ฟอนต์ฟอรั่ม

F0NT Community (เก่า) => แตกฟอง => กระจู๋ขึ้นหิ้ง => โพสต์ถูกเริ่มโดย: e-nesra เมื่อ 06 มี.ค. 2009, 00:47 น.

ชื่อเรื่อง: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: e-nesra เมื่อ 06 มี.ค. 2009, 00:47 น.
ปิคเพิ่งจบมา แต่รู้สึกว่าการศึกษาของเมืองไทยมันงี่เง่ายังไงก็ไม่รู้ลองคิดๆดู โดยทั่วๆ ไปนะครับแต่สิ่งที่ปิคจะพูดอาจจะแรงไปหน่อย
ก็ไม่รู้เหมือนกัน ถ้าเห็นว่าไม่ควรมีจู๋นี้ก็ลบออกไปเลยดีกว่าครับ ตอนเรียนๆ กันอยู่รู้สึกกันมั่งไหมครับว่า การศึกษาของเรานี่ไม่ได้ช่วย
ให้ผู้เรียนรู้จักคิดเลย มีแต่อะไรก็ไม่รู้บางอย่างเอาไปใช้งานจริงไม่ได้ เรียนทำไม? เรียนเพื่อ? แถมบางตัวโดนกำหนดเป็นตัวหลักอีก
มากไปแ้ล้วในเืมื่ออนาคตไม่ได้ใช้ในการทำงานอ่ะ แล้วก็มีอีกเรื่องที่ไม่เข้าใจผู้ใหญ่ นักเรียนต้องใส่ยูนิฟรอม อันนี้ไม่ได้ซีเรียสเพราะ
บางที่ก็สวยดี ดูเป็นระเบียบดีเหมือนกัน แต่ไอ่เรื่องทรงผม อ่าอันนี้คงจะอยู่ในความคิดของเด็กผู้ชายหลายๆ คนว่าเห้ยก็มันหัวตูอ่ะไว้
ผมยาวก็ไม่เห็นเกี่ยวกับการเรียนนี่หว่า สำหรับบางคนทำให้มีความสุขในการเีรียนการมากกว่า ย้อมผมก็ถูกมองว่าไม่เรียบร้อยเด็กคน
นี้ก้าวร้าว คือว่าพวกมันทำอะไรแล้วเหรอครับไปมองเด็กแบบนั้นไม่ตัดสินง่ายเกินไปเหรอ

ปิคจะไม่เดือดร้อนอะไรเลยถ้าเกิดวันนั้นไม่ได้คุยกับป้าคนนึ่ง ก็ถามเรื่องทั่วๆไปแล้วทีนี้คุยไปคุยมาอ่าวเห้ยป้าเค้าโดนโกงนี่หว่าก็ลอง
ถามป้าเค้าดู ป้าโดนโกงอยู่นี่ครับแบบนี้ไม่โกรธเหรอ ไม่ทำอะไรซักอย่างเหรอครับ ป้าแกก็ทำหน้าหง่อยๆแล้วตอบว่าก็ปล่อยเค้าไปเถอะ
ปิคก็เห้ยได้ไงแบบนี้เค้าก็จะเคยชินว่าโกงได้ก็จะติดนิสัยแย่ๆ แล้วก็เอาเปรียบป้าคนนี้ต่อไปปิคก็เลย ลองยุป้าแกดูแล้วถ้าฟ้องละครับ
ป้าแกตอบไม่เอาหรอกปล่อยให้บุญ บาปกรรม มันจัดการก็แล้วกันใครทำอะไรไว้เดี๋ยวผลก็สนองมันเองนั่นแหละ ใช่ป้าแกก็พูดถูกนะ
ครับแต่ว่าถ้าลองคิดอีกมุม ไอ่พวกที่โกงกินเนี่ยถ้ามันตายไปเราอาจจะมองว่า ผลกรรมอะไรเนี่ยสนองมันแล้วคิดดูดีๆ นะครับปิคว่ายัง
หรอกนะมันอาจจะตายสบายเกินไปแล้วก็ได้ประเทศเรามันก็มีสังคมแย่ๆ แบบนี้อยู่เราน่าจะพัฒนาการศึกษาให้คนระดับรากหญ้า
มีสมองเท่าเทียมกับพวกหัวหมอทั้งหลายอย่างเกรษตรกรรม เราก็น่าจะสอนที่เค้าได้ใช้งานเช่นเอาเศษฐศาสตร์
เข้าไปสอนเพื่อ ให้ไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลางถ้าจะถามว่าแล้ว พ่อค้าคนกลางจะไปทำอะไรกิน ห่วงมันทำไมครับหัวหมอจะได้เดี๋ยวก็มีวิธี
สร้างงานด้วยตัวเอง เองนั่นแหละ มีใครเห็นด้วยไม่เห็นด้วยก็บอกกันมาก็ได้ครับ

(ซีเรียสไปป่าวว่ะเรา)


ทีนี้ใครมีอะไรในอุดมคติที่อยากให้เป็นไปตามนั้นมั่งครับ ปิค เชื่อว่าทุกคนมีแหละนะ อยากฟังอ่ะต้องเป็นอะไรที่มันส์แน่ๆเลยน่าสนุกดี
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: iannnnn เมื่อ 06 มี.ค. 2009, 00:49 น.
โอ้

ที่คิดๆ มาได้นี่แหละครับผลพวงจากการศึกษา
อาจจะไม่ได้มาจากในชั้นเรียนนะ
แต่มันจะมีอณูนึงที่บอกเรามาให้คิดดูแบบนี้ครับ
ดังนั้นจะไปว่ามันงี่เง่าก็น่าสงสารมันเกินไปหน่อย
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: Romzaikyu เมื่อ 06 มี.ค. 2009, 00:54 น.
เรื่องเรียนเนี่ย ตอนนี้พี่คิดว่าถ้ากลับไปได้ก็อยากจะตั้งใจเรียนอยู่นะปิค
ถ้าตอนนั้นตั้งใจ เราจะทำได้แค่ไหนนะ
ชีวิตทำงานน่ะบางทีมันก็เจออะไรงี่เง่ากว่าตอนเรียนนะ
แล้วอึดอัดทำอะไรไม่ได้กว่าตอนเรียนอีก

การเรียนน่ะมันมีอะไรดีๆ เสมอแหละ แค่บางทีเรามองไม่เห็น ไม่ตั้งใจมอง หรือ อคติ
พี่เคยคิดเหมือนเรานะ เคยจะไม่เรียนเลยแหละ
แต่ก็กลับไำปพร้อมเปลี่ยนความคิดไปนิดหน่อย ว่ายังไงก็ต้องทำ ตั้งใจกับมันนิดนึง
ก็เจออะไรดีๆ เยอะนะ อยู่ที่เราเองนั่นแหละว่าตั้งใจจะหาอะไรดีๆ จากมันรึเปล่า

ทุกเรื่องในโลกก็เหมือนกันนะ  :22:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: ยุนเอ เมื่อ 06 มี.ค. 2009, 00:56 น.


เรียนๆ ให้จบๆ จะได้มาเปลี่ยนแปลงโลกครับ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: iannnnn เมื่อ 06 มี.ค. 2009, 00:59 น.
จบแล้วได้เปลี่ยนไหมครับ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: ยุนเอ เมื่อ 06 มี.ค. 2009, 00:59 น.


พอเรียนจบแล้วจะเห็นว่าโลกช่างสวยงามเหลือเกินครับ  :52:

ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: Nichnan เมื่อ 06 มี.ค. 2009, 01:00 น.
หลิงก็คิดเหมือนกันนะว่าเรียนทำไม บางวิชา จบมาไม่ได้ใช้ซักติ๊ด

แต่เคยได้ยินคนนึงพูด (จากไหนจำไม่ได้)

เวลาคิดโจทย์เลขยากๆ ทำข้อสอบยากๆ

ทั้งๆ ที่เราไม่รู้เลยจะมีไว้ทำอะไร ทำไปเพื่ออะไร

แต่ขอให้คิดไว้ มันสอนให้เราไม่หนีปัญหา

แต่บางครั้งงอะไรๆ มันก็ยากเกิ๊นนนน



จะดัดหน้ากันไปถึงไหน
เรื่องการตัดสินคน พูดยากนะ เพราะต่างคนมันก็ต่างความคิด

ทรงผมสั้นๆ เนี่ย ทั้งชาย หญิงเลย ไม่ชอบเหมือนกัน




พอเราคิดได้อยากเปลี่ยนแปลงนู่นนี้ แต่พอโตขึ้นมามันก็หมดไฟ เพราะหาแนวร่วมที่จะทำไม่ได้

เพราะคนไทยไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง ชอบอะไรสบายๆ ชิลๆ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: e-nesra เมื่อ 06 มี.ค. 2009, 01:00 น.
เดี๋ยวครับอย่าเพิ่งเข้าใจผิด ปิคไม่ได้หมายถึงสถาบันการศึกษาของตัวเอง ปิคพูดถึงทั่วๆ ไป
สถาบันปิคมันสอนให้คิดนะ โยนโจทย์มา ปัง..! แล้วก็ส่งด้วย เอา คุณภาพ มาตรฐานสูง
เห็นปิคแบบนี้ เกรดก็ A B+ B นะครับ

อ่อลืมบอกข่าวดี ตอนนี้ปิคทำงานแล้วที่นิตยสารปาธโซ๊ะอ่ะครับ แค่พูดมุมกว้างๆ ปิค
อาจจะเรียบเรียงคำพูดไม่ค่อยเก่งมั้งครับ

อย่างพ่อแม่บางคนเงี้ยลูกก็ไม่ได้รัก ก็ยัดกันเข้าไป อันนี้ยกตัวอย่างง่ายขึ้นไหมหว่า
เช่น ต้องเด่นเรียน กีฬา กิจกรรม โอ้ยบ้าไปแล้วเด็กก็ตายสิ่
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: นักศิลปะ เมื่อ 06 มี.ค. 2009, 01:04 น.
ผมมีอุดมคติ อย่างมุ่งมาดนะครับ
ครั้งก่อนผมถามพ่อที่เป็นครูใหญ่
ว่าทำไมต้องให้เด็กใส่ชุดนักเรียน
พ่อบอกว่า ชนบทถ้าไม่มีชุดนักเีรียน
แล้วเด็กๆก็ไม่มีชุดอื่นจะใส่อีกแล้ว

ทำไมต้องตัดผมเกรียนผมโยนคำถามไปอีก
พ่อก็ตอบแบบเดิมอีก
เด็กชนบทถ้าไม่ได้เข้่าโรงเรียน
ผมเผ้าก็ยาวยังกะโจร

มันมีบริบทแผกกันไป
เมืองก็อย่าง ชนบทก็อย่าง
บ้านนอกก็อย่าง กันดารก็อีกอย่าง

การศึกษาไทยเริ่มล้าหลังนานแล้วครับ

ผมมีความฝันถึงขั้นเปลี่ยนโลก
แต่โลกในสังคมที่กำลังดำเนินไป
ผมไม่มีแรงพอ
แรงผมพอแค่ไหน
ผมจะทำแค่นั้น อย่างมุ่งมานะ มากทีเดียวนะครับ

ผลิตผลของพลังที่ผมมี
จะออกดอกออกผลจนสังคมเปลี่ยนไหม
ผมไม่ทราบ นั่นคืออนาคต
แต่ผมก็จะทำ ถึงจะถมทะเล ทำถนนผมก็จะทำ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: e-nesra เมื่อ 06 มี.ค. 2009, 01:17 น.
มันมีแบบนี้ด้วยนี่เนอะ เป็นอะไรที่ดีนะครับบางทีเราอาจจะได้ช่วยกันคิดวิธีแก้ปัญหากัน
เป็นความมุ่งมั่นที่ยิ่งใหญ่น่าดูเลยนะครับนั่น เป็นกำลังใจให้ครับมีคนคิดแบบเราด้วยแฮะ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: iannnnn เมื่อ 06 มี.ค. 2009, 01:19 น.
คนคิดดีๆ น่ะเยอะครับ
แต่คนที่ลงมือทำจริงๆ จังๆ ได้นี่แหละที่ต้องเชียร์
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: วันดี.ฮอลิเดย์ เมื่อ 06 มี.ค. 2009, 01:25 น.
ถ้ามองแบบบวกๆ.. จุดเ้่ด่นของการศึกษาไทย (และอาจจะหมายรวมถึงการศึกษาทั่วโลก) คือทำให้เราเรียนรู้ว่า.. โลกก็เป็นแบบนี้แหละ บางทีก็ดูไม่สมเหตุสมผล บางทีก็ไม่ยุติธรรม บางอย่างก็ขาด บางอย่างก็เกิน การที่เราได้เรียนสิ่งที่เราเรียกว่า "เขาใช้อะไรคิด ถึงได้ให้เราเรียนแบบนี้" ถ้ามองย้อนกลับไป ก็เป็นบทเรียนที่ดีที่ทำให้เราเห็นจริงๆ (และประสบตรงๆ) เลยว่า.. เออเนอะ โลกเป็นแบบนี้จริงๆ ด้วย ที่เราผ่านมาได้นี่สุดยอดเลย ๕๕

ฟังดูปลงๆ แต่ก็ยังหวังอยู่ดีละ ว่าการศึกษาของเราจะดีขึ้นกว่านี้ แล้วเท่าที่เคยเป็นครูมา ก็ขอยืนยันว่า เราก็ทำได้ทุกคนแหละ เพราะจริงๆ แล้วถ้่าเราไม่มองการศึกษาว่าคือการเรียนเฉพาะในห้องเรียน เราจะสามารถเป็นครู เป็นตัวอย่าง เป็นนักศึกษาที่ดีกันได้ทุกคนและทุกเวลา ส่วนตัวก็ยังเชื่ออยู่ดีว่า การจะแก้ปัญหาอะไรก็ตามในโลกนี้ มันเกี่ยวพันมาถึงตัวเราเองเกือบทั้งหมด แค่เรามองที่ตัวเีราแล้วก็เริ่มต้นทำอะไรสักอย่าง(ที่เราหวังจะให้เกิดความเปลี่ยนแปลง) มันก็เกิดการพัฒนาแล้ว ๑ จุด ถ้าทุกคน (หรืออย่างน้อยก็บางคน)ทำคนละ ๑ จุด พอจุดมารวมๆ กันเป็นเส้น ก็จะเป็นแนวทางได้เหมือนกัน ถ้าแนวมีกำลังมาก ก็เกิดความเปลี่ยนแปลงได้ ไม่ว่าใครก็ทำได้ แต่ถ้าไม่เชื่อมั่นกำลังก็น้อย ถ้าเชื่อมั่นแล้วกำลังก็จะมาก 

ว่าแล้ว มาเป็นเด็กแนวกันเถอะ
(จบได้น่าเกลียดจริงๆ ๕๕)
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: กากก่อเกรียนนู้บ เมื่อ 06 มี.ค. 2009, 01:27 น.
 :16: แต่ผมไม่ได้รู้สึกไม่ดีกับการต้องตัดผมสั้น กับใส่ยูนิฟอร์มเลยนะ

เรื่องเรียนแล้วไม่ได้ใช้นี่ ตอนนี้ผมค่อนข้างปลงแล้วยอมรับมันไปแล้วล่ะครับ
เพราะเจออยู่กับตัวเองนี่แหละ
ทำให้ตอนนี้เรียนไม่จบ 4 ปีแน่นอนแล้ว แถมปีการศึกษาหน้า ไอ้ตัวที่ผมเรียนแล้วไม่ผ่านเนี่ย
จะตัดทิ้งไป  :3005:

แต่ก็เออ ช่างเหอะ อย่างน้อยเค้าก็ช่วยสอนให้รู้จักคิดให้เป็นระบบนะ
หรือสอนให้รู้จักการแก้ปัญหา (ถึงแม้จะเป็นในทางคณิตศาสตร์ก็เถอะ.. อุ่ย..)

ไม่รู้ว่าผมมองโลกในแง่ดีเกินไปรึเปล่านะ
หรือว่าชิลเกินไปจนไม่รู้สึกอะไรแล้วก็ไม่รู้


//บวกครูหยกเลยครับ :25:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: นักศิลปะ เมื่อ 06 มี.ค. 2009, 01:29 น.
สวัสดีครูหยก
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: e-nesra เมื่อ 06 มี.ค. 2009, 01:32 น.
โดนแย่งตอบ 2 รอบแน่ะ

จริงสิเป็นครูก็ต้องเป็นตัวอย่างให้เด็กในห้องเรียนอีก แหมเหนื่อยเลยสินะครับก็จริงนะ
ขอบคุณครูหยกที่เปิดมุมมองเพิ่มครับ  :12:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: วันดี.ฮอลิเดย์ เมื่อ 06 มี.ค. 2009, 01:42 น.
ตอนเป็นครูแรกๆ คิดว่า ครูนี่เป็นคนเลวไม่ได้เลย ต้องเป็นคนดีเท่านั้น
แต่พอนานๆ ไปก็เริ่มคิดว่า ครูก็คือคนธรรมดา ถ้าเคยทำไม่ดี สู้เอามาเล่าเป็นกรณีศึกษาให้เด็กฟังยังจะเท่กว่าอีก เด็กคงไม่แฮปปี้ถ้ารู้ว่าครูคนนี้ทำผิดแต่ไม่รู้จักยอมรับ ที่โรงเรียนก็เล่านะ หรือว่าถ้าครูทำผิดก็จะขอโทษเหมือนกัน ให้เด็กรู้ว่าทุึกคนพลาดกันได้ แต่ไม่ได้ว่าทุกคนต้องพลาดตลอดไป ไม่มีอะไรที่เป็นตลอดไป มันเปลี่ยนแปลงได้เสมอ ทุกลมหายใจเลย

แต่ก็ยอมรับ ว่าการเป็นครูทำให้อยากเป็นคนที่ดีขึ้นจริงๆ เวลาจะทำอะไรก็จะระวังมาก เพราะเราเป็นคนสอนเขา เราไม่ควรทำซะเอง
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: e-nesra เมื่อ 06 มี.ค. 2009, 01:46 น.
เป็นคุณครูที่น่ายกย่องแบบสุดยอดเลยครับ  :45: :45: :45:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: วันดี.ฮอลิเดย์ เมื่อ 06 มี.ค. 2009, 01:58 น.
ตอนนี้ไม่ได้เป็นครูแล้วนะคะ เป็นงานที่เสียดายเลยละ แต่ก็ไม่ืได้คิดว่าตัวเองเป็นครูที่มีคุณสมบัิติสักเท่าไหร่ คือใจเราน่ะได้ แต่คุณสมบัติหลายข้อก็ไม่ค่อยผ่าน :02: แต่.. ครูดีๆ ที่เคยเจอและรู้จักก็มีหลายคนนะคะ บางท่านนำเสนอไม่เก่ง ไม่มีใครรู้จักว่าครูคนนี้ทุ่มเทให้สังคมมากมาย เพราะวันๆ เขาเอาแต่ทำงานค่ะ อิอิ เขาไม่มีเวลามาเล่นตามเว็บบอร์ดอย่างเราเลย (เข้าตัว ๕๕)

แต่ตอนที่สอนก็ไม่ค่อยไม่มีเวลาจริงๆ นั่นล่ะ ช่วงนั้นจำได้ว่าแทบไม่ได้ออนไลน์มาเล่นเรื่อยเปื่อยเลย เพราะกว่าจะถึงบ้านก็เหนื่อยมาก แล้วต้องตื่นเช้ามากเพื่อไปสอน(ใ้ห้ทัน ๕๕) แล้วเวลาให้การบ้านเด็กนี่หาใช่ความสะใจไม่.. คือต้องตรวจเองล้วนๆ ที่เด็กสอบว่าทุกข์ใช่ไหม ครูออกข้อสอบนี่ก็ทุกข์นะ ๕๕ กลัวออกข้อสอบไม่ดี เพราะมันหมายถึงการวัดผลคนหลายๆ คนเลยนะ (เฮื๊อก..) ก็จะออกข้อสอบหลายๆ แบบค่ะ คือต้องเผื่อว่าถ้าเด็กที่เขียนไม่เ่ก่งทำแล้ว เราจะรู้ว่าเขาเข้าใจหรือไม่เข้าใจ เช่นให้วาดรูป หรือให้มานั่งคุยกันก็มี .. แถมพอเด็กสอบเสร็จยังไงล่ะ.. ก็ต้องมาตรวจอีกแล้ว โอ้ว..

มิน่าคนจีนเขาถึงบอกว่า "นักเรียนไม่ดี เป็นเพราะครูขี้เกียจ"
จริงแท้แน่นอน :02:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: ยุนเอ เมื่อ 06 มี.ค. 2009, 02:07 น.


ครูหยก  :25a:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: IM เมื่อ 06 มี.ค. 2009, 02:32 น.
วันนี้เข้าไปส่งงานใน ม. น้องในคณะที่จับกลุ่มกันก็เรียกเข้าไปปรึกษาโปรเจค
แล้วสุดท้ายด้วยการคุยเรื่องระบบการศึกษา  ยังไม่เคยได้ยินใครที่นี่บอกพอใจสักคน
ไม่รู้ท่านอธิการบดีเคยได้ยินเสียงของพวกนักศึกษาบ้างหรือเปล่า
หรือคอยแต่กอบโกยเงินเพื่อไปดูงานต่างประเทศ

ได้ยินมาว่าปีหน้าจะเปลี่ยนระบบอะไรอีกไม่รู้
ไม่เป็นไร  ผมจะไม่อยู่แล้ว  ห่วงก็แต่น้องๆ ต้องต่อสู้กันต่อไป
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: iannnnn เมื่อ 06 มี.ค. 2009, 02:35 น.
ครูหยกมาในมาดครูอีกแล้ว :25:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: Romzaikyu เมื่อ 06 มี.ค. 2009, 09:01 น.
แล้วอาจารย์แอนนนนนล่ะครับ  :25:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: เก้อ เมื่อ 06 มี.ค. 2009, 09:03 น.
จำได้ว่า หนังสือของรพินทรานารถ ฐากูรหลายๆเล่ม
พูดถึงโรงเรียนใต้ต้นสาละ ที่แกพึ่งสร้าง ไม่นานต่อมาโรงเรียนใต้ต้นไม้นั้น
กลายเป็นต้นแบบโรงเรียนทางเลือกให้ทั่วโลก
(และตอนนี้กลายเป็นมหาลัยสำคัญของอินเดีย)

การเรียนการสอน ความรู้ก็เป็นส่วนหนึ่ง
แต่ส่วนสำคัญกว่า คือการเข้าใจในโลกและชีวิต
แกบอกว่า โลกอุดมคติ มันมีอยู่ในอุดมคตินั่นแหละ อยู่ในอากาศ ยังไม่มีอยู่จริง
แต่ยังไงไอ้การจะสร้างโลกแบบนั้นได้เราต้องมีอุดมคติก่อน ฝันก่อนว่างั้น
แล้วโรงเรียนแห่งนั้น ก็บอกว่า เรามาเริ่มเป็นพลเมืองในอาณาจักรแห่งอุดมคติเถอะ

คุณฐากูร เป็นเพื่อนรุ่นๆเดียวกับคานธี
คำๆนี้ของแก ก็เป็นอมตะและมีความหมายเช่นเดียวกับคำว่า
Be the change you want to see in the world ของคานธี

(http://rlv.zcache.com/funky_gandhi_be_the_change_tshirt-p235014581027838153yffv_400.jpg)
(ป้ายในพันธมิตรก็ใช้คำนี้เยอะนะ :30:)

การศึกษาก็น่าจะเป็นยังงั้นมั้ง นอกจากมันจะสอนให้เราทำมาหากินได้แล้ว
มันก็น่าจะส่งเสริมให้เราเข้าใจโลก เข้าใจชีวิตมากขึ้น

ก็คิดว่าตัวเองมีความสุขกับการอยู่โรงเรียนดี โชคดีที่เจอแต่เพื่อนดีๆ
อยู่กันปัญญาอ่อนไปวันๆ เรียกว่าสนุกกับการไปโรงเรียนกับสังคมเลยแหละ
แต่นั่นก็ไม่ค่อยเกี่ยวอะไรกับสิ่งที่โรงเรียนสอน เพราะผมไม่ได้สนใจอะไรที่ครูในห้องพูด

โดยที่จำวันเวลาได้แน่ๆด้วย ว่าเริ่มคิดยังงี้เมื่อไร
ครูเขาไม่ได้สอนแย่อะไรตรงไหนนะครับ ก็ธรรมดา นั่นคือหน้าที่ของครู
ผมเคารพในการทำหน้าที่นั้น แต่คำถามในใจเรามันซับซ้อนเกินเขาจะตอบได้
เกินกว่าสิ่งที่ิเขาพูดในห้องเรียนจะตอบได้

ที่สำคัญบางครั้งพวกเขาก็มากับการ"ใช้อำนาจ" ไม่ว่าจะใช้โดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัว
นอกจากมันจะตอบคำถามอะไรไม่ได้สักอย่างแล้ว มันยังมาบอกว่าการสงสัยตั้งคำถาม
ทั้งหลายแหล่นี่ มันผิด และเป็นเรื่องเสียเวลา

เรื่องการใช้อำนาจโดยไม่รู้ตัวนี่ ผมว่ามันเกิดขึ้นแม้แต่กับครูที่ใจดีที่สุด
เพราะกรอบในสังคมไทยนั่นเอง ที่บอกว่า เราต้องเคารพครู
จริงๆแล้ว ความเคารพ มันไม่น่าจะมาจากการสอนว่า
"นักเรียนเคารพครู เพราะครูคือผู้ให้ความรู้"
ความเคารพมันน่าจะเกิดขึ้นมาระหว่าง มนุษย์กับมนุษย์ เอง ไม่ใช่ระหว่าง นักเรียนกับครู
เราไม่สามารถแสวงหาความเคารพ ได้จากการบอกว่า "ให้เคารพ"
แต่เราหามันได้จากสิ่งที่เราทำ(ในที่นี้ หมายถึงการกระทำของครู)

เราเลือกเคารพและไม่เคารพครูคนไหนก็ได้ เด็กมีสิทธิ์นั้น
และไม่เคารพ ก็ไม่ใช่เรื่องผิด ใจเขาจะคิดอะไรกับใคร
นั่นก็คือวิจารณญานของเขา ให้มันได้ทำหน้าที่

ผมเห็นว่า ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่และไม่ว่าจะตั้งใจดีแบบไหน
คติของการเคารพครูเนี่ย แน่นอนมันก็มีส่วนดีอยู่ แต่ในอีกมุม
มันมาพร้อมกับคำว่า ให้เรายินยอม, เป็นผู้รับ, และทำตาม
ไม่จำเป็นว่าเราจะคิดเห็นต่างเป็นอย่างอื่นอย่างไร และแน่นอน
การตั้งคำถามเป็นเรื่องผิดและไร้สาระ

วันนั้นเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ม.4 อยู่บนชั้น 4 ของตึก 4
(อาจารย์ที่สอนชื่ออ.ถาวร ละเอียดมะ :30:)
ผมก็คิดในใจว่า สิ่งทั้งหลายนี่มันไม่มีประโยชน์สำหรับชีวิตเลย
และทุกคนเข้ามาและเรียกร้องความเคารพ ไม่ว่าจะทางตรงทางอ้อมด้วยวิธีต่างๆ
และผมให้ไม่ได้ และผมยังหาเหตุผลไม่เจอว่า เราจะทนฟังทำความเข้าใจทั้งหลายนี่ไปทำไม
วันนั้นเป็นตอนบ่ายที่ฝนพึ่งหยุดตก ผมไม่ได้ยินเสียงอาจารย์พูดอีก เลิกฟังไปซะเฉยๆ


อีกนิดนึง ประเดี๋ยวจะว่ามองแต่ในแง่ลบ ผมเข้าใจนะครับว่า
วาทะกรรมของคำว่า เคารพครู นี้ มันมาจากไหน
อาชีพนี้ต่างจากอาชีพอื่นมาก อาชีพทั้งหลายมีหน้าที่ผลิตอะไรต่างๆ
เช่น ผลิตข้าว ผลิตของ ผลิตเวบ ผลิตโชค ฯลฯ สรุปว่าทุกคนคือผู้ผลิต
แต่ครูมีหน้าที่ผลิตคน(และแถมด้วยผลิตความรู้เพื่อมาผลิตคน)
ซึ่งเป็นต้นธารของการผลิตสิ่งอื่นทั้งมวลในโลก และเป็นหลักค้ำยัน
ความเป็นไปของโลก-ของสังคมในทุกๆด้าน
(ด้านที่สำคัญสุดผมว่าคือจริยธรรม)

อาชีพนี้จึงสำคัญสุด และไม่ว่าจะผลิตสิ่งไหน จะนาโนเทคโนโลยียังไง
ก็ไม่ซับซ้อนละเอียดอ่อนเท่าผลิตคน สิ่งที่เรียกร้องเอาจากครูจึงมีมากเหลือเกิน
คนเป็นครูจึงเป็นอะไรที่ไกล้เคียงจากพระ ต้องเป็น 24 ชั่วโมง
ต้องเป็นทั้งตัวทั้งใจ ผมเคารพครูในแง่ที่ว่ามานี้
แต่มันคนละส่วนกัน กับคำถามส่วนแรกที่ผมมีต่อสิ่งที่เราเจอกันมาในประเทศนี้
ซึ่งปัญหานั้น แสดงผลออกมาให้เราเห็นอย่างไม่หยุดหย่อนในปัจจุบัน


ผมอยากรู้เหมือนกันนะครับ ถ้าคุณเป็นครูแล้วเจอเด็กแบบนี้
จะให้คำอธิบายเด็กเปรตแบบเต่านี่ว่ายังไง



ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: ยุนเอ เมื่อ 06 มี.ค. 2009, 09:07 น.


:12: :12: :12: :12:


โป้งพี่เก้อจนเริ่มเบื่อแล้วเนี้ย  :30:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: ☼ แอนมินิ ☼ เมื่อ 06 มี.ค. 2009, 09:46 น.
 :25: อ้ะ มาแปะ เดี๋ยวมีเวลาจะมานั่งถกด้วย
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: ยุนเอ เมื่อ 06 มี.ค. 2009, 09:47 น.


ว๊ายๆ โป้
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: e-nesra เมื่อ 06 มี.ค. 2009, 10:40 น.
ไม่ใช่ถกกระโปรง  :07:

เรากำลังพูดถึงระบบกันอยู่ใช่ป่ะครับ แต่สำหรับคุณครูที่ผลิตนักเรียนนักศึกษาออกมาผู้ใหญ่
น่าจะได้ปรับเงินเดือนกันใหม่นะ จะได้มีพลังในการทำงานพร้อมที่จะสร้างคนมันเป็นอาชีพที่
หนักเหมือนกันนะ ไม่ได้สร้างคนแบบตัวต่อตัวซะหน่อยสร้างคนออกมาปีละ40 - 50 คนต่อ
คุณครูและอาจารย์ 1 คน (บางทียังต้องดูแลให้นักเรียนที่สังคมมองว่าคนนี้ไร้อนาคตเอาตัว
ไม่รอดหรอก ต้องปั้นเขาขึ้นมา)ผมนับถือคุณค่าของครู อาจารย์ตรงนี้ แต่ก็ไม่ค่อยชอบกรอบ
เก่าๆที่ไม่ให้เราคิดที่พูดกันว่า จิตนาการสำคัญกว่าความรู้ ? อ่อแล้วที่มีอาจารย์บอกว่าไม่ควร
ตั้งคำถาม ผมไม่ค่อยชอบเลยนะ ถ้าสมมุติเราตอบไม่ได้ก็น่าจะสามารถพูดกับคนที่เรียนกับ
เราว่าตรงนี้ครูก็ไม่รู้เหมือนกัน เดี๋ยวจะไปหาข้อมูลมาให้ หรือจัดเป็นการศึกษาร่วมกันระหว่าง
อาจารย์กับศิษย์ได้ไหมครับ มันทำให้ได้ลงมือศึกษากันมากกว่านะ แต่ก็เข้าใจอยู่ว่าอาชีพครู
มันเป็นอาชีพที่เหนื่อย(มาก)จะมาคาดหวังกับคนเป็นอาจารย์หมดก็คงไม่ได้หรอกจริงไหมครับ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: edมาหยอก เมื่อ 06 มี.ค. 2009, 10:44 น.
ปิคเพิ่งจบมา แต่รู้สึกว่าการศึกษาของเมืองไทยมันงี่เง่ายังไงก็ไม่รู้ลองคิดๆดู

ไม่งี่เง่าหรอกครับ เด็กไทยออกจะเก่ง นักเรียนไทย นักศึกษาไทย แข่งนู่นแข่งนี่ชนะต่างชาติมาก็เยอะ ,,,
สิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆเจ๋งๆ จากเด็กไทยก็มีให้เห็นเรื่อยๆ ก็ผลพวงจากการศึกษาทั้งนั้น

ก็ ไม่รู้เหมือนกัน ถ้าเห็นว่าไม่ควรมีจู๋นี้ก็ลบออกไปเลยดีกว่าครับ ตอนเรียนๆ กันอยู่รู้สึกกันมั่งไหมครับว่า การศึกษาของเรานี่ไม่ได้ช่วย ให้ผู้เรียนรู้จักคิดเลย

องค์ประกออบการศึกษา แบ่งออกเป็นหลายอย่าง หลักๆครับ หลักสูตร, ผู้เรียน, ผู้สอน, กิจกรรม และ  อุปกรณ์
ผมว่าประเทศหลักสูตรก็ไม่ต่างจากเรามากครับ เช่น แคลคูลัส ประเทศอเมริกา กับ ประเทศไทยก็หน้าตาเหมือนกันเด๊ะ ,,,
ส่วนตัว ผมว่า หลักสูตรบ้านเรา ไม่ได้มีปัญหา
แต่ที่มีปัญหาคือ ทัศนคติ,ศักยภาพของผู้เรียนและผู้สอน และมันก็เป็นวงจรอุบาทว์อีกต่างหาก ,,,
คนไทยมองว่า การเรียนการสอน คือ ตำรา สอบ คะแนน เกรด บูชาๆๆๆ แต่กิจกรรมคือเรื่องบั่นทอน,
การให้เด็กหาคำตอบเอง คืออาจารย์ขี้เกียจ,
โครงงานคือก็แของเสริมสำหรับเด็กเก่งๆ
ผมเชื่อว่าในหลักสูตรนั่นกำหนดกิจกรรมให้เด็กได้ทำประกอบการเรียนเรียบร้อยแล้ว
หรือต่อให้ไม่เขียน ครูผู้สอนก็คิดเองได้
แต่ปัญหาคือ ครูผู้สอนพร้อมที่จะพาเด็กทำแค่ไหน และถ้าพร้อมเด็กอยากทำแค่ไหน,,,
เมื่อไม่นานมานี้ มีน้องคนนึงมาเล่าให้ผมฟังว่า ครูตั้งโจทย์ปัญหามาให้
แล้วให้เด็กหาว่าจะใช้ความรู้ทางคณิตศาสตร์อะไรแก้ปัญหานั้นๆ ผมก็คิดในใจว่า ดีจัง ให้เด็กได้รู้จักค้นคว้า,,,
แต่น้องแกบอกว่า เพื่อนในห้องบ่นกันระนาวเลย คิดว่าอาจารย์กลั่นแกล้ง,,,
การศึกษาก็แค่เข็มทิศ ส่วนเรื่องคิดไม่คิดนี่ ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบระหว่างผู้สอน ผู้เรียน (และอาจจะรวมไปถึงผู้ปกครอง)

มีแต่อะไรก็ไม่รู้บางอย่างเอาไปใช้งานจริงไม่ได้ เรียนทำไม? เรียนเพื่อ? แถมบางตัวโดนกำหนดเป็นตัวหลักอีก มากไปแ้ล้วในเืมื่ออนาคตไม่ได้ใช้ในการทำงานอ่ะ

1ส่วน นึงก็ต้องยอมรับว่า หลักสูตรการศึกษาในระดับมัธยมโคตรจะจับฉ่าย
อะไรต่อมิอะไรก็ไม่รู้ ถูกยัดเยียดเข้ามาใส่สมองของผู้เรียน ,,, 
ลองนึกถึงสมัยเรียนเล่นๆ ในแต่ละเทอมเราจะต้องเรียนหรือถูกยัดเยียดให้เรียนอะไรบ้าง

2.แต่บาง ครั้ง จะว่ายัดเยียดไปซะทั้งหมด ก็คงไม่ถูก
เช่น ถ้าให้เลือกเรียน จะมีเด็กซักกี่คน ที่อยากเลือกเรียนวิชาศาสนา ,,,,
จะมีเด็กผู้ชายซักกี่คน ที่อยากเรียนวิชาภาษาไทย ,,, 
หรือ น้องผู้หญิงบางคนก็อาจจะไม่อยากเรียนวิชาพละกลางแดด

3.ลองย้อน กลับไปตอนอยู่มัธยม บางคนก็ยังไม่รู้ตัวเองเลย ว่าชอบอะไรกันแน่ ,,,
บางคนก็พอถูๆไถๆ ได้บางวิชา ,,, บางคนก็เก่งทุกวิชา ,,, และบางคน ก็ห่วยแตกทุกวิชา ,,,
การให้เรียนแบบจับฉ่าย ก็เพื่อให้เด็กได้ลองศึกษา เพื่อเข้าใจว่า ตัวเองถนัด หรือไม่ถนัดอะไร
เช่น โอเค เรียนแคลคลัส เรียนฟิสิกส์ แล้วไม่เวิร์ค ก็ไม่ต้องสะดิ้งไปสอบวิศวะ(ตามเพื่อน) ,,,
เรียนภาษาไทยแล้วง่วงทุกที ผันวรรณยุกต์ก็ยังไม่สู้เด็กป.สี่ อักษรศาสตร์เอกภาษาไทย ก็คงไม่ใช่คุณ ,,,
เพราะบางคน มีแค่ความชอบ แต่ไม่มีความถนัด
ถ้าไม่ลองเรียนดู ก็อาจจะไม่รู้ว่าไม่ได้เกิดมาเพื่อสิ่งนี้
ดังนั้น การได้ลองซดจับฉ่ายหลายๆชาม
ก็อาจจะเหมาะสำหรับคนที่กำลังตามหาว่า
ตกลงกูชอบชามไหนกันแน่
(ซึ่งคนประเภทนี้ มีมากซะด้วย ,,, รวมทั้งตัวผมเองนั่นแหละ)

4.เราเกิดมา ในยุคที่โชคดีสุดๆ
ที่คนรุ่นก่อนได้คิดอะไรต่อมิอะไรแบบสำเร็จรูปไว้ให้เราแทบจะหมดแล้ว
ของบางอย่าง มันง่ายซะจนเราไม่รู้ว่า กว่าจะได้มันมา เขามีกระบวนการคิดอย่างไร ,,,
เมื่อไม่สนใหรือ อาจจะไม่จำเป็นที่จะต้องสนใจ ความรู้พื้นฐานต่างๆ เราก็พลอยคิดไปว่า มันคงไม่ได้ใช้หรอก ,,,
แต่สาบานต่อนรกอเวจีเลยว่า
ถ้าไอแซค นิวตัน, อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์, โทมัส อัลวา เอดิสัน, พี่น้องตระกูลไรท์ หรือท่านอื่นๆ คิดแบบนี้กันหมด
ลองจินตนาการดูว่า เทคโนโลยีอะไรจะหายไปบ้าง? ,,,
และถ้า คนรุ่นเรา คิดว่า เรียนไปก็คงไม่ได้ใช้เหมือนๆกันหมด
เทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ ศิลปะ วรรณกรรม ก็คงจะหยุดนิ่ง ณ ตรงนี้

5.ในขณะที่ เราไม่ได้ใช้งาน หรือต้องการเรียนแค่เพียงให้มันผ่านๆไป หรืออะไรต่อมิอะไรก็แล้วแต่ ,,,
ลองมองไปรอบข้างสิ อาจจะมีเพื่อนเราซักคน ที่จะได้ใช้งานมันในอนาคตก็ได้ ,,,
สมมติมีเด็ก 50 คน ,,, อาจจะมีเด็กเพียงแค่คนเดียว ที่สามารถนำความรู้ไปใช้งานให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมได้
แต่มันก็คุ้ม ไม่ใช่รึ? ,,,
เพื่อนๆ แถวๆบ้านของท่าน สุนทร ภู่ อาจจะไม่มีใครสนใจโคลง กลอนเลย ,,,
เพื่อนๆร่วมรุ่นของไอแซค นิวตัน อาจจะสงสัยว่า ทำไมท่านต้องสนใจคณิตศาสตร์ และฟิสิกส์ขนาดนั้น ,,,
สิ่งที่หลายๆคน มองว่า คงไม่เป็นประโยชน์ ในภายภาคหน้า สิ่งนั้น อาจจะเป็นคุณอเนกอนันต์ก็เป็นได้ ใครจะรู้?

6.ความรู้ที่ ต้องใช้ในแต่ละสายอาชีพ  ก็แตกต่างกันไป ,,,
วิชาๆนึง บางคน ใช้มาก บางคนใช้น้อย บางคนก็ไม่ได้ใช้ ,,,
แต่ผมเชื่อว่า การที่ถูกเรียกว่า ความรู้ มันมีคุณค่าในความหมายของตัวมันเองอยู่แล้ว ,,,
คำถามคือ เราจะมีโอกาสและความสามารถที่จะหยิบมันมาใช้ประโยชน์ได้ไหม เท่านั้นเอง?

7ผลการเรียนไม่ได้บอกว่าเราเก่งซักแค่ไหน เสมอไป ,,,
บางครั้ง มันก็แค่ บอกเราว่า เรา...มีความรับผิดชอบขนาดไหน เท่านั้นจริงๆ

แล้วก็มีอีกเรื่องที่ไม่เข้าใจผู้ใหญ่ นักเรียนต้องใส่ยูนิฟรอม อันนี้ไม่ได้ซีเรียสเพราะ บางที่ก็สวยดี ดูเป็นระเบียบดีเหมือนกัน แต่ไอ่เรื่องทรงผม อ่าอันนี้คงจะอยู่ในความคิดของเด็กผู้ชายหลายๆ คนว่าเห้ยก็มันหัวตูอ่ะไว้ผมยาวก็ไม่เห็นเกี่ยวกับการเรียนนี่หว่า สำหรับบางคนทำให้มีความสุขในการเีรียนการมากกว่า ย้อมผมก็ถูกมองว่าไม่เรียบร้อยเด็กคนนี้ก้าวร้าว คือว่าพวกมันทำอะไรแล้วเหรอครับไปมองเด็กแบบนั้นไม่ตัดสินง่ายเกินไปเหรอ

ผมเห็นด้วยที่ว่าไม่ควรตัดสินเด็กจากภายนอก ,,,
ถ้าอยู่ระดับต่ำกว่ามัธยม ข้อดีของมันก็มีอยู่ ตรงที่เด็กไม่ต้องคิดมากเรื่องทรงผม หรือเสื้อผ้า  ,,,
ส่วนในระดับมหาลัยนั้น ผมคิดว่าอาจารย์ก็ปล่อยๆแล้วนะ
อาจจะมีแซวๆ หรือบ่นๆบ้าง แต่ก็ไม่ได้บังคับหรือเอากรรไกรมาไล่เฉือนแล้วล่ะ 

เดี๋ยวครึ่งหลังจะมาร่วมถกใหม่ ครอบครัวเป็นเกษตรกรอยู่พอดีเลยครับ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: Romzaikyu เมื่อ 06 มี.ค. 2009, 11:22 น.
เอ๊ดเอ้ย อ่านยาก จัดหน้าด้วย  :05a:

เห็นด้วยกับประเด็นให้เรียนหลายๆ อย่างเพื่อให้ดูว่าชอบ ไม่ชอบอะไรนะ
เพราะบ้านพี่ทั้งบ้านเลย ตอนเรียน เรียนไปเรื่อยๆ ไม่รู้ว่าอยากทำอะไรกับชีวิต
มีน้องคนเล็กที่มุ่งไปเรียนอิเล็กฯ แล้วก็เสือกกลับมาเรียนคหกรรม
ต้องสัมผัสกับมันน่ะ ถึงจะรู้ว่าชอบไม่ชอบ แต่ปัญหามันอยู่ที่ผู้สอน ผู้เรียน และวิธีการเรียนมากกว่า บางคนนนะ ไม่ใช่ทั้งหมด
เกิดมาโชคดีอย่าง เจอครูค่อนข้างดี มีความสุขในวิชาที่ตัวเองสอน เลยได้"เรียน"จริงๆ
จำได้ว่าตอนม.4 เคยเกลียดวิชาฝรั่งเศสสเพราะครูผู้สอนไร้จรรยาบรรณ พอมา ม.5 เจอครูดีเลยสนุกกับการเรียนวิชานี้
จากเคยเรียนได้เกรด 1 ก็มาเป็นเกรด 2 เกรด 3 เกรด 4 ไม่หวังอยู่แล้วเพื่อนมันเก่งกว่า
แล้วเด็กเองก็ไม่รู้จักการเรียนน่ะ ว่าต้องตั้งใจจึงจะเข้าใจ อะไรยากนิดหน่อยก็ไม่คิดแล้ว ชินแต่เปิดปุ๊บ ติดปั๊บ
ต้องปีรับทัศนะคติเรื่องการเรียนการสอนใหม่น่ะ ทั้งผู้สอน ผู้เรียน และผู้ปกครอง
ย้ำว่าบางคนนนะ ไม่ใช่ทั้งหมด

ส่วนการบังคับเรียนบางวิชาก็เห็นด้วย ใครใส่ใจสุขศึกษาซึ่งที่จริงจำเป็นต่อชีวิต
ใครใส่ใจพุทธศาสนาที่จำเป็นต่อจิตใจ ใครใส่ใจวิชาแนะแนวบ้าง ศิลปะล่ะ และหลายอย่างที่ไม่ใช่วิชาสอบเข้า
นี่พูดถึงทั้งนักเรียน และ ครูด้วยนะ วิชาเหล่านี้ก็สำคัญมาก แต่ก้ไม่ได้รับการใส่ใจเท่าที่ควร
มีแต่วิชาการ ไม่มีวิชาชีวิต จบมหาลัยออกมาปัญญาอ่อน ทำอะไรไม่เป็นก็เยอะ เรียนมาสูง แค่เรื่องเกรดตกฆ่าตัวตายก็มี

ครูต้องสอนไม่ใช่แค่ตัวหนังสือ นักเรียนต้องเรียนไม่ใช่แค่เพื่อสอบ


ป.ล. เพิ่งเคยเห็นหน้าเอ๊ด  :56:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: ยุนเอ เมื่อ 06 มี.ค. 2009, 11:24 น.

ถ้ายังงั้นต้องระบุหลักสูตรออกมาก่อนว่า เราให้เรียนให้จบแล้วไม่ใช่เพื่อออกมาทำงาน


:30:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: Romzaikyu เมื่อ 06 มี.ค. 2009, 11:25 น.
อ้างคำพูดจาก: กอมมองตะเล เอ เมื่อ 06 มี.ค. 2009, 11:24 น.
ถ้ายังงั้นต้องระบุหลักสูตรออกมาก่อนว่า เราให้เรียนให้จบแล้วไม่ใช่เพื่อออกมาทำงานอย่างเดียว  :37:


แล้วไม่ต้องมุกว่าทำงานหลายอย่างนะ  :47:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: ยุนเอ เมื่อ 06 มี.ค. 2009, 11:27 น.


:47:

เราเข้าเรียนเพื่อให้รู้เท่านั้น  :07:
ไม่ได้รับประกันว่าเธอจะต้องได้งานตามที่เรียนต่างหาก
ไม่ได้รับประกันอะไรเลย หน่วยกิตก็ไม่ต้องใช้ สมัครงานก็ไม่ได้ต้องดูเกรด




:11: :11: :11:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: อู๋ เมื่อ 06 มี.ค. 2009, 12:01 น.
มันเหมือนกรุงเทพ ที่เขาว่าเมืองโสมมเฮงซวยห่วยแตก แต่ก็อยู่กัน อยู่กันไปเรื่อยๆ เยอะด้วย :30:

เกี่ยวมั้ยเนี่ย :30:



ผมว่าน่าจะอยู่ที่เรานะครับ เลือกที่จะรับ เลือกที่จะปฏิเสธ เลือกที่จะคิด แล้วก็เลือกที่จะทำครับ


แก้แล้วคับ :46:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: Romzaikyu เมื่อ 06 มี.ค. 2009, 12:02 น.
ปฏิเสธ  :47: อันนั้นเศษส่วน
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: O.D.M. เมื่อ 06 มี.ค. 2009, 12:48 น.
ชอบระบบความคิดของ เอ็ด เป็นระเบียบดีจริง
และผมก็เห็นด้วยตามเอ็ดนะ

เรื่องยูนิฟอร์ม สมัยก่อน ผมก็คิดเหมือนน้องนี่แหละ

ใส่ทำไม ใส่ไปกุก็โง่เท่าไม่ใส่นั่นแหละ
หัวเกรียนกุก็โง่พอๆ กับผมยาว จำได้ว่าประท้วงครูให้ตัดผม
โดยการไปโกนหัวสกินเฮดกันทั้งชั้นปี โดยมีตัวตั้งตัวตีอยู่ 3-4 หน่อ
หรือไอการเข้าแถวหน้าเสาธง จะให้ผิวดำเนียนสวยเสมอภาครึไง
ตอนเรียนมหาวิทยาลัย ผมเองก็ใส่ชุดนักศึกษา ไม่ถึง 30 ครั้ง (ไม่นับซ่อมน้อง)

ในโลกความเป็นจริง กฏระเบียบปัญญาอ่อน และไร้เหตุผล
มันมีมากกว่านี้อีกเยอะนะครับ  :30:

แต่ถ้าคนเราไม่รู้จักหัดปฏิบัติตามกฏอะไรสักอย่างตั้งแต่เล็กๆแล้้ว โตขึ้นมันจะเหลืออะไรหรือครับ  :37:
คิดว่าถ้าให้เราคิดเอง เราก็คงเห็นคนไร้มารยาท ฝ่าฝืนกฏทุกอย่าง ทำสิ่งที่ัตัวเองอยากทำโดยอ้างแค่เรื่องเสรีภาพส่วนบุคคล
จนไม่สนใจว่า เราจะไปเบียดเบียนหรือเดือดร้อนคนอื่นตรงไหนอยู่ดาดดื่นไปหมด คิดดูว่าถ้ามันมีปริมาณมากขึ้น มันก็น่ากลัวนะครับ

ลอกนึกภาพกลับกัน วันนึงไปเรียน เห็นครูลากอีแตะ ใส่เสื้อกล้ามขาดๆ เดินเกาตรูดมายืนสอนหน้าชั้น
นักเรียนจะคิดว่ายังไงหรือครับ เพราะนั่นก็เป็นสิทธิของครูที่จะทำนะครับ เพราะสบายเค้านี่...

แต่ก็นานาจิตตังนะครับ แต่ผมคิดว่าเรื่องพวกนี้มันก็ดีอยู่แล้ว
กฏระเบียบก็คือการสอนชนิดหนึ่งนะครับ เป็นสอนเรื่องการเข้าสู่สังคม และอยุ่กับมันยังไงน่ะ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: iannnnn เมื่อ 06 มี.ค. 2009, 13:08 น.
มีทั้งครูหยก ครูเอ็ด ครูร่ม และเฟร็ดดี้ (ครูเก้อ)
จู๋นี้รวมดาวเลยนะเนี่ย :25:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: Romzaikyu เมื่อ 06 มี.ค. 2009, 13:11 น.
อ้างคำพูดจาก: ไอ้แอนนนนน เมื่อ 06 มี.ค. 2009, 13:08 น.
มีทั้งครูหยก ครูเอ็ด ครูร่ม และเฟร็ดดี้ (ครูเก้อ)
จู๋นี้รวมดาวเลยนะเนี่ย :25:


บวก  ชอบ ชอบ :30b: :30b:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: Ah! เมื่อ 06 มี.ค. 2009, 13:13 น.
อ้างคำพูดจาก: O.D.M. เมื่อ 06 มี.ค. 2009, 12:48 น.
ลอกนึกภาพกลับกัน วันนึงไปเรียน เห็นครูลากอีแตะ ใส่เสื้อกล้ามขาดๆ เดินเกาตรูดมายืนสอนหน้าชั้น
นักเรียนจะคิดว่ายังไงหรือครับ เพราะนั่นก็เป็นสิทธิของครูที่จะทำนะครับ เพราะสบายเค้านี่...


:25: นึกภาพตามแล้วอยากเป็นครูเลยครับ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: VeryHappy เมื่อ 06 มี.ค. 2009, 13:33 น.
ถ้าเป็นเรื่องพวกเครื่องแบบพวกนี้ผมมองอีกอย่างนะครับ

ผมมองเป็นการแสดง "อัตลักษณ์" มากกว่า

จริงอยู่ที่ทั้งมหาลัย และ มัธยมให้แต่งเครื่องแบบ
แต่พวกเรา(หาพวก :43:)ก็ยังที่จะผ่าผืนจริงมั้ยครับ

ม.ปลายให้ตัดผมสั้น ชุดนักเรียน เราก็ต้องเอาเสื้ออกนอกกางเกง เหยียบส้นล่ะ
พอมาในมหาลัยเค้าให้ใส่เครื่องแบบ แต่พวกผมก็ใส่ชุดไปรเวทแม่งเลย

สังเกตุเห็นว่าทั้งๆที่เค้าตั้งกฎเหมือนกันแต่ทำไมเราทำต่างกันขนาดนั้น

เป็นไปได้ว่า "อุณหภูมิ" ของทั้งสองอย่างนั้นไม่เท่ากัน
อุณหภูมิของ.ปลายจะสูงกว่า หนาแน่มากกว่า
ต่างจากมหาลัยที่จะอุณหภูมิสบายๆมากกว่า

แต่ก็กระนั้นแล ในมหาลัยก็ยังมีความร้อนแรงของอุณหภูมิต่างกัน ในแต่ละคณะ

ผมเรียนศิลปกรรม แน่นอนว่าใส่ชุดไปรเวทกันเกือบทั้งคณะ
นี่คือการแสดงอัตลักษณ์ ของพวกผม ในอุณหภูมิศิลปกรรม

ในขณะที่อยู่มหาลัยเดียวกัน เพียงแค่ต่างคณะหลายๆคนกลับใส่เสื้อนักศึกษา
ถ้าเค้าถูกให้ใส่ชุดนักศึกษา แล้วพวกเค้าจะแสดงอัตลักษณ์ ตัวตนของพวกเค้าได้อย่างไรล่ะ
พวกเค้าก็แสดงก็มาในวิธีต่างๆ เช่น ใส่ยกทรงสีดำ ใส่กระโปรงสั้น ใส่เสื้อรัด
นี่เป็นการแสดงออกของพวกเค้าในอุณหภูมิที่หนาแน่น ไม่ต่างไปกับเด็กม.ปลาย เอาเสื้อออกนอก
กางเกง เหยียบส้น ในเชิงความคิด

ถามว่าทำไมเค้ายังปล่อยให้พวกผมใส่ชุดไปรเวทได้
อันนี้ไม่รู้ครับ อาจเป็นเพราะคณะผมสร้างชื่อเสียงให้มหาลัยเค้าเลยหรี่ๆตาไป
หรือ อาจจะตักเตือนมาแล้วก็เป็นได้

ถ้าเค้าเอาจริงเราจะทำอย่างไร ถ้าเค้าเอาจริงกับเรื่องเครื่องแบบจะทำอย่างไร
ก็คงมีสองอย่างคือ เล่นตามกฎเค้าไป หรือ เลือกที่จะออกไปเลย


ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: Romzaikyu เมื่อ 06 มี.ค. 2009, 13:46 น.
จริงๆ แล้ว กรอบมันมีอยู่ทุกที่นั่นแหละ ไม่มีอะไรไม่มีกรอบหรอก

เรื่องการแต่งเครื่องแบบ กับเรื่องอัตลักษณ์นั่นก็เรื่องนึง
สมัยเรียนมหาลัยก็แทบจะแต่งชุดนักศึกษาเฉพาะตอนสอบ เพราะที่ภาควิชาไม่เคร่ง
ถือว่าจบไปสายสื่อสารมวลชนงานไม่ต้องแต่งเครื่องแบบเท่าไหร่
แต่ก็มีคนชอบใส่เครื่องแบบ และ ไม่ชอบก็ว่ากันไป
แต่พอไปเรียนต่างคณะที่บางคณะเค้าเคร่งก็ต้องใส่ไปตามสมควร คือเสื้อนักศึกษากางเกงยีนส์ที่ไม่ขาด และไม่ลากแตะไป
แต่ตอนมาฝึกงานประชาสัมพันธ์ที่ศุนย์ฯหารสอง ตอนแรกใส่เชิ้ต กางเกงสแล็กเลย ไม่ใส่ไม่ได้
แล้วแต่สถานการณ์นะ
เพราะในชีวิตจริง กฏบางทีเคร่งกว่านี้ งี่เง่ากว่านี้ก็ยังต้องทำเลย

แล้วเรื่องอัตลักษณ์ ถ้าเราของจริง ใส่อะไรก็ของจริงครับ เรื่องอย่างนี้มันอยู่ที่หัว
ศิลปินแห่งชาติสาขาจิตรกรรมใส่สแล็กผูกไทด์ได้ฉันใด ปราชญ์ไม่ใส่เกือกคาดผ้าขาวม้าได้ฉันนั้น
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: เก้อ เมื่อ 06 มี.ค. 2009, 13:51 น.
เรื่องเครื่องแบบมัธยมนี่ผมไม่เคยมีปัญหาเลยแฮะ
ทรงผมยูนิฟอร์มไรเงี้ย ผมว่าเหตุผลมันเข้าใจง่ายออก
มันก็เหมือนกันทั่วโลกอะ ตั้งแต่โรงเรียนญี่ปุ่นยันฮอกวอร์ต
อย่างที่พี่โอว่า กฏระเบียบคือการสอนชนิดหนึ่ง :12:

ส่วนมหาลัยนี้ นอกจากตอนซ่อมก็ไม่ได้ใส่
ไม่รู้เหตุผลที่มาที่ไปเหมือนกันว่าทำไมที่นี่ไม่มีใครใส่
แต่เคยอ่านบทสัมภาษณ์ของคณบดีเมื่อนานมาแล้ว
แกตอบง่ายๆแค่ว่า "เราไม่ได้สนใจ เรามองข้ามเรื่องพวกนี้ไปแล้ว"
ผมอยากใส่นะชุดนักศึกษาเนี่ย มันดูสะอาดๆดี แต่ก็นั่นแหละ กลัวคนอื่นจะแตกตื่นว่ามีสอบ
ประกอบกับไม่มีสักตัว(ใส่ทีค่อยยืมเพื่อน) ก็เลยไม่มีโอกาสได้ใส่
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: กำนม.};oO= เมื่อ 06 มี.ค. 2009, 14:22 น.
เรียนรู้
เรียน รู้
สองคำนี่แยกกัน
เรียน รู้ แต่เลว ก็ไม่เกี่ยวกะการศึกษาแบบมาตรฐาน
ในอุดมคติของผม ห่วยได้ทุกอย่างแต่ต้องสมดุล
อย่าดีเป็นหย่อมๆ มันพิลึกขัดแย้ง
อุณหภูมิโลกยังจะมีผลมากกว่า
ในเรื่องไข่ไม่ดก หรือพฤติกรรมเปลี่ยน
วันนี้ สั้น ๆ ก่อน ร้อนมาก
อุดมคติระเหยเร็วมาก


ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: KANOKKKKK:)) เมื่อ 06 มี.ค. 2009, 14:30 น.
การศึกษาไทยเรื่องเครื่องแบบ เรื่องกฏเกณฑ์ ไม่ค่อยเท่าไหร่

แต่มาเจอระบบการศึกษาใหม่ ที่เรียกได้ว่า "การยัด"

มีเท่าไหร่ก็พยายามยัดๆๆ เข้ามาในสมองเด็ก ให้ได้มากที่สุด

โดยไม่คำนึงถึงคุณภาพ...ทุกๆวันนี้ครูรัฐบาลไม่ได้สอนเด็กอย่างจริงจัง

เพราะต้องคอยทำผลงาน และแผนการสอนเพื่อให้ผลประเมินของตนเองนั้นผ่าน

เวลาใส่ใจเด็กก็น้อยลง ต้องมัวพะวงกับ การตรวจประเมินการสอน...

เนื้อหา ระบบใหม่ การสอบ แบบใหม่  :49:  การปลูกฝังอะไรใหม่ๆ

ค่านิยมใหม่ๆ ตั้งแต่สังเกตมา มีอะไรใหม่ๆ เข้ามา ไม่ได้ช่วยให้ทุกอย่างดีขึ้น

แต่กลับแย่ลงไปอีก การศึกษาไทยขาดคุณภาพ ขาดการปลูกจิตสำนึกที่ดี

สังคมมันถึงได้แย่ และเลวร้ายลงทุกวัน  :05:  พูดแล้วก็เหนื่อยใจ

เห็นครู"บางคน"ทำงานแล้วก็สงสาร


ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: วันดี.ฮอลิเดย์ เมื่อ 06 มี.ค. 2009, 15:45 น.
คคห.ของคุณเก้อน่าสนใจมากเลยอ้ะ อ่านแล้วนึกถึงห้องที่เคยสอนด้วย ห้อง ป.๔ ชื่อห้องสาละเหมือนกัน

"แกบอกว่า โลกอุดมคติ มันมีอยู่ในอุดมคตินั่นแหละ อยู่ในอากาศ ยังไม่มีอยู่จริง
แต่ยังไงไอ้การจะสร้างโลกแบบนั้นได้เราต้องมีอุดมคติก่อน ฝันก่อนว่างั้น
แล้วโรงเรียนแห่งนั้น ก็บอกว่า เรามาเริ่มเป็นพลเมืองในอาณาจักรแห่งอุดมคติเถอะ"

โดนสุดๆ .. บางคนที่เคยคุยกันชอบวิพากษ์เราว่าเป็นพวกคิดแบบอุดมคติ ซึ่งจริงๆ ก็ใช่แหละ ก็คิดแบบนั้น เพราะความคิดความเห็นที่ถูก มันเป็นแนวทางนำไปสู่การกระทำที่ดี ส่วนจะทำได้ไม่ได้ ทำได้มากได้น้อย อันนี้แล้วแต่ความเป็นไป กำลังความสามารถ การประยุกต์ใช้ ความยืดหยุ่น ฯลฯ ก็ยังเชื่อว่าข้อแรกของมรรคมีองค์แปดเป็นตัวแรกที่ควรมอง มีสัมมาทิฎฐิเป็นตัวตั้งต้น .. ถ้าอยากจะทำอะไรสักอย่างแล้วเอาการบรรลุผลเป็นตัวตั้งต้น มันก็จะสำเร็จแบบผิวๆ แล้วก็เกิดปัญหาในระยะยาว เหมือนคนเดินไปถึงที่เดียวกัน แต่เดินไปแบบไม่ถูกทาง

ตอนเด็กๆ เรียนหนังสือไม่เคยคิดเรื่องชุดยูนิฟอร์มอะไรเลย สมองไปไม่ถึงเรื่องนั้น เพราะมองแต่เรื่อง "เรียนในห้อง" สำหรับตัวเองคิดว่าจุดที่ไม่เวิร์ค คือการที่เรามองการเรียนการศึกษาเป็นเรื่องแยกส่วน คือพอเรียนเสร็จแล้วก็ไปทำอย่างอื่น เรื่องทุกเรื่องในชีวิตเป็นเรื่องแยกกันไปโดยสิ้นเชิง พอเรียนเสร็จสอบเสร็จก็คือเสร็จกัน 55 การที่จะรู้จักหยิบมาเชื่อมโยงกับชีวิตก็เลยไม่เกิด ก็เลยเหมือนการเรียนไปงั้นๆ ไม่เกิดประโยชน์อะไรขึ้นมาสมกับที่ตั้งใจเรียนไป 

ก็เลยไม่แปลกใจว่าทำไมคนเรียนจบแล้วถึงได้ลืมหมดเลยว่าเรียนอะไรมา ที่เคยได้รับการสั่งสอนว่า "โตขึ้นจะเป็นพลเมืองที่ดี" พอออกนอกห้องก็เชื่อมโยงไม่ได้ เพราะเข้าใจว่า "โลกนอกห้องเรียน" กับ "โลกในห้องเรียน" เป็นคนละเรื่องกัน ที่เรียนมาเอามาใช้อะไรไม่ได้เลย ที่บอกว่าให้เป็นคนดี จริงๆ ทำไม่ได้หรอก โตมาทุกคนก็ต้องเป็นไปตามโลกอยู่ดี.. คิดกันแบบนี้เป็นปกติ เป็นความล้มเหลวของการสร้างสังคม หลายคนไม่คิดว่าเราสร้างสังคมได้ คิดแต่ว่าสังคมบอกว่าทำให้เราเป็นแบบนั้นแบบนี้

ทีนี้ตอนที่ไปเป็นครูเอง โชคดีที่เผอิญไปเจอโรงเรียนที่มีแนวทางที่ดี ก็เลยได้สอนแบบที่ตัวเองชอบ (จริงๆ มันยากมากเลยอ้ะ - -*) ที่โรงเรียนเขาจะเน้นให้ครูสอนทั้งสองด้าน คือ สิปปทายก กับ กัลยาณมิตร (ขอแปลภาษาแขกเป็นภาษาไทยเข้าใจง่ายๆ ว่า "ศิลปวิทยา" กับ "การชี้แนะให้เกิดปัญญา") ซึ่งในส่วนของการเป็นกัลยาณมิตรกับเด็กนี่แหละ ที่คิดว่าตอนเราเด็กๆ เป็นเรื่องที่ครูหลายๆ คนไม่ได้ให้เรา (ส่วนตัวเข้าใจว่าครูสอนไม่ทัน เพราะแค่สอนในตำราก็ไม่ทันแล้ว ครูที่กล้านอกกรอบคงไม่มีชีวิตปกตินัก - -*)

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดๆ เช่น สมมติสอนวิทยาศาสตร์เรื่อง "คุณสมบัติของวัตถุ" ครูก็จะเตรียมการสอนตามเนื้อหาในหนังสือ - ทำการทดลองส่วนหนึ่ง แล้วก็อีกส่วนจะเป็นการเชื่อมโยงกระตุ้นให้เด็กคิดต่อ เช่น วัตถุแต่ละชิ้นมีคุณสมบัติในตัว (เย็น ร้อน อ่อน แข็ง พาความร้อน นำไฟฟ้า ฯลฯ) แล้วคนเราล่ะมีคุณสมบัติอะไร ก็คิดกันไป ไม่มีถูกผิด ให้เด็กคิดเล่นๆ แต่ครูก็ตั้งแนวไว้ด้วยส่วนหนึ่งเพื่อร่วมกันสรุปบทเรียน.. ที่ว่าสอนยาก คือยากหลายอย่าง ทั้งเรื่องเวลา เรื่องหลักสูตร(ที่ต้องครบตามที่กระทรวงบอก) เรื่องความสามารถของครูเอง ฯลฯ

ถ้ามองไปด้วยกันที่ตัวครูๆ เอง เรื่องรายได้เป็นปัญหานะ ไม่ใช่แค่เฉพาะในกลุ่มครูเองเท่านั้น ในกลุ่ม "คนที่อยากจะเป็นครู" ด้วย พอเห็นรายได้แล้วก็ถอยหนีกันหมด (เคยมีน้องๆ หลายคนอยากจะลองทำอาชีพนี้ แต่ก็ทำไม่ไหว) ไม่อยากให้ครูที่ต้องการจะทำอะไรเพื่อสังคมจริงจังต้องใช้ชีวิตแบบแหวกโลกมากเกินไป เขาก็เหนื่อยเป็น เหมือนการว่ายน้ำสวนกระแสน้ำ พอถึงจุดหนึ่งเขาอาจจะจมน้ำ

ดังนั้น การจะเป็นครูที่ดี ต้องฟิตอยู่เสมอ :02:

ปล. เรื่องยูนิฟอร์ม
ตอนอนุบาล.. พ่อแม่ให้ใส่อะไรก็ใส่ ไม่มีคำถาม ไม่มีปัญหา
ตอนประถมฯ .. อะไรก็ได้ ไม่มีคำถาม ไม่มีปัญหา
ตอนมัธยมฯ .. เริ่มมีคำถาม ทำไมต้องตัดผมเหมือนกันทุกคน ทำไมต้องพับถุงเท้าเท่านี้ แต่ก็ไม่เคยถามออกมา ยังไม่มีปัญหา
ตอนเรียนมหาวิทยาลัย.. ช่วงแรกๆ ที่เข้าไป ธรรมศาสตร์ไม่บังคับให้แต่งชุดนักศึกษา ตอนนั้นก็เลยไม่ค่อยแต่ง ก็มีคำถาม ทำไมไม่บังคับให้แต่ง ไม่มีระเบียบ - -*

จริงๆ เรื่องการแต่งชุดยูนิฟอร์มเนี่ย ส่วนตัวคิดว่าดีนะ ไม่เปลือง(เงิน เวลา และสมอง) ไม่เปรียบเทียบ เรียบร้อยดี
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: ความฝันกลางฤดูร้อน เมื่อ 06 มี.ค. 2009, 16:01 น.
เวลาเรียนได้เจอครูดีๆเป็นส่วนใหญ่ เลยไม่ได้รู้สึกอะไร แต่พอเรียนจบออกมาลองมองย้อนกลับเข้าไปสมัยเรียนก็จะเห็นอะไรหลายๆอย่าง
แบบแง่ลบก็เจอ
อาจารย์ที่สอนแบบกั๊กๆแล้วสอนเต็มที่เฉพาะเวลาเรียนพิเศษหลังเลิกเรียน (ม.ปลาย)
นักศึกษาที่เอาเปรียบเพื่อนด้วยการทำงานไม่เต็มที่ (ทำตามหน้าที่ในระเบียบ แต่ไม่ได้ทำงานตามงานที่มีอยู่จริง)

แบบแง่บวกก็เจอ
อาจารย์ที่สอนแบบทุ่มเท มีอะไรให้หมด
อาจารย์ที่สอนแบบเสียสละเวลาส่วนตนให้

ถามว่าเงินเดือนอาจารย์สอนกลุ่มนี้ต่างกันมากไหม ผมว่าไม่ต่างกันนะ ... อาจารย์ที่เสียสละ และ อาจารย์ที่เห็นแก่ตัว ก็มี
ดังนั้นผมว่าเงินไม่ใช่คำตอบ
แต่ที่ผมรู้สึกคือ ช่วงสัก 10 กว่าปีที่ผ่านมา สังคมมีความต้องการความรับผิดชอบของคนในวิชาชีพสูงขึ้น คนเราเรียกร้องเอาหลายสิ่งหลายอย่างจากอาจารย์มากขึ้น เวลามีเรื่องอะไรเกิดขึ้นมาก็ร้องเรียนเรียกร้องกันมากขึ้น
แน่นอนว่ามันทำให้อาจารย์ที่ไม่ดี ก่อเหตุได้ลดน้อยลง
แต่ในขณะเดียวกันมันก็ทำให้อาจารย์ที่ดีโดนกดดันไปด้วย

อย่างน้อยๆเลย ข่าวแต่ละครั้งหรือมุมมองจากสังคมที่มองอาจารย์ ก็มองอาจารย์แย่ลง
อาจารย์ที่ดีๆ ที่อยากจะทุ่มเทให้นักเรียนก็ต้องระวังตัวให้มากขึ้น เพราะถ้าเกิดเหตุโดนร้องเรียนขึ้น ... ต่อให้ตนเองถูกต้อง แต่ก็จะเสียชื่อ
หรือเป็นอาจารย์ที่ดี แล้ววันๆมีแต่คนด่าครูทุกวัน ... ก็หมดกำลังใจได้เหมือนกัน
คนที่จะเป็นครูอาจารย์ในปัจจุบัน ผมว่าไม่น้อยทีเดียวที่ต้องหาทางหนีทีไล่เผื่อวันนึงเป็นครูต่อไปไม่ได้

ดังนั้นความเป็นสังคมอุดมคติทางการศึกษา ไม่ใช่แค่การคาดหวังให้อาจารย์เป็นคนดี
แต่สังคมควรจะสนับสนุนและปกป้องคนดีให้ทำงานต่อไปได้อย่างไม่มีความกังวลใจ

ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: 蓝月 (lán yuè) เมื่อ 06 มี.ค. 2009, 16:08 น.
+ พี่หมอค่ะ :46:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: O.D.M. เมื่อ 06 มี.ค. 2009, 16:17 น.
แม่ผมเป็นครูมา 40 กว่าปี เงินเดือนยังไม่เท่าลูกชายทำงานไม่ถึงปีเลย
วันๆผมเห็นแม่ยุ่งวุ่นวายก็แต่เรื่องของลูกศิษย์ จะไปเที่ยวไหนก็ไมไ่ด้ ปิดเทอมก็ไปนั่งทำคะแนนที่โรงเรียน
เห็นแล้วผมยังเหนื่อยแทน แต่แกก็รักของแกอยู่แบบนั้น

ตอนนี้เกษียณมาแล้ว 2 ปี โรงเรียนก็ยังจะให้ไปทำงานอยู่
แกก็ยังรักงานยิ่งชีพอยู่เหมือนเดิม ชวนไปเที่ยวต่างจังหวัด ก็ไม่ไป ต้องไปดูเด็กสอบซ่อมก่อน  :37:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: วันดี.ฮอลิเดย์ เมื่อ 06 มี.ค. 2009, 16:54 น.
อ้างคำพูดจาก: O.D.M. เมื่อ 06 มี.ค. 2009, 16:17 น.
แม่ผมเป็นครูมา 40 กว่าปี เงินเดือนยังไม่เท่าลูกชายทำงานไม่ถึงปีเลย
วันๆผมเห็นแม่ยุ่งวุ่นวายก็แต่เรื่องของลูกศิษย์ จะไปเที่ยวไหนก็ไมไ่ด้ ปิดเทอมก็ไปนั่งทำคะแนนที่โรงเรียน
เห็นแล้วผมยังเหนื่อยแทน แต่แกก็รักของแกอยู่แบบนั้น

ตอนนี้เกษียณมาแล้ว 2 ปี โรงเรียนก็ยังจะให้ไปทำงานอยู่
แกก็ยังรักงานยิ่งชีพอยู่เหมือนเดิม ชวนไปเที่ยวต่างจังหวัด ก็ไม่ไป ต้องไปดูเด็กสอบซ่อมก่อน  :37:

เคยมีโอกาสเห็นและรู้จักคนแบบนี้เหมือนกัน แต่ไม่มาก
ชื่นชมคุณแม่นะคะ :25: เท่าที่อ่านดู ก็เดาว่าท่านน่าจะมีความสุขดี อาจจะสุขมากกว่าคนที่ได้เงินมากมายมหาศาลอีก
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: nualnian เมื่อ 06 มี.ค. 2009, 16:56 น.
คำตอบหมอแมว อ่านแล้วคิดถึงวิชาชีพตัวเอง  :30:

อยู่ในครอบครัวคนที่ทำงานด้านการศึกษา
ฟังเค้าคุยกันหลายๆ อย่างก็อย่าไปคาดหวังอะไรเลย
เอาง่ายๆ ค่าตอบแทนครูแค่นี้ จะหวังให้เค้าทำอะไร
ลองคิดถึงตัวเอง ค่าตอบแทน กับงานขนาดนี้ ผู้บริหารบ้าๆ เด็กกวนตีน ผู้ปกครองกวนประสาท
โอ๊ย เป็นอาชีพที่น่าทำมากๆ


ปล. ที่บ้านบอกว่า ถ้ามีหลานจะให้เรียนโฮมสกูล...เป็นนักการศึกษาที่ศรัทธาในระบบการศึกษามากๆ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: ครูย้งงง เมื่อ 06 มี.ค. 2009, 17:03 น.
มาปาดก่อน   ผู้ อยู่ในวงการ พึ่งเจอกระจู่นี้เอง โอ้ววววว
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: เก้อ เมื่อ 06 มี.ค. 2009, 19:23 น.
ขอบคุณสำหรับคำตอบของครูหยกครับ
ถ้าเจอครูแบบครูหยก ผมอาจจะเปลี่ยนใจไม่พังโต๊ะก็ได้ :30:

ถามจริงๆอีกอย่างว่า เคยมีครูที่เป็นแรงบันดาลใจให้ได้จริงๆไหมครับ
ทำให้เราค้นพบตัวเองว่าชีวิตต้องการอะไร หรืออยากเป็นอะไร
ผมว่าสถาบันการศึกษาไม่เคยให้คำตอบนี้กับเรา
แต่ก็เช่นเดียวกัน ในโลกยุคที่วัดหรือโบสถ์ ไม่เคยให้แรงบันดาลใจ
ทางศีลธรรมแก่ใครได้ สถาบันการศึกษาก็เผชิญปัญหาแบบเดียวกันนี่ล่ะ
(นอกจากปัญหาเรื่องระบบเองแล้วน่ะนะ)

ส่วนใหญ่เราได้แรงบันดาลใจในสิ่งที่เราทำทุกวันนี้มาจากไหนครับ
อย่างผมที่ชอบวาดรูป รักศิลปะ ก็ไม่เคยมาจากการเรียนศิลปะในโรงเรียนเลย
เพราะทุกครั้งที่เรียน ก็รู้สึกแต่ว่าตัวเองทำเองฝึกเองอยู่บ้านเยอะกว่านั้นไปไกลแล้ว
เข้าใจนะครับ ว่าการเรียนศิลปะในมัธยม ไม่ได้สอนเรื่องทักษะ
แต่สอนให้เราเห็นคุณค่าในศิลปะมากกว่า คนวาดรูปเก่งหรือไม่เก่ง
ถ้าตั้งใจทำ อาจารย์ก็ให้คะแนนทั้งนั้น และผมก็ว่าแฟร์ดี
แต่ก็นั่นแหละ แม้แต่เรื่องให้เห็นคุณค่า ผมก็ยังนึกไม่ออกว่า
ผมตระหนักถึงอะไรมากขึ้นไหม จากสิ่งที่ครูสอน
(หรือคนอื่นเขาอาจมีผลก็ได้นะ ไม่มีก็แต่ผมนี่ล่ะ
เพราะอาจารย์ไม่ต้องสอนยังไงก็รักศิลปะอยู่แล้ว :30:)

ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: ครูย้งงง เมื่อ 06 มี.ค. 2009, 19:41 น.
ถ้าเรื่องการศึกษา  ระบบมัน ยากที่จะแก้ มากๆเลยครับเพราะเข้าจะเน้น ว่าหนังสือ หรือ ระเบียบเขียนไว้อย่างไร เราก็ต้องทำยังงั้น จริงๆ เขาไม่ดูหรอกครับ ผลสัมฤทิธ์ จะออกมาดีร้ายยังไง  เล่ม สวย เขียนดีก็ประเมินผ่าน

เอาง่ายๆ ระบบนอนเวร----ป่านนี้ ยังต้องไปเฝ้า เวรกลางคืนอยุ่เลย ยามก้มี (หนักกว่านั้น อัตราจ้างก็ต้องนอนค่ะ)



******เรื่องระบบการเรียน อันนี้ก็จริง อย่างที่เจ้าของกระทู้ว่านะครับ  ว่า โรงเรียนและระบบการศึกษาไทย มันเน้นจับฉ่ายไปก่อน
กว่าเด็กจะรุ้ตัวว่าอยากทำอะไร มันช้ากว่าฝรั่งหรือชาติอื่นๆเยอะ




----ส่วนเรื่องกฎระเบียบ สำหรับผมผมมองว่ายังควรมีนะครับ
---------------อย่างที่ท่านบนๆบอก ในโลกแห่งความจริง ยังมีกฎระเบียบอะไรที่งี่เง่ากว่านี้อีกเยอะ หรือง่ายๆ ก็ ถ้าลองปล่าอยให้เด็กมันไว้ผมกันฟรีสไตล์  วันๆมันคง มัวแต่นั่งค้ดนะ ว่าวันนี้จำทำทรงอะไร ทำยังไงแต่งตัวยังไงไป เพราะวัยนี้มันชอบแสดงออก ชอบเท่ ลองนึกดูสิ แค่ปิดเทอม นี่  นร สาวมอสอง นี่ไปต่อผมกันเป็นแถบ




ส่วนเรื่องเป็นตัวอย่าง ก็------------อันนี้ ส่วนตัว
อย่างเรื่องเป็นเกย์ มาใหม่ๆ เด็กๆมันก็แซวๆนะ เพราะมันเคยเข้าไปดูไฮไฟว์ รึอะไรยังงี้
ผมก็ถาม "นี่นักเรียน"       "ครับ"  มันตอบ

"หน้าที่ของครู คือ??"---ผมถาม              "สอนหนังสือครับ" ----------มันตอบ

"เพระฉะนั้นชั้นมาสอนหนังสือ  ไม่ได้มานอนกะพวกมึง กูจะเป็นเพศอะไร กูก็สอนหนังสือมึงได้ โอเคมั๊ย" -*-







ส่วนเรื่อง การที่มีครูเช้าชามเย็นชาม ก้ทำใจหน่อยนะครับ อีกเป้นสิบกว่าปีเลยกว่าที่พวกนี้จะตายตกกันไปหมด

ส่วนจะหวงัครูดีๆ ที่มาทำงวานสายนี้ รุ่นใหม่ๆก็ยากหน่อย ใครสอบไม่ติดก้คงไม่มากันเท่ไรละครับ
   

สตาร์ท 7630 ----ครูจ้าง
เกิน 3 ปี  ไล่สอบเป็น  พนง ----------- หมื่นแตะ

ต่ออีก สามปี เป้นราชการ--------------เงินเดือนลงมาที่  9 พันอีกที







แล้วถามหน่อย นักวิทาศาสตร์ นักศิลปะ คนเก่งๆดีๆ มันจะมาสอนทำไม    มันจะต้องมาแย่งสอบเพื่อนทำงานเงินเดือน แบบห้ามตาย ห้ามป่วยหรือ?

เขาก็หนีไปสายอื่นกันโม้ด แหละ



ผมก็ไปและ เดือนหน้า 555+
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: สมเจี้ยม เมื่อ 06 มี.ค. 2009, 20:02 น.
เหอะๆ
ลูกครูน้อยที่เรียนครู

เท่าที่ผมเห็น
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: วันดี.ฮอลิเดย์ เมื่อ 06 มี.ค. 2009, 20:47 น.
อ้างคำพูดจาก: เก้อ เมื่อ 06 มี.ค. 2009, 19:23 น.
ถามจริงๆอีกอย่างว่า เคยมีครูที่เป็นแรงบันดาลใจให้ได้จริงๆไหมครับ
ทำให้เราค้นพบตัวเองว่าชีวิตต้องการอะไร หรืออยากเป็นอะไร

อิอิ ถ้าตอบแบบแรกคิดคือตัวเองล้วนๆ เลย เพราะเรารู้ว่าเราต้องการอะไร เราก็เลยทำอย่างนั้น แต่ถ้าตอบแบบคิดหลายๆ ครั้งว่าอะไรทำให้เรารู้ ก็คงจะเป็นธรรมะ ถ้าถามว่าครูคือใคร ก็คงเป็นหลักธรรมคำสั่งสอนที่พระพุทธเจ้าได้ให้ไว้ ซึ่งเป็นเรื่องจริงที่ถูกรวบรวมไว้ โชคยังดีที่เราได้มีโอกาสอ่านและคิดทัน(บ้าง) ก่อนไปเป็นครู ตอนนั้นมีทุกข์แล้วมีโอกาสได้อ่านหนังสือ พออ่านแล้วก็เลยตอบตัวเองได้ว่าเราอยากทำอะไรจริงๆ ก็เลยไปลองทำดู คิดว่าปัจจัยรอบๆ ตัวคงเป็นปัจจัยประกอบทำให้เราประมวลคิดออกมาจบที่งานครูด้วย

หนึ่งในปัจจัยนั้น ก็มีความประทับใจที่มีกับอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยด้วย อาจารย์ประจำสาขาเอกที่เรียนที่ธรรมศาสตร์ เป็นครูในดวงใจ คืออาจารย์จะสอนแบบไม่เหมือนสอนในรูปแบบ เหมือนคุยเล่นเล่าเรื่องไปเรื่อย (สอนภาษาจีนแบบนี้ได้คำศัพท์มหาศาลมาก เพราะเหมือนได้แตกคำไปเรื่อยตามเรื่องที่เล่า) แล้วมีประโยคหนึ่งที่อาจารย์เคยพูด ท่านบอกว่า เวลาเราสอนนักศึกษา วิชาความรู้นี่สอนไปแล้ว บางคนเขาก็ไม่ได้ใช้ บางคนก็ลืม แต่สิ่งที่เขาจะได้และไม่ลืมก็คือการสอนให้เขาเป็นคน การทำตัว (จริงๆ จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าได้ยินจากปากอาจารย์ หรือเพื่อนมาเล่าอีกที แต่ที่จำได้ คือสิ่งที่อาจารย์พูดนี่แจ่มแจ๋วเจ๋งมาก)

โดยส่วนตัวเข้าใจว่าแรงบันดาลใจให้เราทำสิ่งต่างๆ ก็มีอยู่ทั่วไป คนพืชสัตว์ สภาพอากาศ รูปธรรมนามธรรม มากบ้างน้อยบ้าง แต่แรงที่แท้จริงที่ทำให้เราทำอะไรได้หรือไม่ได้ก็คงไม่ได้อยู่ที่ไหนไกล ก็อยู่ที่ข้างในตัวเรานี่เอง :12:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: iannnnn เมื่อ 06 มี.ค. 2009, 22:05 น.
อ่านอิคิงามิเล่ม 4 ดูนะครับ
ครูดีๆ ก็มี แถมไม่ใช่ดีแบบอุดมคติด้วยล่ะ
แต่ดีแบบมีความเป็นมนุษย์ คือมีชั่วอยู่เหมือนกัน
แต่ก็เป็นชั่วที่ฉาบไว้ข้างนอกชั่วครั้งชั่วคราว

โอย ตอนนี้ชอบๆ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: edมาหยอก เมื่อ 06 มี.ค. 2009, 22:20 น.
อีกไม่กี่เดือน ผมก็คงต้องไปเป็นครูอยู่ที่ไหนซักแห่ง
อาจจะในระบบ หรือนอกระบบก็ตามแต่

กระนั้น ผมก็คงดูหนังAV อยู่ต่อไป  :47:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: นักศิลปะ เมื่อ 06 มี.ค. 2009, 22:54 น.
ผมถามคำถามเดิม

ใครข้ามสะพานลอยมั่งครับ?

ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: ยุนเอ เมื่อ 06 มี.ค. 2009, 22:55 น.


เอข้ามครับ ถนนกรุงเทพเดินผ่านจะตายเอา
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: นักศิลปะ เมื่อ 06 มี.ค. 2009, 22:56 น.
เอ ผ่าน  :22:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: Romzaikyu เมื่อ 06 มี.ค. 2009, 22:58 น.
อ้างคำพูดจาก: กอมมองตะเล เอ เมื่อ 06 มี.ค. 2009, 22:55 น.
ข้ามครับ ถนนกรุงเทพเดินผ่านจะตายเอา

:37:/

นอกจากนั้นถ้าไม่มีสะพานลอยจะมองหาทางม้าลายด้วยครับ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: สมเจี้ยม เมื่อ 06 มี.ค. 2009, 23:06 น.
ผมไม่ข้ามครับ
สะพานลอยรถไฟ 
เดินผ่านสะพานลอยตลอด
ยกเว้นรถไฟยาวๆ มา


ส่วนสะพานลอยรถยนต์
ไม่ค่อยได้ใช้  นานๆ เข้าเมืองที
ถ้าผ่านก็ใช้ครับ

ข้างบนนั่นข้อแก้ตัว
สะพานลอยแถวบ้านไม่ข้ามครับ
ใช้บังแดดแทน
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: edมาหยอก เมื่อ 06 มี.ค. 2009, 23:06 น.
 :01:/
ว่า่คนไม่ยอมข้ามสะพานลอยทั้งๆที่สะพานลอยอยู่ตรงหน้าไว้เยอะ
ดังนั้นเพื่อให้ว่าได้เต็มปาก ถ้าสะพานลอยอยู่ในวิสัยจึงต้องข้ามสะพานลอยครับ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: iannnnn เมื่อ 06 มี.ค. 2009, 23:09 น.
ยังงงอยู่ดีว่าพี่โอ๋ถามเรื่องสะพานลอยทำไม
ถ้าเป็นหน้าบ้านตูใครจะข้ามสะพานลอยต้องวิ้งไปข้ามสะพานลอยแรกที่อยู่ห่างจากบ้านสักกิโลนึงได้มั้ง :30:

แต่ถ้าอยู่ใกล้ในระยะ 50 เมตรตูข้ามเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว
ถึงจะเดินข้างล่างได้ก็เหอะ ไม่เห็นรู้สึกว่ามันต้องเป็นเรื่องที่ต้องผิดต้องถูกหรืออะไรเลย
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: วันดี.ฮอลิเดย์ เมื่อ 06 มี.ค. 2009, 23:17 น.
อ้างคำพูดจาก: ไอ้แอนนนนน เมื่อ 06 มี.ค. 2009, 23:09 น.
ยังงงอยู่ดีว่าพี่โอ๋ถามเรื่องสะพานลอยทำไม
งงด้วย

อ้างคำพูดจาก: ไอ้แอนนนนน เมื่อ 06 มี.ค. 2009, 23:09 น.
ถ้าเป็นหน้าบ้านตูใครจะข้ามสะพานลอยต้องวิ้งไปข้ามสะพานลอยแรกที่อยู่ห่างจากบ้านสักกิโลนึงได้มั้ง
วิ้งไกลไหมจ๊ะ  :02:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: นักศิลปะ เมื่อ 06 มี.ค. 2009, 23:24 น.
ก็ถามให้ งง (ฮา)

อุดมคติของผมไง  นี่แหละ

เคยเล่าไว่ในจู๋ยุบสภาแล้วเรื่องนี้
วันนี้ไม่มีอารมณ์ ขี้เกียจพิมพ์
ด้วย

เชิญถกเรื่องอื่นกันต่อ

ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: iannnnn เมื่อ 06 มี.ค. 2009, 23:25 น.
อ้างคำพูดจาก: wandee.goodday เมื่อ 06 มี.ค. 2009, 23:17 น.
วิ้งไกลไหมจ๊ะ  :02:

คนเพชรพูดเหน่อครับ :11:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: เดอะบุ๋ม เมื่อ 06 มี.ค. 2009, 23:31 น.
 :31:/ บุ๋มทั้งข้าม ทั้งไม่ข้าม


ถ้ามันไกลมาก และคิดว่า สามารถข้ามถนนโดยรถไม่ชนตายได้ ก็วิ่งเลยค่ะ

แล้วถนนแถวที่บุ๋มอยู่ ข้ามถนนไม่ได้ค่ะ  เพราะเกาะกลางมันมีต้นไม้(ไม่มีที่ให้ยืน
ถ้าไม่มีต้นไม้ก็เป็นอุโมง
วิ่งไป ตายสถานเดียว  :30:

ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: nualnian เมื่อ 06 มี.ค. 2009, 23:34 น.
ข้ามสะพานลอยและทางม้าลาย
1. กลัวตาย
2. กลัวตายแล้วไม่ได้เงินประกัน
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: วันดี.ฮอลิเดย์ เมื่อ 06 มี.ค. 2009, 23:41 น.
อ้างคำพูดจาก: ไอ้แอนนนนน เมื่อ 06 มี.ค. 2009, 23:25 น.
คนเพชรพูดเหน่อครับ :11:

เหน่อ..















ผมไม่ใช่คนเพชร ผมก็พูดไ้ด้
แค่คำว่า "เหน่อ" อะธ่อ.. สบายฮะ















ตลกไหมน่ะ  :05:
ปล. เคยเล่นมุขกับคนที่เราชอบ แต่เขาไม่ขำเลย เสียใจอย่างแรง เล่นไรก็ไม่ขำ :05:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: Ah! เมื่อ 06 มี.ค. 2009, 23:44 น.
ผมข้ามทางม้าลาย ข้ามสะพานลอย ในรัศมีร้อยเมตรนะ
ไม่ทิ้งขยะทั่วทีป (ศัพท์อีสาน) ไม่ทิ้งนอกที่ทิ้ง และนอกบ้านตัวเอง

ไอ้กฎหมายเล็กๆน้อยๆนี่ผมไม่กล้าทำผิด
มีเรื่องซอฟท์แวร์นี่แหละที่มีของเถื่อน :30:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: เดอะบุ๋ม เมื่อ 06 มี.ค. 2009, 23:46 น.
อ้างคำพูดจาก: รอธชิลส์ เดอ อ๊ะอ๋าห์ เมื่อ 06 มี.ค. 2009, 23:44 น.
ผมข้ามทางม้าลาย ข้ามสะพานลอย ในรัศมีร้อยเมตรนะ
ไม่ทิ้งขยะทั่วทีป (ศัพท์อีสาน) ไม่ทิ้งนอกที่ทิ้ง และนอกบ้านตัวเอง

ไอ้กฎหมายเล็กๆน้อยๆนี่ผมไม่กล้าทำผิด
มีเรื่องซอฟท์แวร์นี่แหละที่มีของเถื่อน :30:

ใช่เลย เรื่องทิ้งขยะ ไม่ทิ้งถั่วทิปถั่วแดนเหมือนกันค่ะ

ถ้าไม่มีถังขยะก็เก็บมาทิ้งแถวห้องตัวเอง
ยัดใส่กระเป๋า
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: iannnnn เมื่อ 06 มี.ค. 2009, 23:51 น.
อ้างคำพูดจาก: wandee.goodday เมื่อ 06 มี.ค. 2009, 23:41 น.
ตลกไหมน่ะ  :05:
ปล. เคยเล่นมุขกับคนที่เราชอบ แต่เขาไม่ขำเลย เสียใจอย่างแรง เล่นไรก็ไม่ขำ :05:


ถึงว่าสิตูไม่ขรำ ไม่ขรำเรยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย  :22: :22: :22: :22: :22: :22: :22: :27: :27: :27:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: e-nesra เมื่อ 06 มี.ค. 2009, 23:56 น.
ดีเหมือนกันครับที่่ถามไม่งั้นก็รู้สึกหนักไปเหมือนกันฮ่าๆ  :30:
แต่สิ่งที่พี่โอ๋ถามมาก็นำมาคิดได้อีกว่า อยากจะพูดถึง
จิตสำนึกของแต่ละคนหรือเปล่า ถ้าพี่โอ๋จะพูดถึงการปลูก
จิตสำนึกแต่ขี้เกียจพิมพ์ยาวอะไรอย่างนี้ป่ะครับ
ครูหยกจะเป็นไอดอลประจำจู๋แล้วอิอิ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: Romzaikyu เมื่อ 06 มี.ค. 2009, 23:57 น.
อ้างคำพูดจาก: ไอ้แอนนนนน เมื่อ 06 มี.ค. 2009, 23:51 น.

ถึงว่าสิตูไม่ขรำ ไม่ขรำเรยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย  :22: :22: :22: :22: :22: :22: :22: :27: :27: :27:

กล้าหาญสมเป็นท่านประธาน  :37:

ว่าแต่เราจะมี "คืนปรัชญา"ต่อจาก"คืนเจนภพ"ด้วยเหรอเนี่ย  :47:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: Ah! เมื่อ 06 มี.ค. 2009, 23:59 น.
ก็จำง่ายดีนะครับ
คืนเจนภพเป็นวันเกิดน้องเกด
คืนต่อมาเป็นคืนปรัชญา ซึ่งเราจะเฮฮากันมากๆ

ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: วันดี.ฮอลิเดย์ เมื่อ 07 มี.ค. 2009, 00:01 น.
ว๋ายแอน.. รถหวอแถวบ้านร้อง "โบ๊โบ่โบ๊โบ่" ชื่อคล้ายๆ ใครนะ :02:
ปล. ผมข้ามสะพานลอยนะ ถ้าไม่ลอยสูงมากก็พอข้ามได้ (ไม่ขำอีกแล้ว)  :44:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: เดอะบุ๋ม เมื่อ 07 มี.ค. 2009, 00:12 น.
อ้างคำพูดจาก: wandee.goodday เมื่อ 07 มี.ค. 2009, 00:01 น.
ว๋ายแอน.. รถหวอแถวบ้านร้อง "โบ๊โบ่โบ๊โบ่" ชื่อคล้ายๆ ใครนะ :02:
ปล. ผมข้ามสะพานลอยนะ ถ้าไม่ลอยสูงมากก็พอข้ามได้ (ไม่ขำอีกแล้ว)  :44:

:30: :30: :30: :30: :30:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: นักศิลปะ เมื่อ 07 มี.ค. 2009, 02:03 น.
อ้างคำพูดจาก: ปิคครับ เมื่อ 06 มี.ค. 2009, 23:56 น.
ดีเหมือนกันครับที่่ถามไม่งั้นก็รู้สึกหนักไปเหมือนกันฮ่าๆ  :30:
แต่สิ่งที่พี่โอ๋ถามมาก็นำมาคิดได้อีกว่า อยากจะพูดถึง
จิตสำนึกของแต่ละคนหรือเปล่า ถ้าพี่โอ๋จะพูดถึงการปลูก
จิตสำนึกแต่ขี้เกียจพิมพ์ยาวอะไรอย่างนี้ป่ะครับ
ครูหยกจะเป็นไอดอลประจำจู๋แล้วอิอิ

ถ้าครูหยก ไม่ข่ามสะพานละละ
ไม่เอา
ถามผิด

ถ้าครูหยกไม่สวยละ  :10:

ความเป็นไอดอล จะลดลงกึ่งนึงไหม
ไม่สิ(หลายใจ) จะหายไปเลยไหม :22:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: วันดี.ฮอลิเดย์ เมื่อ 07 มี.ค. 2009, 10:50 น.
อ้างคำพูดจาก: R/J เมื่อ 07 มี.ค. 2009, 02:03 น.
ถ้าครูหยกไม่สวยละ  :10:

ความเป็นไอดอล จะลดลงกึ่งนึงไหม
ไม่สิ(หลายใจ) จะหายไปเลยไหม :22:

ห๊ะ! สวย คำนี้แสลงมาก คนสมัยนี้คิดว่าหน้าตาแบบนี้สวยเหรอ _ _'
ถามคำถามที่ชวนสงสัยอีกละว่าถามทำไม  :08:
ไอดอล ฟังดูดีนะ idolllll.com แจ่มเลย :43:

อ้างคำพูดจาก: R/J เมื่อ 07 มี.ค. 2009, 02:03 น.
ถ้าครูหยก ไม่ข่ามสะพานละละ

นี่ตั้งใจเหน่อ หรือเหน่อจริงคะ?  :08:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: ความฝันกลางฤดูร้อน เมื่อ 07 มี.ค. 2009, 15:42 น.
สะพานลอย ... จะมีบางแห่งที่ผมข้ามและบางแห่งที่ผมไม่ข้าม
ส่วนใหญ่ข้ามสะพานลอยหมดครับ ยกเว้นถนนหน้าบ้าน  :37: ทางขึ้นมันเปลี่ยว เดินข้ามเอาจะปลอดภัยกว่ามั้ง
ส่วนสะพานลอยที่ไม่น่าข้ามแต่ข้าม ก็คงสะพานลอยหลังรพ.วชิระ ... ถนนสองเลนเอง
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: roundbol123 เมื่อ 07 มี.ค. 2009, 19:45 น.
สารภาพว่าไม่เคยข้ามสะพานลอยในเชียงใหม่เลยอะ
เคยเห็นแค่สองที่ ตลาดวโรรสกับหน้า รร ดารา  :08:

ทางม้าลาย ถ้ามีก็ข้ามค่ะ

-----------------------------------------------------

เรื่องการเรียนนี่  ตอนแรกๆนานาก็เกิดคำถามนะ
เรียนทำไม อะไรที่เราไม่ได้ใช้แต่ได้เรียน

แต่ไปๆมาๆ นานาว่าเรียนหนังสือนี่ก็สนุกดีนะ  :30:
มันรู้สึกดีที่ได้พยายาม :37:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: เก้อ เมื่อ 07 มี.ค. 2009, 21:27 น.
เรียนอะไรที่ไม่ได้เอาไปใช้นี่ ผมไม่เคยสงสัยแฮะ
อะไรแบบว่า ถอดรูธ แสวคร์ อะไรเนี่ย จะเรียนทำไมไม่เห็นเอาไปใช้
เพราะถ้าจะเอาความรู้แค่พอเพียงไปใช้ในการดำรงชีวิตประจำวัน
เรียนถึงแค่ ป.6 ก็พอ มีครบหมดแล้ว

เอ๊ะ นี่กระจู๋สะพานลอยนี่นา :37:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: e-nesra เมื่อ 07 มี.ค. 2009, 23:22 น.
ก็คงคุยกันหลายเรื่องอะครับหัวเค้าบอกทุกอย่างในอุดมคตินี่ :22:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: Ah! เมื่อ 08 มี.ค. 2009, 00:29 น.
สะพานลอยในอุดมคตินี่ต้องมีขั้นบันไดที่ก้าวสะดวก
ไม่สูงมาก ไม่ยาวมาก ไม่เมื่อย
สะอาด สว่าง และปลอดภัยครับ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: ~ZephyR~ เมื่อ 08 มี.ค. 2009, 00:33 น.
เอ๊ะ อยู่บนหิ้งแล้ว




ปกติจะข้ามสะพานลอย
เว้นแต่เดินขึ้นไปแล้วเจอคนบ้า  :08:
ก็จะรีบวิ่งลงทันที
แล้วข้ามถนนเอา

กับอีกแบบคือ สะพานลอยไม่มีหลังคา ร้อนมากๆๆๆ  :55:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: เก้อ เมื่อ 08 มี.ค. 2009, 00:44 น.
อ้างคำพูดจาก: รอธชิลส์ เดอ อ๊ะอ๋าห์ เมื่อ 08 มี.ค. 2009, 00:29 น.
สะพานลอยในอุดมคตินี่ต้องมีขั้นบันไดที่ก้าวสะดวก
ไม่สูงมาก ไม่ยาวมาก ไม่เมื่อย
สะอาด สว่าง และปลอดภัยครับ

หัวข้อกระจู๋ที่แท้จริง :30:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: VeryHappy เมื่อ 08 มี.ค. 2009, 17:35 น.
ผมไม่รู้นะครับว่าใครเป็นคนคิด หรือ ออกแบบ บันไดขึ้นมาเป็นคนแรก
แต่ผมยอมรับว่าบันไดเป็นการออกแบบที่มีประสิทธิภาพมากทั้งในเชิงใช้งานและรูปลักษณ์

ถ้าถามหาสะพานลอยในอุดมคติผมก็คงตอบไม่ได้ แต่จะที่อ่านๆมาบันไดนั้นเป็นส่วนประกอบสำคัญชิ้นหนึ่ง

ณ ปัจจุบันนี้ยังไม่มีสะพานลอยที่เป็นบันไดเลื่อนมากมายก็จริงอยู่
แต่สิ่งที่รบกวนจิตใจ และ รู้สึกหงุดหงิดอยู่ตลอดเวลาที่

"เห็นคนเดินขึ้นบันไดเลื่อนในขณะที่มันเลื่อนอยู่"

ผมนึกแทนคนสร้างบันไดเลื่อนเอาว่าเค้าสร้างบันไดที่เลื่อนได้ด้วยตัวเอง
พาคนไปยังอีกชั้นหนึ่งโดยที่เค้าไมต้องออกแรง เพื่อที่จะสร้างความสะดวกสบายให้คนเรา และลดการออกแรง

อย่างที่บอกจะมีบางคนที่ยังเดินขณะที่มันยังเลื่อนอยู่ จะเดินไปทำไม มันก็เลื่อนให้อยู่แล้ว
ถามจริงๆว่า คุณเดินขึ้นบันไดเลื่อนเนี่ย จะไปถึงที่ทำงาน หรืออะไรก็แล้วแต่ เร็วขึ้นซักกี่วินาที

จากข้อสังเกตุนี้ผมมาลองวิเคราห์ดูว่าแท้จริงแล้วบันไดในอุดมคติเราคืออะไรล่ะ ทั้งๆที่
บันไดเลื่อนก็สามารถตอบสนองได้ทุกอย่างแล้ว ไม่ว่าจะเป็นความสะดวกสบายในแง่ต่างๆ
แต่ทำไมคนเราก็ยังที่จะเดินขึ้นบันไดเลื่อนกันอยู่ดี เพื่อจุดมุ่งหมายที่ดีว่า เร็วกว่า
อาจเป็นสัญชาตญาณหนึ่งของมนุษย์ที่ต้องดีขึ้นไปเรื่อยๆก็ได้
หรือว่า อุดมคติของคนเรานั้นเป็นเพียงชื่อเรียกความต้องเราที่ไม่มีที่ส้นสุดของเราเท่านั้นเอง
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: ความฝันกลางฤดูร้อน เมื่อ 08 มี.ค. 2009, 17:48 น.
เวลาเดินห้างของผมมีน้อย ... ดังนั้น เวลาสำคัญกว่าความเมื่อยครับ   :37:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: nualnian เมื่อ 08 มี.ค. 2009, 18:33 น.
อ้างคำพูดจาก: เก้อ เมื่อ 07 มี.ค. 2009, 21:27 น.
เรียนอะไรที่ไม่ได้เอาไปใช้นี่ ผมไม่เคยสงสัยแฮะ
อะไรแบบว่า ถอดรูธ แสวคร์ อะไรเนี่ย จะเรียนทำไมไม่เห็นเอาไปใช้
เพราะถ้าจะเอาความรู้แค่พอเพียงไปใช้ในการดำรงชีวิตประจำวัน
เรียนถึงแค่ ป.6 ก็พอ มีครบหมดแล้ว

เอ๊ะ นี่กระจู๋สะพานลอยนี่นา :37:

เคยสงสัยเรื่องนี้
แล้วก็เคยเอาไปถามตาลุงที่ทำงานเกี่ยวกะการเรียนการสอน esp.คณิตศาสตร์
ว่าเรียนไปทำม๊ายยย ไอ้คณิตศาสตร์ระดับมัธยมเนี่ย
ลุงแกตอบว่า มันสอนเรื่องจินตนาการกะเหตุผล เรียนเลขเสริมสร้างใยประสาทนะ
พอเข้ามหาลัย เลือกได้ เลยเลิกเรียนไปเลย :37:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: edมาหยอก เมื่อ 08 มี.ค. 2009, 22:53 น.
มาว่ากันต่อด้วยเรื่องของคนระดับรากหญ้า(จริงๆแล้วไม่ค่อยปลื้มศัพท์คำนี้เท่าไหร่)กับพ่อค้าคนกลางครับ

แบบนี้อยู่เราน่าจะพัฒนาการศึกษาให้คนระดับรากหญ้ามีสมองเท่าเทียมกับพวกหัวหมอทั้งหลาย
อันนี้ก็พูดลำบากครับ
เพราะการโดนหลอกหรือไม่โดนหลอกนั้น ถามว่า เป็นเพราะระบบการศึกษาหรือเปล่า?
การป้องกันการโดนหลอกนั้น ความรู้จากการเรียนการศึกษาก็พอช่วยได้บ้าง
แต่ทั้งนี้ก็ต้องอาศัยประสบการณ์ ความเฉลียว และข้อมูลที่ถูกต้องด้วย
ซึ่งถ้าขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไป ก็อาจจะถูกหลอกได้
จะเห็นได้จาก แม้แต่กระทั่งคนที่จบสูงๆ ก็มีสิทธิถูกหลอกได้เช่นกัน

ไม่แน่ใจว่าปิคหมายถึง การส่งเสริมการให้ความรู้กับชาวบ้านหรือเปล่า
ถ้าใช่ อันนี้ผมเห็นด้วยครับ
แต่ไอ้ครั้นจะให้เป็นหน้าที่ของเกษตรอำเภอ/นายอำเภอ/พัฒนากร ผมว่าไม่ไหวแน่ๆ
ผมว่าแต่ละหมู่บ้านน่าจะมีเกษตรหมู่บ้าน/ตัวแทนด้านการรับข้อมูลไปเลย (บางหมู่บ้านมีแล้ว และทำอย่างจริงจัง)
แบบที่แต่ละหมู่บ้านมีสมาชิก อบต.(ซึ่งก็มีหน้าที่ให้ข้อมูลกับสมาชิกหมู่บ้านเช่นกัน)
อย่างน้อยๆ เป็นตัวแทนไปอบรม หรือรับข้อมูลมาเล่าให้คนในหมู่บ้านฟัง
(เกือบทุกหมู่บ้าน/ชุมชนมีการประชุม และมีหอกระจายเสียงครับ)

อย่างเกษตรกรรม เราก็น่าจะสอนที่เค้าได้ใช้งานเช่นเอาเศษฐศาสตร์เข้าไปสอนเพื่อ ให้ไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง
อันที่จริง ในปัจจุบัน ประเทศเราก็พยายามที่จะสร้างเกษตรกรรุ่นใหม่ที่มีความรู้ด้านเศรษฐศาสตร์อยู่ครับ
คณะเกษตรศาสตร์ของทุกมหาลัย จะให้เด็กเรียนเศรษฐศาสตร์การเกษตร
แต่คำถามคือ  เด็กเหล่านี้ เมื่อจบออกไป มีกี่เปอร์เซนต์ที่ออกไปเป็นเกษตรกรพันธุ์แท้?
โดยไม่โดนนายทุนจากฟาร์มหรือโรงงานซื้อตัวไป

สำหรับเรื่องพ่อค้าคนกลางนั้น บางครั้งเป็นภาวะที่ต้องจำยอม หรือจำเป็นครับ
ผมไม่ค่อยรู้เรื่องการเกษตรชนิดอื่นมากนัก นอกจากเกษตรกรรมปลูกอ้อยครับ เพราะครอบครัวทำอยู่
จึงขอยกตัวอย่างลานรับซื้ออ้อยจากพ่อค้าคนกลางก็แล้วกันนะครับ

(http://watchi.exteen.com/images/sakudecember/DSCN3661.jpg)

(http://watchi.exteen.com/images/sakudecember/DSCN3660.jpg)

อันที่จริง เรื่องแบบนี้ก็มีมาตั้งแต่นมนานกาเลแล้ว
แต่ธุรกิจลานอ้อยก็มาเฟื่องสุดๆเมื่อ 2 ปีให้หลังนี่เอง

พวกเราทุกคนมักจะถูกปลูกฝังกันมาว่า
"ควรหลีกเลี่ยงการขายผลผลิตทางการเกษตรให้กับพ่อค้าคนกลาง"
เพราะมันจะถูกกดราคาอย่างไม่เป็นธรรม

คำถามคือ ก็รู้ทั้งรู้อย่างนี้แล้ว
ทำไมชาวไร่เขาถึงเลือกที่จะขายอ้อยให้กับลานรับซื้ออ้อยในราคาที่ต่ำกว่าโรงงานตันละเกือบๆ 100 บาท

ชาวไร่รู้กลไกข้อนี้เป็นอย่างดี

ทุกอย่างเป็นไปตามเกมที่ทุกคนจำต้องเล่น

ชาวไร่ ไม่ได้มีรถบรรทุก 10ล้อ หรือ 6ล้อ กันทุกคน
นั่นหมายความว่า
ถ้าจะขายอ้อยให้กับโรงงานที่อยู่ไกลออกไปจากไร่หลายสิบกิโลเมตร ก็ต้องจ้างรถของคนอื่น

ชาวไร่เขาจะต้องแบกรับค่าน้ำมัน
ค่าคนงาน
ค่ารถคีบอ้อย
สำหรับการบรรทุกอ้อย 1 เที่ยวต่อวัน

ยิ่งถ้ารถบรรทุกมีน้อย แต่ชาวไร่อ้อยมีมากสวนทางกันเท่าไหร่
ค่าตอบแทนในการจ้างรถก็จะสูงขึ้น
และอ้อยที่ตัดรอการบรรทุกไปโรงงาน
นับวันก็จะสูญเสียน้ำหนักไป

แต่ถ้าจู่ๆ มีคนมารับซื้ออ้อยอยู่ที่ปลายจมูก
จริงอยู่ที่ค่าตอบแทนอาจจะถูกกว่าเมื่อเทียบกับขายให้โรงงาน
หากสิ่งที่สามารถประหยัดได้มันคือ ค่าน้ำมัน และเวลา

น้ำมันระหว่างระยะทางหลายสิบกิโลของรถ บรรทุก กับระยะทางไม่ถึง 2 กิโล มันคนละเรื่องกันอย่างแน่นอน
และยิ่งได้รถคีบอ้อยเข้ามาช่วย ในการจัดการไร่อ้อยแปลงนึง อาจประหยัดเวลาได้ 2-3 วัน
สิ่งที่ตามมาคือ น้ำหนักของอ้อยไม่หายไป เพราะอ้อยยังสดอยู่

มิหนำซ้ำ ถ้าใครมีรถอีแต๋น ก็ยังใช้ขนอ้อยไปส่งวันละหลายๆเที่ยวแบบชิวๆขำๆ
ไม่ต้องง้อรถบรรทุกอีกต่างหาก เพราะที่รับซื้อมันอยู่ใกล้นิดเดียว

อนึ่ง หลายคนอาจจะสงสัยเรื่องการตัดอ้อยว่า
ทำไมไม่ตัดอ้อยทีละวัน ทีละล็อตไป
แล้วค่อยบรรทุกไปโรงงาน น้ำหนักถึงจะไม่เสียไป ในระหว่างที่รอ

คำตอบก็คือ มาจากการที่คนงานตัดอ้อยมีน้อยนั่นแหละครับ

แต่ละแก๊งเขาก็จะรีบตัดเจ้านี้ให้เสร็จแล้วไปตัดของเจ้าอื่นต่อ
ไอ้ครั้นจะให้เขารอเจ้าใดเจ้าหนึ่งรถพร้อมคงลำบากหน่อย

อสอง ตามนโยบายของรัฐโรงงานกับไร่อ้อยไม่ควรอยู่ห่างกันเกิน20-30 กม.
แต่ในความเป็นจริงแล้ว
หลายๆพื้นที่(รวมทั้งบ้านผมเอง) โรงงานที่ใกล้ที่สุดอยู่ห่างจากไร่ออกไป 40-50 กม. หรืออาจจะมากกว่านั้นด้วยซ้ำ

เคยเห็นงานวิจัยด้านลอจิสติกส์หลายๆชิ้น
พยายามที่จะหาวิธีส่งอ้อยไปโรงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ดูแล้ว
ยังเอามาปฏิบัติจริงให้สำเร็จได้ยาก
เพราะในเชิงทฤษฎีอุดมคติ และการปฏิบัติจริงนั้น มันมีช่องว่างของมันอยู่

อสาม จบแล้วจ้ะ  :22:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: roundbol123 เมื่อ 08 มี.ค. 2009, 22:59 น.
โห พี่เอ็ด  :25:+
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: edมาหยอก เมื่อ 08 มี.ค. 2009, 23:17 น.
อันที่จริง ถ้าทุกอย่างในอุดมคติ(ของเรา) มันเป็นจริงขึ้นมาได้ มันก็คงดี
แต่บางทีถ้ามันเป็นไปได้ยาก เราก็ก้มหน้าก้มตาทำหน้าที่ในส่วนของเราให้ดีที่สุด
อย่างน้อยๆก็อาจจะเพิ่มเปอร์เซนต์ให้อุดมคติมันเป็นจริงขึ้นมาได้ซัก 0.0000001% ก็ยังดี ... เนอะ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: ความฝันกลางฤดูร้อน เมื่อ 08 มี.ค. 2009, 23:19 น.
+ ed  :12:
ชี้ภาพได้ชัดมาก

อีกประเด็นนึงที่เห็นในนี้คือ
อ้างอิงแบบนี้อยู่เราน่าจะพัฒนาการศึกษาให้คนระดับรากหญ้ามีสมองเท่าเทียมกับพวกหัวหมอทั้งหลาย
ปัญหาคือ หลายคนที่พัฒนาจนผ่านประสบการณ์ต่างๆแล้ว มีความรู้ความสามารถมากขึ้น ... เค้าก็ผันตัวเองไปเป็นนายทุนหรือคนที่ถูกเรียกว่าหัวหมอ
ดังนั้นการพัฒนาความรู้อย่างเดียวไม่ได้แน่ๆ
เพราะถ้าพัฒนาแต่ความรู้ในประเทศที่ช่องว่างมันกว้างมากๆอย่างไทยเรา คนที่เค้าก้าวข้ามจุดนึงไปแล้ว เค้าก็ย่อมไม่อยากกลับไปเป็นแบบเก่า
คนที่ทำการเกษตรระดับย่อย พอทำได้มากขึ้น ก็เป็นระดับกลางๆ(อาจจะมีลูกจ้างช่วย) และอาจจะผันเปลี่ยนไปเป็นพ่อค้าคนกลาง(ขนส่งเป็นหลัก) หรือไม่ก็พัฒนาไปเป็นเกษตรกรรายใหญ่ ลูกจ้างมากๆ
เราไม่มีที่ให้เกษตรกรรายย่อยที่พอใจที่จะเป็นเกษตรกรรายย่อยต่อไป
เพราะคนที่เป็นเกษตรกรรายย่อย จะต้องเสี่ยงกับหลายปัจจัยกว่าเกษตรกรรายใหญ่
น้ำ - น้ำเมืองไทยที่ชลประทานไม่แน่นอน
การขนส่ง - ก็ไม่แน่นอน
ราคาสินค้า - เมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย น้ำมัน  ก็ไม่แน่นอน
ราคาขาย - ไม่แน่นอน และอาจจะโดนกดราคาเมื่อไหร่ก็ได้
ใครที่ลืมตาอ้าปากได้และคิดจะเป็ฯเกษตรกรรายย่อยต่อ ต้องเผชิญความไม่แน่นอนเหล่านั้น ปีนี้อาจจะเก็บเกี่ยวได้ ปีหน้าอาจจะขายไม่ออก

ทางเดียวที่จะรอดได้ คือต้องไต่ขึ้นเป็นระดับที่levelสูงขึ้นเพื่อจะได้มีอำนาจต่อรองมากขึ้น และมีทุนสำรองมากขึ้น

ระบบที่พอจะช่วยได้บ้างคือระบบสหกรณ์ แต่ที่เห็น สหกรณ์บางที่พอพัฒนาและมั่นคงได้มากขึ้น คนข้างในก็ไม่หยุดอยู่แค่การเป็นเกษตรกรรายย่อย แต่มักจะใช้ความเป็นสหกรณ์ผันตัวเองเพื่อให้มีlevelสูงขึ้น


จริงๆเป็นในหลายส่วนของสังคมแหละ  หลายอาชีพก็เป็นกัน

ดังนั้นการศึกษาอย่างเดียวไม่พอแน่ๆ แต่ต้องพัฒนาระบบให้เอื้อต่อการใช้ชีวิตด้วย
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: Ah! เมื่อ 08 มี.ค. 2009, 23:22 น.
โอ้ว +  เอ๊ดไม่หยอกเลยนะเนี่ย :25:

หมอแมวก็พูดเถิกแล้วครับ
ตอนนี้สหกรณ์แบบเนื้อโพน ก็ลดมาตรฐานลงมาเป็นแบบรากหญ้าหัวหมอแล้วครับ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: ณต เมื่อ 09 มี.ค. 2009, 05:12 น.
ผมเคยไปเที่ยวต่างจังหวัดแถวๆ นี้
เคยเห็นวิถีชีวิตของชาวประมง
ที่จับกุ้งจับปลา แถวสก็อตแลนด์

ไม่น่าเชื่อครับ เขาใช้ระบบ ชุมชนเข้มแข็ง
สามารถพึ่งพาตนเองได้
นั่นคือ คนในชุมชน
ก็ออกไปหาปูหาปลากันตามปกติ
จับกันพอประมาณสำหรับกินกันในครอบครัว
เหลือก็ค่อยเอามาขาย

แต่วิธีการขายของเขาคือ
เอาของคนในชุมชนที่จะขายมารวมกัน
ให้พ่อค้าเข้ามาประมูล
จะคนกลางหรือรายใหญ่ก็ตาม
ใครที่ให้นอกจากราคาแล้ว
ยังรวมถึงข้อเสนอพิเศษด้วย

เช่น ปีนี้บริษัทจะสร้างห้องสมุดให้ในหมู่บ้าน
หรือ ใช้เทคโนโลยี เพื่อลดมลภาวะตามท่าเรือ
หรือจะรับประกันขึ้นราคาซื้ออีกหนึ่งเปอร์เซนต์ทุกไตรมาส เป็นต้น
ข้อเสนอพิเศษพวกนี้ เขาเรียกมันว่า Beauty Contest
ซึ่งบางที คนชนะไม่จำเป็นจะต้องให้ราคาสูงสุด
แต่เขาจะดูว่า พ่อค้าคนไหน เสนอสิ่งที่เป็นประโยชน์
ต่อชุมชนในระยะยาวมากที่สุดด้วย
ชุมชนถึงจะขายให้พ่อค้ารายนั้นไป

แต่ทว่าชุมชนจะเข้มแข็งได้ มาจากอันดับแรกเลย
นั่นคือเรื่องของการศึกษา
บวกกับเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานที่ดี
นั่นทำให้ชุมชนไม่ตกเป็นเบี้ยล่าง
ของพ่อค้าคนกลาง

รวมถึงการจับปลามาขายอย่างพอประมาณ
ก็ส่งผลดีในระยะยาวต่อชุมชน
นั่นคือมีทรัพยากรให้ใช้จนชั่วลูกชั่วหลาน
เพราะคงไม่ดีแน่ๆ ถ้าทำกันเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่
ไหนจะทั้งมลภาวะ ไหนจะทั้งทรัพยากรสร้างใหม่ไม่ทัน
เหมือนอุตสาหกรรมประมงไทย
ที่ตอนนี้ต้องไปจับปลากันในน่านน้ำต่างชาติ
เพราะปลาหมดไปจากอ่าวไทยเรียบร้อยแล้ว  :39:

ผมมีโอกาสรู้เรื่องนี้เพราะว่า
ตอนนั้นไปเดินหาซื้อกุ้งหอยปูปลาที่ท่าเรือ
แบบที่เราทำกันที่เมืองไทย แต่เขาไม่ขายให้ ของที่เขาจับได้
มีคอนเทนเนอร์ห้องเย็นรออยู่ที่ท่าเรือเลย
ส่วนถ้าจะซื้อ จะมีสหกรณ์ขายปลีกต่างหาก

ผมอยากให้ชาวนาไทย มีชุมชนเข้มแข็งแบบนี้บ้าง
แม้ว่า เราอาจจะต้องซื้อข้าวแพงขึ้นอีกร้อยเปอร์เซนต์
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: เต่ามาก เมื่อ 09 มี.ค. 2009, 15:22 น.
ชื่อจู๋ดึงดูดใจมาก  :25:

โลกอุดมคตินี่มันโลกของมนุษย์ใช่ไหมครับ
เคยมีใครพูดถึงอุดมคติของแมว หรือของพระเจ้า บ้างรึเปล่า ผมว่ามันน่าจะน่าสนใจ
(อย่าถือสาที่ผมกวนตีนนะครับ  :05:)




ส่วนเรื่องการศึกษาเท่ๆ นี่ถ้าใครไม่รู้จัก วิศวภารตี กับ ศานตินิเกตัน ที่พี่เก้อพูดถึง
ก็ลองคุ้ยดูได้ครับ เป็นมหาวิทยาลัยที่อาร์ทมาก มีคนไทยไปเรียนด้วยนะ

มาโพสแค่นี้ครับ อยากมีส่วนร่วม  :33:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: นักศิลปะ เมื่อ 09 มี.ค. 2009, 15:32 น.
เราควรเสียเวลาครุ่นคิดอย่างถี่ถ้วน
และ

ถ้าเป็นไปได้ จงลงมือทำด้วย
:12:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: ต๊อป เมื่อ 09 มี.ค. 2009, 15:42 น.
อาจารย์ที่โรงเรียนผมเค้าก็
เคยสอนพวกเรื่องประเทศไทยในอุดมคตินี่ล่ะครับ
คนฟังงี้เคลิ้มไปตาม ๆ กัน

เสร็จแล้วเค้าก็บอกว่า "ที่ครูพูดให้ฟังเนี่ย
ไม่ใช่อยากให้พวกเธอออกไปเปลี่ยนประเทศ
แต่ครูอยากให้พวกเธอไปเป็นครู แล้วก็สอนแบบนี้กับนักเรียนของพวกเธอต่อ"

ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: e-nesra เมื่อ 09 มี.ค. 2009, 18:59 น.
ขอบคุณหลายๆเสียงที่ช่วยๆกันแสดงความคิดเห็นครับ อย่างบางเรื่องก็เป็นความรู้ใหม่
นั่นแหละครับ ที่ปิคพูดถึงคำว่า สอนให้คิดเป็น และ จัดการได้ หลายๆเรื่องน่าสนใจมาก
จริงๆ เลยครับ  :33:

เป็นเรื่องที่คนทุกรุ่นทุกอาชีพต้องช่วยเหลือกันจริงๆ คิดๆ ดูแล้วไม่ได้เห็นภาพแบบนี้มา
นานแค่ไหนแล้วน๊า  :33:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: จักรี เมื่อ 09 มี.ค. 2009, 22:28 น.
ผมข้ามสะพานลอยครับ
แต่ทางม้าลาย เดี๋ยวนี้ผมดูไม่ออกอะ เส้นมันเต็มไปหมดเลยที่ถนน ไม่รู้อันไหนลาย อันไหนไม่ลาย

ว่าแต่เขาไปประเด็นไหนกันแล้วเนี่ย
ชื่อเรื่อง: ตอบ: ทุกอย่างในอุดมคติ
โพสต์โดย: iannnnn เมื่อ 09 มี.ค. 2009, 22:56 น.
อ้างคำพูดจาก: รอธชิลส์ เดอ อ๊ะอ๋าห์ เมื่อ 08 มี.ค. 2009, 23:22 น.
โอ้ว +  เอ๊ดไม่หยอกเลยนะเนี่ย :25:

หมอแมวก็พูดเถิกแล้วครับ
ตอนนี้สหกรณ์แบบเนื้อโพน ก็ลดมาตรฐานลงมาเป็นแบบรากหญ้าหัวหมอแล้วครับ

ไม่เอานะพี่บอย :05: