ไปตอบจู๋ทางโลก(ย์)ทางธรรมมาแล้วก็คิดต่อนิดๆว่า
ธรรมะ สัมพัทธ์กับอะไรไหมน้อ
เหมือนๆที่คุณไอน์สไตน์ท่านบอกว่า แสงมีความเร็วไม่สัมพัทธ์กับอะไร ในทฤษฎีสัมพัทธภาพ
ธรรมะที่พระพุทธเจ้า เจ้าชายสิทธัตถะเห็นที่ว่าเป็นสัจจะธรรมนั้น
สัมพัทธ์กับค่านิยมไหม
สัมพัทธ์กับจริยธรรมในแต่ละยุคสมัยไหม
สัมพัทธ์กับกาลเวลาไหม
หรือเป็นสัจจะจริงแท้ (สำหรับมนุษย์) ไม่สัมพัทธ์กับอะไรเลยทั้งสิ้น
ยากนะเนี่ย
เอ๊ะ หรือจะไม่ยาก
:31:
คิดว่าธรรมะคือสัจจะจริงแท้ ไม่สัมพัทธ์กับอะไรเลยทั้งสิ้น
งั้นธรรมะก็คือแสง :06:
เอาเข้าจริงผมลืมไอ้ทฤษฎีสัมพันธภาพอะไรนี่ไปแล้ว :05:
โดยส่วนตัว คิดว่าขึ้นกับระดับของธรรมะนะครับ
เพราะอย่างพระธรรมของศาสนาพุทธ ก็ยังมีแบ่งออกเป็นโลกียธรรม และโลกุตระธรรม
ส่วนของโลกียธรรม และส่วนที่เป็นศีล ข้อบังคับส่วนใหญ่ เกิดขึ้นตามสภาพของสังคม
(พระพุทธเจ้าบัญญัติข้อบังคับต่างๆ ขึ้น เมื่อมีคนร้องเรียนว่าภิกษุสงฆ์ไม่ควรกระทำเช่นนั้น)
ส่วนนี้จึงสัมพัทธ์กับค่านิยมทางสังคมอย่างแน่นอน
แต่ในส่วนของโลกุตระธรรม ที่เป็นธรรมชั้นสูงทื่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้
ผมคิดว่าน่าจะเป็นสัมบูรณ์ ไม่สัมพัทธ์กับค่านิยมของสังคม
+ ครับ
คือผมก็พยายามคิดถึงความเป็นไปได้ต่างๆที่ โลกุตรธรรม อย่างที่ปิติว่า
จะมีทางที่ "ไม่ใช่" ได้น่ะครับ
แต่คิดไม่ออก :30:
จะเป็นไปได้ไหมว่า มนุษย์อีกล้านปีข้างหน้า ใช้ธรรมะนี้ไม่ได้
(ถ้าเปรียบว่าโลกเราเริ่มตอนประมาณหกโมงเช้า ตอนสี่ทุ่มไดโนเสาร์เพิ่งมา และหายไปในสิบห้านาทีเองนะ
มนุษย์เพิ่งมาตอนประมาณเที่ยงคืนตะกี้นี้เอง)
คิดแล้วก็คิดไม่ออก ก็เลยเอามาตั้งไว้ถามกันน่ะครับ
อันนี้คงอาจจะเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไม พระพุทธเจ้าต้องมีหลายพระองค์ละมั้งครับ และก็เป็นเหตุผลยืนยันคำสอนที่ว่า ทุกสิ่งย่อมมี เกิดขึ้นตั้งอยุ่และดับไป ไม่เว้นแม้แต่กระทั่งคำสอน
ก็ถ้ายัง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ละก็ผมว่าไม่มีทางเปลี่ยนนะครับ
จิตยังไม่นิ่งก็ทุกข์ การดับทุกข์คือปล่อยวางทุกสิ่ง
คิดยังไงก็คิดไม่ออกครับว่าจะสัมพัทธ์ได้ยังไง
ถ้าตอบแบบหน้าด้าน ๆ นั่นคือ "สัจธรรม" ครับ ซึ่งไม่เปลี่ยน
จะว่าไป ต่อให้มนุษย์เป็นอมตะแล้วก็เถอะครับ
:46:
ซึมซับ
//อ่านคอมเม้นท์พี่ร่ม แล้วมองอวตาร
ยังไงก็ไม่เข้ากัน :48:
ผมว่า จักรีตอบเหมือนกับที่ปิติว่าไว้นะ
ก่อนอื่นช่วงแถลงไขให้หน่อยว่า " สัมพัทธ์ " ในที่นี่คืออะไรครับ
ไม่ค่อยเข้าใจดี เลยยังไม่อยากเขียนอะไร
ใช่ครับ ความจริงของธรรมชาติไม่เปลี่ยนแต่คำสอนอาจจะเปลี่ยนไปตาม ยุคสมัย ตามพุทธทำนาย ก็มีข้อหนึ่งเกี่ยวกับพุทธศาสนา ที่จะต้องมีวันเสื่อมสลายไปรอพุทธเจ้าพระองค์ใหม่มา พุทธเจ้าพระองค์นั้นหลักธรรมของท่านอาจจะเหมาะกับโลกในยุคนั้นละมั้งครับ
อ้างคำพูดจาก: ภูกระดึง เมื่อ 20 ธ.ค. 2008, 00:11 น.
ผมว่า จักรีตอบเหมือนกับที่ปิติว่าไว้นะ
ผมก็ว่าเหมือนนะ แต่ที่ไม่เหมือนคือผมไม่ค่อยรู้เรื่องสัมพันทภาพ เลยขอตอบในแบบชาวบ้านศึกษา :30:
ธรรมมะ สัมพันธ์กับ มะทำ :48:
ทำมะ อันนี้เหมือนคุณอยากจะทำ แต่แค่หาคำสวยหรูมาปลอบใจตัวเอง ทำมะ ทำมะ
แต่ มะทำ นี่ คือ ไม่เอา เลิก จบ :52:
ตอบน้าร่มเป็ด
ที่คิดไม่ออกก็เพราะยังวนอยู่ในอนิจจัง ทุกขัง อนัตตานี่แหละครับ
กำลังหาทางว่า เป็นไปได้ไหม หรือมีทางไหมที่มนุษย์มีแนวคิด หรืออะไรๆนี่แหละ พ้นกรอบนี้ไปได้
ก็เลยคิดว่าจะมีแนวคิดไหนที่มันพ้นเรื่องนี้ไปได้
อะไรประมาณนี้น่ะครับ
ยิ่งพูดยิ่งงงเอง 5555
ความว่าง ได้มั้ยคะพี่อ๋าห์
หลุดพ้นจากพันธนาการ
จักรีหรือปิตีไขต่อได้มั้ยคะว่าจะไปสู่ความว่างได้อย่างไร
ไม่แตกฉานอย่างแรง
แสนชื่น สัมพัทธ์คือเกี่ยวเนื่องกับบริบทรอบข้าง
เช่น ผู้หญิงคนหนึ่งสวยแบบสัมพัทธ์ นี่แสดงว่าอยู่ที่นึงสวย ที่อื่นอาจไม่สวยก็ได้
คำนี้ใช้คู่กับ สัมบูรณ์ คือ แอบโซหลูด แบบถ้าสวยก็สวยชนิดที่ทุกคนบอกว่าสวย
อธิบายคร่าว ๆ เท่านี้ครับ
น้าอ๋าครับ ก็ถ้าจะให้พ้นกรอบอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ได้ ก็ต้องตั้งเงื่อนไขมาอยู่ดีครับ
เช่น ถ้าคนเราเป็นอมตะ เราอาจใช้ความคิดแบบต้องทำทุกอย่างทั้งดีและชั่ว เพื่อที่วันหนึ่งก็จะชาชินและคิดได้เอง
ที่ต้องอมตะนี่คือไม่รู้แม่งจะใช้เวลากี่แสนปีคิด แล้วมีชีวิตรอดจากการลองผิดลองถูก
แต่ว่าไปพระพุทธเจ้าท่านก็ระลึกชาติ เสมือนลองผิดลองถูกมาแล้วอยู่ดี ว้า แย่จัง
ตอนนี้ผมคิดออกอย่างนึง
เป็นอย่างที่จักรีบอกเลยแฮะ :30:
คือธรรมะคือธรรมชาติ
ธรรมชาตินั่นแปรไปตามกาละ เวลา
การจะหาข้อผิดพลาดของธรรมะ เป็นไปไม่ได้ เพราะเราดำรงอยู่ในธรรมชาติ
และแปรตามธรรมชาติ
เอ๊า ก็คิดอย่างนี้ล่ะสิ
ทำให้คิดไม่ออก :30:
อ้างคำพูดจาก: eThics เมื่อ 20 ธ.ค. 2008, 00:19 น.
ความว่าง ได้มั้ยคะพี่อ๋าห์
หลุดพ้นจากพันธนาการ
จักรีหรือปิตีไขต่อได้มั้ยคะว่าจะไปสู่ความว่างได้อย่างไร
ไม่แตกฉานอย่างแรง
ความว่างไม่ใช่คำตอบสำหรับมนุษย์ครับ
ความว่างของมนุษย์เป็นได้แค่จินตนาการณ์ เพื่อบำบัดกิเลส หรืออะไรก็แล้วแต่
แต่ก็ไม่แน่เหมือนกัน เพราะผมก็ไม่รู้
แต่เขาบอกมานะว่า คำว่าหลุดพ้นทางพุทธศาสนา ก็ไม่ใช่ความว่าง
แต่เป็นการที่มีสติสัมปชัญญะขนาดที่มองทุกอย่างตามความเป็นจริงดับทุกสิ่งให้เป็นเรื่องธรรมชาติ แต่สภาวะแบบนั้ผมในฐานะที่เป็นจักรี ก็ไม่สามารถตอบได้จริงๆ ผมเคยตอบไปเยอะในจู๋ธรรมกายบนหิ้ง จากวันนั้นมาจนถึงวันนี้ ผมก็ได้เรียนรู้ว่าผมโง่เกินกว่าจะไปฟันธงขนาดนั้น
แค่ลองศึกษาอาจจะได้แค่ปริญัติ แต่ไร้ซึงสภาวะธรรมที่จะนำมาอธิบาย
จักรีหล่อว่ะ ตอบเค้าด้วย
อีก 1 ช.ม. ถ้ายังไม่นอน จะบวกอีกที :27:
สงสัยค่ะว่า :37:/
เมื่อหลุดพ้นตามหลักพุทธศาสนาแล้วยังจะมีการรับรู้อยู่อีกมั้ย
หรือว่าดับไปเลย ล้างกระดานไปเลย หรือลอยไปลอยมาที่ไหนซักแห่ง แต่ไร้ความรู้สึก
อ้างคำพูดจาก: แสนชื่น เมื่อ 20 ธ.ค. 2008, 00:12 น.
ก่อนอื่นช่วงแถลงไขให้หน่อยว่า " สัมพัทธ์ " ในที่นี่คืออะไรครับ
ไม่ค่อยเข้าใจดี เลยยังไม่อยากเขียนอะไร
ขออภัยแสนชื่น ผมเพิ่งสังเกตเห็นคำถาม
สัมพัทธ์ในที่นี่หมายความตามที่ตาร่มว่านั่นแหละครับ
//ส่วนอันนี้บอกจักรี
คุณไอน์สไตน์ท่านว่า แสง มีความเร็วไม่สัมพัทธ์กะอะไรเลย
อธิบายง่ายๆประมาณว่า เวลาเราปาลูกหินที่หน้าตลาด
ปกติแล้ว ความแรงความเร็วสูงสุดของเด็กชายภูกระดึง ปาได้สามร้อยกม.ต่อชั่วโมง
แต่ ๆๆๆ ถ้าเด็กชายภูกระดึงปาหินบนรถไฟที่วิ่งด้วยความเร็วเจ็ดร้อยกม. ต่อชั่วโมง
ความเร็วหินนั้นก็จะเป็น สามร้อย บวก เจ็ดร้อย เป็น พันกม.ต่อชั่วโมง
เช่นกัน ถ้านำไปใช้กับรถไฟในอนาคต ความเร็วเจ็ดล้านไมล์ต่อชั่วโมง
ปาหินด้วยชุดไซบอร์กอาร์มรุ่นล่าสุด ปาได้ความเร็วแปดล้านไมล์ต่อชั่วโมงบนรถไฟนั่น
หินก็จะวิ่งด้วยความเร็วสิบห้าล้านไมล์ต่อชั่วโมง
งงไหม
แต่ถ้าคุณเป็แสง คุณไม่ต้องบวก แสงจะเดินทางด้วยความเร็วตัวเองเป็นปกติไม่ต้องไปบวกความเร็วต้น
ดูซิโง่ๆ อย่างผมยังเข้าใจอ่ะครับ ลุงอ๋าห์ ไปเป็นครูเด็กประถมได้เลยนะครับเนี่ย จริงๆ
ทำให้อยากศึกษาทฤษฏีนี้ขึ้นอีก
ขอบคุณลุงเป็ดที่อธิบายครับ :46:
ถ้าอย่างนั้นผมว่าธรรมะสัมพัทธ์กับคนครับ
เพราะว่าถ้ามองที่จุดประสงค์หรือCore Concept ของธรรมะแล้ว
คือการสร้างความสงบสุขแก่มนุษย์คนนั้น แล้วคนโดยรอบ
ธรรมมะนั้นสอนให้มนุษย์ดำเนินวิธีชีวิต อย่างมีระเบียบแบบแผน
แน่นอนว่าในสมัยก่อนอาจจะยังไม่มีกฎหมายมาควบคุมดูแล
ธรรมมะในสมัยก่อนก็อาจเป็นวิถีการดำเนินชีวิต + ข้อบังคับนิดๆ
ผมตั้งข้อสังเกตุนิดนึงว่าศาสตร์ที่มีอยู่ทุกวันนี้คือการเข้าใจมนุษย์
แพทย์ศาสตร์ = เข้าใจระบบร่างกายของมนุษย์ เพื่อนำมาผ่าตัด สร้างยา บลาๆๆ
เศรษฐศาสตร์ = เข้าใจพฤติกรรมของมนุษย์ ความอยากของมนุษย์ จะได้สร้างวิธีรับมือ (อารมณ์Marketing)
(แนะนำให้ไปหาหนังสือเรื่อง เศรษฐศาสตร์ในกทม เขียนเข้าใจง่าย อธิบายถึงพฤติกรรมของมนุษย์ได้ดีในมุมมองเศรษฐศาสตร์)
ศิลปศาสตร์ = เข้าใจพฤติกรรมการมองเห็น การรับรู้ การเข้าใจของมนุษย์
ธรรมะนั้นอาจจะเป็นอย่างที่บอกคือ เป็นการเข้าใจในธรรมชาติการเป็นอยู่ และธรรมชาติของมนุษย์
เมื่อเราเข้าใจแล้วก็อาจจะทำให้เรายอมรับตกลงปลงใจอะไรได้
แต่ว่าในการรับสารนั้นแต่ละคนมีระดับขั้นของการตีความไม่เหมือนกัน
บางคนอาจตีความไปอีกแบบเหมือนกับนักเรียนอ่านหนังสือสอบ
อ่านเล่มเดียวกัน คนสอนคนเดียวกัน แต่ได้เกรดไม่เท่ากัน
นึกอะไรออกแล้วมาโม้ต่อ
ปล. ขอบคุณลุงอ๋าครับ แต่ถ้าเขียนเป็นตัวเลข 123 จะเข้าใจง่ายขึ้นครับ :46:
อ้างคำพูดจาก: จักรี เมื่อ 20 ธ.ค. 2008, 00:46 น.
ดูซิโง่ๆ อย่างผมยังเข้าใจอ่ะครับ ลุงอ๋าห์ ไปเป็นครูเด็กประถมได้เลยนะครับเนี่ย จริงๆ
เข้าใจกันแล้วเหรอ
อธิบายด้วย อยากเข้าใจมั่ง :05:
จบการเสวนาแล้วช่วยสรุปด้วยได้มั้ยคะ
ว่าพี่อ๋าห์เห็นแนวทางคำตอบสำหรับคำถามที่ตั้งอย่างไรบ้าง :46:
ยังไม่เห็นแนวทางเลยครับ :30:
อธิบายไม่เป็น สงสัยต้องให้แอนหรือเก้อมาช่วยตอบ
อ้อ ณัฐอีกคน
ผมว่าเรื่องนี้มันยุ่งๆเหมือนกะที่แสนชื่นพยายามจะบอก
คือมันก็จริง ที่แต่ละคนตีความต่างกัน
แต่ว่าไปแล้ว ผมก็ไม่ได้ห่วงเรื่องนั้นมาก
เพราะมันตอบกันยาก
แต่ที่ตั้งคำถามนี่ เหมือนๆกับจะให้ช่วยๆกันคิดดูทีรึ
ว่ามีกรณีไหนไหม ที่ธรรมะของพระพุทธเจ้า นำมาใช้ไม่ได้
ทั้งนี้ ไม่มีข้อกำหนดเรื่องเวลา หรืออะไรเลย น่ะครับ
ผมหมายถึงเข้าใจที่ลุงอ๋าห์บอกอ่ะครับ เรื่องกฎสัมพัทธภาพ แต่เข้าใจในแบบที่ลุงห์อ๋าอธิบายนะ แต่เดี๋ยวขขอไปศึกษาเพิ่มเติมอีกที :46:
ที่ผมคิดคือธรรมชาติของมนุษย์พยายามที่จะไขว่คว้าหาความเชื่อบางอย่างที่สามารถเกาะไว้ได้
เพื่อเอาไว้ใช้ในการตัดสินใจ กระทำ บางสิ่งบางอย่าง
และธรรมะก็เป็นไม้ท่อนนึงที่ดูน่าเชื่อถือสามารถเอาเป็นบรรทัดฐานในชีวิตได้
(และก็มีคนไปเกาะกันเยอะพอดู)
จากที่ผมไปคุยมากับพระอาจารย์คือในสุดท้ายแล้วพุทธศาสนา
ก็ยังไม่ได้ไปฟังธงอะไรชัดเจนว่าดีหรือเลว
(อันนี้ผมก็ยังไม่ค่อยเข้าใจดีนะครับอย่าถาม งงๆ :48: ต้องรอกลับไปคุยอีกรอบ)
ผมว่มันก็ยังคงจะไม่ชัดเจนเช่นนี้อยู่ตลอดไปล่ะครับ
แต่ผมว่าในความไม่ชัดเจนมันก็มัความสนุกในตัวของมันเองอยู่
(ถึงำให้เรามานั่งคุยกันในนี้ไง :30:)
เรื่องหนึ่งที่น่าคิดคือ หลักธรรมชั้นสูงหลายๆข้อนั้นไม่ได้จำกัดเฉพาะกับมนุษย์
อย่างหลักไตรลักษณ์ - อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
ว่ากันจริงๆ สามารถใช้อธิบายได้ทุกอย่าง
ลึกลงไปถึงระดับอะตอม โปรตรอน อิเล็กตรอน
(อิเล็กตรอนมีการโคจรเคลื่อนที่ตลอดเวลา จึงมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เป็นอนิจจัง)
หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ ตราบใดที่ยังมีการเคลื่อนไหว มีการเปลี่ยนถ่ายพลังงาน
ไม่ว่าจะในระดับเล็กจิ๋วอย่างอนุภาค หรือระดับมหภาคอย่างสิ่งมีชีวิต ดวงดาว จักรวาล
หลัก "อนิจจัง" ก็จะยังคงเป็นจริงอยู่เสมอ
อาจมีข้อยกเว้นที่อุณหภูมิศูนย์องศาสัมบูรณ์ (-273 องศาเซลเซียส)
ที่ว่ากันว่าทุกสิ่งจะหยุดนิ่ง ไม่มีอนุภาคใดเคลื่อนที่
แต่ก็ไม่มีใครรู้ว่าสภาวะเช่นนั้นมีจริงหรือเปล่า
และถึงมีจริง ในสภาวะที่ทุกสิ่งหยุดนิ่ง หลักธรรมใดๆ ก็ไม่มีความหมายอยู่ดี
อะ แล้วเต่าว่าไง
สัมพัทธ์นี่คือการเปรียบเทียบของสองอย่าง
และไม่ว่าจะตีความ "ธรรมะ" ว่าคืออะไร ผมคิดเห็นว่าก็ไม่น่าจะอยู่ในวิสัยที่จะเอาไปเปรียบเทียบกับอะไรนะครับ
ในความคิดผม ธรรมะเป็นวาทกรรมที่แต่ละความเชื่อสร้างพื้นที่ของตนขึ้นมาด้วยจุดประสงค์ที่คล้ายๆ กัน
นั่นคือหลักของการใช้ชีวิต ควบคุม หรือพัฒนาจิตใจไปสู่อะไรบางอย่าง เช่น ความดี การได้พบพระเจ้า หรือนิพพาน
บางทีก็มีการบอกว่าสรรพสัตว์มีธรรมะเช่นกัน ซึ่งตีความได้สองอย่างว่าเป็นการพูดแบบมนุษย์นิยม คือเอาความคิดของคนไปใส่ในสิ่งอื่นๆ
หรือ ทุกสิ่งมีธรรมะอยู่แล้วตามธรรมชาติ เป็นครรลองของโลก
แม้กระนั้นผมก็ไม่ขอสรุปว่าธรรมะจะมีปริมาณ หรือคุณภาพ ที่จะนำไปเปรียบเทียบกับสิ่งอื่นได้
พูดให้เข้าใจง่ายๆ อีกอย่างว่า สัมพัทธ์นั้นเกี่ยวกับความรู้สึกของคนด้วย
ส่วน่ธรรมะอยู่บนพื้นฐานของปัญญาครับ จึงไม่น่าจะสัมพัทธ์กับสิ่งใด
ปล.เ้ข้าฟอนต์ทีนึงก็มีเรื่องให้คุย ผมชอบจังแหะ *-*
อ้างคำพูดจาก: ปิติ เมื่อ 20 ธ.ค. 2008, 01:24 น.
อาจมีข้อยกเว้นที่อุณหภูมิศูนย์องศาสัมบูรณ์ (-273 องศาเซลเซียส)
ที่ว่ากันว่าทุกสิ่งจะหยุดนิ่ง ไม่มีอนุภาคใดเคลื่อนที่
แต่ก็ไม่มีใครรู้ว่าสภาวะเช่นนั้นมีจริงหรือเปล่า
และถึงมีจริง ในสภาวะที่ทุกสิ่งหยุดนิ่ง หลักธรรมใดๆ ก็ไม่มีความหมายอยู่ดี
น่าจะเป็นคำตอบของคำถามนี้
อ้างคำพูดจาก: eThics เมื่อ 20 ธ.ค. 2008, 00:41 น.
สงสัยค่ะว่า :37:/
เมื่อหลุดพ้นตามหลักพุทธศาสนาแล้วยังจะมีการรับรู้อยู่อีกมั้ย
หรือว่าดับไปเลย ล้างกระดานไปเลย หรือลอยไปลอยมาที่ไหนซักแห่ง แต่ไร้ความรู้สึก
เพราะคงเปรียบได้กับสภาวะนิพพาน ~ สภาวะจิตที่นิ่ง ที่เข้าใจถ่องแท้ถึงสภาวะของกรรม และของการเกิด/ดับ
ซึ่งหากอยู่สภาวะนี้แล้ว จึงไม่น่าจะเกี่ยวข้องหรือสัมพัทธ์กับปัจจัยภายนอกใดๆ รวมทั้งเวลา
บางที กฏทางฟิสิกส์อาจจะเปลี่ยนได้ ในจักรวาลแบบอื่น แบบว่า อะตอมอาจจะไม่เรียงตัวกันแบบนี้ อาจจะเกิดเป็นดวงดาวในรูปแบบอื่น
แต่มันก็ยังยัดลงไปในกฏ ไตรลักษณ์ อันยิ่งใหญ่ได้
คือผมคิดว่า ตัวกฏไตรลักษณ์ มันยังเดินหน้าต่อไปได้ ถึงแม้ว่าจักรวาลจะระเบิด วายวอด หรืออะไรก็ตาม มันก็ยังไม่ขัดกับไตรลักษณ์ ไม่รู้จะทำยังไงให้มันขัดกัน หรือหลุดออกไปจากกรอบนี้ได้
แต่ว่า อริยะชนระดับอรหันต์ สภาวะจิตเขากลับไม่ขึ้นอยู่กับกฏไตรลักษณ์
แปลว่าทุกสิ่งทุกอย่าง สัมพัทธ์ กับกฏของธรรมชาติ ยกเว้นอรหันต์ชนที่ทำตัวเป็นเอกเทศเหมือนกับแสง ว่าไปนั่น
ชอบ minute to midnight มากๆ เลยครับ
ตอบเหมือนกันเลยครับ
สัมพัทธ์เกิดขึ้นได้เพราะเรายืนอยู่บนพื้นโลกพื้นเดียวกัน
อารมณ์เหมือนตอนพี่เก้อลงมาตอบหล่อๆ ในจู๋ยุบสภาไงครับ
เหมือนลอยขึ้นไประดับหนึึ่งแล้วตอบแบบเหนือกรอบที่เราอยู่
------------------------
| |
| -------- |
| | เราๆ | พี่เก้อ |
| -------- |
------------------------
คาดว่าที่พระพุทธเจ้าไม่สัมพัทธ์กับอะไรแล้วนั่น
เพราะกรอบความคิดครอบทั้งจักรวาลไปแล้วครับ
|
มันมีทฤษฎีล่าสุดของนักวิทยาศาสตร์อ่ะครับ เป็นหนังสือของต่างประเทศ
ไม่มีการแปลอยู่ที่ห้องสมุดของเค้า มันบอกถึงว่าทุกสิ่งทุกอย่างบนโลก
เมื่อย่อยเป็นหน่อยเล็กที่สุดแล้วจะเป็น ควาก...ซึ่งเค้าบอกว่าทุกอย่างบนโลกมีหน่วยย่อยนี้
เหมือนกันหมดแต่การวางรูปแบบองค์ประกอบ และก็คลื่นพลังงานเท่านั้น ที่ทำให้เกิดเป็นสิ่งต่างๆ
ที่ต่างกันน่ะครับ คิดดูว่าร่างกายเราจะเป็นเหล็ก น้ำ ลม หรืออะไรก็ได้ แค่เปลี่ยนการวางองค์ประกอบ ของไอ ควาก..ที่ว่า
บวกกับคลื่นพลังงาน...แต่ก่อนนึกว่าหน่วยที่เล็กที่สุดคืออะตอม แต่ตอนนี้ไม่ใช่ซะแล้ว :55:
และเป็นเหตุให้ยุคนี้มีการทำวิจัยมากมายในต่างประเทศเกี่ยวกับ เรื่องของวิญญาณ หรือการกลับชาติมาเกิด
ทำนองนี้แหละครับ