http://www.clinicdek.com/index.php?option=com_content&task=view&id=135&Itemid=28 (http://www.clinicdek.com/index.php?option=com_content&task=view&id=135&Itemid=28)
ขยาย เพื่อความเข้าใจ โรคที่น้องแทนเป็น
ดูแทบไม่ออกเลยว่าแทนเป็นแบบนี้ ผมเป็นพวกสมาธิสั้นเหมือนทำอะไรซ้ำๆนานๆไม่ค่อยได้ หลังๆเริ่มน้อยลงกลับเป็นปรกติมนุษย์แล้ว...
เรื่องนี้เคยศึกษาเพราะกลัวลูกจะเป็นเหมือนกัน เพราะตอนจะคลอดสายสะดือพันคอ
(ซึ่งจะทำให้ขาดอากาศไปเลี้ยงสมองในตอนคลอด ซึ่งจะออกมาตายหรือพิการทางสมองได้)
แถมยังเป็น delay speech (พูดช้า) แต่ก็ดีที่ออกมาเป็นเด็กฉลาดใช้ได้
(อัจฉริยะหลายคนในโลกนี้ เกิดมาพูดช้า เช่นไอสไตน์)
แทนน่าจะเป็นไม่มากคือพวก hi function สื่อสารได้ แต่แค่จะมีปัญหาในระบบความคิดหน่อย
แล้วก็หมกมุ่นในความคิดตัวเอง หรือเรื่องอะไรซักอย่างมาก
แต่ถ้าดูลิงค์ที่เบิร์ดเอามา ก็จะไม่แปลกใจนะที่แทนเป็น :47:
ที่จริงพวกเกรียนๆ ทั้งหลายก็คงมีไอ้อาการนี้อยู่ในตัวทั้งนั้น รวมทั้งตูด้วย :30: :30:
แต่หมอบอกว่าเด็กเดี๋ยวนี้เป็นกันเยอะไม่ใช่เพราะกรรมพันธ์หรือความผิดปกติระหว่างตั้งครรภ์นะ
แต่เป็นเพราะให้ดูทีวีตั้งแต่ยังเล็ก เป็นออทิสติกที่เกิดจากการเลี้ยงดู อันนนี้แหละที่น่ากลัวมาก
เด็กที่ดูทีวีตั้งแต่เด็กจะถูกเร้าเกินความจำเป็นด้วยภาพและเสียง เกิดการเลียนแบบที่ไม่เหมาะสมกับวัย
มีปัญหาในเรื่องการสื่อสารเพราะทีวีมันไม่พูดด้วย ซึ่งอาการทั้งหมดนี้มันคือ เอสเพอร์เกอร์ ชัดๆ เลย
ดังนั้นเด็กต่ำกว่าสามขวบไม่ควรดูทีวีเลย!
และ หลังจากนั้นถ้าจะให้ดู ก็ต้องดูเป็นเวลา อยู่กับผู้ใหญ่ชวนคุยเกี่ยวกับเนื้อหา และ ไม่ควรเกิน 30-45 นาที
ปัญหาใหญ่คือคนเดี๋ยวนี้เปิดทีวีทิ้งไว้ตลอดเวลา ไม่เฉพาะพ่อแม่นะ ยิ่งถ้าบ้านมีคนอื่นอยู่ด้วย
อย่างปู่ย่าตายาย ซึ่งพ่อแม่เองก็ไม่มีปัญญาไปควบคุมซะด้วย
เพราะคนไม่คิดว่าเด็กดูทีวีจะเกิดเป็นปัญหาซักเท่าไหร่ เนื่องมาจากทีวีเพิ่งจะมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเมื่อไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา
อย่างคนอายุประมาณตู (34) ก่อนจะมาดูทีวี ก็ผ่านการเล่น การพัฒนาการทางสังคมมาก่อนในระดับหนึ่ง
แล้วก็จะดูทีวีเฉพาะรายการเด็ก อย่างการ์ตูน ยอดมนุษย์ต่างๆ ก่อนจะวิ่งไปเล่นกับเพื่อนต่อ
แต่เดี๋ยวนี้ยิ่งพวกอยู่ในเมือง ไม่ค่อยมีเพื่อนข้างบ้าน ไม่มีที่ให้เด็กวิ่งเล่น ไม่มีเวลาดูแล จบข่าว
แล้วไอ้ที่ยิ่งน่ากลัวกว่าทีวีคือคอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ต และเกม คราวนี้เราสามารถควบคุมมันได้ด้วย
เลือกดูเฉพาะสิ่งที่เราชอบได้ด้วย คราวนี้ยิ่งไม่สนใจโลกภายนอกเข้าไปใหญ่
ที่เด็กเดี๋ยวนี้ มีวุฒิภาวะต่ำ ความอดทนต่ำลงเรื่อยๆ มีภาวะพึ่งพาสูง มีปัญหาเรื่องการเข้าสังคม
พูดได้เต็มปากเต็มคำเลยว่า เพราะการเลี้ยงดูด้วยทีวีนี่แหละ นี่ยังไม่ได้เจาะลงไปในเรื่องเนื้อหา
และการรู้เท่าทันสื่อนะ เอาแค่เรื่องพัฒนาการทางร่างกายก็ชิบหายเยอะแล้ว
เอ้อ แอนนนนนโบว์ก็เตรียมตัวไว้ด้วยแล้วกันนะ มันสำคัญมากจริงๆ
ตั้งแต่เด็กจนโต ไม่เคยติดทีวีเลย :30:
เพราะสมัยก่อนการ์ตูนมีจำกัด ข่าวแน่นอนล่ะ เด็กไม่ดู
วันๆนึง มีการ์ตูนให้ดูจึ๋งเดียว ดูจบก็ไปเล่นนู่นเล่นนี่ตามประสา
แต่ด้วยความที่พ่อแม่ทำงานราชการ ชีวิตวัยเด็กส่วนใหญ่เลยอยู่กับยาย
เด็กแถวบ้านวัยเดียวกันก็ไม่ค่อยมี และแม่ไม่ค่อยชอบให้ออกจากบ้านด้วย
เค้าก็กลัวอันตรายกลัวอะไรของเค้านั่นแหล่ะ ตอนเด็กเลยไม่ค่อยเข้าสังคมเท่าไหร่
โตมา เข้ามัธยม เลยเป็นมนุษย์สังคมเต็มที่ เป็นเด็กกิจกรรมเต็มที่
และออกสู่โลกกว้างก่อนวัยอันควร
จำได้ว่าตอนเด็กๆ นั่งดูแต่หวยหุ้นที่มันวิ่งๆ ข้างล่างจอให้แม่
พร้อมกับเอ็มวีเพลงรองเท้าหน้าห้อง เปิดทุกเย็น ทุกวันนี้ยังร้องได้อยู่เลย :3005:
ขอให้ได้ร้องจริงๆ :47:
ประตูห้องเช่า หมี่ส่องเท้าส๊องขู่เคียงกันนนน :47:
ขู่หนึ่งนั้น เป็นหร่องเท้าเธอผี่จำได้ดี๊ :47:
ข้ามไปที่ เขาคงนอนจ๊ดดดกันสบายยย เลยแล้วกัน :47:
อ่อ อาการอะเพอเจ้อซินโดรม มีส่วนๆ :59:
เพ้อเจ้อซินโดรม :30:
แตกหน่อมาที่นี่ละกันนะครับ :12:
ขอบคุณครับ เรื่องเด็กดูทีวีนั่นเคยได้ยินมาเหมือนกัน
แต่ไม่คิดว่ามันจะร้ายแรงอะไร พออ่านก็เริ่มฉุกคิดว่าเออ จริงวุ้ย
มีน้องของโบว์ (มาเฟีย) เป็นคนที่สื่อสารกะคนด้วยวิธีการพูดไม่ค่อยรู้เรื่องเลย
แต่อยู่ในโลกของเกมเป็นส่วนใหญ่ (เก่งด้วยนะ) เข้าใจว่าอาการก็คล้ายแบบนี้เหมือนกัน
ส่วนลุงเป็ดไม่ต้องห่วงครับ
ตูไม่ให้ลูกดูทีวีดูละครอะไรหรอก แต่จะอัดตลกคาเฟ่กับแก๊งสามช่า เปิดไว้ตลอด
:30:
และจะเป็นเด็กคนแรกที่ร้องเพลงกินตับได้ก่อนเพลงช้าง :12:
และจะเป็นเด็กคนแรกที่ร้องเพลงกินตับได้ก่อนเรียกพ่อตัวเอง :3005:
มีพ่อชื่อ เท่ง มีแม่ชื่อ ฮะโหน่ง
หลานสาวคนโตก็เป็นสมาธิสั้นล่ะ
หาหมออยู่ ต้องกินยา (ที่หมอบอกว่าไม่ตกค้าง) ไปตลอดจนกระทั่งเป็นวัยรุ่นถึงจะหยุดได้
ตอนกินยากับตอนไม่กินยา แทบเป็นคนละคนกันเลย
แล้วก็ให้ฝึกสมาธิด้วยการวาดรูป เล่นดนตรี
เป็นเด็กยุคนี้ก็ดี ใกล้หมอดีนะ ส่วนป้ามันเนี่ยเป็นสมาธิสั้น ไฮเปอร์ ขี้ตกใจ แถมไม่ได้รับการรักษาด้วย :30:
แสดงว่าอยากได้ใครมารักษา :26:
มีลูกคุณวาณิช ที่เค้าเป็นแฟนพันธุ์แท้สงครามโลกครั้งที่ 2
อาการคือ เวลาพูดไม่ค่อยมองหน้าคน ต้องวาดรูปอยู่ตลอดเวลา
เพื่อให้สามารถมีสติอยู่กับอะไรได้นานๆ
อิ่มก็สมาธิสั้นนะ :37:
แต่สั้นไม่มาก อารมณ์ว่าพอมีคนพูด พูดแล้วเราเกินแตกหน่อคิดต่อ มันก็จะไม่ฟังเค้าเลย นั่งคิดอย่างเดียว (แต่ทำ้เหมือนฟัง)
เป็นอะไรที่รำคาณมาก เพราะบางทีมันก็พลาดอะไรดีๆไปเยอะ
แต่ถ้าสมมุติให้ทำในสิ่งที่ชอบ ณ อารมณ์ที่อยากทำปุ๊บ ใครมีขัดแทบจะหันไปข่วนๆๆๆๆ :07:
กะเจี๊ยวน่ะเหรอ :37:
รูตูดเพ้อเจ้อกันทุกคนแฮะแถวนี้ :58:
จริงๆ แล้วคนเราจะไม่เป็นโรคทางจิต หรือ ประสาทนะ ถ้าไม่ไปหาหมอ :30:
คือบางทีเราอาจเบื่อชีวิต แต่ถ้าไปหาหมอ เราอาจเป็นโรคซึมเศร้า
เด็กบางคนแค่ซน แต่ไปหาหมอแล้วอาจเป็นสมาธิสั้น
หมอบอก เดี๋ยวนี้คนชอบคิดว่าตัวเองหรือคนรอบข้างมีอาการทางจิตกันไปหมด
โดยเฉพาะพ่อแม่ ชอบคิดว่าลูกจะออทิสติก จะสมาธิสั้น จะหาเรื่องกังวลไว้ก่อน
อย่างแรกเลยคือ อย่าเพิ่งไปนิยามตัวเองว่า"...." จนกว่าจะไปหาหมอให้เค้ายืนยันผ่านกระบวนการเช็คจ้ะ
ถึงจะไม่ใหญ่ แต่ก็ไม่สั้นนะ :11:
แต่ก็ไม่ได้ใช้ :47:
ตกลงคุยเรื่องอะไรกันแล้ว :30:
เพื่อนแอ้ที่เป็นจิตแพทย์บอกว่า "คนเรามันมีความผิดปกติทางจิตกันเยอะ ถ้าไม่หาหมอก็ไม่รู้"
"บางคน (อย่างแกเนี่ย - มันบอก) ก็ไม่ต้องหาหมอหรอก แค่เราแตกต่างไม่เหมือนคนอื่น
แต่บางคนก็ควรหาหมอซะแต่เนิ่นๆ ก่อนที่จะเก็บกดจนกลายเป็นไปไล่แทงคนอื่น"
ไอ้ยาแก้ภูมิแพ้ที่มันจัดให้กิน ไม่รู้ว่าตกลงแก้ภูมิแพ้ หรือรักษาอาการทางจิตแน่ :30:
ไปหาหมอ หมอก็แค่พยายามหาคำนิยามที่ใกล้เคียงที่สุดมาตอบเฉยๆ น่ะค่ะ
จริงๆ อาจจะเป็นแค่อารมณ์ ณ ขณะนั้นอะไรแบบนี้ คือ.... ก็แค่ช่วงหนึ่งของอารมณ์น่ะ
(คืออย่างถ้าไปหาหมอตอนลั้ลลา หมอคงไม่ว่าเป็นโรคเครียดหรอก :56:)
อย่างตัวอรเอง ตอนอนุบาล ซนมาก อินดี้ ไม่สนใจเรียนขนาดมุดใต้โต๊ะหลับในห้องเลย
ครูก็เลยอดรนทนไม่ได้ เรียกผู้ปกครองมาที่โรงเรียน แล้วก็บอกม๊าของอรว่า
"อิชั้นว่าลูกสาวคุณแม่น่าจะผิดปกตินะคะ พาไปหาจิตแพทย์เถอะค่ะ" :59:
ผลคือ โดนม๊าอรนั่งสอนเรื่องจิตวิทยาเด็ก และบอกว่าอย่าป้อนความเข้าใจผิดๆ ให้ผู้ปกครองอีก
เพราะถ้าตัวครูเอง ไปบอกให้เด็กรู้สึกว่า ตัวเองมีความผิดปกติทางจิตบางอย่าง
มันเป็นอะไรที่ร้ายแรงนะ..... มันนำพาไปสู่การเข้ากระบวนการบางอย่างที่ส่งผลกับเด็กมากๆ
(อันนี้คือแม่อรที่จบจิตวิทยาพูดนะ ไม่ใช่อรพูดเอง :56:)
ส่วนเรื่องเก็บกด ความเครียด "บางอย่าง" มันเป็นเรื่องการบริหารอารมณ์
เพราะคำตอบบางอย่างใช้คำสอนทางพุทธตอบได้ โดยไม่ต้องพึ่งยา
แม่ไม่ให้พ่อเข้าบ้าน พ่อบอกว่าปิดประตูแล้ว
แม่บอกว่าเข้ามาเข้ามา
อ่านๆดูแล้วนึกถึงหลานตัวเอง
เป็นเด็กที่พูดA-Zได้ก่อนเรียกพ่อแม่ตัวเอง
เลยนึกได้ว่าพี่สาวตูเปิดซีดีสอนABC กะนับ1-10 ตั้งแต่ลูกยังตัวแดงๆเลยนี่
ไม่แปลกใจที่มันนับ1-20 กะท่องA-Zได้ก่อนเรียกพ่อเรียกแม่ :30:
พ่อบอกว่าเข้าไม่ได้ พ่อปิดประตูแล้ว :05:
พอเหอะ :05:
ตอนเด็กเดือนไม่ค่อยดูทีวีนะ
วันธรรมดาได้ดูละครถึงสองทุ่มแล้วต้องนอน
ศุกร์กะเสาร์ดูได้ถึงสี่ทุ่ม แล้วต้องนอน
การ์ตูนก็ไม่ได้ดู
เรียนโรงเรียนเอกชนยันจบประถม
(มีรถไปรับไปส่ง อาหารเช้าเที่ยงของว่างมีหมด ขนมหน้าโรงเรียนไม่เคยได้กิน
แถมครูยังบอกว่าขนมโตเกียวหน้าโรงเรียนมันสกปรก แล้วก็เชื่อมาตลอด :3005:)
ไม่เคยจับเงินใช้จ่ายซื้อของจนถึง ม.1 (จริงๆ มีตอน ป.5 ราวๆ ครึ่งปี ที่ชีวิตอิสระ เรียน รร. รัฐบาล ได้ค่าขนมกิน แต่มันก็แป๊บเดียว)
ทั้งนี้ ทำกิจกรรมอยู่นะ เป็นลีด เรียนรำ ประกวดนั่นนี่ ทำหมด (ชนะด้วย)
แต่ก็ยังเข้าสังคมไม่เป็นแหละ :31: ทุกวันนี้ก็รู้สึกหน่อยๆ บางทีว่าตัวเองช่างแปลกแยก :05:
เดือนเป็นหลีด :25:
อยากเห็น!!
หลีดสีเขียว :25:
เดือนเป็นหลีด :07:
จับใส่ประวัติ สย ด่วน
ไม่ให้ใส่โว้ย :07:
อ้างคำพูดจาก: หมีเล็ก เมื่อ 06 ก.ย. 2011, 16:12 น.
เดือนเป็นหลีด :25:
อยากเห็น!!
เป็นตอน ป.4 ผอมเพรียว :37:
ถ้าใครเห็นบ้านที่นนท์จะรู้เพราะบ้านตั้งอยู่หลังเดียวกลางสวน ที่เป็นที่ของที่บ้าน
ประมาณ 500 เมตรรอบบ้านจึงไม่มีบ้านเพื่อนบ้านเลย เพิ่งจะมีบ้านตรงข้ามฝั่งถนนก็ตอนโตแล้ว
ตอนเด็กเลยต้องเล่นคนเดียวเพราะไม่มีเพื่อนบ้านเลยวันใกล้ๆกันให้เล่นด้วยเลย :30:
ผลก็คือคุยคนเดียว เล่นคนเดียว คุยกับต้นไม้ หยิบไอ้นั่นไอ้นี่เล่นต่อสู้ ไปผจญภัยในสวน
อารมณ์ bridge to terabithia เลยมีจินตนาการสูงเพราะต้องคิดแทนเพื่อนเวลาเล่นคนเดียว :30:
แต่พอโตมาก็ไม่มีปัญหาการเข้าสังคมนะ มีผู้ชายเข้ามาหาเอง :30:
แต่มันทำให้มีข้อดีอย่างนึง(ไม่รู้ข้อดีรึเปล่า)คือสามารถอยู่บ้านคนเดียวเป็นอาทิตย์
โดยไม่ต้องติดต่อสื่อสารกับใครได้แบบชิวๆ ไม่รู้สึกเหงาหรืออยากมีเพื่อนคุย
ป.ล. ด้วยความที่มีโอกาศได้อยู่กับตัวเองคนเดียวตั้งแต่เด็ก ทำให้รู้ตัวตั้งแต่จำความได้ว่าเป็นตุ๊ด
เป็นอีกหนึ่งเคสที่การเลี้ยงดู หรือสิ่งเร้าตอนเด็ก ไม่ได้มีผล :30:
ตอนเด็กๆก็พูดคนเดียว
จิตนาการสูง :3005:
อิ่มว่าดีออกนะ ไม่เหงาดี
เหมือนอยู่ในโลกแห่งความฝันตลอดเวลา
ตอนเด็กอยู่เล่นคนเดียว คุยคนเดียว
แต่โตมาไม่เห็นชินกับการอยู่คนเดียว
แต่ก็ไม่ใช่อยู่ไม่ได้นะ คืออยู่บ้านได้ไม่กี่วันก็ต้องหาเรื่องออกอ่ะ
ไปนู่นไปนี่ ออกจิบเบียร์ชิลๆ ไม่มีเพื่อนไม่เป็นไร จิบคนเดียวได้ อะไรแบบนี้
ถูกเลี้ยงแบบไม่ชอบให้ไปเล่นกับคนอื่น เหมือนเอ็ม
แต่โตขึ้นมาไม่เหมือนเอ็มเลย
อยู่บ้านได้นานๆ เคยไม่ออกจากบ้านเลยเป็นเวลา 3 สัปดาห์
แต่มีปัญหาในการเข้าสังคม
ไม่คุยกับคนที่ไม่สนิท บางคนที่คุยด้วยก็จะไม่สบตา
ไม่กินข้าวกับคนที่รู้จักเพียงผิวเผิน แต่เหล้ากินได้
(เหมือนที่ไปฟอนต์แคมป์บ้านพี่แอนพี่โบว์ คุยโดยไม่ค่อยสบตาใคร
และไม่กินขนมใดๆ ที่ทุกคนส่งให้)
ก็ไม่รู้สึกว่าเราผิดปกตินะ แต่คนรอบข้างอาจจะคิดรึเปล่าไม่แน่ใจ
ผมได้หมดอ่ะ กินหมด ไปหมด :30:
แต่อยู่กับที่นานๆ ไม่ได้จริงๆ
ทำงานอยู่ในห้องถ้าไม่ได้หมกมุ่นจริงๆ นี่สักพักก็ต้องลุกเดินไปนู่นไปนี่
อยู่บ้านไม่กี่วันก็ต้องออก อยู่ในเมืองไม่กี่เดือนก็ต้องไปนู่นไปนี่ ไม่งั้นลงแดง :42:
เอ้า เค้าไม่ให้ดูทีวีเหรอคับ
ผมละจับดูดีวีดีทุกวันเลย
สลับกันระหว่าง baby einstein กับ richard scarry's
แต่ทีวีทั่วไปไม่ได้ดูนะครับ (เพราะไม่ได้ติดเคเบิลแล้วทีวีมันก็ไม่ชัดเท่าไหร่เลยไม่ค่อยดูกัน)
เจ้าตุลมันจะมีช็อตเด็ดโดนใจของตัวเอง แผ่นนึงจะมี 1-2 ช็อตแค่นั้นเอง นอกนั้นเฉยๆ
ตูลูกคนเดียว เล่นคนเดียวแบบไม่ค่อยมีของเล่น
ส่วนมากอ่านการ์ตูน เพราะพ่อสอนให้อ่านการ์ตูนเล่มละบาทมาตั้งแต่เด็กๆ
แต่จะไปเล่นเกมที่บ้านเด็กคนอื่น ไม่ว่าบ้านเค้าจะอยู่ไกลแค่ไหนก็เดินไป
โตมายังคิดเลยว่าเดินไปได้ยังไงไกลขนาดนั้น
ยังดีที่พอมีสังคมกับเด็กอายุรุ่นราวคราวเดียวแถวๆ บ้าน
ก็เลยไม่ค่อยอยู่ติดบ้าน จนพ่อด่าว่าที่บ้านมันร้อนหรือไง ทำไมอยู่ไม่ได้
เรียนเสร็จปุ๊บกลับมาบ้าน วางกระเป๋า วิ่งออกนอกบ้านตลอด ก็เราไม่มีคนเล่นด้วยอะนะ ไขว่คว้าหาสังคม
มองกลับไป ยังคิดอยู่ว่าถ้ายังติดอ่านหนังสือเป็นบ้าเป็นหลังอยู่ ป่านนี้เป็นเด็กเนิร์ดไม่แคร์สังคมไปละมั้ง
อ้างคำพูดจาก: Pix เมื่อ 06 ก.ย. 2011, 18:55 น.
แต่มีปัญหาในการเข้าสังคม
ไม่คุยกับคนที่ไม่สนิท บางคนที่คุยด้วยก็จะไม่สบตา
ไม่กินข้าวกับคนที่รู้จักเพียงผิวเผิน แต่เหล้ากินได้
ก็ไม่รู้สึกว่าเราผิดปกตินะ แต่คนรอบข้างอาจจะคิดรึเปล่าไม่แน่ใจ
อิ่มเป็นแบบพี่ปิ๊กล่ะ :25:
ถ้าไม่สนิทจะไม่คุยเลย ยิ่งอยู่ที่นี่ยิ่งชัดเลยอ่ะ
ไม่เล่นกับใครเลย ถ้าไม่รุ้จักมาก่อน
จนบางครั้งรำคาณตัวเองเหมือนกัน แบบเพื่อนน้อย อยู่ไทยเพื่อนเยอะไปหมด
อยากมีชีวิตแบบ เฮฮาปาร์ตี้ ไรงี้มั่ง เห็นชาติอื่นเค้าสนิทอะำไรเร็วจัง
(มาคิดอีกที ดีแล้ว รีบๆเรียน ไ่ม่ใช่คนหัวดี เอาเวลาเรียนช้าๆ ดีกว่า มั่นคงๆ พ่อแม่ก็ไม่ค่อยห่วงด้วย)
อ่อ อันนรี้ยกเว้นตอนเมานะ :30:
เมาแล้วระรานมาก เพื่อนบอก :30:
ถ้าเป็นคนไม่รู้จักแต่อยากรู้จักเค้า ตูจะค่อยๆ เลียบๆ เคียงๆ หาเรื่องคุยให้ได้
แต่ต้องเป็นคนที่คิดว่าคุยได้นะ ถ้าบรรยากาศมาคุก็เผ่นเหมือนกัน
พ่อเล่าให้ฟังว่าเมื่อก่อนพ่อจะไปซื้อมะพร้าว ซื้อของจากสวนที่ไกลๆ ไปขาย
เราก็เด็กๆ ประมาณสองสามขวบ พ่อเอาติดรถไปด้วย พอจอดรถที่สวน
พ่อก็ไปขนของกับเจ้าของสวน เรานั่งอยู่ในรถคนเดียว
เห็นเด็กแถวๆ นั้นเค้าเล่นกันสนุก วิ่งกันไปมา
น่าจะอยากเล่นกับเด็กพวกนั้นด้วย ก็เลยคว้าแคร็กเกอร์ที่อยู่ในรถ
เอาไปแจกเด็กๆ คนละแผ่นสองแผ่น แล้วก็เล่นด้วยกันเฉยเลย
(จำได้ลางๆ แต่พ่อเล่าให้ฟังอีกที)
ซื้อเสียงหาพรรคพวก
เค้าเรียกผูกมิตร :07:
ตอนเด็กๆ เป็นหัวหน้าแก๊ง เป็นหัวโจกตลอดเลย
โตมาเลยกลายเป็นเงี้ย :52:
ไจโกะ
:37:
ไม่ใช่คนแรกที่เรียกแบบนั้น :05:
น้องไจแอนท์
ว่าไป มีจู๋ไหนพูดถึงเรื่องเลี้ยงเด็กมั่งอะ
ขอมาปรึกษาในนี้นะเพราะเห็นว่ามีว่าที่พ่อๆแม่ๆเยอะ
เอาเป็นว่าตอนนี้น้องสาวอายุสิบเอ็ดกำลังมีปัญหาหลายอย่างค่ะ :3005:
น้อง
- เป็นโรคหัวใจแต่เกิด
- ตอนนี้อายุ 11 จริงๆน่าจะอยู่ ป6 แต่ดันอยู่ ป4 เพราะเข้าเรียนช้า(เรื่องโรคนี่แหละ)
- ตัวโตจะเท่านานาละ ร่างกายเป็นสาวเกินเพื่อนรุ่นเดียวกัน (แต่เรื่องสมองยังเด็กอยู่เลย)
การเลี้ยงดูและสภาพแวดล้อมในครอบครัว
- โดนเลี้ยงมาแบบตามใจๆ เพราะเป็นโรคเลยไม่ค่อยอะไรมากจนตอนนี้ติดนิสัย
- สิ่งแวดล้อมประกอบไปด้วย แม่(ว่างงาน) ยาย(ว่างงาน) วันๆนอนอ่านนิยาย ดูหนังเกาหลี :37:
ปัญหา
- วันๆน้องเอาแต่เล่น ไม่อยากทำการบ้าน
- น้องพัฒนาการช้าาาา ป4 แล้วลายมือยังไม่สวยเลยอะ
- ถ้าไม่เล่นก็เปิดยูทูบฟังแต่เพลง (กามิกาเซ่ :47:)
- น้องไม่อยากไปโรงเรียน ตอนเที่ยงจะโทรหาแม่ ตอนเย็นถ้าใกล้เลิกจะแอบโดดบ้าง
(ที่คิดว่่าเป็น)สาเหตุ
- เพื่อนไม่คบ :3005: อาจเพราะลักษณะภายนอกที่แตกต่างจากชาวบ้าน
บุคลิกภาพก็ไม่ดี แล้วน้องบอกว่าอยู่โรงเรียนจะไม่ค่อยคุยกับใคร
เล่นอะไรกับเพื่อนก็ไม่เป็น หมากเก็บโดดหนังยาง ทักษะเป็นศูนย์สุดๆ
- โดนเพื่อนเอาเปรียบ น้องบอกเพื่อนชอบยืมของแล้วไม่คืน (แต่ก็ให้ยืมนะ :59:)
- พอน้องไม่อยากไป รร น้องเลยหาเรื่องป่วยบ่อย ตอนนี้เลยโดนเพื่อนล้อว่าเป็นเชื้อโรค :3005:
แม่ก็จนปัญญา เพราะบังคับหรือคุยอะไรน้องก็จะทำมึนใส่ไม่ยอมฟัง :37:
คือนานาพอจะจำได้นะว่าช่วงประถมเนี่ย มันเป็นช่วงที่เด็กเห็นแก่ตัวมากๆช่วงนึง
สมัยอยู่ ป4 ป5 ยังจำได้เลยว่าเคยแบนเพื่อน อะไรนี่แหละเห็นแก่ตัวกันสุดๆ
สะเทือนใจอ้ะ ทำไงดีเนี่ย ไม่อยากให้น้องเป็น looser อะ :59:
// เคยพยายามเชียร์น้องให้หันไปคบกับหนังสือแทนละนะ
แต่คุณเธอก็ไม่ชอบอ่านหนังสืออีก บ้าที่สุด :3005:
โห คุ้นๆ ว่ามีใครเชี่ยวจิตวิทยาเด็กอยู่นะครับ
http://www.f0nt.com/forum/index.php/topic,19179.0.html (http://www.f0nt.com/forum/index.php/topic,19179.0.html)
อ้อ มีจู๋เด็กด้วย :30:
ตอบในนี้ก่อน ถ้าเห็นว่าควรย้ายก็ย้ายคำถามนานาไปด้วยละกันนะ :47:
เด็กเป็นเหมือนคนเลี้ยงจ้ะ
วิธีแก้แบบที่ต้องเปป็นคือ แม่กับยายต้องลุกขึ้นมาทำอะไรบ้าง นอกจากนอนอ่านนิยาย กับดูซีรี่ย์
คือให้สอนดีแค่ไหน แต่สิ่งแวดล้อมคือคนเลี้ยงไม่เวิร์คก็จบครับ
สอนให้หากิจกรรมทำ ออกกำลังกาย ให้เข้มแข็ง แต่คนรอบข้างไม่เป็นให้เห็นก็จบ
ถ้าบอกว่ากลัวน้องจะเป็น loser ก็ต้องสอนให้เข้มแข็งจากภายใน
ซึ่งจะเข้มแข็งก็ต้องเริ่มจากความมั่นใจและเห็นคุณค่าในตัวเองก่อน
ซึ่งเคสของฟาฟานั้นพี่ว่ายาก
หนึ่งคือมันมีความเข้ากันกับสังคมเพื่อนไม่ได้จริงๆ อยู่ที่อายุ รูปร่าง โรคประจำตัว
แต่เคยเห็นเพื่อนตั๊ก บงกชตอน 16 มั้ย ตั๊กก็ดูไม่เข้ากับเพื่อนเลยยยยยยย
(เรื่องตัวจะเท่านานานี่ไม่นับ เพราะเอ็งเตี้ย :47:)
แสดงว่านั่นไม่ใช่ปัญหาใหญ่ที่สุด
ที่ยากคือทุกคนโอ๋มาตลอดชีวิต แล้วบ้านนานานั้นมีหลากหลายปมเหลือเกิน
ตูเชื่อว่าแม่และยายนั้นมีใจอันเป็นดราม่าซะขนาดหนัก
(อันนี้เทียบเคียงจากแม่และยายตัวเองในเคสคล้ายๆ กัน)
ดังนั้นฟาฟาก็จะมีใจอันเป็นดราม่าอยู่เยอะ (เอ็งก็เป็นนะ ไอ้อารมณ์แบบเอาอารมณ์อยู่เหนือเหตุผลน่ะ)
ทีนี้จะให้แม่และยายสอนยังไงก็ไม่พ้นอีหรอบเดิม เปลี่ยนเด็กว่ายากแล้ว
เปลี่ยนผู้ใหญ่กับคนแก่นี่แม่งโตรยาก
ก็จะกลายเป็นว่าแม่กับยายนี่แหละ เกราะอย่างดีเลยสำหรับการจะไม่ก้าวไปไหน
เพราะแม่กับยายใจก็ไม่อยากให้ออกไปไหนซักเท่าไหร่
ดังนั้นตัวแปรสำคัญก็คือเอ็งนั่นแหละ เพราะเอ็งก็โตมาในสิ่งแวดล้อมที่คล้ายน้องที่สุดละ
(ไม่นับโรคหัวใจ กับความสบาย ทันสมัยที่มากขึ้นตามยุค)
ลองนึกย้อนกลับไปสิว่าอะไรที่ทำให้เด็กเนิร์ดติ๋มออกมาโลดแล่น(แฮ่น)ได้
เพราะเอ็งหาอะไรเจอที่จะยึดเอาไว้เป็นคุณค่าของตัวเอง (ปู่ค่อมของเอ็งนั่นแหละ)
แล้วเอ็งทำยังไงให้ตัวเองเป็นเด็กที่ชอบทำกิจกรรมกับเพื่อนได้
ค่อยๆ แงะตัวเองออกมาดู แล้วเอาไปสอนน้อง
ความที่อายุใกล้กันมากกว่านี่พอจะช่วยบอกฟาฟาได้ว่า นานาเข้าใจมากกว่าแม่และยาย
ฟาฟาควรจะเป็นนานามากกว่าแม่และยาย
น้องไม่มีเพื่อน แต่ถ้ามีพี่ อย่างน้อยก็ตั้งตัวได้ในระดับนึง
ที่แนะนำแบบนี้เพราะเห็นไฟในตัวนานาว่าอยากเปลี่ยนน้อง อย่าท้อ อย่ารำคาญซะก่อน
เพราะเอ็งก้น่าจะต้องมีอะไรอยากทำซะเยอะ กลัวว่าวันนึงถ้าฟาฟาเห็นเอ็งเป็นที่พึ่งจริงๆ
แล้วเอ็งหายไป โดยที่เค้ายังยืนอยู่ด้วยตัวเองไม่ได้ คราวนี้แหละ ยุ่งของจริงเลย
แนวถนัดของพี่ร่มจริงๆ :12:
หลานที่บ้านก็มีปัญหาเหมือนกันล่ะ มาจากผู้ใหญ่นี่แหละ สองคนสองเคสกันเลยทีเดียว
ตอนนี้ก็ค่อยๆ ปรับไป ไว้ว่างๆ จะมาเล่าให้ฟังค่ะ
ขนาดตูว่า ตูเข้าใจอะไรในโลกเยอะแล้วนะ เลี้ยงลูกยังเป็นเรื่องยากมากเล้ย :3005:
เหม่งยังเป็นเด็กเนิร์ดๆ ประหลาดๆ อยู่เนี่ย
เมื่อคืนเด็กน้อยไปซ่อนตัวอยู่ในผ้าห่ม แกล้งให้พ่อกับแม่ตามหา
พ่อ: เอ๊ เด็กกหายไปไหนน้อ แม่เห็นมั้ยเนี่ย
แม่: ไม่รู้สิพ่อ ลูกหาย ทำไงดีน้อ
...
...
เด็กเหม่ง:ทำลูกใหม่เลยสิครับ
ลูกไอ้ร่มบ้า :3005:
:30: :30: :30:
อ้างคำพูดจาก: นานาาา เมื่อ 28 ก.ย. 2011, 08:38 น.
(ที่คิดว่่าเป็น)สาเหตุ
- เล่นอะไรกับเพื่อนก็ไม่เป็น หมากเก็บโดดหนังยาง ทักษะเป็นศูนย์สุดๆ
- โดนเพื่อนเอาเปรียบ น้องบอกเพื่อนชอบยืมของแล้วไม่คืน (แต่ก็ให้ยืมนะ :59:)
ตรงสาเหตุนี่คล้ายๆกันตอนประถมเลยนะ หมากเก็บ หนังยาง เล่นไม่เล่นเนี่ย
คือพยายามเล่นแล้วแต่ทักษะด้านกีฬาติดลบ :30:
เวลาเค้าเล่นเราก็เป็นได้แค่คนถือยาง (สูงไง)
ส่วนหมากเก็บก็ถ้าเล่นแบบแบ่งข้างใครได้เราไปนี่เซ็งสุด :08:
ของอิ่มนอกจากจะไม่ได้คืนอิ่มไม่ได้ให้มันยืมเลยดีกว่า โดนขโมยตลอด
อย่างที่ลุงร่มบอก ถ้ามีพี่เป็นตัวยึด อะไรๆมันก็จะไม่แย่ลง
อย่างอิ่มกับหมีอร ดูตอนนี้ง่ายๆอิ่มเพือนที่ออสค่อนข้างน้อยนะ สังคมไม่ค่อยมี
ไม่ชอบสังคม และการคบกันที่นี่ เพราะทุกคนคิดว่า เจอกันเทอมเดียวปีเดียวก็แยกกันละ
ฉะนั้น เลยทำตามใจตัวเอง ไม่รักษาซึ่งน้ำใจของกันและกัน เห็นแก่ตัว
เหงาไม๊ก็เหงา เพื่อนๆพูดลับหลังว่าอิ่มติดแฟน ไม่เข้าสังคม หยิ่ง (รู้นะว่าพูด แต่นิ่งไว้)
ถ้าไม่มีหมี อิ่มคงจิตตกกว่านี้ ยังดีถ้าเหงา ถ้ามีปัญหาอิ่มจะคุยกับหมีก่อน
อย่างน้อยเราก็รู้ว่ามีคนที่เข้าข้าง มีคนที่ต้อนรับเรา ทำให้มันไม่แย่ลง และอาจจะดีขึ้นด้วยซ้ำ
นานาต้องอยุ่ ต้องคุยกับน้องให้มากขึ้นแล้วล่ะ :37:
สมกับเป็นลูกพี่ร่ม :30:
พี่ร่มสอนลูกยังไงเนี่ย :30b:
นี้มัน ณรัก อินวันเดอร์แลนด์เลยนะเนี้ย :30: :30: :30:
แหกทุกความคิดสร้างสรรค์ใดๆ
เจ๋งอ่ะ :30:
ลืมบอกว่า ยังมีงปมดราม่าเรื่องน้องไม่มีพ่ออีก : (คนละพ่อกันกับนานา)
แต่เรื่องนี้ไม่น่าจะเป็นปัญหาอะไรมาก เพราะยังไม่มีใครล้อ :37:
เรื่องคนเลี้ยงนานาก็เซ็งนะ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้จริงๆแหละ
นี่ก็พยายามจะสอดส่องน้องอยู่นะเนี่ยว่ามีอะไรที่จะส่งเสริมได้บ้าง
เรื่องความไม่เข้ากับเพื่อน นานาว่าพอเด็กๆเริ่มโตทันๆกันแล้วก็น่าจะดีขึ้น
ที่น่าเป็นห่วงคือปีหน้าก็จะไปเรียนกรุงเทพละอะ คงไม่ได้ช่วยดูแล้ว :05:
สู้ๆ :37:/
เรียนเชียงใหม่เล้ยย :37:
ไม่ :11:
มาเหอะๆ
กรุงเทพฯ น้ำไม่ท่วม
ตอนเด็กๆไม่เคยเป็นแฮะ โตมาแบบกระแดะๆ :30:
แค่แฟนเก่าเคยเล่าว่าเคยโดนแบนตอนประถมอ่ะ พอโตมาก็ปกติดี ช่วงมัธยมอะ มีเพื่อนรักเยอะแยะไม่น่าเป็นห่วงนะ :30:
ปมแบบนี้คิดว่าบางคนคงเคยเจอมาบ้างอะ ปล่อยให่ผ่านไปตามวัยดีกว่า ยิ่งผู้ใหญ่ไปใส่ใจจุกจิก
มันจะยิ่งทำให้ปมมันชัดขึ้นตอนเป็นผู้ใหญ่แล้วย้อนกลับไปมองอะ ถ้าผ่านตามวัยโตมาก็ลืม :52:
(มั้ง :47: )
ลองเอาการ์ตูนเรื่อง life หรืออะไรเทือกๆนั้นให้อ่านสิ
แล้วก็ให้เลือกว่าจะอยุ่อย่างขี้แพ้ หรือจะอยุ่อย่างหยิ่งทรนงค์
:37:
ตอนประถม - มัธยมต้นแบนกันงี่เง่าจะตาย
คือถ้าน้องอยู่คนเดียวละมีความสุขก็ไม่เป็นไรนะ แต่ยังไงก็ต้องไปโรงเรียนอะ :37:
สำคัญนะชีวิตที่โรงเรียน
พี่ก็กะไม่ถูกเหมือนกันวุ้ย คือมีหลานสาว ๒ คน ตอนนี้อยู่ราวๆ ๗ ขวบ
คนพี่เซลฟ์จัดมั่นใจที่สุดในสามโลก ก็ปรามบ่อยๆ ว่าไม่มีอะไรเพอร์เฟคต์หรอกโลกเนี้ย
แม้หนูจะมีอะไรดีๆ หลายอย่าง และทุกคนก็ภูมิใจในตัวหนูมาก แต่หนูก็ไม่เพอร์เฟคต์หรอกนะ มันเป็นเรื่องธรรมดา
คนนี้ต้องปรามเรื่อยๆ เพราะเธอก็เก่งหลายอย่างจริงๆ ผู้ใหญ่ก็โอ๋มากๆ ก็เลยจะเย่อหยิ่งเกินไปหน่อย
แต่เรื่องเข้าสังคมสบายมาก มีแต่คนอยากเป็นเพื่อนกับเธอ
คนน้องตรงกันข้ามเลย ไม่มั่นใจในตัวเอง ขี้น้อยใจ บอบบาง ขาดความรักมาก
(ที่บ้านแยกกันเลี้ยง บุคลิกภาพสะท้อนผู้ใหญ่มาเต็มๆ คนพี่อยู่กับ ตายาย น้า ส่วนคนน้องอยู่กับพ่อแม่ บ้านใกล้กันแต่ก็แยกกันนอน)
เคยไปเห็นด้วยตาตัวเอง เพื่อนแกล้ังนิดเดียวเอง ร้องไห้แทบเป็นแทบตาย อยู่โรงเรียนมีปัญหาเยอะมาก
เพื่อนสนิทก็ไม่มี (แต่ก็นะ ๖ ขวบเอง) ไม่ชอบอีตรงที่โดนแกล้งแล้วก็เอาแต่ร้องไห้เนี่ยแหละ
(เพื่อนเธอร้ายมาก อย่างไม่น่าเชื่อว่าเด็ก ๖ ขวบจะเป็นได้)
ไอ้ป้าทำไงดีล่ะ จะบอกให้มันเข้มแข็งมันไม่ได้บอกกันง่ายๆ ก็เลยใช้วิธีปลุกใจ ให้กำมือแล้วพูดดังๆ แบบว่า สู้ !!
อะไรแบบนี้ วันต่อมาได้เรื่องเลย ไปต่อยเพื่อนที่มาแกล้ัง สมเป็นหลานตูจริ๊ง :30:
ตอนนี้เพื่อนๆ ก็ไม่กล้าแกล้งแล้ว รู้สึกชีวิตที่โรงเรียนเธอดีขึ้น เราก็สอนเธออีกครั้งว่าอย่าไปทำร้ายใคร (ก่อน)
จากนั้นมาก็ยังไม่เห็นไปต่อยใครอีกเลย เรียนดีขึ้น สุขภาพจิตดีขึ้นด้วย ไม่กลายเป็นเหยื่อแล้ว
(ได้ข่าวว่าฝูงฉลามก็ไปเล่นงานเด็กคนอื่นที่อ่อนแอสุด ต่อไป..)
ไม่ชอบเลยเด็กกที่รังแกหรือตั้งตัวเป็นหัวหน้ามาเฟียในห้อง
สมัยอิ่มเด็กๆก็โดนประจำ
ทั้งที่มีเพื่อน ทั้งที่โต้กลับ ยังโดนบ่อยมาก
ไว้รื้อฟื้นความจำก่อน (สมัยป. 1-3 โน่น)
เป็นช่วงที่อิ่มโคดอยากลืมเลย
เล่าที่พอจำได้นะ อยากให้อ่าน
เพราะอย่าคิดว่าเด็กที่รังแกเนี่ยมันจะเลือกเฉพาะเเด็กอ่อนแอ
พวกโต้กลับ ยังโดนแล้วโดนอีก :30:
สังคมมันโหดร้าย :05:
สมัยอนุบาลถึงป.3 อิ่ม(และหมี) อยู่ใกล้โรงเรียนชื่อดังแถวริมคลองประปา (ตอนนี้ปิดไปแล้ว)
เป็นโรงเรียนเอกชน ติดแอร์ทุกห้อง เลิศหรูไฮโซมากก
และแน่นอนว่า อิพวกมาเรียนเนี่ยไม่เป็นพวกปกติ ก็คุณหนูเอาแต่ใจสุดๆ
อิ่มแบ่งพวกนี้เป็นสองกลุ่มที่เจอมา
กลุ่มแรกคือ พวกมาเฟีย มีอำนาจ ใครๆก็ต้องเรียกมันว่า "พี่" มีสมุนเย๊อะ ใครไม่จงรักภักดี ตายยยยยยย
กลุ่มที่สองคือ ข้าอยู่คนเดียวสวยๆ รวยๆ เชิดๆ พวกมาตามน่ะ มากันเอง..
พูดถึงกลุ่มที่สองก่อนมันสั้นดี จำได้ว่าชื่อ แพท
แพท มีแต่คนเรียกพี่เหมือนกัน ชีไม่มีอะไร นิ่งๆ สวยๆ รวยๆ ไปวันๆ
คนอยากเป็นเพื่อนด้วยเยอะ เพราะเปรียบนางเป็นไอดอล
ทุกปีก็ลุ้นกันเข้าไปสิว่าใครได้อยู่ห้องเดียวกับพี่แพทททท
เธอทำอะไรก็ดูดี เลิศเลอ เฟอร์เฟคไปซะทุกอย่าง ชั้นมาที่หนึ่งเสมอ
ครูโอ๋ เพื่อนโอ๋ แม่โอ๋ จนกลัวจะเสียเด็ก
แต่นางก็ไม่มีอะไรจริงๆนะ เจ๋งตรงนี้แหล่ะ ไม่แคร์ซักอย่าง :30:
(แน่นอนว่าคนอิจฉานางเยอะ โดยเฉพาะเด็กผู้หญิง แต่ก็ไม่ทำอะไร ก็ไอดอลอ่ะ ดาวชั้นปี)
อีกกลุ่มหนักหน่อย ตรงข้ามกับแพท มันชื่อปลา ชื่อจริงชื่อ ทรายทอง จำนามสกุลไม่ได้ โครตแค้นเลย
ปลาจะตรงข้ามกับแพท คือ ไม่สวย ไม่รวย แต่คนเรียกมันว่าพี่ เพราะกลัวบารมีมัน
ปลาชอบประจบอาจารย์ ชีจะเป็นคนแรงๆ เสียงดังๆ
ใครไม่จงรักภักดีต่อนางนะ ตายยยยยยยยยยยยยย (อิ่มก็เป็นหนึ่งในเหยื่อ)
เอาเฉพาะกรณีอิ่ม
- แรกๆอิ่มก็เรียกมันว่าพี่ เพราะนึกว่าเธอแก่กว่า จริงๆไม่ใช่ แค่เธออยาก สูง กว่าคนอื่น
เรื่องมันเริ่มที่ว่า
- อิ่มเคยเอาเชอร์รี่มาฝากอ. แต่อ. ไม่อยู่ก็เลยวางไว้ที่โต๊ะ ซ่อนๆไว้ด้วยนะ
พออ.มา ก็ไปถามว่า "กินเชชอร์รี่ยังคะ" อ.บอกไม่รู้เรื่องไม่มีนะ อิ่มก็อ่าว ไรวะ ก็เลยเดินหา
ไปเจอแต่เม็ดกับถุงที่ใส่มาในถังขยะ อ.ต้องเรียกนร.ทั้งห้องมาสอบสวน กว่าอิปลาจะยอมรับว่าขโมยไปกิน
ตั้งแต่นั้นมา มันก็ผูกใจเจ็บว่า อิ่มเอาเรื่องไปฟ้อง อ.
เลยโดนกลั่นแกล้งสารพัด เช่น
- พออ.เข้าห้อง เธอก็จะขออาจารย์จดชื่อคนที่ไม่ตั้งใจเรียนส่งท้ายคาบ ใครมีชื่อจะโดนตี
พออ.เผลอ คนก็จะแห่กันไปกระซฺบว่า "พี่ปลาอย่าจดชื่อเค้านะ เดี๋ยวเค้าดูคนในกลุ่มให้" ซึ่งแน่นอนว่าอิ่มไม่ทำ
ฉะนั้นท้ายคาบ ชื่ออิ่มจะกลายเป็นชื่อแรกที่โดนเรียกตลอดดดดดดดดดดดดดดดด :08: (ตูยังไม่ได้คุยซะหน่อย)
- ถ้าอ.ไม่อยู่ นางจะเอากระโปรงถกขึ้นมาคุมหัวตัวเอง :08:
- อิ่มเคยใส่ถุงเท้านางพยาบาล(ที่มันบางๆ)ไปโรงเรียน ซึ่งมันแปลกมาก ล้ำสุดๆ แล้วมันมีวิชาที่ต้องถอดรองเท้า ถุงเท้า
แน่นอนว่าออกจากห้องปุ๊ป ถุงเท้าหาย ไม่ต้องหาไกลค่ะ หลักฐานมันคาเท้า(อิปลา)เลย :58:
- อิ่มมีวิชาเรียนรำ ต้องถอดรองเท้า พอเรียนเสร็จกลับมา เอ๊ะรองเท้าหายไปไหน หมีก็เห็นว่าทำไมไม่มาซักที เย็นแล้วจะกลับบ้าน
ก็เลยมาตามที่ห้องเรียน อิ่มก็บอกว่ารองเท้าหาย เลยช่วยกันตามหา (เพื่อนหมีก็ช่วย)
จนไปเจอในถังขยะทั้งละข้าง :08: แต่ที่รู้ว่าเป็นฝีมือนางเพราะ รองเท้าอีกข้างมันอยู่ในถังขยะฝั่ง นร.ประจำ (รร.นี้มีฝั่งประจำด้วยนะ)
- เรียนๆ อยู่ อิปลาก็ตะโกน "ครูขา หนูเหม็นขี้ ต้องมีคนขี้แน่ๆเลย หนูขออนญาตดม(?) ก้นเพื่อนนะคะ"
แน่นอนว่าหวยมาออกที่อิ่ม :07: มันก็โวยวายให้อิ่มไปเปลี่ยนชุดเป็นชุดนร.ประจำมานั่งเรียน
ตอนนั้นใครใส่ชุดนร.ประจำมานั่งเรียนนี่เหมือนฟ้องกลายๆว่า กุขี้แตกทำนองนั้น
อ.ก็บังคับให้อิ่มเปลี่ยน อิ่มก้โวยวายว่า หนูไม่ได้ขี้จะดู กกน. ไม๊ล่ะ :07: อิปลาเลยเงียบไป..
etc.
นี่ขนาดไม่ได้ร้องไห้ ไม่ได้อยุ่ให้แกล้งเฉยๆ ยังโดนเลยดูสิ :05:
นึกเรื่องไหนได้อีกจะมาเล่าต่อนะ โอยโหดร้ายจริงๆ
ถ้าเจอกันตอนนี้ จับตบให้หายแค้นเลย :58:
เด็กแนวนี้มีเสมออะน้องอิ่ม ใครมีลูกมีเต้า ต้องปลูกฝังไว้ให้ใจนิ่งๆ
พวกนี้มันจะสนุกถ้าเราเสียใจ แต่ถ้าเราเฉยๆ มันก็ไปเล่นคนอื่นเองอะ
ตอนเด็กๆ พี่ก็โดน แต่โดนแค่ปีเดียว ที่ย้ายบ้านครั้งใหญ่แล้วชีวิตเด็กเนาะ มันไม่เสถียรอะ
ก็เลยตกเป็นเหยื่อ เนื่องจากอิจฉาที่เรียนเก่ง ซึ่งตรงนี้มันห้ามไม่ได้ มันดันเข้าใจเองจะให้ทำไงวะ อ่านหนังสือสอบก็ไม่อ่าน
ก็ได้ท็อปอำเภอ ท็อปจังหวัดอะไรกันไป เพื่อนก็เกลียด.. (แต่มีหนุ่มๆ ชอบ) ถึงขั้นจงใจไม่อ่านหนังสือ อยากให้คะแนนมันตกๆ บ้าง
มันก็ไม่ตกว่ะ เพื่อนก็รุมแกล้งตลอดปี
หลังจากนั้น พอที่บ้านลงตัวเรียบร้อย แปลงร่างกลายเป็นลูกพี่ใหญ่ซะเองทีนี้ (ความกดดันของเด็กวัยสิบสอง)
ไม่เคยทำใครก่อนเลยจริงๆ แต่ใครอย่าเริ่มนะ มึงตายยยยย :07:
ตอนเด็กๆ ไม่ค่อยมีเพื่อนสนิท ตอนนี้ก็เหมือนกัน
ประถม เคยมีคนในห้องทำตัวเหมือนคนที่ชื่อปลา ที่พี่อิ่มโดนแกล้งด้วยแหละ
โรงเรียนมิ้นฝั่งประถมปลายอยู่ติดกับเขา มันเลยเป็นเนินสูงๆ
แล้วเข้าแถวตรงนั้น จำได้ว่าตอนเบรคเคยโดนผลักตกเนินด้วยแหละ
ตกแบบกลิ้งลงไปเลย บอกมาม๊า มาม๊าจะเอาเรื่อง แต่ครูบอกว่าแค่เด็กเล่นกัน ไม่มีอะไรรุนแรง :08:
ทำอะไรมันไม่ได้
ปีที่แล้วเรียน pre-college โดนเพื่อนแบนเพราะอิจฉาที่สอบได้คะแนนเยอะกว่า
เลยมองว่าเราเนิร์ด ไม่เยอะกว่าได้ไง ก็เคยเรียนแล้ว อายุก็มากกว่าคนอื่น แค่ตอนนั้นไม่ตั้งใจสอบเข้ามา
หรือว่าโดนแบนเพราะไม่ใช้แบรนด์เนมก็ไม่รู้นะ
ในกลุ่มมันจะมีคนนึงที่รวยๆ เชิดๆ แล้วชอบชี้นิ้วกำหนดทุกสิ่ง
เธอเคยบอกว่า "กลุ่มเราใช้ MJ กันเหอะ" แล้วทั้งกลุ่มก็เปลี่ยนกระเป๋าเป็น MJ
พออีกเทอม อยู่คนละห้องกัน ทั้งกลุ่ม มัน LV หมดเลย :08:
อยู่มหาลัยยังแบ่งกันด้วยเรื่องแค่นี้อีกหรอวะ
หรือพอเบรคเสร็จ กำลังเข้าเรียนบ่าย เธอพูดว่า อยากไปสปา แล้วคนอื่นเห็นด้วย
ทุกคนในกลุ่มก็พร้อมใจกันโดดเรียน.. ไปสปา
เด็กหายไปครึ่งห้อง โคตรสงสารอาจารย์เลย
อยากโดนแกล้งเพื่อนเรียนเก่งไม่เหมือนชาวบ้านเค้ามั่งจัง :05:
อีกกรณีคือเป็นเพื่อนสนิทกันมาก่อน
ทีนี้อิเพื่อนเนี่ยดันไปเข้ากลุ่มกับรุ่นพี่(ยังจำชื่อ จำบ้านนางได้อยู่เลย)
เค้าก็เอาเราไปแนะนำตัวให้รู้จัก
ไอ่กลุ่มนี้เนี่ย เวลาจะถวายตัวเข้ากลุ่มจะต้องเอาตุ๊กตาน่ารักๆมาให้พี่เค้าดู ถ้าน่ารักก็ผ่าน เป็นสมาชิกได้
อิ่มก็เอาไปด้วยแล้วคงถูกใจพี่เค้า พี่ก็เลยเรียกหาบ่อย
เพื่อนสนิทอิ่มไม่พอใจ เพราะมาทีหลังทำไมพี่เรียกบ่อย ข้ามหน้าข้ามตา
(ก็นะ..ไม่ได้ตั้งใจนิ)
เพื่อนเลยตบหลังดังอั๊ก!!!
แรงจนอ้วกเลย!!
ตั้งแต่นั้นมาก็เกลียดกันไปเลย :05:
ส่วนพี่ๆพวกนั้นก็ช่าง ไปอยู่กับหมีก็ได้ หมีก็รุ่นพี่เหมือนกัน
อ่อ เล่ากรณีของปลาเพิ่ม อันนี้แค้นจริง อะไรจริง
ตอนกลางวันบางวันอาหารเป็นก๊วยเตี๋ยวลูกชิ้นหัวนมอ่ะค่ะ ที่เล็กๆอ่ะ
หมีก็แนะนำว่า ก่อนกินน่ะแยกลูกชิ้นไว้ต่างหาก แช่น้ำปลาไว้
กินเส้นหมดค่อยกินลูกชิ้นทีหลัง อร่อยมาก!!!!
อิ่มก็ลอง เออ อร่อยจริง หลังจากนั้นก็ทำตลอด
อิปลามาเห้นก็ "อิ่มไม่กินลูกชิ้นหรา เดี๋ยวอ.ว่านะ มาปลาช่วย"
แล้วก็คาบไปกินหมดเลย :05:
ไอ่บ้าเอ๊ย!!!!!! แค้นมากกกกกกกก
แกโตมาแบบนี้นี่เอง :08:
แต่ย้ายโรงเรียนชั้นก็หายนะ
ปกติสุขดีนับจากนั้น
ไปตบอีปลากัน :30:
โรงเรียนตูไม่มีแบบนี้ :52:
อยากตบมาก
ถ้าเจอตอนนี้แล้วยังนิสัยเหมือนเดิมอีกนะ
จะเอาคืนให้สาสม
ส่วนอดีตเพื่อนสนิทที่ตบหลังอิ่ม
บังเอิญว่าแม่เราสองคนรู้จักกัน
แม่อิ่มทำงานที่ราชวิถี
แม่เค้าทำงานโรง'บาลเด็ก
เวลาเจอกันนี่ปั้นหน้าไม่ถูกทีเดียว
เฟซบุ๊คทำให้เจอเพื่อนสมัยเด็ก
มีอยู่คนนึง ชีเคยเป็นมาเฟีย แล้วก็นิสัยไม่ดีมากๆ แทบไม่มีเพื่อนเลยอะตอนเด็ก ไม่รู้เป็นอะไร
(เป็นลูกเจ้าของโรงเรียน นั่นแหละที่ชีเป็น - ครูคนไหนดุ ชีก็ขู่จะไล่ออกกลางห้องเลยนะ ใช้คำ กูมึง ด้วยนะ)
ตอนนี้เปลี่ยนไปหน้ามือเป็นหลังมือ เป็นสาวหวาน น่ารัก ใจดี รักศิลปะ รักเด็ก
สืบทอดกิจการโรงเรียน ทุ่มเทให้กับงานสุดๆ เชื่อเลย คนเรามันเปลี่ยนกันได้จริงๆ :12:
ตอนเด็กๆ คงถูกสปอยล์มากแหละมั้ง :30:
ตอนเด็กๆ นานาก็หัวโจกแบนเพื่อนนะ :30:
ตอนนั้นเกลียดขี้หน้ามันมากกกก แล้วก็ได้อยู่ห้องเดียวกันมาตั้งสามปี
แต่สุดท้ายตอน ป6 ดันกึ่งๆจะเป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกันซะงั้น
เพื่อนที่อยู่คนละกลุ่มกัน เกลียดกันมากๆ
ปัจจุบันเป็นเพื่อนสนิทกัน นิสัยไม่เหมือนกันเลย
ต่างสุดขั้ว มีแต่คนถามว่ารู้จักกันที่ไหน
สังคมเธอ 2 คนไม่น่ามาเจอกันได้ :30:
ไม่แปลกใจ ดูบุคลิคนานาแล้ว :30:
น่ารักใช่มะ :49:
อยู่หมวดเด็กโดนแกล้งอ่ะ ตั้งแต่อนุบาลจนประถมปลายเลย แต่ไม่ได้ถึงกับโดนแบนอะไร
ออกแนวเป็นเด็กขี้เหร่ โดนล้อ โดนแกล้งหนักๆ ตอนประถม แต่พอโตกันขึ้นก็เริ่มซาๆ กันไป
ตัดปัญหาด้วยการเข้าห้องสมุดทุกพักเที่ยงจะได้ไม่ต้องไปเจอคนอื่น ก็โอเคนะ...
นั่งวาดรูป อ่านหนังสือเรื่อยเปื่อย เล่นเกมคอมพิวเตอร์ แอบเล่น Pirch95 อะไรเงี้ย
ไม่มีคนจามมาวอแว มีมุมของตัวเอง ..แต่จริงๆ ก็ไม่รู้สึกตัวเองแปลกนะ รู้สึกธรรมดา คนอื่นก็เป็น :56: :30:
อยู่หมวดแกล้งเพื่อนอะ ดูเล๊วเลว :16:
เคยเจอเขียนลงสมุดพกด้วยตอนป 4
พอโตขึ้นมาอ่านแล้ว อับอายขายขี้หน้ามาก
กดข้ามมาหน้าท้ายเลย คุยถึงเรื่องไหนแล้วหว่า
อ่อ นัดจัดเป็นกลุ่มคนดีนะ แบบเพื่อนแม่งไม่ถูกกันก็พยามเป็นตัวกลางตลอด
ไปๆ มาๆ โดนมองว่าอยู่อีกกลุ่มนึง กลายเป็นเพื่อนน้อยซะงั้น :3005:
ตอน ป.5 มีเพื่อนคนนึงขี้ขโมยมาก เพื่อนโดนกันเยอะ นัดก็โดนล่ะ
แล้วนัดดันสนิทกับเพื่อนสนิทของมัน โดนคิดว่าอยู่กลุ่มเดียวกัน โดนแบนแม่งสามคนเลย :3005:
ตอนนั้นเป็นเด็กเอ๋อๆ คนนึง ไม่ค่อยทันคน แล้วไอ้นั่นมารยามาก
เช่น นัด นัดคิดว่าเค้าทำจริงๆ หรอ ถ้าคิดว่าทำก็เอาเลย เอาไม้บรรทัดฟาดเค้าได้เลย :08:
ตูนั่งเหวอ ไม่ทันทำอะไร เพื่อนใกล้ๆ ได้ยินก็แกล้งประชดแบบเอาไม้บรรทัดตีกันเอง
ขุดๆๆ
วันนั้นน้องมาเล่าให้ฟังว่าไม่อยากไปโรงเรียน
เพราะทุกวันจันทร์จะต้องเข้าไปร่วมกิจกรรมที่หอประชุม
แล้วทีนี้ก็ไม่มีใครอยากนั่งด้วย พอน้องจะไปนั่งเพื่อนก็จะไม่ให้นั่ง แล้วไล่ไปท้ายแถว :59:
แล้วเวลาเลิกเรียนช้า เพื่อนก็จะโทษว่าเป็นเพราะน้องจดการบ้านช้าที่สุดในห้อง อะไรทำนองนั้น
ละก็โดนนินทาต่างๆนาๆมากมาย :37: ( อีเด็กพวกนี้นี่ :07: :07: :07:)
ก็เข้าใจว่าเพราะเข้าเรียนช้า(สามปีแหน่ะ) แล้วก็ pass ชั้น
นอกจากเรื่องนี้แล้วก็ยังมีเรื่องพัฒนาการทางร่างกายที่โตเกินเพื่อนๆในชั้นเดียวกัน
คือดูแปลกแยกทั้งด้านร่างกายแล้วก็การเข้าสังคมนั่นแหละ
แต่พออยู่บ้านน้องเป็นคนละคนเลย ทะเล้นทะลึ่ง ชอบเล่นมุกกากๆ :37:
ถามแม่ แม่ก็ไม่อยากเคี่ยวเข็ญเพราะสงสารน้อง เพราะอยู่โรงเรียนน้องก็โดนเพื่อนบังคับมาเยอะ
ความคาดหวังในตอนนี้คือ ให้เรียนให้จบตามที่กฏหมายบังคับ
ไม่ต้องเรียนดี เรียนเก่งเลยก็ได้ แต่ขอให้มีความสุข
ตอนนี้ก็ไม่รู้จะเอายังไงดี อยากย้ายโรงเรียนให้นะแต่ไม่รู้จะย้ายไปไหน
โรงเรียนทางเลือกก็แพงแสนแพง โรงเรียนวัดก็หมาเยอะ (กลัวหมาอีก แต่นานาเข้าใจ :3005:)
พาไปหาจิตแพทย์ดีมั้ยอ้ะ
ยืนยันว่าอยู่ที่คนเลี้ยงนะ
ถึงที่โรงเรียนมันจะเป็นปัญหาที่เราควบคุมไม่ได้ แต่พื้นฐานคนมันอยู่ที่บ้าน การเข้มแข็ง ทัศนะคติมันต้องบ้านปลูกฝัง
แม่นานาเหมือนยอมแพ้อ่ะ เหมือนไม่อยากยุ่งกับอะไร แต่อย่าลืมว่าไม่มีใครดูแลฟาฟาไปได้ตลอด
ถ้าคิดว่าการไปหาจิตแพทย์แล้วน้องไม่รู้สึกว่าเป็นปัญหา ก็พาไป
เพราะการคุยกับหมอเป็นเรื่องดีนะ ถ้าตระหนักได้ว่าเราควรไปจริง ไม่ใช่รู้สึกว่าเราเป็นปัยหา ไปหาแล้วจะยิ่งจิตตก
แล้วก็จะไม่อยากไป การบำบัดก็ไม่ต่อเนื่อง ดีไม่ดีหนักกว่าเดิมจ้ะ
ที่สำคัญอยากให้ไปเพราะถ้าหมอพูด แนะนำอะไร แม่น่าจะเชื่อกว่า ดีไม่ดีแม่จะได้คุยกับหมอแทน :30: :30:
บางคนเฟลมากเลยนะเรื่องไปหาหมอโรคจิตเนี้ย
ของเมืองนอกดูเหมือนเป็นหวัดก็ไปหายามากินนะ ไอการไปหาจิตแพทย์เนี้ย แต่บ้านเราคือคนบ้าแน่ๆ :59: :59: :59:
จิตแพทย์เฟร้ย เรียกหมอโรคจิต แม่งเสียหมด :30:
นั่นแหละ เหมือนครั่นเนื้อครั่นตัวเหมือนจะเป็นไข้ ก็ไปหาหมอไว้ก่อน อะไรแบบนั้น
บ้านเราขาดความรู้ความเข้าใจเรื่องนี้มากนะ
โรคประสาท โรคจิต ก็ไม่เหมือนกัน ที่สำคัญบางอย่างมันเป็นเรื่องของเคมีในสมอง
ซึ่งต้องใช้เคมีบำบัด จะมาใช้จิตใจเยียวยาไม่ได้
แล้วมีปัญหาแนวนี้เมื่อไหร่ คนไทยซุกไว้ในบ้านหมด :58:
ไว้บ้าก็ค่อยไปหาหมอโรคจิต :59:
เดี๋ยวตูพาไป :59:
ผมบ้าเพราะว่าสติไม่ดี ไม่ใช่เป็นคนไม่ดี ผมเป็นคนบ้าาาา :59:
มันก็น่ายอมแพ้นิดนึงนะ :3005: เพราะน้องมีสกิลทำหูทวนลมสูงมาก
แบบเจ้าตัวเค้าก็ไม่อยากรับรู้อะถ้าพูดด้วยตรงๆ ต้องปะเหลาะๆ :05:
ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะใครล่ะ คนเราเกิดมาหูทวนลมเองรึไง :59:
งั้นลองพูดน้อยๆ แต่เอาแต่ที่สำคัญๆ
พ่อขี้บ่นเหมือนกันเลยไม่ฟังทุกเรื่อง จะว่าหูทวนลมก็ใช่ แต่มันเยอะเกินอะ ไม่รู้ฟังตอนไหนดี :05:
จะพยายามเน่อ :37:
หลักการพื้นฐานเลยว่าใครจะมองเห็นโลกเป็นยังไง
หรือจะมีปฏิกิริยา ความคิดต่อเรื่องนั้นเรื่องนี้ที่เติบโตมาในชีวิตยังไง
อยู่ที่ครอบครัวและวัยเด็กนี่แหละ
ถ้าตอนเด็กๆเรามีพ่อแม่ครอบครัวยังไง
เราก็จะ Project ขยายความเข้าใจนั้นไปสู่โลกทั้งใบ
จริงๆข้อนี้ถ้ายกตัวอย่างสัตว์เลี้ยงจะเข้าใจง่ายขึ้น
หมามันก็จะเอาคนที่มันรู้จักใกล้ตัวที่สุด ก็คือเจ้านาย
ไป Project โลกทั้งใบว่าเป็นแบบนั้น-ว่ามนุษย์เป็นแบบนั้นหมด
เจ้าของเลี้ยงหมายังไง มันก็จะมองโลกเป็นแบบนั้น
เรามีคนรอบตัวในวัยเด็กยังไง มันก็จะขยายเป็นวิธีมองโลกของเราเมื่อตอนโตขึ้น
รวมถึงโรงเรียน สังคมวัยเด็กด้วยน่ะนะ แล้วก็เป็นพื้นฐานความคิดความเข้าใจ
ไปแทบจะตลอดทั้งชีวิต(ไม่ว่าเราจะรู้ตัวหรือไม่) หมายถึงพื้นฐานจริงๆนะ พื้นฐานโครงสร้างรวมๆ
เพราะรายละเอียดหลักๆอื่นๆอีกมากมาย มันก็ต้องมาเรียนรู้ หรือสร้างเอาใหม่ในตอนโตอยู่ดี
ยกตัวอย่างของคนแบบง่ายๆกว้างๆ ถ้าคนที่โตมาในครอบครัวที่พ่อแม่ใจดีครอบครัวน่ารัก
ก็จะไว้ใจหรือเชื่อใจคนได้ง่าย คิดว่าคนอื่นๆในสังคมก็จะดีกับเราแบบที่พ่อแม่ดีกับเรา ไว้ใจคนง่าย อะไรทำนองนี้เป็นต้น
สิ่งแวดล้อมในวัยเด็กก็มีส่วนอีกพอสมควร ลองสังเกตตัวเองดูก็ได้นะครับ
สิ่งต่างๆที่เราพบในวัยเด็ก มันอาจมีอิทธิพลหลายๆประการกับเราทุกวันนี้โดยที่เราก็ไม่ได้รู้ตัว
ในหนังฝรั่งเวลามีฉากจิตแพทย์ ถึงได้เป็นการนั่งคุยประวัติชีวิตวัยเด็กซะเป็นส่วนใหญ่
หรือการ์ตูนแบบ 20th Century Boy คือตัวอย่างที่ชัดมากของการเอา
หลักการทางจิตวิทยาอันนี้มาใช้ขยายเป็นเรื่องทั้งเรื่อง
ใครเรียนพวกนี้ช่วยมาคอนเฟิร์มด้วย อันนี้มั่วขึ้นมาเอง :30:
สำหรับจิตวิทยาตะวันตก ส่วนมากจะมองว่าวัยที่สำคัญที่สุดสำหรับชีวิตแล้ว
ถ้าโดยภาพรวมทางทฤษฎี เขาให้ความสำคัญกับ 5 ปีแรกของชีวิตว่าสำคัญมาก
เขาให้ความสำคัญมากกับวัยเด็กระยะนี้ เหมือนกับบรรไดแรกแห่งชีวิตก็ว่าได้
ทางพุทธศาสนาเปรียบพ่อแม่ว่าดุจพระพรหมของลูก
ที่กล่าวเช่นนั้นเพราะว่าความเชื่อสมัยนั้นกล่าวว่าพระพรหมเป็นผู้สร้างโลก
แต่เพื่อปรับความเข้าใจให้ดีที่สุด คำสอนทางพุทธจึงยกให้พ่อแม่ว่าเป็นพรหมของลูก
เพราะโลกทั้งโลกของลูกจะถูกสร้างสรรค์ด้วยความรัก ความใส่ใจ ความห่วงใยและความเกื้อกูลอย่างมีเหตุผลของพ่อแม่
พ่อแม่จะเป็นผู้ทำหน้าที่ปกป้องคุ้มครองด้วยความรักความใส่ใจต่อบุตรธิดา
พ่อแม่จึงเป็นผู้กำหนดรู้หน้าที่ตนว่าโลกของลูกควรประกอบด้วยอะไร ควรเป็นอย่างไร วิธีไหนดีที่สุด
สิ่งไหนที่ไม่ดีพ่อแม่จะปกป้องคัดกรองไม่ให้ลูกต้องประสบพบพาลกิดกั้นไว้ด้วยสติปัญญาความสามารถตนสุดกำลัง
สิ่งไหนที่ดีพ่อแม่จะพยายามคัดสรรปลูกปั้นและสร้างสรรค์ขึ้นไว้ด้วยสติปัญญาความสามารถตนสุดความพยายาม
นี่คือความหมายที่กล่าวว่าพ่อแม่คือพรหมของลูก เพราะเป็นผู้มอบโลกทั้งใบให้กับลูกตน
พ่อแม่จึงควรให้คำแนะนำเบื้องต้นสำหรับการใช้ชีวิตขั้นพื้นฐานในระยะเริ่มแรกของชีวิตลูก
ด้วยการขัดเกลาตามกระบวนการเรียนรู้ทางสังคม ดังนั้นแน่นอนว่าไม่ใช่ทั้งหมด ทุกเรื่อง
เพราะเมื่อลูกเจริญเติบโตขึ้นเท่าไหร ลูกก็จะเดินห่างไกลออกจกอ้อมอกของพ่อแม่ไปทุกขณะ
ลูกแต่ละคนจะก็ได้เติมเต็มช่องว่างของชีวิตตนให้สมบูรณ์ตามกระบวนการเรียนรู้ทางสังคม จากการสังเกต เลียนแบบ จดจำและฝึกกระทำตาม
ท้ายที่สุดก็จะค้นพบรูปแบบวิธีการของตนเองในกระทำพฤติกรรมต่าง ๆ
แน่นอนว่าสังคมเพื่อน ย่อมมีปฏิกิริยาต่อโลกของลูกเมื่อก้าวเข้าสู่สังคม พ่อแม่จึงควรให้คำแนะนำในการเลือกคบเพื่อนที่เหมาะสม
รวมไปถึงให้คำแนะนำที่เหมาะสมแก่ลูกเมื่อต้องคบหากับใครเป็นพิเศษ เพราะเพื่อนคือโลกของลูกที่ส่งผ่านทางกระบวนการขัดเกลาทางสังคมอีกใบ
จะเห็นได้ว่าบางครั้งอยู่กับพ่อแม่ลูกมีพฤติกรรมอีกแบบ
แต่เมื่อกลับเข้าสู่สังคมเพื่อนก็เป็นอีกแบบหนึ่งก็มี
บางครั้งพ่อแม่สอนดี แต่ลูกคบเพื่อนไม่ดีก็มี
บางครั้งพ่อแม่สอนไม่ดี ลูกอาจมองเห็นว่าไม่ควรเอาอย่าง เอาเป็นบทเรียนสอนใจทำให้ไม่ผิดซ้ำรอยพ่อแม่ก็มี
ฉะนั้นโลกของคนแต่ละคนบางครั้งไม่ได้ขึ้นกับพ่อแม่ ไม่ได้ขึ้นกับเพื่อน แต่ขึ้นกับตัวเขาเองก็มี
หรือบางรายก็ขึ้นกับกระแสสังคมก็มี ทั้งนี้เกิดจากการเรียนรู้ของเขา
การที่คนจะประจักษ์แจ้งในตนเอง(Self-Actualization) มันจึงขึ้นกับวุฒิภาวะของแต่ละคนด้วย
บางคนเป็นเด็กแต่ความคิดเป็นผู้ใหญ่มาก แต่บางคนเป็นผู้ใหญ่ แต่คิดได้เหมือนเด็กก็มี
ทั้งนี้มันขึ้นกับวุฒิภาวะทางจิตของคนเราด้วย
ส่วนตัวมองว่าอิทธิพลทางสังคมมีส่วนไม่น้อยต่อชีวิตของบุคคลต่าง ๆ ในสังคม
แต่หากใจคนมันไม่รับก็ยากอยู่ ฉะนั้นการขัดเกลาทางสังคมอย่างเดียวก็ไม่แน่จะรอด
หากควรคำนึงถึงการขัดเกลาทางจิตด้วย
พูดง่าย ๆ ก็คือต้องให้ผ่านกระบวนการขัดเกลาทางจิตสังคมไปด้วยพร้อมกัน
แล้วบุคคลจะบรรลุ Self-Actualization ในตนเองขึ้นมาได้
ดังนั้นที่บอกว่า "สิ่งต่างๆที่เราพบในวัยเด็ก มันอาจมีอิทธิพลหลายๆประการกับเราทุกวันนี้โดยที่เราก็ไม่ได้รู้ตัว
ในหนังฝรั่งเวลามีฉากจิตแพทย์ ถึงได้เป็นการนั่งคุยประวัติชีวิตวัยเด็กซะเป็นส่วนใหญ่
หรือการ์ตูนแบบ 20th Century Boy คือตัวอย่างที่ชัดมากของการเอา
หลักการทางจิตวิทยาอันนี้มาใช้ขยายเป็นเรื่องทั้งเรื่อง "
นั่นถือว่าเข้าใจถูกครับ แต่มันแค่ในระดับเบื้องต้นเท่านั้น
บางคนดีต้น แต่คบเพื่อนผิดชีวิตก็พินาศ ก็มี หรือหากจิตใจเขาเข้มแข็ง มีปัญญาจำแนกความเหมาะสมได้ก็ยับยั้งจิตใจตนไว้ได้
บางคนต้นร้าย แต่ได้กัลยาณมิตรคอยเตือนสติ ก็อาจทำให้ชีวิตเขาเจริญงอกงาม ขึ้นได้มาได้
บางรายต้นดี ปลายดีก็มี หรือต้นร้ายปลายร้ายก็มี
โอกาสมันเป็นไปได้ครับ ถ้าเป็นไม่ได้คงไม่มีกรณีที่เราเรียกว่า "โจรกลับใจ" จริงมั๊ย
ในหนังฝรั่งนั่นเขาทบทวนประวัติเด็กเป็นส่วนใหญ่ เพราะทำตามกระบวนให้คำปรึกษาทางด้านจิตวิทยา
แต่นั่นเป็นขั้นต้นของกลุ่มจิตวิเคราะห์(Psycho-analysis) ที่เรารู้กัน ความคิดนี้มาจาก ซิกมันด์ ฟรอยด์ นั่นเองครับ
ระยะหลังมีหลายวิธีวิทยาการในการให้คำปรึกษาที่พัฒนาขึ้นมาอีกมากมายหลายวิธี
(ไม่เคยดูการ์ตูน 20th Century Boy เคยดูหนังเรื่องนี้แต่ไม่ได้ดูถึงภาคสาม :35:)
:52:
:53:
แล้วพี่ถลอกล่ะ ?
อันนั้นอยู่ใน DNA เลยครับ
ขอขุดจู๋นี้หน่อยนะครับ
วันนี้ตีลูกไปหลายที
แต่คนที่เจ็บดันเป็นเราเอง...
ช่วงนี้บักตุลเป็นอะไรไม่รู้ครับ
ประมาณ 1 ทุ่มจะเริ่มงอแงแบบไม่มีเหตุผล
ประมาณว่า เราทำอะไรก็ผิดไปหมด..
ตัวอย่างเช่น จะปิดประตูบ้านก็ไม่ยอม เอาหัวมามุดกั้นไม่ให้ปิด ดึงออกมาก็ร้องไห้ทุรนทุราย
หรือแค่บีเดินไปเข้าห้องน้ำ ก็ลงมาดิ้นพราก ร้องไม่หยุด
ถอดเสื้อผ้าไปอาบน้ำนี่ตัวดีเลย แค่กาเกงดึงลงเท่านั้นแหละ ร้องไห้แบบแหกปากเป็นชั่วโมง
สังเกตดูจะเป็นตอนหัวค่ำก่อนเข้านอน และตอนตื่นนอนใหม่ๆ
เป็นมาได้ซัก อาทิตย์นึงแล้วครับ
วันนี้เลยตี...ตีที่ขาไปประมาณ 10 ที แรงมาก
พอปล่อยเดินไปหาบี เหมือนจะเจ็บมาก เดินไม่ไหว...เราเลยไปอุ้ม
เรากอดกัน แล้วเค้าก็ค่อยๆหยุดร้อง สะอื้นซักพักก็หลับบนบ่า
ไอ้เรานี่น้ำตาจะไหล
ไปหาข้อมูล เค้าบอกว่าเป็นช่วง terrrible 2
ช่วงอารมณ์แปรปรวน
ตอนเด็กเคยได้ง่ายๆ แต่ตอนนี้อาจจะต้องมีระบบมากขึ้น เลยหงุดหงิด ไม่ได้ดั่งใจ
ใครมีประสบการณ์ช่วงนี้ช่วยแชร์หน่อยนะครับ ว่ามีวิธีจัดการยังไงบ้าง
ไม่อยากตีอีกแล้ว..เจ็บจี๊ด
ณ รัก ไม่เคยเป็นแบบนี้นะ คือเป็นเด็กไม่โวยวาย ชักดิ้นอะไรแบบนั้น
แต่จังหวะดื้อ เหวี่ยงนี่เยอะ
วิธีเดียวที่จัดการได้ดีที่สุดคือต้องใจแข็ง จะทำอะไรทำไป
เราต้องทำเหมือนว่าไอ่ที่เขาทำน่ะ ไม่มีผลอะไรต่อการดำเนินชีวิตต่อ
แล้วเขาจะรู้สึกเองว่าทำไปก็ไม่มีประโยชน์
เพราะไอ้อาการต่อต้านนี่ ไม่ใช่ไม่เหนื่อยนะ เค้าไม่อยากทำหรอก
พอเหนื่อยแล้วเราก็ปลอบ ก็พูดดีๆ
แต่ต้องใจแข็งจริงๆ นะ อย่าใช้อารมณ์นะ มันทำร้ายกันมากกว่าการตีอีก ในบางอารมณ์
ตูยอมรับเลยว่า บางทีอดไม่ได้ ใช้อารมณ์กับลูก ต้องควบคุมเยอะ
ไม่งั้นลูกจะเป็นเด็กไม่กล้าพูดความจริง ไม่แสดงความรู้สึกจริงๆ
ง่วงหรือเปล่าครับ ปกติเด็กง่วงก็จะงอแงไร้เหตุผลเป็นธรรมดา
คือเด็กก็ไม่เข้าใจตัวเองด้วยว่าง่วง
โอ้ย ยิ่งเป็นอยู่ที่บ้านยิ่งง่ายใหญ่เลย
ปล่อยให้ชักดิ้นชักงออยู่นั่นแหละ ไม่ต้องไปสนใจ
พอเหนื่อยเดี๋ยวก็เลิกเอง และคราวหลังก็ไม่อยากทำแล้วเพราะเหนื่อยฟรี :30:
จากคนไม่เคยมีลูก แต่เลี้ยงหลานวัยนี้มาสามสี่คนแล้ว
เด็กอาจจะติดคนใดคนหนึ่งหรือเปล่าครับ
เช่น ปรกติป่าป๊าจะอาบน้ำให้ตอนเย็นตลอด ก็จะไม่ให้คนอื่นอาบให้เลย
หรือแบบเวลาจะออกไปข้างนอก หลานก็จะมาอ้อนให้พี่สะใภ้พาอุ้มหรือพาเดินข้างนอกตลอด จะไม่มาง้อหรือมาป้วนเปี้ยนกับป่าป๊าเลยเพราะรู้ว่าป่าป๊าไม่พาออกแน่ แล้วแบบจังหวะนั้น คนผิดไปทำ เช่น พ่ออาบประจำ แต่ครั้งนี้เป็นแม่ เลยร้อง หรือ แม่พาออกเดินเล่น คราวนี้พ่อ ไรงี้
เมื่อวานเป็นครั้งแรกเลยที่หลาน สองขวบนิดๆ อยู่ดีดี พอไม่พอใจ ร้องไห้แล้วก็ร้องว๊ากกกกกก แบบไม่พอใจ
ทุกทีแค่ถ้าไม่ได้ดังใจจะร้องไห้เฉยๆ ครั้งนี้มาแปลก :44:
ไปเที่ยวกับออฟฟิศ ลูกของพี่ที่ออฟฟิศคนนึงจะไม่ชอบให้แม่ใส่ชุดว่ายน้ำ เห็นปุ๊ปแหกปากร้องลั่นเลย แต่พอมันได้ลงเล่นน้ำมันก็เงียบไปเอง :37:
เป็นเหมือนออยอิชิเลยครับ
มันแปลกกว่าปกติมาประมาณอาทิตย์นึงแล้ว เลยคิดว่ามันมีอะไรผิดปกติอะไรรึเปล่า
ช่วงหนักๆคือช่วงประมาณทุ่มนึง สาเหตุก็คิดเหมือนป๋าณตเลยครับ ว่ามันง่วง ก็ไม่ได้คิดว่าผิดปกติอะไรมาก
แต่ช่วงตื่นนอนใหม่ๆ ปกติจะไม่เป็น จะอารมณ์ดีด้วยซ้ำ
แต่หลังๆนี่งอแงตลอด แบบลืมตาขึ้นมาเห็นหน้าเราก็ฟึดฟัดๆ ร้องไห้ เอาหัวโขกกำแพง
ตอนถอดเสื้อผ้าอาบน้ำนี่สุดๆเลย ข้างบ้านนึกว่าเราทรมานเด็ก
แต่ก่อนไม่เคยเป็น อาทิตย์นี้สุดยอดเลย
ต่อไปคงไม่ตีแล้วครับ
คงต้องทำใจแข็งอย่างลุงร่มว่า ...ถ้าผ่านไปได้ นอกจากบักตุลแล้ว พ่อแม่มันคงเป็นคนที่ควบคุมอารมณ์ได้ดีขึ้นมาก....ฮึบ สู้ๆ
คือเคยปล่อยไป ให้ชักดิ้นชักงอไงก็ไม่สน ตอนนั้นดูหลานคนเดียว
สุดท้ายกลายเป็น หลานไปหาทางออกอื่น ไม่ร้องไห้ละ ไปรื้อของแทน รื้อซะเละ
อีรอบนี้ถ้าทำเฉยๆ ไงเราก็ต้องเก็บใช่มะ เลยตีซะ :30:
พอตีเสร็จก็สงสารแหละ แล้วก็กลับมาช่วยกันเก็บของที่รื้อโดยให้เหตุผลว่า เดี๋ยวเจ็กออยเลี้ยงไอติมวอลล์ เอากี่แท่ง ก็ชูนิ้วสองแท่ง แล้วก็ช่วยกันเก็บจนเสร็จ พูดง่ายๆคือ หาทางหลอกล่อให้ไปทำอย่างอื่นแทน แทนที่จะร้องไห้หรือรื้อข้าวของ ชวนเล่นอย่างอื่น :27:
โอ้ว เป็นวัยที่เด็กกำลังเริ่มต่อต้าน
อีกสักพักเตรียมตัวเจอบ้างล่ะตู
เหมือนเมื่อก่อนเคยดูรายการที่มีนักปรับพฤติกรรมการเรียกร้องความสนใจของเด็กมาออกอ่ะ
เป็นรายการฝรั่ง อันนั้นก็ดีนะ
:46:
ใช่ๆๆ รายการดีมาก
พิธีกรชื่อซีซ่า เก่งมากเลยนะครับ
เออ แต่สงสัยเรื่องตีอ่ะ ว่าทำไมถึงตั้งอกตั้งใจว่าจะไม่ตีอีกแล้ว :09:
ตูมองว่าการตีมันก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไรนะ คือตีแต่พอให้รู้ว่าถูกทำโทษ ไม่ใช่เฆี่ยนจนแตกเป็นทางนิ่
ยิ่งเด็กตัวแค่นี้ โดนไปเบาๆ แปะนึงก็ร้องลั่นบ้านแล้ว(ร้องเพราะโดนทำโทษน่ะ ไม่ได้ร้องเพราะเจ็บ)
แต่ที่สำคัญคือตีแล้วอย่าปิดท้ายด้วยการโอ๋ก็แล้วกัน อยากร้องก็ปล่อยให้ร้องไป
อ้างคำพูดจาก: Ah! เมื่อ 22 ต.ค. 2012, 10:37 น.
ใช่ๆๆ รายการดีมาก
พิธีกรชื่อซีซ่า เก่งมากเลยนะครับ
ใช่ครับๆ อีตาลุงคนนี้คุยกับเด็กเก่งมาก
เด็กคนไหนว่าดุๆ เจอแกนี่จ๋อยไม่กล้ากัดเลย
อ้างคำพูดจาก: Ah! เมื่อ 22 ต.ค. 2012, 10:37 น.
ใช่ๆๆ รายการดีมาก
พิธีกรชื่อซีซ่า เก่งมากเลยนะครับ
เดี๋ยวนะ
ซีซ่า มิลาน รึเปล่า ....
ถ้าใช่ ...
นั่นมันนักปรับพฤติกรรมสุนัขแล้ว !!!! :59:
อันนี้มันเป็นคล้าย ๆ นักจิตวิทยาหลาย ๆ คนอ่ะ เป็นชายก็มีหญิงก็มีอ่ะ
ช่องฟรีทีวีบ้านเราเคยเอามาออก ช่วงวันหยุดนักขัตฤกษ์อ่ะ
เกือบจะได้สาระอยู่แล้วเชียว :30:
ปล. พี่เต้ยลองสังเกตดีๆ ว่าตุลคุยกับใครตอนอยู่คนเดียวหรือป่าว.. ไม่แน่นะ อาจจะมีอะไรในบ้านก็ได้ :47:
เลยกลายเป็นรายการคนอวดผีไปซะแระ
:46:
บักบวบพูดขึ้นมาก็ขอเล่าเรื่องนึง
ช่วงเดือนที่แล้วบักตุลมีอาการอย่างนึงครับ
ตอนกลางดึกจะลุกขึ้นมานั่ง แต่หลับตานะ
แล้วชี้ไปทางประตู ..เป็นอย่างงี้ประมาณ 3 วันติดๆ แม่มันหลอนไปเลย (แต่พ่อมันนอนหลับสนิท)
วันที่ 4 บีมาเล่าให้ฟัง บอกว่าถ้าคืนนี้ลุกมาอีกจะปลุกมาดูด้วยกัน เพราะไม่ไหวแล้ว
จากนั้นอาการนี้ก็หายไปเลย
เรื่องตี..ตอนแรกคิดว่าจะตีชุดใหญ่ ให้เค้าจำได้
แล้วต่อไปจะอ้างว่า ถ้าทำอีกจะตีอีก.....หวังว่ามันจะจำได้นะ
อีกอย่างคือ ตอนตีเนี้ยทรมานใจคนตีเหลือเกิน :05:
แหม เด็กตัวแค่นี้ ไม่ใช่คอมนะครับที่ป้อนข้อมูลครั้งเดียวแล้วจำได้เลย
ตีแล้วปวดใจ เปลี่ยนเป็นดีดไข่เลยครับ
มีแต่พ่อบ้านมาตอบ :47:
พี่โอ :30:
แสดงว่าผีมาบ้านแค่สามวันเองเหรอ
จริงๆ มีผีในบ้านตั้งแต่แรกแหละ
แต่บักตุลคงเพิ่งรู้ว่าเป็นผี :47:
ได้อ่านแล้วก็สบายใจขึ้นนะฮะ :47:
อ๋อ คือคืนที่สี่ก็เข้ามาสิงตุลแล้วไง
หลังจากนั้นเลยดื้อเลย
โหย เจ๋งจัง :25:
อ๋อ อย่างงี้นี่เอง
แล้วหน้าตามันก็ไม่แสดงออกด้วยนะว่าผีเข้า :30:
หลานเราก็เป็นแถมเป็นดึกกว่าเต้ยด้วย ประมาณเที่ยงคืนร้องแบบไม่มีเหตุผล
บอกว่าจะออกไปเล่นกับพี่ ตอนเที่ยงคืนซึ่งหลานเป็นเด็กในบ้านคนเดียว
แม่มันหลอนกว่าบีอีก :30: :30: :30:
:3005: น่ากลัวว่ะ
พี่เต้ยลองหา Super nanny มาดูมั้ยคะ
ใน youtube ก็มี
มิ้นชอบดูนะ ปรับพฤติกรรมเด็ก เป็นอะไรที่พ่อแม่ต้องเจออะ
อย่างน้อยก็เคสใดเคสหนึ่ง
ปล ตัวเองไม่คิดว่าจะมีลูก หรืออยากมีลูกนะ ชอบดูเฉยๆ เอาไว้เลี้ยงหลาน :47:
ออกตัวแรงนะ :47:
:30:
เลี้ยงหลานมา ๒ คนแล้ว เวลาจะตีจะขอมันตีตรงๆ คือเวลาเด็กมันดื้อนี่เราก็ปรี๊ดละนะ
ถึงตอนนั้นต้องกดความปรี๊ดตัวเองลง ให้นิ่งสุดๆ แล้วค่อยๆ บอกกับเด็กๆ ว่า นี่หนูทำผิดแล้วนะ ครั้งที่ ๑ หยุด และอย่าทำอีก
ปกติก็จะหยุด แต่ถ้ายังมีครั้งที่ ๒ ก็จะบอกว่า ป้าบอกไปแล้วนะ ยังทำอีก ถึงเตือนแล้วจะหยุด แต่ครั้งนี้ต้องขอตี จะให้ตีตรงไหนก็ยื่นมา
มันก็จะยื่นมือมากันเอง แล้วพี่ก็ตี และตีแรงด้วยนะ แต่จะไม่ตวาดด้วยอารมณ์อะ
ต้องเป็นเด็กยังไงนะ ถึงจะกล้าดื้อกับแอ้ :44:
The Hulk นั่นป้าแอ้เลี้ยงมากับมือนะครับ
:42:
แปลกมากครับ
ตั้งแต่วันที่ตุลผีเข้า แล้วโดนตีชุดใหญ่ จากนั้นก็งอแงน้อยลงเรื่อยๆ
เหลือแค่ตอนถอดเสื้ออาบน้ำละที่ยังลีลาเยอะอยู่
ต้องหาทางหลอกล่อ ไปดูแมงมุมจิ้งจก ถึงจะยอมไป
ตุลผีเข้า :55:
พาไปวัดก็หายเลยใช่ไหม :59:
ใช่ครับ :42:
นี่พูดจริงใช่ไหม :05:
ผีเข้าพ่อมันแล้ว :05:
อ้างคำพูดจาก: เจนภพ เมื่อ 25 ต.ค. 2012, 17:49 น.
ต้องเป็นเด็กยังไงนะ ถึงจะกล้าดื้อกับแอ้ :44:
:30:
:07:
:4605: