธรรมกล่อมเกลาจิตใจถึงแก่นแท้ของชีวิตอย่างแท้จริงไม่เหมือนคราวก่อน
A : นรกแดกกบาลเกลี้ยงแล้วครับ
B :......................................................


ขออนุญาตหยาบคายต่อหน้าพระนะครับ มุกนี้เหี้ยจริงๆ :30b:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: tmd เมื่อ 27 พ.ย. 2011, 22:22 น.
 :58:

อ้างคำพูดจาก: tmd เมื่อ 09 ต.ค. 2007, 04:37 น.
สำหรับกรณีกลัวผี 

ถ้ากลัวผีอย่าหนี อย่าหลบ
มันเป็นอาการของจิตที่หลอกเราเอง
ถ้าจิตไม่หลอกเรา ก็แค่เขามาขอส่วนบุญ
เขาฆ่าเราตายไม่ได้หรอก บาปกรรม ๆ

เวลาอยู่คนเดียวในป่า หรือในบ้าน... ก็ต้องทำใจให้แข็งเ้ข้าไว้
เช่นเอาตู้เย็นหรือหากระติกน้ำแข็งไปแช่ใจไว้ด้วย
อะไรนิด ๆ หน่อย ๆ ถ้าใจไม่ดีมันอาจทำให้คนกลัวผีช็อกตายก็ได้

การสวดมนต์เป็นวิธีแก้กลัวขั้นแรกสำหรับมือใหม่หัดกล้า
แต่เป็นขั้นสุดท้ายสำหรับผู้มีวิจารณญาณที่พอดี

พระพุทธเจ้าบอกว่าถ้าได้ยินหรือเห็นอะไรแวบ ๆ ที่เราคิดว่าผี
ห้ามวิ่ง ห้ามหัน ห้ามพูด ห้ามโวยวาย หรือสวดมนต์เบนความสนใจ
ให้อยู่เฉย ๆ
เจอสิ่งที่เราคิดว่าเป็นผีในท่าไหนก็ให้อยู่ในท่านั้น
แต่สำหรับกรณีพี่แอน...
:52:

แล้วพิจารณาอีกทีว่ามันใช่ไหม
ส่วนใหญ่เมื่อทำยังงี้มักจะเจอ
เจอว่าที่แท้ไม่ใช่ผีหรอก
ส่วนใหญ่เราหลอกตัวเอง

เหมือนหลอกว่าเรามีความสุขเพราะมีแฟน
หรือหลอกว่าเรามีความทุกข์เมื่อแฟนทิ้งนั่นแหละ
เพราะจริง ๆ แล้ว ไม่มีใครโดนหลอกดอก

เราหลอกตัวเองทั้งนั้น...

สิ่งที่ควรกลัวมากที่สุดก็คือ "ตัวเรา" เองนี่เอง :42:
บ๊ะ! :49:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: theclues เมื่อ 27 พ.ย. 2011, 22:25 น.
โอย ไม่ไหว อ่านยังไงก็อ่านไม่ได้ สมองคงไม่รับธรรมมะสินะ ยังไงใครก็ได้ช่วยมาสรุปประเด็นด้วนนะครับ :46: :46:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: iannnnn เมื่อ 27 พ.ย. 2011, 22:32 น.
อ่านจบจนได้ :07b:

ที่จริงอ่านจบได้เพราะเจอแต่บทแผ่เมตตาเป็นคำตอบ สำหรับคำถาม "คุณภาพดี" ที่โยมๆ ถามไปตั้งเยอะแยะ
คือถ้าหลวงพี่ไม่ลบซะอย่าง เราคงได้รนู้จักกันมากกว่านี้ และได้ใช้เวลาทำความรู้จักกันนานกว่านี้สัก 30 เท่า
แต่ตอนนี้เจอแต่ข้อสงสัยจากบางโพสต์ที่หลงเหลืออยู่เท่านั้นเอง :3005:

ก็คงไม่ต้องมาพูดซ้ำซากว่าเสียดายแค่ไหนนะครับ


แต่ของเจ๋งก็คือขอบคุณหลวงพี่ tmd
ที่อยู่กับเรามาตั้งแต่เป็นสาวกตัวเลขหลักร้อย :07: ตอนนี้มันหลักหมื่นแล้วนะ
ขอบคุณครับ คือจะได้เป็นเครื่องเตือนสติหลวงพี่ยิ้มที่ยังติดโทสะเยอะไปหน่อย (เอ๊ะเราจะใช้ภาษาพระทำไม)
ให้เป็นเครื่องเตือนใจโยมๆ ว่าอย่าเหมารวมว่าพระเป็นแบบนี้ไปหมดนะ

เอ้อ ที่จริงก็ไม่มีใครเหมารวมพระตั้งแต่แรกอยู่แล้วนะครับ :37:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: ยุนเอ เมื่อ 27 พ.ย. 2011, 22:33 น.


เออคิดถึงสมัยนั้นเลย  :30: :30: :30:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: จักรี เมื่อ 27 พ.ย. 2011, 23:42 น.
ตกลงเณรธีเป็นหลวงพี่แล้วเหรอ  :25:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: เก้อ เมื่อ 27 พ.ย. 2011, 23:53 น.
เผลอแป็บเดียว ยาวเลย
กลับกรุงจะไปย้อนอ่าน :08:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: แอ๊ะ เมื่อ 28 พ.ย. 2011, 00:52 น.
กราบนมัสการครับหลวงพี่  :46:

กว่าจะอ่านจบ  :01:

ขออนุญาตแอบอ้างบางส่วนมา เพราะชอบ  :12:

อ้างคำพูดจาก: Alsmile เมื่อ 14 พ.ย. 2011, 20:58 น.
....
ครั่นเอาสาระธรรม

"พุทธศาสนาไม่ใช่ศาสนาที่อาศัยแต่ความเชื่อแล้วจะสำเร็จผลดลบันดาลอะไรให้ใครได้เลย
ในขณะเดียวกันนอกจากจะไม่ใช่ศาสนาที่อยู่ในระดับของลัทธิความเชื่อแล้ว
ก็ไม่ได้อยู่แค่ในระดับนักคิดไตร่ตรองให้หายสิ้นความสงสัยเท่านั้นแล้วจะบรรลุธรรมได้เลย
แต่พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่ลงรายละเอียดลึกซึ้งในการปฏิบัติขัดเกลาพฤติกรรมทั้งภายในและภายนอก
ที่สังเกตเห็นได้และสังเกตเห็นไม่ได้ด้วยตาเปล่าเท่านั้น ทั้งนี้เนื้อความนี้ก็ไม่ได้กล่าวถึงพุทธศาสนาในแบบที่
เกินจริงให้คุณจินตนาการแบบปาฏิหาริย์ในเชิงไสยศาสตร์แบบนั้นก็หามีไม่
ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้ให้คุณจินตนาการ(คนนี้ใครอ่ะ  :09:  :30:)ไปเองว่าเท่าเทียมหรือตรงกับหลักวิทยาศาสตร์
เพราะวิถีทางและเป้าหมายของพุทธศาสตร์ถูกพัฒนามาเพื่อเป้าหมายที่แตกต่างจากวิถีทางและเป้าหมายของวิทยาศาสตร์
ศาสตร์ทุกศาสตร์จึงมีวิถีทางและเป้าหมาย รวมไปถึงรายละเอียดสู่การปฏิบัติที่แตกต่างกัน
ผู้เห็นประโยชน์จึงควรพิจารณาประจักษ์ด้วยตนเอง มากกว่าคำบอกเล่าของผู้อื่น"
....

เสียดายเนื้อหาสาระส่วนอื่นที่โดนแทนที่ไป

ส่วนอันนี้  +ล้าน  :30: :30: :30:
อ้างคำพูดจาก: Bozu เมื่อ 25 พ.ย. 2011, 00:15 น.
A : วันก่อนครับ
B : ยังไงครับ
A : ได้สนทนาธรรมกับหลวงพี่องค์เดิมในบอร์ดครับ
B : วินัยภิกษุ ไม่ย่อท้อต่อมารผจญ อดทนอดกลั้นต่อการโปรดสัตว์
A : คุยกันไปคุยกันมาหัวโล่งอย่างไม่เคยรู้สึกมาก่อน
B : ธรรมกล่อมเกลาจิตใจถึงแก่นแท้ของชีวิตอย่างแท้จริงไม่เหมือนคราวก่อน
A : นรกแดกกบาลเกลี้ยงแล้วครับ
B :......................................................

ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: อนล เมื่อ 30 พ.ย. 2011, 01:35 น.
ลบทามม๊ายยยยยย 
เก๊ามาอ่านทีหลังไม่รู้เรื่อง :46:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: นักศิลปะ เมื่อ 30 พ.ย. 2011, 01:48 น.
เกิดอะไรขึ้นนะนี่
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: เก้อ เมื่อ 30 พ.ย. 2011, 04:03 น.
มาอ่านย้อนละ งงบ้างพอประมาณ
แล้วก็ตกใจมีทั้งเณรธี ทั้งพี่แอ๊ะกลับมา :07:
สบายดีทุกท่านไหมครับ ไม่เจ๊อะกันนานมาก :46:

ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: แอ๊ะ เมื่อ 30 พ.ย. 2011, 13:52 น.
อ้างคำพูดจาก: เก้อ เมื่อ 30 พ.ย. 2011, 04:03 น.
มาอ่านย้อนละ งงบ้างพอประมาณ
แล้วก็ตกใจมีทั้งเณรธี ทั้งพี่แอ๊ะกลับมา :07:
สบายดีทุกท่านไหมครับ ไม่เจ๊อะกันนานมาก :46:



ตามยักษ์แอนมาจากใน fb

สบายดีครับ แอบหนีไปบวชมาหนึ่งพรรษา เพื่อหาคำตอบให้กับชีวิต เลยไม่ได้เข้ามาแตกฟองซะนาน แต่อ่านแล้วยังได้อารมณ์เดิม เข้มข้น ปนฮา ซึ่งหาจากที่อื่นยาก ก็คิดถึงเก้ออยู่ที่เคยโพสต์ไว้ในกระจู๋ไหนจำไม่ได้ เรื่องประมาณว่าเป็นกิเลสอย่างละเอียด พอมาอ่านกระจู๋นี้ ก็หวนคิดถึงตอนบวช มีคำถามร้อยแปด แต่แล้วสิ่งที่จำเป็นสำหรับเราจริง ๆ มีไม่กี่คำถามคำตอบ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: iannnnn เมื่อ 30 พ.ย. 2011, 14:25 น.
:25: ทิดแอ๊ะ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: จักรี เมื่อ 30 พ.ย. 2011, 17:24 น.
มากันให้พรึบ ....  มาเล้ย คิดถึงนะเนี่ย
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: เก้อ เมื่อ 30 พ.ย. 2011, 17:28 น.
นึกถึงตอนที่ถกกันหนักๆช่วงวิกฤติการเมือง
และช่วงที่เริ่มต้นคุยกันเรื่องศาสนาที่คนเค้าไม่คุยกัน
แล้วก็มีพี่แอ๊ะนี่เอง เป็นผู้เล่นสำคัญในการโต้แย้งกัน

พี่แอ๊ะจะกลับมาสร้างความมันร่วมกันแล้วใช่ไหมครับ :30:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: iannnnn เมื่อ 30 พ.ย. 2011, 17:41 น.
แกบอกว่าไม่กล้าอยู่นาน เดี๋ยวหาทางออกไม่เจออีก :30:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: นักศิลปะ เมื่อ 30 พ.ย. 2011, 22:57 น.
ตกลงหลวงพี่ลบทำไมละนี่
หรือมีคำถามกวนไปกวนมา
ยั่วโทษะหลวงพี่ครับ


ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: JΛNΣ เมื่อ 30 พ.ย. 2011, 23:19 น.
มีแต่คำตอบกวนไปกวนมาครับ  :30:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: นักศิลปะ เมื่อ 30 พ.ย. 2011, 23:36 น.
อ้างคำพูดจาก: เจนสิก้า เมื่อ 30 พ.ย. 2011, 23:19 น.
มีแต่คำตอบกวนไปกวนมาครับ  :30:


พระก็คน
ยั่วมาก(ในกรณีที่เป็นแบบนั้นนะ)
พระอาจจะวาดเท้าไปที่ก้านคอโยมได้
เหมือนในคลิปยูทุปไง :26:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: JΛNΣ เมื่อ 30 พ.ย. 2011, 23:37 น.
เอาจริงๆ คือไม่ได้ยั่วอะไรกันเลยนะครับ
ก็แค่ถามที่สงสัย ซึ่งพระแกก็เปิดให้ถามเอง
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ปัญหาใจปัญหาธรรม Come to Talk กับพระยิ้
โพสต์โดย: pugpug : นนทกร เมื่อ 09 ธ.ค. 2011, 16:15 น.
หายไปแล้ว อ่านไม่ทัน :05:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: แผ่เมตตา
โพสต์โดย: ส้ ม ♥ เมื่อ 04 ก.ค. 2012, 13:25 น.
ตามมาจากจู๋สารบัญ .. แล้วเกรียนธรรมะอย่างตูจะถามจากใครได้ล่ะเนี่ย :59:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: แผ่เมตตา
โพสต์โดย: Akar เมื่อ 04 ก.ค. 2012, 19:36 น.
มีเวลาจะกลับมาตอบให้

ตั้งกระทู้ใหม่ เริ่มด้วยความรู้สึกดี ๆ ใหม่ ๆ ไปที่ใหม่ ครับ  
ชื่อเรื่อง: ตอบ: แผ่เมตตา
โพสต์โดย: Buob Marley เมื่อ 05 ก.ค. 2012, 20:50 น.
อ้างคำพูดจาก: ส้ ม ♥ เมื่อ 04 ก.ค. 2012, 13:25 น.
ตามมาจากจู๋สารบัญ .. แล้วเกรียนธรรมะอย่างตูจะถามจากใครได้ล่ะเนี่ย :59:
มาถามตูนี่มา อย่างน้อยก็ได้คำตอบ :37:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: แผ่เมตตา
โพสต์โดย: JΛNΣ เมื่อ 05 ก.ค. 2012, 21:01 น.
ตรงคำถามด้วย  :37: