มีใครสงสัยไหมครับว่า process ในการทำโฆษณามีอะไรบ้างมีขั้นตอนการทำงานยังไง
พอดียึดอาชีพผู้ช่วยผู้กำกับมาระยะนึงแล้ว จะเอามาแชร์กันกันนะครับ(จะเป็นในส่วนของโปรดักชั่นนะครับ)
โอ้ว เยี่ยมเลย :12:
เริ่มที่โฆษณาทำขาวก่อนเลย มันเอาคนขาวมาทำดำก่อนใช่มั้ย :58:
เจ๋ง รออ่าน
ช่วงนี้แรงบันดาลใจมันมาจากทุกสารทิศจริงๆ ดีใจมาก :05:
ปูเสื่อรอด้วยคน :12:
คิดธีม คิดเรื่อง
เขียนสตอรี่บอร์ด
ทำเบรคดาวน์
แบ่งงบ
ติดต่อสถานที่
ซื้อพร๊อพ
ติดต่อนักแสดง
ออกกอง
ตัดต่อ
แก้ไข
แล้วโดนเฉ่ง
อะไรงี้ป่าว :3005:
:03: อ้าวจบแล้วครับ 5555
บ้า ใครเค้าทำแบบนั้น
มันต้อง...
ดูเรฟเฟอเร้นที่ลูกค้าเอามาให้ ถ้าลูกค้าไม่มีก็ต้องหาไปให้ดู
บิดเรฟเฟอเร้นท์มามาเขียนเป็นสตอรี่บอร์ดให้ลูกค้าดู แล้วแก้สตอรี่บอร์ดให้ถูกใจลูกค้า (loop)
คัดเลือกนักแสดง เซ็ท โลเกชั่นเอาไปให้ลูกค้าดู ถ้าไม่ชอบก็เอาที่ลูกค้าชอบและมีปัญญาจ่าย
ถ่ายทำ เวลาลูกค้ามาดูก็ถ่ายหลายๆ แบบ หลายๆ เทก ให้ลูกค้าเลือก
ตัดต่อ เอาไปให้ลูกค้าดู แก้ตามคอมเม้นท์ลูกค้า...รอบที่1 (loop)
จนกว่าจะเป็นพี่ต่อ ฟีโนมีน่า :30:
เอ้อ ลืมขั้นตอนเรฟเฟอเร้นซ์ :05:
ขั้นตอนการหาเรฟเฟอเร้นโดยเฉพาะของพี่ต่อนี่โหดมากครับ 5555 เคยโดนหาเรฟเฟอเร้นไข่เจียว :05: บางคนจะสงสัยว่าเรฟฟเฟอเร้นสำคัญยังไง ทำให้ทุกคนในทีมเห็นภาพตรงกันครับ และที่สำคัญคือทำให้ลูกค้าเห็นภาพครับ
บอร์ดจากเอเจนซี่จะเรียกสตอรี่บอร์ดส่วนถ้าเป็นบอร์ดที่ผู้กำกับเอามาปรับจะเรียกชู้ตติ้งบอร์ด(เคยได้ยินมาว่าคำนี้มาจากยุคสยามสตู)ครับ
ปล.จะลองเอาโฆษณาที่เคยทำมาแฉนะครับว่ามีอะไรบ้างทำยังไงบ้าง
;25:
ปู่เสือหล่อ
1. หาเรฟเฟอเรนซ์
2. พยายามบิดให้ไม่เหมือน สร้างสรรค์พลิกแพลง
3. ลูกค้าบอกว่าจะเอาแบบข้อ 1 เลย
4. ดราม่ากัน ด่าๆๆ
4.1 ยอมลูกค้า ได้เงิน ได้งานกากๆ
4.2 ไม่ยอมลูกค้า งานด้ง จบ
หนังนอกเรียก ชู้ตติ้งบอร์ด ว่า คอร์ชีท มั้งแต่เห็นในกองเรียงกันอย่างนั้น :56:
แต่ตอนออกกองกับโฆษณาไทยสมัยก่อนก็ยังเรียกว่า ชู้ตติ้งบอร์ด นะ
จริงน่าจะเริ่มจะเอเจนซี่คุยธีมกับลูกค้าก่อน ค่อยมาโปรดักชั่นเฮ้าส์เนอะ :56:
คนที่ไม่ได้ทำด้านนี้คงงงว่าทำไมต้องมี เอเจนซี่กับโปรดักชั่นเฮ้าส์
เพราะเหมือนงานมันจะซ้อนกันด้วยซ้ำไป
ยิ่งคนที่ทำเสื้อผ้าหรืออาร์ตจะดีลกับ โปรดักชั่นเฮ้าส์ ซึ่งบางทีว่าลูกค้าโปรดักส์เรื่องเยอะแล้ว
อีลูกค้าเอเจนซี่เรื่องเยอะกว่าอีก :59:
ชูตติ้ง หรือ สตอรี่บอร์ดมีไว้บอกเนื้อเรื่อง ภาพที่จะออกมา ครีเอทีฟ ผู้กำกับ ผู้ช่วย จะเป็นคนถือ
คอลชีท (call sheet) บอกเรื่องรายละเอียด เวลา กับลำดับการถ่ายทำจ้ะ เพราะอาจถ่ายข้าม shot ไปมา
เอาไว้ให้ทีมโปรดักชั่น เช่นเสื้อผ้า ตากล้อง แม่บ้าน ฯลฯ (ซึ่งอาจไม่จำเป็นต้องรู้เนื้อเรื่องก็ได้ :30:)
ยืนยันว่าเอเจนซี่เรื่องเยอะชิบหายยย :59:
เปลี่ยนเป็นรีเจนซี่ซะก็หมดเรื่อง :54:
อยากรู้เหมือนกัน เล่าแบบให้คนนอกวงการเข้าใจด้วยได้ป่าวคะ
ที่อ่านๆ มาเนี่ย เข้าใจอันนี้อันเดียว
อ้างคำพูดจาก: JanΣ เมื่อ 17 ต.ค. 2011, 13:03 น.
เปลี่ยนเป็นรีเจนซี่ซะก็หมดเรื่อง :54:
เอ๋
Call sheet พูดง่ายๆคือ เรียกรวมพลไม่ใช่หรือ แบบว่า ใครมากี่โมง ที่ไหน ยังไง มีใครเป็บ ผกก. ประสานงาน ตากล้อง เลิกงานกี่โมง
Break down จะบอกว่า ถ่ายอะไรฉากไหนกี่โมง ซึ่งก็คือ การเอา storyboard มาเรียงใหม่ให้เป็นลำดับการถ่าย ก่อนหลัง
มีแต่เรื่องน่ารู้ :25:
อ้างคำพูดจาก: Layiji เมื่อ 17 ต.ค. 2011, 14:36 น.
เอ๋
Call sheet พูดง่ายๆคือ เรียกรวมพลไม่ใช่หรือ แบบว่า ใครมากี่โมง ที่ไหน ยังไง มีใครเป็บ ผกก. ประสานงาน ตากล้อง เลิกงานกี่โมง
Break down จะบอกว่า ถ่ายอะไรฉากไหนกี่โมง ซึ่งก็คือ การเอา storyboard มาเรียงใหม่ให้เป็นลำดับการถ่าย ก่อนหลัง
ของตูเรียกรวมกันน่ะ :05:
แต่ปกติตูก็เรียกเบรคดาวน์นี่หว่า ไม่สิปกติเรียกสคริปต์ด้วยซ้ำ :3005:
อ้าวแต่call sheetของผมความหมายเดียวกะcontract sheet แฮะคือเป็นใบที่ใส่ชื่ออีเมลเบอร์ดติดต่อของทุดคนในทีม
ส่วนเรื่องเวลาon locationมันรวมในเบรคอยู่แล้วขอภายในสิ้นเดือนนี้นะครับจะเอาตัวอย่างงานมาให้ดู
สรุปให้ฟังง่ายๆอีกที
1.ไปรับบรีฟกับลูกค้าเอเจนซี่(อันนี้จะได้สตอรี่บอร์ด)
2. เอามาแตกบอร์ดเพื่อเอาไปเป็น--ชู้ตติ้งบอร์ด(ความหมายตรงตัวเลยครับคือบอร์ดที่เอามาถ่ายครับจะถูกดัดแปลงโดยผู้กำกับครับ)
3. ประชุมทีมเพื่อแจกแจงหน้าที่
4. ผู้ช่วยจะหาเรฟเฟอร์เร้นเพื่อไปขายลูกค้าและเพื่อความเข้าใจที่ตรงกันในทีม
5. ลองเทสช๊อตที่ต้องใช้แมคคานิคหรือพวกฟู้ดช๊อต
ุ6. รวมความคืบหน้าเพื่อทำพรีเซ้นขายลูกค้า
ึ7. อินเทอร์นอลอันนี้คือขายลูกค้าเอเจนซี่เพื่อให้เอเจนซี่คัดกรองและแลกเปลี่ยนข้อมูลก่อนที่จะไปขายลูกค้าโปรดักซ์
8. ขายทุกอย่างที่มีให้ลูกค้าโปรดักส์เลือกเช่นโลเกชั่น ตัวแสดง เสื้อผ้าฯลฯ(อันนี้จะเรียกว่าพรีโพ(Preproduction))
9. ประชุมทีมอีกทีเพื่อเอาคอมเม้นลูกค้าโปรดักส์มาปรับและทำงานต่อ
10. ทำงานต่อเช่น ไปบล๊อคช๊อต(คือการไปดูโลเกชั่นจริงที่ลูกค้าโปรดักซ์เลือกไว้แล้วมาร์กเฟรมก่อนถ่าย)ฟิตติ้ง(การลองเสื้อผ้าและเทสบทของตัวแสดงที่ลูกค้าโปรดักซ์เลือก)ฯลฯ
11. พรีโพรอบที่2เพื่อสรุปข้อมูลทั้งหมดให้ลูกค้าโปรดักส์ดูเมื่อเป็นที่พอใจแล้วก็จะได้ถ่ายถ้ายังก็วนลูปเดิมและขายลูกค้าโปรดักซ์อีกรอบ
12. ถ่าย
13. อันนี้จะเข้าสู่ขั้นตอนของโพสโพรดักชั่นพวกตัดต่อ
14. ดับเบิ้ลเฮด(ให้ลูกค้าโปรดักซ์และเอเจนซี่มาดูไลน์เรื่อง)แต่ก่อนถึงอันนี้เอเจนซี่จะเข้ามาดูก่อน
15. ทำสีหนังถ้าเป็นฟิลม์จะเรียกว่าเทเรซีนเป็นเครื่องแพงมากไว้ทำสีฟิมล์(ถ้าไปห้องตัดจะมีห้องonline กับ offlineต่างกันตรงอุปกรณ์แบะคุณภาพและราคาซึ่งแน่นอนห้องonlineแพงกว่ามาก)
16. (vtr)อันนี้ทำเสียง
17. ส่งมาสเตอร์
:52: ปล.อันนี้คือคร่าวๆนะครับแล้วก็ช่วงหลังโพสโพรอาจจะเรียงไม่ถูกนะครับเพราะผมไม่ค่อยไปเข้าไปดูเท่าไหร่
เออ พูดเรื่องนี้แล้วนึกขึ้นได้
ไปถ่ายงานที่ฮ่องกง แล้วจ้างทีมไฟของฮ่องกงมา เป็นบริษัทใหญ่ประมาณโอเรียนทัลโพสบ้านเรา
ปกติกองของไทย ทีมไฟอะไรงี้จะเป็นพี่น้องชาวอีสานซะเป็นส่วนมาก
คือเป็นแนวแรงงานๆ(แต่ทำงานเก๋านะ) แล้วพอดีว่าฮ่องกงไม่มีแรงงานอะไรแบบนั้น
ทีมไฟก็จะเป็นเหมือนลูกหลานชนชั้นกลางบ้านเรา ประเด็นอยู่ที่จ้างมา 1 ทีม 4 คน
เฉพาะค่าแรงที่มันได้ต่อวันต่อคน คือวันละ 8,000 บาท มันว่านี่ค่าแรงออกกองปกติเลย :07:
แล้วบ้านเราล่ะ? :30:
นึกถึงเงินเดือนสถาปนิกเมืองนอกเลย :05:
วิศวกรเมืองนอกก็รวยนะ :05a:
แต่เท่าที่เคยได้ยินมา อาชีพก่อสร้างสมัยก่อนฟองสบู่แตกปี ๔๐ ก็อู้ฟู่มากๆ เหมือนกันแหละบ้านเราอะ
แต่ตั้งแต่ตอนนั้นมาจนวันนี้ มันไม่กลับไปอู้ฟู่อีกเลย :42:
สถาปนิก-วิศวกร ยุคก่อนฟองสบู่แตก ได้ข่าวว่าสตาร์ทเงินเกือนกันมากกว่าคนมีปสก. 5 ปีสมัยนี้อีก :3005:
พวก Site eng., Project eng. เห็นเล่ากันว่า ลงอ่างวันเว้นวัน เพราะไม่รู้จะเอาตังค์ไปใ้ช้ไหน
เขาบอกงานถนนเมื่อก่อนราคาที่ประมูลมาได้ ทำแล้วลอกออกแล้วทำใหม่ซัก ๓ รอบยังกำไรอยู่เลย
แต่พี่ไม่เคยเจอของจริงอะนะ จบมาก็ฟองสบู่แตกโพล๊ะ แหม่ะ..
น่าอิจฉา อยากมีโอกาสรู้สึกไม่รู้จะเอาเงินไปใช้ไหนมั่ง :3005:
ด้วย แบบทำงานไปทุกเดือนๆ เงินจะทับตายอยู่แล้ว โอ๊ยอยากใช้เงิน อะไรอย่างนี้ :3005:
มีแต่ แบบทำงานไปทุกเดือนๆ งานจะทับตายอยู่แล้ว โอ๊ยอยากใช้เงิน เงินอยู่ไหน :3005:
นั่นดิ ไม่รู้จะเอาเงินที่ไหนมาใช้อยู่เนี่ย :30:
ปล. ชื่อจู๋ว่าไงนะ :37:
อุ๊บส์ส์ส์
(ฮาจอย)
ตอนนี้เมืองนอกก็ฟองสบู่แตกเหมือนกันครับ(ทางยุโรปและอเมริกา)
เรียกว่าตกงานกันเป็นแถบเบือ :41:
ตอนนี้ในโลกมีจีนเท่านั้นที่ฟองสบู่เฟื่องฟู
ทำธุรกิจอะไรก็เป็นเงินเป็นทองไปหมด