คิดแล้วคิดอีกก็เลยตั้งห้องใหม่เลยนะครับ :46:
โปรเจกนี้ทำส่งประกวดของ World Camera หัวข้อ emotional fashion
ซึ่งตกรอบไปเรียบร้อย :30:
ได้พี่ stylist พี่นิกส์ เป็นรุ่นพี่ปี 3 สาขาออกแบบแฟชั่นคณะเดียวกันมาช่วยดูเรื่องเสื้อผ้าให้
แล้วก็ได้นางแบบ พี่อะตอม สาขาสารสาร นิเทศ ปี4 เป็นนางแบบ ((มองผ่านๆเหมือนผู้หญิงจริงๆเลย))
คอนเซปนี้ได้ไอเดียจาก โฆษณาเนเจอร์กิฟอันที่มันเดินๆแล้วโพสเวอร์ๆในร้านข้าว :30:
แบบว่ามั่นใจในทุกสถานที่
shot แรกเลยเป็นชอปปิ้งกลางตลาดนัด
(http://sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-snc4/hs094.snc4/36042_164271556918956_100000083372088_537026_4014327_n.jpg)
นัดวันถ่ายวันที่มีตลาดนัดจริงๆครับ คนนี่แหวกเป็นทางเพราะคิดว่าดารามาถ่ายแบบ :30:
ลุงๆป้าๆที่ขายของใจดีมากให้ยืมสถานที่หน้าร้านถ่ายได้เต็มที่
ไปยืนถ่ายแย่งที่ขายของเค้าก็ได้ แกบอกว่ามาถ่ายแล้วคนจะได้มาเยอะๆขายของดี :30:
(http://sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-ash2/hs056.ash2/36140_164271680252277_100000083372088_537029_5871279_n.jpg)
ที่สำคัญนางแบบโพสเก่งมาก ไม่มีเขินอายอะไรเลยจัดเต็มหมด :30:
(http://sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-ash2/hs056.ash2/36140_164271683585610_100000083372088_537030_605747_n.jpg)
ใบนี้เป็นใบที่ส่งครับ
(http://sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-snc4/hs116.snc4/36140_164271686918943_100000083372088_537031_3200679_n.jpg)
ปัญหาอย่างเดียวคือ
นางแบบใส่สันสูงแล้วแกเลยสูงมากกกกก เดินยากโพสยากเพราะมันไปชนร่ม
(http://sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-snc4/hs096.snc4/36140_164271690252276_100000083372088_537032_1483482_n.jpg)
พอถ่ายไปสักพักก็ไม่ค่อยมีคนสนใจเริ่มเป็นธรรมชาติมากขึ้น ก็สบายเราเลย
(http://sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-snc4/hs096.snc4/36140_164271693585609_100000083372088_537033_1352454_n.jpg)
(http://sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-snc4/hs096.snc4/36140_164271696918942_100000083372088_537034_1142735_n.jpg)
shot ต่อไป เดินทาง
นึกภาพไว้ว่าเป็นรถเมลล์แน่นอน แล้วพี่สไตลิสจัดชุดมาให้ถูกใจมาก :30:
ใบนี้คือภาพที่พี่สไตลิสอยากได้ครับ
(http://sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-ash2/hs056.ash2/36140_164271700252275_100000083372088_537035_3312346_n.jpg)
ตอนคุยกับสไตลลิส คุยกันเยอะมากๆ
ทั้งเรื่องสถานที่ อารมณ์ แสงสี เพื่อที่เค้าจะได้ไปลองหาชุดได้ถูก เหนื่อยเกินคาด :08:
(http://sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-snc4/hs096.snc4/36140_164271703585608_100000083372088_537036_7807970_n.jpg)
ใบนี้คนถือแฟลชเสี่ยงตายมาก
เลยถ่ายไม่กี่รูปครับ
(http://sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-snc4/hs116.snc4/36140_164271706918941_100000083372088_537037_5530313_n.jpg)
ใบนี้ใช้แฟลชแบบจากพื้นขึ้นไปหาแบบแทนแบบปกติที่ยิงระดับสายตาหรือบนหัว
ร่มช่วยกระจายได้ดีมากเลย ปลื้ม :05:
(http://sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-snc4/hs096.snc4/36140_164271710252274_100000083372088_537038_7394397_n.jpg)
และแล้วรถเมลล์ก็วิ่งรับผู้โดยสารจริงๆครับ
แต่ไม่มีใครกล้ามานั่งด้านหลังเลย :30:
(http://sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-snc4/hs359.snc4/44255_164271893585589_100000083372088_537039_2178668_n.jpg)
ใบนี้เป็นใบที่ส่งครับ
(http://sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-snc4/hs379.snc4/44255_164271900252255_100000083372088_537041_296622_n.jpg)
(http://sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-snc4/hs379.snc4/44255_164271903585588_100000083372088_537042_3993478_n.jpg)
ภาพสั่นจากที่รถเมลล์มันสั่นครับ
ก็ได้อารมณ์แปลกๆไปอีกแบบ
(http://sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-snc4/hs379.snc4/44255_164271906918921_100000083372088_537043_7191999_n.jpg)
shot ต่อไปกินข้าว
พอดีมีปัญหาเรื่องนัดเวลากับนางแบบเพราะพี่เค้าจะรีบกลับ
แล้วร้านข้าวที่คิดไว้เลยไม่ได้ไป เพราะที่คิดไว้คือเป็นร้านข้าวแบบโทรมๆหน่อย
แถมถ่ายยากเกินคาด เพราะต้องรีบทำเวลาให้นางแบบด้วย
(http://sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-snc4/hs379.snc4/44255_164271910252254_100000083372088_537044_7650289_n.jpg)
เรื่องท่าโพสๆหลักๆผมเป็นคนคิดครับแล้วนางแบบก็ประยุกต์เองอีกที
เลยทำงานง่ายมากกกก จริงๆในคอนเซปนี้ไม่ได้พี่คนนี้ คงไม่มีคนยอมมาถ่ายแน่ๆ :05:
(http://sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-snc4/hs359.snc4/44255_164271916918920_100000083372088_537045_2432012_n.jpg)
shot นี้เป็น shot ที่ไอเดียตันครับ
เลยต้องแถเป็นห้องสมุดไว้ก่อน ค่อนข้างหลุดธีมมาก
เวลาถ่ายก็กดดันมากๆ เพราะต้องแข่งกับเวลา ระวังเรื่องเสียง คิดมุม คิดแสง ฯลฯ
แล้วผมก็กลัวนางแบบจะเบื่อมากๆ เพราะเรียกเค้ามาถ่ายหลายวัน
ต่างคนก็ต่างเหนื่อยจากโปรเจกปลายเทอม แล้วมาถ่ายรูปต่อกันอีกแทบแย่
(http://sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-ash2/hs179.ash2/44255_164271920252253_100000083372088_537046_3175515_n.jpg)
(http://sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-snc4/hs359.snc4/44255_164271923585586_100000083372088_537047_2945670_n.jpg)
ใบนี้เป็นใบที่ส่งครับ
(http://sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-snc4/hs379.snc4/44255_164271926918919_100000083372088_537048_4485784_n.jpg)
shot ทำงานเป็นแบบถ่ายเผื่อไว้ครับแต่ก็ไม่ได้ใช้ส่ง
(http://sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-ash2/hs125.ash2/39600_164272066918905_100000083372088_537050_3130863_n.jpg)
(http://sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-ash2/hs125.ash2/39600_164272073585571_100000083372088_537052_8277568_n.jpg)
ปาดด :25:
(ไม่ใช่พันทิป :07:)
ที่ผ่านมา shot 4 4 วันทำให้รู้ว่าช่างภาพต้องทำให้ได้มากกว่าถ่ายรูป :30:
shot สุดท้ายออกจากบ้าน ได้มาแบบฟลุคๆ
เพราะทาง world camera เค้าขยายเวลาพอดี ครั้งนี้ดีหน่อยเพราะไม่มีแรงกดดันจากการบ้านแล้ว
แต่เรื่องชุดมีปัญหาเพราะพี่สไตลิสไม่ว่างซะแล้วก็เลยตามบุญตามกรรมครับ
ใบที่ส่งครับ
(http://sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-ash2/hs125.ash2/39600_164272076918904_100000083372088_537053_2400340_n.jpg)
ถ่ายใบข้างบนเสร็จอาม่าก็เปิดประตูมาทักเลย :30:
แกนึกว่ามีคนมาหา เลยขออนุญาตแกอีกทีก็เรียบร้อย
(http://sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-snc4/hs265.snc4/39600_164272080252237_100000083372088_537054_2014648_n.jpg)
ครั้งนี้ทำเวลาดีมากจนเลิกเร็วเกินไป แล้วนางแบบก็เครื่องติดแล้วเลยไปถ่ายเล่นกันแบบไม่มีคอนเซปละครับ :30:
(http://sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-ash2/hs125.ash2/39600_164272086918903_100000083372088_537056_1447082_n.jpg)
(http://sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-snc4/hs245.snc4/39600_164272090252236_100000083372088_537057_3502159_n.jpg)
(http://sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-snc4/hs265.snc4/39600_164272093585569_100000083372088_537058_8208276_n.jpg)
แอคติ้งกระเทยมาก นางแบบ :30:
ก็นั่นมันนายแบบ :30:
ถ่ายแต่ละรูปมีคนยืนดูเพียบ :30:
(http://sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-snc4/hs245.snc4/39600_164272096918902_100000083372088_537059_1304240_n.jpg)
หมดรูปแล้วครับ
ใบนี้ถ่ายใสๆให้นางแบบ
(http://sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-snc4/hs024.snc4/33557_164272150252230_100000083372088_537060_5269050_n.jpg)
ตกรอบอีกแล้ว :05:
รู้สึก fail ก็ fail อยู่เพราะหวังลึกๆว่าน่าจะติด 20 คนสุดท้ายก็ยังดี
อยากให้ที่บ้านเค้าภูมิใจได้มั่งและเป็นการบอกว่าไม่ได้เอากล้องมาใช้ไร้สาระ แล้วดีแต่จะเสียเงินออกทริปไม่ก็รับงานฟรี :05:
แต่ก็ปลื้มมากๆเหมือนกัน ที่อัลบั้มนี้เสร็จจนได้
ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาชมมากๆนะครับ :53:
อ้างคำพูดจาก: เบลซ่าป่วนโลก เมื่อ 06 ต.ค. 2010, 05:04 น.
แอคติ้งกระเทยมาก นางแบบ :30:
เอาน่า ได้ถ่ายก็บุญแล้ว :05:
ตูก็อยากถ่ายไร้สาระได้แบบนี้บ้างนะ :3005:
:25: :25: :25: :25: :25: :25:
:45: :45: :45: :45: :45: :45:
ขอปรบมือให้ในความตั้งใจมากๆครับ
ไม่มีความรู้เรื่องแฟชั่นเลย แต่เห็นชาร์ปคิดเรื่องบริบทเยอะมาก ซึ่งน่าสนใจมากกกกก
แต่พอออกมาเหมือนจะเน้นนางแบบซะเยอะ บริบทที่ว่าไว้เลยไม่โดดเด้ง (อันนี้ความเห็นตูคนเดียวนะ เพราะตูไม่ชอบถ่ายคน)
แบบบนรถเมล์น่ะ ถ่ายขณะรถวิ่งกับไปถ่ายที่อู่รถมีค่าเท่ากันเลย ตูชอบภาพที่มันสั่นๆเพราะรถวิ่ง ดูเหมือนบริบทจะมีผลต่อภาพ
อะลุยต่อ ชอบๆๆคิดเยอะดี
เจ๋งๆ :12:
แต่ชุดที่ถ่ายกับแฟลตนี่ยังไม่เริ่ดพอล่ะ เลยดูไม่คอนทราส
ห้องสมุดนั่น หมดมุกจริงด้วย หลุดคอนเซ็ปไปเลย
ชอบคอนเซ็ปต์แบบนี้มากๆ เท่ห์ดีอะ
แต่ก็นะ ถ้าไม่ใช่นางแบบคนนี้ คงหายากแล้วแหละที่จะกล้าไปโพสต์ท่าตามที่ต่างๆ ขนาดนี้
:25:
เป็นการเริ่มต้นที่ดี แต่ข้อผิดพลาดก็ยังมีให้เห็น อีกอย่างที่ชาร์ปลืมมองคือเรื่องสี ฉาก เสื้อ นางแบบ เมคอัพ เป็นอีกเรื่องที่ต้องใส่ใจ
ทำยังไงให้มัน คอนทราสที่สุด
งานนี้ถือว่าโชคดีมีสไตล์ลิสต์ มีนางแบบโพสท่าเก่งๆ
ส่วนตัวนะ (เดา)
พี่ว่ามันไม่เข้ากับธีม emotional fashion
emotional มันเป็นการสื่ออารมณ์มากกว่าที่จะไปเน้นเสื้อผ้า เพราะฉะนั้น เสื้อผ้าน่าจะจืดเข้าไว้
ทำยังไงก็ได้ให้หน้านางแบบ สื่ออารมณ์ให้มันเด้งมากที่สุด
เข้าใจว่าร้อนวิชา อยากลอง พี่เลยไม่ได้เข้าไปห้าม ให้ลองด้วยตัวเองดู
รอดูงานที่เข้ารอบละกัน ว่าเขาจะออกมาในทิศทางไหน
แล้วเก็บมันไว้เป็นครูละกันนะ :12:
พึ่งเห็นว่าฟางเข้ารอบ (รุ่นพี่อาท) อืม นั้นแหละ emotional ไม่ต้องเน้นเสื้อผ้า เน้นแค่หน้านางแบบ อารมณ์ ฟิลลิ่ง
http://www.pixpros.net/forums/showthread.php?t=49936 (http://www.pixpros.net/forums/showthread.php?t=49936)
น่าจะส่งเซ็ตนี้แหงมๆ
อ้างคำพูดจาก: อู๋ เมื่อ 06 ต.ค. 2010, 10:00 น.
พึ่งเห็นว่าฟางเข้ารอบ (รุ่นพี่อาท) อืม นั้นแหละ emotional ไม่ต้องเน้นเสื้อผ้า เน้นแค่หน้านางแบบ อารมณ์ ฟิลลิ่ง
http://www.pixpros.net/forums/showthread.php?t=49936 (http://www.pixpros.net/forums/showthread.php?t=49936)
น่าจะส่งเซ็ตนี้แหงมๆ
เจ๋งๆ :25a:
เดี๋ยวลองมุมแบบนี้บ้าง :53:
เป็นแนวที่ไม่ถนัดเลย :30: :30: :30:
น้องในชมรมติด 20คน นี้ด้วย
เจ้าตัวพอใจแล้ว แต่คนในชมรมก็ยังเชียร์ให้ไปได้ลึกกว่านี้ :22:
สำหรับคนที่ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับการถ่ายภาพ :30:
มีความรู้สึกว่า
ภาพสวยแต่ ยังไม่เห็นถึง Emotion อ่ะชาร์ป
ไม่เห็นสีหน้า แววตา ท่าทางที่สื่ออารมณ์สอดคล้องร่วมกันอาภรณ์ที่สวมใส่
โจทย์ Emotional Fashion ยากอ่ะ
ความรู้สึกพี่แย้งกับอู๋นิดนึง ตรงที่พี่เข้าใจเอาเองว่า
น่าจะต้องโดดเด่นทั้งการสื่ออารมณ์ และต้องขายเสื้อผ้าได้ด้วย ต้องไปคู่กัน
เคยดูพวกรายการ Next Top Model
ได้เห็นรูปที่ได้ทั้งหน้าตา ท่าทาง สื่ออารมณ์
แต่ชุดที่สวมก็ไม่ได้ดูด้อยไปกว่ากัน
สรุปว่า ยากชิบหอย :3005:
จริงๆใน set นี้ที่พร้อมที่สุดมี shot ตลาดอย่างเดียว :47:
นอกนั้นเป้นปัญหาที่ สไตลิสไม่พร้อม นางแบบต้องรีบกลับบ้าน ผมต้องรีบไปปั่นโปรเจกปลายเทอม
มันเลยกลายเป็นถ่ายตามบุญตามกรรมมาก ยังไงก็ได้ขอให้เข็นให้เสร็จก็ยังดี
ตอนแรกที่ส่ง set นี้ก็ไม่มั่นใจเหมือนกัน
กะส่ง Chill Out ไปเสริมด้วย http://rpashpix.multiply.com/photos/album/59/_Chill_Out_ (http://rpashpix.multiply.com/photos/album/59/_Chill_Out_)
แต่ตังหมดไม่มีค่าปริ๊นรูป :3005:
เพราะเรื่องอารมณ์มันดีกว่า แล้วไอ้ 18-105mm ผม ผมไม่มั่นใจว่าจะทำอารมณ์ได้ดีเท่า
30mm 85mm มั้ยเพราะรู้สึกเดฟเบลอๆกับเดฟแข็งๆอารมณ์ภาพต่างกันมาก
เหมือนชุด UNTITLE http://rpashpix.multiply.com/photos/album/58/_UNTITLE_ (http://rpashpix.multiply.com/photos/album/58/_UNTITLE_)
สรุป
ไม่พร้อมอะไรเลยด้วยประการทั้งปวง :30:
ไว้รอบหน้าลองใหม่
อ้างคำพูดจาก: อู๋ เมื่อ 06 ต.ค. 2010, 10:00 น.
พึ่งเห็นว่าฟางเข้ารอบ (รุ่นพี่อาท) อืม นั้นแหละ emotional ไม่ต้องเน้นเสื้อผ้า เน้นแค่หน้านางแบบ อารมณ์ ฟิลลิ่ง
http://www.pixpros.net/forums/showthread.php?t=49936 (http://www.pixpros.net/forums/showthread.php?t=49936)
น่าจะส่งเซ็ตนี้แหงมๆ
set นี้แหละครับพี่
ตอนแรกนัดนางแบบอีกคนมาถ่ายอะไรประมาณนี้เป็นแผน 2 กันset ของพี่อะตอมไม่ว่าง
แต่นางแบบเมาไม่ตื่น อีกทีก็ไปงานศพเพื่อน :37: แม่โว้ย
:01: งั้นให้ๆเขาไปเถอะ
เออ นึกตามพี่ติ้กแล้วก็ถูกนะ
เพราะ fashion คือการขายเสื้อผ้า
แตู่ดูจากงานที่เข้ารอบแล้วมัน portrait ชัดๆ :05: :05:
---------------------------------------
http://gallery.worldcamera.co.th/webboard_view.php?qid=1887&hit=1 (http://gallery.worldcamera.co.th/webboard_view.php?qid=1887&hit=1)
กรรมการมีปัญหาแล้วครับ ใครตัดสินวะ :08: :08: :08:
เฮ่ย นั่นภาพที่เข้ารอบเหรอ :08:
ใครเป็นกรรมการวะ :08: โคตรเคือง
รับไม่ได้..... มากๆ...............
ก๊าก กาก :30:
นี่ผมแพ้เค้าหรอ :05:
โคตร เหี้ยมมเลย พูดจริงๆ นี้จะมีไปแสดงงานที่พาราก้อนอีกนะ :13:
ดีใจเหอะชาร์ปที่งานไม่ติดการประกวดมาตฐานแบบนี้ :08:
งานแบบนี้ตูเอาตูดคีบกล้องถ่ายยังได้เลยมั้ง ก๊าก กาก :05:
กูเคือง :07: :07: :07: :13: :13: :13: :13:
ไปเม้นละ :30:
ของชาร์ปหลายรูปดีเลยนะ เลยเข้าไปดูแบบตั้งความหวังว่า รูปที่ผ่านมันต้องแบบเมพมากๆ :30:
โผล่มา รูปไรไม่รู้ อัปปรีย์มากนี่แข่งกันแล้วเรอะ :30:
อิเบลเกรียนได้อีก :30:
:30:
เกรียนได้แสบมาก :30: :30:
แต่งานที่เอามาลง นี้ล้อเล่นใช่มั้ย :08: :07: :13:
มาตอบช้า แต่คิดเหมือนพี่ติ๊กคือถ้ามีคำว่าแฟชั่น
ก็ต้องขายเสื้อ ผ้า หน้า ผม เครื่องประดับ
ส่วนอันที่ผ่านเข้ารอบบางอัน :01:
เข้ามาเคืองด้วยคนครับ :07: :07: :07:
ยังไม่หายเคืองจริงๆนะเนี่ย เป็นงานที่แบบอะไรวะสับสน :30:
วันนี้ผมนั่งคิดแล้วจริงแบบพี่ติ้กว่าครับ :46:
คำว่าแฟชั่น จริงๆคือขายเสื้อผ้า + เครื่องประดับ
แต่คนไทย(ส่วนมวากกกก) เข้าใจ
และสบสนไปกับคำว่า portrait
จริงและ portrait คือการเน้นตัวแบบเป็นหลัก fashion คือเน้นเสื้อผ้า
แต่ไม่เข้าใจที่เขาประกวดงานนี้ต้องการอะไรกันแน่
ถึงจะอย่างใดอย่างนึงก็เถอะ ไอ้ที่เข้ารอบบางคนนี้มัน :08: :08: :08:
กรี้ดดดดดดดดดดดด
เข้าไปดูรูปที่เข้ารอบแล้วแบบว่า
นี่มันหัวข้อ Emotional Fashion จริงๆ หรือนี่ :0705:
....ช่างแม่มเหอะชาร์ปเอ๊ยยยย :01:
ไม่รู้ใช้อะไรตัดสินนะ แต่คงไม่ใช่รสนิยม เพราะไม่น่าจะมี :37:
(http://gallery.worldcamera.co.th/filemanage/ba/12284.jpg)
:05:
อีโมชั่นน่อล มาก มาก อิมแพคสุดๆ
เห็นแล้วอยากสวมใส่อาภรณ์เยี่ยงแบบสุดๆ :3005:
(http://gallery.worldcamera.co.th/filemanage/ba/12283.jpg)
ภาพน้องที่ชมรม :47:
รมควันกันหัวเน่าเลย :30:
แต่ละภาพสุดยอด ลงหนังสือแฟชั่นคงจะขายดีเป็นเทน้ำเทท่า :45:
เสื้อยืดหนูอรในเซ็ท :+: Chill Out :+: ของชาร์ป ยังดูน่าใส่กว่าอีก :30:
อารมณ์ของภาพมันทำให้เสื้อดูน่าใส่
แต่ยังตัดสินใจซื้อไม่ได้ เพราะเห็นดีเทลน้อยไปหน่อย :25:
contrast กันอย่างชัดเจน
งานที่ดีก็ดีเลิศ งานที่ไม่ได้เรื่องก็ไม่ได้เรื่องจริงๆ :08:
อ้างคำพูดจาก: อู๋ เมื่อ 06 ต.ค. 2010, 23:09 น.
วันนี้ผมนั่งคิดแล้วจริงแบบพี่ติ้กว่าครับ :46:
คำว่าแฟชั่น จริงๆคือขายเสื้อผ้า + เครื่องประดับ
แต่คนไทย(ส่วนมวากกกก) เข้าใจ
และสบสนไปกับคำว่า portrait
จริงและ portrait คือการเน้นตัวแบบเป็นหลัก fashion คือเน้นเสื้อผ้า
แต่ไม่เข้าใจที่เขาประกวดงานนี้ต้องการอะไรกันแน่
ถึงจะอย่างใดอย่างนึงก็เถอะ ไอ้ที่เข้ารอบบางคนนี้มัน :08: :08: :08:
อันนี้ผมเห็นแย้งแฮะ
แฟชั่น แม้แต่ในฐานะภาพถ่าย ผมว่าขอบเขตความหมายมันคือ Lifestyle
ผมว่าวิธีคิดแบบขายเสื้อผ้า ข้าวของ น่าจะเป็นเมื่อก่อน เดี๋ยวนี้มันอะไรก็ได้
ยังไงก็ได้ เพราะเป้าหมายของมันคือการเสริมสร้างภาพลักษณ์บางชนิดให้แบรนด์
ไม่จำเป็นต้องมีเสื้อผ้าในรูป หรือไม่ต้องมีคนใส่เสื้อผ้าของแบรนด์นั้นในสภาพดูดีสักนิดก็ได้
เป็นอะไรก็ได้เท่าที่แบรนด์ต้องการจะสื่อ(เช่น ภาพกองอ้วกของ VW)
แค่หน้าคนเท่ๆไม่ต้องมีเสื้อผ้า มันก็คือแฟชั่นอยู่ดี ถ้ามันทำหน้าที่สื่อสารให้แบรนด์แฟชั่น
แต่อันนี้มันเลยความสับสนอย่างที่อู๋ว่านันล่ะครับ ที่คนไทยเข้าใจไปแบบนั้น
เค้าคงไม่ได้คิดอย่างที่ผมว่ามาเป็นแน่ แล้วก็เช่นเดียวกัน ไม่รู้ว่ากรรมการ
เค้าตีความมันไปถึงระดับไหน
ส่วนงานประกวด ผมว่าหลายอันก็เจ๋ง บางอันก็เหียก ผมว่าที่ดูโอเคไม่ค้านสายตานี่คือส่วนใหญ่นะ
จริงๆแค่ดูชื่อกรรมการ ก็คงจะเข้าใจอะไรได้มากขึ้นแล้ว แต่ให้ผมเดา คือบริษัทออร์กาไนซเซอร์
คงจะมีปัญหาหลายอย่าง แค่ดูที่ตั้งชื่อการประกวด Emotional Fashion
ก็ดูเป็นหัวข้อที่ไม่น่าคิดมาได้แล้ว เป็นการคิดหัวข้อที่ตื้นเขินอย่างยิ่ง
ชื่อโครงการ For U นั้นก็เช่นเดียวกัน ส่วนกรรมการ คงจะคนละส่วนกับออร์แกไนซ์เซอร์
แต่ก็ไม่รู้อีกนั่นล่ะ ว่าเบื้องหลังการตัดสินมันคืออะไร
ส่วนภาพถ่ายของชาร์ปก็เจ๋งดี นึกถึงเพื่อนผมคนนึงตอนเรียน ถ่ายแฟชั่นเซ็ตบนรถเมล์
ประมาณนี้ล่ะ เป็นกระเทยด้วย แต่ตอนนั้นรู้สึกจะกล้องดิจิตอลรุ่นแรกๆของประเทศล่ะมั้ง :30:
อ่านของเก้อก็เห็นด้วยเรื่องภาพแฟชั่นในฐานะของการสร้างภาพให้แบรนด์
ที่ไม่จำเป็นต้องให้ดูดี จำได้ว่าชอบภาพอารมณ์แบบเอานางแบบไปใส่ชุดอยู่ในสงครามขาดวิ่น หรือ คลุกน้ำมันดิบที่ลอยอยู่ในทะเล
เพื่อพูดถึงประเด็นสันติภาพและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
ยกตัวอย่างง่ายๆ คืออีการเดินแฟชั่นชุดประหลาดๆ ที่ยังไงๆ ตูก็ไม่มีทางใส่อีชุดห่าพวกนั้นเด็ดขาด :30:
ยกเว้นตูจะเป็นเลดี้ กาก้า :47:
แต่นั่นภาพมันต้อง"ถึง"ด้วยองค์ประกอบทางศิลปะ
ดูแล้วเกิดอิมแพก กระแทกใจ สื่อสารความคิดให้คนดูได้
ซึ่งหลายๆ ภาพที่เห็นในนั้นไม่ถึงแม้แต่น้อย
ทั้งจะสื่อสารความคิด หรือความงดงามทางองค์ประกอบศิลป์
อ้อ มีเขียน mommy เป็น momy ด้วย :58:
โอ้ว เก้อช่วยไขกระจ่างอีกละ :12:
คือสงสัยมาตลอดกับคำว่า แฟชั่น มาก
เพราะเคยเห็นงานที่เก้อว่า คือ เปลือยหมดเลย หรืออะไรก็ช่าง ไม่มีสินค้าในรูปเลย แต่เรียกว่าแฟชั่น :09:
แทงกริ้ววว :12: :12:
:12: :12: :12:
จริงๆแล้ว แล้วแบบที่เก้อว่ามันก็ไม่เรียกว่าแฟชั่นเต็มตัวนะ
อันนี้คือ แอด(โฆษณา) ที่ใช้แฟชั่นนำเสนอ
มันเลยไม่เหมือนกับ เซตแฟชั่นที่ลงในนิตยาสาร
ที่อันนั้นต้องการนำเสนอ ถึงดีไซน์ของเสื้อผ้า วัสดู แพทเทิร์น มากกว่า
เพราะฉะนั้น ถ้าเป็นงานแฟชั่นที่เป็นโฆษณา
อันนั้นย่อมขายภาพลักษณ์ของแบรนด์มากกว่าตัวสินค้า
เป็นเรื่องที่แยกยากจังครับ :44:
เอ้อ อันนี้ล่ะครับพี่ ถ้าจะลองค้นหาความหมายของคำว่าแฟชั่นต่อไป
เพราะจะว่าไปแล้ว มันถูกใช้อย่างแพร่หลายจนความหมายแท้ของมันพร่าเลือนไปแล้ว
ซึ่งก็เป็นธรรมดาของคำศัพท์คำหนึ่ง เริ่มใช้จากความหมายหนึ่ง สุดท้ายกลายเป็นอีกความหมาย
ถ้าหากจะนับความหมายแรกของมัน ก็คงหมายถึงอุปกรณ์การแต่งกายนั่นเอง
ผมเลยอธิบายว่า ความหมายนั้น น่าจะเป็นเมื่อก่อน เพราะเมื่อก่อนมันกินความตรงไปตรงมาแบบนั้นจริงๆ
แล้วในปัจจุบัน ความหมายนั้นมันดำรงอยู่ใน สิ่งที่เรียกว่าแฟชั่นเซ็ต ที่พี่พลัมยกตัวอย่างนั่นเอง
ถ้าในมุมมองของผู้ผลิตแบรนด์นั้นๆ ทุกวันนี้อะไรก็เป็นแฟชั่นได้หมด ท่าคีบบุหรี่ของนางแบบ
ทรงผม วิธีการยักคิ้ว ทำปาก เรียกรวมๆได้ว่าไลฟ์สไตล์
ส่วนถ้าจะมองให้แคบเข้ามาในเรื่องการถ่ายภาพ ผมว่าถ้าหากเรามองว่าแฟชั่นคือไลฟ์สไตล์
สิ่งที่เราขาย คือสไตล์ เช่นเดียวกัน สิ่งที่คนทำเสื้อผ้าขาย(แล้วเอามาให้เราถ่าย) ก็คือการขายสไตล์
ยกเว้นว่าเขาจะตั้งใจถ่ายเพื่อขายแค่เสื้อผ้าหรือแอคเซสซะรี่เป็นชิ้นๆน่ะนะครับ แต่นอกนั้น ผมว่าสิ่งที่
แฟชั่นดีไซเนอร์ หรือเจ้าของแบรนด์แฟชั่นทุกคนต้องการขายมันกว้างกว่านั้น เค้าต้องการขายสไตล์
เพราะสิ่งนี้มันดำรงอยู่นานกว่า ใหญ่กว่าสินค้าแต่ละชิ้นของเสื้อผ้าหรือเครื่องประดับ
ทั้งนี้ นี่คือระบบความคิดที่เกิดขึ้นในสมัยนี้น่ะนะครับ ซึ่งคนที่ไปไกลที่สุดเรื่องนี้ก็น่าจะเป็นเบเน็ตต็อง
ซึ่งเริ่มช่วงยุค 80 กับนิตยสารที่เป็นตำนานในโลกออกแบบอย่าง Colour
อันนั้นล่ะไปไกลเลย เล่นประเด็นไกลเลย เรื่องสีผิว สิ่งแวดล้อม ประเด็นระดับโลกทั้งนั้น
(http://www.lifeinitaly.com/files/benetton-ad_0.jpg)
(http://www.adrants.com/images/benetton-china-tibet.jpg)
(http://jose111.files.wordpress.com/2007/05/benetton1.jpg)
(http://1.bp.blogspot.com/_o0qaK7TQCuk/R1BRdbpBpgI/AAAAAAAAAEs/MYmQmIk7lEE/s1600-R/benetton2.jpg)
(http://img4.imageshack.us/img4/3044/benetton03wmdh6.jpg)
ที่เค้าเล่นหนักๆมาอย่างสม่ำเสมอตลอดหลายปี ก็เห็นจะเป็นเรื่องสีผิว เชื้อชาติ ความขัดแย้ง ละเอียดอ่อน
ทำให้เบเน็ตต็อง กลายเป็นแบรนด์ที่แตกต่างและเลยเถิดจนใครก็ไม่กล้าตาม
และเป็นเจ้าแรกๆ ที่ทดลองล้ำเส้นพรมแดนของความหมายของแฟชั่นในอดีต จนในที่สุด
ทุกวันนี้ อะไรก็คือแฟชั่นได้ทั้งหมด
จะว่าไป การที่โลกของแฟชั่นเริ่มตระหนักในเรื่องสไตล์น่าจะเป็นเพราะเหล่าบรรดาไอคอน
ทั้งหลาย นับตั้งแต่โลกมีสื่อชนิดต่างๆ ที่บรรดาไอคอนของโลกถือกำเนิด มันส่งผลยิ่งกว่าเสื้อผ้าสวยเสียอีก
ในบรรดาป็อปคัลเจอร์ในดลกยุคใหม่นี่ ไล่มาได้เลย เอลวิส เจมส์ดีน แจ็กกี้โอ(ภรรยาเคเนดี้) บรรดาฮิปปี้ไอค็อนยุค 60 วงร็อคแฮร์แบนด์ เซ็กส์พิสทอลแห่งวิเวียน เวสต์วู้ด ในบางมุมมอง เค้ามองว่าสิ่งเหล่านี้เข้มแข็ง
ยิ่งกว่าตัวเสื้อผ้าเสียอีก จนในที่สุดความหมายของการขายแฟชั่น ขายเสื้อผ้า ไปตกอยู่ที่การขายสไตล์
ส่วนที่ว่าจะแยกอย่างไรตอนทำงานพวกนี้ ผมว่ามองข้ามความหมายอะไรพวกนี้ไปเลยครับ
ไม่ต้องเสียเวลาสงสัยเลย มันขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ของเรามากกว่า ว่าจะถ่ายไปทำอะไรหรือเพื่ออะไร
+++ :25:
เขียนอธิบายอย่างเก้อไม่ได้ :30: :30: :30:
เบเนตองเองก็ยังมีทั้งสองแบบคือ แบบเน้นคอนเซปต์ของเชื้อชาตฺและการอยู่ร่วมกัน
แบบไม่สนใจขายของแบบที่เก้อโพส
แต่แอดแบบขายของก็ยังมี แต่ก็ยังอยู่บนพื้นฐานของคอนเซปต์เดิม
โดยใช้แบบที่หลากหลายเชื้อชาติในแอดตัวเดียว
(http://img3.f0nt.com/08/020286dd9b0c083c708b2c88ddc8bf23.jpg)
(http://img3.f0nt.com/08/6b0d26c8e471ec4b6ea7d5a9678054d5.jpg)
ยกตัวอย่างอีกอัน ของหลุยส์ วิตตอง
หลังจากที่ หลุยส์ วิตตอง ให้มาร์ค จาคอบ มาเป็นดีไซน์เนอร์
แนวของ หลุยส์ วิตตอง ก็เปลี่ยนไปเป็นสไตล์แบบของมาร์ค
ก็เลยมีแอดที่ไม่ได้เน้นขายของ แต่ขายภาพลักษณ์ของแบรนด์มากกว่า
ว่าแบรนด์เปลี่ยนไปเป็นดิบๆ มันๆ ไม่ได้อนุรักษ์นิยมแบบแต่ก่อนแล้วนะ
เลยเป็นแอดนี้ มาร์ค จาคอบ เป็นแบบเอง :37:
(http://img3.f0nt.com/08/b47b7bd712be4b73b6bfe66a503ee73d.jpg)
ถ้าเป็นงานแฟชั่นเซต จากหลุยส์ ก็ยังเน้นขายของแบบนี้
(http://img3.f0nt.com/08/67ecb461468cd78bf2e0579563208ecb.jpg)
+ค่าความรู้ค่า :27:
// ภาพล่างสุดของ Steven Meisel แน่เลย :25:
พี่หนูอรเสร็จโปรเจกแล้ว ไปจัดกันสัก set นะครับ :47:
มีผู้สนับสนุนเป็น นลินฟ้า :47: :47: :47:
ตกรอบตรงเรื่องการตีความไม่เหมือนคนตัดสินใช่ไม๊เนี่ย :08:
ช่างมันเหอะชาร์ป ถ่ายแบบที่ตัวเองอยากถ่าย ก็ยังมีอีกหลายคนที่ชอบงานของชาร์ปนะ :45:
:45:
อ้างคำพูดจาก: พลัม เมื่อ 07 ต.ค. 2010, 23:55 น.
จริงๆแล้ว แล้วแบบที่เก้อว่ามันก็ไม่เรียกว่าแฟชั่นเต็มตัวนะ
อันนี้คือ แอด(โฆษณา) ที่ใช้แฟชั่นนำเสนอ
มันเลยไม่เหมือนกับ เซตแฟชั่นที่ลงในนิตยาสาร
ที่อันนั้นต้องการนำเสนอ ถึงดีไซน์ของเสื้อผ้า วัสดู แพทเทิร์น มากกว่า
เพราะฉะนั้น ถ้าเป็นงานแฟชั่นที่เป็นโฆษณา
อันนั้นย่อมขายภาพลักษณ์ของแบรนด์มากกว่าตัวสินค้า
พี่ก็เข้าใจ และมองอย่างนี้นะ
โดยความเข้าใจส่วนตัว มองว่า
นิยามของเก้อเหมือนจะครอบแฟชั่นไว้อีกที
พี่คงหัวเก่าที่ยังเข้าใจว่าแฟชั่นเป็นเรื่อง เสื้อผ้า หน้า ผม เครื่องประดับ การแต่งตัวเทือกนี้ :30:
แล้วมองว่าไลฟสไตล์เป็นหัวข้อที่ใหญ่กว่าแฟชั่น มองว่ามันเป็นรสนิยมในการใช้ชีวิตที่ไม่ใช่แค่การแต่งตัว
//แน่นอนว่ามันสรุปลงตรงที่เก้อบอกไว้ว่า
"มันขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ของเรามากกว่า ว่าจะถ่ายไปทำอะไรหรือเพื่ออะไร"
Ad บางตัว ถ้าเราเอา Brand Logo และ copy เท่ๆ ออก
เหลือแต่ภาพโล้นๆ เริ่มยากแล้วที่จะตีความแล้วว่าจะสื่ออะไร
แต่ถ้าแบรนด์นั้นๆ สร้างการรับรู้ของคนมาแล้วพอสมควร
สไตล์ของเขาเป็นที่รับรู้แล้ว ไม่ต้อง Hard Sell กันแล้ว
แค่จัดวางโลโก้หรือสโลแกนลงบน Ad ก็เพียงพอที่จะสร้างภาพลักษณ์
อย่าง Ad มาร์ค เจคอบ
แค่ลายเพ้นท์บนตัวนั่นก็พอ ไม่ต้องหนุนกระเป๋ายังได้ :51: :30:
อ้างคำพูดจาก: Rubberduck เมื่อ 07 ต.ค. 2010, 22:07 น.
แต่นั่นภาพมันต้อง"ถึง"ด้วยองค์ประกอบทางศิลปะ
ดูแล้วเกิดอิมแพก กระแทกใจ สื่อสารความคิดให้คนดูได้
ซึ่งหลายๆ ภาพที่เห็นในนั้นไม่ถึงแม้แต่น้อย
ทั้งจะสื่อสารความคิด หรือความงดงามทางองค์ประกอบศิลป์
อ้อ มีเขียน mommy เป็น momy ด้วย :58:
:12: :30b:
บวกให้พลัม พี่ร่ม เก้อ
เห็น comment เมื่อเช้า ไม่รู้ใช่พี่อู๋รึเปล่า :42:
:42: ใช่ครับ ผมเอง
ไอ้รูปเด็กปั๋นเจี้ยว กับไอ้คนถีบรถเนี่ยรับไม่ได้มากๆ :42:
งานของรุ่นน้องเอ็ม เห็นที่เขาวางรวมๆกันแล้ว สวยเลยฮะ
แต่ก็มีอีกหลายงานที่สวยกว่างานเข้ารอบบางอันเยอะเลย :01:
แหม ลงท้ายด้วยว่า ถ่ายภาพอย่างมีความสุขเถอะครับ :42: งั้นก็อย่ามาประกวดซิ ถ่ายที่บ้าน ดูคนเดียว :42:
แต่เอาเถอะครับ ผมไม่ได้เหมารวมงานที่เข้ารอบนะ แค่บางงานเกินไปหน่อย
เดี๋ยววันงานจะตามไปดูครับ
มาตฐานมันต่ำจริงๆเนอะ อยากเห็นกรรมการจริงๆ ไม่ใช่อะไรหรอก อยากรู้เหตุผล :30:
มีการมาบอกว่ากรรมการเป็นความลับอีก :47:
:30: :30: เออ โครตเกรียนอะชาร์ป พลาดแล้วที่ไปประกวด
เออจริงด้วย ไม่ว่าจะประกวดภาพอะไรก็ช่าง เขาจะเรียงรายชื่อกรรมการให้ดูตั้งแต่ตอนสมัครเลยนิหวา :18: (ถึงบางคนจะเป็นผู้บริหารอวุโสก็ลงชื่อนะ)
อ่า... ดราม่า :52:
ดันให้มันเข้าไปในเว็บดราม่าเลยดีกว่า :53:
กำลังสุมไฟเลย :30:
นั่งนึก text ก่อน :30:
คุณภาพไก่กาปาจิงโกะ << นี่อีเบลใช่มั้ย :30:
ผู้ตัดสินเป็นใครนี่เป็นความลับด้วยเหรอวะเฮ้ย ฮาได้อีก :30:
พอมาเป็นเซ็ทแล้วบางอันดูดีขึ้นเหมือนกันนะ
ชอบ Human=Natural แต่ไม่ชอบรูปเดี่ยวที่เอามาลงตอนแรก
พี่อนุชิต (ช่างภาพ MARS) มาให้ซักตอบคำถามละ สงสัยอะไรเข้าไปถามได้ครับ :12:
http://gallery.worldcamera.co.th/webboard_view.php?qid=1887 (http://gallery.worldcamera.co.th/webboard_view.php?qid=1887)
พี่อู๋ตัดหน้าอ่ะ :11:
http://dogvision.multiply.com/ (http://dogvision.multiply.com/)
อ้างคำพูดจาก: eThics เมื่อ 08 ต.ค. 2010, 17:32 น.
คุณภาพไก่กาปาจิงโกะ << นี่อีเบลใช่มั้ย :30:
เค้าไม่พูดกันเหรอครับคำนี้ :30:
เอาดิชาร์ป พี่เขามาแล้ว อยากกินยาขมมั้ย :30: :30: :30:
นั่งดูรูปรวมแล้วเข้าใจนะว่ามันเป็นแฟชั่น แต่อืมมม ยังไงดี นึกคำพูดไม่ออก :08:
ชาร์ปสงไปละ รอยาขมได้เลย :02: :02:
เรื่องขมๆ ของถนัด :54:
เหี้ย
นี่กูก็อปงานต่างประเทศมาหรอวะเนี่ยยยยยยยยยยยยยยย
คิดเองทั้งหมดนะเนี่ย ปรึกษาพี่อู๋ ปรึกษาคนอื่นเยอะมาก
ขมพอปะ โครตเกรียนอะ :30: :30: :30: :30: :30:
งานสะดุ้งกล่องของขวัญโครตกากอะ คงไ่ม่เลียนแบบใครดี ขอแปลกๆ :30: :30:
มันประกวดถ่ายภาพแฟชั่น รึประกวดภาพแปลก :30: :30: :30:
ตรงกับรสนิยมผมครับ :47:
ทุกข์เสน่หา
ผมดันชอบรูปที่ไม่ได้ส่ง :30:
ถ้าตอบเคลียมั้ย ไม่เคลียนะ เกรียนมาก :30:
มาตฐานแฟชั่นไทย ไปไกลถึงนอกโลก :30:
แถมมีกัดต่อด้วยแนะ ใช้สมองนิสนุง :30:
อ่านแล้วปี๊ดแทนเลยพี่ชาร์ปงานก๊อป :07: :07: :07: :07:
เห้ยใจเย็น :58:
เข้าใจฟีลของงานละ
คำว่าก็อปในที่นี้คือเราอ้างอิงงานเมืองนอกมากไป คือมันต้องแบบนี้ แต่งหน้า ทำผม นอกกรอบไม่ได้
ไอ้ที่เข้ารอบ คือมันคุมฟิลของงาน ดูแล้วจินตนาการต่อได้ งานของชาร์ปมันยังไม่ถึงจุดนั้น อันนี้ต้องยอมรับนะ
แต่งานที่ไม่มีไอเดีย ก็ถ่ายให้มันสวยเว่อร์ ก็ได้เข้าไป
อย่าลืมว่าแฟชั่นมันคือความแรง ทำยังไงก็ได้ให้โลกหันมามอง อะไรที่เป็นประเด็นที่ทันสมัย หรือแปลกแหวกแนวสุดๆ ให้นอกกรอบไปเลยก็ได้
แต่นอกกรอบในที่นี้ ต้องทำให้คนดูคิดต่อ รู้สึกสัมผัสงานมันได้ ไม่ใช่ถ่ายมามั่วๆ
งานที่เข้ารอบบางอันคุณภาพมันห่วยจริง เหมือนเอาตูดเขี่ยแบบเบลว่า
แต่เขาคงมองในแง่ของนักศึกษาละมั้ง ในฐานะที่ไม่มีงบอะไรมาก เขาเลยไม่เอาคุณภาพของงาน(แสง รีทัช)
มาเป็นตัววัดแบบต้นๆ
แค่ตอนนี้ต้องรอดูงานที่ตกรอบดีกว่า ว่าอันไหนที่กรรมการพลาดไปบ้าง
:58: :58: เย็นไว้
ตอนนี้คิดซะว่าประกวดงานภาพแปลก คิดซะแบบนี้ก็ถือว่าภาพที่ถ่ายมาตรงประเด็นดี :58:
ไม่รู้นะ คำว่านักศึกษาไม่ได้แปลว่าอนุญาติกาก งานนศ.ที่ประกวดงานอื่นๆก็โอเคออกไม่เคยเห็นภาพเข้ารอบหน้าตาแบบนี้ :30:
(อีชาร์ปก็ นศ งานก็ไม่กากนะถึงมันจะแก่)
ชาร์ปมันงานดีจริง แต่ฟีลลิ่งมันยังไม่ได้น่ะ คือมันไม่แรงพอ
กรรมการคงลงความเห็นว่ามันต้องแปลกละมั้ง :58:
รอพี่ๆมาลงความเห็นครับ :46:
อ้างอิงตรงครับ แต่เหมือนก้อป หนังสือฝรั่งมา แต่มันยังไม่ถึงครับ
อีกนิดนึง งานประกวด โชว์ความคิดนิดนึง งานกอป ไว้ฝึกสกิล ครับ
มันความคิดผมล้วนๆ อ่ะ พี่อู๋ก็รู้ ผมปรึกษาพี่อู๋ตลอดว่าแบบนี้ๆๆๆๆโอเคมั้ย
งานชาร์ปชอบจริงๆ นะ
แต่ถ้ามองจริงๆ เหมือนงานนิตยสารทั่วไป
ถ้าอยู่ๆ ไปเจอโผล่อยู่ที่ไหนก็คงคิดว่ารูปจากนิตยสาร แล้วปล่อยผ่านไป
แต่ไม่เคยคิดเลยว่าลอกฝรั่งมา :30:
อ้างคำพูดจาก: คาโปเอ็มร่า เมื่อ 08 ต.ค. 2010, 18:14 น.
ตรงกับรสนิยมผมครับ :30:
ตดออกมายังเสียยังดีกว่า :30:
"กล้าส่ง แล้วตรงกับรสนิยมส่วนตัว เลยให้เข้ารอบ"
ควรใช้เป็นกติกาในการตัดสินเหรอ :09:
เรื่องลอก
ที่เข้ารอบไปก็มีหลายเซ็ทนะที่คุ้นตากับอารมณ์ของภาพ 12 14
สไตล์อย่าง 26 ก็เคยเห็นใน deviantart
(แต่ชอบ 12 นะ 26 ก็เคยชอบแต่เบื่อแล้ว :56:)
นอกกรอบเป็นสิ่งที่หลายคนต้องการนะอู๋
แต่ถ้ามันทะลุมิติโดยไม่เกี่ยวเนื่องกับโจทย์ ก็ควรอยู่อีกเวทีนึงรึเปล่า
:01: ชาร์ป ปิดคอม ไปสูดอากาศข้างนอกซะ
ให้อารมณ์เย็นกว่านี้ ค่อยเข้ามาอ่านใหม่
มันความคิดชาร์ปก็ใช่ แต่ชาร์ปควบคุมความคิดตัวเองตลอด ว่างานมันต้องแบบนี้ แบบงานฝรั่ง
พี่ก็เป็น พี่แอ่วก็บอกว่างานพี่ลอกฝรั่งมาเหมือนกัน
เราไม่ได้เปิดหนังสือแล้วว่าต้องแบบนี้ๆ แต่มันอยู่ในหัวเรานี้แหละ (ซึ่งไอ้งานที่เข้ารอบ แม่งก็ก็อปมา :08:)
ถ้าคิดว่าเขาดูถูก ก็พยายามซิ เอาเวลาโมโหไปฝึกฝนดีกว่า
ปีหน้าถ้ามีอีก ก็จัดหนักๆเลย ให้เขารู้ว่ากูทำได้ เอาซิ ให้มันรู้กันไป
พี่ก็เคือง ไอ้งานกากๆน่ะ
แต่ที่เขาบอกมา มันคือข้อผิดพลาด ที่เราอาจจะคิดว่าไม่ผิด แต่มันเป็นเรื่องที่เราต้องทำให้เขาดู พิสูจน์ให้เขารู้ซิ ว่า มึงคิดผิด!!
เย็นไว้ :58: :58:
-----------------------------------------------------
อ้างคำพูดจาก: eThics เมื่อ 08 ต.ค. 2010, 18:39 น.
ตดออกมายังเสียยังดีกว่า :30:
"กล้าส่ง แล้วตรงกับรสนิยมส่วนตัว เลยให้เข้ารอบ"
ควรใช้เป็นกติกาในการตัดสินเหรอ :09:
เรื่องลอก
ที่เข้ารอบไปก็มีหลายเซ็ทนะที่คุ้นตากับอารมณ์ของภาพ 12 14
(แต่ชอบ 12 นะ :56:)
นอกกรอบเป็นสิ่งที่หลายคนต้องการนะอู๋
แต่ถ้ามันทะลุมิติโดยไม่เกี่ยวเนื่องกับโจทย์ ก็ควรอยู่อีกเวทีนึงรึเปล่า
ครับ :46: งานที่เข้าหลายอันไม่อีโมชั่นนอลเลย น่าจะไปทาง surreal ซะด้วยซ้ำ
แต่อย่างว่า รสนิยมไม่ควรนำมาใช้กับการตัดสินผลการประกวด :58:
แต่ถ้าเป็นงานศิลปะ รสนิยมจะเกี่ยวด้วยมั้ยครับ? :46:
ระวังจะพวกมากพาไปนะครับ ผมมองเห็นความบกพร่องของงาน
แต่ผมไม่เห็นเท่าที่ทุกท่านเห็นเลย ขอแย้งไว้ ณ ที่นี้
เก้อ ว่ามาๆ อยากฟัง
อยากฟังมุมเก้อ ชอบอ่านอะไรที่มันแย้งๆ
อยากให้ขยายตรงที่หย่อนไว้ก่อนนี้ว่า "เป็นการคิดหัวข้อที่ตื้นเขินอย่างยิ่ง" :46:
//เอาจริงๆ มันเป็นเรื่องรสนิยมนั่นแหละอู๋
เคยเห็นกรรมการ(ในทีวี) ใครๆ ก็ตัดสินตามรสนิยมของตัวเอง
แล้วมันก็ดีเบทกัน แต่ฝรั่งมันจ้าวบทบาท มันอาจจะแสดงก็ได้นะ :30:
พี่มองว่าการมาบอกว่าใช้รสนิยมของคนๆ นึง
ตัดสินให้ใครเข้ารอบ มันไม่ยุติธรรมนะ
มันเป็นคำตอบที่รับไม่ได้จริงๆ
แต่ถ้าเค้าจัดเองตัดสินเองคนเดียว โอเค เข้าใจ :12:
พี่เก้อต้องรีบโพสนะ
ตอนนี้พี่อนุชิต กำลังไล่เม้นรูปผมอยู่ :30:
รีบๆ นะเก้อ รอเสพแนวคิด
สุดสัปดาห์นี้ไปโคราช
คืนนี้เล่นตาคราฟ (โคตรมีเหตุผล) :30:
ตลอดหลายปีที่เรียนมา พิสูน์แล้วครับ ว่าทุกคนมันตัดสินด้วยอคติส่วนตัวทั้งนั้นแหละครับ :30:
แต่ว่าตอนเรียนเนี่ย เขาจะมีเกณฑ์ที่ชัดเจนอะครับ เช่น ความงามเท่านี้เปอร์เซ็นต์ เดเวล็อปเม้นเท่านี้เปอร์เซ็นต์ ฟังก์ชั่นเท่านี้เปอร์เซ็นต์ การนำเสนอเท่านี้เปอร์เซ็นต์ อะไรแบบนี้อะครับ
ถึงเกณฑ์มันจะไม่ได้ตามนี้ แต่การประกวดมันก็น่าจะมีเกณฑ์ เพื่อประเมิณแบบแฟร์ๆ กับทุกคนมั่งนะฮะ :37:
สรุปว่า ไม่น่าพูดว่า "ถูกจริตผม" สักเท่าไหร่ ถึงมันจะอย่างนั้นจริงๆ ก็เถอะ :30:
ดราม่าจนได้ เก้อมาไวๆ เดี๋ยวบานปลาย
:30: :30:
เย้ย ยังพิมพ์บทยิกๆอยู่เลย
เรื่องพัฒนาการเร็วมาก
ไม่ใช่อะไรหรอกครับ ที่ว่าแย้งนั่น
คือว่าส่วนใหญ่ก็เห็นด้วยในส่วนที่อธิบายกันด้วยเหตุผลมานั่นล่ะครับ
แต่ดูเหมือนจะบิ๊วให้ดราม่ากันเกินไปหน่อย ผมเพียงแต่เกรงว่าสิ่งนี้จะทำให้เรามองอะไรตกหล่นไป
อย่างที่เค้าบอกว่าชาร์ปก็อปมานั่นแหละครับ ทั้งที่ชาร์ปไม่ได้ก็อป แล้วเค้าก็ขอโทษ
(อย่างที่ว่า ผมก็เคยโพสว่า เพื่อนผมเคยทำยังงี้เลย ได้รางวัลในงานประกวดนึงด้วย
เมื่อนานมาแล้ว ตอนนี้นึกออกละ เซ็ตนั้น มันยังใช้กล้องฟิล์มอยู่เลย)
คือเราไม่เข้าใจเบื้องหลังความคิด ก็คาดเดา อ่านจากแค่คำสองคำ แล้วก็ด่า
เหมือนที่เค้าดูรูปปั๊บ เค้าเคยเห็นงานเมืองนอกทำแล้ว แล้วเค้าก็คิดว่าก็อป
เค้าไม่ได้มารู้ว่าชาร์ปเป็นใคร เหมือนกับที่เราก็ไม่ได้รู้ว่าเค้าเป็นใคร คิดอะไรเบื้องหลังนั่นเอง
เราจึงตัดสินกันและกันไปโดยคำแค่ไม่กี่คำ จนสุดท้ายตกหล่นในสิ่งที่เราควรจะได้ไป
เท่านี้ล่ะครับ ผมแย้งเรื่องสถานการณ์เท่านั้น ผมว่าเราบิ๊วดราม่ากันเกินไป
ส่วนเรื่องการตัดสิน รสนิยม ก็อป ฯลฯ อันนี้ถกกันได้ยาว ซึ่งผมมีความคิดเห็นในขั้นต้นว่า
อย่าไปอ่านแค่คำๆเดียว หรือจุดแค่จุดเดียว แล้วตัดสินอะไรทั้งหมด ผมว่ามันเรื่องละเอียดเกินกว่าจะไปจับจดกับ
คำแค่ไม่กี่คำ กระบวนการตัดสินความงามในใจคนเรา มันประกอบด้วยหลายอย่างเหลื่อมซ้อนกัน
แต่ด้วยการโพสแค่ไม่กี่คำ และข้อจำกัดทางภาษา มันทำให้เราตีความกันด้วยอคติของแต่ละคนไปแต่ละทิศแต่ละทาง
ยกตัวอย่างเช่น ที่เค้าบอกว่า งานก็อปไม่ควรส่ง แล้วก็มีคนแย้งว่า แล้วทีแบบนี้ก็เคยเห็นเยอะแยะ
ยังงี้ผมว่าหลงประเด็น มันไปเปรียบคำต่อคำ รูปต่อรูป ท่าต่อท่า แบบนั้นไม่ได้ มันคือศิลปะไม่ใช่กฏหมาย
สรุปแล้วผมว่ามันเรื่องของการสื่อสารคนละทีสองที ถ้ามานั่งคุยกันตรงหน้า ผมไม่คิดว่ามันจะเข้าใจอะไรกันยากแบบนี้นะ
ทั้งนี้ ผมก็ไม่ได้เห็นด้วย เห็นชอบกับพี่เค้านะครับ ก็มีทั้งที่เห็นด้วยและเห็นแย้งนั่นแหละ
แต่คุยกันละนิดละหน่อยแล้วโกรธเคือง แขวะ ใช้อารมณ์แบบนี้ ผมไม่เห็นประโยชน์
ยิ่งจะเอาความรู้สึกนี้ มาเป็นแรงผลักดันในการทำงานเพื่อพิสูจน์อะไรแบบนี้
โดยส่วนตัวผมคงไม่ทำ มันไม่มีค่าพอขนาดนั้น เราไม่ควรเอาการถ่ายภาพ
หรืองานที่เรารัก มาเป็นเครื่องมือของการพิสูจน์อะไรกับใคร หรือไว้เอาชนะใคร
ศิลปะการถ่ายภาพมันควรจะมีค่ามากกว่านั้น
เสาร์นี้มาก็เดี๋ยวคุยแลกเปลี่ยนกับป๊าพี่ดูเล่นได้
ลองเอางานคนอื่นให้ป๊าดู แล้วฟังว่าเค้าคิดยังไง
ลองฟังความเห็นอดีตช่างกล้องแก่ๆ บ้าเก็บซากคอมดู
รูปฉากส้มๆที่เค้าบอกว่าได้น่ะ บังเอิญรูปเดียวกับที่ป๊าพี่ชอบเลยอ่ะชาร์ป :30:
พี่เก้อโพสแป้บทุกอย่างหยุดนิ่ง :30:
อ้างคำพูดจาก: iSharp เมื่อ 08 ต.ค. 2010, 20:41 น.
พี่เก้อโพสแป้บทุกอย่างหยุดนิ่ง :30:
มันยาวน่ะ เลยต้องอ่านกันนาน :30:
ประเด็นนี้เองรึ ไม่มีข้อโต้แย้งกับเก้อนะ
แต่หมั่นไส้บางคำตอบของเขาจริงๆ ว่ะเก้อ :30:
อ้างคำพูดจาก: อู๋ เมื่อ 08 ต.ค. 2010, 19:36 น.
ดราม่าจนได้ เก้อมาไวๆ เดี๋ยวบานปลาย
:30: :30:
ในโน้นดราม่ากันแล้วรึ :30:
อย่างนึงที่ทำให้ผมเกลียดตากรรมการนั่นคือคำว่า "สติปัญญา" อะ ฟังแล้วหมั่นไส้มาก
เหมือนตัดสินใครต่อใครว่าฉลาด หรือไม่ฉลาดไปทั่ว.. แต่นอนล่ะ อคติส่วนตัวตู :30:
ปล. รู้สึกว่าคนที่พูดเรื่องการรักษาน้ำใจในการวิพากษ์วิจารณ์เนี่ย ไม่เคยเรียนออกแบบแน่ๆ :37:
จะมาบอกว่า เห็นเหมือนกับเก้อ
งานเข้ารอบโดยรวมๆ ตูก็ว่ามันก็โอเค
มีเพียงบางงานเท่านั้นที่คิดว่าไม่โอเค
แต่ก็ไม่อยากตัดสินอะไร จากรูปเล็กๆ ในเว็บ
แต่หัวข้อมันก็คลุมเคลือนะ
ดังนั้นมันก็ขึ้นอยู่กับว่า
กรรมการแต่ละท่านจะตีความยังไงด้วย
กลับเข้าไปอ่าน ดราม่ากันแว้วว :30: :30: :30: :30: :30: จ๋ามาเอาขึ้นเว็บได้เลย
ไม่ได้เข้า 4ชั่วโมง ดราม่าขึ้นมาเพียบเลย :30:
เอ้อ ผมว่าอีกอย่างนึงก็เหมือนที่พี่ณตว่า
เรื่องหัวข้อนี่ ตีความ กำหนดกรอบกันยาก อย่างที่ว่า มันไม่ใช่กฏหมาย
ไม่มีโจทย์ศิลปะอันไหนชัดเจนร้อยเปอร์เซ็นต์ทั้งนั้น
พอตอนตัดสิน ก็ขึ้นอยู่กับว่า กรรมการจะตีความว่ายังไงด้วย
ซึ่งผมว่า ในโจทย์เดียวกัน ยังไงมันก็ต้องตรงกันบ้างนั่นแหละ
มันไม่ได้ถึงขนาดว่า แล้วแต่กรรมการเลยหรอก คำๆเดียวกัน
มันก็ต้องมีส่วนที่เข้าใจตรงกันมากกว่าจะไม่ตรงอยู่ดี
ผมว่าเรื่องนี้พี่ชิตแกพลาดตรงที่มาอธิบายเล็กอธิบายน้อย
คือผมว่าในฐานะเป็นกรรมการและเป็นเหมือนพรีเซนเตอร์ของงานด้วย
แกก็ต้องรับไปทุกสิ่งทุกอย่างอยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นผม ผมจะไม่มาพูดตอบทีละนิดทีละหน่อยแบบนี้
ผมจะอธิบายกว้างๆ รวมๆไม่บ่งชี้รายละเอียดแบบนี้ และคงเลือกระมัดระวังการใช้คำ
เพราะไม่ว่าเราจะเป็นใครมา ในฐานะผู้ตัดสินงานสาธารณะ เราต้องเลือกแสดงบทบาทให้ถูก
เหมือนเฮียฮ้อที่ลงมาเล่น คลุกฝุ่นเองเรื่องฟิล์ม ปรากฏว่าเสียลามไปจนถึงแบรนด์
อันนี้ยังอยู่ในวิสัยที่อธิบายได้ ก็อธิบายด้วยวุฒิภาวะ ปราศจากอารมณ์
ซึ่งจริงๆผมว่า ผู้จัดงาน ผ้บริหาร น่าจะมีสักคนที่มีวุฒิภาวะในการตอบพอที่จะทำให้ทุกอย่างเด็ดขาดได้
อันนี้จะว่าต้องอาศัยภาวะผู้นำก็พอได้ เพราะเวลามีปัญหาเกี่ยวกับคคน ความคิดของคน หรือที่เรียกว่าดราม่า
การไขปัญหา มันต้องอาศัยวุฒิภาวะและความเป็นผู้นำอย่างสูง คือตอนนี้ไม่ว่าจะยังไง
พี่ชิตแกมารับหน้าแทนทั้งงาน ก็ต้องรับขี้ไปก่อน ที่ทำตอนนี้ ยังไงพี่แกก็เสีย(ของงี้ติดทนนานไปตลอดด้วยสิ)
ทางออกจากดราม่านี้มีไม่กี่ทาง สำหรับพี่แก ก็รอชมอยู่
เอาจริงๆ ผมยังรู้สึกจริงๆว่า ปัญหามันไม่ได้หนักหนาอะไรขนาดนั้นเลย
มันเหมือนถูกสุมโดยหลายปัจจัย และสังเกตดูก็ได้ พี่แกยิ่งตอบ ยิ่งต่อประเด็นดราม่า
ทั้งที่แกก็เป็นคนดีน่าคบหาคนนึงนะครับ ดูสิ ถึงจะเป็นผู้ใหญ่ รุ่นใหญ่ระดับนั้น
แกพูดผิดแกก็ขอโทษ แล้วยินดีจะลงมาตอบ ลงมาคลุกฝุ่น เป็นมืออาชีพคนอื่นๆ ผมไม่คิดว่าจะมีใครทำแบบนี้นะ
คิดเหมือนเก้อ (ไม่อยากพิมพ์เพราะยาวเกิน :30:)
ชาร์ปพูดดีนะครับ โพสล่าสุด เคลียร์เลยล่ะ
ยกเว้นช่วงแวะไปแขวะเรื่องเด็กเส้น โอ้ เตินเชื้อไฟอีก :30:
อันนี้คือข้อมูลใหม่หรือเปล่าครับ หรือแขวะเฉยๆ
ส่วนเรื่องรสนิยม ตูว่ากรรมการทุกคน
ก็ต้องใช้รสนิยมส่วนตัวในการตัดสินอยู่แล้ว
ไม่มากก็น้อย
แต่ทีนี้คำว่ารสนิยม มันไม่ใช่แค่ว่า ฉันชอบ โดยไม่มีเหตุผลนะ
เพราะกว่าที่คนเราจะมีรสนิยมในเรื่องต่างๆ ได้
มันต้องผ่านประสบการณ์ และกระบวนการเรียนรู้
รวมไปถึงการตรวจสอบความคิดและความรู้สึกของตัวเอง
กว่าที่มันจะตกผลึกออกมาเป็นรสนิยมของตัวเองได้
แล้วยิ่งถ้ากรรมการ เป็นช่างภาพที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นด้วยแล้ว
มันมีที่มาที่ไปแน่นอน สำหรับคำว่ารสนิยม
ให้ลองนึกดูว่าตอนเราเริ่มต้นถ่ายรูปใหม่ๆ
เราเปลี่ยนแนวหรือความชอบส่วนตัวไปกี่หนกว่าจะถึงวันนี้
เมื่อเราเห็นงานมากขึ้น ถ่ายรูปมากขึ้น
รสนิยมเราเปลี่ยนไปแค่ไหน
กว่าที่งานจะคลี่คลายและเป็นเอกลักษณ์ส่วนตัว
แต่ทีนี้ การประกวดสาธารณะ
กรรมการจะบอกว่าผมชอบรูปนี้ เพราะถูกรสนิยมผม
มันอาจจะไม่เหมาะเท่าไหร่นัก
เพราะทุกคนก็รู้อยู่แล้ว
ว่าที่กรรมการเลือกรูปเข้ารอบมา
ก็เพราะถูกรสนิยมของตัวเอง
แต่สิ่งที่คนส่วนใหญ่อยากรู้
นั่นก็คือทำไมรูปเหล่านี้
ถึงถูกรสนิยมของกรรมการต่างหาก
อ้างคำพูดจาก: เก้อ เมื่อ 09 ต.ค. 2010, 01:52 น.
ชาร์ปพูดดีนะครับ โพสล่าสุด เคลียร์เลยล่ะ
ยกเว้นช่วงแวะไปแขวะเรื่องเด็กเส้น โอ้ เตินเชื้อไฟอีก :30:
อันนี้คือข้อมูลใหม่หรือเปล่าครับ หรือแขวะเฉยๆ
แขวะเฉยๆ :30: :30: :30: :30: :30:
ถ้าพูดเพื่อแขวะเฉยๆ ผมมองว่ามันเป็นการกล่าวหาที่รุนแรงและเสียมารยาทมากเลยนะครับ
ผมว่ามันทำให้คำพูดของชาร์ปไม่มีน้ำหนักเลยแบบนี้
อ้างคำพูดจาก: ณต เมื่อ 09 ต.ค. 2010, 01:54 น.
ส่วนเรื่องรสนิยม ตูว่ากรรมการทุกคน
ก็ต้องใช้รสนิยมส่วนตัวในการตัดสินอยู่แล้ว
ไม่มากก็น้อย
แต่ทีนี้คำว่ารสนิยม มันไม่ใช่แค่ว่า ฉันชอบ โดยไม่มีเหตุผลนะ
เพราะกว่าที่คนเราจะมีรสนิยมในเรื่องต่างๆ ได้
มันต้องผ่านประสบการณ์ และกระบวนการเรียนรู้
รวมไปถึงการตรวจสอบความคิดและความรู้สึกของตัวเอง
กว่าที่มันจะตกผลึกออกมาเป็นรสนิยมของตัวเองได้
แล้วยิ่งถ้ากรรมการ เป็นช่างภาพที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นด้วยแล้ว
มันมีที่มาที่ไปแน่นอน สำหรับคำว่ารสนิยม
ให้ลองนึกดูว่าตอนเราเริ่มต้นถ่ายรูปใหม่ๆ
เราเปลี่ยนแนวหรือความชอบส่วนตัวไปกี่หนกว่าจะถึงวันนี้
เมื่อเราเห็นงานมากขึ้น ถ่ายรูปมากขึ้น
รสนิยมเราเปลี่ยนไปแค่ไหน
กว่าที่งานจะคลี่คลายและเป็นเอกลักษณ์ส่วนตัว
แต่ทีนี้ การประกวดสาธารณะ
กรรมการจะบอกว่าผมชอบรูปนี้ เพราะถูกรสนิยมผม
มันอาจจะไม่เหมาะเท่าไหร่นัก
เพราะทุกคนก็รู้อยู่แล้ว
ว่าที่กรรมการเลือกรูปเข้ารอบมา
ก็เพราะถูกรสนิยมของตัวเอง
แต่สิ่งที่คนส่วนใหญ่อยากรู้
นั่นก็คือทำไมรูปเหล่านี้
ถึงถูกรสนิยมของกรรมการต่างหาก
เสริมจากพี่ณต อีกอย่างที่เห็นถึงความเข้าใจผิดของชาร์ป
ที่ไป อืมมม... เรียกว่าอะไร เรียกว่าตกหลุมของภาษาแล้วกัน
คือไปเอาภาษามาเล่นเพื่อเอาชนะ เช่น บอกว่า " รสนิยม แปลว่า กูชอบ "
ทั้งที่ถ้าหากเรียนศิลปะ หรือสุนทรียศาสตร์ เราก็จะเข้าใจว่า
โลกศิลปะทั้งมวล ก่อตัวขึ้นจากรสนิยมทั้งสิ้น ไม่มีอะไรเป็นข้อยกเว้น
การไปตบแต่งให้มันกลายเป็นคำว่า กูชอบ นั้น ผมว่ามันคืออาชญากรรมทางสุทรียศาสตร์เลยล่ะครับ
ถ้าหากมันมาจากความเข้าใจผิดจริงๆ ก็ทำความเข้าใจกับมันได้ หรือถกเถียงกันได้
เพราะผมก็อาจจะผิด ชาร์ปอาจจะถูกก็ได้ แต่ถ้าตบแต่งมันเพื่อเอาชนะ ผมว่าเราจะไม่ได้อะไรเลย
ก็เข้าใจนะครับ ว่าที่พี่ชิตตอบ มันไม่ควรตอบ มันพลาด อย่างที่ได้วิจารณ์มาแล้ว
แต่แย้งในความผิดพลาดนั้นของพี่แกด้วยตรรกะนี้ของชาร์ป ผมว่าก็ผิดเพี้ยนเช่นกัน
ทั้งนี้ ผมเห็นว่าดีแล้ว ที่ชาร์ปคิดอะไรก็แสดงออกมาแบบนี้ล่ะ
เราถึงจะได้ตรวจสอบความคิดความเข้าใจของตนเอง มันต้องเอาความเห็นของเรามาปะทะกับคนอื่นๆแบบนี้
ความขัดแย้ง เห็นต่างนี่แหละ คือการเรียนรู้ด้านศิลปะที่แท้ ดังนั้นที่ชาร์ปแสดงความคิดเห็น
เยอะๆแบบนี้ ผมว่าดีแล้ว นี่คือวิธีการเรียนและพัฒนากระบวนการทางความคิดเลย
ส่วนเรื่องการให้เหตุผลนั้น ผมว่าตัวอย่างความเห็นของเบลในหน้าก่อนๆ
เรื่องการตกหลุมทางภาษา ไปจับเอาคำเล็กน้อย แล้วตบแต่งให้เป็นความหมาย
อย่างที่เราอยากให้เป็นเพื่อแขวะ ไม่มองเจตนา ไม่มองภาพรวม
จริงๆผมนี่ก็กลัวเหมือนกันเวลาถกเถียงอะไรกัน กลัวตัวเองจะตกหลุมนี้น่ะแหละ
ทีนี้ด้วยอาชีพที่ต้องนั่งเขียนบทคิดคำทั้งวัน จึงเบื่อวาทะสำนวนต่างๆมาก :30:
เวลาแสดงความคิดเห็น เลยพยายามทำตัวให้หลุดจากกลลวงของคำของสำนวนทั้งหลาย
แล้วคิดแค่ว่า เราต้องการสื่อสารอะไร เอาความคิดเป็นหลัก ไม่ให้คำหรือใช้คำเพื่อลวง
หรือทำให้ตรรกะมันบิดเบี้ยว จะว่าไปดราม่าทั้งหลาย ก็ก่อขึ้นมาจากอะไรแบบนี้ทั้งนั้นแหละ
สุดท้าย ที่แขวะที่อะไรกัน ผมก็ไม่เห็นว่าใครจะได้อะไรขึ้นมา นอกจากจะเกลียดขี้หน้ากัน
เคยมีคนอธิบายด้วยว่า สิ่งนี้มาจากอะไร มันคือพื้นฐานวัฒนธรรมไทยเรานี่แหละ
ศิลปะการโต้แย้งของไทยเรานั้นเรียกกันว่า โต้วาที คือใช้วาทะศิลป์เพื่อเอาชนะ
และตัดสินกันที่ใครใช้วาทะศิลป์ดีสุดเพื่อโน้มน้าวคน ไม่ต้องเป็นเหตุเป็นผลเลยก็ได้
อย่างญัตติต่างๆที่ตั้งกัน ถ้าฟังดีๆคิดด้วยตรรกะก็รู้อยู่แล้วว่าอะไรมันดีกว่าอะไร ไม่ต้องโต้ก็ได้
มันเป็นศิลปะของการใช้วาทะล้วนๆ ไม่ใช่เรื่องของตรรกะและระบบเหตุผลอะไรเลย
พูดให้ถูกเป็นผิดก็ได้ถ้ามีวาทะศิลป์พอ ในขณะที่แบบเรียนมัธยมของตะวันตก สอนเรื่องการให้เหตุผล
ไม่มองด้วยซ้ำว่าความคิดเห็นนั้นถูกหรือผิดไหม ถ้าหาเหตุผลมายันความคิดตัวเองได้
เข้าใจวิธีการให้เหตุผล เขาจึงรับมือกับความขัดแย้งเป็น และนิยมขัดแย้งถกเถียงกัน
และเมื่อขัดแย้งกันเป็นสุดท้ายก็จะได้คำตอบ สิ่งนี้ผมว่าแตกต่างกันมาก (ผมนี่ มาในมาดเห่อฝรั่งอีกตามเคย :30:)
ถ้าความจำผมไม่เลอะเลือน ในหลายๆกระจู๋ ที่เราหลายๆคนพูดเรื่องรุ่นใหญ่ๆ วงการถ่ายภาพ
ที่เต็มไปด้วยอีโก้ของแต่ละคนซัดสาด น่าเบื่อ ฯลฯ คิดว่าทุกคนคงจินตนาการกันออก
แล้วเราที่ก้าวเข้าไป เรากำลังทำแบบนั้นอยู่หรือเปล่า? อันนี้ผมว่าต้องตั้งคำถามกับตัวเอง
หลายๆความเห็นในหลายๆหน้าหลังของเรา กำลังกลายเป็นแบบนั้นหรือเปล่า
เพียงแต่เราอยู่ฝ่ายเดียวกัน แล้วก็ไปร่วมกันซัดสาดในโน้น เราก็แขวะเค้าไป
บรรยากาศมันเฉียดจะล้ำเส้นที่เราเคยพูด เคยเบื่อ กันเลย ผมก็เห็นว่าหลังๆชาร์ป
และท่านอื่นๆ ก็ตบๆมันเข้าสู่โหมดเหตุผลแล้วล่ะ แต่ว่ายังมองเห็นความรู้สึกเหล่านั้นอบอวล
อยู่ระหว่างบรรทัด ถ้าถามผม ผมไม่คิดว่ามันต่างจากอะไรกับคนที่เราด่าๆกัน
ถึงแม้เราจะคิดว่าเราแขวะแบบนี้เพราะเราอยู่ฝ่ายถูกและมีเหตุผลให้เชื่อว่าเราถูกก็ตาม
มีปุ่ม like มั้ยเนี่ย อยากกดให้พี่เก้อจริงๆ
เรื่องเด็กเส้น ...
นี่อยากจะถามเค้าว่าที่เข้ารอบมาแต่บอกเหตุผลการตัดสินไม่ได้นี่เด็กเส้นหรือป่าว (ก็เลยขอซะหน่อย)
มันก็เป็นเรื่องที่น่าสงสัยอ่ะ
อย่างที่พี่อนุชิตคอมเม้นผมในมัลติพลาย
http://rpashpix.multiply.com/photos/album/63/_Novice_Fashion_ (http://rpashpix.multiply.com/photos/album/63/_Novice_Fashion_)
มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับองค์ประกอบและเทคนิคล้วนๆ
แต่กับรูปที่เข้ารอบ
อ้างอิง19 ผมให้ความกล้า ที่นำเด็ก มานำเสนอ
ถ้าคิดนี่คือแบรนด์ เสื้อผ้า เด็ก มาจ้างให้เราถ่าย
และน้องเขาถ่ายทอด มาได้ดีมาก
แฟชั่นไม่ใช่เพียงเพียงสตรี อย่างเดียวครับ เด็ก และคนชรา ขอเอี่ยวด้วยได้ครับ
อ้างอิงทั้ง 3 ที่กล่าวมาทั้งหมด
ผมให้เข้าในแง่สติปัญญาครับ
ส่งมาโดยไม่แคร์ ว่ากรรมการจะคิดยังไง
แต่พวกเขากล้าส่งมา
และเผอิญ ต้องกับรสนิยมผมครับ
อ้างอิงเอา คห. 28 ก่อนนะครับ
มีปัญหากันเหลือเกิน สำหรับการไม่เห็นหน้า ภาษากายก็เล่าได้ครับ
ในภาวะที่ถูกรัดรึง ถูกพันธนาการ ต่างๆ ผมรู้สึกถึงได้ภาวะบีบคั้น ภาวะค้นหาทางออก
เด็กคนนี้เก่งในแง่ความกล้า กล้าที่จะนำเสนอมาในรูปแบบนี้
สิ่งที่เข้าส่งมาเรื่องอารมณ์ ผมสัมผัสได้
แล้วลองนึกย้อนกลับในแง่เวลาการทำงาน
แค่ชวนใครมาเป็นแบบก็ปวดใจแล้ว ยังไม่นับถึงตอนถ่าย
สติปัญญาผมคาดไม่ถึงครับ
บางรูปแสงยังโอเวอร์อยู่เลย โดยเฉพาะ set ที่ถีบรถ ยังกะคนแต่งรูปไม่เป็น :3005:
ส่วน
รสนิยม แปลว่า กูชอบ
ก็ตามที่พี่เก้อว่าครับ
เป็นครั้งแรกที่ได้สัมผัสกับความเป็นดราม่า ใกล้ๆ ตัว
บทสรุปจะเป็นยังไงยังไม่รู้ แต่สำหรับตูแล้วเท่าที่อ่านผ่านมา
รสนิยมนี่มันเป็นพื้นฐานของการตัดสินใจทำอะไรได้อีกหลายอย่างเลยนะเนี่ย
อ้างคำพูดจาก: เก้อ เมื่อ 09 ต.ค. 2010, 02:53 น.
เคยมีคนอธิบายด้วยว่า สิ่งนี้มาจากอะไร มันคือพื้นฐานวัฒนธรรมไทยเรานี่แหละ
ศิลปะการโต้แย้งของไทยเรานั้นเรียกกันว่า โต้วาที คือใช้วาทะศิลป์เพื่อเอาชนะ
และตัดสินกันที่ใครใช้วาทะศิลป์ดีสุดเพื่อโน้มน้าวคน ไม่ต้องเป็นเหตุเป็นผลเลยก็ได้
อย่างญัตติต่างๆที่ตั้งกัน ถ้าฟังดีๆคิดด้วยตรรกะก็รู้อยู่แล้วว่าอะไรมันดีกว่าอะไร ไม่ต้องโต้ก็ได้
มันเป็นศิลปะของการใช้วาทะล้วนๆ ไม่ใช่เรื่องของตรรกะและระบบเหตุผลอะไรเลย
พูดให้ถูกเป็นผิดก็ได้ถ้ามีวาทะศิลป์พอ ในขณะที่แบบเรียนมัธยมของตะวันตก สอนเรื่องการให้เหตุผล
ไม่มองด้วยซ้ำว่าความคิดเห็นนั้นถูกหรือผิดไหม ถ้าหาเหตุผลมายันความคิดตัวเองได้
เข้าใจวิธีการให้เหตุผล เขาจึงรับมือกับความขัดแย้งเป็น และนิยมขัดแย้งถกเถียงกัน
และเมื่อขัดแย้งกันเป็นสุดท้ายก็จะได้คำตอบ สิ่งนี้ผมว่าแตกต่างกันมาก (ผมนี่ มาในมาดเห่อฝรั่งอีกตามเคย :30:)
ชีวิตช่วงนี้กำลังเจออะไรแบบนี้อยู่ประจำ อ่านแล้วได้ใจเลย :12:
เข้าใจละ คำว่ารสนิยมมันน่าจะหมายถึง เซ้นต์ของมืออาชีพที่สั่งสมประสบการณ์ ที่รู้ว่าอันนี้ดี อันนี้ยังไม่ดี
ชาร์ปอย่าลืมว่า นี้คือรอบแรกนะ
สมมติ มีช่างทาสีที่เก่งๆ กับอีกคนเป็นสถาปนิกสร้างบ้านได้ทั้งหลังแต่ทาสีไม่เป็น
ถ้าเอาสถาปนิกมาสอนทาสีน่าจะง่ายกว่าให้ช่างทาสีไปเรียนสถาปนิกนะ
พี่ว่าการแข่งนี้ก็เหมือนกัน คนที่เข้ารอบเขา :55: :55:ก็จะมีการอบรมเพิ่ม
ทีนี้ก็รอดูงานรอบชิงดีกว่า ว่ามันจะออกมาเป็นยังไง
เหมือนที่เก้อเคยบอกเรื่องงานของผมเอาไว้ว่าตอนนี้ผมยังเป็นแค่ช่างเทคนิค ไม่ใช่ศิลปิน
มันยังมีช่องว่างระหว่างสองคำนี้อยู่
ผมผิดเองที่ไปบิ้วน้องๆตอนแรกว่ามันผิดทั้งๆที่ยังไม่ได้ฟังความคิดเห็นอีกฝ่าย
ชอบที่เก้อบอกว่ะ ไอ้ที่เราไปว่าน้าๆสุดท้ายเราก็ไม่ต่างอะไรจากเขาเลย
มันจริงนะเคยคิดเหมือนกัน :30:
ติดตามตอนต่อไป :30:
อยากรู้กติกา อ่ะไม่เกี่ยวกับมาตรฐานในการตัดสินการ
อย่างเช่นเอารูปเก่าที่ถ่ายก่อน จะประกาศโจทย์มาใช้ก็ได้เหรอ
อย่างงานนี้ถ่ายตั้งแต่ปีทีแล้ว
http://ieal2nerz.multiply.com/photos/album/31/19th_Journey_Again (http://ieal2nerz.multiply.com/photos/album/31/19th_Journey_Again)
แต่ปกติเค้าก็จะบอกชื่อกรรมการนะ
ซึ่งถ้าเป็นแก๊งเดินสายประกวด เค้าก็จะรู้ว่าถ้ากรรมการคนนี้ ทำงานแนวนี้ได้แน่ :30:
กรณีนี้น่าสนใจครับ :58:
จริงด้วย :18:
ไปตอบมาอีกยาวเลย
อ้างอิง
คุณ เด็กดอย ณ ปาย เข้าใจผิดและดูถูกผู้อื่นอย่างรุนแรงเลยนะครับ
ว่าคนที่ติการประกวด และการตัดสิน คือคนที่ละโมบ อยากได้เงิน
ผมไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการประกวดใดๆเลยครับ ผมคือชาวบ้านธรรมดา
เช่นเดียวกับอีกหลายๆคนที่ติ หรือแม้แต่คนที่ตกรอบ เค้าก็มีสิทธิสงสัย
กรรมการจะตอบหรือไม่ตอบก็ได้ ถ้าตอบได้ เป็นที่ยอมรับ มีวุฒิภาวะ
สังคมก็พร้อมจะยอมรับ การประกวดระดับโลกมากมาย หลังการประกาศผลก็ต้องมีการถกเถียง
แม้แต่ซีไรต์ ก็ฝุ่นตลบหลังการประกาศเช่นกัน การประกวดสาธารณะ คุณหลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ครับ
เพราะเมื่อผลมันปรากฏสู่สาธารณะ ผู้จัดได้เครดิต ได้ประชาสัมพันธ์ คนได้รางวัลได้ชื่อเสียง
เราจะเลือกรับแต่ผลดีอย่างเดียวไม่ได้หรอกครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรณีนี้ มันเกี่ยวข้องกับบรรทัดฐานทางศิลปะ
การจัดประกวด มันไม่ได้มีผลแค่ คนจัดเขาอยากให้เป็นแบบนี้ แล้วตัดปัญหาด้วยคำว่า
คำตัดสินของกรรมการคือสิ้นสุด นี่คือวิธีคิดแบบอำนาจนิยม ปัจจุบันนี้ใช้ไม่ได้ผลแล้วครับ
ผู้คนมีการสึกษา มีความคิดความอ่านมากขึ้น ทุกคนมีสิทธิ์สงสัย และติ ผมเชื่อแน่ว่าทั้งผู้จัดและพี่ชิต
ก็เข้าใจข้อนี้ดี และพร้อมรับคำวิจารณ์
เราไม่สามารถมีอำนาจ-ชื่อเสียง-ความน่าเชื่อถือได้ โดยปราศจากความรับผิดชอบหรอกครับ
การแสดงความคิดเห็นการกระทำใดๆออกสู่สาธารณะ ย่อมต้องรับผลทั้งดีและร้ายไป
และทั้งหมดของกระบวนการนี้ เป็นไปเพื่อการพัฒนาปรับปรุงนั่นเอง ถ้าหากประเทศนี้ไม่มีใครทำอะไร
หรือทำแล้วไม่ยอมรับคำวิจารณ์ มองว่านั่นเป็นแค่คำพูดของคนละโมบ เสียผลประโยชน์
ไม่รับฟังเสียงของใคร และไม่เข้าใจว่า กระบวนการแสดงความคิดเห็น ความขัดแย้งเหล่านี้ต่างหาก
ที่จะนำพาให้ประเทศพัฒนา ผมว่าคงน่าเศร้าครับ ระบบความคิดของประเทศที่พัฒนาแล้วเค้าถือว่า
การถกเถียงเหล่านี้ต่างหาก คือเชื้อพลังงานที่จะนำพาประเทศไปสู่การพัฒนา ขอแค่เพียงขัดแย้งให้เป็น
และมองสิ่งที่ถกเถียงว่า มันคือประเด็นสาธารณะ 1.การประกวดสาธารณะ 2.การตัดสินคุณค่าทางศิลปะภาพถ่าย
ทั้งหมดนี้คือประเด็นสาธารณะทั้งสิ้น
ถ้าผู้จัดหรือกรรมการตอบได้อย่างมีวุฒิภาวะ ผมว่าผู้คนก็ยอมรับ สิ่งที่แตกต่างระหว่างการประกวด
ที่ประสบความสำเร็จกับไม่ประสบความสำเร็จ คือได้รับการยอมรับเชื่อถือ กับการตัดสินที่แตกต่าง
และการให้คำตอบแก่สาธารณะ ส่งผลโดยตรงต่อความสำเร็จของการประกวด การประกวดที่อยู่ยาวนาน
ได้รับการยอมรับ คือการประกวดที่ทำหน้าที่ให้คนยอมรับได้มากที่สุดนั่นเอง ไม่ใช่ด้วยวิธีการอำนาจนิยม
ด้วยถ้อยคำสักดิ์สิทธิ์ว่า การตัดสินถือเป็นการสิ้นสุด ถ้าจะห้ามคนไม่ให้คิดเห็นอะไรด้วยคำๆนี้ ก็ต้องห้ามคนหายใจล่ะครับ
และสุดท้ายการประชดประชันกันไปมาไม่ว่าจะฝ่ายไหน แม้แต่ฝ่ายคนวิจารณ์การประกวด นอกจากจะไม่ช่วยอะไร
หรือพัฒนาปรับปรุงอะไรแล้ว ยังแสดงให้เห็นว่า สังคมเรายังไม่พร้อมสำหรับ การถกเถียงประเด็นสาธารณะ ขอฝากไว้เท่านี้ครับ
ปล.ผมชาวบ้านผ่านมาเฉยๆครับ ๕๕๕
เอ้อ แถมอีกนิดนึง
เซ็ตคนถีบรูปที่ชาร์ปว่า แสงโอเวอร์
ผมว่านั่นคือสไตล์นะ สไตล์สแน็ปช็อตที่เค้าฮิตกันในยุค 90
วงร็อคต่างๆจะถ่ายสไตล์นี้แหละ สแน็ปช็อตแฟลชเว่อๆ
แต่ผมคิดว่าอันนี้อ่านแนวคิดแล้ว สื่อไม่ถึง ใช้เทคนิคผิดยุคอีกต่างๆหาก
ยิ่งมาอ่านว่า ยุค 60 อะไรเนี่ย คือจุดจบของเซ็ตนี้ในทันที :30:
แต่ถ้าให้ผมเอาความคิดพี่ชิตและกรรมการ คือแกต้องการกระจายสไตล์ให้หลากหลาย
และนี่อาจเป็นตัวเลือกในสไตล์นี้ที่เหมาะสมโอเคสุด อีกคำอธิบายหนึ่งคือ
ถ้าใครเคยดูภาพถ่ายของปราบดาหยุ่น หรือช่างภาพดังๆระดับโลกหลายคนที่โดดเด่นเรื่องวิธีคิด
เราจะมองหาความงาม"แบบที่เรารู้จัก" ไม่เจอในนั้นเลย คือคนเราพอถ่ายไปนานๆ
มันคงจะเบื่อระบบความงามแบบเก่า แล้วมองหาสิ่งอื่นๆ ที่อาจจะตอบโจทย์เรื่องเทคนิคหรือความงามไม่ครบ
แต่มีวิธีคิดบางอย่างที่"แปลกออกไป"ในนั้น เหมือนคนที่เราก็รู้ว่ามันยังไม่เก่งหรอกในหลายๆเรื่อง
แต่ว่าเรามองเห็นอะไรในตัวมัน แล้วคิดว่าเอามันมาขัดเกลา มันน่าจะให้อะไรดีๆให้เราเห็นได้ ยังงั้นน่ะครับ
นี่ผมเดาล้วนๆเลยนะครับ เพราะยังไม่เชื่อถึงขนาดว่า กรรมการซึ่งเป็นคณะคนหลายๆคน
เค้าจะเอาแต่คนที่ใช้ไม่ได้ ตาไม่ถึง ดูงานไม่ออก ไม่มีความคิดความอ่าน มารวมกันทั้งหมด
แต่ที่แน่ๆที่ผู้จัดเค้าขาดตอนนี้คือ การบริหารจัดการวิกฤติ และภาวะผู้นำ
ไม่สิ อันนั้นภาษาเมเนจเม้นมากๆ อันนี้ต้องเรียกว่า การบริหารจัดการดราม่า :30:
ไอ้เซ็ทถีบรถนั่นผมชอบอ่ะ :44: :44:
(ชอบเฉพาะรูปที่ฟาดกีตาร์นะ เท่ดี)
แต่อีเซ็ทซอมบี้นั่นรับไม่ได้อ่ะ :41:
คือผมคิดไปเองรึปล่าวว่าชาร์ปยึดติดกับการแข่งขันชิงรางวัลลงพอร์ท อะไรพวกนี้มากไปรึปล่าว :09:
ช่วงเวลาของชาร์ปตอนนี้ผมว่าควรจะพัฒนาความคิด-คอนเซป ศึกษาประวัติศาสตร์ศิลป์ ฝึกความชำนาญด้านเทคนิกมากกว่า
เพราะยังเรียนอยู่ด้วย ความจำเป็นด้านการสร้างชื่อเสียงยังไม่มีความเป็นมากนัก แข่งขันเพื่อรับคอมเม้นพัฒนาตัวเองน่าจะเป็นสิ่งที่น่าสนใจกว่า
ส่วนเรื่องการประกวดมันตัดสินอะไรมากไม่ได้หรอกครับ เพราะมันขึ้นอยู่กับสภาวะของการแข่งขัน สภาวะของกรรมการด้วย
เช่นจัดแข่งเพื่อค้นหาผลงานที่ดีที่สุด จัดแข่งเพื่อประชาสัมพันธ์องค์กร จัดแข่งเพื่อหาไอเดียในราคาถูก ก็ว่ากันไป
อย่างเรื่องแสงโอเวอร์ผมเห็นว่ามันไม่มีผิด ไม่มีถูกนะครับ
แต่มันขึ้นอยู่กับว่ามันสอดคล้องกับคอนเซปที่ตั้งไว้หรือไม่เท่านั้นเอง
ส่วนเรื่องที่กรรมการมาตอบขอเวลาซักพักไปอ่านและย่อยก่อนนะครับ :30:
เอาตอนนี้ก่อนนะ
คงไม่ได้อะไรกับงานของ world camera แล้วอะครับ ช่างมัน :30:
สำหรับผมงานนี้มันก็เป็นงานประกวดสำหรับนักศึกษางานหนึ่ง ถ้าไม่ได้ก็พร้อมไปฝึกฝีมือหาลงงานใหม่อยู่แล้ว
ในกระทู้นั้นผมก็เข้าไปถามด้วยความเป็นเด็กอยากได้ความรู้นะ
แต่ประโยคคำตอบมันกินใจซะเหลือเกิน
อ้างอิงตรงครับ แต่เหมือนก้อป หนังสือฝรั่งมา แต่มันยังไม่ถึงครับ
อีกนิดนึง งานประกวด โชว์ความคิดนิดนึง งานกอป ไว้ฝึกสกิล ครับ
:39: กอปพ่องมึงสิ
ถึงเค้าจะขอโทษมา ก็ทำใจให้หายโกรธไม่ได้จริงๆ
set ถีบรถนั้นจริงๆผมบอกว่าเหมือนคนแต่งรูปไม่เป็นอ่ะ :3005:
ขอโทษว่ายังไงบ้างอะ ไม่ได้เข้าไปอ่านละ เดี๋ยวเกรียนแตกเปล่าๆ :30:
ที่เค้าตอบมากวนจริงๆนะ คือยังไงล่ะ งานชาร์ปมันสไตล์นิตยสารต่างประเทศก็จริง แต่อย่างน้อยก็ไม่กากนะ :30:
งานสะดุ้งกล่องของขวัญโครตกากเลย เปิดดูทีไรเสียอารมทุกที :30:
จะบอกว่า ที่เบลไปตอบ ไม่ต่างกับที่พี่เค้าตอบเลย
จริงๆนะ แค่เพราะว่าเราอยู่ฝ่ายถูกหรือมีเหตุผลให้เชื่อได้ว่าเราถูก
แต่การโพสนี่ตรงกันเด๊ะเลย
มองที่เจตนาโดยรวม ยังไงผมก็คิดว่าเค้าพูดด้วยความหวังดี
ทั้งที่ไม่ต้องทำยังงี้ก็ได้ ไม่ต้องมาตอบก็ได้ แต่อย่างว่า พูดไม่ถูกหูกันซะคำแรกแล้ว
มันก็ต่อกันไม่ติดหรอก อย่างที่ชาร์ปแขวะเค้าเรื่องเด็กเส้น ผมว่ามันร้ายแรงพอๆกันเลย
แถมชาร์ปไม่ได้ขอโทษเหมือนที่เค้าทำด้วย
ลืมเรื่องตัวตน พวกเรา พวกเค้า ความโกรธ อคติ กลัวเกรียนแตก วางความคิดทั้งหลายที่ไร้สาระพวกนั้นไป
ผมว่าเราถึงจะได้อะไรจากทั้งหมดนี้ ศิลปะมันควรจะนำพาเราไปสู่สิ่งที่ดีงามกว่านั้น
เข้าใจนะครับ ว่าหลักการที่ผมมักอธิบายเหล่านี้ มักจะดูไม่เป็นมนุษย์ ที่ต้องโกรธ ร้อน เจ็บ หนาว
ก็นั่นแหละ ปัญหาสำคัญของผมในการทำความเข้าใจอะไรๆ เพราะผมดันเป็นมนุษย์น้ำแข็ง(ใครสักคนตั้งให้)
มันไม่มีระบบความคิดนั้นอยู่ เลยเป็นเรื่องยากที่จะทำความเข้าใจเวลาใครๆเป็น
และพอจะอธิบาย ก็ไม่สามารถเชื่อมโยงมิติเหล่านั้นเข้ากับสิ่งต่างๆได้ แต่ละคนก็มีทางของตัวเอง
บางคนวีนมากๆ เกรียนแตกสุดๆ ก็เอามาเป็นพลังในการสร้างสรรค์ได้เยอะแยะ
ดังนั้น มีอะไรก็ทำๆไปเถอะ นี่ล่ะ บทสรุป :37:
อ้างคำพูดจาก: เก้อ เมื่อ 10 ต.ค. 2010, 03:08 น.
ดังนั้น มีอะไรก็ทำๆไปเถอะ นี่ล่ะ บทสรุป :37:
บทสรุปนี้ฟังดูคุ้นๆนะครับพี่เก้อ :30:
happy ending :56:
อ้างคำพูดจาก: VeryHappy เมื่อ 10 ต.ค. 2010, 03:21 น.
บทสรุปนี้ฟังดูคุ้นๆนะครับพี่เก้อ :30:
เครดิต : พี่โน้ต DUDE/SWEET หรือ Slowmotion วะ :37:
เรื่องแสงโอเวอร์มันเป็นสไตล์ครับ แค่เขายังทำได้ไม่เนียนพอ
อ้าวเลิกดราม่าแล้วเหรอ :31:
เลิกดราม่ากันไปแล้วสินะ...
ตามอ่านๆละคันรอยหยักในสมอง
(ไม่ได้ประชดแต่แรดอยากใช้คำแปลกเฉยๆ)
อยากพูดนิดๆหน่อยๆ
แต่มาไม่ทัน :30:
ออกตัวก่อนว่าไม่ได้มีความรู้เรื่องถ่ายภาพมากมายนักหรอกครับ
เพิ่งจะเรียนรู้และไม่ค่อยจะรู้ด้วยครับ
ว่าตามตรงก็ยังไร้ประสบการณ์ ยังอ่อนด้อยเลยล่ะ
แต่เพราะมีเพื่อนรักศิลปะ และเพิ่งได้เสวนาอะไรแปลกๆกันมาบางอย่าง
เลยมีความคิดเห็นส่วนตัวตะหงิดๆ เกี่ยวกับความคิดเห็นด้านศิลป์อยู่ในปลายสมอง นิ๊สเดียว
ก็ว่ามาซิครับ :58:
ครับ :58:
คือจะบอกว่าในแง่ศิลปะ สำหรับส่วนตัวแล้วเท่าที่ได้คุยกับเพื่อนฝูงมา
รู้สึกว่างานศิลป์เนี่ย บางทีมันก็คือการทำให้คนเชื่อในสิ่งที่เห็น กับบางสิ่งที่ตัว ศิลปินเองต้องการถ่ายทอด
บางอย่างอาจจะดูไม่ถูกต้องตามหลักการ นอกกรอบ แต่ปรากฎว่าทำแล้วมันดันเกิด อิมแพก กับผู้ที่ได้รับชม....
เช่นเพื่อนผมมาบอกว่า มีเพื่อนของมันอีกที บ้าทำงานไปพรีเซ็นต์ เป็นบ้องไม้ไผ่เรียงๆกัน
โดยให้เหตุผลในการพรีเซนต์ว่า "ผมชอบกัญชาครับ"
ผมกลับรู้สึกว่า เห้ยแม่ง ได้ใจว่ะ เครซี่มากๆ ทั้งๆที่รู้ว่า กัญชาก็ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง....
แต่ผมกลับรู้สึกได้ถึง "อัตตา" ของตัวศิลปิน โดยที่แม้แต่ตัวงานผมยังไม่เห็นเลย
ซึ่งพอผมมาคิดตามหลักการนี้แล้ว กลับมานั่งดูรูปในงานประกวดพวกนี้อีกที
เลยพอจะเข้าใจคำว่า "ถูกจริต" ที่มีการเกริ่นออกมา (แม้จะเป็นการสื่อสารที่นับว่าผิดผลาด ก็ตามที)
เพราะคงทำให้กรรมการ หลายๆคน (เพราะคงไม่ใช่คนๆเดียวตัดสินทุกๆรูป)
เชื่อในสิ่งที่เขาพรีเซนต์ได้ (แม้หลายรูปจะขัดใจหลายท่านบางที)
(อ๊ะ ขัดใจผมเหมือนกัน...)
ส่วนเรื่องการตีความโจทย์ ขอไม่พูดถึงลึกครับ เพราะผมก็ตีไม่ออกเหมือนกัน
คำขยายความคำว่าแฟชั่น สำหรับผมคือการทำอะไรซักอย่างให้รู้สึกว่า คนส่วนมากทำตามแล้วมันเวิค มันฮิต มันโดน มันเจ๋ง
เสื้อตัวนี้มันสวยต้องหามาใส่ คริสปี้ครีมมันอร่อยต้องหามากิน อะไรแนวๆนั้น
อีโมชั่น ในแง่ศิลปะ บางบริบทก็สื่ออารมณ์ หรือแม้แต่เรื่องราวได้ โดยที่ไม่จำเป็นต้องแสดงออกให้เห็นครบทุกทาง
เช่น ลั้นลาจนอยากเต้นบัลเล่ต์ การแสดงละครใบ้ เป็นต้น
(ส่วนตัวละคิดว่าการสร้าง "เรื่องราว" ให้กับงานศิลปะ จะทำให้ผู้เสพ เข้าใจในงานได้เร็วกว่าเอางานโดดๆ ไม่ต่อเนื่องกัน มาจัดวาง)
แยกก่อน ประเด็นที่สอง...
สำหรับงานชาร์ป... เท่าที่อ่านๆคงมีคนพูดไปแล้วว่างานชาร์ป ก๊อป หรือไม่ก็อปยังไง
ผมว่าชาร์ปถ่ายสวยนะ ยอมรับจากใจจริงว่าผมทำไม่ได้แบบชาร์ปแน่ๆ
เพียงแต่ผมคงรู้สึกเหมือนพี่บวบ ที่แบบว่า เปิดแมกกาซีนมาเจอ
เห้ยสวยดีอยากถ่ายได้มั่ง แล้วปิดไป จะว่าไง เหมือนมัน ซ้ำๆ โดยที่ไม่ก๊อป
เพราะสมองอาจจะประมวลผลแล้วว่า "ภาพแนวคิด หรือแพทเทิรน์แบบนี้เห็นได้ง่ายในแมกกาซีนเว้ย"
เลยอาจจะทำให้รู้สึกว่ามันซ้ำได้
ยังไงก็ขอชมครับ ให้ทำตามฝีมือคงไม่ถึงจริงๆ :05:
ว่าแล้วก็..........
อ๊ากกกกก อยากถ่ายได้แบบนี้มั่งงงงงง
:07:
(แล้วไหนบอกนิดเดียว เล่นซะยาวขนาดนี้ 555)
เออ มันต้องแบบนี้ซิ :12: