หลังจากที่ได้อ่านผ่านเว็บ ในที่สุดผมก็ได้หนังสือเล่มนี้มาอ่านจนได้
(http://img2.f0nt.com/23/c03827ea82abe05164b80c46e7c24fa9.jpg)
หลังจากที่ได้อ่านไปแล้วพบว่ามีการบัญญัติศัพท์ใหม่ๆ พร้อมคำแปล อาทิเช่น จ๊าบ เด็กแนว
อันนี้ไม่ค่อยน่าสนใจเท่าไหร่
แต่ประเด็นที่น่าสนใจคือพวกทับศัพท์ภาษาอังกฤษ
จุดสังเกตคือทางราชบัญฑิตด้เขียนคำอ่านทั้งหมดโดยใช้ วรรณยุกต์ ประกอบเยอะมาก
แว๊บแรกที่อ่านคือ รับไม่ค่อยได้ แต่พออ่านไปมันก็รู้สึกว่าควรเขียนแบบนี้แหละ เหมือนเขียนให้อ่านง่ายขึ้น รองรับชาวต่างชาติเรียนภาษาไทย
แต่คงต้องใช้เวลาพอสมควร
ยกตัวอย่างเช่น
พรีเมียร์ ต้องเขียนว่า พรีเหมี่ยร์
อัปเดท ต้องเขียนว่า อั้ปเดต
การ์ดเชิญ เขียนว่า ก๊าร์ดเชิญ
และที่น่าสนใจคือ ฟอนต์ ต้องเขียนว่า ฟ้อนต์ แฮะ
เฮ้ยนี่มันปฎิวัติงานเขียนเลยนะเว้ยเฮ้ย เลยต้องรีบแนะนำให้ลองหาอ่านกันนะครับ
ปล. ส่วน แฟกซ์ เขียนได้ทั้งสองแบบคือ แฟกซ์ และ แฝ็กซ์
อนาคตมันมีโอกาสกลายเป็นฟร้อนไหมคะ :07:
นอมินี่แปลว่าอะไร :09:
อ้างคำพูดจาก: สหายนานา เมื่อ 23 มี.ค. 2008, 20:24 น.
นอมินี่แปลว่าอะไร :09:
บุคคลหรือองค์กรที่ถูกใช้ืชื่อดำเนินกิจการต่างๆ เพื่อผลประโยชน์ของเจ้าของตัวจริง (อ. Nominee)
ผมว่างานนี้คงต้องใช้เวลาทำใจกันพอสมควรล่ะครับ กับคำหลายๆ คำที่เราใช้กันคุ้นหูคุ้นตากันมาพอสมควร
อ้าว ใส่วรรณยุกต์ หมดเลย
แล้วเด็กไทยจะเป็นหนังสือถูกกันได้ยังไง ถ้าผู้ใหญ่ทำร้ายสมองเด็กแบบนี้
อีก 10 ปี เค้าจะเปลี่ยนอีกไหมอ่ะ ขี้เกียจจำ เกรียนดีกว่าง่ายดี
:30:
อ่านตอนแรก นึกว่า โหยป๋าเลย์จำได้เป็นคำๆเลยวุ้ย
ลืมไป เปิดหนังสืออยู่นิ
ปล ไอ้พรีเมียร์ นี่อ่านยังไงให้ได้ พรีเหมียร์นะ
อ้างคำพูดจาก: สหายนานา เมื่อ 23 มี.ค. 2008, 20:24 น.
นอมินี่แปลว่าอะไร :09:
เป็นคำทับศัพท์มาจากคำว่า nominee (n.)
ที่แปลว่าผู้มิสิทธิเข้าชิงตำแหน่งก็ได้นิ
ตัวอย่างเช่น Oscar nominee ไงนิ :09:
จอแบน น. จอโทรทัศน์หรือจอภาพคอมพิวเต้อร์ ที่มีลักษณะแบน
ก. มีนมเล็กมาก (ใช้กับหญิงสาว) :30:
อยากได้มาก :25:
ไปดูที่เส้งโหกะ B2S หาดใหญ่มันไม่มีขาย :23:
รู้สึกว่า ราชบัณฑิตฯ เขาอยากให้ คำ่ที่ทับศัพท์ ตรงกับวรรณยุกต์ออกเสียง .. มากเกินไป :08:
เฮ่ย มันมาแล้วเหรอ :08:
บางคำผมว่าไม่น่าบัญญัติเลย มันแสลงไป แบบ เด็กแนว ไรเงี้ย
ความจริง คำทับศัพท์มันก็ควรจะเขียนให้มีวรรณยุกต์แบบนี้แหละถูกแล้ว
แต่ถ้าใครเอามาใช้ตอนนี้ คงถูกมองแบบแปลกๆ ... เลยไม่รู้จะมีสื่อไหนกล้าที่จะเริ่มใช้ไหม :37:
วรรณยุกต์เยอะ
มันทำให้เด็กเล็ก ๆ ที่ต้องการเรียนคำภาษาไทยแบบทับศัพท์ก็ยากขึ้นนะครับ
คนคิดไม่ได้ใช้ คนใช้ไม่ได้คิด
:07:
ไม่ต้องห่วงหรอกครับ
ขนาดคำเดิม ๆ ธรรมดาสามัญ เด็กบางคนสมัยนี้เค้ายังสามารถตัดออกจนหมด
อย่าพูดถึงคำใหม่ ๆเลย ว่าจะเพิ่มวรรณยุกต์หรือการันต์มาอีกกี่ตัว
เด็กไทยเราไม่สนหรอกครับ -*- :33: :33:
ล่าสุดไปเจอศัพท์ใหม่ใน i-like
"งิแงะ" :30:
:08:
อ้างคำพูดจาก: 蓝月 (lán yuè) เมื่อ 23 มี.ค. 2008, 21:20 น.
ล่าสุดไปเจอศัพท์ใหม่ใน i-like
"งิแงะ" :30:
มันแปลว่าอะไร๊ :30:
เซมเซม งุงิ คริคริ มั้ง :37:
ลองไปดูหมวด ร เรือ สิคะ
มีคำว่า "ร้องอย่างควายโดนเชือด" ด้วยแหละ :46:
(ป.ล. ไม่ "อย่าง" ก็ "เหมือน" เนี่ยแหละ จำไม่ได้อะ...)
แล้วฟ้อนสุดฯ จะเชื่อใครดี :37:
เชื่อของเดิมค่ะ :37:
เชื่อตัวเองดีกว่า :37:
โฮกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก :37:
เชื่อในสิ่งที่เฮ็ด เฮ็ดในสิ่งที่เซื่อ
เชื่อในสิ่งที่เชื่อ ทำในสิ่งที่ทำ :37:
งั้นขอเชื่อสักแสนนึงดิ :37:
หัดให้เด็กไทยเขียนภาษาอังกฤษแทนน่าจะง่ายกว่าเยอะเลย :34:
คำใหม่น่าเกลียดแฮะ เวาลาทำป้ายใหญ่ๆแล้วใช้คำพวกนี้คงแปลกพิลึก :08:
เห็นด้วยสระลอยคว้างๆ ไปมา
ปกติภาษาไทยจัดยากกว่าอังกฤษอยู่แล้ว
อ้างคำพูดจาก: จอนจัด เมื่อ 23 มี.ค. 2008, 22:17 น.
งั้นขอเชื่อสักแสนนึงดิ :37:
ให้ล้านนึงเลย :52:
ดูไปดูมามันเหมือนภาษาโบราณเลยเนอะที่ต้องลงวรรณยุกต์ครบ
มันช่วยเรื่องการเรียนเพื่ออ่านได้ดีนะ แต่คนทำงานออกแบบ
กับงานสิ่งพิมพ์เนี่ยสิ :44:
ไม่มะเลย :11:
มะ?
ผมว่ามันไม่เคยมีการกำหนดมาก่อนเลยดูขัดหูขัดตามั้งครับ และที่สำคัญคือปล่อยใช้มานานจนคนใช้ติดไปซะแล้ว
ถ้าเป็นอย่าง ซึนามิ ---> สึนามิ มันจะโอเคไงครับ
แต่ยังไงทุกอย่างก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลง ทางราชบัญฑิตคงถกกันมาเยอะแล้วล่ะครับ
(อย่าง มุก มุข คำเดียวนี่ผมไปดูในเว็บราชบัญฑิตมีการถกเถียงกันซะยาวเลย)
ปล. จากที่อ่านหน้าคำนำ คำชี้แจงของหนังสือเล่มนี้เป็นเหมือนหนังสือรวมศัพท์ที่เพิ่มใหม่จากพจนานุกรม ปี 42
อันนี้ผมคิดว่าคงทำพจนานุกรมออกบ่อยๆคงไม่ไหว เลยออกมาแยกเป็นอ๊อปชั่นเสริมจากเล่ม 42 แบบนี้จะเร็วกว่า
และเห็นว่าจะออกทุกๆ 2 ปี คงไม่ใช่หนังสือที่ทำเล่นๆขำๆล่ะครับ (แม้ว่าจะีมีคำว่า จ๊าบ ที่แปลว่า ทันสมัย ก็ตาม)
เพิ่มเติมครับ
มีการสะกดคำสั้นคำยาวในเล่มนี้ด้วยครับ
อย่างเช่น แฮมเบอร์เกอร์ ถ้า แฮม รู้สึกจะกลายเป็นคำยาวไป ต้องเป็น แฮ็มเบอร์เก้อร์
เออเหมือนจะเข้าท่าแฮะ (ผมรู้สึกว่าแยกแบบนี้แล้วชัดเจนในการอ่านดี)
แฮ็มเบอร์เก้อร์
เริ่ดสะแม็นแต็น
คำที่ถอดมาจากภาษาต่างประเทศของราชบัณฑิตฯ เขาไม่ได้สะกดตามนิยมนะครับ
แต่เขายึดหลักการการถอดรูปออกมาจนเป็นคำที่ขัดหูขัดตาเรานี่แหละ
เคยคุยไว้ในจู๋วิบัติทีนึงตอนที่เดือน(ใช่มะ)แปะลิงก์จากพี่บิ๊ก (บอกออะบุ๊ก) เรื่องศัพท์เด็กแนวเนี่ย
ในนั้นมีหลายคำที่พี่แกชื่นชม หลายคำที่เห็นแล้วฮ่วย และหลายคำที่รับไม่ได้เด็ดขาด
แต่ก็ให้เรารู้ไว้เลยครับว่าตามหลักเขาเขียนยังงี้นะ แล้วพอเราใช้จะใช้ยังไง
ถึงจะรับไม่ได้ก็เหอะ
ราชบัณฑิตต้องขบคิดกันมาดีแล้วแน่นอนค่ะ
แต่ละคนก็กว่าจะได้รับพระบรมราชโองการแต่งตั้งเป็นราชบัณฑิตได้ไม่ใช่ง่าย ๆ ย่อมต้องรอบคอบในการทำงานอยู่แล้ว
อาจารย์ที่คณะเค้าก็เป็นราชบัณฑิตนะ (ตำแหน่งแก ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ คุณหญิง.... :46: )
มีตอนหนึ่งเพื่อนไปพูดหน้าชั้น แทนตัวเองว่า "ดิฉัน"
อาจารย์บอกว่า "ให้อ่านว่า 'ดิชั้น' นะ เดี๋ยวนี้นิยมอ่านกันว่าดิชั้น คำ ๆ นี้ต่อไปให้อ่านว่าดิชั้น ราชบัณฑิตมีมติแล้ว"
คือรู้สึกแปลกๆ ครับ
เรื่องที่ราชบัณฑิต มีคำว่า "อนุโลม" หรือ "นิยม"
คือความรู้สึกของผมแค่นึกว่า จะมีราชบัณฑิตไว้เป็น "มาตรฐาน" เสียอีก
อ้างคำพูดจาก: ฺBuob Marley เมื่อ 24 มี.ค. 2008, 01:56 น.
คือรู้สึกแปลกๆ ครับ
เรื่องที่ราชบัณฑิต มีคำว่า "อนุโลม" หรือ "นิยม"
คือความรู้สึกของผมแค่นึกว่า จะมีราชบัณฑิตไว้เป็น "มาตรฐาน" เสียอีก
เคยอ่านเจอสักที่อะค่ะ
ราชบัณฑิตบอกว่า คำบางคำถ้าใช้กันไปอีกอย่างจากของเดิมชนิดที่กู่ไม่ค่อยกลับแล้ว ก็จะอนุโลมไปตามนั้นค่ะ
อย่าง "ปรนัย" คำอ่านที่ถูก = ปะระนัย; ที่นิยม = ปอระนัย
ก็จะเขียนคำอ่านว่า "ปรนัย [ปะระ-; ปอระ-] น. ................"
ราชบัณฑิตแกบอกว่า ให้อ่านได้ทั้งสองอย่าง ไม่ผิด
:12:
ภาษามีการเปลี่ยนแปลงเสมอครับ ใช้ๆไปเดี๋ยวก็ต้องมีการเปลี่ยนกันอีกล่ะครับ
ภาษาที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงคือภาษาที่ตายแล้ว :52:
บางคำที่เพี้ยน ก็ปรับปรุงตามยุดให้สะดวกตามสมัยน่ะครับ
แต่ถ้าปรับปรุงให้มันเย้อ ยืด ยาวเกินไปก็ไม่ดี
ก็แค่คิดน่ะครับ (อีกแล้ว) :42:
ว่าจริงๆ คำบางคำออกเสียงตามหลักแต่เดิมมันก็ไม่ได้ยากอะไร ทำไมๆ..
อีกหน่อยก็คงอนุโลม "หวัดดีงับ" ครับ ดูว่่าใกล้จะกู่ไม่กลับแล้ว :30:
หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์แกเคยวิจารณ์ราชบัณฑิตไว้นะ
"คำว่า 'ใน' เปิดพจนานุกรมดู ราชบัณฑิตยสถานว่า 'ว. ตรงข้ามกับนอก'
คำว่า 'นอก' เปิดพจนานุกรมดู ราชบัณฑิตยสถานว่า 'ว. ตรงข้ามกับใน'
โอ๊ย จะบ้าตาย"
:30: เค้าเลื่อมใสราชบัณฑิตนะ แต่ตรงนี้ขอเลื่อมใสหม่อมฯ ตรงที่กัดได้ใจเนี่ยแหละ
"หากเป็นเยี่ยง นี้ เหตุใดมิกลับไปใช้ภาษาเมื่อกาลสมัยอโยธยาเสียเลยเล่า ภาษาที่พวกท่านจักใช้ในเพลานี้ มันเกิดวิบัติมามากมายเสียเหลือเกิน มันวิบัติมานับแต่เมื่อคราท่านที่เดือดเนื้อร้อนใจในเหตุนี้จะเกิดเสียอีก
ข้าพเจ้า อยากย้อนถามท่านอีกครา ว่าตั้งแต่ท่านเกิดออกมาจากครรภ์แล้วไซร์ ได้ใช้ภาษาแลสำเนียงเดียวกับที่ข้าพเจ้ากำลังพรรณานี้แล้วหรือไม่เล่า ณ. ครานี้ท่านได้ใช้ภาษาสำเนียงเดียวกับข้าพเจ้าหรือไม่เล่า หากมิใช่ ท่านนั่นแล ที่เป็นเหตุทำให้ภาษาวิบัติมาจนถึงบัตินี้
กาลสมัยเปลี่ยน ภาษาเปลี่ยน หาใช่เหตุพิลึกพิลั่นอันใดไม่''"
http://th.uncyclopedia.info/wiki/ภาษาวิบัติ
อ้างคำพูดจาก: :†:Ϊη ģŎđ шε Ţѓűśţ :†: เมื่อ 24 มี.ค. 2008, 02:15 น.
http://th.uncyclopedia.info/wiki/ภาษาวิบัติ
:30:
อ้างอิง(http://images.uncyc.org/th/thumb/3/35/%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%96%E0%B8%B5%E0%B8%9A.JPG/250px-%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%96%E0%B8%B5%E0%B8%9A.JPG)
ตัวอย่างการใช้ภาษาวิบัติของคนบางคน
อ้างคำพูดจาก: YURi+ เมื่อ 24 มี.ค. 2008, 02:14 น.
หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์แกเคยวิจารณ์ราชบัณฑิตไว้นะ
"คำว่า 'ใน' เปิดพจนานุกรมดู ราชบัณฑิตยสถานว่า 'ว. ตรงข้ามกับนอก'
คำว่า 'นอก' เปิดพจนานุกรมดู ราชบัณฑิตยสถานว่า 'ว. ตรงข้ามกับใน'
โอ๊ย จะบ้าตาย"
:30: เค้าเลื่อมใสราชบัณฑิตนะ แต่ตรงนี้ขอเลื่อมใสหม่อมฯ ตรงที่กัดได้ใจเนี่ยแหละ
ตูเคยเปิดเจออะไรทำนองนี้เหมือนกัน
ข้าศึก แปลว่า ศัตรู
เปิดคำว่าศัตรู เจอคำแปลว่า ข้าศึก :37:
คือคงคิดว่ามันต้องเข้าใจสักคำสิวะ :30:
น่ารักดีนะ พรีเหมี่ยร์ แฮ็มเบอร์เก้อร์ ฟ้อนต์
อ่านง่าย เสียงถูก แต่คงไม่คุ้นเคยมากเลยแรกๆ
ผมว่าคงเป็นเรื่องของความเคยชินน่ะครับ :52:
ใช้ๆไปคงชินกันเองแหละครับ
( แต่ไม่ชอบเลย ให้ตายเถิด :05: )
เป็นธรรมดามั้ง
เวลาเจอคำว่าการเปลี่ยนแปลงแล้วเราจะกรี๊ดไว้ก่อน :37:
คงใช้เวลาไม่นานในการปรับตัวให้คุ้นเคย :52:
ไม่รู้พจนานุกรมเล่มใหญ่จะเปลี่ยนวิธีเขียนด้วยหรือเปล่า (ต้องดูกันต่อไป)
เพราะเล่มนั้นเล่มเดียวที่รัฐบาลประกาศให้ใช้เป็นมาตรฐานในการเขียนหนังสือไทย
และยังมีประกาศราชบัณฑิตฯ ว่าด้วยวิธีทับศัพท์ที่รัฐบาลให้ใช้เป็นมาตรฐานในการทับศัพท์
(ประกาศวิธีทับศัพท์ ให้เขียนคำภาษาต่างประเทศโดยไม่ต้องใส่วรรณยุกต์ ถ้าไม่ชวนให้สับสนกับคำไทย)
ส่วนพจนานุกรมคำใหม่เหมือนว่าใช้อ้างอิงและอธิบายคำใหม่
ตอนนี้ การเขียนอย่างเป็นทางการคงต้องเขียนตามประกาศรัฐบาลทั้งสองฉบับนั้นแหละ (คิดว่านะคะ)
- ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ระเบียบการใช้ตัวสะกด (http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/00090541.PDF)
- ประกาศสำนัีกนายกรัฐมนตรี เรื่อง หลักเกณฑ์การทับศัพท์ภาษาต่างประเทศ (http://www.ratchakitcha.soc.go.th/RKJ/announce/search_result.jsp?SID=AC7E08680ACEC933EE5F9F01152B5628)
* ถ้าลิงก์ข้างต้นดูไม่ได้ เข้าเว็บราชกิจจานุเบกษา (http://www.ratchakitcha.soc.go.th) แล้วค้นหาราชกิจจาฯ ด้วยคำสำคัญ (keyword) ต่อไปนี้
(ค้นตรงช่อง "การค้นหาอย่างง่าย" จะอยู่ข้างบน ๆ เวลาเข้าเว็บแล้ว > ดูราชกิจจาฯ ฉบับล่าสุด ค่ะ)
- ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ระเบียบการใช้ตัวสะกด
- ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี หลักเกณฑ์การทับศัพท์
:25: ขอบคุณครับ +
ลิงก์ล่างดูไม่ได้เลยครับ ทั้งหมาย่างทั้งไออี 6-7 :44:
โอ้ว ใส่วรรณยุกต์ ถูกใจ ใช้ง่าย :25: +ให้ .....
....
....
....
อ้าว ไม่มีคนให้บวก :08:
ผมว่ามันก็แล้วแต่ยุคสมัยหล่ะครับทุกๆอย่างย่อมเปลี่ยนไปตามกาลเวลาไม่เว้นแม้แต่ภาษา
ยกตัวอย่างคำว่าเป็น สมัยก่อนก็เขียนว่า "เปน" (แต่สมัยนี้ถ้าใครเขียนแบบนี้ก็จะถูกตราหน้าว่าไอ้นี่(แม่ง)ทำภาษาวิบัติ)
อิอิ
แต่เรื่องมีวรรณยุกต์ในภาษาฝรั่ง ส่วนตัวผมไม่เห็นด้วยแฮ๊ะ :08: :08:
เพราถ้าดูดีๆการที่ไม่มีวรรณยุกต์มันเป็นตัวบ่งบอกรากศัพท์ว่าคำนี้เอามาจากภาษาฝรั่ง แบบที่พวกคำไม้จัตวาไม้ตรีส่วนใหญ่(ตั๋งโต๊ะ ก๋วยเตี๋ยว) เป็นคำที่เราเอามาจากภาษาจีน หรือไม่ก็พวกคำที่มี ฤ ฆ ษ ศ เป็นคำที่เอามาจากภาษาบาลีสันสกฤต
สุดท้าย ขนาดประเทศสารขันยังมีนายกชื่อสมุครได้ มี รมต มหาดสารขันชื่อ ฉลุมได้ คำว่า สวัสดีงับ จะเป็นภาษาที่ถูกต้องก็คงไม่แปลกแล้วหล่ะ
อุ๊ยๆๆๆ ไม่ได้พาดพิงใครนะจ๊ะ
^
^
^
ใครหว่า :09:
---------
อะ อ๋อ หัวหน้าชุดยิง ก. นี่เอง :21:
เปน นี่ถ้าเดี่ยวๆก็ไม่มีใครไปว่าวิบัติหรอกครับ
ปกติมันจะมากะพวก เด๋ว เปง งัฟ อะไรพวกนี้น่ะครับ
ผมว่าเรื่องของภาษานี่ เป็นเรื่องค่อนข้างกว้างครับ
ยิ่งภาษาไทยไม่ใช่ภาษาที่ตายแล้วเหมือนภาษาบาลี ยิ่งทำให้ง่ายต่อการพลิกแพลง
อันที่จริง ต้นเหตุของภาษาวิบัติ ก็มาจากคนใช้ภาษานั่นเอง
ปล.เกร็ดนิดๆหน่อยๆ หากมองให้ลึกซึ้ง ภาษาไทยก็มีต้นกำเนิดมาจากภาษาบาลี-สันสกฤต ที่มีอายุยาวนานกว่า 3,500 ปี
แบ่งออกเป็น 2 อย่าง คือ พยัญชนะวรรค(เป็นพวกเดียวกัน) 1 และ พยัญชนะอวรรค(ไม่เข้าพวก) อีก 1 ตามนี้
พยัญชนะวรรค :
1 2 3 4 5
ก ข ค ฆ ง (กัณฐชะ ฐานคอ)
จ ฉ ช ฌ ญ (ตาลุชะ ฐานเหงือก)
ฏ ฐ ฒ ฑ ณ (มุทธชะ ฐานเพดานปาก)
ต ถ ท ธ น (ทันตชะ ฐานฟัน)
ป ผ พ ภ ม (โอษฐชะ ฐานริมฝีปาก) - ฐาน คือ ที่ตั้ง,ที่เกิด สังเกตตัวอักษรพวกนี้เวลาพูดจะมีอวัยวะที่กล่าวมาเป็นตัวขับเคลื่อน
พยัญชนะอวรรค : ย ร ล ว (ศ ษ - สันสกฤตมี บาลีไม่มี) ส ห ฬ อ (ตัวนิคหิตด้วย - ํ) ตัวในวงเล็บ คือ นิคหิต บาลี จะเรียก นิคคหิต สัน. จะเรียก นฤคหิต
ทั้งแถวของเลข 1 คือ อักษรกลาง แถวสอง อักษรสูง 3-4 ต่ำคู่ (ต่ำคู่ คือ มีเสียงคู่กับอักษรสูง) 5 คือ ต่ำเดี่ยว ส่วนเศษวรรคก็ลองไล่ดูครับ:42:
หากนับรวมระยะเวลาทั้งหมด ก่อนที่จะพัฒนาเป็นภาษาไทย อายุอานามของภาษาที่เราใช้ (จนกำลังจะวิบัติอีกรอบ) ก็มิใช่น้อยเหมือนกันนะครับนี่ :14:
อ๊ะ...แล้วสระล่ะ :09:
อ้างคำพูดจาก: =[-L-]= เมื่อ 29 มี.ค. 2008, 03:12 น.
ผมว่าเรื่องของภาษานี่ เป็นเรื่องค่อนข้างกว้างครับ
ยิ่งภาษาไทยไม่ใช่ภาษาที่ตายแล้วเหมือนภาษาบาลี ยิ่งทำให้ง่ายต่อการพลิกแพลง
อันที่จริง ต้นเหตุของภาษาวิบัติ ก็มาจากคนใช้ภาษานั่นเอง
ปล.เกร็ดนิดๆหน่อยๆ หากมองให้ลึกซึ้ง ภาษาไทยก็มีต้นกำเนิดมาจากภาษาบาลี-สันสกฤต ที่มีอายุยาวนานกว่า 3,500 ปี
แบ่งออกเป็น 2 อย่าง คือ พยัญชนะวรรค(เป็นพวกเดียวกัน) 1 และ พยัญชนะอวรรค(ไม่เข้าพวก) อีก 1 ตามนี้
พยัญชนะวรรค :
1 2 3 4 5
ก ข ค ฆ ง (กัณฐชะ ฐานคอ)
จ ฉ ช ฌ ญ (ตาลุชะ ฐานเหงือก)
ฏ ฐ ฒ ฑ ณ (มุทธชะ ฐานเพดานปาก)
ต ถ ท ธ น (ทันตชะ ฐานฟัน)
ป ผ พ ภ ม (โอษฐชะ ฐานริมฝีปาก) - ฐาน คือ ที่ตั้ง,ที่เกิด สังเกตตัวอักษรพวกนี้เวลาพูดจะมีอวัยวะที่กล่าวมาเป็นตัวขับเคลื่อน
พยัญชนะอวรรค : ย ร ล ว (ศ ษ - สันสกฤตมี บาลีไม่มี) ส ห ฬ อ (ตัวนิคหิตด้วย - ํ) ตัวในวงเล็บ คือ นิคหิต บาลี จะเรียก นิคคหิต สัน. จะเรียก นฤคหิต
ทั้งแถวของเลข 1 คือ อักษรกลาง แถวสอง อักษรสูง 3-4 ต่ำคู่ (ต่ำคู่ คือ มีเสียงคู่กับอักษรสูง) 5 คือ ต่ำเดี่ยว ส่วนเศษวรรคก็ลองไล่ดูครับ:42:
หากนับรวมระยะเวลาทั้งหมด ก่อนที่จะพัฒนาเป็นภาษาไทย อายุอานามของภาษาที่เราใช้ (จนกำลังจะวิบัติอีกรอบ) ก็มิใช่น้อยเหมือนกันนะครับนี่ :14:
อ๊ะ...แล้วสระล่ะ :09:
นั่นมัน "อักษร" หรอกค่ะ ไม่ใช่ "ภาษา"
ภาษาไทยของเราก็เกิดจากเราเอง แล้วก็มีเอาของต่างชาติมาบ้าง เช่น ภาษาล้านนา ภาษาอีสาน ภาษาใต้ ภาษากลาง
แล้วอักษรไทยก็ไม่ได้มาจากภาษาบาลี-สันสกฤตด้วย พ่อขุนรามฯ ปรับปรุงมาจากอักษรเขมรเมื่อ ๗๐๐ กว่าปีที่แล้ว
ซึ่งอักษรเขมรก็วิวัฒนาการมาจากภาษาอินเดียหลายแขนง เช่น พราหมี
แล้วอักษรอินเดียส่วนใหญ่ (ทั้งพราหมี บาลี สันสกฤต ปัลลวะ เทวนาครี ฯลฯ เป็นต้น) เขาก็มีพยัญชนะประมาณนี้ทั้งนั้น
ภาษาบาลี-สันสกฤตนี่เป็นต้นกำเนิดภาษาทางฟากยุโรปโน่นค่ะ
เช่น นาม (บาลี) - name (อังกฤษ) - nom, nommer (ฝรั่งเศส) - nominus (ละติน) : ความหมายเดียวกันทั้งนั้น
เข้าใจคิดนะคะ
พรีเหมี่ยร์ :08: