บอกไว้ก่อนว่าเนื้อหาในนี้เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคลนะครับ
ไม่รู้ว่าจะไปซ้ำซ้อนกับกระจู๋ไหนรึเปล่า ขอตั้งไว้ก่อนแล้วกัน
ประเด็นคือตอนนี้ผมเรียนถาปัด อยู่ปีสาม ยอมรับว่าฝีมือก็ไม่ได้เก่งกาจอะไรเลย
คือว่าหลังจากที่ได้เรียนและได้พบเจออะไรต่างๆมามากมาย การเรียนเกี่ยวกับความสวยความงาม
ผมว่าเรื่องทั้งหลายเนี่ย มันเป็นการคิดไปเองของเจ้าของงาน และการเห็นพ้องต้องกันของคนรับชมด้วยเป็นส่วนใหญ่รึเปล่า
ผมเคยถามเพื่อนคณะอื่นว่าไอ้ตึกdigital gate wayที่สร้างใหม่ที่สยามเนี่ยมันสวยมั้ย
(ยอมรับว่าผมเองไม่ชอบ)เพื่อนมันก็บอก ก็ตึกอ่ะ ไม่เห็นมีอะไร ก็แปลกดี
สเปซข้างในเป็นยังไงบ้าง? รู้สึกอะไรมั้ย? อลังการ?
เพื่อนก็บอก ไม่รู้ ก็ตึกอ่ะ
แล้วสวยมั้ย?
ก็ไม่รุ้ แต่ก็แปลกดี ไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้ ยังใหม่ๆอยู่
แต่พอมาคุยกับเพื่อนในคณะ นี่มีเรื่องคุยกันยาวเลยครับ
ขนาดทางเดินแคบไป circulationวกวน แปลกๆ ทางเข้าร้านก็ยังไงๆอยู่
เอ่อ สรุปว่าที่ผมเรียนๆกันไปเนี่ย ออกแบบกันมาเนี่ย พวกเรา+อาจารย์นี่กำลังคิดไปเองรึเปล่า
พวกความสวยงามอะไรต่างๆ มันคืออะไรกันแน่ ทำๆไปแล้วคนอื่นเค้าไม่เห็นรู้สึกกันเลยจริงป่ะเนี่ย
เมื่อมาอยู่หน้างานจริงๆ การก่อสร้างนี่เค้าคำนึงถึงความประหยัด คุ้มค่ามากกว่าความสวยงาม?
ทำให้สวยจนไม่ได้รู้สึกตัวไงครับ
เหมือนตึกห้องแถวอะไรเนี้ย ความกว้างความสูงของห้อง
คนที่เข้ามาอยู่จะรู้สึกได้นะครับ ว่าอึดอัด สบายๆ โอ่โถง
ถ้าความสบายๆ เป็นความสวยงามอย่างนึง
ห้องนั้นก็สวยดีนะครับ
อย่างสนามรังนกของจีน
ถ้าเป็นกล่องสี่เหลี่ยม เหลี่ยมๆ ไปเลย
มันกก็คงจะสวยแบบเหลี้ยมๆ อีกเช่นกัน
เออ เรื่องนี้น่าสนุก :25:
ไว้เดี๋ยวจะมาร่วมถกด้วยครับ
ขอบ่นเรื่องdigital gate wayไว้ในนี้หน่อยครับ
ไม่รู้ว่ามีใครเคยไปเดินทั่วรึยึง
ไอ้การที่เอากระจกมาทำเป็นกันสาด ทำเป็นหลังคานี่ ดูยังไงผมก็โคตรจะไม่ชอบเลย
เกลียดมาก
ไอ้กันสาดชั้นล่างตรงทางเข้าชอปของแอปเปิ้ลอ่ะ ตอนสร้างแตกไปกี่แผ่นแล้วก็ไม่รู้
แตกจริงๆ ผมเห็นอ่ะ น่าจะเป็นเพราะของตอนก่อสร้างหล่นลงมา
แล้วทางเข้าตรงมุมนั่นก็โคตรขัดใจเลย
ยิ่งไอ้กระจกสามเหลี่ยมที่เอามาทำหลังคา ที่เหมือนถั่วต้มอ่ะครับ
มันหล่นลงมาแล้วแผ่นนึง :07:
ดีนะหลุดออกมาข้างนอก ตอนที่เพิ่งเปิดใหม่ๆ
ตอนนั้นเดินจากรถไฟฟ้าจะไปมหาลัย เดินด้านนอก เห็นเค้าเอาเชือกมากั้น แล้วมีเศษกระจกอยู่ที่พื้น
เดินอ้อมๆออกมามองไปข้างบน แม่งโหว่ไปช่องนึง :07:
นั่นไงล่ะ...
"Beauty is in the eye of beholder"
ความสวยมันไม่มีตัววัดแน่นอนหรอกครับ
ขึ้นอยู่กับความชอบ และทัศนคติของแต่ละคน
เหมือนเช่น เวลาเราถ่ายรูปออกมา
เราคิดว่ามันสวยมากๆ เลย เป็นรูปเด็ดดวงมากๆ
แต่พอเอาไปให้คนอื่นดู เค้าอาจจะบอกว่า ก็ธรรมดา
ไม่เห็นมีอะไรเลย
และบางทีเราอาจจะมองรูปภาพของเค้า ก็อาจจะไม่สวยก็ได้ :37:
ผมชอบอันนี้ครับ
อ้างคำพูดจาก: คนตาบอดข้างเดียว เมื่อ 29 ก.ค. 2009, 14:44 น.
เราบอกกันว่า อาหารอร่อยไม่อร่อยมันก็แล้วแต่คนกิน
แต่ว่าอาหารที่มันไม่อร่อยนั้นมันก็มีอยู่จริง
:56:
ความสวยงามมันแทรกอยู่ในทุกองค์ประกอบของธรรมชาติรอบตัวนั่นแหละนะ
บางทีของบางอย่างเราไม่เคยเห็นว่ามันสวยหรอก แต่เราก็มองมันได้ไม่เบื่อ
แต่ถ้าต้องไม่เห็นมันนานๆ หรือ ไปเห็นอะไรไม่สวยมา วันนึงกลับมามองมันแล้วก็รู้สึกว่าสวยนี่หว่า
มองดีๆ ลุงร่มก็สวยนะครับ ลุงอ๋าก็น่ารัก
อร๊าง~ ผมไม่ได้คิดไปเองชิมิเนี่ย :56:
ใช่ :56:
อ่านคำตอบผมในกระจู๋ทำไมต้องเรียนออกแบบครับ :37:
ตอบจริงจังสักหน่อย
แน่นอนว่าของทุกอย่างในโลกคือสิ่งสมมุติ
ความงาม ความอร่อย ความไพเราะ ทั้งหลายคือค่าสมมุติ
แต่ก็เช่นเดียวกับทุกเรื่อง ที่กระดาษแผ่นสีเทา สีม่วง สีแดง
มันมีมูลค่าในการจับจ่ายซื้อขายแลกเปลี่ยนก็คือการสมมุติ
รวมถึงวัตถุสีเลืองอร่ามที่เราเรียกว่าทอง ที่ใช้เป็นฐาน
ในระบบการแลกเปลี่ยนทางเศรษฐศาสตร์ เป็นฐานในการคำนวนค่าเงิน
ความร่ำรวย นำมาใช้จัดระบบเศรษฐกิจของโลก...นี่ก็เป็นการสมมุติ
แต่เป็นการสมมุติจากการที่มนุษย์ทั้งหลายในโลก
เห็นว่าไอ้ทองเนี่ย มันสวยงาม และมันหาไม่ได้ง่าย
ค่าของมันจึงเกิด มนุษย์เรามีค่าสมมุติร่วมกันว่าทองมันงาม
ระบบการเงินโลกจึงใช้มันมาเป็นแกนการจัดระบบ
ไม่ว่าเราจะเห็นว่าทองมันสวยหรือเปล่า แต่โลกถูกหล่อหลอม
โดยความงามของมันมาแล้วนับพันปี ค่าสมมุตินี้ใช้งานและปลูกฝังมาจนปัจจุบัน
(ถึงปัจจุบัน ความงามมันถูกโยงอยู่กับมูลค่าของมันมากกว่า
แต่ก็อนุโลมให้ว่า แรกเริ่มเดิมทีมันมาจากความงามก่อน)
ตอบคำถามครับ ทุกอย่างก็เป็นค่าสมมุติทั้งนั้นในโลกใบนี้
ในการออกแบบ
ค่าสมมุติไหน ที่ทำให้คนส่วนใหญ่เป็นสุข ค่าสมมุติไหนทำให้เราเป็นสุข
หรือแค่คนกลุ่มเด็กแว้นมีความสุข(ก็ใช้สีแปร๋นๆไปเลยดิ๊)
หรือกลุ่มศิลปินด้วยกันมีความสุข(ทำมันนามธรรมสุดๆไปเลย ซิมโบลิคเหี้ยๆ)
หรือนักออกแบบด้วยกันมีความสุข(โชว์คอมโพสจัดๆล้ำๆแม่งซะ)
หรืออาจารย์คนตรวจมีความสุข(อาจารย์แม่งชอบเรียบๆกริดเนี้ยบๆเอางี้มันเลย)
หรือจะเอาให้เราคนเดียวมีความสุข หรือจะเฉลี่ยระหว่างหลายอย่าง-อย่างไหนบ้าง
เรามีหน้าที่เลือกของเราเองครับ
และเราก็ควรทราบผลลัพธ์ของการเลือกนั้น ว่านำไปสู่อะไร
การเลือกเหล่านี้นี่ล่ะครับ ที่จะทำให้เราเก่งขึ้นหรือย่ำอยู่กับที่(อาจจะห่วยลงในบางโอกาส)
หรือที่เรียกว่า พัฒนาฝีมือ นั่นแหละ การมีความสงสัยเหล่านี้นี่แหละ
ที่จะนำไปสู่การเลือกที่ระมัดระวัง ดู คิด พิจารณา ฝึกฝน ลองทำ แล้วเลือก
ถ้าเราตัดสินใจเลือกมันด้วยตัวของเราเองนะครับ
สุดท้ายเราก็จะพัฒนาไปในหนทางที่เราต้องการเองครับ
มันก็มีนะครับ คนที่รอให้คนอื่นเลือกให้อย่างเดียว
หรืออย่างตอนเรียนก็เลือกตามที่อาจารย์ว่าอย่างเดียว
แต่อาจารย์สอนออกแบบที่ดี จะไม่ทำยังงั้นครับ จะไม่มาบอกว่าคุณต้องทำงี้ๆเดินทางนี้เท่านั้น
เขาจะชี้ให้เราเห็นทางเลือก และอธิบายข้อดีข้อเสียของแต่ละทางเลือก
อาจจะเชียร์บางทางเลือก แต่สุดท้าย เขาไม่ควรจะยุ่งเกี่ยวกับการตัดสินใจของเราครับ
เขาแค่รอให้เกรดกับการตัดสินใจของเรา :30:
ซึ่งการให้เกรดนั้นก็ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยของงานออกแบบนั้นๆ ซึ่งข้อนี้มันไม่ใช่ค่าสัมบูรณ์
เราสามารถถกเถียงได้ ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าความงามสัมบูรณ์-Absolute Beauty ก็จริง
แต่คุณค่า(และการประเมินคุณค่า)ของงานออกแบบ มันไม่ได้อิงอยู่กับความงามอย่างเดียว
ส่วนนึง มันจึงมีความถูกต้องเชิงสัมพัทธ์ คือ ความถูกต้องภายใต้เงื่อนไขบางอย่าง
(เช่น การอ่านออก ขนาดของฟ็อนต์ การสื่อความหมาย ฯลฯ)ไอ้ค่านี้นี่แหละครับ
ที่เขาเอามาให้เกรดเราครึ่งนึง อีกครึ่งนึงก็คุณค่าความงามอันเป็นค่าสมมุติที่น่าปวดหัวนี่แหละ
เริ่มวนละ จบดีกว่า
ว่าจะตอบนิดเดียว มือมันพาไป :08:
:25: จานเก้อ
เห็นในบล็อกของใครสักคน (ไม่แน่ใจว่า keng.ws ไหม)
มีแปะภาพกระจกร้าวตรงห้างตัวหนอนที่สยามด้วยครับ
แต่ตั้งกะห้างเปิดมาตูยังไม่เคยไปเดินเลยแฮะ (เคยแต่ตอนที่มันยังไม่เสร็จดี)
งานออกแบบของผม สิบคนชอบเจ็ดคน อีกสามคนไม่ชอบ
ผมเอาแล้ว
ขายได้แน่นอน
งานเขียนหนังสือของผม
สิบคนชอบสองคน
ผมก็เอาแล้ว
สุดท้าย
เจ๊ง
:30:
ผมก็เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ครับ
ง่ายๆเลยคือไปดูหนัง
นั่นกันอยู่สองคน พอหนังจบ
ผมหันไปกำลังจะบอกว่าหนังเรื่องนี้เจ๋งดีหวะ
แต่ก่อนที่ผมจะอ้าปากพูด เพื่อนผมก็บอกว่า
"ไม่ชอบเลยอ่ะ :39:หนังอะไรวะเนี่ย...."
ตอนแรกก็คิดว่าจะเถียงมันนะครับ
แต่คิดไปคิดมา ผมก็เคยแย้งในสิ่งที่เค้าชอบเหมือนกัน
ก็นั่นแหละครับ..
"Beauty is in the eye of beholder"
ส่วนตัวผมคิดว่า งานอะไรก็ตามหรือสิ่งไหนก็ตามที่คนชอบ/เห็นว่าดี
...เพราะมันมีความพอดีในตัวเอง
//อันนี้นอกเรื่องครับ
บางทีผมออกแบบงานแล้ว ทิ้งไว้สัก ระยะหนึ่ง
พอกลับมาดู... ทำไมมันแปลกๆวะ
เหมือนกับงานเขียนเลยครับ อาจารย์บอกว่าเวลาแปลงานเสร็จให้ทิ้งไว้งั้นแหละ สักข้ามวันแล้วค่อยมาอ่าน
มันจะเห็นเองว่าตรงไหนควรปรับ ตรงไหนควรตัด
อ่าว...เริ่มเวิ่นเว้อ
พอแค่นี้ละกันครับ :56:
ทำไมเขาเอาพี่เคน ธีรเดช ไปเล่นเป็นพระเอก
ทำไมเขาไม่เอาผมไปเล่นแทน ทั้งๆที่มีหูมีตามีปากมีจมูกเหมือนๆกัน 555
เรื่องความสวยงามลงตัวมันมีอยู่จริง ซึ่งคนทั่วๆไปก็จะรู้สึกได้แม้ว่าจะไม่ได้จบอ๊าทมาครับ
เค้าไม่ได้ทำให้ทุกคนดูสวย แต่เค้าคิดจะทำแบบนั้นล่ะมั้ง
ตอนประชุม10 คนอาจจะมี 8คนค้าน 2คนชอบ และดันเป็นผู้จ่ายเงินด้วย
ตกลงจะเชื่อตามใครได้ล่ะ ความคิดส่วนลึกๆของ 2 คนนั้นอาจจะมีอะไรๆอีกเยอะ ที่8 คนไม่เข้าใจ
ตอนนี้กำลังทำบ้านหลังนึงครับ
เป็นบ้านเล็กๆ ห้องนอนเดียว บนที่ดินขนาดค่อนข้างใหญ่เมื่อเทียบกับบ้าน
จริงๆบ้านหลังนี้ทำแบบเสร็จไปแล้ว (แบบชุดขออนุญาตก่อสร้าง)
แต่พอทันทีที่ทำแบบเสร็จ เจ้าของโทรมาให้ไปรับค่าแบบ พร้อมกับบอกว่า
จะย้ายบ้านไปอีกมุมนึงของที่ดิน
บนที่ดินเดิมแหละครับ แต่คนละมุม
ผม(คนเดียว) มองว่า มันไม่เหมาะที่จะอยู่ตรงมุมนั้น เราวิเคราะห์กันแล้ว สรุปกันนานแล้ว
และผม (คนเดียว) เห็นว่ามันต้องปรับแบบ เพื่อให้เหมาะสมกับที่ตั้งใหม่
(คือที่ดินตรงนี้มีบ้านญาติของท่านเจ้าของบ้านอยู่ด้วย และก็กำลังทำแบบเช่นกัน)
เนื่องจากแบบเดิมเสร็จไปแล้ว เจ้าของก็ชอบแล้ว ตังค์ก็รับมาแล้ว
ถ้าเปลี่ยนแบบ เจ้าของก็คงไม่ยินดีแน่ๆ เพราะอย่างน้อย ต้องรอแบบ อาจทำให้การก่อสร้างล่าช้า
วันที่ยี่บเก้านี้ คือฤกษ์ลงเสาเอก วันนี้ต้องสรุปผัง เพื่อตอกเข็ม
แต่ผมก็ยังยืนยันที่จะปรับแบบนะ วันนี้โทรเข้าไปแล้ว เจ้าของยืนยันว่าเอาแบบเดิม
ก็เลยต้องนัดเข้าไปคุยตอนค่ำวันนี้
ทั้งนี้ทั้งนั้น ผมมีงานอีกชิ้นนึงที่ต้องทำแบบส่งตอนเย็นนี้เช่นกัน
และยังไม่เสร็จเพราะกังวลเรื่องบ้านหลังข้างบนนี่อยู่
(แถมมีงานอื่นที่กำลังทำอยู่อีกสองสามชิ้น)
อาจจะไม่ตรงกับที่จ๊อบตั้งประเด็นเปิดจู๋ไว้นัก แต่มันก็น่าจะคล้ายๆ
ผมคิดไปเองไหม ว่าควรต้องปรับแบบ (ถ้าทำนี่คือไม่ได้ค่าแบบแน่ๆ)
หรือควรตามใจเจ้าของบ้าน เอาแบบเดิมนั่นแหละวางแหมะลงไปเลย
ทั้งๆที่รู้ว่าเราทำแบบได้ดีกว่านั้น
หรือเราคิดไปเองว่ามันดี หรือเราคิดไปเองว่าแบบเดิมไม่เหมาะ
// ค่ำนี้จะเข้าไปไฟท์เพื่อให้ได้ปรับแบบ (แต่ไม่ได้ตังค์ จะไฟท์ไปทำไมวะเนี่ย :30:)
ช่างลึกซึ้ง :05:
นั่นสินะครับ
ความเห็นของสถาปนิก
กับเจ้าของบ้าน
ผมก็เชียร์น้าอ๋าห์อยู่นะครับ
ว่าสายตาของผู้มีประสบการณ์น่าจะเห็นอะไรได้ขาดกว่า
แต่บ้านเขานี่นา
ไม่รู้ล่ะ เชียร์น้าอ๋าห์ให้คุยให้แก้นี่แหละ
แต่ไม่ได้ค่าแก้แบบสินะครับ :47:
คิดว่าอย่างน้อย คงไม่กล้าเรียกค่าแบบน่ะครับ
ผมพยายามทำให้ได้บนเงื่อนไข(ที่ตั้งเอาเอง)ว่า
- ไม่ทำให้ฤกษ์ลงเสาเอก ต้องเลื่อนไป
- ก่อสร้างเสร็จในกำหนดเวลาเดิม
- งบประมาณค่าก่อสร้างเท่าเดิม
ในขณะที่ต้องทำงานอื่นๆให้เสร็จตามกำหนดเดิมด้วย :12:
:05:
ตกไปข้อนึงครับ
- ได้ตังเท่าเดิม
:30:
มืออาชีพต้องทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดครับ :37:
เท่าที่ปัจจัยรอบข้างจะอำนวยได้ :47:
ครับ "ปัจจัย"นี่แหละที่ไม่อำนวย
:05:
โอ๊ย สถาปนิกคิดไปเอ๊งงงง
พวกทิศทางลมเลิมอะไรไม่ได้ใช้หรอกครับ
อยู่บ้านก็เปิดแอร์ปิดม่านทั้งนั้นแล้ะห์ :3005:
ห่ะๆๆ ติดม่านเปิดแอร์จริงๆ
พออ่านของลุงอ๋าห์แล้วก็อยากเห็นงานจริงๆว่าเค้าทำกันยังไง
จะว่าไปตอนนี้ผมโคตรอิจฉาพวกเรียนช่างเรียนวิศวะพวกนั้นมากอ่ะครับ
เค้าได้รู้ว่าจริงๆแล้วมันต้องทำยังไง
เสาคานอะไรต้องคิดด้วย ไม่ใช่แจกโปรเจคมาก็ขีดๆๆๆจะเอาเส้นเฉียง จะเอาเส้นทะแยงมุม บิดๆเบี้ยวๆ
ขอเฉี่ยว ขอเปรี้ยว จะเป็นZaha Hadidไว้ก่อน
มีเพื่อนผมคนนึง ทุกโปรเจคต้องเฉียงต้องแหลม
ผมดูแล้วแบบมันใช่เหรอ ตอนนี้อาจจะสวย โมเดลมันอาจจะสวย แต่พอจริงๆแล้วสร้างมามันจะเป็นอย่างนั้นเหรอ
คิดไปเองรึเปล่า
ว่าแต่ว่าพวกไซต์งานที่ก่อสร้างนี่ถ้าแต่งชุดนักศึกษาผูกไทต์เรียบร้อยจะขอเค้าเข้าไปดูได้มั่งรึเปล่าน่ะครับ ห่ะๆ
โอ้ว จู๋นี้น่าสนใจ แปะไว้ก่อน
มีหลายเคสมากเลยเวลาสอนเด็ก
เด็กมักจะพูดกันว่า งานดีคืองานที่อาจารย์ชอบ
ไหนจะเรื่องสวย-ไม่สวยอีก
เดี๋ยววนกลับมาใหม่ :12:
อาจารย์สอนศิลปะบอกนักเรียนในคาบแรกของการสอนว่าว่านี่คือวิชาเรียน
ที่ครูต้องสอนและเธอต้องมาเรียนเพราะต้องรู้ทฤษฎีกันเสียก่อน
ปิกัสโซ่ไม่ได้วาดแบบคิวบิสซึ่มมาตั้งแต่แรก
เค้าก็เริ่มวาดจากพอตเทรทธรรมดาๆ นี่แหละ
ดังนั้น ครูก็จะต้องมีเกณฑ์การให้คะแนนที่เป็นมาตรฐาน
เพื่อวัดความเข้าใจในการเรียนของพวกเธอตามหน้าที่ของครู
การให้งานแต่ละครั้งก็จะมีโจทย์ตามหัวข้อที่เรียน พวกเธอก็มีหน้าที่จะต้องทำให้ได้ตามนั้น
สงสัยอะไรก็ถามครูในห้องให้เข้าใจ ถ้าเพิ่งนึกออกตอนเรียนเสร็จแล้ว ก็มาถามครูที่ห้องพักได้
อย่าถามครูว่าจะทำยังไงดี ให้บอกว่าเธออยากทำอะไร
ครูจะอธิบายเนื้อหาให้หัวข้อนั้นให้ฟัง แล้วเธอก็จะพบคำตอบ
การที่เธอจะสร้างสรรค์นั้น ครูไม่ห้าม แต่อย่าลืมว่าโจทย์ในครั้งนั้นตามที่เรียนคืออะไร
ถ้าเธอทำตามโจทย์ที่ให้ในครั้งนั้นได้ไม่ดี
เธอจะมาบ่นว่างานเธอสวยแต่ได้คะแนนน้อยไม่ได้
แต่ครูกันคะแนนพิเศษแยกมาต่างหากสำหรับความสร้างสรรค์นั้นคะแนนนึงนะ
ใช่ครับ
ในแต่ละโปรเจ็คต์เราจะมีคีย์เวิร์ดปะที่หัวใบงานเอาไว้ให้
เช่น โปรเจ็คต์นี้เราจะมาศึกษากันเรื่อง human proportion นะ
ใครที่ออกนอกลู่นอกทาง มันหลงติดอยู่แต่ในเรื่องอื่น เราก็พยายามดึงมันกลับมา ให้มันรู้ตัวว่ามันกำลังทำอะไรอยู่
ใครตอบโจทย์ตามนี้ได้ก็ถือว่าผ่าน...(จริงๆตอนให้คะแนน อยากจะมีแค่ ผ่าน กับ ไม่ผ่าน แค่นั้นเองนะ)
แต่เสมอๆ มันก็จะมีพวกเด็กเสี้ยน อยากทำฟอร์มประหลาดๆ ก็จะยอมให้มันทำ แล้วก็จะบอกมันว่า เอ็งจะช้ากว่าคนอื่นเค้านะ
รีบทำให้สาแก่ใจซะ แล้วกลับมาในทางเดินของเราเถิด อันนี้ยืนยันว่าครูไม่ได้คิดเองว่ามันดีหรือไม่ดี ..เพียงแต่เราจะพิจารณาในจุดประสงค์ที่ตั้งไว้แต่แรก...ถ้าตอบไม่ได้แล้วเสือกอยากเสี้ยนอีก ก็ตก แต่ถ้ามันตอบได้แต่แรก แล้วอยากทำฟอร์มเท่ๆ ก็ยิ่งดีใหญ่
เราจะไม่พูดเรื่องสวย-ไม่สวยกันจนกว่าจะจูนกันได้ตรงกันว่า สวยแบบครูกับสวยแบบนักเรียนมันเหมือนกันรึเปล่า
อ๊ะ จานเต้ยมาแล้ว
ส่วนเรื่องของผม พ่ายแพ้แล้วครับ :3005:
ตกลงใช้แบบเดิม
ปรากฎว่าได้คุยกันเมื่อเช้า เพราะค่ำวานนี้ลูกค้าไม่ว่าง
คุยไปขณะที่รถตอกเข็มเข้ามาตอกเข็ม คุยไปก็แผ่นดินสะเทือนตามแรงตอกเข็มไป
ตอนนี้ที่ต้องทำก็คือ ปรับบางส่วนให้ดูเหมาะกับพื้นที่เท่าที่จะทำได้
อย่างน้อยก็ได้พยายามเสนออีกทางเลือกนึงให้แล้ว
(เมื่อคืนอดนอนทำสเก็ตชั่พเอาไปส่งด้วยนะ 555 :05:)
ยินดีด้วยครับน้าอ๋าห์ ที่ยังได้ทำเต็มที่แล้ว :46:
ที่จริงแล้วเรื่องการเรียนอะไรที่เกี่ยวกับศิลปะ
(หรืออะไรที่ไม่ใช่วิทยาศาสตร์ หรือ กฎหมาย หรืออะไรที่ตายตัว ที่จริงไอ้ที่ยกตัวอย่างมามันก็ไม่ตายตัว 100% นะ เอาเถอะไม่ใช่ประเด็น :47:)
คนเรียนมัน่าจะเข้าใจก่อนนะว่าการเข้าใจพื้นฐานเป็นสิ่งสำคัญมาก (ที่จริงมันก็การเรียนรู้ทุกอย่างแหละ)
องค์ประกอบของความเจ๋งของงานที่จะออกมามันคืออะไร
ทำไมงานของแจ๊กสัน พอลหล่อกมันถึงเป็นมาสเตอร์พีซ
ทั้งที่งานสาดสี เป่าสีของเด็กอนุบาลมันก็อาจดูไม่ต่างกัน
ที่คณะวิจิตรศิลป์ มช. เด็กเข้าใหม่จะเจอกร้อนทรงไอ้เณร ผู้หญิงจะต้องไว้ผมทรงเดียวกัน
(ทั้งที่เด็กเข้าใหม่บางคนจะอายุ 30 ก็ตาม :30:)
ช่วงรับน้องจะแต่งตัวเหมือนกันทุกคน(ย้ำว่าเหมือนกันทุกกระเบียด ผมป้ายทางเดียวกัน ติดกิ๊บสีเดียวกัน) แล้วก็ต้องมีชื่อใหม่ด้วย
เพื่อบอกว่าคุณจะต้องเริ่มจากศูนย์เหมือนกันใหม่ทุกคน ไม่ว่าคุณจะมีอะไรมาแค่ไหนก็ตาม
ผ่านไปไม่นานก็จะมีตัวประหลาดเต็มคณะไปหมด :30: :30:
เหมือนเรื่องภาษาไทยแหละ
อยากวิบัติกันใช่ไหม งั้นมึงมาเรียนภาษาไทยให้แตกฉานก่อน
แล้วจะพลิกแพลงยังไงก็ว่ากันไป ด้วยถือว่าล้ำแล้ว
ไม่ใช่ว่า.... (แล้วบรรทัดนี้ก็บ่นยาวๆ)
เหมือนตะก่อน ผมว่า แวนโกะฮ์ มันเก่งตรงไหน ฮาๆๆ
อ่านของอาจารย์เต้ยแล้ว เข้าใจกระจ่าง
เข้าใจได้ว่า นักเรียนที่ได้คะแนนไม่ดีน่าจะมี 2 อย่าง
คือขี้เกียจ-โง่ กับพวกขยันแต่เดินผิดทาง
ตอนเรียน อาจารย์ก็คงคิดว่าเราจะมีคำถามพวกนั้นมั้งครับ
ว่าไอ้สิ่งที่เขาอยากให้เรียนรู้วเป็นพื้นฐานพวกเนี้ยสำคัญแค่ไหน
พวกเอ็ง อย่าพึ่งเปรี้ยว ดูนี่ซะก่อน
(http://johntunger.typepad.com/studio/images/art/picassobull/bull11.JPG)
อันนี้ภาพเขียนของปิกัสโซ่ เด็กประถมก็วาดได้มั้ง
ดูก่อน ท่านผู้เจริญ
ดูอีกภาพ
(http://mourlot.free.fr/Images/picasso.gif)
เออ ดูแล้วก็ตาสว่าง ว่าทำไมเขาต้องให้เราเรียนอะไรๆตั้งเยอะ
ที่ยังไม่รู้ว่าจะเอาไปใช้ในการออกแบบได้ยังไง
อ้อ ต้องเหลือจู๋ไว้นี่เอง
จู๋สำคัญกว่าหัวอีกอะคิดดู
ผมก็สงสัยเหมือนกันครับว่างานออกแบบส่วนมากเค้าดูผลสำเร็จหรือดูวิธีการคิดหรือดูที่ชื่อเสียง?
(http://www.mp3lyrics.org/j/john-lennon/john-lennon_13.Jpg)
สมมุติว่าถ้าโปสเตอร์นี้ไม่มีใครรู้ว่าjohn lennonเป็นคนทำหรือถ้าผมเป็นคนทำโปสเตอร์แบบนี้ไปส่งอาจารย์จะเกิดอะไรขึ้น?
สิ่งที่คนเขาดูกันในรูปนี้ ไม่ใช่ความงามของคอมโพส
ไม่ใช่การจัดไทโป ไม่ใช่อะไรทั้งนั้น
เขากำลังดู"ข้อความ"ที่ 2 คนนี้สื่อสาร
ข้อความที่ไม่ได้หมายถึง คำ แต่หมายถึงอุดมคติที่พวกเขาอยากบอกคนทั้งโลก
การประเมินค่าเรื่องความงามจึงแทบไม่มีความหมายครับ
การออกแบบทั้งหลายบนโลก ก็มีไว้เพื่อการสื่อสาร
เราถึงเรียกศาสตร์ด้านนี้ว่า Visual Communications
คือการสื่อสารด้วยการมองเห็น เราใช้หนทางใดไปถึงก็ได้ ถ้าทำให้การสื่อสารนั้นสัมฤทธิ์ผล
วิธีการหนึ่งก็คือการดึงดูดสายตาผู้คนด้วยความงาม
แต่อย่าลืมว่านี่เป็น"วิธีการหนึ่ง" ในอีกร้อยพันวิธี
คิดว่าทุกคนคงเคยเห็นพวกฟอร์เวิร์ดเม็วที่เขียนการ์ตูนหัวไม้ขีด
หาความงามอะไรไม่เจอเลย แต่ก็ฮิตถูกใจคน
เพราะมันมีวิธีการเล่าที่ส่งผลกระทบต่อคนดูมาก
หรือการ์ตูน 4 ช่องของหมอแมวก็เป็นอีกตัวอย่างที่ชัด
เหล่านี้คือวิธีการสื่อสาร เขาไม่ได้มองว่าในภาพนั้นคือโปสเตอร์ดีไซน์
แต่เขามองข้อความที่ทั้งสองส่งมาให้ผู้ชม ซึ่งสิ่งที่ยันอยู่หลังข้อความนั้น
ก็คือ บทเพลงที่เป็นอมตะและอุดมคติของเลนนอน ที่เขาทำมาทั้งชีวิต
บทกวีของโยโกะ วิถีชีวิตที่บริสุทธิ์สัมผัสใจคนของทั้งคู่ กิจกรรมทางสังคมต่อต้านสงคราม
ที่ทั้ง 2 อุทิศเวลาทั้งหมดให้ในช่วงนั้น รวมถึงกิจกรรมประท้วงบนเตียง(นอนบนเตียงไม่ลุกไปไหนเพื่อประท้วงสงคราม)
ทั้งหลายเหล่านี้ ทำให้ข้อความนั้นมันหนักแน่น และส่งผลกระทบใจผู้รับสาร
ยิ่งกว่าองค์ประกอบที่สวยงามหลายเท่าครับ
และนั่นเป็นข้อจำกัดที่ดีไซน์ไม่อาจล่วงล้ำไปถึง และไม่มีวันทำได้
การออกแบบ ไม่ได้มีอุดมคติในตัวของมันเอง ถ้าหากมันจะมี
ก็คือไปรับใช้อุดมคติอื่นเท่านั้นครับ ผมเชื่อยังงั้น
พิมพ์มาตั้งนาน เด้งทีหายหมด :05:
เลยลืมเลย
เอาเป็นว่าตูไม่ได้ฟังเพลงฝรั่ง ไม่ได้อินอะไรสักนิดกับเลนนอน (หรือแคนอนเองก็เถอะ)
แต่ให้รู้ไว้ว่าบางทีเราไปตัดสินภาพจากที่ตาเห็นโดยไม่ได้สนใจสารนั้นๆ เลย ไอ้นั่นก็ไม่ถูก
อย่างกรณีของภาพนี้ถ้าไม่ได้รับรู้ว่าทำไมเขาโชว์ป้ายนี้ ทำไมมันดังเหรอ มันสวยยังไงวะ ฯลฯ
เอ๊า อยากรู้ก็ลองหาที่มาที่ไปดูสิครับ แล้วจะเริ่มอึ้ง (อย่างที่ตูก็อึ้งหลังจากได้รู้ผ่านหนังสือ Design+Culture ของคุณประชา สุวีรานนท์)
เหมือนกับเห็นเก้าอี้ร้านก๋วยเตี๋ยวว่าเฮ้ย ทำไมต้องใช้เก้าอี้กระจอกๆ นั่งพิงก็ไม่ได้
ไมไม่เอาแบบนวมๆ ล่ะ (พูดเสร็จแล้วก็วิ่งหายไปไม่รอฟังคำตอบ :30:)
อ้ะ ลองดูภาพนี้สิ (ตอนแรกยังไม่ต้องอ่านข้อความประกอบนะ)
แล้วนึกดูว่าตัวเองรู้จักเหตุการณ์นี้ไหม รู้จักดีแค่ไหน (ยิ่งไม่รู้จักยิ่งดี)
แล้วทำไมภาพนี้จึงเป็นตำนาน มันเจ๋งตรงไหนวะ???? เอ๊อออออ
(http://img3.f0nt.com/27/472df871b699677ca997271103e4fc29.jpg)
อ้ะ เสร็จแล้วลองอ่านข้อความประกอบ แล้วไปหาอ่านเพิ่มเติมเอาความรู้เรื่อง 14 ตุลา (เอ๊ะหรือ 16 ตุลานะ??)
นั่นแหละๆ แล้วจะเก็ตในศาสตร์แห่งความไม่คิดไปเอง เก็ตในพลังของสารตัวนี้จ้ะ
:46:ได้รู้อะไรอีกเยอะเลย
ผมก็อ่านมาจาก Design+Culture แหละครับแต่ที่สงสัยคือถ้าคนๆนึงที่ไม่เป็นที่รู้จักเลยแล้วทำงานออกแบบชิ้นนึงขึ้นมาเพื่อสังคม เพื่ออุดมการณ์ หรือเพื่อผลประโยชน์ทางการค้า กับคนอีกคนนึงซึ่งมีชื่อเสียงอย่างมากทำออกมาเหมือนกันเลยเพื่อเหตุผลเดียวกันทำไมคนส่วนมากถึงยอมรับและพยายามหาgimmicในงานของคนที่มีชื่อเสียงอยู่แล้ว ส่วนคนที่ไม่มีชื่อเสียงถ้างานก็ก็ว่าสวยแล้วก็ผ่านไปถ้าไม่มีคนที่มีชื่อเสียงมาชมก็ไม่ได้ดูหรือพยายามเข้าใจ สรุปคือคนส่วนมากดูงานนี่ดูชื่อคนสร้างหรือคนวิจารณ์ก่อนดูผลงานหรอครับ? 2คนนี้ไม่ได้งานกันนะครับแค่เอามาแทนที่กันเฉยๆ :08:อธิบายแบบเห็นภาพไม่ได้แฮะ
ยกตัวอย่างคือสัญลักษณ์ของไนหี้ถ้าไนกี้ไม่ได้จะมีคนมานั่งตีความไหมครับว่าเป็นปีกของเทพเป็นเครื่องหมายของชัยชนะ
งานดีไซน์มันคือการสื่อสารประเภทนึง ที่เอารสนิยมไปครอบน่ะ
เวลาสื่อสารกับเป้าหมาย เป้าหมายของเราคือใคร
เขาควรรู้ได้แค่ไหน อันนี้ดีไซเนอร์ต้องตระหนักอยู่แล้ว
เรื่องปีกนางฟ้าของไนกี้ ตูเองยังไม่รู้เลย
รู้แต่ไอ้เส้นตวัดๆ นั่นคือไนกี้ ก็มีความสุขดีอยู่แล้ว :52:
อ้าวแล้วใครล่ะที่รู้ ก็คนอย่างอิคคิวไง ที่เรียนออกแบบมา
ทีนี้หน้าที่ของคนที่เรียนมา ก็คือสนใจมันละ ว่าเฮ็ย ปีกนางฟ้าได้ไงวะ
สังเกตว่าทุกเคสมันจะเป็นแบบนี้แหละ
ทำสารขึ้นมาชิ้นนึง ดูว่าเป้าหมายของการสื่อสารมีกี่กลุ่ม
แล้วจะให้เขารู้อะไรมั่ง ตื้นลึกแค่ไหน ทำได้สำเร็จไหม ถ้าสำเร็จก็ เย้!
เพลงอินดี้เอย หนังอาร์ตเอย งานศิลป์เอย มันเลยมีหลายระดับไง
หนังพี่เจ้ยที่ว่าดีนักดีหนา มันเลยเป็นความดีสำหรับคนที่เข้าใจสารนั้นไง
ในขณะที่หนังการ์ตูนพิกซาร์ เด็กห้าขวบดูหัวเราะเอิ๊กอ๊าก ในขณะที่คนแก่ดูน้ำตาไหลริน
คนที่จะทำอย่างพิกซาร์ได้เนี่ย แม่งโคตรเจ๋งเลยนะ :12:
ผมว่าคำตอบเรื่องนี้ก็คล้ายๆกันกับเรื่องอื่นๆนะครับ
ถ้าเอาคนมีชื่อเสียงมาพูด คนก็ฟังมากกว่า
หนังรถไฟฟ้ามาหานะเธอ เอาคุณณัฐไปเล่น
กับพี่เคนไปเล่นใครจะฟังมากกว่ากัน สมมุติว่าแสดงได้ดีเหมือนกัน
หรือแม้แต่ด้านวิชาการถ้าผมเห็นชื่อ อ.นิธิ สฤณี(คนชายขอบ)
หรือไมเคิล ไรท์ ผมก็จะอ่านก่อนประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์
ถึงแม้เมื่ออ่านเปรียบแล้ว ผมจะรู้ว่าคุณประสงค์ก็เขียนวิเคราะห์อะไรได้ดีก็เถอะ
เวลาเราเห็นแบบอักษรแบบอาลักษณ์ สิ่งที่เราจะนึกถึงก่อนคือ
ความเป็นไทย ราชการ อะไรยังงี้ใช่ไหมครับ ราชการถึงชอบใช้ฟอนต์พวกนี้
ของทุกอย่างมันมีความหมายติดตัวทั้งนั้น แม้แต่กับคนก็เหมือนกัน
ทุกคนพกพาความหมายบางอย่างติดตัว หมอแมวเขียนเรื่องวิทยาศาสตร์ตอบพวกเกรียน
ผมก็ว่าผมและคนทั่วไปก็ต้องอ่านและเชื่อของหมอแมวมากกว่าอยู่แล้ว
หรือแม้แต่เวลาเราเห็น SS เป็นรูปมิยาบิ เราย่อมกดโหลดก่อนแอบถ่ายใครไม่รู้ ที่เราไม่รู้จัก
ประสบการณ์นั่นเอง ที่ฟอร์มความหมายเหล่านั้นขึ้นมาในใจเรา
และมันก็เป็นแบบนั้นกับทุกเรื่อง แม้แต่กับเราที่ไม่ชอบและตั้งคำถามกับมัน
เราก็เป็นโดยไม่รู้ตัว และเป็นกับแทบทุกเรื่อง ผมว่ามันไม่ใช่ของผิดปกติอะไร
ถ้าในแง่การออกแบบ ผมนับมันเเป็น"ข้อจำกัด"ในการออกแบบ ที่เราจะต้องเอาชนะ
มากกว่าจะเป็นความสงสัยที่ไม่ว่าจะหาคำตอบยังไง มันก็เป็นยังงั้นของมันเหมือนเดิม(และที่สำคัญ เราเองก็เป็น)
ปล.คุ้นๆว่าเคยอ่านบทความ Design+Culture นั้นเมื่อนานมากกกกแล้วในมติสุด
พึ่งนึกออกตอนพี่แอนบอกนี่ล่ะ (แต่จำเนื้อความไม่ได้เลย)
ของเก้อพูดคล้ายๆ ว่า
ที่เราเลือกซื้อของ(โดยเฉพาะเสื้อผ้าเสื้อผ่อน)เนี่ย
เพราะยี่ห้อ เพราะฉลากของมันมากกว่าฟังก์ชันประโยชน์การใช้สอยใช่มะ
นี่ยิ่งตอกย้ำถึงความไร้รสนิยมด้านแฟชั่นของตูยิ่งนัก :3005:
:25:+ทั้งพี่แอนและพี่เก้อเลยครับ อย่างงี้งานออกแบบส่วนมากก็เอาแค่ให้ตอบโจทย์ที่ได้รับก็พอหรอครับคือสื่อกะtarget groupรู้เรื่องและสวย(ในสายตาของtarget group)
gimmicหรือทฤษฎี ไม่ต้องสนใจเพราะยังไงคนส่วนมากก็ไม่ได้ดูหรือไม่ได้สนใจที่จะหาความหมายในงานอยู่แล้ว
อย่างตอนปี1ผมเรียนมาว่าไม่ควรใช้สีคู่ตรงข้ามในงาน พอมาปี2จารย์เอางานมาให้ดูบอกดูคนออกแบบคนนี้สิดูเขาใช้สีคู่ตรงข้ามทำให้งานมันคอนทราสน่าสนใจดี หรืออย่างตัวหนังสืองานที่เป็นminimalก็มีควรใช้ตัวหนังสือที่เป็นminimalแต่พอมีศิลปินที่ดังๆใช้ฟอนต์แบบโบราณอาจารย์กลับบอกว่าใช้ฟอนต์ตอบโจทย์กะงานดี
โอว ปั่นกันกระจุย มีคนตัดหน้าคุณตั้ง 2 คนแน่ะ
ปล. Design+Culture มีรวมเล่มออกมา2เล่มด้วยนะครับเล่มแรกหน้าปกสีดำเล่ม2สีขาว
ใจเย็นๆ แล้วย้อนกลับขึ้นไปอ่านโพสต์ก่อนๆ หน้าครับ
การที่จะเล่นลีลาลวดลายได้นั้น เราต้องผ่านความเข้าใจในทฤษฎีมาก่อนนะ
ต้องแน่นก่อนนะ สำคัญๆ
มั่นใจว่าแน่นพอปั๊บ ทีนี้อยากแหกทฤษฎีมาทดลองหรืออะไรก็ค่อยว่ากัน (ดีไม่ดีอีกเรื่อง)
องทไลลามะกล่าวว่า(ไม่รู้จริงมั้ยนะ)
จงเรียนรู้กฎทุกอย่างให้เข้าใจ เพื่อจะฝ่าฝืนมันได้อย่างเหมาะสม :27:
อ้างคำพูดจาก: อิคคิว เมื่อ 28 ต.ค. 2009, 01:27 น.
:25:+ทั้งพี่แอนและพี่เก้อเลยครับ อย่างงี้งานออกแบบส่วนมากก็เอาแค่ให้ตอบโจทย์ที่ได้รับก็พอหรอครับคือสื่อกะtarget groupรู้เรื่องและสวย(ในสายตาของtarget group)
gimmicหรือทฤษฎี ไม่ต้องสนใจเพราะยังไงคนส่วนมากก็ไม่ได้ดูหรือไม่ได้สนใจที่จะหาความหมายในงานอยู่แล้ว
สิ่งที่พูดมา เรื่องTarget group มันก็คือส่วนหนึ่งของทฤษฎีการออกแบบอยู่แล้วละมังครับ
ผู้ออกแบบคือคนส่งสาร ผู้ชมคือผู้รับสาร ซึ่งเราจะต้องคำนึงถึง
แต่เข้าใจความหมายนะครับ ว่าอิคคิวหมายถึง อย่างทำโปสเตอร์โฆษณายาฆ่าหญ้า
ซึ่งผู้ชมคือพี่น้องรากหญ้า ก็ต้องสีสดๆ เด้งๆ ตัวหนังสือใหญ่ๆ โปรดัคต์ใหญ่ๆ โลโก้เน้นใหญ่ๆ
(สรุปว่าทุกอย่างแม่งใหญ่หมด) ซึ่งทุกอันที่ว่ามา ขัดกับทฤษฎีความงามหมดเลย
ถ้าคำถามคือยังงี้ ก็ต้องตอบว่า ยินดีด้วย ใช่ครับ เราต้องทำตามนั้น :30:
ทางออกเดียวของนักออกแบบคือ เลี่ยงงานประเภทนั้นซะ ยังไงซะ
การที่มีคนจ่ายเงินให้เรา เขาก็ต้องการให้กระบวนการ ส่งสาร(ออกแบบ) ---->ผู้รับสาร
ให้สัมฤทธิ์ผล ถ้าผู้รับสาร พูดภาษาเขมร เราไปพูดนอร์เวย์ด้วย ยังไงเขาก็ไม่รู้เรื่อง
เราก็ไปพูดกับคนที่ฟังนอร์เวย์ออก หรือพอกระดิกแทน
งานออกแบบกับสังคม เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และนั่นเป็นเรื่องที่เราต้องทำความเข้าใจ
สังคมไทยก็เป็นอีกสังคมที่ไม่ได้มีพื้นฐานทางศิลปะวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง
(เราชอบบอกว่าเรามีศิลปะ-วัฒนธรรม แต่เอาจริงๆมันไม่ได้ซึมอยู่ในวิถีชีวิตจริงๆหรอก)
แต่เราสามารถทำให้มันเข้มแข็งขึ้นได้ นักออกแบบอย่างอ.ประชา ก็เน้นย้ำอยู่บ่อยๆ
ว่าบนโครงสร้างสังคมแบบเก่า เราต้องการจะทำงานแบบใหม่ มันอาจจะยาก
แต่เราต้องค่อยๆผลักเส้น ให้มันขยายออกไปเรื่อยๆ เราอาจต้องยอมเจ็บปวดบ้าง
ที่คนไม่เข้าใจ แต่เราค่อยๆทำไปได้ เมื่อก่อนวงดนตรีอินดี้แบบริชแมนทอยก็ไม่มี
หน้าปกซีดีสวยๆแบบเบเกอรี่ หรือสมอลล์รูมในตอนนี้ก็ไม่มี แต่ในที่สุดมันก็มี
คลื่นแบบแฟตหนังสืออะเดย์ ทุกวันนี้ก็กลายเป็นของทั่วไปไม่แปลกประหลาดอะไรแล้ว
ผมว่าปัจจุบันมันเปิดกว้างพอที่เราจะทำอะไรก็ได้แล้ว ในวงกว้างมันก็ต้องใช้เวลา
และมันไม่ใช่ความผิดของใคร ประวัติศาสตร์มันพาเราเดินทางมาแบบนี้
ประเทศเราเป็นมาแบบนี้ ก็เป็นหน้าที่ของเรานี่ล่ะ ที่ต้องช่วยกันผลักให้มันก้าวไปข้างหน้า
ส่วนที่บอกว่า แค่ตอบโจทย์ที่ได้รับก็พอหรือเปล่า
ต้องถามกลับว่า เราเองต่างหากล่ะ ตอบโจทย์นั้น ได้ดีแค่ไหน
อย่างโฆษณาไทยที่ทำมุกควายๆทั้งหลาย(ของพี่ต่อ ฟีโน)
เขาก็มีโจทย์คือ ทำให้ชาวบ้านรากหญ้าเข้าใจ
โจทย์เดียวกัน แต่เขาสามารถตอบออกมาได้อย่างถึงกึ๋นและถึงกลุ่มเป้าหมาย
และยังได้รับรางวัลมากมายจากทั่วโลก จากคานส์ที่ว่าเจ๋งๆด้วย
ดังนั้นถ้าจะพิพากษาว่าการทำตอบโจทย์คือฝันร้ายของคนออกแบบ
ก็ต้องถามกลับว่า เราตอบได้ยังไม่สร้างสรรค์พอหรือเปล่า
เอาชนะข้อจำกัดตรงนี้ไม่ได้เองไหม
อย่างรายการเวิร์คพอยต์ตั้งหลายรายการที่ผมเห็นว่าทั้งตอบโจทย์(แบบชาวบ้านร้านตลาดนี่แหละ)
และมีคุณค่าในการออกแบบ หรือความคิดสร้างสรรค์เต็มเปี่ยม
ฉากในชิงร้อยชิงล้านนั่นก็ใช่ทั้งสร้างสรรค์ทั้งชาวบ้านดูฮา, รายการชิงช้าสวรรค์,
หม่ำโชว์, รายการคุณพระช่วย จำพวกนี้
การออกแบบ คือการแก้ปัญหาโดยมีปัจจัยเป็นข้อจำกัดต่างๆเหล่านี้
เราปฏิเสธมันไม่ได้ มันคือ"ส่วนหนึ่ง"ของงานออกแบบ เพราะยังไงเราก็ต้องท่องไว้ในใจ
ว่ามันคือการสื่อสาร ไม่อย่างนั้นเราก็ต้องทำงานเก็บไว้ดูคนเดียว สื่อสารกับตัวเองคนเดียว
อ้างคำพูดจาก: iannnnn เมื่อ 28 ต.ค. 2009, 01:19 น.
ของเก้อพูดคล้ายๆ ว่า
ที่เราเลือกซื้อของ(โดยเฉพาะเสื้อผ้าเสื้อผ่อน)เนี่ย
เพราะยี่ห้อ เพราะฉลากของมันมากกว่าฟังก์ชันประโยชน์การใช้สอยใช่มะ
นี่ยิ่งตอกย้ำถึงความไร้รสนิยมด้านแฟชั่นของตูยิ่งนัก :3005:
ที่ว่าทุกอย่างพกความหมายมาด้วย ยี่ห้อเสื้อผ้านอกจากจะพกความหมายมาแล้ว
ยังพกมูลค่าทางการตลาดมาด้วย :30: จริงๆก็แบรนด์ของทุกชนิดนั่นแหละ
เหมือนที่เราสนับสนุนให้คนใช้หมาย่างแทนไออี นี่ก็ยี่ห้อ
แต่ก่อนที่คนจะเข้าใจความหมายของมัน ก็เมื่อมีประสบการณ์แล้ว
ความหมายพวกนี้ ประสบการณ์เป็นตัวสร้างขึ้น เรื่องเสื้อผ้านี่ก็ชัดนะครับ
อย่างประสบการณ์กับแฟชั่นของพี่แอนมีน้อย ความหมายของยี่ห้อเสื้อผ้าต่อพี่แอนจึงน้อยตาม
ดังนี้เป็นต้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ไอ้คนเราเนี่ยส่วนใหญ่ไม่ได้ซื้อเสื้อผ้าแค่เพื่อฟังก์ชั่นการใช้สอยแน่ๆ :37:
ที่ผมจะถามก็แบบที่พี่เก้อเข้าใจอะครับ 555คือทุกวันตั้งแต่ปี3ที่เรียนมานี่ผมคิดมาตลอดว่า "ถ้ามันเป็นแบบนี้แล้วกูจะเรียนออกแบบทำไม?สู้เรียนการตลาด บริหาร นิเทศน์ แล้วไปnetdesignไม่ดีกว่าหรอวะ" แบบนี้ในที่นี้หมายถึงว่าต้องทำอะไรตามใจลูกค้านะครับ
เหตุผลที่ผมเลือกเรียนแล้วก็อยากทำงานออกแบบเพราะว่าผมคิดว่ามันเป็นอาชีพที่มีอิสระในการคิดมากๆแต่พอเรียนๆไปรู้สึกว่าเฮ้ยทำไมมันมีแต่กรอบที่โดนใครก็ไม่รู้กำหนดก็ไม่รู้เต็มไปหมดเลย
สงสัยต้องไปอ่าน ทำไมถึงต้องเรียนออกแบบใหม่ละครับ
ปล.พี่ต่อนี่ใช่พวกโฆษณาฮอลกะหลอดไฟหรือเปล่าครับ?
อ้างคำพูดจาก: อิคคิว เมื่อ 27 ต.ค. 2009, 22:08 น.
ผมก็สงสัยเหมือนกันครับว่างานออกแบบส่วนมากเค้าดูผลสำเร็จหรือดูวิธีการคิดหรือดูที่ชื่อเสียง?
(http://www.mp3lyrics.org/j/john-lennon/john-lennon_13.Jpg)
สมมุติว่าถ้าโปสเตอร์นี้ไม่มีใครรู้ว่าjohn lennonเป็นคนทำหรือถ้าผมเป็นคนทำโปสเตอร์แบบนี้ไปส่งอาจารย์จะเกิดอะไรขึ้น?
ความมีชื่อเสียงก็เป็นอีกมิตินึงของงานออกแบบครับ
ขอยกเคสของพิพิธภัณฑ์ Guggenheim ที่เมือง Bilbao สเปน
(http://img3.f0nt.com/28/1cf53701feaf057a3673b5a7ae71d1e4.jpg)
โจทย์ของงานนี้ ไม่ได้ต้องการความสวย ไม่ได้ต้องการอาคารที่ใช้งานได้อย่างสมบูรณ์
แต่ต้องการจะฟื้นฟูเมือง เพราะเมืองนี้โดนปัญหาการเมือง โดนตัดหางจากรัฐบาล ไม่ได้รับงบประมาณในการพัฒนาเมือง
ผู้ว่าการรัฐเลยคิดหาวิธีที่จะทำยังไงก็ได้ให้เงินไหลเข้าเมือง โดยไม่ต้องไปง้อรัฐบาล
เลยตัดสินใจหอบเงินก้อนสุดท้ายมาจ้างสถาปนิกที่บ้าที่สุด มาทำสถาปัตยกรรมที่บ้าที่สุด เพื่อให้คนเดินทางมาดู
Frank Gehry คือคำตอบสุดท้าย เพราะเค้าบ้ามาก (คือกวนๆประมาณมูรินโย่ ตอนคุมทีมเชลซี)
แล้วสถาปัตยกรรมของเค้าก็บ้าจริงๆ ผลสุดท้ายคือมันประสบความสำเร็จมากๆ ในเรื่องการดึงคนเข้ามาที่เมืองนี้
คราวนี้มาดูเรื่องงานออกแบบ
เฮีย Gehry เค้าบอกว่า เค้าไม่ได้ออกแบบมั่วๆนะ เค้าออกแบบให้เป็นปลาที่กระโดดขึ้นมาจากน้ำ เพราะพื้นที่ก่อสร้างมันอยู่ติดน้ำ (คือเฮียเค้าชอบทำตึกที่มีที่มาจากปลาอยู่แล้ว...แต่ใครจะดูออกวะว่าเป็นปลา) ...แต่ผมว่านั่นคือคำตอบที่เค้าใช้ตอบพวกนักข่าวเฉยๆ
เพราะจริงๆแล้วเฮียเค้าไม่ได้ใช้บริบทเชิงกายภาพเท่าไหร่ แต่บริบทเชิงเศรษฐศาสตร์ที่มองไม่เห็นต่างหากที่เค้าคิด มันเลยจำเป็นต้องประหลาด ขัดแย้งกับเมืองเก่าๆโทรมๆ ทุกวันนี้เมือง Bilbao เศรษฐกิจดีขึ้นเยอะ หลังจากการเกิดขึ้นของตึกประหลาดหลังนี้
(http://img3.f0nt.com/28/aba5fd18032a731b8660edc06ba88b9f.jpg)
จู๋ดีได้ความรู้ :25:
:12: :25: :25:
ตอนเรียน (ตูเคยเรียนถาปัดนะ)
พออาจารย์เอาเคสมูรินโย่ (หรือชื่อะไรนะ อตาสถาปนิกปลากระโดดนั่นน่ะ) มาเล่าให้ฟัง
แล้วเปิดสไลด์ไปถึงหน้าที่มีโชว์ว่า ไอ้ตึกบ้านี่พ่นไฟได้
จำได้ว่าตอนนั้นมีเสียงคราง ฮืออออออ มาจากนักเรียนทุกคน :30b:
การคิดไปเองเป็นเรื่องที่ถูกต้อง เพราะเราไม่ควรให้คนอื่นคิดให้
มันอยู่ที่ว่าเราจะมีเหตุผลแค่ไหนประกอบการคิดไปเอง
เอ้า งงไปใหญ่ละทีนี้
อ้างคำพูดจาก: บักเต้ย เมื่อ 28 ต.ค. 2009, 07:49 น.
โจทย์ของงานนี้ ไม่ได้ต้องการความสวย ไม่ได้ต้องการอาคารที่ใช้งานได้อย่างสมบูรณ์
แต่ต้องการจะฟื้นฟูเมือง เพราะเมืองนี้โดนปัญหาการเมือง โดนตัดหางจากรัฐบาล ไม่ได้รับงบประมาณในการพัฒนาเมือง
ไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนเลยนะเนี่ย
ตอนนี้อยากเข้าใจพวกคุณสถาปนิกpost modernทั้งหลายมากมายอ่ะครับ
พยายามหาหนังสืออ่านว่าแบบเค้าคิดอะไรของเค้าอยู่นะถึงทำอะไรออกมาแบบนี้
ถ้าดูจริงๆแล้วเหมือนว่าเค้าจะคิดอะไรมากกว่าตึกเหลี่ยมๆธรรมดาอีกมั้งนั่น
หวังว่าเค้าคงไม่ได้มั่วๆมาหรอกน่ะนะ :42:
อ้างคำพูดจาก: เก้อ เมื่อ 27 ต.ค. 2009, 22:45 น.
สิ่งที่คนเขาดูกันในรูปนี้ ไม่ใช่ความงามของคอมโพส
ไม่ใช่การจัดไทโป ไม่ใช่อะไรทั้งนั้น
เขากำลังดู"ข้อความ"ที่ 2 คนนี้สื่อสาร
ข้อความที่ไม่ได้หมายถึง คำ แต่หมายถึงอุดมคติที่พวกเขาอยากบอกคนทั้งโลก
การประเมินค่าเรื่องความงามจึงแทบไม่มีความหมายครับ
การออกแบบทั้งหลายบนโลก ก็มีไว้เพื่อการสื่อสาร
เราถึงเรียกศาสตร์ด้านนี้ว่า Visual Communications
คือการสื่อสารด้วยการมองเห็น เราใช้หนทางใดไปถึงก็ได้ ถ้าทำให้การสื่อสารนั้นสัมฤทธิ์ผล
วิธีการหนึ่งก็คือการดึงดูดสายตาผู้คนด้วยความงาม
แต่อย่าลืมว่านี่เป็น"วิธีการหนึ่ง" ในอีกร้อยพันวิธี
คิดว่าทุกคนคงเคยเห็นพวกฟอร์เวิร์ดเม็วที่เขียนการ์ตูนหัวไม้ขีด
หาความงามอะไรไม่เจอเลย แต่ก็ฮิตถูกใจคน
เพราะมันมีวิธีการเล่าที่ส่งผลกระทบต่อคนดูมาก
หรือการ์ตูน 4 ช่องของหมอแมวก็เป็นอีกตัวอย่างที่ชัด
เหล่านี้คือวิธีการสื่อสาร เขาไม่ได้มองว่าในภาพนั้นคือโปสเตอร์ดีไซน์
แต่เขามองข้อความที่ทั้งสองส่งมาให้ผู้ชม ซึ่งสิ่งที่ยันอยู่หลังข้อความนั้น
ก็คือ บทเพลงที่เป็นอมตะและอุดมคติของเลนนอน ที่เขาทำมาทั้งชีวิต
บทกวีของโยโกะ วิถีชีวิตที่บริสุทธิ์สัมผัสใจคนของทั้งคู่ กิจกรรมทางสังคมต่อต้านสงคราม
ที่ทั้ง 2 อุทิศเวลาทั้งหมดให้ในช่วงนั้น รวมถึงกิจกรรมประท้วงบนเตียง(นอนบนเตียงไม่ลุกไปไหนเพื่อประท้วงสงคราม)
ทั้งหลายเหล่านี้ ทำให้ข้อความนั้นมันหนักแน่น และส่งผลกระทบใจผู้รับสาร
ยิ่งกว่าองค์ประกอบที่สวยงามหลายเท่าครับ
และนั่นเป็นข้อจำกัดที่ดีไซน์ไม่อาจล่วงล้ำไปถึง และไม่มีวันทำได้
การออกแบบ ไม่ได้มีอุดมคติในตัวของมันเอง ถ้าหากมันจะมี
ก็คือไปรับใช้อุดมคติอื่นเท่านั้นครับ ผมเชื่อยังงั้น
ไม่มีอะไรแย้ง
จะคุยว่า ในอดีตงานผมก็เคยฮิตอยู่พักนึงนะ :25:
อ้างคำพูดจาก: จ๊อบ เมื่อ 28 ต.ค. 2009, 15:28 น.
ไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนเลยนะเนี่ย
ตอนนี้อยากเข้าใจพวกคุณสถาปนิกpost modernทั้งหลายมากมายอ่ะครับ
พยายามหาหนังสืออ่านว่าแบบเค้าคิดอะไรของเค้าอยู่นะถึงทำอะไรออกมาแบบนี้
ถ้าดูจริงๆแล้วเหมือนว่าเค้าจะคิดอะไรมากกว่าตึกเหลี่ยมๆธรรมดาอีกมั้งนั่น
หวังว่าเค้าคงไม่ได้มั่วๆมาหรอกน่ะนะ :42:
ผมว่าถ้าดังจริงๆ จะมั่วก็ไม่ยากนะครับ อย่าให้จับได้เป็นพอ :30:
ตอนเรียนทำโปรเจ็กต์ส่งจารย์น่ะประจำเลย
ออกแบบมาแล้วค่อยหาคอนเซปต์ไปสวม แถๆ เอา
ถ้าเป็นงานจริง แล้วเป็นงานใหญ่ๆนี่ มั่วยาก ครับ
เพราะบอร์ดที่จะผ่านแบบนี่ มีแต่สุดยอด
มั่วแล้วผ่าน มักจะไม่มีครับ
ถามคนที่ทำงานจริงๆดีกว่า
ว่าเวลาออกแบบบ้านออกแบบอาคารเนี่ย
เอาเข้าจริงๆ แค่สถาปนิกธรรมดาอย่างเราๆ
เอาเรื่องคอนเส็ปไรนี่ไปบอกลูกค้า เค้าสนใจกันบ้างมั้ยอ่ะครับ
หรือจะเอาประโยชน์เอาประหยัดไว้ก่อน
ถ้ามีตามนั้นแบบก็ขายออก
คอนเส็ปไว้เอาไปโม้เล่นๆรึเปล่า
อยู่ที่ลูกค้าครับ
บางคนก็อยากได้ถูกสุดๆ ไม่สนใจอะไรเลย
บางคนก็อยากได้แบบเจ๋งสุดๆ คำถามแรกคือ คุณเคยได้รางวัลอะไรไหม
สองแบบข้างต้น ผมจะแนะนำให้รู้จักกับกลุ่มที่ทำงานอย่างที่เขาอยากได้
ไม่รับทำเอง เพราะรังแต่จะสร้างปัญหา (การออกแบบคือการแก้ปัญหา)
สร้างปัญหาเพราะเราไม่สามารถออกแบบอย่างที่เขาต้องการได้ โดยธรรมชาติ(ของเรา)
ส่วนคอนเซ็ป เอาไว้โม้เล่นๆหรือเปล่านี่
คิดว่าไม่นะครับ ถ้ามันมีจริง
เอ้า สถาปนิกเองยังไม่แน่ใจเลยว่าคอนเซ็ปมีจริงรึเปล่า :30: :30:
หมายถึงมีจริงครับ
มีของจริง
แต่ไอ้ที่โม้เล่นๆก็มีจริงด้วยน่ะครับ
// เดี๋ยวจานเต้ยเห็นแล้วคงมาตอบเรื่องคอนเซ็ปท์
อ้อ ครับ :46:
ไอ้ผมก็อ่านแล้วดันไปจับใจความเอาแต่ที่ "ถ้ามันมีจริง" :47b:
ตอบอีกข้อของจ๊อบ
ที่ว่า สถาปนิกธรรมดาๆอย่างเราๆ เอาเรื่องคอนเซ็ปท์ไปคุยกะลูกค้า
เขาสนใจไหม
สนใจครับ
ถ้ามันสมเหตุสมผลนะ คืออธิบายได้ และเหมาะกับโครงการ
ยิ่งมีแนวความคิดเบื้องต้นให้เห็น ยิ่งเข้าใจง่าย และถ้ามันเหมาะ ก็ยิ่งทำให้ทำงานง่ายเลยครับ
ต้องดอกจันตัวโตๆ ด้วยว่า ลูกค้าที่สนใจเรื่องคอนเซปต์การออกแบบ ไม่ว่าจะสาขาการออกแบบใดก็ตาม
นั่นแปลว่าเขาต้องบวกลบดูแล้วว่า เออ ไอ้คอนเซปต์ที่คนออกแบบมันคิดมาเนี่ย เราซื้อแล้วคุ้มตังค์ด้วยนะ
จริง concept มันก็มีหลายระดับนะ
แบบที่เข้าใจง่ายๆแล้วเอามาเป็นธีมของงานเพื่อให้แบบไม่ออกทะเล
อย่างเคยทำอินทีเรียให้ร้านเสื้อ issue เสื้อผ้าจะเป็นแนวแขก
ตอนนั้นก็นึกถึงตลาดแบบแขกๆที่มีของห้อยๆ มีลานเล็กๆในตรอกที่มีน้ำพุ
ทำแนวแขวนเสื้อเหมือนหน้าบ้านที่มีหลังคายื่นออกมา มีชั้นลอยเหมือนระเบียงบ้านไว้เก็บสต็อก
ห้องสต็อกใหญ่ก็ทำประตูให้เหมือนประตูเข้าบ้าน
ทางเข้าหลักหน้าร้านก็ลอดซุ้มแล้วถึงเห็นข้างใน
ผนังด้านหน้าก็ใช้หินทราย มาทุบให้ไซส์แรนดอม แล้วปูให้เหมือนผนังที่เรียงหิน
หรือที่กำลังทำอยู่ เป็นบ้านที่เจ้าของชอบของเก่า
ก็วาง concept การวางตัวบ้านเป็นแบบบ้านไทยภาคกลาง คือมีชานเป็นส่วนกลางเชื่อมฟังก์ชั่น
แล้วก็แยกเป็น เรือนนอน เรือนครัว เรือนนั่งเล่น มี cover way เชื่อม
แต่หน้าตาบ้านเป็นแบบภาคเหนือ เพราะหลังคามันซอฟต์กว่าภาคกลาง
concept พวกนี้ก็เกิดจากการคุยกับลูกค้าก่อนว่าเค้าชอบอะไร
เราก็ลองไปค้นๆ reference เพื่อมาวางแนวทางให้เค้าเห็นภาพ
ถ้าสมัยเรียนทำงานแล้วมี concept แค่นี้นี่โดนเพื่อนล้อตายเลย :30:
แต่แค่อี concept ง่ายๆพวกนี้แหละตอนทำ+สร้าง นี่ปวดหัวชิบ
มันไม่ได้แค่ทำแบบพรีเซ้นต์ ตัดโมเดล แล้วก็ทำ 3D แล้วก็จบ
ส่วนพวกที่มาเป็น diagram นี่คงต้องได้ลูกค้าที่เข้าใจด้วยแหละ
เพราะบ้านมันไม่ใช่แค่ล้านสองล้าน บ้านบางคนหลังละ 10 ล้าน
เป็นใครเสียตังไปตั้ง 10 ล้านมันก็ต้องอยากได้ในสิ่งที่ตัวเองอยากได้อ่ะ
ของอ.เต้ย คำตอบที่ชัดมากครับเรื่องชื่อเสียง
ทำให้ผมกระจ่างอีกแล้ว :46:
ส่วนที่ว่าฟอร์เวิดเม็วหัวไม้ขีด ผมพึ่งนึกออกว่า
มีของพี่โอ๋เป็นส่วนนึงด้วยนี่หน่า แต่ของพี่โอ๋สวยนะ (เกือบละ :30:)
ส่วนคำถามที่ว่า ยังงี้เราก็ไม่ต้องเรียนออกแบบก็ได้นี่
แค่ลูกค้าอยากได้อะไรก็ทำตาม แล้วอิสระของการทำอาชีพนี้อยู่ที่ไหน
ถ้าขึ้นชื่อว่าอาชีพ คือการทำงานเพื่อเลี้ยงชีพตนเอง
ก็ตัดคำว่าอิสระไปได้เลยครับ มันไม่มีอยู่จริง
เราไม่จ่ายตังค์ให้ใครโดยไม่มีเหตุผล คนอื่นก็ไม่จ่ายตังค์ให้เราโดยไม่มีเหตุผลเหมือนกัน
มาพิจารณาเฉพาะอาชีพนักออกแบบ ที่บอกว่าเราถูกจำกัดโดยเงื่อนไขอื่นๆมากมาย
ไม่มีอิสระในการทำงาน มันมองได้ 2 แบบคือ
1. เราเอาชนะเงื่อนไขไม่ได้เอง เพราะเงื่อนไขเหล่านั้นคือโจทย์ที่เขารอให้นักออกแบบมาแก้
2. เราอยู่ผิดที่
เราชอบเล่นดนตรีร็อค แต่ไปเล่นที่ร้านลาบ แบบนี้ยังไงเราก็ต้องรู้สึกไม่อิสระ
ไม่ได้ทำอย่างที่ชอบ ไม่ได้ใช้ความรู้ในการตีคอร์ดโฉ่งฉ่าง ยังงี้เราบ่นไม่ได้นะครับ
เราต้องรู้ว่าร้านลาบเขาไม่ได้ต้องการเพลงร็อค และเราก็อย่าลืมว่า
ร้านที่ต้องการนักดนตรีร็อคมีไม่น้อยเหมือนกัน ปัญหาคือ เราเล่นเก่งถึงหรือเปล่ามากกว่า
ถ้าไม่ถึง ก็ทนเล่นร้านลาบเลี้ยงชีพต่อไป
ผมว่าถ้าเราเก่งพอ ประเทศเราก็มีโจทย์ดีๆให้ทำเยอะนะครับ
ก็ไม่ถึงกับทุกงานตลอดเวลาหรอก งานกะปิน้ำปลาก็คงมีบ้าง
แต่มันก็มีมากพอที่เราจะได้ใช้ความสามารถของเราอย่างเต็มที่ล่ะ
ทำไม่ได้อย่าบ่นสินะ :47:
ถ้าให้ดีก็ "Conceptual"
บางครั้งก็แอบใช้ คอนเซ็ป "ชั่ว"
หลายๆครั้งชอบใช้ " คอนเซ็ปมั่ว "
นานๆทีก็มี "คอนเซ็ปรั่ว"
:47:
เหลือเชื่อ เมื่อคืนเพิ่งอ่าน "คุยกับหนอน" ของวินทร์ ก็คุยเรื่องนี้พอดีเลยครับ
เป็นการตอบจดหมายเรื่องคนที่ถามแกด้วยโจทย์เดียวกะจู๋นี้แหละ
ว่าพวกศิลปินชื่อก้องโลกดังๆ เมื่อก่อนเนี่ย เขาก็รับจ้างทำกันทั้งนั้น ฯลฯ
โฮ้ย เหมือนพี่แกมาคุยในจู๋นี้เลย (เดี๋ยวขอกลับไปหาข้อความก่อน รู้สึกในลิงก์เว็บแกน่าจะยังอยู่)
เด็กก็ชอบถามนะครับว่า คิดไปเยอะขนาดนี้แล้วลูกค้าเค้าจะมารู้อะไรกับเรามั๊ยเนี้ยจาน
ผมก็มักจะตอบมันว่า ถ้าไม่คิดก็ไม่ต้องมาเรียนก็ได้ ไปประกอบอาชีพเลย ทำบ้านให้ลูกค้าให้ดี ไม่รั่ว ไม่บาน เราได้เงินตามสมควร เลี้ยงชีพไปวันๆ
เออก็ดีเหมือนกันนะ
ประเทศไทยจงเจริญ
แล้ววงการออกแบบจะมีไปทำไมละครับท่าน :07:
ผมทำนิตยสารด้านการออกแบบ ก็มีโอกาสได้ผ่านตากับงานออกแบบหลายๆชิ้น ทั้งที่ส่งมาขอลงหน่อยเถอะ และเราไปขอเค้าเอามาลงหน่อยนะครับพี่
ส่วนใหญ่งานทั้ง 2 ประเภทก็จะมีคอนเซ็ปต์ (ถ้าไม่ไปคุยกะคนออกแบบก็จะไม่รู้เลย ฉะนั้นก่อนจะตัดสินว่างานไหนดี-ไม่ดี จงรู้จักกับมันก่อนนะ)
คอนเซ็ปต์ที่มาแนว...ชิ้นนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากฟองน้ำที่ดูดซึมน้ำได้ดี จึงทำอาคารเรียนนี้เป็นรูปฟองน้ำ เหมือนกับการดูดซึมวิชาความรู้.....สถาปนิกภูมิใจกะคอนเซ็ปต์นี้มาก ลูกค้าหูเบาคล้อยตามง่ายหน่อยก็ซวยไป ถ้ามาแนวนี้นะ จะด่าให้เละเลย ด่าไปแล้วด้วย ลงหนังสือเลย ไปตามหาอ่านกันเอานะ คนออกแบบเจ้าของเดียวกับคนขี้ลอกงานประกวดนั่นแหละ
แต่ถ้ามาอีกแนว...สถาปนิกให้คนในชุมชนร่วมออกแบบอาคาร รูปร่างหน้าตาจะเป็นยังไงก็ช่าง แต่กระบวนการมีส่วนร่วมทำให้คนในชุมชนสามัคคีกัน เออ อันนี้ชอบ สถาปนิกพอใจ และได้งานที่ตรงกับความต้องการของลูกค้าด้วย
งานออกแบบ โดยรวมๆมันก็จะมีปะปนกันไป คือ
ก.ลูกค้าพอใจ
ข.ผู้ออกแบบพอใจ
ค.ถูกทุกข้อ
ง.ผิดทุกข้อ
ข้อ ก. เป็นสิ่งที่ผู้ออกแบบควรคำนึงมากสุด เพราะเค้าเป็นคนจ่ายตัง และมันคือบ้านเค้า เค้าจะซื้อตะกร้าพลาสติกมาวางก็ช่างเค้า สถาปนิกจะไปบังคับให้ใช้ตะกร้าหวายไม่ได้ บ้านนะไม่ใช่โชว์รูมบริษัทออกแบบ
ข้อ ข. จงคิดเสมอว่า ได้ก็ดี ไม่ได้ตามที่คิดก็ไม่เป็นไร เป็นสถาปนิก จงอย่ามี ego มากจนเกินงาม (ยกเว้นเฮีย Gehry ไว้คนนึงละกัน เอาแต่ใจตัวเองจนได้ดี...แต่อาคารเค้าเกือบทุกหลังน้ำรั่วกระจายเลยนะครับ ลูกค้าทยอยฟ้องร้องกันอยู่)
ข้อ ค. นี่คือสุดยอดของงานออกแบบเลยละครับ แต่จะมีสักกี่คนที่ทำได้ถึงจุดนี้
ถ้าสุดท้ายเป็นแบบข้อ ง. ก็ไปทำอย่างอื่นไป๊
:46: ขอบคุงคับคุงคู
ป่วยไป 2 วัน มีจู๋สนุกๆแบบนี้ด้วยหรือเนี่ย
ไว้จะมาแจมด้วยครับ
คอนเซปท์ ส่วนใหญ่ในการทำงานทุกครั้งจะมีไว้
ไว้ให้เกาะ อย่าให้ออกทะเล
ทั้งคนออกแบบ และคนจ่ายตัง :22:
:25: อ่านสนุกจริงๆ
วันก่อนไปดูหนังสั้น ดูไม่รุ้เรื่องมากกกกกกกกกกก :05:
เพื่อนที่ไปด้วยกันบอกว่า รู้สึกว่าถ้าถ่ายมั่วๆ มาแล้วครอบคำบรรยายคอนเสปทีหลังก็ได้งานออกมาไม่ต่างกัน
ถ้าเป็นยังงั้นเค้าจะถ่อไปถ่ายบนดอยทำไมวะ :08:
แต่สงสัยจริงนะ พวกหนังแนวทดลองเนี่ย
อยากรู้เหมือนกันว่าหนังพวกนี้ัมันไม่จำเป็นต้องดูรู้เรื่องป่าว
และเขาไม่ได้อยากจะสื่อสารกับคนทั่วไปรึเปล่า:30:
แปะไว้หน่อย :25:
รู้สึกคล้ายๆ ว่าจะมีคนที่ตอบคำถามนี้ได้น่าสนใจ
คือ อ.ธงชัย วินิจกุล (ถ้าผมจำไม่ผิดคนนะ)
เขียนเรื่องว่าด้วย postmodern ในแง่ของการนำไปใช้จริง
คืออีพวกไอเดียที่ว่า "ไม่มีอะไรใหม่ ทุกอย่างคือการลอกเลียนประสบการณ์เก่า"
"ภาษาสื่อสารผิดพลาด คอนเซ็ปก็ย่อมสื่อสารบิดเบือน" หรือ "ใครเลือกที่จะยืนอยู่บนวิธีคิดแบบไหนก็ได้"
มันมาสรุปตรงที่ว่า แล้วตกลงจะให้กูเอาไปใช้จริงๆ ยังไงล่ะวะ
ผมไม่ได้เรียนออกแบบ ไม่พิมพ์ต่อละ
แล้วก็ชอบโพสของพี่เต้ยมากๆ ชัดเจนถูกใจ :53:
หนังแนวทดลองนี่ไม่รูปเหมือนงานเชิงทดลองรึปล่าว
ถ้าเป็นงานเชิงทดลองนี่ ชื่อมันก็บอกแล้วว่าทดลองเพื่อพิสูจน์ความเชื่ออะไรบางอย่าง
เพราะฉะนั้นผลลัพท์ที่ออกมา ไม่ว่าจะสำเร็จสวยงาม หรือล้มไม่เป็นท่านั้นอาจจะไม่ใช่ประเด็นที่สำคัญที่สุด
สิ่งที่อาจจะต้องสนใจมากกว่าคือ วิธีการคิด-ทำระหว่างทางถึงผลลัพท์นั้นๆ
แต่ก็ยังจะมีคนพวกนึงเอาคำพูดว่า "งานเชิงทดลอง" เป็นโล่กำบังตัวเองว่า พูดเป็นนัยๆว่า
"เฮ้ย ! นี่เป็นงานทดลองนะเพราะฉะนั้นอย่ามาตัดสินซะให้ยาก ! " (ดูตัวอย่างได้เวลาตรวจทีซิส)
แต่ก็อีกนั้นแหละ ขึ้นชื่อว่า "งานทดลอง" คุณคงไม่ได้มีวิธีเข้าทำกับสิ่งๆนั้นแค่ 2-3วิธี แล้วก็จบ
แล้วถ้าเช็คความคิดระหว่างทางดีๆ บางอย่างอาจจะหาความเชื่อมโยงกันไม่ได้ หรือคิดในเชิงขยายออกด้านข้าง (ฟุ้งซ่านนั่นเอง)
ไม่ได้คิดในแนวดิ่ง หรือเชิงลึก
เคยมีเหตุการณ์หนึ่ง ขอเรียกว่า " กับดักแห่ง Mind Map "
Mind Map นั้นเป็นหนึ่งในวิธีที่ใช้ทำงานำได้ในหลายๆครั้ง
แต่มันก็มีกับดักในตัวมันเองคือ มันแตกได้เรี่อยๆถ้าไม่ตรวจสอบความคิดให้ดีๆ
ภาพลักษณ์ Mind Map สำหรับบางคนจะเป็นแบบ
" โหยแม่งเท่ว่ะ "
" ถ้าไม่เรียนมาทำไม่ได้นะนี่ "
เค้าให้นั่งคิด Mind Map ของๆสิ่งหนึ่งไม่เหมือนกัน
มันได้คำว่าเด็กนะถ้าจำไม่ผิด มันก็ทำไปเรี่อยๆ แตกแยกย่อยไปเรื่อยๆ
จนไปถึงคำที่ออกมาเป็น "หมอผี" "CMYK"
ปัญหาคือมันคิดไปเรื่อยเลย ไม่ได้ย้อนเช็คความคิดตัวเอง (บางทีก็ให้คนอื่นช่วยเช็คไปด้วยจะดีมาก :37:)
mind mapนี่ต้องมันมีลึกซึ้งถึงต้องสอนเลยเหรอครับ
เคยโดนอาจารย์บังคับให้ทำตอนม.ต้น
แล้วก็ไม่ค่อยได้เอามาใช้จริงจังอะไรอีกเลย
ตอนคิดแบบเขียนคอนเส็ปก็มีบ้าง แต่เหมือนไม่ใช่mind mapเลย
เขียนๆขีดๆมั่วๆอะไรไม่รู้
ดูน่าจะมีประโยชน์นะเนี่ยๆ
มีประโยชน์สิครับ
เอาง่ายๆ แค่คิดอะไรได้จดไว้ก่อน ยังมีประโยชน์เลย :37:
mind map ไม่ต้องสอนหรอกครับ
แต่บางคนจะติดภาพลักษณ์ที่มันมี และถ้าไม่คิดให้ดีจะฟุ้งซ่าน
จู่มีประโยชน์ :12:
งานทุกวันนี้ที่ทำ การหาเรื่องหาราว อะไรต่างๆมาสร้างฟอร์ม สำหรับผมเกิดขึ้นน้อยมาก ซึ่งเดิมทีสมัยเรียนผมก็เป็นโรคซาฮ่าเหมือนกัน
พอมาทำงาน เหมือนอย่างที่พลัมบอก ทุกเรื่องทุกราว มาจากโปรแกรมของตัวลูกค้าเป็นสำคัญ เพราะทุกคนเข้ามาคุยกันปุ๊บ มันมีคำว่าผมอยากได้มาก่อนแน่นอน ทุกวันนี้งานที่ออกแบบดีที่สุดมั้ย ไม่แน่นอน เพราะไม่ใช่ทุกรายละเอียดที่เราจะไฟท์ผ่าน(ใช่มั้ยครับลุงอ๋าห์) บางงานของผมเหลือฟอร์มกับเสปซก็แทบกระอักก็มี เพราะลูกค้าบางทีก็ไม่ฟังเสียงเราซักเท่าไหร่ แม้บางทีผมจะบอกใส่ลูกค้าตรงๆเลยว่า ตรงนี้แม่งงี่เง่านะครับ
ทุกวันนี้ก็อย่างที่รู้ๆกัน ว่างานออกมามักจะมาตาม ลูกค้าพอใจ>เราทำใจไหว>จ่ายหรือไม่
ก็ไม่อยากจะทำให้ตัวเองไม่ผลิตงานที่มีค่าขึ้นมาอีก แต่ก็หวังว่าจะมีจุดกลางที่คอมโพรไมส์ได้ว่าทุกๆอย่าง ทุกๆคนพอใจ (และดี)
ปล.งานหาย ไม่มีงานทำมาสองเดือนแหนะ ตังไม่มีจะกินซักบาทเลย :05:
Mind Map นี่ตูไม่รู้จักเลย จนได้มาทำสโม
ไปเข้าค่ายฝึกอบรมอะไรสักอย่างเลยได้รู้จัก
เขาให้มีเขียนๆ อะไรเนี่ยแหละลงไป สารภาพว่ารู้ตัวช้ากว่าชาวบ้านไปหลายปี :05:
เลยกลายเป็นว่าชีวิตต่อจากนั้นตูได้ใช้ไอ้เจ้านี่มากกว่าชาวบ้านชาวช่องเขาซะอีก สนุกดีนะ :25:
ตูหนักกว่าอีก
จนถึงตอนนี้ยังไม่รู้เลย ว่าไอ้ Mind Map ที่ว่าเนี่ย มันคืออะไร :05:
ว้ายๆ ๆ ๆ ไม่รู้จัก Mind Map :21a:
ขอหน่อยเถอะววะ :47:
แผนที่ของฉัน :25:
ไม่รู้จักเหมือนกัน คือเคยได้ยินนะแต่ไม่รู้ว่าเอาไปใช้ยังไง :30:
อ้างคำพูดจาก: พลัม เมื่อ 30 ต.ค. 2009, 13:22 น.
ไม่รู้จักเหมือนกัน คือเคยได้ยินนะแต่ไม่รู้ว่าเอาไปใช้ยังไง :30:
โหลดนี่ไปโลดจ้ะ
อ้างคำพูดจาก: น้องเฟรม เมื่อ 14 ก.ย. 2007, 11:58 น.
(http://img2.f0nt.com/14/7f59d4986c75cc2bd3334cf4d6623e1f.jpg)
โปรแกรม : Freemind
Download : http://freemind.sourceforge.net/ (http://freemind.sourceforge.net/)
คุณสมบัติ : เป็นโปรแกรมช่วยเขียนแผนผังความคิด ให้เห็นเป็นทอดๆ ง่ายต่อการอ่าน และสะดวกในการใช้สำหรับ การอ่านหนังสือสอบ ฯลฯ
และยังสามารถพิมพ์ออกมาได้อีกด้วย :12:
หน้าต่าง และวิธีการใช้งาน :
1. เปิดมาหน้าตาก็โล่งๆ ประมาณนี้ แล้วจะมีหัวข้อหนึ่ง ให้คุณแตกมันออกมา โดยการคลิกที่หัวข้อหลัก แล้วก็เปลี่ยนชื่อ (สนับสนุนภาษาไทย)
(http://img2.f0nt.com/14/6ffd23634e3a9f3766c8765cbfa9628a.jpg)
2. วิืธีการแตกหัวข้อเรื่อง ให้กด Insert แล้วมันจะมีหัวข้อ ต่อยอดไปเรื่อยๆ หากต้องการมาต่อยอดที่หัวข้อใหญ่ ก็คลิกที่หัวข้อใ้หญ่แล้วกด Insert
เสร็จแล้วก็จะได้แผนผังหน้าตาประมาณนี้ครับ
(http://img2.f0nt.com/14/58f7bdfdd198051b661455da13833ee8.jpg)
สนับสนุนซอฟต์แวร์ฟรีแวร์และโอเพนซอร์สโดย http://www.tryoss.org (http://www.tryoss.org) (แอบโฆษณา)
:43:
ปกติทำแต่ to do list :30:
ได้ยิน Mind Map ทีไร นึกถึง Flow Chart ทุกที :56:
นึกคำตอบเกี่ยวกับคำถามทั้งหลายของวัยเรียนออกแบบได้อีกอย่าง
(หลังจากอ่านหนังสือธรรมะมา :37:)
อย่างที่ว่า การเติบโต หรือพัฒนาฝีมือของนักเรียนออกแบบ
ก็คือ การตั้งคำถามพวกนี้ที่เราทำกันอยู่นี่ล่ะ ดังนั้นขั้นตอนการ"เลือก"
จึงเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุด อย่างที่จ็อบหรืออิคคิวถามมานี่แหละ คือขั้นตอนที่สำคัญนั้น
การฟังความคิดเห็นจากอาจารย์ที่สอน หรือความคิดเห็นทั้งหลายในนี้
เอาไปพิจารณา แยกแยะ และ"เลือก"สิ่งที่เหมาะกับตัวเอง
การสงสัย ตั้งคำถาม และการเลือกเหล่านี้
ทุกๆครั้งที่เราคว้าคำตอบได้ ทุกๆครั้งที่เราตอบคำถาม
เมื่อนั้น ก็จะมีการตายเกิดขึ้น
คือการตายของความลวง ทุกๆครั้งที่เราถามคำถาม
เมื่อเราจะเลือกคำตอบ เราจะเลือกสิ่งที่เราคิดว่าจริง
และปล่อยให้ความลวงตายไป มันต้องมีสักอย่างที่อยู่และอีกอย่างตาย
ความจริงหนึ่งที่เป็นฝ่ายอยู่ นำไปสู่ความจริงถัดมาและถัดมาและถัดมาเรื่อยๆ
จนมันค่อยๆก่อรูปก่อร่างกลายเป็นตัวตนของเรา กลายเป็นผลงานของเรา
ทุกครั้งที่เราลากพาธ ทุกครั้งท่ีเราเลือกสี ทุกครั้งที่เราเลื่อนคอมโพสในเลเยอร์ของโฟโต้ฉ็อป
"ความจริง"ที่เราเลือก ก็จะค่อยๆปรากฏออกมาในนั้น
ซึ่งบางครั้ง ในฐานะคนทำงานด้านศิลปะ คำว่า"ความจริง"ของพวกเรา
ก็มีความหมายเดียวกับ"ความงาม"
เหมือนกับตอนนี้ ตอนที่เรายังสงสัยสิ่งต่างๆมากมาย
เหมือนเรากำลังมองก้อนหินอ่อนก้อนใหญ่อยู่ตรงหน้า
เราคือประติมากร ที่มีหน้าที่สกัดความลวงออกไป
เหลือไว้แค่ความงามในท้ายที่สุดนั่นเอง
(http://www.agora.crosemont.qc.ca/dphilo/intradoc/phi102/images102/pieta.jpg)
ดูรูปนี้เผื่อเสริมความเข้าใจ ประติมากรรม La Pieta ของไมเคิลแองเจลโล(เข้าใจว่าได้เรียนกันหมด)
ตอนเรียน อาจารย์ก็อธิบายประติมากรรมนี้กับผมแบบนี้ล่ะ
จากหินอ่อนไร้ความหมาย กลายเป็นพระพักต์ผ่องมีน้ำมีเนื้อของพระแม่มารี
และร่างกายที่ดูแล้วซีดไร้วิญญานของพระเยซู ทั้งที่เป็นหินอ่อนก้อนเดียวกัน
(http://analizarte.es/wp-content/uploads/2007/01/la%20piedad.jpg)
แต่กว่าเราจะสกัดออกจนหมด บางทีก็คงต้องใช้เวลาทั้งชีวิตอะนะ
อ้างอิง(เข้าใจว่าได้เรียนกันหมด)
:3005:
ไมเคิลแองเจลลี่ ก็ต้องได้เรียนกันหมดไม่ใช่เหรอครับ :37:
หนังเขาก็พึ่งเข้าโรง :37:
ชอบที่พี่เก้อเขียนอันนี้มาก :45: :45: :45:
คำตอบที่เหมาะสมกับเรา คำตอบที่เราเลือก
ความจริงที่เหมาะสมกับเรา ความจริงที่เราเลือก
กลายเป็นความงามที่เราจะเรียกมันว่า"ความงาม"
โดนอ้ะๆ
:25:ขอบคุณมากครับอ่านของพี่เก้อแล้วอยากนัดมากินเหล้าด้วยจริงๆ
ว่างวันไหนนัดได้เลยนะครับ :30:
ขอบคุณมากครับอิคคิว
แต่ขอโทษที่ต้องทำให้ผิดหวัง ผมดื่มเหล้าไม่เป็นครับ :46:
ต้องไวน์น่ะอิคคิว :47:
พูดยังงั้นตูก็โสดสินะ :47:
อ้างคำพูดจาก: เก้อ เมื่อ 04 พ.ย. 2009, 18:12 น.
ไมเคิลแองเจลลี่ ก็ต้องได้เรียนกันหมดไม่ใช่เหรอครับ :37:
งั้นตูผิดเองที่เรียนโรงเรียนวัดมา :3005:
เอิ่ม นี่มาจากวิชาเบสิค แอสเทติกส์ของ อ.ไพโรจน์ ชมุนีนะครับ
รู้สึกว่าจะเรียนท่าช้างด้วยกัน :07:
แต่ที่พูดเรื่องสกัดความลวงนี่ เป็นตอนเรียนปั้น
ส่วนอิคคิว ผมไม่ดื่มนะครับ แต่ศุกร์นี้เป็นไง :37:
พูดถึงเรื่องสกัดความจริง ความลวงนี่
พอดีเห็นงานชิ้นข้างล่างนี้มา
คือคนที่จะทำงานแบบข้างล่างนี้ได้
นี่มันต้องเป็นขั้น จริงคือไม่จริง ลวงคือไม่ลวง
มีคือไม่มี ไม่มีคือมี แล้วหรือเปล่า
แต่อย่างนึงที่เห็นได้ชัดเลยนั่นคือ
คนทำต้องมีศิลปะพื้นฐานแน่นมากๆ
(พวกดรอวอิ้ง และองค์ประกอบศิลป์)
อ้างคำพูดจาก: ณต เมื่อ 03 พ.ย. 2009, 21:04 น.
ทำงานศิลปะ ด้วยเทปกาวพลาสติกสีน้ำตาล(ที่ไว้แปะกล่องหรือลังกระดาษ)
ชอบโทนสีมากๆ :25:
(http://img3.f0nt.com/03/42b736fa9ffea00a23157c8ebd75b4a0.jpg)
(http://img3.f0nt.com/03/4741e42917d690a195c3c3c95486af68.jpg)
(http://img3.f0nt.com/03/7515f939efb17aebf94efa85e52db528.jpg)
ภาพบางภาพมาจากฉากหนังของ อัลเฟรด ฮิชคอกซ์ ด้วย
ไปดูงานทั้งหมดได้ที่นี่
http://www.khaismanstudio.com/ (http://www.khaismanstudio.com/)
:07: :07: :07:
อ้างคำพูดจาก: iannnnn เมื่อ 04 พ.ย. 2009, 17:57 น.
:3005:
ของคณะก็เรียนไง วิชาประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม ที่ปิงมันตกอ่ะ :30:
อันนี้เรียนตอนยุค เรอเนอซอง ไง :30:
งั้นตูก็หลับอยู่หลังห้องแหละ :3005: