ตั้งแต่มาเริ่มทำงานพิเศษ ก็ได้พบ ได้เห็นโลกใหม่ๆ
ทั้งดีร้าย ผสมปนกันไปหมด
แต่สิ่งที่เจอบ่อย จากตื่นเต้น กลายเป็นคุ้นตา
คือคนตีกัน
ย่านที่ร้านอาหารตัวเองตั้งอยู่
ก็คล้ายๆสุขุมวิทซอยต้นๆ ผสมพัฒน์พงษ์
มีร้านนั่งดื่ม ผับเยอะแยะละลานตาไปหมด
ทีนี้พอมีร้านนั่งดื่ม ก็ต้องมีคนเชียร์แขกเป็นปกติ
แต่ที่นี่ คนเชียร์แขกไม่ได้นั่งเรียบร้อยในร้าน
ออกมาตกแขกกันหน้าตึก ใครเดินผ่านไปผ่านมา
ก็มาจูงจมูกเข้าร้านกันเป็นเรื่องปกติ
คนที่ทำงานเชียร์แขกส่วนมากเป็นฟิลิปปินส์
เล่ายาวไปเดี๋ยวเยิ่นเย้อ
เอาเป็นว่า วันนี้เจอลูกค้าญี่ปุ่น ถูกคนเชียร์แขก ฟิลิบปินส์บวกยากูซ่า
รุมทำร้าย ท้องศอก หมัด ผสมปนเป
คนเชียร์แขก กลุ่มมันมีเป็นร้อย แขกมีแค่คนสองคน
ยังดีที่ไม่หมาหมู่ ตัวตัว เสื้อผ้าเกี่ยว
สุดท้าย จบลงที่ตำรวจมา ด้วยความที่ฟิลิบปินส์เยอะ
พี่แก เลยให้ความเท็จ ว่าแขกญี่ปุ่นเป็นคนหาเรื่อง
ทั้งๆ ที่เห็นเต็มๆ ว่าแขกญี่ปุ่นไม่ได้ทำอะไรเลย
แต่ไม่รู้ว่า ความยุติธรรม ที่เราจะหยิบยื่นให้แขกญี่ปุ่นในวันนี้
ต้องแลกกับอะไร
ยากูซ่าพังร้านตัวเอง? พวกเด็กเชียร์แขก รุมกระทืบเราตอนหลัง?
ลูกค้าร้านแม่ลด เพราะแขกที่เป็นฟิลิบปินส์ สั่งเยอะมากต่อวัน?
ทำลงไปแล้ว แม่จะเครียดไหม อันนี้ติดใจมากสุด :05:
มั่นใจในความยุติธรรมของตัวเองมาก ก่อนมาญี่ปุ่น
ไม่กลัว หน้าอินทร์ หน้าพรหมที่ไหนอยู่แล้ว
แต่พอมาอยู่นี่ การให้ความช่วยเหลือคน กลับต้องชั่งใจด้วยความเหมาะสม
เลยรู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเองยังไงชอบกล
เลยอยากถามว่า เคยอยู่ในเหตุการณ์ที่ต้องชั่งใจอย่างงี้กันบ้างหรือเปล่า
และคำตอบคืออะไร ช่วย หรือ ปล่อยผ่านไป ไม่ใช่เรื่องของตู
สงสัยว่า อยู่ๆ ทำไมคนเชียร์แขกถึงไปตื้บลูกค้าได้อ่ะครับ :09:
เพราะคนพวกนี้ ถ้าไม่โดนกวนตีนหรือหาเรื่อง
เค้าจะไม่มีเรื่องกับลูกค้านี่ :09:
ส่วนตัวถ้าเห็นคนตีกันไกลๆ
จะตะโกนว่า ตำรวจมา!!! :07:
กรณีแบบนี้ โทรเรียกตำรวจดีที่สุดละมั้งครับ...
อย่างที่คุณปุกบอกว่า เข้าไปยุ่งนี่ไม่รู้ว่าเราจะโดนอะไรทีหลังบ้าง
(ยิ่งทำงาน-อาศัยอยู่ในย่านนั้นด้วย... เสี่ยงกว่ากรณีเดินผ่านไปเจอเฉยๆเยอะมาก)
อีกอย่าง เราไม่รู้ด้วยว่าเขามีเรื่องอะไรกัน เผลอๆอาจจะเป็นฝ่ายลูกค้าไปทำอะไรผิดเองก็ได้
กรณีแบบพี่ปุกเป็นเอ็มก็ไม่กล้าที่จะเข้าไปยุ่งหรอ (กลัว - -")
แต่ถ้าเจอในสถานะการอื่นก็ต้องดูก่อนว่าเราทำอะไรได้บ้าง
เข้าไปช่วยพูด หรือแจ้งตำรวจ หรืออะไรสักอย่างที่พอจะทำได้
แต่ที่แน่ๆ คงจะต้องมองถึงสวัสดิภาพของตัวเราเองด้วย (ทั้งทรัพย์สิน และร่างกาย)
ถ้าช่วยคนอื่นแล้วเราเดือดร้อนมาก ก็คงจะไม่ไหวเหมือนกัน
ง่ายๆ ถ้า ผมรู้จัก ผมช่วย
ถ้าใครกระทืบเพื่อนผม
ถ้าเพื่อนผมเลว ผมช่วยกระทืบมันซ้ำ
ถ้าเพื่อนผมดี ผมจะเอาตีนหลังซ้ายกั้น
โดดลอยตัว ถีบคู่กรณีด้วยตีนหลังขวา
แล้วใช้ปากคาบ ดึงเพื่อนผมออกมา
ส่วนตีนหน้าสองตีน ใช้โกยแน่บ
พากันออกมาจากสถานการณ์นั้น
..
ผม ไม่ได้ชอบเขียนให้คนงงเล่นหรอก
แต่สถานการณ์บางอย่าง มันทำให้เราสับสน
พอจับเอามาขยาย จึงต้องพิจารณาด้วยสติ
1. ชอบ รู้
2. รู้ ชอบ
3. รู้จัก ช่วยเหลือ
..
รู้ อาจจะมาก่อนชอบหรือหลังชอบก็ได้
แต่ รู้ ควรจะมาก่อนช่วยเหลือเสมอ
เพราะ ความชอบคือความรู้สึก เป็นความนิ่ง
แต่การช่วยเหลือนั้น ต้องอาศัยพลังงาน
กระบวนการรู้ สำคัญและมาก่อน กริยาช่วยเหลือทั้งปวง
ระหว่างการเรียนรู้ ให้แผ่เมตตา นี่คือการช่วยเหลือทางหนึ่ง
เพราะการช่วยโดยไม่รู้ เป็นกรรมชนิดหนึ่งที่ยังไม่แน่ว่าดีเลว
แต่การศึกษาเจริญปัญญา ก่อนช่วย เป็นบุญ เป็นกรรมดีแน่ๆ ดังที่กาปุกทำ
..
ถ้าผมรู้มูลเหตุทั้งหมด ถ้าผมรู้ว่าสิ่งที่ช่วยจะเป็นประโยชน์แก่โลกนี้อย่างแน่ชัด ผมจะช่วย
ป.ล. ผมไม่ใช่หสวงพี่ปลอมตัวมาแอ๊บเด็ก วุ้ย
ช่วย
แต่คงไม่ใช่ผ่าไปกลางวงเพื่อมีเรื่องกับพวกมาเฟียไปด้วย เดี๋ยวจะซวยเปล่า
ช่วยโดยการบังเอิญพบเห็นคนเจ็บแล้วนำมาปฐมพยาบาล และแจ้งตำรวจจากผู้หวังดีแต่ไม่ประสงค์ออกนาม
เรียกตำรวจดีกว่าครับ
สิ่งที่เจอคือ
ลูกค้าเค้าไม่ชอบที่คนเชียร์แขกมาลากแขนเค้า
ประมาณดึงๆ ลากไปร้านนั่งดื่มตัวเอง
พอไม่ชอบ ก็เลยสะบัดแขน ไอ้คนเชียร์แขกเลยไม่พอใจ
ด่าว่า งั้นมึงอย่ามาเดินแถวนี้ อย่ามายืนตรงนี้ ประมาณถิ่นกู
คนญี่ปุ่น เค้าจะถือเรื่องสิทธิอะไรเทือกนี้มาก
ยิ่งเป็นประเทศตัวเอง เจอคนต่างด้าวมาขับไล่ก็เลยไม่ไป
มีการเถียงกัน สุดท้ายมีญี่ปุ่นมุงคนนึงมาห้าม
ไอ้คนห้ามเจอกระทืบเละ นั่งแทกซี่หนีไปคนแรกเลย
ส่วนญี่ปุ่นตัวเก๋า ที่ไม่ยอมแพ้นี่ ก็เลยโดนศอกกระทุ้ง
ตบหัว เตะ ต่อย และมียากูซ่ามาช่วยคนเชียร์แขกอีกรอบ
สุดท้าย คนที่ซวยก็เรียกตำรวจมา แต่ประมาณว่าพอตำรวจมา
กลับเข้าข้างคนเชียร์แขก ตำรวจที่นี่ พึ่งพาไม่ได้เลย
ไม่ได้คอรัปชั่น แต่แค่ยานพาหนะ ที่ขับขี่มาจับผู้ร้าย
ใครเห็น ก็หมดความศรัทธา (ขี่จักรยานรุ่นคุณป้า
มีกล่องสีดำเล็กๆ ใส่พวกสมุดบันทึกประจำวัน
ที่ตะกร้าหลัง :08:)
คำถามคือ ถ้าไม่รู้จักมักจี่แขกญี่ปุ่นคนนั้น
จะช่วยฝ่าดงตีน ไปบอกตำรวจ ถึงความจริงที่เกิดขึ้นมะ
หรือปล่อยให้ ตำรวจเอาผิดผู้เคราะห์ร้ายคนนั้นเฉยๆ
การมีชื่ออยู่ใน บันทึกประจำวัน อาจทำให้ การขอยื่นวีซ่านักเรียน
ไม่ใสสะอาดก็ได้ ไม่รู้เหมือนกัน
เป็ฯผมผมไม่ช่วย
:31: ร้านเราอยู่กับที่ ...
ตอบยากเหมือนกัน
ถ้าตำรวจพึ่งพาไม่ได้ :31:
คิดไม่ออกจริงๆ ด้วยเงื่อนไขที่ีกลัววีซ่าแปดเปื้อน
ทำไมคนญี่ปุ่นคนนั้น ถึงได้ซวยขนาดนั้น :08:
ฟ้าเดาเอาว่า คงไม่มีใครกล้าไปช่วยใช่ไหม? พี่ปุกถึงเกิดคำถาม
ทั้งๆ ที่คนญี่ปุ่นน่าจะช่วยกันเองก่อน หมายถึงก่อนเราที่เป็นคนชาติอื่นแต่ไปอยู่บ้านเค้า
..
:05: ถ้าเป็นฟ้าฟ้าก็ทำอะไรไม่ถูกนะ
คือ คงงง และไม่เข้าใจเหมือนกัน
ธรรมชาติของบ้านเรา ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ คนเชียร์แขกโดนประชาทัณฑ์ไปแล้วมั๊ง .. :01:
ถ้ารู้จัก ผมช่วยนะ :37:
อ้างคำพูดจาก: ไอ้ชาร์ป>22 เมื่อ 25 พ.ค. 2008, 14:20 น.
ถ้ารู้จัก ผมช่วยนะ :37:
:22: นิสัยคนไทย งี้แหล่ะ
ถ้าเป็นเพื่อนเป็นพ้อง เป็นคนรู้จัก เราก็จะช่วย
ถึงพี่ฟ้า
นานาเพิ่งไปอ่านบล็อกนี้มาhttp://future7.exteen.com/ (http://future7.exteen.com/)
อ้างอิง
ผมถามว่า "ทำไมเห็นคนจักรยานล้ม แล้วคนญี่ปุ่นไม่ช่วย"
ตามสไตล์คนญี่ปุ่น ตอบอ้อมโลก และผมก็ยังจับประเด็นไม่ได้อยู่ดีว่าเพราะอะไร
แต่ที่พอจะได้คร่าวๆ สาวๆ สี่ห้าคนนั้นตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า "รู้สึกอาย"
ถ้าการช่วยเหลือผู้อื่นมันจะเป็นเรื่องน่าอาย ผมว่าคิดแบบนั้นมันก็แปลกเหมือนกันแหละ
แต่เค้าก็ให้คำตอบมาอีกอย่างว่า
การที่เค้าจะทะเล่อทะล่าไปช่วย อาจจะทำให้คนที่จักรยานล้ม "รู้สึกอาย"
มันก็คงอายจริงแหละ (บางทีก็อาจจะรู้สึกเจ็บมากกว่าอายในบางครั้ง)
แต่การแสดงการมีน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้มันแปลกตรงไหน?
เห็นเค้าว่าคนญี่ปุ่นเค้าไม่ชอบช่วยเหลือกัน จริงรึเปล่าึคะพี่ปุก :31:
ขอบคุณนานา :22: บลอกที่แนะนำมา น่าอ่านมาก
..
อาจารย์พี่หญิง อาจารย์พี่ฟ้าไปอยู่ญี่ปุ่น
เค้าก็เล่าว่า คนญี่ปุ่นจริงๆ แล้วหามีน้ำใจได้น้อย ด้วยเมืองมันพัฒนาตัวเองสุดๆ
ทุกคนจะคิดถึงตัวเองก่อน โดยเฉพาะในโตเกียว แก่งแย่งแข่งขันสุดๆ
ได้แต่ฟังมาอ่ะนะ ไม่เคยไป :01:
ถ้าเป็นคนรู้จัก ผมจะไปตามคนรู้จักมาช่วย :37:
ตอบแบบคนเห็นแก่ตัวเลยนะปุก
ช่วยได้ หรือช่วยแล้วตัวเองไม่เดือดร้อนก็ช่วยไป
ถ้าช่วยแล้วตัวเองลำบาก ก็ไม่รู้จะเอาตัวเองไปเดือดร้อนทำไม
ตัวเราไม่ได้หมายความแค่เรา แต่หมายรวมไปถึงครอบครัวและคนใกล้ชิดนะ
แต่ ถ้าเพื่อนตู ตูก็ช่วยยันตัวตายเหมือนกัน :37:
แต่ถ้าศัตรูตูช่วยกระทืบซ้ำ :30:
สมัยเรียนมหาลัย ต้องเมาเดินผ่านสนามหลวงตอนดึกๆอยู่บ่อยๆ
แถวๆนั้นก็จะมีคนโดนกระทืบอยู่บ่อยๆเช่นเดียวกัน
ซึ่งผมไม่เคยคิดจะเข้าไปยุ่งเลย 555
แต่ถ้าเป็นเพื่อนโดน ผมก็คงจะรีบวิ่งไปที่คณะละมั้ง
ถ้าเป็นเมื่อก่อน เวลาเกิดเหตุการณ์อะไรก็ชอบเข้าไปยุ่งอยู่บ่อยๆ
แต่เดี๋ยวนี้ ถ้าไม่รู้สาเหตุ ก็จะอยู่เฉยๆ แต่ถ้ารู้สาเหตุก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะทำไง
แต่ถ้าเป็นเพื่อน ละถึงไหนถึงกัน หมายถึงวิ่งหนีนะ
เคยโดนเด็กเส้นไล่ตี ตอนทำงาน วิ่งกันไปกันคนละทิศละทางเลย :30:
พอตอนเช้าค่อยมาตามข่าวกันอีกที :37:
ช่วยแบบห่างๆ อย่างห่วงๆ ค่ะ
คือถ้าเราเดือดร้อนมากก็ไม่ช่วย
ต้องดูสถานการณ์ตอนนั้นด้วยอ้ะ
คล้ายๆ กำนัน แม้นนะ
ถ้าเป็นเพื่อนผมถูกตื้บ
เพื่อนถูกหรือผิดไม่รุ่ช่วยเพื่อนก่อน
เรื่องอื่นเคลียร์กันทีหลัง
คงดูสถานการณ์รอบๆก่อนเหมือนพี่เดือนน่ะค่ะ
เราช่วยเค้าได้ แต่เราก็ต้องระวังตัวเราเองด้วย
ลืมบอกไป แถวๆนั้น มีพวกของเด็กเชียร์แขก ราวๆ ร้อยคน :07:
ถึงได้บอกว่า ถ้าจะช่วยแขกญี่ปุ่นคนนั้น คือต้องฝ่าคงตีนจริงๆ
ปกติเห็นยืนกัน สิบกว่าคน แต่มีวันนึง พวกพี่แกมีเรื่องกันเอง
โทรมือถือตามกันสี่ห้านาที ออกมาจากซอกจากหลืบร่วมสองร้อยคนได้
ถามว่าคนญี่ปุ่น มีน้ำใจไหม
คำถามนี้ ถ้าถามตอนพี่มาญี่ปุ่นเดือนแรกๆ พี่ตอบได้เลย แม่งแล้งน้ำใจโคตรๆ
ผู้ชายขึ้นรถไฟใต้ดิน ผู้ชายใส่สูทนั่ง ผู้หญิง คนแก่ ยืนกันเต็มไปหมด
ถึงกับมีมุขภายใน ประมาณว่า พวกมนุษย์เงินเดือน
ถ้าเห็นเพื่อนร่วมงาน หรือ รุ่นพี่ที่ทำงาน จะลุกให้นั่งทันที
ถ้าเจอแฟนตัวเอง จะให้ยืน เพราะผู้หญิงวันๆ ไม่ทำอะไร
แค่ชอปปิ้ง คงไม่เมื่อยหรอก ไม่เหมือนพวกมนุษย์เงินเดือน ทำงานแทบตาย
พอสิ้นเดือน เอาเงินให้เมียหมด เป็นตลกทั้งน้ำตา :43:
พอผ่านมาหลายเดือน เริ่มชินกับชีวิตที่นี่
พอผ่านมาเป็นปี เริ่มเข้าใจความคิดความอ่านของคนเหล่านี้มากขึ้น
การเอาไม้บรรทัดของสังคม และ วัฒนธรรมตัวเอง
มาตัดสิน ว่าชาติอื่นดีไม่ดี มีน้ำใจ แล้งน้ำใจ ไม่ใช่เรื่องถูกเท่าไหร่
ประเทศไทย สอนให้ผู้ชายต้องเสียสละ ไม่ได้แปลว่าประเทศอื่นต้องเป็นเช่นนั้น
คนไทยใจดี แต่ทำไมคนไทยฆ่ากันล่ะ
คนญี่ปุ่น สอนให้คนในประเทศของเขา พึ่งพาตนเองเสียก่อน
ทำอะไรด้วยตัวเอง วัฒนธรรมเค้าจึงไม่ค่อยมาคิดเล็กน้อย กับการลุกให้อีกฝ่ายนั่งเท่าไหร่
แต่สิ่งที่รับไม่ค่อยได้ และสามารถใช้ไม้บรรทัดโลกมาวัดนิสัยแปลกประหลาดของคนที่นี่คือ
ปัญหาสังคมสุดอุบาทว์ ที่เป็นข่าวเด็ดทุกวันของชาตินี้คือ
ทะเลาะกัน แล้วไปฆ่าลูก ฆ่าพ่อ ฆ่าแม่ของอีกฝ่าย :07:
อันนี้เหี้ยมากเลยล่ะ ประมาณ สู้ไม่ได้ ฆ่าโคตรมันเล่นดีกว่า
มีเรื่องฆ่าเด็กให้ดูทุกวัน จนเอือม ตัดหัวบ้าง เอาไปทิ้งคลองบ้าง
อาวุธที่ใช้มากสุดคือ มีด แทงเข้าไม่นับแผล กับเด็กหน้าใสๆ
ตัวน้อยๆ นี่บ่อยมาก :16:
:05: ฟังแล้วหดหู่อ้ะพี่ปุก
ตอนไป จั๊วเคยนั่งตรงที่นั่ง priority seat ครั้งนึง
แล้วมีคนพิการใส่ขาเทียม ผู้หญิง เดินเข้ามาจากสถานีนึง
จั๊วก็ลุก จะให้เค้านั่ง เค้ามองหน้าแบบ.... :08: แล้วก็เดินหนีไปทางอื่น :39:
แต่ไปอ่านบล็อคของคนที่นานาเอามาโพสต์แล้วเข้าใจขึ้นเยอะเลย
ถ้าจะลุกให้เค้านั่ง ต้องมองตาเค้าก่อน แล้วพูดเชื้อเชิญให้นั่ง
ถ้าเค้าบอกไม่นั่ง เราต้องยิ้ม แล้วขอร้องให้เค้านั่ง :30:
มารยาทที่นี่เยอะมาก มากแบบมากชิบหาย
และร้อยละแปดสิบของมารยาท คือ การโกหก เพื่อทำให้คู่สนทนาสบายใจ
ถ้านับถือพุทธแบบเรา ไม่รู้ต้องตกนรกขุมไหนแล้ว :25:
อ้างคำพูดจาก: นศพ.กาปุก เมื่อ 25 พ.ค. 2008, 04:26 น.
ตั้งแต่มาเริ่มทำงานพิเศษ ก็ได้พบ ได้เห็นโลกใหม่ๆ
ทั้งดีร้าย ผสมปนกันไปหมด
แต่สิ่งที่เจอบ่อย จากตื่นเต้น กลายเป็นคุ้นตา
คือคนตีกัน
ย่านที่ร้านอาหารตัวเองตั้งอยู่
ก็คล้ายๆสุขุมวิทซอยต้นๆ ผสมพัฒน์พงษ์
มีร้านนั่งดื่ม ผับเยอะแยะละลานตาไปหมด
ทีนี้พอมีร้านนั่งดื่ม ก็ต้องมีคนเชียร์แขกเป็นปกติ
แต่ที่นี่ คนเชียร์แขกไม่ได้นั่งเรียบร้อยในร้าน
ออกมาตกแขกกันหน้าตึก ใครเดินผ่านไปผ่านมา
ก็มาจูงจมูกเข้าร้านกันเป็นเรื่องปกติ
คนที่ทำงานเชียร์แขกส่วนมากเป็นฟิลิปปินส์
เล่ายาวไปเดี๋ยวเยิ่นเย้อ
เอาเป็นว่า วันนี้เจอลูกค้าญี่ปุ่น ถูกคนเชียร์แขก ฟิลิบปินส์บวกยากูซ่า
รุมทำร้าย ท้องศอก หมัด ผสมปนเป
คนเชียร์แขก กลุ่มมันมีเป็นร้อย แขกมีแค่คนสองคน
ยังดีที่ไม่หมาหมู่ ตัวตัว เสื้อผ้าเกี่ยว
สุดท้าย จบลงที่ตำรวจมา ด้วยความที่ฟิลิบปินส์เยอะ
พี่แก เลยให้ความเท็จ ว่าแขกญี่ปุ่นเป็นคนหาเรื่อง
ทั้งๆ ที่เห็นเต็มๆ ว่าแขกญี่ปุ่นไม่ได้ทำอะไรเลย
แต่ไม่รู้ว่า ความยุติธรรม ที่เราจะหยิบยื่นให้แขกญี่ปุ่นในวันนี้
ต้องแลกกับอะไร
ยากูซ่าพังร้านตัวเอง? พวกเด็กเชียร์แขก รุมกระทืบเราตอนหลัง?
ลูกค้าร้านแม่ลด เพราะแขกที่เป็นฟิลิบปินส์ สั่งเยอะมากต่อวัน?
ทำลงไปแล้ว แม่จะเครียดไหม อันนี้ติดใจมากสุด :05:
มั่นใจในความยุติธรรมของตัวเองมาก ก่อนมาญี่ปุ่น
ไม่กลัว หน้าอินทร์ หน้าพรหมที่ไหนอยู่แล้ว
แต่พอมาอยู่นี่ การให้ความช่วยเหลือคน กลับต้องชั่งใจด้วยความเหมาะสม
เลยรู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเองยังไงชอบกล
เลยอยากถามว่า เคยอยู่ในเหตุการณ์ที่ต้องชั่งใจอย่างงี้กันบ้างหรือเปล่า
และคำตอบคืออะไร ช่วย หรือ ปล่อยผ่านไป ไม่ใช่เรื่องของตู
ไม่ช่วยครับ
เราไม่รู้ที่มาที่ไป จะลำบากไปด้วย
ผมเคยโดนรุมกระทืบที่สะพานสูง เตาปูน หลับคาตีนแถวนั้น
ไม่มีคนกล้าช่วย
ผมเคยกระทืบวินมอไซต์หน้าปากซอยใครอย่ามาช่วย โดน
ตอนนี้เรียบร้อน :21:
ควรจะดูสถานการณ์ก่อน แต่โดยมากจะไม่ค่อยช่วยใคร ถ้าไม่ใช่คนที่สนิท (ตรูเป็นคนใจดำ)
ถ้าเป็นในที่อโคจรแบบนั้น แล้วมีใครโดนกระทืบ เกิดเราไปช่วยคนที่ไม่รู้จักกันเลย
ก็มีแต่จะหาเรื่องให้ตัวเอง เรียกตำรวจดีเป็นอะไรที่ดีที่สุดแล้ว
เราไม่ใช่ซุปเปอร์ฮีโร่ที่จะเข้าไปช่วยใครในทุกๆเรื่อง
ถ้าเป้นสไปเดอร์แมนก็ว่าไปอย่าง จริงรึเปล่า
หรือว่าเอาสถานการณ์ง่ายๆ สมมุติว่าเจอเด็กช่างกลรุมกระทืบใครสักคนอยู่
ก่อนที่คิดจะช่วยควรจะดูคนที่ถูกกระทืบว่ามีลักษณะท่าทางเป็นยังไง
ถ้าเป็นคนที่ลักษณะเกเร หรือเป็นเด็กแสบๆ ก็ปล่อยมันโดนไป
แต่ถ้าดูแล้วคนที่ถูกกระทืบเป็นคนที่ไม่มีพิษสง ก็เรียกตำรวจ
ซึ่งบางทีตำรวจไทยเห็นนักเรียนตีกันก็ไม่สนใจอะไรมาก
เพราะกลัวโดนลูกหลงมีด ไม้ ปืน ของไอ้พวกนี้เหมือนกัน
ส่วนไอ้ที่กรณีควรจะแส่หาเรื่องช่วย มันก็อาจจะมีบ้าง และควรเป็นในลักษณะตัวต่อตัว
(ถ้าตัวๆไม่เคยกลัวใคร ต่อยได้หมด)
เช่น ไล่จับโจรวิ่งราว,ไกล่เกลี่ยเวลาผู้ชายทำร้ายร่างกายผู้หญิงในที่สาธารณะ
ไอ้ที่ว่ามานี่ภูมิใจเล็กน้อยว่าเคยแส่หาเรื่องช่วยมาแล้ว
จริงๆก็น่าจะรวมเรื่องเล็กๆน้อยๆอย่างพาคนตาบอดข้ามถนน อะไรทำนองนี้ที่ควรจะช่วยเหลือเขา
แต่ไอ้เรื่องท้ายสุดนี่ต้องเป็นบางกรณี บางทีผัวเมียเขาทะเลาะกัน โดนทั้ง 2 คนรุมด่าก็มี สรุปคือซวย
อ้างคำพูดจาก: นศพ.กาปุก เมื่อ 25 พ.ค. 2008, 23:42 น.
ถ้าจะลุกให้เค้านั่ง ต้องมองตาเค้าก่อน แล้วพูดเชื้อเชิญให้นั่ง
ถ้าเค้าบอกไม่นั่ง เราต้องยิ้ม แล้วขอร้องให้เค้านั่ง :30:
มารยาทที่นี่เยอะมาก มากแบบมากชิบหาย
และร้อยละแปดสิบของมารยาท คือ การโกหก เพื่อทำให้คู่สนทนาสบายใจ
ถ้านับถือพุทธแบบเรา ไม่รู้ต้องตกนรกขุมไหนแล้ว :25:
เหมือนเคยอ่านการ์ตูนของคนวาด hesheit บรรยายลักษณะคนญี่ปุ่นยังงี้เลย :41:
ตูรู้แต่ในละแวก ซอยร้านตูนะปุก
คือจะไม่ช่วย เพราะโดย 90 % คนกินยำทีน นี่จะผิด
บางที บางร้านก็เกิดการปิดประตูตีแมว เช่น พวกนักข่าวไร้จรรยาบรรณ
สมัยร้านตูรุ่งเรือง
ร้านตูเคยโดนหน้าม้าประมาณว่ามาตรวจแล้วไม่เจออะไร พี่แกเลยโรยผง แล้วก็ทำว่าเจอยาเสพติด
แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพราะมวยคนละชั้น (เสียดายไม่ได้กระทืบมัน มาใส่ร้ายร้านตู)
ในส่วนของคนต่างชาติ ถ้าเห็นว่าซ้อมผู้หญิงไทย ด้วยสาเหตุอะไรก็ช่าง จะมีคนไทยปรี่เข้าไปช่วยทันที
พี่วินมอเตอร์ไซค์มั่ง คนขายข้าวมั่งอะไรแบบนี้ :22:
ถ้าเป็นเพื่อน..ช่วยค่ะ ทุกวิถีทางเท่าที่จะทำได้ โดยไม่คำนึงถึงสิ่งใดทั้งสิ้น นอกจากเอามันออกมา
ถ้าเป็นคนอื่น.. ดูสถานการณ์ค่ะ
คิดเหมือนหลายๆคนว่า ช่วย แต่ช่วยแล้วเราต้องไม่เดือดร้อน
ถ้าช่วยแล้วตัวเองเดือดร้อน อยู่เฉยๆดีกว่า
อาจจะฟ้องตำรวจให้ แต่ก็อย่าให้มันรู้ว่าเราฟ้อง
เพราะว่านั่นก็สาเหตุให้เราโดนตีนเหมือนกัน
ไม่ช่วยแน่นอนครับ เราจะเดือดร้อนแบบเบาก็โดนด่าแบบหนักก็บาดเจ็บหรือถึงชีวิตได้
อย่าเอาชีวิตไปเสียง ...ไม่คุ้ม :40:
--------
ขนาดแถวที่พักผมมันมีร้านเพิงหมาแหงน กินเหล้ากันดึกดื่นยังไม่กล้าบอกตำรวจมาดูเลย
เคยเล่าให้แม่ฟัง แม่ก็บอกไม่ต้องสนใจ เผื่อมันรู้ว่าเราฟ้อง เราอาจจะซวยได้
ประเด็นน่าตอบมีเยอะมาก ๆ
1. เจอคนไม่รู้จักถูกเล่นงาน จะช่วยมั้ย
ต้องแยกช้อยส์ ว่าช่วยแบบไหน
1. แบบสอดปากขึ้นทันที
2. เอาร่างกายเข้าไปเสี่ยง ตะลุมบอนกับมัน
หรือ 3. แอบช่วยแบบไม่ให้ใครรู้
คำตอบคือ ดูตามสถานการณ์ ถ้าตัวเองกลัวมาก ดูแล้วหวั่นว่าจะเอาตัวรอดไม่ได้ ก็มักจะทำข้อ 3.
แต่ถ้าเราดูแล้วกูเอาตัวรอดได้แน่ หรือ ดูแล้วตูแรงเยอะกว่ามัน ถ้ามีเรื่องลงไม้ลงมือ ภัยถึงตัว จะป้องกันตัวได้ หรืออัดมันกลับได้ ก็ช่วยแบบ 1. ก่อน แบบ 2. เก็บไว้ฉุกเฉินจริง ๆ
โมจิยังไม่เคยเจอในสถานการณ์คอขาดบาดตายแบบจัง ๆ หน้าอย่างกาปุกค่ะ
เคยแต่เห็นเพื่อนผู้ชาย แก๊งหลังห้อง (สมัยนั้นโมจิยังอยู่ม. ต้น) มันแกล้งเพื่อนผู้ชายคนนึง
แกล้งแบบเอ็นดูแหละ แต่แม่งเล่นโคตรเจ็บ คือ 4-5 คนวิ่งกรูกันเข้ามาทุบ ๆ ๆ ๆ เพื่อน
(ด้วยความหมั่นเขี้ยวหรือเป็นบ้าอะไรของมันก็ไม่อาจทราบได้ :37:)
แล้วมันก็จะกระจายกันหนี ให้ไอ้คนโดนทุบยืนมึน ไม่รู้จะเอาคืนที่ใครด้
สักพักมันก็วิ่งกันเข้ามาทุบใหม่
พอมันทำรอบที่ 2 โมจิก็โดดเข้าไปขวางกลางวงแล้วด่ามัน
ทุกคนแยกวงค่ะ เหลือหัวโจกคนนึงทำหน้าตาไม่ยอมเชื่อ เข้ามาแกล้งเต้นฟุตเวิร์ค ทำท่าเหมือนจะต่อย
(มันแค่ทำท่าต่อยอากาศเฉย ๆ จริง ๆ ประมาณว่าคงอยากเห็นโมจิร้องไห้วิ่งหนี หรือร้องกรี๊ด ๆ กลัว)
โมจิก็กลัวนะ (กลัวจริง ๆ ไม่ได้ล้อเล่น) กลัวมากด้วย....ก็เลยสะดุ้งที่เขาขยับตัว ทิ่มมือออกมาข้างหน้ากะทันหัน
ผลคือเผลอเตะออกไป
โดนที่ไหนไม่โดน เสือกโดนกล่องดวงใจเพื่อนพอดี
:39: นั่งหน้าเขียวเลยดิคะ
ซวยสุด ๆ เลย ไม่รู้จะว่าไงแล้ว.... ไม่ได้เจตนาจริง ๆ สาบานได้
สรุปว่าอยู่ในห้องเรียน ถ้าเห็นอะไรผิด หรือไม่ดี จะพูดขึ้นทันที เพราะไม่กลัวใคร
และเพราะรู้อยู่แก่ใจว่า เพื่อนผู้ชายถึงมันจะเกเรแค่ไหน
แต่ก็ยังไม่เหี้ยถึงขนาดลงมือกับเราได้
เราจึงพูดอะไรตามที่คิดเห็นได้อย่างไม่ต้องอดกลั้น
อีกหนตอนม.ต้นเหมือนกัน บังเอิญเดินอยู่หลังโรงยิม
เห็นรุ่นพี่หน้าตาเหมือน ม.6 เดินประกบพารุ่นน้อง (สงสัย ม.4) ไปทางห้องน้ำหลังตึกเรียน
คือท่าเดินก็ไม่มีอะไรแปลก โอบคอกันไปเหมือนรักกัน แต่หน้าคนที่ถูกประกบดิ ปากเจ่อ
แบบว่าเหมือนเพิ่งโดนต่อยมา แล้วก็หน้าเหยเกมาก ๆ ปานจะร้องไห้
ลองหันไปแอบดูหน้าไอ้รุ่นพี่บ้าง โห สีหน้าโคตรชั่ว....
และถ้าจำไม่ผิด ได้ยิบเค้ากระซิบขู่เข็ญอะไรไม่รู้
แต่คือฟังปุ๊บรู้และตัดสินใจทันที ว่าไอ้รุ่นพี่นี่ผู้ร้ายแน่ ไม่ใช่พรเอก
โมจิเลยวิ่งไปเรียกอาจารย์พละในห้องพักของโรงยิม บอกว่าเห็นแบบนี้ ๆ เดินไปทางห้องน้ำ
อาจารย์ก็รีบวิ่งออกไป
โมจิไม่กล้าอยู่ดูผลด้วยซ้ำ....ฟ้องเสร็จก็ไปเลย
ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าช่วยสำเร็จมั้ย อาจารย์ไปเจอจริงหรือเปล่า
มานั่งคิดดูก็รู้สึกว่าโมจิช่วยเค้าด้วยความเห็นแก่ตัว คือให้ตัวเองสบายใจว่าได้ทำอะไรบ้าง.... เท่านั้นเอง
2. ถ้าคนไม่รู้จักเจอแบบนี้ แล้วโดนปรักปรำทั้ง ๆ ที่ไม่ผิด จะไปบอกความจริงตำรวจมั้ย
ถ้าเป็นเรื่องที่เกิดในถิ่นที่ไม่เกี่ยวกับเรา ไม่ใกล้ที่อยู่หรือที่ทำงานเรา
คู่อริไม่รู้จักเรา.... และแทบไม่มีโอกาสตามมาเจอเรา
ยังไงก็ต้องสอดปากขึ้นแน่ ๆ ค่ะ :37: ทนไม่ได้เด็ดขาด
แต่ในสถานการณ์แบบกาปุก ตอบทันทีค่ะว่า ไม่
อย่างน้อยก็ไม่ใช่ทันทีในขณะนั้น ขณะที่คู่กรณียืนสลอนเห็นทุกอย่าง
ถ้าจะบอก จะไปบอกตำรวจในที่ที่พวกมันไม่อาจรู้ได้
ส่วนการมีชื่อในบันทึกประจำวันแล้วอาจมีปัญหากับวีซ่า
โมจิคิดว่าไม่น่าเป็นไร เพราะเราเป็นแค่พยาน ไม่ได้ไปก่อคดีกับเขา
น้องชายเคยโดนยึดมีดปีกผีเสื้อที่สนามบินญี่ปุ่น
(มันติดไปในกระเป๋าโดยไม่ได้เจตนาจริง ๆ ขาไปไม่มีอะไร มาโดนเครื่องตรวจเจอตอนขากลับ :08:)
พอยึดมีดเสร็จ ก็ถูกพาไปห้องคุยกับตำรวจ โดนจดบันทึกประจำวัน
ตอนไปขอวีซ่าอีกที โมจิก็ไปถามเจ้าหน้าที่กงศุล ว่า ปีที่แล้วมีแบบนี้ ๆ ๆ จะมีปัญหามั้ย
ถามเขาว่าตรงช่องประวัติอาชญากรรม ต้องติ๊กว่ามีหรือเปล่า?
เจ้าหน้าที่หัวเราะ แล้วบอกว่าไม่ มันต้องเป็นคดีใหญ่กว่านี้ แค่นี้ไม่นับ....
(ไอ้เราก็หลงหวาดผวาอยู่ได้ตั้งนาน :08:)
แต่ในความเป็นจริง ไม่มีทางหรอกที่เราจะไปเป็นพยานได้โดยคู่กรณีไม่รู้ ไม่เห็นหน้าเรา :37:
เพราะฉะนั้น ถ้าไปเจอเรื่องนี้กับตัวเอง สุดท้ายก็คงนิ่งเงียบเหมือนกัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกาปุกไม่ได้แค่เดินผ่านแถวนั้น....
แต่ต้องอยู่ประจำที่นั่น หลังเกิดเรื่องแล้วก็ยังต้องเป็นเป้านิ่งอยู่ในถิ่นนั้นต่อ
3. เรื่องน้ำใจ
เคยไปไม่กี่วันเท่านั้น นานสุดก็ 10 วัน
เท่าที่เห็นและเจอ กลับเห็นแย้งกับคนอื่น คือรู้สึกว่าเขามีน้ำใจมาก
ไปไหนมีแต่คนคอยช่วยเหลือเรา
ถ้าหลงทางหรืองงอะไร ลองหยุดยืนทำหน้าโง่ ๆ สักแป๊บ
มันต้องมีคนวิ่งเข้ามาถามทันทีค่ะว่า มีอะไรให้ช่วยมั้ย
แต่เรื่องอายที่จะทำความดี (เช่น ลุกให้คนอื่นนั่งในรถไฟ) เห็นด้วยค่ะว่าจริง
เคยเห็นหลายครั้งแล้ว ที่คนคนหนึ่งทำท่าอยู่ไม่สุข
ยุกยิกแบบเห็นชัดเลยว่าเขาคิดอยากสละที่นั่งให้อีกฝ่าย
แต่ก็ทำท่าคิดหนักเหมือนกลัวอะไร แล้วสุดท้ายก็ไม่ลุก....
บางคนแกล้งลุกไปยืนที่ประตู ทำไก๋ว่าจะลง เพื่อให้คนตรงหน้าได้นั่ง แต่ที่จริงตัวเองอยู่ต่อจนสุดสาย.... :08: :07:
เราก็ เออ เนอะ.... ทำไมต้องเสแสร้งขนาดนี้ มันน่าอายมากหรือไงหว่า
แต่จะว่าไป ลักษณะคนญี่ปุ่น ส่วนมากเขาจะอ่อนน้อมถ่อมตน
ยกย่องอีกฝ่ายมาก และไม่โอ้อวด
ไม่แน่ว่าเขาอาจจะมีความรู้สึกลึก ๆ ว่า การช่วยเหลือคนอื่นในที่ที่คนเห็นมาก ๆ
มันคล้ายการโอ้อวด ก็เลยไม่กล้าที่จะทำ และทำแล้วจะรู้สึกอายมากกว่าภูมิใจ รึเปล่า?
แต่พอลับหลังคนอื่น หรือเวลาไม่มีใคร ดันแย่งกันทำดี :41:
หรือถ้าทำความดีแบบคนอื่นไม่สังเกตเห็นจะกล้าทำมากกว่า
(อย่างบอกทางให้นักท่องเที่ยว มันไม่เด่นและไม่เป็นเป้าสายตาเท่าสละที่นั่งในรถโดยสาร)
อันนี้ก็เดาเอาจากที่เคยพบเจอมากับตัวนะคะ
อ่านตอนแรกแล้วไม่รู้จะตอบยังไง พอดีนึกได้เลยเข้ามาตอบค่ะ
คิดว่าถ้าเป็นในสถานการณ์แบบน้องปุกเลย คงไม่ทำอะไรแน่ๆ คือมันคงต่อสู้กันในใจว่าอยากช่วย แต่จะทำได้ยังไง
เพราะว่าสิ่งแวดล้อมและผู้คนทั้งหมดเป็นปัจจัยที่ไม่คุ้นเคย อย่างน้อยถ้าเป็นเรื่องกันแถวบ้านเรา ยังพอนึกออกว่า
เหตุการณ์หลังการตัดสินใจที่จะทำอะไร หรือไม่ทำอะไร ของเรามันจะเกิดขึ้นอย่างไร แต่ถ้าปัจจัยรอบๆ ตัวไม่คุ้นเคย
ประเมินแล้วไม่คุ้มค่าที่จะเสี่ยง กับช่วงเวลากระทันหัน คงจะไม่ผลุนผลันทำอะไรลงไปแน่ๆ ค่ะ
แอ้ทำงานก่อสร้าง มีเหตุการณ์แบบนี้หลายครั้ง ครั้งที่รุนแรงที่สุดคือตำรวจมากันหลายๆ คน จะมาลากเอาลูกน้องแอ้ไปตื้บ
ครั้งนั้นเข้าไปขวางค่ะ เพราะว่าลูกน้องคนนี้เป็นมือขวาที่ต้องทำงานด้วยกันทุกวัน ถ้าขาดเขาไปงานจะมีปัญหา
เห็นแก่ตัวเหมือนความรู้สึกของโมจิเลยค่ะ เห็นแก่งาน แต่ก็ช่วยเขาไว้ ทั้งๆ ที่เป็นผู้หญิงนี่แหละ ไม่ได้ใช้กำลังด้วย
ทำยังไงน่ะเหรอ .. แอ๊บแบ๊วค่ะ ถามตำรวจว่าจะมาพาเค้าไปทำไมเหรอค้า เอาไว้พรุ่งนี้คุยกะเจ้านายหนูดีมะค้า
(ขออนุญาตภาษาวิบัติให้เข้ากับเหตุการณ์) แล้วคุมเชิงอยู่อย่างนั้น คือยืนขวางเลยน่ะค่ะ จ้องกันอยู่ชั่วโมงกว่าได้มั้ง พวกเขาก็ไป
ที่ทำได้เพราะเหตุการณ์มันเกิดในบ้านเรา เลยพอจะเดาทางออกว่าทำยังไงถึงจะรอดได้ค่ะ
ตอนพี่โมจิทำวิทยานิพนธ์จะได้เล่มหนาแค่ไหนเนี่ย :44:
บางครั้ง ความหวาดกลัว
ก็ทำให้คนดี ค่อยๆจางหายไปในสังคมเหมือนกันเนาะ
:12: ใช่ค่ะปุก โดนใจจริงๆ
ประมาณนั้นแหละปุกเอ๊ย :05:
สมัยก่อนเคยคิดว่า
คนเราเกิดมาหนเดียว ตายหนเดียว คิดอะไรมากมาย
ทำอะไร ไม่เคยหวาดกลัวใคร ไม่สนใจใครด้วยซ้ำ
ความคิดกูคือคำตอบสุดท้าย คิดแบบนั้นมาตลอด
ใครจะพูดปากเปียกแฉะ ว่าโตขึ้น ความคิดจะเปลี่ยนไปเอง ก็ไม่เคยเชื่อ
ดันทุรัง กับความคิดบ้าบอตัวเอง ไม่รับฟังอะไร
ตั้งแต่มาเรียนที่นี่
ระบบการเรียน ระบบสังคม สอนให้คิดถึงส่วนร่วมก่อน ตัวเองมาทีหลัง
แค่การเริ่มต้นการสนทนาภาษาญี่ปุ่น แทบทุกประโยค จะเริ่มจากการขอโทษ
ขอโทษที่รบกวนเวลา ขอโทษที่เสียมารยาท ขอโทษนะคะ ลุกให้นั่งแล้ว จะนั่งไหม :30:
ก็ลองคิดดูเอง จากคนไทย บ้านฐานะไม่ได้ย่ำแย่ เรียนในมหาลัยที่อีโก้ติดเพดานบน
ถึงจะผิด แต่จะให้ขอโทษอะไรใคร ศักดิ์ศรีค้ำคอตายห่าน พูดยาก ปานให้กลืนบอระเพ็ด
พอมาอยู่ที่นี่ ในช่วงแรกๆ ปรับตัวไม่ได้เลย จะตายเอา
อยู่มาสักพัก เริ่มชิน เริ่มเข้่าใจวัฒนธรรม
การคิดถึงคนอื่นก่อนบ้าง ไม่ได้ทำให้ศักดิ์ศรีตัวเองน้อยลง
แต่ทำให้สังคม และคนรอบข้างดีขึ้น
เออ เอ็งเก๋า เอ็งเก่ง แต่ถ้าเอ็งตายไป ใครจะเสียใจบ้าง
พอหัดคิดถึงคนอื่นจนถนัดแล้ว ก็เริ่มคิดถึงเวลาจะทำอะไรไป
ใส่ใจหาคนรอบข้าง คนที่เรารัก และคนที่รักเรา
รู้สึกว่ามาอยู่นี่ เป็นคนดีขึ้น ไม่ได้กลายเป็นญี่ปุ่นจ๋า
ที่ขอโทษดะไปหมด จนความจริงใจในคำขอโทษมันจืดจาง
แต่พูดคำว่าขอโทษ แบบใส่ใจ และจริงใจ โดยไม่กระดากปาก กระดากใจอีกแล้วล่ะ
อ้างคำพูดจาก: นศพ.กาปุก เมื่อ 26 พ.ค. 2008, 22:00 น.
บางครั้ง ความหวาดกลัว
ก็ทำให้คนดี ค่อยๆจางหายไปในสังคมเหมือนกันเนาะ
คนดีไม่หายไปไหน แต่สังคมทำให้การแสดงความดีเปลี่ยนรูปแบบ
อาจจะเป็นเพราะคุณค่าบางอย่างมันเปลี่ยนไป
ถ้าคุณค่ามันชัดและง่าย ไม่ซับซ้อน สับสน
คนก็ย่อมแสดงความดีได้ง่าย
เรื่องแบบนี้ ถ้าอยู่ในเมืองเล็กที่คนรู้จักกันหมด
รับรองว่าช่วยได้ง่าย และไม่ลังเล
เนื่องจากมีระบบประกันชีวิตแบบชาวบ้านๆ
ค่านิยม การแสดงความดีในแต่ละที่ไม่เหมือนกัน
ไม่มีความดี ในนรก
..
อย่าเพิ่งไว้ใจ ว่าคนที่เราช่วยนั้น เป็นคนที่น่าช่วยสมควรช่วย
คนดีมักแคล้วคลาด และไม่เคยทำตัวให้ระคายบาทาจิ๊กโก๋
อ้างคำพูดจาก: นศพ.กาปุก เมื่อ 26 พ.ค. 2008, 22:21 น.
สมัยก่อนเคยคิดว่า
คนเราเกิดมาหนเดียว ตายหนเดียว คิดอะไรมากมาย
ทำอะไร ไม่เคยหวาดกลัวใคร ไม่สนใจใครด้วยซ้ำ
ความคิดกูคือคำตอบสุดท้าย คิดแบบนั้นมาตลอด
ใครจะพูดปากเปียกแฉะ ว่าโตขึ้น ความคิดจะเปลี่ยนไปเอง ก็ไม่เคยเชื่อ
ดันทุรัง กับความคิดบ้าบอตัวเอง ไม่รับฟังอะไร
ตั้งแต่มาเรียนที่นี่
ระบบการเรียน ระบบสังคม สอนให้คิดถึงส่วนร่วมก่อน ตัวเองมาทีหลัง
แค่การเริ่มต้นการสนทนาภาษาญี่ปุ่น แทบทุกประโยค จะเริ่มจากการขอโทษ
ขอโทษที่รบกวนเวลา ขอโทษที่เสียมารยาท ขอโทษนะคะ ลุกให้นั่งแล้ว จะนั่งไหม :30:
ก็ลองคิดดูเอง จากคนไทย บ้านฐานะไม่ได้ย่ำแย่ เรียนในมหาลัยที่อีโก้ติดเพดานบน
ถึงจะผิด แต่จะให้ขอโทษอะไรใคร ศักดิ์ศรีค้ำคอตายห่าน พูดยาก ปานให้กลืนบอระเพ็ด
พอมาอยู่ที่นี่ ในช่วงแรกๆ ปรับตัวไม่ได้เลย จะตายเอา
อยู่มาสักพัก เริ่มชิน เริ่มเข้่าใจวัฒนธรรม
การคิดถึงคนอื่นก่อนบ้าง ไม่ได้ทำให้ศักดิ์ศรีตัวเองน้อยลง
แต่ทำให้สังคม และคนรอบข้างดีขึ้น
เออ เอ็งเก๋า เอ็งเก่ง แต่ถ้าเอ็งตายไป ใครจะเสียใจบ้าง
พอหัดคิดถึงคนอื่นจนถนัดแล้ว ก็เริ่มคิดถึงเวลาจะทำอะไรไป
ใส่ใจหาคนรอบข้าง คนที่เรารัก และคนที่รักเรา
รู้สึกว่ามาอยู่นี่ เป็นคนดีขึ้น ไม่ได้กลายเป็นญี่ปุ่นจ๋า
ที่ขอโทษดะไปหมด จนความจริงใจในคำขอโทษมันจืดจาง
แต่พูดคำว่าขอโทษ แบบใส่ใจ และจริงใจ โดยไม่กระดากปาก กระดากใจอีกแล้วล่ะ
+ พี่ปุก โดนมากๆ เลยพี่
เมื่อก่อนก็เคยคิดแบบพี่ ที่มาร์กที่แดง
แต่พอโตมา มันก็เปลี่ยนเองนะ เริ่มแคร์คนอื่นๆมากขึ้น
อย่างฟ้า ฟ้าเริ่มจากแคร์คนที่บ้าน พ่อแม่ พี่น้อง เพื่อน จนเดี๋ยวนี้
คิดมาก แคร์หมด แคร์ทุกคนในฐานะที่เค้าเป็นคน เหมือนกัน
จริงๆ ต้องใช้คำว่า เอาใจเขาใส่ใจเรามากกว่า
:42:
ห่วงสวัสดิภาพทุกๆๆๆๆๆๆๆๆคน
ถ้าเจอแล้วจะทำเท่าที่ทำได้ค่ะ อันนี้ดูรูปกาลก่อน :27:
จริงๆถ้าไม่รู้จักสนิทกัน
ไม่มีคนกล้าช่วยหรอก
อย่างน้อยก็กดโทร 191 ค่ะ
ถ้าดูหนักหนานะคะ
อ้างคำพูดจาก: Sorisori*ผ่า เมื่อ 27 พ.ค. 2008, 01:21 น.
อย่างน้อยก็กดโทร 191 ค่ะ
กว่าตำร๊วด จะมา
ผมเชื่อแบบนี้จริง :21:
จากที่เคยจมกองตีนมานี่แหละ
ไม่มีคนช่วยหรอกถ้าสลบหมาเยี่ยวรดซ้ำเลย
เชื่อค่ะ
เมื่อต้นพฤษภาที่ผ่านมา พี่ชายเพื่อนเพิ่งถูกรุมกระทืบเสียชีวิต
จากคนประมาณ 20 คน ร้องขอชิวิตมันยังไม่ยอมเลย
เลวจริงๆ
อ้างอิง
..
อย่าเพิ่งไว้ใจ ว่าคนที่เราช่วยนั้น เป็นคนที่น่าช่วยสมควรช่วย
คนดีมักแคล้วคลาด และไม่เคยทำตัวให้ระคายบาทาจิ๊กโก๋
เห็นด้วยค่ะ
เอาเป็นว่า มันเป็นสัญชาตญาณน่ะ
เรื่องแบบนี้...
คนบางคนร่างกายไปก่อนความคิด
ไม่ต้องใครอื่น เพื่อนเราคนนึงที่เป็น
ชีวิตจริงมันไม่เหมือนในหนัง ไม่มีฮีโร่ ทำดีอาจไม่ได้ดีเสมอไป
อีกอย่างเราไม่ได้มีตัวคนเดียวยังมีญาติพี่น้อง ทำอะไรอย่าประมาทดีกว่า
ยังมีการทำความดีเรื่องอื่นอีกถมเถครับ :12:
แต่สิ่งที่ยากคือ เราจะทนดูภาพคนตายคาตีนคนอื่นโดยไม่ช่วยไหวไม๊
ภาพนั้นมันจะติดตาเราตลอดไปไม๊
บางครั้ง เราเรียกความช่วยเหลือนี้ให้ดูดีว่า น้ำใจ
แต่หลายครั้งน้ำใจตรงนี้ แฝงไว้ด้วย ความไม่อยากรู้สึกผิดและ
กูเป็นคนดีนะเว้ย เพียงแต่จะกล้าพูดออกมาไม๊
ถ้าหลอดโดนรุมกระทืบ จะมีใครช่วยหลอดมั้ย :26:
ตื๊บเผื่อตูด้วยนะ แสรด :07: :30:
ช่วยซี่ ช่วยตื้บอีกตีน :07:
นึกภาพประมาณคนมุงตื้บอยู่แน่นๆ แล้วก็ยังจะพยายามแทรก เอาไปเพิ่มให้อีกตีน :02:
คงแสยงตีนมากกว่าค่ะ :30:
เสียแรงบวกเสียตีนนะครับ :52:
ดีได้แต่อย่าเด่นเกินเดี๋ยวจะเป็นภัย เราต้องจัดการทุกอย่างให้ได้อย่างเหนือชั้น เราเหนือกว่าคำว่ากุ๊ยเยอะ :12:
มาเล่าเพิ่มก็แล้วกันเพราะปุ๊กตั้งคำถามมาว่า "จะทนเห็นคนโดนกระทืบจนตายโดยไม่ช่วยมั๊ย"
จริงๆโดยส่วนตัวจะเห็นเหตุการณ์ทำนองนี้บ่อยมาก เห็นจนชิน
ตั้งแต่ตอนเรียน ปวช. ก็เห็นบ่อยเป็นปกติ ถ้าเป็นเพื่อนหรือคนรู้จักเราก็ต้องช่วย แต่เคยโดนโรงเรียนอื่นรุมเตะครั้งนึงแถวจตุจักร ก็สู้มันนะเพราะสังเกตุว่ามันไม่มีของ โดนตุ๊บตั๊บ กระทืบลงไปกับพื้นทีนึง แล้วลุกมาสู้สวนมันไปมั่ง แล้วก็วิ่งหนี :30: เพราะสู้ไม่ไหวมันมากัน 3-4 คน ...ไอ้ตอนโดนกับตัวเองนี่ก็รู้นะว่าคงไม่มีใครมาช่วยหรอก ดีที่รอดมา .....อันนี้คือโดนเล่นแบบเราไม่ได้ผิด ไม่ได้ไปกวนตีนอะไรมัน
อย่างปัจจุบันก็เห็นอยู่บ่อยๆ คือที่บ้านอยู่ใกล้ๆแหล่งเที่ยว อยู่ตรงข้ามรัชดาซอย 4 เลย (ซอยข้างสถานทูตจีน) ช่วงวันศุกร์ วันเสาร์ หลังจากที่ผับเลิก ไอ้พวกขาเที่ยวมันก็จะเข้ามากินข้าวต้ม ข้าวมันไก่ หรือมากินเหล้ากันต่อที่คาราโอเกะละแวกแถวบ้านเป็นประจำ .....แล้วลองนึกสภาพว่าบางทีคนมันเมามาจากผับ แล้วมาต่อ ....ง่ายมากที่จะกระทบกระทั่งแล้วมีเรื่องกัน
.....มีทั้งต่อยกันแบบเด็กเล่นขายของ คือ ต่อยกันไม่กี่หมัด แต่เน้นโวยวายเสียงดัง ด่ากันไปมา แบบเดี่ยวมั่งกลุ่มมั่ง ส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่น และทะเลาะกันเรื่องจีบหญิงเป็นหลัก ทำเอาชาวบ้านเขาตื่นนอนมาด่าแม่ ไอ้พวกนี้ไม่มีอะไรตื่นเต้น เจอบ่อย เป็นมวยใช้ปาก ...บางทีนั่งกินเบียร์+ทำงาน หรือนอนหลับอยู่ แล้วมันมาโหวกเหวกหน้าบ้าน ก็เดินลงไปไล่+บอกว่าให้ไปทะเลาะกันที่อื่น ส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยมีอะไรก็แยกสลายตัวแบบง่ายๆ ....แต่มีอยู่ครั้งที่มีโวยวายกลับทำนองว่ามึงเสือกอะไรด้วย พูดกันไม่รู้เรื่องแล้วพวกมันมีแค่คนสองคนต่อยกันอยู่ ก็เดินเข้าไปตบกบาลมันเลย คือรู้ว่าไอ้พวกนี้ไม่มีของและถ้าตัวๆเราไม่แพ้มันแน่ เพราะไอ้พวกนี้จะไม่แน่จริงและจะกลัวเด็กบ้าน ถ้าเอาจริงกับมันจะไม่กล้ายุ่งเท่าไหร่ เผ่นแน่บ
.....แฟนทะเลาะกันเสียงดังหน้าบ้าน ลงมือตบตี อันนี้ก็เจอบ่อย แต่โดยมากเดินไปไกล่เกลี่ยดีๆ เขาก็จะไปทะเลาะกันที่อื่น
.....แต่ไอ้กรณีที่ไม่เข้าไปยุ่งกับมันเลยก็พวกใช้แรงงานเมาเหล้าแล้วมีเรื่อง พวกนี้เวลาตีกันแล้วใส่ไม่ยั้งไม่คิดชีวิต ตีกันแบบถึกๆ กับอีกกรณีคือพวกที่โตหน่อยแล้วมีเรื่องกัน (พวกนี้บางคนมันก็พกปืนติดตัว) ....เหตุการณ์ที่ไม่นานมานี้ สักปีที่แล้วได้ มันมายิงกันตายหน้าบ้าน ดังนั้นไม่ควรยุ่งอย่างแรง ต้องดูอารมณ์คนที่มันมีเรื่องด้วย รวมไปถึงบุคลิกบางอย่างว่าห้ามได้ห้ามไม่ได้ มีของไม่มีของ
โดยมากถ้าแถวบ้านมีเรื่องอะไรทำนองนี้ จะเข้าไปห้าม (เพราะอย่างน้อยก็มีแนวร่วม) ....คือเรารู้ว่าพอจะห้ามได้ ช่วยได้ก็ช่วย .....แต่ถ้าเป็นนอกสถานที่โดยเฉพาะต่างจังหวัด ต่างถิ่น จะไม่คิดยุ่งเลย ...เพราะมันนอกเหนือความสามารถ
อืมนะ เวลาโดนกับตัวเองก็ไม่เคยหวังจะให้ใครมาช่วย
ก็รู้ตัวอยู่แล้วว่าคงไม่มีใครอยากสอดมือเข้ามายุ่งหรอก
แบบโดนรุมแล้วเพื่อนยืนมองก็โดนมาแล้ว ก็ไม่ว่าอะไรมันหรอก
ถึงมันเข้ามาช่วยก็ช่วยไม่ได้อยู่ดี ของอย่างนี้ตัวใครตัวมัน
มีเรื่องบ่อยสุดก็สมัยมัธยม ตอนเรียน ปวช. มีบ้าง (แต่โหดกว่า)
เวลาไปเรียนก็ต้องติดอาวุธไปบ้าง ตะไบเหล็กใต้เบาะรถ cutterติดตัว
ในเมื่อสังคมที่อยู่มันเป็นแบบนั้น ถ้าเลี่ยงไม่ได้ก็ต้องระวังตัวเองล่ะนะ
ถ้าชิวิตจริงมี แดเดวิล แบทแมน หรือสไปเดอร์แมนคงดีเนอะ :27:
อ้างคำพูดจาก: หมู™ เมื่อ 28 พ.ค. 2008, 12:53 น.
ถ้าชิวิตจริงมี แดเดวิล แบทแมน หรือสไปเดอร์แมนคงดีเนอะ :27:
มี Super Hero ว่างั้น :08:
รถบัสพุ่งทะลุร่างหมดเลยนะครับ
การ์ตูนซุเปอร์ฮีโร่ก็มีที่มาจากการที่เวลาเกิดเรื่องแล้วไม่มีใครมาช่วยในชีวิตจริงนั่นแหละ
ใช่ ๆ เพราะจิตสำนึกของมนุษย์ ย่อมใฝ่ฝันให้ธรรมะชนะอธรรม
พอในความเป็นจริงมันไม่ค่อยมีเรื่องแบบนี้ เลยวาดฝันเป็นหนัง เป็นการ์ตูนแทน :08:
เชื่อว่าทุกคนอยากเป็นคนดี อยากช่วย
แต่ต้องดูว่าเหมาะสมหรือเปล่าด้วย
ทำไปไม่ดูตาม้าตาเรือก็อาจจะซวยซ้ำซวยซ้อนได้
แล้วคนที่เสียใจอาจจะไม่ใช่แค่เรา
เคยเห็นแบบต่อหน้าต่อตา แต่ก็ไม่ได้ช่วย
เพราะคนที่รุมนี่มากัน 10 กว่าคน รุมคนเดียว เข้าไปช่วยคงเละอีกคน
ได้แต่โทรเรียกตำรวจ แถมตูกลัวเลือดเลยไม่กล้าวิ่งเข้าไปดู :08:
แล้วก็มีพี่พลเมืองดีเข้าไปช่วย
แล้วพี่พลเมืองดีเป็นไงบ้างล่ะพลัม :25:
พี่พลเมืองดีก็รอไอ้ 10 กว่าคนนั้นวิ่งไปก่อนค่อยเข้าไปช่วยเหมือนกัน
ที่งงคือมันเกิดที่กลางเมืองมากครับ
ที่ Mc ที่ตรงชิดลมเลยอ่ะครับ
นั่งกินอยู่ด้านนอกดีๆ ก็มีคนวิ่งมารุมกระทืบกันเฉย :08:
พลเมืองดี.... พูดถึงแล้วนึกถึงตอนคุณแม่โดนฉกกระเป๋า
เรื่องของเรื่องคือจอดรถไว้ที่ตลาด พอจ่ายตลาดเสร็จเดินมาเปิดล็อคที่ประตูคนขับ
เพื่อให้ล็อคประตูท้ายเปิดด้วย (เป็นรถแวน) แล้วค่อยเดินกลับไปท้ายรถ
ตอนที่ก้มเอาของใส่หลังรถ.... มองเข้าไปในรถเห็นผู้ชายเปิดประตูคนขับ เอื้อมเข้ามาหยิบกระเป๋าที่วางไว้ที่เบาะหน้า
เพื่อนแม่(ผู้หญิง)ที่ไปด้วยกันยืนงง....
คุณแม่แหกปากแล้ววิ่งไปเกาะหลังมัน (มันสูงมาก แม่สูงแค่ไหล่มันเอง)
โดนสะบัดหลุด แต่เกาะชายเสื้อต่อ (กระชากเสื้อมันจนกระดุมหล่นกระจายเลย)
แม่บอกว่า ตอนนั้นคิดอะไรไม่ออก รู้แต่หวงกระเป๋า
มันดิ้นหนีไม่ถนัด เลยปล่อยกระเป๋าแม่ทิ้ง
แล้วหันมาต่อย
แต่แม่โยกหัวหลบ เลยโดนถาก ๆ ที่ขมับ
ล้มลงไปคลาน.... คว้ากระเป๋าได้ก็กอดไว้เลย
ระหว่างนั้นเห็นเท้ามันลอยมาใกล้ ๆ
กะว่าโดนเหยียบแน่
พอดีมีผู้ชายจากไหนไม่รู้วิ่งมาขวาง
เขาทำท่าเก๋าโจ๋มาก มือนึงล้วงกระเป๋าแล้วถามว่า มึงเอาเหรอ มึงเอาเหรอ
ไอ้คนฉกกระเป๋าเลยวิ่งหนีไปขึ้นมอเตอร์ไซค์ที่เพื่อนมันสตาร์ทรออยู่ บึ่งหนีไป
(ที่จริงคือไม่มีอะไรเลย เอามือล้วงกระเป๋าเปล่า ๆ แหละ เพราะโจรมันก็ตัวสูงใหญ่พอดู คนที่เข้ามาช่วยเลยกลัว)
สรุปมันได้กระเป๋าเพื่อนแม่ไป.... ในนั้นมีเงินสดเพียบ
เพื่อนแม่มัวแต่งง บอกว่าตกใจเสียงแม่เรา.... :08: ทำอะไรไม่ถูก
กว่าจะรู้ว่ากระเป๋าหายไปแล้วก็ตอนเรื่องสงบแล้วกำลังกลับขึ้นรถนั่นแหละ
คุณแม่บอกว่า ตอนนั้นพอลุกขึ้นมาได้ เห็นคนมุงเยอะนะ
ทั้งลูกค้าที่ตลาด ทั้งแม่ค้าแถวนั้น
แต่คนที่มาช่วยคือคนที่นั่งกินข้าวอยู่ในร้านในตลาด....
บอกว่าหน้าเยี่ยงโจร หนวดเคราเฟิ้ม ลุกมาช่วยแม่นี่ข้าวยังติดหนวดอยู่เลย
แม่บอก แอบน้อยใจเหมือนกันที่คนอื่นไม่ช่วย
เพราะแม่ค้าแถวนั้นอาวุธครบมือ ไหนจะกะทะ ตะหลิว สาก มีด....
แต่ก็รู้สึกขอบคุณคนที่มาช่วยมาก ๆ ไม่รู้จะขอบคุณยังไงให้สมกับความซาบซึ้ง
เราคิดว่า คนเราถ้าไม่คุ้นกับเหตุการณ์ระทึก.... เวลาเจอเรื่องส่วนมากจะยืนโง่อยู่กับที่อ่ะค่ะ
คือยืนดูเป็นไก่ตาแตก ทำอะไรไม่ถูก เพราะขนาดเพื่อนแม่เอง ที่เป็นเพื่อนรักมาก ๆ
ยังไม่เข้ามาช่วยเลย เหตุผลคือตกใจ ไม่รู้จะทำยังไงดี
สรุป.... มีเรื่องแบบนี้คนที่จะช่วยคือ คนกล้า หรือคนที่ตั้งสติได้
ไม่ก็คนที่เจอเรื่องจนเชี่ยวชาญไปแล้ว
ไม่ก็ คนที่ร่างกายขยับก่อนใจคิด
มั้ง....
ไม่ใช่ ๆ จ้ะ
คนนี้ไปอยู่ญี่ปุ่น จะสูญพันธุ์ไปเมื่อสองร้อยปีที่แล้ว
สถานที่ต่างกัน พฤติกรรมต่างกัน
เมืองไทย สถานการณ์จะต่างออกไป
ในแต่ละที่ แต่ละคน แต่ละเวลา
กำนม.คะ คนไหนนะคะที่จะสูญพันธุ์ไปตั้งแต่ 200 ปีก่อน ถ้าไปอยู่ญี่ปุ่น?
คนที่ฉกกระเป๋าหรือคนที่มาช่วยนะคะ :09:
ทั้งสองคน
สมัยนั้น พูดกันด้วยดาบ ครับ
..
ในเมืองไทย นี่ก็มีสารพัด ทุกแบบ ทั้งช่วยและไม่ช่วย
บางทีคนช่วยตาย คนถูกช่วยไม่สำนึกรับผิดชอบก็มีเยอะ
ที่สมหวัง แฮปปี้ ก็มีเยอะ ไม่มีสูตรสำเร็จในการทำความดี
พระก็เป็นคนดี แต่เวลาเห็นบาปบางประการ ท่านจะทำอย่างไร ปุจฉา
ทำไมคนบ้านเรามันโหดกันจังเลย :05:
ก่อนมาญี่ปุ่น โชคชัยสี่ ปลอดภัยมากเลยนะ
มาแค่ปีกว่าๆกลับไป มันกระชากสร้อยกันหน้าหมู่บ้านเลย
ข่มขืนก็มี สงกรานต์แสนสนุกที่ไม่เป็นรองแม้ข้าวสาร
ก็เปื้อนคราบคนโฉด ฟันกันหัวแบะ ยิงกัน สารพัด
คิดแล้วเศร้าใจ
สภาพเศรษฐกิจมันเป็นใจครับ แต่เหนืออื่นใด คนไทยจิตใจตกต่ำมากขึ้น ตำรวจก็พึ่งพาได้ยาก
เรียก ตำรวจคับพี่ ไม่กล้าเข้าช่วย :12:
(เพิ่งขุดถึงอีกแล้ว)
เมื่อวานที่ห้องทำงานที่ตูนั่งพิมพ์อยู่นี่
มีเพื่อนคนนึงในบ้านเพิ่งโดนกระทืบมา (ไม่ต้องบอกละนะว่าใคร)
แล้วมานั่งคุยกัน เล่าให้ฟังกันแบบเงียบๆ ครับ
เขาโดนกระทืบเพราะตัวเองเมา
และยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นจึงโดนกระทืบ
คุยกันเงียบๆ และจบบทสนทนาแบบเงียบๆ
เข้าใจว่าเหตุการณ์คืนนั้นคงหนักกว่าที่เขาเล่าพอสมควร
อ้างคำพูดจาก: ไอ้แอนนนนน เมื่อ 24 มิ.ย. 2008, 01:30 น.
(เพิ่งขุดถึงอีกแล้ว)
เมื่อวานที่ห้องทำงานที่ตูนั่งพิมพ์อยู่นี่
มีเพื่อนคนนึงในบ้านเพิ่งโดนกระทืบมา (ไม่ต้องบอกละนะว่าใคร)
แล้วมานั่งคุยกัน เล่าให้ฟังกันแบบเงียบๆ ครับ
เขาโดนกระทืบเพราะตัวเองเมา
และยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นจึงโดนกระทืบ
คุยกันเงียบๆ และจบบทสนทนาแบบเงียบๆ
เข้าใจว่าเหตุการณ์คืนนั้นคงหนักกว่าที่เขาเล่าพอสมควร
คนกระทืบกัน บางทีมันก็ไม่มีเหตุผลนะครับ
แค่สบตาไม่ถูกชะตากันก็ตื๊บกันได้แล้ว
ช่วงนี้ลูกเหลิมและสาวก ออกอาละวาดนะครับ
ไปเที่ยวก็ระวังๆ กันหน่อยเน้อ
พูดถึงลูกเหลิม เพิ่งไปดูนิทรรศการภาพข่าวที่เซ้นทรัลเวิร์ลมาครับ
หนึ่งในภาพรางวัลคือ ภาพข่าวตอนมอบตัวคดีดาบยิ้ม และพูดว่า "ความยุติธรรมต้องชนะ" :08:
อ้างอิง"ความยุติธรรมต้องชนะ"
:50: ฝันไปเถอะ