FYI ไม่มีรูปนะครับ
มันนานมาแล้ว เมลล์หายไปแล้ว จุ๊บๆ :27:พอดีได้เมลล์มาจากพี่ที่ทำงาน เตะบอลกันบ่อย
เลยเอามาแบ่งๆ กันครับ
ใครอยากได้เป็นเมลล์ที่มีรูปประกอบบอกได้นะครับ จะส่งเมลล์ตามไปให้ :27:
อ้างอิงแท็กติกในการเล่นฟุตบอล
+ เกมรุก +
ทันทีที่เราได้บอล นั่นถือว่าเราเป็นฝ่ายบุกแล้ว จำไว้ว่าการเล่นเกมรุก จำเป็นต้องปรับปรุง และสร้างสรรค์ รูปแบบใหม่ๆตลอดเวลา วิธีการข้างล่าง เป็นแค่ตัวอย่างเบื้องต้น ที่สามารถจะนำไปประยุกษ์ให้เข้ากับสถานการณ์อื่นๆได้...
- การจ่ายบอลสั้น
เมื่อต้องจ่ายบอลให้เพื่อนที่ถูกประกบอยู่ เราต้องจ่ายไปที่เท้าของเพื่อน ข้างที่อยู่ตรงข้ามกับตัวประกบเสมอ และถ้าเรากำลังวิ่งทำทางอยู่ละก็ ควรจะส่งสัญญาณทางสายตา หรือตะโกนเรียกเพื่อนที่ครองบอลอยู่ไปด้วย จะช่วยเพิ่มโอกาสในการได้รับบอลของเรา
ถ้าถูกประกบอยู่ อย่ารอให้บอลมาหาเราข้างเดียว ควรจะวิ่งเข้าหาบอลไปด้วย จะช่วยให้เรามีเวลาที่จะทำอะไรกับบอลต่อไป และทำให้เราเร็วกว่าคู่แข่ง 1 ก้าวอีกต่างหาก
- การวิ่งอ้อม
ในกรณีที่มีพื้นที่ว่างแถวริมเส้น ด้านหน้าเพื่อนที่ครองบอลอยู่ การวิ่งอ้อมหลังจะเป็นอาวุธที่อันตรายเลยทีเดียว ถ้าวิ่งอ้อมทางริมเส้น กองหลังจะยากต่อการจะตามประกบเรา ถ้าวิ่งอ้อมทางด้านขวางของสนาม ก็จะช่วยฉีกกองหลังของคู่ต่อสู้ได้ ( ตามรูป )
- พื้นที่ในการแจกจ่ายบอล
จะแบ่งออกเป็นหลายชนิด ตามทิศทางที่บอลพุ่งไป
1. พื้นที่เปิด ( open space ) คือที่ว่างหลังแนวรับ ถ้าจ่ายลูกไปเล่นตรงนั้นได้ จะทำให้เราได้เปรียบมาก เพราะยากที่กองหลังจะป้องกัน เราอาจต้องใช้การชิพ หรือการทำชิ่ง 1-2 เพื่อจะเจาะเข้าไปตรงนั้น ถ้ามาจากด้านข้างของสนาม ก็ควรใช้การวิ่งอ้อมดีที่สุด
2. จ่ายขวางสนาม ( square pass ) เหมาะสำหรับ เวลาที่เราต้องการเปลี่ยนเป้าหมายที่จะเจาะ และช่วยให้เรามีมุมจ่ายบอลใหม่ๆมากขึ้น
3. จ่ายทะลุช่อง ( piercing pass ) อันตรายที่สุด แต่ทำได้ยาก เพราะกองหลังส่วนใหญ่ จะบังทางระหว่างเรากับโกลด์อยู่ตลอดเวลา
- การสร้างมุมจ่ายบอล
ในเกมรุก ยิ่งเราอยู่ใกล้เพื่อนเท่าไหร่ ก็มีโอกาสได้บอลมาลากเลื้อย, จ่ายต่อ หรือคอนโทรลมากเท่านั้น การจะเล่นให้ได้ดีก็ต้องอาศัยทักษะ และความกระตือรือร้นของเราด้วย
ตามภาพที่ได้ดู จะเห็นว่าระหว่างเรากับเพื่อนที่วิ่งทำทางอยู่นั้น เอื้อกับเราอย่างมาก มีหลายทางเลือกให้เราจ่ายบอลได้ นั่นจะทำให้กองหลังต้องงานหนักกว่าเดิม เพื่อจะปิดช่องที่มีอยู่ให้มิด
- การชิพบอลข้ามหัวกองหลัง
ถ้ากองหน้าถูกประกบ ที่แนวสุดท้ายของกองหลัง พวกเค้ามี 2 ทางเลือก
1. วิ่งลงมาล้วงบอล
2. วิ่งขึ้นหน้าต่อไป
แต่ด้วยกติกาล้ำหน้า จะวิ่งไปทื่อๆไม่ได้ เราต้องจ่ายบอลข้ามกองหลัง และพึ่งความเร็วของพวกเค้าเช่นกัน โดยเราควรวางบอลไปที่ระยะ 3-10 เมตร หลังแนวรับตัวสุดท้าย ( line b ) และ 6-10 เมตร หน้าผู้รักษาประตูของฝ่ายตรงข้าม ( line a )
กองหน้าควรออกตัว ไปยังพื้นที่ว่างหลังกองหลัง ( ระหว่าง a-b ) ก่อนเราจะจ่ายเล็กน้อย จะทำให้ได้เปรียบคู่แข่ง ที่ต้องหันกลับ 180 องศา เพื่อไล่ตามประกบ
- การโยนบอล
เป็นไปไม่ได้ที่จะยิงจากริมเส้น เราจึงควรเปิดบอลเข้ากลาง เพื่อให้คนอื่นที่อยู่ในตำแหน่งที่ดีกว่ามีโอกาสยิง
จุดที่ดีที่สุดในการจะวางบอลไปนั้น คือระหว่างจุดโทษ กับเส้น 6 หลาหน้าประตู เพราะไกลต่อการออกมาตัดบอลของประตู และก็ใกล้ต่อการโหม่งหรือยิง ของกองหน้า
เมื่อได้โยนบอล ควรมีกองหน้าประจำอยู่ตามจุดทั้ง 6 จุดดังรูป และอย่าลืมทิ้งไว้ 1 คนหน้าเขตโทษ จนกว่าคนโยนจะโยนบอล เพราะจะทำให้กองหลังลำบาก ที่จะต้องพะวงกับทั้งบอล และกองหน้าที่เค้าต้องตามประกบ
6 จุดมีดังนี้
1. เสาแรก - คนที่อยู่ใกล้ที่สุด ต้องไปประจำตรงนี้
2. เสาสอง - รอรับลูกโยนที่อาจจะแรงไป หรือเก็บตกมาจากคนแรก
3. ตรงกลาง - ลูกเปิดที่สูงพอสำหรับโหม่ง จะมาที่จุดนี้
4. พวกเก็บตก - รอเก็บลูกที่ออกมาจากในกรอบโทษ
5. แถวสองข้างหลัง - สามารถรับบอลมา แล้วโยนเข้าไปใหม่ หรือเลี้ยงจี้เข้าไปเอง
6. ฝั่งตรงข้ามกับคนโยน - คล้ายกับข้อ 5 และอาจใช้ความเร็วทำเกมมาจากริมเส้นได้
- กองหน้าควรวิ่งยังไง?
มีการวิ่งอยู่ 2 แบบสำหรับกองหน้า คือวิ่งเข้าหาบอล หรือวิ่งห่างออกมา ถ้ามีกองหลังขวางเราอยู่ 2-3 คน เราไม่ควรวิ่งไปด้านหลังพวกเค้า เพราะจะทำให้เราควบคุมทางวิ่งไม่ได้ และยากมากที่จะชนะ โดยเฉพาะเมื่อดกลด์ฝ่ายตรงข้ามออกมาไกลจากประตู เพื่อรอตัดบอลอีกที จะดีกว่าถ้าเราเข้าไปรับบอล และจ่ายคืนกองกลาง เพื่อให้พวกเค้ามีโอกาสหาช่องส่งให้เราใหม่ ในสถานการณ์ที่ดีกว่าเดิม
เมื่อไหร่ที่เราควรวิ่งออกห่างจากบอล ก็คือเมื่อกองกลางพาบอลมาจนจะส่งให้เราได้แล้ว และเราก็ออกตัววิ่งแข่งกับกองหลังแล้ว แต่ลูกส่งไม่มา หรือเกิดเหตุขัดข้องอื่นๆ เราก็ควรจะวิ่งต่อไปทางริมเส้น และระวังไม่ให้ล้ำหน้า
ตามปกติ ถ้ามีพื้นที่ว่างระหว่างกลาง กับหน้ามากเกินไป เราควรจะจ่ายบอลคืนหลัง เพื่อให้กองกลางขยับขึ้นมาเติมเกมได้
.......
+ เกมรับ +
- เพรสซิ่ง
เป็นการเพิ่มความกดดันไปยังบอล โดยเฉพาะไปที่ฝ่ายตรงข้ามตัวที่อยู่ใกล้โกลด์ของเค้าที่สุด การเพรสซิ่ง ไม่จำเป็นต้องหมายถึงการแย่งบอลมาครอบครองให้ได้เท่านั้น แค่จำกัดทางเลือกของคู่แข่งที่ครองบอล ให้เหลือน้อยที่สุดก็พอแล้ว
เมื่อเราต้องเล่นเกมรับ เราต้องแน่ใจว่าเราอยู่ระหว่างฝ่ายบุก กับประตูของเรา ในอีกกรณี ถ้าเราอยู่ไกลจากประตูเรามาก เราอาจจะใช้วิธีเข้าไปขวางทางจ่ายบอล ของคู่แข่งแทนก็ได้ แต่ไม่แนะนำให้เข้าไปตรงๆ อาจจะใช้การบังมุม โดยใช้ตัวเราต้อนเค้าไปในทิศทางที่เราต้องการก็ได้
- การขวางทางจ่ายบอล
เราอาจจะลดทางเลือกของกองหน้าได้ด้วยวิธีนี้ โดยการเข้าไปขวางทางจ่ายบอล ของกองหน้าที่ครองบอล กับเพื่อนที่อยู่ใกล้เค้าที่สุด ตามรูป จะเห็นว่า เรา ( ดำ ) เข้าหากองหน้าทางด้านขวา ทำให้ปิดทางจ่ายบอลของเค้ากับเพื่อน เค้าจะเหลือเพียง 2 ทางที่ทำได้ 1. ส่งกลับหลัง 2. ออกมาไกลจากเพื่อนร่วมทีม ซึ่งดีกับเราทั้งนั้น
ตามปกติ เราจะบีบให้กองหน้า ต้องออกไปเล่นทางกราบให้มากที่สุด ยกเว้นถ้าอยู่ใกล้กับประตูของเค้า เราอาจจะบีบให้เค้าต้องจ่ายเข้ากลาง ไปยังหน้าเขตโทษของเค้า เพราะอาจจะมีเพื่อนเรา รอฉกลูกไปทำประตูได้
- การประกบ
ถ้าเราต้องประกบคู่แข่ง เราควรขวางทางระหว่างเค้า กับโกลด์ของเรา ฝ่ายตรงข้ามอยู่ใกล้ลูกบอลแค่ไหน การประกบก็จะต้องรัดกุมขึ้นเท่านั้น ปกติคู่แข่งที่อยู่ใกล้บอลที่สุด จะถุกประกบชนิดติดหลังกันเลยทีเดียว นั่นจะทำให้เรามีแนวรับที่ยากจะเจาะเข้ามาได้
- ดับเบิ้ลทีม
เป็นการร่วมมือกันระหว่างกองหลัง 2 คน เพื่อกดดันกองหน้า ทั้ง 2 คนต้องพุ่งเข้าหากองหน้า จำกัดพื้นที่ไม่ให้เค้าเลี้ยงวนไปไหนได้ ตามรูป สังเกตุว่าเซ็นเตอร์เข้าไปปะทะทางซ้าย ( ของกองหน้า ) ทำให้เค้าไม่มีทางเลือก ต้องหักออกขวา ก็จะมาเจอกับฟูลแบ็คที่รออยู่ แต่การดับเบิ้ลทีม ต้องไม่ทิ้งระยะห่างระหว่างกองหลัง 2 คนมากไป เพราะอาจจะโดนเลี้ยงบอลแหวกไปได้
- การซ้อนกองหลัง
กองหลังที่อยู่ใกล้บอลที่สุด ต้องเข้ากดดันก่อน เพื่อเปิดทางให้อีกคนที่รออยู่เข้ามาซ้อน เพื่อให้มั่นใจว่าถ้าหลุดคนแรกมา กองหน้าก็ยังรุกคืบหน้าไปไหนไม่ได้มาก และถ้าเกิดเหตุการณ์นั้นขึ้น กองหน้าก็จะถูกชะลอโดยกองหลังตัวที่ 2 ที่เข้าไปแทน และมีเวลาให้กองหลังตัวแรก กลับมาซ้อนเพื่อนได้อีกครั้ง ( สลับตำแหน่งกัน )
.........
+ การป้องกันแบบโซน - แมนทูแมน
อย่างแรก ต้องเข้าใจก่อนว่า รูปแบบของการป้องกันในเกมฟุตบอล ไม่สามารถประยุกษ์ใช้ได้ในทุกสถานการณ์ ถ้ากองหลังถูกคุกคามบ่อยเกินไป หรือพบกับคู่แข่งในจำนวนที่มากกว่า จะป้องกันแบบโซนหรือแบบตัวต่อตัว ก็ไม่มีประโยชน์อะไร
เมื่อทีมต้องป้องกันลูกตั้งเตะ หรือการรุกที่เข้ามาใกล้มากแล้วนั้น ต้องเน้นไปที่ความสามารถส่วนบุคคล, การหาตำแหน่ง และการตัดสินใจที่ฉลาด ยกตัวอย่าง ถ้าพบกับสถานการณ์ที่กองหน้ามีมากกว่า เช่น 3 คน แล้วเรามี 2 คน ฟูลแบ็คต้องคิดว่าจะชะลอเกมได้ยังไงก่อนอันดับแรก
- แบบโซน
หลักง่ายๆคือ กองหลังต้องเคลื่อนที่ไปเป็นกลุ่มเดียวกัน แต่ละคนมีตำแหน่งหรือหน้าที่ ที่ตายตัวตามแผนที่วางไว้ ถ้าคนหนึ่งคนใด จะเคลื่อนออกจากตำแหน่ง รูปแบบของตำแหน่งก็ต้องกลับมาเป็นเหมือนเดิม การป้องกันแบบนี้ จะต้องใช้แรงมากในการไล่กดดันคู่แข่ง
หัวใจหลักของการป้องกันแบบโซน คือกองหลังทั้ง 4 คนจะเคลื่อนที่ไปเป็นบล็อกตายตัว จากรูป จะเห็นการเคลื่อนที่ของกองหลัง ( ดำ ) ในการรับมือกองหน้า ( ขาว ) ฟูลแบ็คจะทำให้กองหน้าเจาะเข้ากลางได้ลำบาก ในรูปที่ 2 จะเห็นว่ากองหลังคนนึง ( b ) วิ่งออกจากตำแหน่ง เมื่อบอลถูกผ่านไปยังอีกด้านของสนาม สังเกตว่าเมื่อกองหน้าคนนึง ( 1 ) วิ่งขวางแนวกองหลัง กองหลัง ( a ) ไม่ได้วิ่งตามไป แม้จะอยู่ใกล้มากที่สุดก็ตาม เพราะถือหลักว่า กองหลังจะไม่วิ่งไปทับตำแหน่งกัน ในการป้องกันแบบนี้ ซึ่งสำคัญมากสำหรับคู่เซนเตอร์ เพื่อให้แน่ใจว่าแนวรับจะพร้อมอยู่เสมอ และบอลจะไม่ถูกเล่นระหว่างเค้าทั้ง 2 คน
ในรูปที่ 3 แสดงให้เราเห็นว่าระบบนี้ทำงานยังไง เมื่อบอลอยู่ตรงกลางสนาม ในรูปกองหลังจะป้องกันอยู่ตรงกลาง และทิ้งปีกของคู่แข่งทั้ง 2 ด้านไปเลย ฟูลแบ็คต้องระวังให้มาก เมื่อบอลอยู่ตรงนี้ ยกตัวอย่าง มีช่องว่างระหว่างกองหลังที่ c-d ทิ้งไว้ เพราะทั้งคู่ต้องการบีบเอาบอลคืนมา และถ้า d วิ่งเข้าไปกดดัน ตรงริมเส้นทางขวาจะมีช่องทันที
การตั้งรับแบบโซน ใช้ระบบหมุนเวียนนักเตะแบบง่ายๆ อย่างที่เราได้เห็นในภาพการเล่นข้างบน เมื่อกองหลังa เสียท่าให้กองหน้า 1 เพื่อนที่อยู่ใกล้ที่สุด ( b ) จะเข้ากดดันต่อทันที จากนั้นเพื่อนอีก 2 คนทางขวา ก็เคลื่อนเข้ามาแทนที่กันและกัน ( เสต็ป 2-3 ) พวกเค้ากำลังเปลี่ยนตัวประกบ ตามกฎของการตั้งรับแบบโซน และกองหลังa ก็จะรีบวิ่งอ้อมแนวรับของตนเอง ไปทดแทนทางขวา เมื่อเค้าสามารถทำได้ทันที และก็สามารถเข้าไปอุกรูรั่ว ( เสต็ป 5-6 ) ที่ทีมทิ้งไว้ได้ ( เสต็ป 4 )
- แบบแมนทูแมน
การป้องกันแบบนี้ มักใช้ในทีมที่ต้องการเล่นเพรสซิ่ง ( กดดันคู่แข่ง ) กองหลังทุกคนมีกองหน้าที่ต้องตามประกบประจำตัว ตามที่ได้รับคำสั่งมา ระบบนี้จะใช้ได้ดีหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของโค้ช ในการจะควบคุมนักเตะฝั่งตรงข้ามได้ดีแค่ไหน ด้วยการจับคู่นักเตะของตน กับฝ่ายตรงข้ามให้เหมาะสมกัน
จากรูป เป็นการเคลื่นที่ของกองหลัง ในระบบแมนทูแมน กองหน้า1 เอาชนะกองหลังa มาได้และกองหลังa อยู่นอกการเล่นไปแล้ว ถึงตอนนี้กองหลังb ก็พุ่งเข้าหาบอลแทน ( เสต็ป 1 ) ปัญหาคือ กองหลังb ก็มีตัวประกบของตัวเองเช่นกัน ( กองหน้า2 ) สังเกตดูว่ากองหลังb เคลื่อนที่ยังไง ถึงสามารถป้องกันทั้งกองหน้า 1 และ 2 ได้ในคราวเดียวกัน นี่เป็นการซื้อเวลาให้กองหลังa กลับตัวมาประกบกองหน้า 2 ( เสต็ป 3 ) ที่กำลังจะวิ่งทะลุแนวรับจากตอนที่เค้าไม่มีคนประกบ ( เสต็ป 2 ) ได้ทันควัน จุดสำคัญอีกอย่างคือ 2 กองหลังด้านไกล ต้องถอยลงมาตั้งรับทันที่ที่กองหลังa พลาดท่า เพื่อจะได้มั่นใจว่าจะเสริมแนวรับได้ทัน ( ในกรณีที่กองหลังb อาจพลาดท่าได้อีกคน ).
........................................
+ แผนการเล่น +
โค้ชที่ไม่มีประสบการณ์ มักจะชอบถามว่า " แผนไหนดีที่สุด " ซึ่งจริงๆแล้วไม่มีเลยซักแผน. การจะให้ทีมเล่นแผนไหน ต้องมองไปที่นักเตะที่เรามี และความสามารถของพวกเค้าด้วย " แผนที่ดีที่สุด " จึงหมายถึง แผนที่เหมาะกับลูกทีมของเราที่สุดต่างหาก...
- 4-4-2
เป็นแผนสุดฮิต และคล่องตัวที่สุด ที่คล่องตัวเพราะ ทำให้ทีมมีทั้ง สวีปเปอร์ หรือ ปีก ได้ในทีมเดียวกัน หลายๆทีมใช้ระบบนี้ในการแข่งขัน หัวใจของระบบนี้คือ ความเข้าใจกันของมิดฟิลด์เกมรับ จุดอ่อนคือ 2 กองหน้าอาจจะโดดเดี่ยวไปบ้าง และต้องรอการสนับสนุนจากกองกลาง
4-4-2 จะมีความซับซ้อนในการเคลื่อนที่ของลูกบอลมากกว่าระบบ 4-3-3 หรือ 3-4-3 กล่าวคือเพราะกองหน้าที่มีแค่ 2 คนจะต้องต่อสู้กับกองหลังฝ่ายตรงข้าม ที่มี 4 คนหรือมากกว่า ในกรณีนี้ เราต้องใช้มิดฟิลด์ริมเส้น ในการวิ่งขึ้นไปเติมเกม และเมื่อทีมสร้างเกมรุกจากปีกข้างหนึ่ง ปีกอีกข้างจะต้องวิ่งขึ้นไปเติมเกมด้วยเช่นกัน ( ตามรูป ) เพราะนั่นคือจุดบอดของคู่ต่อสู้
- 4-3-3
แผนนี้มักใช้กันในทีมฮอลแลนด์ และทีมระดับเยาวชน เป็นแผนที่สามารถมีสวีปเปอร์ และกองหน้าตัวเป้าได้
4-3-3 ง่ายที่นักเตะหนุ่มๆจะเล่นตามได้มากกว่า 4-4-2 กับแผนนี้เราต้องมีกองหน้าด้านข้าง ที่อยู่ต่ำกว่าเดิมนิดหน่อย เพื่อคอยช่วยทีมสร้างเกมรุก มันจำเป็นมาก ที่ต้องให้พวกเค้ารักษาตำแหน่งที่ริมเส้นไว้ นักเตะหนุ่มๆอาจจะชอบเลี้ยงบอลผ่าตรงกลางสนาม เราต้องให้เค้าเรียนรู้ที่จะพาบอลขึ้นทางริมเส้นบ้าง
- 3-4-3
เป็นแผน " คลาสสิค " ดูได้จากเกมรุกตามมาตรฐานของทุกวันนี้ ในระบบนี้ กองหน้า 1 คน ต้องห้อยอยู่หน้าสุด และรักษาพื้นที่ตรงนั้นเอาไว้เสมอ. ในเกมรับ กองหลัง 3 ตัวต้องช่วยกันทำงานให้เป็นทีม มิดฟิลด์อย่างน้อย 1 คนต้องห้อยต่ำลงมา และคอยเล่นอยู่หน้าแนวรับ หน้าที่หลักของเค้าคือต้องคอยไล่บอล จะช่วยให้กองหลังไม่ต้องเสียตำแหน่ง
- 4-5-1
แผนนี้นักเตะทุกคนในแดนกลาง ที่อยู่ใกล้กับบอล ต้องช่วยกันชะลอเกมรุกฝ่ายตรงข้าม และต้องพึ่งการสนับสนุนเกมรุกทางริมเส้น จากปีกด้วย จุดอ่อนคือกองหน้าที่โดดเดี่ยว และอาจจะถุกตัดจากเกมได้ง่ายๆ
- 3-5-2
เป็นแผนที่พัฒนามาจาก 4-4-2 สามารถใช้ประโยชน์จากฟูลแบ็ค ที่มีงานน้อยกว่าในระบบ 4-4-2
...............
+ สไตล์การเล่น +
จากทุกๆพื้นที่ในโลก ที่ไม่ได้แตกต่างกันแค่วัฒนธรรมเท่านั้น แต่รวมไปถึงฟุตบอลด้วย แต่ละประเทศต่างพัฒนาสไตล์การเล่นของตนเอง เพื่อให้เหมาะกับบุคลิกของประชากรในแต่ละที่..
- บริติช
ลักษณะนักเตะ...แข็งแกร่ง, เร็ว, ตรงไปตรงมา
เกมรุกจะทำอย่างรวดเร็ว ด้วยการผ่านบอลให้น้อยที่สุด การส่งจะเป็นแบบหลังไปหน้าข้ามกองหลังตรงๆ ใจเร็วจนมักเข้าปะทะแบบ 50-50 ( คาบลูกคาบดอก ) โยนจากทุกพื้นที่ในสนาม
ความสำเร็จ...ในปัจจุบันหลายๆทีมในอังกฤษ เปลี่ยนแปลงสไตลืการเล่นไปหมดแล้ว ทำให้ในเกมระดับยุโรป ทีมจากอังกฤษสามารถเบียดเสียดคู่แข่งได้
- ลาติน
ลักษณะนักเตะ...มีความมั่นใจสูง, พาบอลไปกับตัวได้ดี, มีความสร้างสรรค์
มีสไตล์เป็นเอกลักษณ์ เพราะผู้คนมีความเป็นตัวของตัวเองสูง เกมรุกจะมาจากการครองบอลเข้าทำ บอลจะเคลื่อนที่อย่างเป็นธรรมชาติ ท่ามกลางผู้เล่นทักษะสูงมากมาย
ความสำเร็จ...บราซิล อาร์เจน อุรุกกวัย เสปน ( นับอยู่ในหมวดนี้แฮะ ) ประสบความสำเร็จทั้งระดับสโมสร ( เสปน ) และระดับชาติ ( ที่เหลือ )
- อิตาลี
ลักษณะนักเตะ...มีทักษะ, แกมโกงนิดๆ ( cunning ), ระมัดระวัง
มีความระมัดระวังอย่างมากในการทำเกมรุก นักเตะจะใช้ทักษะอันหลากหลาย กับการเร่งจังหวะของเกมในการเข้าทำ ารจุ่โจมจะมาจากทุกทิศทาง และอาจจะนอกเหนือความคาดหมายและยากจะป้องกัน กองหลังจะคอยดึงเกมให้ช้า ป้องกันแล้วส่งคืนหลัง ชอบลงมาอุด และไม่เปิดดอกาสให้คู่ต่อสู้เล่นในแดนตัวเอง
ความสำเร็จ...ทั้งระดับสโมสร และระดับชาติ
...........
+ ศิลปะในการผ่านบอล +
1.ผ่านแบบเบสิค
- การวิ่งเข้าหาบอล
วิธีที่ผิด : เมื่อต้องวิ่งเข้าไปรับบอล จุดสำคัญคือ ควรวิ่งเข้าหาผู้จ่ายบอลในมุมกว้าง ( ดังรูป ) ถ้าเราวิ่งเข้าไปรับบอลในทางวิ่งของเพื่อนตรงๆ เราอาจจะกำลังปิดทางเลือกของเพื่อนให้น้อยลง และทำให้ง่ายต่อการเข้าสกัดของกองหลังด้วย
วิธีที่ถูก : เข้าหาเพื่อนในมุมกว้าง จะช่วยดึงกองหลังออกมา ทำให้เรามีพื้นที่รับบอลได้มากกว่า แต่ต้องมั่นใจว่าได้ส่งสัญาณให้เพื่อนรู้ตำแหน่งที่เราจะไปเอาบอลแล้ว
- การผ่านบอลให้เพื่อนที่ถูกประกบ
ผิด : ถ้าเพื่อนของเรา กำลังหันหลังให้โกลด์ฝ่ายตรงข้าม และมีตัวประกบอยู่ การจ่ายไปตรงๆอาจจะเสียการครองบอลได้ ( ดังรูป )
ถูก : ที่ถูก เราต้องวางบอลไปที่เท้าของเพื่อน ด้านที่อยู่ตรงข้ามกับตัวประกบ กองหลังจะตัดบอลได้ยาก อีกอย่าง การผ่านแบบนี้ จะช่วยให้เพื่อนเรารู้ว่าตัวประกบอยู่ด้านไหนของเค้า
- วิ่งจริง และ วิ่งหลอก
วิ่งจริง : เป็นการวิ่งไปรับบอลแบบตรงๆ การจะเอาชนะกองหลัง ด้วยการวิ่งแบบนี้ ต้องรอคอยจังหวะที่ดีที่สุด, ถ้ากองหลังอ่านเกมออก มันก็ยากที่จะเอาชนะเค้าได้
วิ่งหลอก : เป็นการวิ่งหลอกโดยทำทีว่าจะวิ่งมารับบอลตรงๆ ( ดูรูป ) แต่แล้วเราก็หันกลับและวิ่งไปเอาบอลที่จุดนัดพบจุดอื่นๆ ที่เรากับเพื่อนส่งซิกกันไว้ ( ใช้ได้ดีในกรณีที่กองหลังประกบเราติดมากๆ )
2. การจ่ายแบบผสม
- การวิ่งสลับมารับบอล
เบสิค :การวิ่งแบบนี้จะมีประโยชน์ถ้าใช้ในเกมรุก เมื่อลูกมาถึงเรา ให้เราบังกองหลังที่ประกบเราไว้ และจ่ายบอลให้เพื่อนที่วิ่งสวนขึ้นมาทันที พร้อมกับบังทางวิ่งของกองหลังที่จะตามไปประกบเพื่อนเราด้วย
ชั้นสูง : คล้ายกับบาสเกตบอล ใช้ในกรณีที่เพื่อนวิ่งมาในทิศทางเดียวกับเรา ( ดูรูป )
- ชิ่ง 1-2
การผ่านบอลแบบนี้ ง่ายแต่ได้ผลมากที่สุด มีหลักง่ายๆ 3 อย่างคือ
1. เคลื่อนที่ทันทีที่เราจ่ายบอลออกไปแล้ว
2. วิ่งไปข้างหน้าเพื่อรอรับบอล ยังจุดนัดพบ
3. ถ้าเราเป็นคนรับบอลที่จะทำชิ่ง และถูกเร่งจากกองหลัง ให้เล่นบอลจังหวะเดียว ( จ่ายออกไปทันที ) ดูรูป
- ชิ่ง 1-2 แบบดับเบิ้ล
ไม่ซับซ้อนกว่าเดิมนัก เป็นการร่วมมือกับเพื่อนร่วมทีม ที่อาจจะมากกว่า 1 คน ในการทำเกมรุก เมื่อรับบอลจากการทำชิ่ง 1-2 ครั้งแรกแล้ว ให้เราออกบอลทันที ไปยังเพื่อนคนเดิม ที่วิ่งสลัดตัวประกบไปแล้ว ดูรูป
- การทำชิ่ง 3 คน
นักเตะที่ฉลาดจะอ่านเกมไปล่วงหน้า 2 ก้าว ในระหว่างที่เพื่อน 2 คนกำลังทำชิ่ง ให้เราสลัดตัวประกบ แล้ววิ่งไปยังที่ว่างที่เราต้องการจะไป เพื่อรอจังหวะที่เพื่อนคนใดคนนึง จะสบโอกาส แล้วผ่านบอลให้กับเรา ดูรูป
3. แสควร์พาส
- ผ่านบอลให้เพื่อนที่วิ่งมาจากข้างหลัง
เป็นพื้นฐานง่ายๆของการรบกวนกองหลัง เมื่อเพื่อนอยู่ในตำแหน่งใกล้ๆ กับที่เราครองบอลอยู่ ให้เพื่อนวิ่งหลอกออกด้านข้างเรา เพื่อรบกวนกองหลังให้เสียสมาธิ จากนั้น ถ้าเค้าขยับตัวไปหาเพื่อนเรา โดยคิดว่าเราจะส่ง เราก็อาจจะลากหลบเค้าได้โดยง่าย หรือตรงข้าม ถ้าเค้าไม่สลัดเราไป เราก็ส่งให้เพื่อนได้ ดูรูป
- การลงมาช่วยเพื่อนในแดนหลัง
นักเตะใหม่ๆมักไม่สนใจในการจะลงมาช่วยเพื่อนในแดนหลัง หรือกลาง จริงๆแล้วการวิ่งลงมารับบอลจากเพื่อนข้างหลัง เปิดดอกาสให้เราทำชิ่ง 1-2 ได้ เพราะจะเป็นการดึงกองหลังที่ประกบเราให้ตามลงมา และเปิดโอกาสให้เราหรือเพื่อน ใช้พื้นที่ว่างที่เค้าทิ้งไว้ นำบอลไปเล่นได้อีก ดังรูป
- การวิ่งลงช่วยด้านข้าง
คล้ายกับอันที่แล้ว แต่จุดประสงค์ เน้นไปที่การดึงกองหลังออกจากตำแหน่งมากกว่าตั้งใจทำเกมรุก ดูรูป
4. การใช้ประโยชน์จากสแควร์พาส
- เปลี่ยนเป้าหมายในการบุก
เพื่อเปลี่ยนทางเดินในเกมรุก ให้ไปยังทิสทางที่เราต้องการ ( จุดอ่อนของคู่แข่ง ) สังเกตการวิ่งขึ้นมาช่วยเติมเกมของผู้เล่นดำ ( ดูรูป )
- การสร้างเกมรุกจากสแควร์พาส
ใช้ในการสร้างเกมรุกที่มั่นคง เป็นการผ่านบอลเพื่อรอให้กองหน้ามีโอกาสในการเข้าทำ เป็นการบังคับให้กองหลังเปิดช่อง เพราะต้องกังวลกับตำแหน่งของตัวเอง และลูกบอลที่เราพาเคลื่อนที่อยู่ ดูรูป
5. การส่งกลับหลัง
- การส่งกลับหลัง ในเกมรุก
เป็นการยืดเวลาครองบอลของทีมเราออกไป แต่ก็สามารถใช้ผสมกับการสร้างเกมรุกได้เช่นกัน เมื่อเราโดนกดดันบริเวณมุมธง ( หรือที่อื่น ) ทางเลือกของเราถูกจำกัดให้เหลือน้อย ให้เราผ่านบอลคืนหลัง และมองหาช่องว่างใหม่ๆ เพื่อรอรับบอลอีกครั้ง
- การวิ่งสลับกลับหลัง และผ่านบอล
เป็นการที่เพื่อนสกรีนกองหลังให้เรา จากการที่เราวิ่งย้อนลงมารับบอลจากเพื่อน และเราสามารถเปิดบอลได้ทันที
- การส่งกลับหลัง ในเกมรับ
ให้ดูรูป ตอนนี้ดำกำลังครองบอล มีทางเลือกคือส่งคืนหลังเพื่อป้องกันไว้ก่อน เพื่อนตัวกลางต้องวิ่งลงมาซ้อน เพื่อมั่นใจได้ว่าจะมาหนุนทัน หากเพื่อนที่ครองบอลต้องพลาดท่า หรือเสียตำแหน่ง ตอนนี้ดำที่ครองบอล จะสบายใจได้ว่ามีตัวซ้อน และมีเพื่อนให้จ่ายบอลได้อีก 1 คน ( ดำขวาสุด )
+ การจบสกอร์ +
คือการใช้ส่วนใดส่วนนึงของร่างกาย ในการทำประตู หรือไม่ใช้เลยก็นับว่ามีส่วนในการทำประตู เช่น การปล่อยลูกลอดขา หรือการโหม่งหลอก ยิงหลอก จากลูกที่เปิดมา แล้วปล่อยให้ผ่านเข้าประตูไปเลย
- หลักสำคัญของการจบสกอร์ที่ดี = แม่นยำ + พลัง + ความคาดเดาลำบาก
เมื่อเราได้บอลในตำแหน่งที่จะยิงได้ ให้คิดก่อนว่าเราจะยิงมันอย่างไรดี ใช้ส่วนไหน? แรงเท่าไหร่? ระยะทางจากบอลถึงประตูเท่าไหร? เรามีเวลาเท่าไหร่? ยิงไปตรงไหน? และยิงยังไงให้โกลด์คู่แข่งคาดเดาทิศทางลำบากที่สุด
สิ่งสำคัญคือการต้องตัดสินใจทำ ในชั่วเวลาแค่นิดเดียวที่โอกาสเปิดให้ คิดเร็วทำเร็วและยิงออกไป ถึงไม่ประสบความสำเร็จ ก็ยังดีกว่าคิดมากมายเกินไป และหมดโอกาสยิง
ความแม่นยำ...เมื่อเข้าไปในพื้นที่อันตราย สิ่งสำคัญของความแม่นยำคือ ยิงไปตรงไหนที่โกลด์จะรับไม่ได้ และด้วยวิธีไหนถึงจะทำให้ลูกยิงไปยังทิศทางที่เรากำหนดในใจ ชิพ หรือ แป หรือโหม่ง หรืออื่นๆ
อย่างแรกเราต้องรู้ว่าโกลด์ยืนอยู่ไหน ทำได้ด้วยการเหลือบมองด้วยหางตานิดนึงก่อนยิง ( ดาวยิงชั้นดี อาจไม่ต้องมองเลยด้วยซ้ำ ใช้สัญชาตญาน ) หรือถ้าจะให้ดี ควรมองตั้งแต่ก่อนเราจะได้รับบอลที่ส่งมา เมื่อบอลถูกส่งมา โกลด์จะอ่านทางที่เราจะยิง แล้วขยับมาปิดมุมที่เค้าคิดว่าเราจะยิง วิธีที่ดีที่สุด คือยิงไปในทางที่เค้าขยับจากมานั่นเอง!! มันยากที่เค้าจะพุ่งกลับไปในทางเดิม ดังรูป
ในกรณีที่เราไม่รู้ว่าโกลดือยู่ไหนจริงๆ ให้เชื่อสัญชาตญานตัวเอง ดาวยิงที่มีประสบการณ์มากพอ จะคาดเดาได้ว่า ด้วยลักษณะตำแหน่งที่เค้าได้ยิง โกลด์จะยืนอยู่ตรงไหน แต่คนที่ไม่มีประสบการณ์มาก่อน จะคิดว่าถ้าไม่เห็นโกลด์ จะยิงให้แรงที่สุดไว้ก่อน ซึ่งความแม่นยำก็จะลดตามไปด้วย
ถ้าเรามีความแม่นยำ + ประสบการณ์มากพอ ลูกยิงเบาๆก็เป็นประตูได้
พลัง....พลังหรือแรงยิง จำเป็นสำหรับลุกยิงจากพื้นที่ๆไกลออกจากประตู โกลด์ที่ไม่เตรียมพร้อม หรือหลุดตำแหน่ง อาจโดนลงโทษได้ ด้วยลูกยิงไกลที่แรงพอ การส่งแรงยิงที่พอเพียง จะช่วยให้ลูกมีความเร็วที่โกลด์จะสามารถรับได้ยาก แต่ความรุนแรงอย่างเดียว ก็ไม่สามารถเอาชนะโกลด์ที่เตรียมพร้อมตลอดเวลาได้เสมอไป
แต่ถ้ารุนแรง + แม่นยำ โกลด์คนไหนก็ยากที่จะรับได้
ความคาดเดาลำบาก...การฉวยจังหวะที่ฝ่ายตรงข้ามไม่คาดคิดไว้ได้ ก็สร้างโอกาสทำประตูเช่นกัน กองหน้าควรยิงทันทีที่เท้าเค้าอยู่ใกล้กับบอลในพื้นที่อันตราย และโอกาสเปิด จังหวะที่โกลด์ฝ่ายตรงข้ามไม่คาดคิด ว่าเราจะยิง เช่นบอลยังมาไม่ถึงจังหวะที่ดีที่สุดสำหรับยิง หรือการยิงด้วยวิธีแปลกๆอย่าง ตอกส้น หัวไหล่ ปล่อยลอดขา โหม่งหลอก เหล่านี้ล้วนยากแก่การป้องกัน ลูกยิงอาจจะออกไปไม่สวยนัก แต่รับรองว่ามีประสิทธิภาพพอจะเป็นประตู
- วิธีการจบสกอร์
หลุดเดี่ยว...ในสถานการณ์ 1-1 กับโกลด์ การใช้เสต็ปเท้าหลอกจะช่วยได้มาก หรือยิงเน้นไปที่มุมใดมุมนึง แต่จำไว้ว่าการตัดสินใจช้าเกินไป หรือคิดมากเกินไป จะเป็นสาเหตุหลักของความผิดพลาด
การเลี้ยงวนหลอกโกลด์...เช่นการหลอกให้โกลด์ขาตาย หรือตัดสินใจพุ่งคว้าบอลจากเท้าของเรา และในจังหวะนั้นเราต้องตัดสินใจให้เร็ว ที่จะลากหลบเค้าไปในทิศทางไหนที่เราคิดไว้
ยิงลอดขา...ในสถานการณ์ที่พบกับโกลด์ที่ดูเหมือนจะปิดมุมเอาไว้ได้หมด ให้เล็งไปที่หว่างขาของเค้า นั่นแหละคือ " ช่องว่าง " เดียวที่เค้าอาจจะไม่คาดคิดว่าเราจะยิง ลูกนี้เราต้องมั่นใจและแม่นยำ แนะนำให้ใช้ตอนที่เค้าเข้ามาใกล้เราแล้ว และเราหมดทางเลือกที่จะทำอย่างอื่นกับบอล
ชิพ...สำหรับโกลด์บางคนที่ชอบออกมานอกกรอบให้เร็วที่สุด และคิดจะพุ่งเข้ามาคว้าบอลจากเท้าเรา จังหวะที่เค้าออกมาไกลเกินไปเมื่อไหร่ ให้เราชิพบอลข้ามหัวเค้าทันที ( ถ้าให้ดี ควรเป็นจังหวะที่เค้าโถมตัวมาแล้ว และรั้งกลับไม่ทันอีกต่อไป )
ยิงไกล...ถ้าสภาพอากาศไม่ดีเช่นมีฝน ลูกยิงไกลที่แรงพอ แม้ทิศทางจะไม่ดีมาก แต่ก็อาจทำให้โกลด์รับบอลลื่นและพลาดได้ หรือถ้ามีลมพัดเข้าหาเค้า เราก็ควรลองถือโอกาสเสี่ยงยิงไกลดูบ้าง ลมจะเพิ่มแรงให้บอล หรืออาจเปลี่ยนทิศทางให้บอลแกว่งได้ อีกอย่างคือโกลด์ทุกคนที่ด้านถนัดในการพุ่งรับ ถ้าเรารู้ก็จงลองยิงไปในทางที่เค้าไม่ถนัด อาจจะเป็นสกอร์ได้เช่นกัน
ยิงเข้ามุมใดมุมนึง...ถ้าเราหลุดเข้ามาจากทางด้านข้าง และมีเพื่อนรออยู่ตรงกลางกรอบโทษ แต่เราตัดสินใจจะยิงเอง มองไปที่ประตู โกลด์ดูเหมือนจะยืนปิดมุมหมดแล้ว ดูจะมีแค่เสาใกล้ที่เราพอจะยิงได้บ้าง เราจะเลือกยิงไปทางไหน? เรามี 2 ทางเลือก 1 ยิงเสาใกล้ เผื่อเค้าจะรับบอลกระฉอกออกมา 2 ยิงไปเสาไกลที่ดูว่าเค้าจะรับได้ยากกว่า แต่ก็ยิงได้ยากกว่า ลองเถอะครับทั้ง 2 ทาง อย่าลืมว่ามีเพื่อนรออยู่ในกรอบอีก และพวกเค้าก็อาจได้เก็บตกจากลูกที่กระฉอกออกมา
ยิงมุมแคบ...โกลด์มักจะคิดว่าเราจะเปิดบอลจากจุดนี้ และเค้าจะออกมาจากเส้นเพื่อรอตัดบอล ตอนนี้แหละ เสาไกลได้เปิดให้คุณลองยิงแล้วอย่าอายที่จะลองยิงดูซักครั้ง แม้มันจะดูเป็นไปไม่ได้ โกลด์ชื่อดังหลายคนเคยโดนมาแล้ว ( โรนัลดินโญ่ยิงซีแมน ในบอลโลก 02, ฟิโก้ยิงบาร์เตซ ในเกม มาดดริด - แมนยู ชปล. 02-03 )
การยิงจากลุกโยน...เมื่อเห็นลุกโยนเข้ามาในกรอบ เตรียมการทรงตัวให้ดี และจำไว้ว่าในเคสนี้ จังหวะ สำคัญกว่า แรง การเข้าหาบอลที่ถูกจังหวะ จะทำให้เราเอาชนะกองหลังได้ และถ้าได้โหม่ง ให้โหม่งกดลงไปแถวเท้าของโกลด์จะดีที่สุด แต่ก้ไม่จำเป็นเสมอไป ถ้าเราสามารถเล็งไปที่มุมใดมุมนึงได้ มันก็โอเคแล้ว
.........
+ ฝึกการยิงประตู +
1. แบบเบสิค
เป็นการฝึกที่เหมาะกับผู้เริ่มต้น เริ่มจากผู้ยิงผ่านบอลให้ผู้จ่าย และผู้จ่ายตั้งกลับมาให้อีกที โดยบอลนั้นต้องยิงจากนอกกรอบ ( ดังรูป )
เริ่มแรกให้ผู้ยิงแตะบอลก่อนยิง เมื่อคล่องแล้วให้ยิงในจังหวะแรกทันที จะช่วยให้เทคนิคของการยิงไหลลื่นขึ้น
2. แบบ 3-2 และมีปีก
กองหน้า 3 คนเริ่มจากแถวเดียวกันใน 3 จุดและมีปีกด้วย ( ปีก + ห่างจากริมเส้น 20 หลา + ตรงกลางสนาม ) 2 กองหลังประจำตรงหน้ากรอบโทษ
เกมเริ่มจากกองหน้าตัวกลางสนาม ( ขวาสุด ) จ่ายบอลให้กองหลังก่อน จากนั้นกองหลังคืนบอลมาให้ปีกและเริ่มไล่บอลคืนได้เลย 3 กองหน้าต้องยิงให้ได้ โดยมีข้อแม้ว่าจะเล่นบอลได้แค่คนละ 3 จังหวะเท่านั้น
การส่งบอลครั้งแรก จากกองหน้าตัวกลางสนามให้กองหลังนั้น สำคัญมากในแง่จิตวิทยา เพราะจะช่วยให้กองหน้าตื่นเต้นน้อยกว่าการให้เค้าแตะบอลแล้ววิ่งไล่ไปเล่นเอง การมีปีกร่วมด้วยก็จะช่วยสร้างจินตนาการในเกมรุกให้กองหน้าได้มากขึ้นกว่าเดิม
3 แบบมาตรฐาน 5-4
เริ่มจากโกลด์เตะบอลไปยังกลางกลุ่มกองหน้า กองหน้าเริ่มเล่นได้เมื่อบอลตกลงพื้น จากนั้น 4 กองหลัง จะวิ่งออกมาไล่บอลจากมุมธงทั้ง 2 ข้าง ให้โอกาสทั้ง 2 ฝ่ายภายใน 7-10 จังหวะที่เล่นบอลเพื่อทำภารกิจของตน ( กองหน้าต้องยิงให้ได้ก่อน 7-10 จังหวะ ในขณะที่ถ้ากองหลังแย่งบอลได้ กองหน้าต้องไล่บอลคืน ก่อนที่กองหลังจะเคาะบอลครบ 7-10 จังหวะเช่นกัน ไม่งั้นแพ้ )
การฝึกแบบนี้ช่วยแนะนำแนวทางการเล่นโดยรวมให้ทั้งกองหน้า และกองหลัง กองหน้าต้องฉีกกองหลังให้ได้ ในขณะที่กองหลังต้องพยายามตั้งโซนรับให้เหนียวแน่น
.............
+ การโหม่งบอล +
โหม่งยังไง?
- อย่างแรกที่ต้องเข้าใจคือ ควรใช้ส่วน " หน้าผาก " เท่านั้นในการโหม่งบอล ซึ่งเป็นส่วนที่สัมผัสแล้วเราจะไม่บาดเจ็บ เพราะมีกระดูกที่หนารองรับอยู่
สิ่งหนึ่งที่จะทำให้เราโหม่งได้ไม่ดี คือความกลัวตามสัญชาตญาณของมนุษย์ ที่ต้องคอยปกป้องศีรษะตามธรรมชาตินั่นเอ
ขอบคุณครับเอ :25:
แล้วไมมีสองจู๋ อ่ะ
เอาไว้เล่น วินนิ่ง เหรอ เอ :21:
ไม่ได้บอกวิธีการกดท่าทีนะเนี้ย
ใครอยากทำ ซีดานเทิร์น ให้หมุน สติ๊กขวาเป็นวงกลมนะครับ :21:
ถ้าพุ่งล้มต้อง L2+R2+R1
ไม่ใช่แล้ว :07:
อ่านไว้เป็นโคช นะเจ๋งเลย
อ้างคำพูดจาก: พันเอก เมื่อ 04 เม.ย. 2008, 17:58 น.
ถ้าพุ่งล้มต้อง L2+R2+R1
สี่เหลี่ยม + X จะล๊อกหลบ
R1 รัวๆๆ จะสับขาหลอกครับ
โอ้ว สาระ :25: (ไม่สนวินนิ่ง :52:)
ดีจังเลย :12:
ปล. L2+O 2 ที จะโยนบอลเข้าหัวพอดีครับ :04:
งั้นเออ่านทำความเข้าใจ แล้วมาเป็นโค้ชซะ :07:
กดยิงพอประมาณ แล้วระหว่างที่ง้าง กดสามเหลี่ยม จะเพิ่มความแรงให้ลูกยิงครับ
ไม่เข้าก็ โกล์ปัดออก :52:
อ้ะ :07:
สุดยอดมากเลย ขอไปแปะเว็บผมได้มั้ยครับ เผื่อให้น้อง ๆอ่าน
เออ ลืมไปเอ
นี่เป็นเทคนิค บ่ใช่เทคติก
แท็กติกสุดยอดอันนึงที่เห็นจากลุงโอ๋ ก็คือ
เลี้ยงไปหยุดต่อหน้าคู่ต่อสู้ แล้วก็ยืนดูบอลค้างไว้ 5 วิ :07:
ใครไม่งงผมก็งงให้ละครับงานนี้
อ้างคำพูดจาก: แอน เมื่อ 21 เม.ย. 2008, 22:47 น.
แท็กติกสุดยอดอันนึงที่เห็นจากลุงโอ๋ ก็คือ
เลี้ยงไปหยุดต่อหน้าคู่ต่อสู้ แล้วก็ยืนดูบอลค้างไว้ 5 วิ :07:
ใครไม่งงผมก็งงให้ละครับงานนี้
:43:
เหนื่อยไง แอน
แต่ผมก็กะให้เขาพรวดเข้ามาแหละ
จะได้ไปต่อ
แต่พวกดันรู้ทันหรือ งงก็ไม่รู้ :43:
เทคนิค เหรอครับ ผมเทคโน ตีกันมั้ย :37:
เทคโนไหนครับ จะได้นับรุ่นได้ถูก :37:
เทคโนโลยี ครับ
ตึก โป๊ะ!
(http://www.travelfortoday.com/T42DAYPIC/malaysia19.jpg)(http://www.89powerzone.com/resizer.php?imgfile=./photo/board/11567.jpg&size=350)
:09:
:30: ตูแปลอยู่ตั้งนาน ไอ้บ้าห้าร้อย
:30: +กันย์
สรุปมันแปลว่าอ่ะไร :07:
ทวินทาวเวอร์ กะ ที่ดักปลา :33:
อ๋อ :25:
แหม :52:
กว่าตูจะแปลออก
ตึก โป๊ะ :30:
อ๋อ อ๋อนี่คือรู้ แล้วอ่ะครับ ว่ามัน คือ ตึกแฟด กับที่ดักปลา(ซึ่งจริงๆแล้ว ก็เพิ่งรู้ตอนบอกเมื่อก้แหละ)
แล้ว มันอย่างไรนะครับ ขอชัดๆ หน่อย เพราะ ผมนี่ ซ้ำชั้น 4 ปีเพราะตกอังกฤษวิชาเดียวเลยนะครับ (แล้วจะอวดทำไม :37:)
ก็รูปตึก กับรูปโป๊ะไง
(http://www.89powerzone.com/resizer.php?imgfile=./photo/board/11567.jpg&size=350)
(http://www.travelfortoday.com/T42DAYPIC/malaysia19.jpg)
(http://www.travelfortoday.com/T42DAYPIC/malaysia19.jpg)
อ๋อ แล้ว จะเอาตึกแฝดมา ให้คิดมากทำไมมายยยยย :05: แล้วไอ้เจ้าโป๊ะนั่นขอเป็นโป๊ะเรือได้มั้ย :12:
อ้างคำพูดจาก: โอ๋ ระจัน...ผ่านมา เมื่อ 22 เม.ย. 2008, 01:34 น.
(http://www.89powerzone.com/resizer.php?imgfile=./photo/board/11567.jpg&size=350)
(http://www.travelfortoday.com/T42DAYPIC/malaysia19.jpg)
(http://www.travelfortoday.com/T42DAYPIC/malaysia19.jpg)
มาเป็นจังหวะ ซิงเกิลสะโตรปโรว เลยนะครับ
อ้างคำพูดจาก: จักรี เมื่อ 22 เม.ย. 2008, 01:35 น.
อ๋อ แล้ว จะเอาตึกแฝดมา ให้คิดมากทำไมมายยยยย :05: แล้วไอ้เจ้าโป๊ะนั่นขอเป็นโป๊ะเรือได้มั้ย :12:
พอดีกูเกิ้งแล้วมันเจอพอดีน่ะครับ :30:
จริงๆว่าจะเอาโป๊ะเรือนั่นแหละ แต่หาไม่เจอ
ยังไม่จบ ยัง ยัง
http://img2.f0nt.com/flash/e5e8b8cae6fa0f19520127ecaf82e88c.swf
มาเป็นทำนองเลยวุ๊ย :30: :30:
ขอพาราริเดิ้ลแบบคร่อมจังหวะหน่อย :30:
:30: :30: :30: :30: :30:
อ้างคำพูดจาก: แอน เมื่อ 22 เม.ย. 2008, 01:58 น.
ยังไม่จบ ยัง ยัง
http://img2.f0nt.com/flash/e5e8b8cae6fa0f19520127ecaf82e88c.swf
ต๊าย
หายไปนาน
ไป โป๊ะตึกๆ นี่เอง :21:
:30: นี่ค่อยดูเป็นโป๊ะ ตึก ๆ หน่อย
:30: :30: :30:
:30: ขยัน จริงจริ๊ง
:30: :30:
ฮา ตึก โป๊ะ! กันย์ :30:
:30b:
ช่วยส่งแบบที่มีรูปให้ด้วยนะคับ
จะเป็นพระคุณอย่างสูง..
.ผมอยากได้มานานแล้ว..
ดีใจมากที่ได้เห็นและได้อ่านข้อความนี้..
ยังงัยก็ขอรบกวนส่งให้ด้วยนะคับ..ขอบพระคุณมาก..เอ
adiwa01101001@hotmail.com
ตึก โป๊ะ เนี่ยเหรอครับ :09:
ผมทำอะไรลงไปเหรอ :31:
พี่คับพอดีผมเพิ่งหัดเล่นบอล อย่างเล่นกะเพื่อนได้อะคับ
พอดีโค้ชไม่ยอมสอนผมเพราะว่าผม เล่นช้ากว่าเพื่อนแกเลยไม่สอน
อยากได้แบบฝึกทักษะพี่มากคับช่วยส่งแบบพร้อมรูปให้หน่อยนะคับ
จะขอบพระคุณอย่างสูง
ช่วยหน่อยนะคับพอดีสมัครสมาชิกเวบแล้วเมลล์ไม่ตอบกลับซะทีเลยต้องใช้สถานะขาจรไปพลางๆ
ช่วยส่งให้ด้วยนะครับพี่
จะขอบพระคุณอย่างสูง
เล่น FM2008 :01: :01: :01:
ขอด้วยครับ
สวัสดีครับกว่าผมจะเข้ามาตอบกระทู้พี่ใด้ทำผมซะเหนือยเลยพี่ครับช่วยส่งเมล์ที่มีภาพให้ผมหน่อยนะปีใหม่นี้ขอให้พี่มีแต่หญิงไหลมาเท มา ผมต้องการใช้จริงๆ ปล.ผมมีพี่สาวนะครับสวัสดีปีใหม่ครับ
อ้างคำพูดจาก: iannnnn เมื่อ 22 เม.ย. 2008, 01:58 น.
ยังไม่จบ ยัง ยัง
http://img2.f0nt.com/flash/e5e8b8cae6fa0f19520127ecaf82e88c.swf
ชอบบบบ
ประกาศนะครับ รูปไม่มีนะครับ มีแต่ ข้อความ :37:
อะไร :44:
ขุดครับ
เจออันนี้มา จากพันทิป แต่มันเกี่ยวกับฟุตบอล เลยเอามาลงนี่
++Bob Pearce: สุดยอดทีม ต้องมีส่วนประกอบเช่นไร?++
credit : http://tomkinstimes.com/2013/08/what-are-the-ingredients-of-a-great-team/ (http://tomkinstimes.com/2013/08/what-are-the-ingredients-of-a-great-team/)
คำว่า"ผม"ในที่นี้จะเป็นคำแทนตัวผู้เขียนที่ชื่อBob Pearce*
ผมขอกล่าวโดยสรุปก่อนว่า "ใครคือหัวใจระหว่าง ผู้เล่นหรือทีม?" ในการออกสำรวจครั้งนี้.
"ในสถานการณ์ที่ต่างกัน เราจะเห็นการทำหน้าที่ของผู้เล่นแต่ละคนแตกต่างกันไปในสนาม อะไรเป็นสิ่งจำเป็นเมื่อทีมอยู่ในช่วงเวลาครอบครองบอล(ทั้งคนที่บอลอยู่กับตัวและไม่อยู่กับตัว)
และอะไรที่ทีมต้องการเมื่อสูญเสียการครองบอล มันเป็นสิ่งที่เราจะนำมาพูดคุยกันแล้วชี้ชัดลงไปว่าใครควรจะทำหน้าที่อะไรในแต่ละสถานการณ์
(วิ่งช่วยซ้อน, ขยับหาช่อง, รับบอลแล้วดึงจังหวะ, ขึงและบีบพื้นที่, รักษาตำแหน่ง, ไล่เพรสซิ่ง, กวนฝ่ายตรงข้าม, ปิดช่องจ่ายบอล ฯลฯ)
และในที่นี้จะกล่าวถึงหน้าที่ของนักเตะที่ต้องได้สัมผัสกับลูกบอลในสนาม ซึ่งเรา(ผมและทีมงาน)ได้เก็บนำมารวมกันเพื่อวิเคราะห์ทางสถิติ
อาจจะเป็นไปได้ว่าเราสามารถนำมาเป็นกฎเกณฑ์เบื้องต้นเพื่อทำการคัดเลือกนักเตะที่ต้องการ ว่าใครสามารถนำมา ปิดจุดอ่อน-เสริมจุดแข็งภายในทีม"
ผมหมดความอดทนที่จะรอใครซักคนมาทำวิจัยเรื่องพวกนี้ให้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา, ผมจึงใช้ช่วงเวลาที่มีในการทำแบบสำรวจเพื่อให้ได้ข้อมูลในเชิงตารางวิเคราะห์.
องค์ประกอบ(Elements)
ถูกแยกออกมาเป็นข้อๆตามที่เคยมีบทความของ Mihail Vladimirovจำแนกแต่ละหน้าที่ของผู้เล่นในสนามออกเป็นทั้งหมด24หน้าที่
ส่วนผมนำมาประยุกต์เพิ่มเติมโดยใส่ 30องค์ประกอบเข้าไปด้วย เพื่อให้ชี้ชัดเข้าไปอีกว่าตำแหน่งไหนต้องการองค์ประกอบอะไร
และสามารถช่วยรองรับผู้เล่นในอีกตำแหน่งได้อย่างไร โดยจะแยกออกเป็น3หัวข้อใหญ่เพื่อรองรับ30องค์ประกอบอีกที
(http://img3.f0nt.com/04/67bba4a2785ebc44dc3752c53a48cede.jpg)
Physical-กายภาพ: ความแกร่ง-strength, ความสูง-height, ความเร็ว-speed, ความสมดุลของร่างกาย-balance, การเคลื่อนที่-mobility, ความคล่องตัว-agility.
Mental-สภาพจิตใจ: ระเบียบวินัย-discipline, สมาธิ-concentration, ความกล้า-bravery, เล่นเป็นทีม-team work, ปิดพื้นที่-closing space,
เหนียวแน่น-tenacity, นิ่ง-calmness, วิสัยทัศน์-vision, คาดการณ์แม่นยำ-anticipation, ตัดสินใจรวดเร็ว-speed of execution, คุมจังหวะเวลา-timing,
สร้างพื้นที่-creating space, แม่นแท็คติค-tactical awareness, อดทน-patience.
Technical-เทคนิค: เล่นลูกกลางอากาศ-heading, ตัดบอล-tackling, ไปกับบอลได้ดี-close ball control, จ่ายสั้นแม่น-accurate short pass,
จ่ายยาวแม่น-accurate long pass, โยนบอล-crossing, เลี้ยงบอล-dribbling, หาพื้นที่ว่าง-finding space, ไหวพริบดี-flair, จบสกอร์-finishing
จะเห็นว่าแต่ละองค์ประกอบจะถูกออกเป็น3หมวดใหญ่ๆ เพื่อให้เห็นว่ามีแค่9องค์ประกอบเท่านั้นที่เกี่ยวข้องกับ "การเล่นกับลูกบอล"
ซึ่งนั่นก็คือในหมวดของ "Technical-เทคนิค" ส่วนที่เหลืออีก24องค์ประกอบนั้นเป็นเรื่องที่ซ่อนอยู่ในผู้เล่นแต่ละคน
หากเรานำบทบาทของผู้เล่นแต่ละตำแหน่งมาวางเทียบดูว่าใครต้องมีคุณสมบัติใดสอดคล้องกับ30องค์ประกอบนี้บ้าง ก็จะได้แบบตารางข้างล่างนี้
(http://img3.f0nt.com/04/1f3f3bd6eaf3d13a6f7eb9b8942148b4.jpg)
Stopper: กองหลังตัวกลาง(เซ็นเตอร์) หยุดจังหวะการพาบอลมาทำประตูของฝ่ายตรงข้าม
Defensive full back: เซ็นเตอร์ที่ถ่างออกไปรองรับตำแหน่งแบ๊ค เวลาที่แบ๊คขึ้นบุก(คล้ายกับคาร่ายุคเฮียโปน)แต่จะไม่ยืนสูง
Possession-friendly defender: เซ็นเตอร์ที่เล่นกับบอลได้ดี(คล้ายแอ็กเกอร์)ในเวลาที่กองกลางยังไม่วิ่งมารับบอล
Supporting full back: แบ๊คที่รับหน้าที่เติมเกมบุกให้สะเด่า(คล้ายเลตัน เบนส์-เอฟเวอตัน)
Ball-playing defender: เซ็นเตอร์ที่พาบอลลุยขึ้นไปเองได้(คล้ายดาวิด ลุยซ์-เชลซี)
Overlapping full back: แบ๊คที่รับหน้าที่เติมเกมบุกทะลุถึงเส้นหลังและเล่นเกมรุกเป็นเพื่อนกับปีก(คล้ายอัลเวส, คาร์ลอส-บราซิล)
Wing-back: แบ๊คที่รับหน้าที่วิ่งขึ้นวิ่งลงเพื่อเชื่อมเกมตลอดทั้งเกม ส่วนใหญ่จะเจอในแผน3-5-2
Retriever: กองกลางตัวตัดบอล(กลางรับ รอยคีน-วิเอร่า)
Recycling retriever: กองกลางที่ช่วยตัดบอล-คุมจังหวะบอล เป็นการผสมกันระหว่างRetriever+ Passer เป็นหนึ่งในสามเหลี่ยมของแผนที่ใช้กองกลางสามคน(คล้าย อลองโซ่สมัยราฟาฯ)
Passer (also known as a recycler): กองกลางทำหน้าที่ควบคุมจังหวะบอลของทีม การออกบอล-รับบอล(ชาบี้-บาซ่า)
Deep-lying playmaker: เป็นกองกลางที่ยืนต่ำที่สุดในแผงกลางของแผนกลางสามคน รับบอลจากกองหลัง(ลูคัส,บุตเก็ตส์)
Creator: กองกลางที่มีอิสระในการเล่น เลี้ยงบอล-จ่ายบอล-พาลุย-ยิงเอง ครบเครื่อง(MK, Ozil)
Number 10: หน้าต่ำ เป็นเพลย์เมคเก้อร์มีหน้าที่พาบอลบุกก่อกวนฝ่ายตรงข้ามเป็นหลัก(คูตี้)
False 10 (known also as a second forward): ตำแหน่งกองกลางที่ใช้ในสถานการณ์พิเศษเช่น ขาดแคลนเพลย์เมคเก้อร์ มีหน้าที่วิ่งทำเกมในแนวดิ่ง-ช่วยเหลือหน้าเป้า-สร้างพื้นที่-ฉีกแนวรับ
Box-to-box midfielder: กองกลางที่สมบูรณ์แบบ ต้องใช้พลังงานสูง วิ่งจากกรอบโทษตัวเองถึงกรอบโทษฝั่งตรงข้ามได้ตลอดเกม รับได้-รุกได้ไม่มีหมด(เจอร์ราร์ดยุคราฟาฯ)
Winger / Inverted winger: ตำแหน่งปีก มีหน้าที่รักษาการริมเส้น โยนบอลเข้าในเป็นหลัก เหมาะกับระบบ4-4-2
Wide forward: กองหน้าด้านกว้าง เหมาะกับระบบ 4-3-3 มีหน้าที่เล่นริมเส้นและเลี้ยงตัดเข้าใน ยิงเองได้ พาลุยได้ เปิดบอลได้
Inside-forward (known also as a wide poacher): เป็นตำแหน่งหน้าด้านกว้างที่วิ่งในแนวเส้นทะแยงมุม เพื่อเป็นตัวคอยต่อบอล-เคลื่อนที่รักษารูปทรงการบุก-ยิงเอง
Wide creator: ตำแหน่งหน้าด้านกว้าง แต่จะหุบเข้ามาช่วยทำเกมแทนนักเตะNo.10ในบางครั้ง กรณีที่ทีมต้องการเจาะตรงกลางมากกว่าด้านริมเส้น
False 9 (also known as a roaming forward): ตำแหน่งที่ใช้ในสถานการณ์พิเศษเช่น ขาดแคลนกองหน้า ช่วงชิงแดนกลาง และมีหน้าที่ต้องทำประตูได้ด้วยความสามารถของตนเองและสนับสนุนเพื่อนกองกลางคนอื่นทำประตูด้วย
Deep-lying forward: คล้ายๆกับตำแหน่ง False 9 แต่ต่างตรงที่อาจจะมีลูกเล่นแพรวพราวน้อยกว่า อาศัยสรีระทางร่างกาย, ใช้วิ่งเข้าเติมเขตโทษ, วิ่งตัดหลังแบ๊ค, ทำประตู
Poacher: คือตำแหน่งของผู้เล่นหมายเลข9 มีหน้าที่ทำอย่างไรก็ได้ให้ทีมได้ประตู(ตอร์เรส ยุคราฟาฯ)
Target-man: คล้ายๆกับ Poacher แต่จะอาศัยพละกำลังกับสรีระเข้าช่วยมากกว่าในการทำประตู-พักบอลในแดนหน้า(คาโรล, เฮสกี้)
ทริปเปิ้ล - HAT TRICK !!!!! :56:
มีอยู่สององค์ประกอบที่เราพบมากสุดใน24ตำแหน่งของผู้เล่น
-อันแรกคือ จ่ายสั้นแม่น(Accurate short passing)ซึ่งจะมีก็แค่ตำแหน่งStopper และDefensive full-back เท่านั้นที่ดูไม่ค่อยจำเป็นต้องใช้.
-อันที่สองมีอยู่สององค์ฯคือ คาดการณ์แม่นยำ(Anticipation) และ คุมจังหวะเวลา(Timing) ซึ่งทั้งคู่เป็นองค์ประกอบที่น่าสนใจในหมวดของ Mental-สภาพจิตใจ.
ยังมีองค์ประกอบที่ดูจะพบไม่ค่อยถี่นักในการเล่นฟุตบอลนั่นก็คือ โยนบอล(Crossing) ซึ่งจะพบอยู่แค่3หน้าที่ของผู้เล่นด้านกว้างเท่านั้น,
ในขณะที่ ความอดทน(Patience)ก็จะพบใน5หน้าที่ของผู้เล่นที่มีหน้าที่เปลี่ยนเกม(รับ-รุก)เช่นกัน
อีกสิ่งหนึ่งในตารางข้างบนที่คุณสามารถเห็นได้นั่นก็คือ จะมีหน้าที่อยู่3คู่ที่ใช้องค์ประกอบเหมือนกันทุกประการ นั่นก็คือ
Stopper และDefensive full-back,
Possession-friendly defender และSupporting full-back,
Inside-forward (aka Wide poacher) และPoacher
ด้วยเหตุผลนี้ การเลือกผู้เล่นเข้าสู่ทีมจึงมีความยืดหยุ่นได้ในตัว
ยกตัวอย่างในการเลือกผู้เล่นกองกลาง2คนที่ทำหน้าที่อื่นๆมาทำในอีกหน้าที่หนึ่ง เช่น "ตัวทำลายเกม-destroyer" และ"ตัวปั้นเกม-creator"
เลือกมาทำหน้าที่ควบคู่กันในตำแหน่ง"Retriever" และ"Deep-lying playmaker"ตามลำดับ เราสามารถมองเห็นองค์ประกอบของสองหน้าที่นี้ว่าสอดคล้องกัน
อย่างไร เพราะทั้งคู่ต่างเป็นผู้เล่นที่ต้องแข็งแรงแต่ก็มีจุดอ่อนที่อีกคนนึงต้องเติมเต็มซึ่งกันและกัน
(http://img3.f0nt.com/04/6651b60f6b1d2ddf6a529d4c1b47d1c8.jpg)
จากรูปบน มิดฟิลด์2คนที่ต้องเล่นในหน้าที่'destroyer'/'creator'เป็นคู่หูกันนั้นไม่จำเป็นต้องมีคุณสมบัติ Height, Speed, Balance, Agility, Heading,
Dribbling, Creating Space, และ Finishing มากกว่าคนอื่นๆในทีมเลย
เพียงแต่ผู้เล่นในหน้าที่Retrieverต้องการคุณสมบัติทางด้านMobility, Closing Space, Tenacity, Strength, Bravery, และTackling
มากกว่าผู้เล่นในหน้าที่Deep-lying playmakerซึ่งมีความสามารถด้านนี้ด้อยกว่าเท่านั้น.
ส่วนคุณสมบัติเด่นที่Deep-lying playmakerต้องการมากกว่าRetrieverก็คือ Finding space, Close ball control, Calmness, Patience, Vision, Flair,
Speed of Execution, และ Accurate long passing
"ไม่ได้สำคัญว่าโค้ชจะเรียกร้องคุณสมบัติทั้งหมดจากตัวผู้เล่นหนึ่งคน แต่สำคัญที่ว่าเมื่อเล่นคู่กันแล้วสามารถเติมเต็มในอีกส่วนที่ขาดหายไปได้"
หากคุณต้องการจะมองหาผู้เล่นที่ลงไปเล่นในแต่ละตำแหน่ง/หน้าที่ คุณสามารถประเมินพวกเขาได้จากตารางการประเมินความสามารถผู้เล่น
แต่ละคนที่มีองค์ประกอบแต่ละอันโดดเด่น(หากพวกเขาฟิตพอ) ไม่ว่าจะเป็นผู้เล่นในตำแหน่งใดๆก็ตาม
การสอดประสานกันเพื่อปิดจุดอ่อน-เสริมจุดแข็งเป็นเรื่องสำคัญที่สุด.
หากจะลองจับสองมิดฟิลด์ที่เล่นในตำแหน่ง Retriever=Mascherano, Deep-lying playmaker=Alonso เป็นคู่หูที่ขึ้นชื่อว่าดีที่สุดในยุคราฟาฯ
มาลองเทียบกันแบบปอนด์ต่อปอนด์แล้ว คุณจะเห็นได้ว่าพวกเขาเป็นองค์ประกอบที่ปรุงแต่งได้กลมกล่อมเลยทีเดียวดังรูปข้างล่าง
(http://img3.f0nt.com/04/3ac5c42af55ae223d2ee53ebaeeb5e74.jpg)
แต่กลับกันหากเราเลือกใช้งานนักเตะที่มีองค์ประกอบคล้ายๆกันลงสนามเมื่อไหร่ล่ะก็ ทีมจะมีจุดอ่อนให้คู่ต่อสู้เจาะได้ทันที
ดังตัวอย่างข้างล่างนี้ที่หยิบนักเตะสไตล์อลองโซ่ลงสนามพร้อมกันสองคน
(http://img3.f0nt.com/04/c99de8f635acf431b3ac4c4451f5b1f4.jpg)
ดูได้จากช่องสีแดงแนวนอนที่เขียนว่า "Not covered" จะมีจุดอ่อนให้คู่ต่อสู้ลงโทษได้ทันทีหากเลือกนำเข้ามาไว้ในทีมแล้วเอาลงสนามพร้อมกัน
นั่นก็คือองค์ประกอบทางด้าน "Strength, Mobility, Bravery, Tenacity, และTackling" ที่ด้อยลงไป
หรือถ้าคุณจะมองหาWing-back สักคน คุณก็ต้องพิจารณาองค์ประกอบด้วยว่าเขาสามารถใช้งานแทนOverlapping full back ได้ด้วยหรือไม่
เพราะคุณย่อมต้องการองค์ประกอบ"Flair-ไหวพริบดี"ในตัวเขาเช่นกัน
หากต้องการให้Box-to-box midfielder ลงไปเล่นในตำแหน่งแทนFalse 10 คนๆนั้นก็ต้องมีองค์ประกอบทางด้าน"ความคล่องตัว-agility"และ"Flair-ไหวพริบดี"ด้วย.
ตัวอย่างนักเตะที่กำลังจะเป็นตำนานสำหรับสโมสรเช่นเจอร์ราร์ด เราลองมาดูกันว่าแต่ละยุคสมัยนั้นเขาถูกผันตัวเองให้ทำงานกี่หน้าที่บ้าง?
-ในยุคHoullier และBenitez(ปีแรก) เขารับหน้าที่Box-to-box midfielder
-ในยุคBenitezปีที่สอง เขารับหน้าที่Winger
-ในยุคBenitezปีที่สาม เขารับหน้าที่ทั้งBox-to-box midfielder และWinger ตามแต่แท็คติคของราฟาฯในแต่ละเกมส์
จนกระทั่งในปี2007ที่มีการนำเข้า Torres เจอร์ราร์ดก็ถูกมอบหมายหน้าที่ False 10 เพื่อสนับสนุนตอร์เรสจนโด่งดังไปทั่ว
และเข้าสู่ยุคปู่รอยและดัลกลิช เจอร์ราร์ดก็ถูกมอบหมายหน้าที่False 10 และDeep-lying playmaker
การทำหน้าที่อันหลังนี้ก็เพราะผลจากการที่เขาเริ่มมีอายุเพิ่มขึ้นและอาการบาดเจ็บติดตัว
จะเห็นว่าองค์ประกอบSpeed ไม่จำเป็นในหน้าที่Deep-lying playmaker แต่องค์ประกอบด้านPatience กลับถูกพัฒนาขึ้นมาเป็นจุดเด่นแทน
ดังรูปข้างล่างนี้
(http://img3.f0nt.com/04/77ba821005fb0a807a6123cc416f0297.jpg)
สรุป
ทีมระดับ "marquee-มีชื่อเสียง" ที่เรารู้จักกันมักจะมีการปิดจุดอ่อน-เสริมจุดแข็งเพื่อให้ทีมของพวกเขาอยู่ในระดับที่แข่งขันได้
แน่นอนว่านักเตะบิ๊กเนมนั้นย่อมต้องการจะเล่นในแชมเปี้ยนลีกเพราะพวกเขาต้องการเข้าไปอยู่ในทีมที่มีแต่ผู้เล่นชั้นยอด
แต่จะประสบความสำเร็จเพียงใดคงไม่มีใครทราบได้ หากจะเทียบกับการปรุงเนื้อสเต๊กรสเลิศแล้ว การที่สเต๊กจะมีรสชาตดีหรือไม่
ไม่ได้ขึ้นอยู่กับทักษะของเชฟปรุงอาหารเพียงอย่างเดียว แต่มันหมายถึงการหยิบเนื้อที่คัดสรรมาแล้วปรุงพร้อมกับเครื่องปรุงที่ต้องการ
ให้รสชาตที่ได้นั้นเลิศหรูอลังการสมกับราคานั่นเอง. (ลิเวอร์พูลกำลังหยิบเนื้อและเครื่องปรุงจากแต่ละที่มาปรุงให้เข้ากันอยู่ครับ ^^)
:12: ความรู้ดีๆ.......เยี่ยมครับ
เอาไว้เล่น Football Manager ได้เลยครับเนี่ย
แหะ ๆ :42:
ผมศึกษาเอาไว้ใช้คุมทีมฟุตบอลบุคลกร ของมหาลัยครับ :42: :42:
โอว ลุงบักซ์เป็นโค้ชเหรอครับ
ดีเลย ผมกำลังอยากเรียนโค้ชครับ
มันต้องไปเรียนที่ไหนยังไงครับ เว็บของ สมาคมฟุตบอลก็ไม่บอกอะไรเลย
:46:
ผมไม่ใช่โค๊ชระดับนั้น แค่คุมทีมบุคลากร ไปแข๋งกีฬาบุคลกรทบวงทั่วประเทศเอง...
แต่ทีมบุคลากรของมหาลัยต่างๆนี่ น้องๆดิวิชั่นสองเลย บางทีมเล่นระดับดิวิชั่น1 ได้เลย
มีการทำทีม ฝึกซ้อมและเล่นกันจริงจังมากๆ หลายๆทีมมีพวกทีมชาติเก๋าๆอยู่ด้วย
เพียงแต่มีระบบโซนอายุเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้เกมยังไม่หนักมาก แต่ก็จริงจังในระดับโหดเลยหละ.....
ปล.ส่วนเรื่องเรียนโค๊ชนี่ รู้สึกจะมีสมาคมผู้ฝึกสอนอยู่นะ เขาจะมีเปิดอบรมกันบ้าง แต่ไม่บ่อย แต่ถ้าเรียนจริงจังนี่ คงต้องไปที่เยอรมัน น่าจะหาข้อมูลได้ที่การกีฬาแห่งประเทศไทย
ต้องไปถึงเยอรมันเลยเหรอครับ :05:
งั้นคงเป็นได้แค่ฝัน :05: :05: :05: :05:
อยากเป็นผู้จัดการทีมฟุตบอล :42:
จากประสบการณืที่เล่นบอลมาหลายปี
คำว่าผู้จัดการทีมในความหมายของคนไทยคือ คนทำทีมนะครับไม่ใช่โค๊ช
ประมาณว่าเป็นคนที่เอาเงินมาลงทุนสร้างทีม มีหน้าที่หาเงินมาใช้จ่ายในทีม
จ่ายเงินเดือนนักเตะ พาไปเลี้ยง ให้โบนัสเวลาแข่งชนะ อะไรพวกเนี้ย
ส่วนโค๊ชคือคนที่คลุกคลีกับนักเตะ นำซ้อม วางแท๊กติก จัดตัวลงแข่ง สั่งเปลี่ยนตัว แก้เกม อะไรพวกเนี้ย
ที่เห็นๆส่วนมากจะเป็นพวกอดีตนักเตะมีดีกรีทีมชาติเก่าหรือเก๋า และก็มีส่วนน้อยที่ผ่านการอบรมโค๊ชอย่างจริงจัง
ปล.แต่บางทีผู้จัดการก็จะเข้ามายุ่งเรื่องโค๊ชเรื่องวางตัวด้วยนะ ตามนิสัยคนไทย กูจ่ายเงินทำทีมนะกูมีสิทธิ์อะไรเงี้ย
คืองี้ครับ
ตามนิยามตัวเอง ผู้จัดการทีมของผม
เป็นแบบในอังกฤษครับ
คุมซ้อม วางแท็กติก หาผู้เล่น ทำการซื้อขาย
ตำแหน่งผู้จัดการทีมในแบบของไทยน่ะ ถ้าเทียบที่อื่น มันน่าจะคล้าย ๆ กับประธานฝ่ายเทคนิคนะครับ
:46:
http://pantip.com/topic/30999560/comment19 (http://pantip.com/topic/30999560/comment19)
อันนี้น่าสนใจครับ การวิเคราะห์เกม
:12:
อยากได้ไฟล์ที่มีภาพมากครับ pm ไปหาเจ้าของกะทู้แล้วไม่ตอบ
ใครมีเอามาแบ้งปันหน่อยครับ พอดีจะมีแข่งบอล
ขอบคุณครับ
อ้างคำพูดจาก: ottowan เมื่อ 14 ม.ค. 2014, 19:33 น.
อยากได้ไฟล์ที่มีภาพมากครับ pm ไปหาเจ้าของกะทู้แล้วไม่ตอบ
ใครมีเอามาแบ้งปันหน่อยครับ พอดีจะมีแข่งบอล
ขอบคุณครับ
จขกท แจ้งไว้ที่หน้าก่อนๆแล้วครับ ว่าไม่มีไฟล์ภาพแล้ว เหลือแต่ text ครับ
มี pm มาด้วยเหรอ ไปเช็คก่อนนะ :30:
ไม่ได้ pm มาซะหน่อย :37: :37: :37: :37: