ครั้งแรก
เหตุการณ์หรือการกระทำ ที่เกิดกับคุณเป็นครั้งแรกในชีวิต
ได้ยินมาว่า ความรู้สึกแรกมักฝังใจจำ และแปลกใหม่เสมอที่ได้ทำ
นึกย้อนดูอาจจะเห็นเป็นขำๆ หรือหดหู่สุดแสนจะระยำ
จะแบบไหน ไหนลองมาเล่าสู่กันฟัง แบ่งปันความรู้สึก
ณ เวลานั้น ๆ ให้อ่านหน่อย
เช่น ครั้งแรกที่ได้ไปต่างประเทศ
ครั้งแรกที่ดูหนังในโรงหนัง
ครั้งแรก ที่ได้ออกเดท
ครั้งแรกในการกินอาหารที่ตัวเองไม่ชอบที่สุดในชีวิต
ครั้งแรกที่ได้ออกทีวี
ครั้งแรก ที่ได้มีคดีเป็นของตัว
ครั้งแรกที่ได้ลงเล่นการเมือง
ครั้งแรกที่สุดเคืองการเมืองไทย
เอ่อ จะครั้งแรกแบบไหน ก็ได้ นะครับ
-------------------------------------------------
คุณเชื่อมั้ย น้ำหน้าอย่างผมเนี่ย เคยขึ้นเรือบินมาแล้วนะครับ !!
เป็นประสบการณ์ครั้งแรกและครั้งเดียวในชีวิต ถึงแม้จะเป็นภายในประเทศก็เหอะ
เมื่อ ประมาณ 3ปี ก่อนหน้านี้ มีงานเร่งของทางหน่วยงานราชการหน่วยงานหนึ่ง
มาจ้างให้ทำคู่มือ ที่ว่าด้วยการเตรียมตัวหนีภัยซึนามิ
เผื่อแจกจ่ายให้กับประชาชนที่อาศัยอยู่ตามฝั่งอันดามัน
เป็นงานเร่งมาก มากขนาดที่ว่าทีมงาน
ต้องอดหลับอดนอนทำกัน 3-4 วันติดๆ
ไม่แน่ใจว่าตอนนั้นพิมพ์ไปกี่หมื่นเล่ม
ด้วยตัวกระผม ตอนนั้นมีหน้าที่เพียงแค่ช่วยเหลืองาน
พวกคอนเท้นและการรับส่งเอกสาร(massager)
แต่ก็ต้องผลันตัวเองมาช่วยงานดีไซน์
เรียกว่าเป็นงานแรกๆ เลยก็ว่าได้ แต่ด้วยเวลาที่เร่งมาก
ทางโรงพิมพ์ไม่สามารถพิมพ์ได้หมดให้ทันเวลา
หนังสือส่วนหนึ่งถูกส่งขึ้นเครื่องบินไปก่อนหน้านี้
ยังเหลืออีกบางส่วนผมจำไม่ได้ว่า กี่ร้อยเล่ม
แต่ต้องส่งให้ทันการซ้อมหนีภัยสึนามิที่ภูเก็ต
หลังจากอดหลับอดนอน มา 2 วัน กับงานฝั่งดีไซน์
ผมก็ได้รับหน้าที่ให้ไปนั่งรอรับเพจ
ในช่วงนี้ เหมือนจะได้นอนแต่ก็ไม่ได้นอน
เนื่องจากเป็นงานเร่ง หลายอย่างต้อง
ไปนั่งปรับกันที่นั่น ตั้งแต่ตอนเย็นของวันหนึ่ง
จนถึงรุ่งขึ้นของวันใหม่เพราะกำหนดส่งของ
ที่เหลือให้กับเจ้าหน้าที่ ซึ่งรอรับของขึ้นเครื่องไปภูเก็ต
คือตอนเที่ยงของวันนี้ ตอนเช้าจำได้ว่างานเสร็จ
ประมาณ 8โมง ผมต้องเอาเพจไปที่โรงพิมพ์
ด้วยความเร่งรีบและตื่นเต้น เพื่อใช้เวลาพิมพ์
โดยมีเวลาไม่ถึง 2 ชั่วโมง ผมขี่มอไซต์จาก
ฝั่งสยาม ไปฝั่งธน โดยใช้เวลาประมาณ 40นาที
พร้อมกับสะพายเพจที่ได้ไว้ข้างหลัง
พอไปยืนเฝ้าที่โรงพิมพ์เดินไปเดินมา
ด้วยความกระวนกระวาย
พี่ๆต้องไปรอรับหน้าลูกค้าอยุ่ที่สนามบิน
ติดต่อกันด้วยมือถือตลอดเวลา
ผมรายงานการพิมพ์ให้กับพี่ชายได้รู้ เล่มต่อเล่ม
หลังจากพิมพ์เสร็จ ต้องมาเข้าสันเย็บเล่ม
ผมก็ต้องเข้าไปช่วยด้วยเพราะกังวลจนทนไม่ไหวอยากจะช่วย
เวลาผ่านไป เที่ยงครึ่ง งานก็เสร็จ
แต่หน้าที่ผมยังไม่เสร็จผมต้อง เอาหนังสือ
ใส่ลังกระดาษมัดด้วยเชือกฝางสีแดง
อุ้มขึ้นมอไซต์มุ่งหน้าตรงไปที่ดอนเมือง
ถึงแม้จะเลยกำหนดเวลามาแล้ว
แต่อย่างไรก็ต้องทำหน้าที่ให้มันจบๆ
ซะที เดี๋ยวจะต้องเหนื่อยเปล่ากัน
ผมถึงดอนเมืองเวลาบ่ายโมงกว่าๆ
ผมจอดรถแล้วอุ้มลังกระดาษ
ที่ผูกมัดด้วยเชือกฟางสีแดงตรงไปหาพี่ๆที่รออยู่
ในใจหวังเพียงแค่ว่าเจ้าหน้าที่คนนั้นจะยังคงรอ
พี่ๆ รอผมอยู่ที่นั่น บอกว่าเจ้าหน้าที่เขาขึ้นเครื่องไป
ตั้งแต่เที่ยงแล้ว พวกผมนั่งปรึกษากันอยู่ซักพัก
พี่ชายก็ ตัดสินใจให้ผมไปส่งของที่ภูเก็ตด้วยตัวเอง
จริงๆ แล้ว ผมเป็นฝ่ายอาสาเองแหละ
เพราะรู้ว่าด้วยความสามารถตอนนั้น
เรื่องที่ช่วยได้ก็มีเพียงเท่านี้เอง
ทุกคนต่างมีงานที่ต้องไปสะสาง
เอาละถือเป็นการขึ้นเครื่องบินครั้งแรกในชีวิตของผม
แต่ผมกลับไม่ได้ดื่มด่ำกับมันเลยด้วยซ้ำ TT
เพราะความรู้สึกที่ต้องแข่งกับเวลา ยังมีอยู่ เมื่อได้รับรู้ว่า
การซ้อมจะมีขึ้นตอนเย็นของวันนี้
ด้วยความหวังเพียงน้อยนิด แต่ต้องทำให้ได้
เครื่องบินการบินไทยลำหนึ่งกลายเป็นส่วนหนึ่งในประสบการณ์แรกของผม
เวลาทะยานสู่ท้องฟ้าคือเวลาบ่ายสองโมงตรง
กลับลงแตะพื้นเกาะภูเก็ตคือเวลาเย็นกี่โมงจำไม่ได้
ความหวังที่จะได้นอนบนเครื่องบินกลายเป็นความฝันที่ต้องสลายลง
เมื่อ น้ำในหูและเครื่องในของผมแทบจะปลดปลงอวกลงเสียให้ได้ TT
การต่อสู้กับสภาวะร่างกายของตัวเองบนความสูงเสียดฟ้าเป็นเวลากว่าสองชั่วโมง
ได้รับเพียงคำแนะนำจากคุณลุงสวมสูทที่นั่งข้างๆ แต่เป็นคำแนะนำที่ทำให้ผมรู้สึกว่า
ยิ่งใหญ่และมีค่ามากในเวลานั้น
ผม ลง เครื่องมารอรับสัมภาระ
คือลังกระดาษผูกเชือกฟากสีแดงอันเป็นที่รักยิ่ง
ซึ่งตอนนี้มันเยินพอสมควรเยินพอๆกับสภาพผมในตอนนั้นเลย
จะไม่ให้เยินได้อย่างไร ก็ 2วัน ไม่ได้อาบน้ำ ไม่ได้เปลี่ยนเสื้อผ้า
เสื้อยืดสีขาวที่ขอบคอเต็มไปด้วยคาบเหงือใคร
และกางเกงยีนสีน้ำเงินที่ขากางเกงขาดยุ่ยแถมยังเปรอะโคลน
ผมอุ้มลังยืนงง อยู่ซักพัก ก็เดินไปขึ้นรถตู้ที่มีฝรั่งเต็มคัน (ไม่ใช่รถขายฝรั่งนะครับ)
มุ่งหน้าสู่หาดป่าตอง อีก เกือบ 2ชั่วโมง
ผมถึงสถานที่ที่มีการซ้อมด้วยการถามเอาจากคนแถวนั้น แต่ทว่า
สถานที่แห่งนั้นหลงเหลือไว้ให้เห็นเพียง เต้นขนาดใหญ่ และลมเย็นๆ
ผมโทรถามพี่ชายที่ กทม. เขาบอกให้ผมเอาลังไปฝากไว้ที่เทศบาล
ผมจึงเรียกพี่วินมอไซค์แล้วให้ไปส่งที่เทศบาล พี่วินมอไซค์เป็นคนบ้านเดียวกับผม
โดยการสังเกตจากสำเนียง พี่วินออกตัวเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาสองที
แล้วก็ถึง รวมเป็นระยะทาง ไม่ถึง 150 เมตร
พร้อมกับเก็บตังค์ค่าโดยสารทันที 100 บาท ผมก้าวลงด้วยความงงๆ
วางลังลงควักแบงค์ร้อยออกมาน้ำตาคลอ TT
คนบ้านเดียวกันไม่ได้ช่วยอะไรเลย โธ่..
ก็เลยคิดในใจให้สบายว่าพี่เขาคงช่วยเราเต็มที่แล้วก็เป็นได้
ปกติอาจจะสองร้อยหรือสามร้อยเลยก็ได้
เออคิดแบบนี้ก็สบายใจไปนิดนึง
ผมเอาลังไปฝากไว้ที่เทศบาลแต่มันเป็นเวลา หกโมงเย็นกว่าๆ แล้ว
พนักงานที่นั่นหาไม่มีเลยเจอเพียงแต่ยาม สองถึงสามคน
สรุปไม่มีใครรับลังที่ผูกด้วยเชือกฟางสีแดงของผมเลย
สงสัยจะกลัวว่าเป็นระเบิด ผมจึงเปิดให้เห็นข้างในว่าเป็นหนังสือนะเออ
สรุป เขาบอกให้ผมเอาไปฝากไว้ที่ทำการ ปภ.
ผมอุ้มลังกระดาษลังเดิมเดินออกมาจากเทศบาล
รู้สึกโล่งใจที่ไม่มีวินมอไซค์มาคอยดักหน้าดักหลัง
ผมเดินถามชาวบ้านไปเรื่อยจนมาถึงที่ทำการปภ.
คุยกับเจ้าหน้าที่อยู่ซักพักก็ถึงเวลาลาจากลังกระดาษ
ที่ผูกตรึงไว้ด้วยเชือกฟางสีแดงซักที....
ภารกิจผมครั้งนี้เหมือนจะสิ้นสุด หาที่หลับที่นอนดีกว่า
ผมลองไปนอนที่ริมชายหาดดู
แต่แม่เจ้าโว้ย นอนไม่หลับเลยแมงหรือยุงอะไรเต็มไปหมด
เออ ก็เลยไปหาอะไรกินก่อนจะไปหาโรงแรมเล็กๆ อาบน้ำและนอน
จริงๆ ก็ถือว่าเป็นการนอนโรงแรมครั้งแรกในชีวิตอีกด้วยนะเนี่ย
ผมเช็คเอาท์ออกตอนเก้าโมง ตีตั๋วรถโดยสารกลับกรุงเทพฯ
ด้วยภาระหน้าที่ การงานและการเรียนที่กรุงเทพมันรบเร้า
ให้ผมต้องกลับไป ผมจึงไม่ได้แตะน้ำทะเลที่หาดป่าตองแม้แต่หยดเดียว
แต่ทัศนียภาพของที่นั่น สวยงามมาก
เหมือนตั้งอยุ่บนเขาที่ทิ่มลงสู่ทะเลอย่างไงอย่างงั้น
เดินไม่ดีอาจกลิ้งตกทะเลได้เลยทีเดียว
ปฐมบท ของการขึ้นเครื่องบิน นอนโรงแรม
และเยือนภูเก็ตครั้งแรกในชีวิตของผมก็จบลงเพียงเท่านี้.......
-------------------------------
ไม่รุ้ว่าจะพิมพ์เยอะไปรึเปล่า พอดีมานั่งคิดถึงช่วงเวลาเก่าๆ
ของการทำงานก็แค่อยากจะเล่าให้ฟัง ....
ใครมีอะไรที่ถือเป็นครั้งแรกของชีวิตบ้างมาเล่าสุ่กันฟังบ้างนะครับ
ชื่อจู๋ชวนให้เข้ามากครับ :25:
:52: เข้าข่ายล่อแหลม ฮ่าๆๆ
นับถือเลยครับ :46:
ยาวมากครับ อ่านแล้วชวนให้ตาลายเลย :40:
ครั้งแรกเหรอ...
:05:
ครั้งแรกที่โดดบันจี้จัมพ์
ตอนนั้นอายุ 17 มั้ง
พอรู้ว่าพรุ่งนี้จะได้ไปโดด นอนไม่หลับทั้งคืน
ตอนเช้าโทรมมาก ระหว่างทางในใจ ก็นึกท่าสวย ๆ ไว้ เพราะไกด์บอกว่าจะมีถ่ายวีดีโอด้วย
ให้หันหน้าหากล้องตอนจังหวะดีด ตัวขึ้นมาจะได้ภาพที่สวยงาม ถ้าทำท่าสวยที่สุดในวันนั้น ก็จะได้รางวัลด้วย
ไปถึงสะพานที่โดดประมาณคนแรก ๆ
ระหว่างทางก็เดินไป ขาสั่นไป จนถึงจุดโดด
ยืนทำใจอยู่ประมาณสองนาที แล้วหลับหู หลับตาโดดไป
กลับมาดูวีดีโอที่ถ่ายไว้่อีกที
ปรากฏว่า เสื้อที่ใส่มันย้อนขึ้นมาปิดหน้า....
:05:
เป็นอุทาหรณ์สำหรับคนจะไปโดดนะครับว่าให้ใส่เสื้อในกางเกง
โอโหเป็นครั้งแรกที่ผมจะไม่ทำเด็ดขาด :44:
ครั้งแรกที่ได้ออกเดท กับรุ่นพี่ที่สุดแสนจะปลื้ม ถึงแม้จะเตี้ยไปหน่อยก็เหอะ
จริงๆ นัดกันไปดูหนังเค้าให้ชวนเพื่อนๆ ไปด้วย
แต่เพื่อนก็ช่างจะรู้ใจ ไม่ยอมไปกันซักคน เราก็กล้าๆ กลัวๆ
แต่ก็แอบดีใจ
แต่งตัวธรรมดาสุดๆ เสื้อยืดกางเกงยีนส์ รีบไปรอยังที่นัดหมาย
ตื่นเต้น ไปก่อนนัดได้ 30 นาที ตื่นเต้น
รอ รอ รอ สาย10 นาทีก็แล้ว เอ๊ะทำไมยังไม่มา แต่ก็ยังตื่นเต้น
กินนมเย็นรอต่อไป
ซักพักไม่นานพี่เค้าก็มา โทษนะ รอนานเปล่า
ไม่หรอกค่ะ
พี่: ดีแล้วที่ไม่บอกว่านานเดี๋ยวจะรู้สึก ผิด 555+ ขำกันทั้งคู่
แล้วเค้าก็ถามว่าเพื่อนๆ หละ เราก็บอกไปไม่มีใครมา พูดไปเขิลไป กรี๊ด
ก็เลยนั่งกิน นม กันต่อ 55+ ในร้านเปิดเพลงอะไรซักอย่างจำไม่ได้
แล้วเราก็ร้องตาม พี่เค้าถามว่าเพลงของใคร อยากซื้อให้น้อง น้องชอบ
เราก็ไม่รู้ร้องอย่างเดียว 55+
กินเสร็จก็ไปจองตั๋วหนัง ยังพอมีเวลาเหลือ
ก็เลยไปกินโดนัท แต่ระหว่างที่กิน ด้วยความที่ตื่นเต้นมากเกิน
ปวดขี้ ครับท่าน
จะบอกได้ไงหละ เลยบอกพี่เค้าว่า เดี๋ยวมานะ รอแป๊บนึง
แล้วเราก็รีบวิ่งไปหาห้องน้ำทันที
วิ่งไปวิ่งกลับเหนื่อยโคตร
แล้วก็ไปดูหนัง พี่เ่ค้าก็คงรู้ว่าเราชอบอะ ก็เลยส่งตั๋วมาให้ บอกว่าเก็บไว้ดีๆ นะ แล้วยิ้ม
ในใจเรานี่กรี๊ดไปแล้ว
ดูหนังเรื่อง collateral damage ไม่โรแมนติก แต่มันส์มากครับ
จำได้ว่าตอนแรกกะชวนไปดู ชัตเตอร์ แต่ไม่ว่างกันซักที อดเลย
หลังจากดูหนังออกมา เป็นยังไง จำไม่ได้แล้ว ความทรงจำลางเลือน แต่ก็ประทับใจ
จนถึงเดี๋ยวนี้
โอ้ว สำหรับคนที่ไม่เคยขึ้นเรือบิน กับโดดเสียว
นี่ถือเป็นสุดยอดจู๋ฮาวทูเลยนะครับ
ครั้งแรกที่ขึ้นเรือบิน ตอนที่เครื่องมันกำลังจะบินขึ้น ล้อกำลังจะลอย
รู้สึกว่าเครื่องบินนี่โคตรเก่งเลย แรงเยอะมากกกก
ประมาณว่าตัวจมอยู่กับเก้าอี้ โงหัวขึ้นไม่ได้ แล้วก็ยิ้มๆ (เพราะว่ากลัว)
เรื่องไปโดดบันจี้ ไม่เคยคิดว่าถ้ารู้ตัวก่อนหนึ่งวันจะนอนไม่หลับ
คาดว่า ถ้ามีโอกาสจะต้องได้ไปโดด ก็คงจะนอนไม่หลับเช่นกัน
และจะรอบคอบ จะขี้ จะเยี่ยว ให้หมดไส้หมดพุงก่อนจะไปโดดครับ
ไม่อยากได้วิดีโอบันทึกภาพขี้แตกกลางอากาศ
ส่วนเรื่องครั้งแรก เดี๋ยวคิดก่อน มีเยอะมากๆ มีแทบทุกวัน
แต่คิดไม่ออก
ครั้งแรกที่นั่งเรือบิน... วันที่ 17 กุมภาปี 2546 ครับ
flight FD ไรซักอย่าง จากหาดใหญ่ ไปกรุงเทพ
จำได้เพราะวันนั้นวันสอบ final เสร็จพอดี แล้วต้องบึ่งขึ้นกรุงเทพฯ
ไปแข่ง ยอดเยาวชนคนเก่ง pc : pc assembly grand prix
[มั่วข้อสอบดันติดด้วย 555]
ไม่อยากบอกว่าเฉยๆ มากเลยตอนนั้น (ไม่ตื่นเต้นเลยซักติ๊ด)
แต่รู้สึกแบบเดียวกะลุงอ๋าห์เลย :25:
แล้วต่อมาก็มีเหตุให้ต้องระเห็ดไปกรุงเทพฯ ด้วยรถบัส VIP 24 ที่นั่ง 1 ครั้ง
ความรู้สึกนี่... โอ้ววว ช่างทรมานทรกรรมอะไรเช่นนี้ นั่งรถทัวร์ ภูเก็ต - กรุงเทพ 12 ชั่วโมง T_T
หลังจากนั้นก็เลยสาบานกับตัวเองว่า ถ้าไม่เข้าตาจนจริงๆ ยังไงก็จะขึ้นเครื่องไปกรุงเทพ :05:
ยังไม่เคยขึ้นเรือบิน แล้วบินไปจริงๆเลย :05:
ครั้งแรกที่ผมขึ้นเครื่อง คือ ชอบมาก
ตอนที่เครื่องกำลังจะลอย แบบโหววววววว
โคตรมัน
เหมือนคนข้างบนครับ :37: แต่จำไม่ได้ ขึ้นตอน ๕ ขวบ
เมื่อสองสามวันก่อนผมเล่น FreeCell เป็นและชนะได้ครั้งแรกครับ ดีใชมาก
อ้างคำพูดจาก: โอ๋ ระจัน...อันระ โจ๋ เมื่อ 28 ก.พ. 2008, 08:42 น.
ครั้งแรกที่ผมขึ้นเครื่อง คือ ชอบมาก
ตอนที่เครื่องกำลังจะลอย แบบโหววววววว
โคตรมัน
คิดเหมือนกัน
หลังจากนั้น 5 นาที เมาเครื่องเกือบตาย :30:
ชอบเหมือนกันเวลาขึ้น
หลังจากนั้นก็นั่งเล่น นั่งกิน นอนกิน เพราะ สจ๊วด เอาของกินมาแจก
ได้มาเยอะมากๆ เอาไปกินต่อที่โรงแรมด้วย หะหะ
เค้าคงเห็นเป็นเด็ก(ตอนสิบสองได้) เด็กที่สุดในเครื่องแล้ว
ครั้งแรกที่คิดว่าสนุกมาก คงตอนเด็กๆ
ปั่นจักรยานปล่อยมืองมาจากเนินได้ ทำได้คนแรกๆ
ของหมู่บ้านด้วย ใครถามว่าโตขึ้นอยากทำไร
ตอบอยู่อย่างเดียวว่า อยากปั่นจักรยานปล่อยมือ :30:
แต่มันภูมิใจนะครับ บอกไม่ถูก
ปัจจุบันนี้ก็ทำได้แค่นั้น ขับรถอะไรกับเขาไม่เป็นเลย
(อายนิดๆเหมือนกัน) ส่วนประสบการณ์ขับเครื่องบินครั้งแรก
จำได้ว่าตื่นเต้นเหมือนกัน ตอนเรียนมหาลัยปีไหนนี่แหละ
ตอนโลกมันเอียงๆ วูบๆ รู้สึกว่าแกนโลกมันเอนๆพิลึกๆ
:23: ครั้งแรกที่ได้บอกรักใครบางคน
ก็กลางบันไดลงจากโรงหลังรอบ Midnight ที่ Major ปิ่นเกล้าครับ หลังจากไปดูหนังเรื่อง Armageddon เป็นทั้งความประทับใจที่น่าจรดจำและเป็นสิ่งที่คิดว่าถ้าย้อนไปได้ก็จะไม่ทำอีกเลยในชีวิตครับ เฮ้อ :16:
อ้างคำพูดจาก: เก้อ เมื่อ 28 ก.พ. 2008, 12:09 น.
ครั้งแรกที่คิดว่าสนุกมาก คงตอนเด็กๆ
ปั่นจักรยานปล่อยมืองมาจากเนินได้ ทำได้คนแรกๆ
ของหมู่บ้านด้วย ใครถามว่าโตขึ้นอยากทำไร
ตอบอยู่อย่างเดียวว่า อยากปั่นจักรยานปล่อยมือ :30:
แต่มันภูมิใจนะครับ บอกไม่ถูก
ปัจจุบันนี้ก็ทำได้แค่นั้น ขับรถอะไรกับเขาไม่เป็นเลย
(อายนิดๆเหมือนกัน) ส่วนประสบการณ์ขับเครื่องบินครั้งแรก
จำได้ว่าตื่นเต้นเหมือนกัน ตอนเรียนมหาลัยปีไหนนี่แหละ
ตอนโลกมันเอียงๆ วูบๆ รู้สึกว่าแกนโลกมันเอนๆพิลึกๆ
:07: พี่เก้อขับเครื่องบินเลยเหรอครับ :25:
ครั้งแรกที่ได้เล่นสกี
ภาพของพระเอกในหนังฝรั่ง ยังคงตราตรึงในใจ
ชุดสกีสีสด กับแว่นดำกันแสงสะท้อนสีดำแวววับ
สวมรองเท้าสกีสีบาดตา
ปาดเท้าไปบนพื้นผิวหิมะอย่างรวดเร็ว
เร็ว เหมือนวิ่งด้วยความเร็วเดียวกับรถสปอร์ตหลายแรงม้า
สองมือถือไม้สกี ไว้คอยช่วยพยุงตัว
และเพิ่มแรงส่งในการสกี ดูแล้ว ไม่น่ายาก :52:
ฉากและเหตุการณ์จริง ที่นากาโน่ เมื่อห้าปีที่แล้ว
ภูเขาหิมะ สวยโคตรๆ มันขาวโพลนไปหมด
ลานสกี ที่อยู่ในบริเวณที่เคยมีการจัดการแข่งขัน
โอลิมปิค ฤดูหนาว ทำให้คนไปเล่น รู้สึก
เหมือนตัวเองเป็นนักกีฬาทีมชาติ
แอบอุปโลกน์ ตัวเองสวมชุดสีน้ำเงิน คาดธงชาติไทยเล็กตรงหน้าอก
สวมสายริสท์แบนด์ เรารักในหลวง
เช่าชุดสกี ในราคาสองพันเยน
เดินยืดอก เชิดหน้า สู่กระเช้าลอยฟ้า ที่ไม่เคยหยุดรอคนเล่น
ก้าวขาช้านิดเดียว เจอกระแทกหัวทิ่ม
ถึงแล้ว ยอดเขา สูงจัง ลมเย็นๆพัดไอหิมะมาสัมผัสผิวหน้า
ทำให้รูัว่า ไม่ได้ฝันไป นี่มันยิ่งกว่าในหนังอีก
ลานสกีชันมาก ก็แหมมันไม่ใช่ลานสำหรับคนหัดเล่นนะ
นักกีฬาสกี ทีมชาติแบบตู จะเล่นลานหัดใหม่ได้ไงเล่า
พุ่งตัวออกไป โดยไม่เจียมเลย ว่านี่หนแรก
ย่อขา กวาดไม้ไป ซ้ายขวา ทำท่าเหมือนในหนัง
ตีลังกา ไม่รู้กี่ตลบ เจ็บโคตร
พยายามฝืนต่อ ย่อขา พร้อมปาดเท้า
หนึบ ยกขาไม่ขึ้น :05: รองเท้าหนักมาก
ภูเขามันชัน เอียงไปซ้าย พุ่งทะยานไปข้างหน้า
เห็นหน้าผาแว๊บๆ ตูจะมาจบชีวิตที่นี่ใช่ไหม :05:
น้ำตาจะไหล เดชะกรรม หัวทิ่มอีกครั้ง
เลยรอดตาย
ตูจะไม่เล่นตามแรงโน้มถ่วงโลกแล้ว
ปีนภูเขากลับไปหา กระเช้าลอยฟ้าที่จากมาดีกว่า
ความสูงแค่ 50 เมตร ไม่เท่าไหร่หรอก สบาย
ลืมนึกไป ไม่ได้เท้าเปล่า มีรองเท้าสกี ที่โคตรเกะกะด้วย
กว่าจะปีนถึงยอดเขา ใช้เวลาเกือบชั่วโมง
ท้อแท้ นอนแผ่ลงบนหิมะ จนหนาวทนไม่ไหว
เลยต้องฝืนลุกขึ้นมา :05:
ไม่เอาอีกแล้ว สกี สยองมาก
กร๊ากกกกก ของพี่ปุกสุดยอด :30:
ของผมฝึกที่เนินเตี้ยๆก่อน เพราะเป็นคนไม่ฮาร์ดคอร์ด้านกีฬาเลย :25:
เอาเรื่องสกีบ้าง เพราะมันเป็นอะไรที่น่าจดจำจริงๆ
ครั้งแรกที่เล่นสกีเป็น (ไม่ใช่ได้เล่นนะ)
ผมชอบเล่นสกีมากๆ ทั้งๆที่ไมชอบเล่นกีฬาอย่างอื่นเลย
ถ้าโดนบังคับก็เล่นได้นะ แต่ถ้าอยู่เฉยๆไปเล่นเองนี่ ไม่มี
เล่นสกีครั้งแรกที่นากาโน่เหมือนเจ๊ปุกเลย
เป็นทริปบ้าบอมาก เล่นสกีเสร็จมาก๊งกัน ไม่หลับไม่นอน
เมาท์แตก เมาแตกด้วย วันรุ่งขึ้นก็ไปเล่นสกีต่อ วนเวียนอยู่แบบนี้สามวัน :30:
วันแรกเล่นไม่เป็นก็เล่นแต่เนินเตี้ยๆ พอคิดว่าเริ่มเป็น ก็นั่งกระเช้าไปเล่นที่สูงๆ
ปรากฏว่าผู้ร่วมทาง เกิดใจไม่สู้ ก็ต้องไล่ ต้องฉุดกันกว่าจะได้ลงมา
หิมะเกาะหัวกันจนเป็นแผ่นๆ
วันที่สองเริ่มคล่องแล้ว ขึ้นไปเล่นคนเดียว
จำได้ว่า ช่วงที่ไหลลงมาด้วยตัวเองคนเดียวครั้งแรก
ร่างกายมันสัมผัสได้ถึงลมที่วิ่งผ่านไป มีเสียงฟิ้วๆ เป็นระยะ
ฟิ้วววววววว
โอ้วววคิมูจิ๊ เสียนี่กระไร
ฟิ้ววววววววววววววววว
ฟิ้วววววฟิ้ววววววววววววววววววซูมมมมมม!
ชนกองหิมะ :31: (เบรคไม่ได้เพราะว่ามันเร็วเกินกำลัง)
หลังจากนั้นก็ติดในรสชาตของสกีมาตลอด ยิ่งเวลาเล่นได้ยาวๆโดยไม่ล้มเลย
บิดตัวไปมา กระโดดๆ เล็กน้อย โอ๊ยยยยยสุดแสนจะมันส์
แต่เกลียดอากาศหนาวมาก :37:
ไม่เอาแล้วสกี ไม่สนุกเลย
ยังจำสายตาหยันเหยียด
ของผู้คน ที่เห็นตูค่อยๆปีนกลับไปหากระเช้าได้ติดตา
ของน้องสาวก็ฮานะ มันกระแดะไง
เจ้านี่เซ็นส์กีฬาระดับเทพเจ้า
จับแตะอะไรก็เล่นได้หมด สมองเลยไม่ค่อยโต :49:
มันเล่นหนแรก ฉิวเลย แป๊บเดียวถึงตีนเขา
เดินอาดๆ หวังจะไปคืนชุดเช่า
ล้มตอนเก้าสุดท้าย ก่อนเข้าร้าน
แคว๊ก กางเกงขาด ขาแพลง :30:
โด่ว แล้วมาทำเบ่ง
ครั้งแรกที่โดนค่ะ
ตอนที่เค้าจะแทงอรก็กลัวๆ กลัวจะเจ็บค่ะหลับตาปี๋เลย
เค้าเอามือมาลูบๆบอกว่าเจ็บแป๊บเดียวเอง
เค้าก็ลูบๆเบาๆ ให้เคลิ้ม
แล้วเค้าก็แทงมาเลย
เจ็บมากค่ะ :05:
ร้องลั่นเลย
อ้างอิง :37:
http://www.f0nt.com/forum/index.php/topic,5239.0.html
หมี :37: หมี
ของเจ๊ปุกมันฮาสุดๆ คือมีเพื่อนเป็นแบบนี้แหล่ะ เข้าใจๆ :30:
หมี ติด เรท :30: :30: :30:
:30:
หมอเค้าไม่ได้หลอก ก็หมอเค้าไม่เจ็บจริงๆนะหมีอร
เจาะหูครั้งแรก
ผมเจาะหูครั้งแรกไม่ยักเจ็บเลย แต่มันชาๆ
ชาทั้งตัวเลย ตั้งแต่หัวยันเท้า พอเจาะเสร็จ
รู้สึกว่าหูมันหนักๆ ไม่รู้จะเจาะทำแมวอะไร
แต่ก็ดันบ้าไปเจาะมาแล้วนี่ ปิดพ่อแม่ไม่รู้
ตั้งเป็นเดือน เอาแต่อยู่ในห้อง เหมือนทำความผิด
อย่างไงอย่างงั้น ข้าวเย็นก็ไม่ยอมออกไปกิน
ตอนเช้าก็รีบออกจากบ้าน กลับบ้านก็เอาแต่อยู่ในห้อง
แต่พ่อสังเกตเห็นตอนที่ขยายรูได้ประมาณมิลครึ่ง
แต่พอขยายได้ 2 มิลครื่ง เริ่มรำคาญ
ขี้เกียจดูแล หาก้านใส่ไม่ได้เลย
เลยปล่อยให้ตัน กะว่ารอยที่เจาะจะหาย
มันก็ไม่หาย เกือบปีแล้ว ไม่น่าคิดไปเจาะเลย
ผู้ชายที่คิดจะเจาะก็คิดดูให้ดีครับ
แต่อย่าไปเจาะมันเลยครับ ผู้ใหญ่เค้าดูว่าเราเกเร
เป็นเด็กไม่ดี ถ้าเจาะแบบปรกตรอยมันหายง่ายครับ
ถ้าคิดจะระเบิดแบบผมก็อย่าเลยครับ
มันไม่หาย อย่างแน่นอน ผมแค่ 2 มิลยังไม่หายเลย
3 4 มิลไม่อยากคิดเลยครับ
อยากเจาะคิ้วกับหูมาก
แต่มีแต่คนห้าม
ตอนแรกห้ามก็กะทำแหล่ะ
แต่เพื่อนคนนึงทักว่า หน้ามึงโหดจะตายห่า
แล้วไปเจาะคิ้วเจาะหูอีก...ไม่เหลือและ
:31: ครั้งแรกของผม หมดความมั่นใจไปเลย
ปีที่แล้วผมใส่คอนแทคครับ หน้าโหดๆ ไว้หนวด เจาะหู แต่งตัวเซอๆ ออกแนวสถุนๆ
เดินเข้าไปเรียนเดอะเบรน ด้วยท่าทางเหมือนคนลุ้นบอลดึก แล้วเสีย
หน้าเครียดๆ คนมองตั้งแต่เดินเข้า ยันไปนั่งเรียน
เรียนเลขคอร์สเอนท์ เอนท์ด้วย ดูสีหน้าทุกคนคงพูดว่า "ไอ้แมวน้ำนี่มันนักเรียนเหรอวะ"
ที่บ้านก็เจาะหูกันครับ (พี่น้องชายล้วนสามคน)
พ่อแม่ไม่ได้ว่าอะไรครับ น้องคนกลางเพิ่งเจาะตอนเข้ามหาลัย แม่ยังให้ตุ้มหูทองมันไปใส่เลย ผมเองไม่กล้าใส่เพราะเป็นลายฉลุ ลิเก๊ลิเก๊
ตอนเจาะครั้งแรกก็มันมากครับ ตอนนั้นม.สาม ม.สี่ เจาะครั้งแรกก็เจาะตรงกระดูกเลยครับ (ส่วนบนของหู)
คนเจาะก็กวนตีนมากครับ มาร์กจุดเสร็จเราถูกใจก็เตรียมเครื่องมือ ที่ทุกอย่างแกะจากซอง ไฮโซมาก (ร้านตระกูลหว่อง แพงมาก)
พี่แกก็บอกว่านับสามนะ ผมก็ขมิบตูดรอลุ้นเลย พี่แกนับ 1! ปึ้ด!!!
จริงๆ มันไม่ได้ดังปึ้ดด้วยครับ มันดังกรึ๊บ!! เหมือนเวลาเขี้ยวหูหมูน่ะครับ ตอนแรกก็นึกว่าเราจะได้ยินอยู่คนเดียว ไอ้เพื่อนที่ไปด้วยนั่งห่างกันเมตรครึ่งยังได้ยินเลยครับ
เคยได้ยินมั้ยครับว่าพวกเจาะ พวกสักเนี่ย มันจะติดเข็ม
จริงครับ! หลังจากนั้นก็เจาะ + ระเบิดเรื่อยมา ตรงที่เป็นกระดูกก็เจาะ
จนมาถึงความเสียวครั้งแรกอีกครั้งนึงคือ เจาะลิ้นครับ ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดหน้าคิดหลังเท่าไหร่ ร้านไม่สะอาด อุปกรณ์ไม่ดีด้วยครับ (ไม่แนะนำสำหรับน้องๆ หนูๆ นะครับ) ตอนเจาะไม่เจ็บเลยครับ แต่เจาะเสร็จเจ็บฉิบเลยครับ ลิ้นบวบอยู่ประมาณสามอาทิตย์ พอแผลหายดีก็เริ่มปฏิบัติการใหม่ครับ "ระเบิดลิ้น" มันไม่เจ็บเลยครับ ทิ่มแล้วมันก็ปึ๊ดๆ ทะลุเลย ต่างจากระเบิดหูมาก
หู - ปัจจุบันเจาะ สี่รู 6, 2, 1 และ 1 มิล / เคยระเบิดใหญ่สุด 8 มิลที่ติ่งหู, 3 มิลที่หูท่อนบน
ลิ้น - ปัจจุบันปล่อยจนตันไปประมาณ 8 ปีแล้ว เคยใส่ใหญ่สุด 4 มิล
อนาคต - ว่าจะเจาะติ่งหูอีกข้าง ที่ยังไม่เคยเจาะเพราะ ตอนนี้หูมันไม่เท่ากันแล้ว (เสียวๆ เหมือนกันเพราะไม่ได้เจาะมาห้า-หกปีแล้ว)
ปล. แนะนำว่าควรเลือกร้านที่สะอาดไว้ใจได้จริงๆ นะครับ
ครั้งแรกที่เจาะหู
เจาะเองครับ
เข็มเย็บผ้าใหญ่ ยาวกว่าปกติ ลนไฟ จุ่มแอลกอฮอล์
จิ้มหูตัวเองดัง "ปึ๊ด" หน้ากระจก หันหูดูข้างๆ ตรงไม๊
... ไม่ตรง เจาะใหม่ "ปึ๊ด" ข้างหน้ารูเดิม
ข้างหลัง สิบรูได้
ผลที่ได้ ดันไปเอาด้ายร้อยไว้ แล้วต้องไปเข้าค่ายคุณธรรมอะไรซักอย่างก่อนเข้าเรียนปวส.
มีพิธีกรสังเกตเห็น บอกให้เอาออก
สุดท้าย ก็ต้องเจาะใหม่อยู่ดี... แต่ผ่านไปอีกสามปี เจาะโดยแม่ค้าขายต่างหู
เบี้ยว
ให้เพื่อนเจาะตอนมึนเบียร์อีกสามรู
เบี้ยว
มือมันไม่นิ่งซักคน
คนสุดท้ายที่ได้เจาะหูก็แม่ค้าต่างหูที่เซ็นทรัลรัตนาธิเบศก์
ฝีมือใช้ได้ พอทน...
==========================================
นั่งเรือครั้งแรก นั่งเครื่องบินครั้งแรก
มีแต่คนขู่ว่าระวังเมา
ไม่เห็นมีอะไรเลย
ชอบช่วง take off เหมือนกันครับ
มีความรู้สึกว่า เออ ถ้ารถแรงๆ ทำให้หลังติดเบาะนี่ ท่าจะมันส์ดีเหมือนกัน
เวียนตอนขึ้นอย่างเดียวครับ
ตอนลงมันส์ดีจริงๆและ :30: (อยากบอกว่าเอาอีกๆ)
พี่บ๊วบบบบบบ อ่านแล้วสยองมากๆ ออกแนวซาดิมส์ๆ นิดๆ ได้เลย
มันส์ดี มีข้อคิดอีกต่างหาก :30:
วุดชอบแบบเจ็บๆ เหรอ :27:
พักนี้พี่บวบโพสต์ยาวๆทั้งนั้นเลย มีสาระนะครับเนี่ย
ป.ล.ผมชอบแบบนุ่มนวลครับ เป็คนอ่อนโยน :27:
ครั้งแรกไม่เจ็บ แค่แสบๆ คันๆ น่ะวุด :27:
ออกทีวีครั้งแรก
ตอนเรียนอยู่มัธยมครับ ต้องไปออกรายการตอบปัญหาที่มีผู้สนับสนุนเป็นบริษัทการบินชื่อดังของไทยน่ะครับ
ที่ต้องส่งไปโรงเรียนละ2คนแล้วจะได้เลือกแต่ละหมวด ที่มีพิธีการเป็นคุณหม่อมฯหน่ะครับ
ตอนอาจารย์เรียกตัวไปให้ไปหากับเพื่อนอีกคนแล้วบอกว่า"เออเนี่ยครูว่าจะส่งเธอสองคนไป ตอบคำถามรายการนี้นะ"
ตอนนั้นก็ไม่ค่อยเข้าใจเหตุผลว่าทำไมถึงต้องเป็นผมนะครับ(เพราะเพื่อนอีกคนเก่งมากๆรอบรู้เด็กเรียน ส่วนผมนี่เด็กกิจกรรม)
ตอนนั้นก็ยังไม่ได้ไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนด้วย แต่คงเป็นเพราะตอนนั้นต้องการคนที่ไปถ่วงดุลความเก่งเอาพวกที่มองโลกแปลกไปละมั้ง
(เรื่องหน้าตาไม่ต้องพูดถึงครับ..ดูดี :14:)หรืออาจเป็นเพราะเคยได้ไปตอบคำถามแนวนี้บ่อย ยังเคยได้ไปตอบคำถามของ อย.เพราะว่าที่บ้านเป็นร้านขายยาเลย
พออาจารย์บอกให้ไปออก เพื่อนก็ดูไม่ค่อยจะหวั่นๆอะไร(ฉลาดนี่)ส่วนผมก็ค่อนข้างพรั่นพรึง(กลัวโชว์โง่)
แต่หลังจากนั้นอาจารย์ก็หยิบคู่มือในการออกรายการมาให้ครับ
มันคือสิ่งที่ทำให้ผมพรั่นพรึงยิ่งกว่าการโชว์โง่ เพราะมันคือรายการของคำถามพร้อมคำตอบของหมวดต่างๆครับ รวมแล้วหนาเป็นร้อยหน้า :03:
.
.
.
.
ผมอึ้งไปชั่ววูบ พร้อมกับคิดในใจว่า จริงๆแล้วใครก็ได้นี่หว่า
.
.
เอาครับสุดท้ายด้วยความอยากออกทีวีก็รับมาแล้วก็นั่งท่องไปร่วม2สัปดาห์ มีการลองทดสอบถามตอบกันด้วยนะครับไม่ใช่ว่าอยากจะแพ้เสียที่ไหน
ยังไงก็ยังมีศักดิ์ศรีความเป็นโรงเรียนวัดอยู่เต็มอก
เมื่อวันที่ต้องไปห้องอัดมาถึง ผม เพื่อนแล้วก็อาจารย์อีกสองท่านก็นั่งรถตู้ของโรงเรียนบึ่งไปยังสถานีโทรทัศน์ชื่อดังย่านสนามเป้า เพื่ออัดรายการ
.
ครั้งแรกที่ได้เข้าในโรงถ่าย ห้องอัด ไม่รู้ว่าเค้าเรียกว่าอะไร แต่ความรู้สึกตื่นเต้น ที่ทำให้ร่างกายทั้งหมดสั่นมาตลอดในระหว่างการรอคอยนั้น
สั่นขึ้นอย่างหนักหน่วง เนื่องด้วยระบบปรับอากาศในห้องอัดที่หนาวเหน็บครับ
รู้สึกว่าจะต้องเย็นเพราะว่าเครื่องไม้เครื่องมือจะร้อนมากไม่ได้หน่ะครับ(ที่เห็นกางร่มให้ตากล้องเวลาถ่ายทำหนังนั่นจริงๆแล้วกางร่มให้กล้องนะครับ)
.
หันไปเหลียวดูรอบๆก็พบกับฉากรายการอื่นๆอยู่ในโรงถ่ายเดียวกันครับ รู้สึกว่าตอนนั้นจะมีของรายการบ้านเลขที่ห้าอยุ่ด้วยหรือไงนี่แหละครับ
แต่อย่างหนึ่งที่รู้สึกได้คือโทรมและเก่ามากๆ แต่ที่ดูในทีวีมันไม่ขนาดนี้นี่นา
นี่หน่ะหรือมนต์ตราของวงการ สามารถทำของเก่าให้ดูใหม่
พรมที่เปื้อนๆปอนๆให้ดูดีได้
.
ตอนไปถึงเค้ายังจัดฉากกันไม่เสร็จเลยครับ เลยต้องไปรอที่ห้องข้างๆ(แน่นอนว่าอากาศกลับมาเป็นปกติอีกหน)
เห็นคู่แข่งแล้ว เลยยิ่งหวิวๆ(กลัวโชว์โง่)
รอสักพักก็เริ่มทำการอัดรายการ อ่าว หม่อมไม่มาครับเป็นพิธีการอีกท่านหนึ่งแทน
(แอบผิดหวังเล็กน้อยกะไปอวดได้ว่าเจอหม่อม เอาวะได้ข่าวว่าคนนี้ก็มีเชื้อเจ้าเหมือนกัน)
ก็ตอบคำถามไปครับคะแนนนำบ้าง ตามบ้าง คำถามก็มีออกในคุ่มือบ้างไม่มีบ้าง
ตอนนั้นมีคำถามนึงที่ออกมาตรงกับคู่มือเป๊ะๆเลย จนทุกวันนี้ยังจำได้เลย
คือ
ผึ้งจะบินลักษณะใดเพื่อส่งสัญญาณว่ากลับรัง
ตอนได้ยินคำถามยิ้มเลยครับเพราะจำได้ว่ามีอยู่ในคู่มือ(สมเป็นวงการมายา อุตส่าห์เตรียมมาไว้ กลัวเด็กไทยโชว์โง่)
สุดท้ายครับรู้สึกว่าคะแนนโรงเรียนผมจะตามอยู่แต้มหนึ่ง ถ้าตอบคำถามนี้ได้จะตีเสมอเพื่อแข่งต่อ
หรืออย่างไรนี้แหละครับจำรายละเอียดไม่ได้แต่จุดที่สำคัญคือ
ถ้าคำถามนี้โรงเรียนผมตอบผิดก็กลับบ้าน และโรงเรียนคู่แข่งก็เข้ารอบได้มาออกทีวีในห้องอัดแช่เย็นนี่อีกรอบ
เอาละสิครับกดดันเลย
คำถามนั้นก็ยังวนอยู่ในหัวผมทุกวันนี้เลยครับ....ถามว่า
พระสยามเทวาธิราช ประดิษฐานอยู่ที่ใด
ลังเลกันใหญ่เลยครับ(ตอนนั้นไม่รู้จริงๆครับ เพื่อนก็ไม่รู้ เลิกลั่กๆ ตัดตัวเลือกไปแล้วเหลืออยู่สองข้อที่น่าเป็นไปได้ ก็ยังคลางแคลงไม่แน่ใจ)
ผมก็ไม่รุ้เพื่อนก็ไม่รู้ สุดท้ายเพื่อนก็พลักภาระให้ผมตอบ แน่นอนผมก็ตอบออกไปด้วยความมั่นใจในดวงสุดขีด
.
.
สุดท้ายวันนั้นผม เพื่อนและอาจารย์อีกสองท่านก็นั่งรถโรงเรียนกลับโรงเรียนกันด้วยความเซ็ง....โรงเรียนผมตกรอบ.(ได้โชว์โง่สมใจครับพี่น้อง)
เจาะหูครั้งแรกไม่รู้สึกอะไรเลยครับ :37:
แล้วต้องแอบๆ ใส่ไปโรงเรียนลำบากในการหาก้านกระเทียมมาก
เลยปล่อยตันไปช่วงนึง
แล้วก็ไปเจาะใหม่ร้านไฮโซ ค่าเจาะแพ๊งแพง
จนปัจจุบัน หูยังเหมือนมีน้ำเหลืองไหลซึมๆ มาตลอดเลยครับ ไม่เข้าใจว่าทำไมไม่แห้งซักที :37:
ส่วนเจาะหูคนอื่นมันส์กว่า เจ๊แกไปซื้อตุ้มหูมา เอาที่ตัดเล็บตัดปลายให้แหลม
เอายาหม่องมานวดๆ บีบๆ ที่หู เอาต่างหูเล็งๆ จิ้มจึ๊ด ตัดปลายให้ทู่ๆ จบ
แหมง่ายจริงๆ :08:
ตกลงคำตอบคืออะไรครับพี่ชาญ
ปล. ตูไม่เคยเจาะแบบนั้นนะเอ ไม่กล้า
เล่ามันส์มากเลย
กลัวตั้งแต่เจาะกระดูก เจาะให้ตัวเอง เจาะให้คนอื่น
เวลาเห็นคนเจาะหู แล้วมันรู้สึกเสียว ตูด ยังไงไม่รู้
แล้วเพื่อนก็ชอบพาไปเป็นเพื่อน ไม่กล้ามอง
แล้วตอนที่หลิงไป เจาะ หู รุที่ 3 เพื่อนมันยุ ว่า แกถูกระเบียบเกินไป
เจาะเสร็จกลับบ้าน ดันหลุด บอกให้แม่ใส่ให้หน่อย
พอแม่ใส่ให้เท่านั้นแหละ เป็นลมวูบไปเลย โดนสวดหลังจากฟื้น
เห็นมั้ย (ขึ้นเสียง) ไปเจาะมาไม่ดู ถ้าถูกเส้นประสาทจะทำไง บลาบลาๆๆๆ
ปัจจุบันไม่ใส่ซักรู แต่ก็ไม่ยักจะตัน ปล่อยมาเป็นปีๆ พออยากใส่ก็ใส่ได้ ไม่ตัน ดีแฮะ
เข้าใจว่าเจาะได้ทั้งหูนะครับ ที่ว่าตาบ่งตาบอดน่าจะข่าวลือ
เพราะเห็นพวกฝรั่งเนี่ยชอบเจาะตรงติ่งข้างรูหูกันเยอะแยะ ไม่น่าจะเป็นอะไร
(คงต้องถามหมอแมวอีกทีครับ)
ปล. ตอนระเบิดตรงกระดูกเนี่ย เห็นเศษกระดูกอ่อนหลุดมาเลยล่ะ
เจาะแล้วนิ้วก้อยคนเจาะทิ่มตาครับ :37:
สงสัยคนเจาะเป็นตุ๊ด นิ้วจะเด้งอะไรออกมาขนาดนั้น :37:
เคยเจาะแบบเอเหมือนกันครับ แต่คนเจาะใจเสาะ มือลื่น เลยไม่ค่อยเวิร์ค
จะว่าไปยาหม่องนี่ดีกว่ายาแดงอีกนะ
มีดบาดมือ เอายาหม่องทา หายไวกว่าด้วย ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน
คงเพราะความร้อนจากตัวยาหรือเปล่าก็ไม่รู้
น่าจะไปปิดปากแผลอารมณ์วาสลีนป่าวครับ
อย่างเวลาระเบิดเนี่ยเขาใช้วาสลีนครับ เพราะสะอาด (อันนี้แล้วแต่ร้าน), หล่อลื่น และ ช่วยห้ามเลือดครับ
ปล. ผมระเบิดเองจน 6 มิลนะ แต่พอ 8 มิลนี่ไม่ไหว ต้องให้ร้านช่วยยัด
ครั้งแรกกับการดีท็อกซ์ลำไส้ :30:
ตอนนั้นเพื่อนลองเอามาให้ใช้ โดยน้ำที่ใช้ดีท็อกซ์ใส้เป็นน้ำกาแฟ
เป็นกาแฟเฉพาะสำหรับทำพวกนี้โดยเฉพาะ ต้มใส่น้ำร้อน รอให้อุ่นๆ
(ต้องอุ่นเท่านั้นไม่งั้น รูตูดถึงกับหายนะ )
จะน่ากลัวมาก ตอนเอาสายนั้นมาจิ้มวาสลีนแล้วจิ้มเข้าที่ฐานที่มั่น
พอได้ลองแล้ว สุดยอดมาก :30:
:21: โล่ง สบายตัว
พูดถึง detox แทนไท พูดถึงไว้ด้วยใน a day ชื่อเรื่อง ชลทวาร
นึกถึงตอนเจาะสะดือ
เช้าตื่นขึ้นมาเบื่อตัวเอง อ่ะ ไปเจาะก็ไปเจาะ
ใจก็กลัวนะ ตอนเห็นเครื่องมือเค้า หน้าตาเหมือนกรรไกรแต่ปลายเป็นรูกลมๆ
หนีบหนังสะดือขึ้นมา บอกพี่คนเจาะว่า
"พี่จะเจาะก็เจาะเลยนะ ไม่ต้องบอก"
พี่แกก็บอกโอเคๆไม่บอกๆ
จึ่ก
อ๊ากกกกกกกก
อ้าว ... ไม่ค่อยเจ็บเท่าไหร่นี่หว่า ไม่เหมือนตอนเจาะจมูก
ตอนเจาะจมูกนี่ อ๊า~
มันเป็นสองกรึ๊บ กรึ๊บแรกตอนเจาะ กรึ๊บที่สองตอนทะลุ
เจ็บจนน้ำตาไหลเอง แต่ใส่ได้เดือนเดียวก็เอาออก
ส่วนสะดือ เจาะไม่ค่อยเจ็บ ยังไม่กล้ามองนะ ปล่อยเค้าทานู่นทานี่ให้
จนตอนนึงแสบจี๊ดดดดดดดด
ก้มลงไปดู :14:
"พี่เลือดออกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก"
:34: - "เลือดที่ไหนน้องนี่มันทิงเจอร์"
อ้าวหรอ ... ไม่รู้นี่นา :33:
เหมือนตอนไปสัก ตอนไปล่ะใจกล้า
แต่พี่แกเอาปากกามาดราฟลาย ร้องเสียงหลงเลยตู :30:
ยิ่งพอเปิดเครื่อง
วื้ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด
:14:เสียงมันสั่นประสาทตูมากเลยนะ
พอเข็มมันจิ้มเท่านั้นแหละ ... หืมมมมมมมมม
สองชั่วโมงผ่านไป ... หลังร้อนเลยตู
แต่ตอนนี้ให้ตูทำอีกตูไม่ทำแล้วนะ
ใจป๊อดไปเยอะ :42:
อย่างนึงที่ตูอยากมานานแล้วก็สักนั่นแหละ
ติดแค่สองอย่างเท่านั้น ไม่เฟิร์ม กะไม่มีตัง :37:
ของตู 2500 ขนาดฝ่ามือกางๆ
(http://img2.f0nt.com/01/906de0ba38c6855563b36e5f7a28ccb2.jpg)
เป็นแล้วเป็นคนมี สัก-สี :31:
(รูปตอนเพิ่งสักเสร็จ แต่ปีนึงผ่านมาแระ ไวฉิบ :41:)
ยังสวยเหมือนเดิม :25:
ร้านไหน?
ในตะวันนา แต่ตูจำชื่อร้านไม่ได้นิ เพื่อนพาไปนิ
อันนี้ตอนแผลแห้งแล้ว ตูหารูปอื่นไม่เจอวุ้ย มีแต่รูปแอ๊บๆ :41:
จะถ่ายใหม่ก็ขี้เกียจ :41:
(http://img2.f0nt.com/01/86d979572a3d187c5d0afa921779aa71.jpg)
จองแล้วด้วย :26:
สักเป็น 1 ในเรื่องที่อยากทำมากแต่ตอนนี้ทำได้แต่เพ้นท์ไปตามเรื่อง :42:
เรื่องที่ทำครั้งแรกแล้วรู้สึกว่าอยูในความทรงจำมากก็ เจาะหู
เจาะหูครั้งแรก ม.5 ช่วงนั้นเป็นช่วงใกล้สอบ กำลังเครียด
พอดีน้องมันเพิ่งเจาะหูมา ถามมันว่าใครเจาะให้ เป็นไงมั่งมันก็เล่าให้ฟัง
ตูเลยเอามั่ง
อุปกรณ์
1. ต่างหูแบบก้าน
2. ที่ตัดเล็บ
3. สำลี, แอลกอฮอล์
กรรมวิธี เอากรรไกรตัดเล็บตัดก้านต่างหูให้แหลมเหมือนเข็ม เอาสำลีชุบแอลฯ เช็ดๆ ก้าน
เผื่อมาเช็ดติ่งหูด้วยหน่อยนึง
เสร็จก็เอาต่างหูเจาะฉึก กดลงไปจะได้ยินเสียงกรึ่ดเบาๆ แสดงว่าต่างหูทะลุหูเป็นที่เรียบโร้ยแล้ว
เอาทับใส่เข้าไป เสร็จ
ช่วง 4-5 วันแรก กินยากแก้อักเสบกันเหนียวด้วย อีก 5-6 รูที่ตามมาก็ใช้วิธีเดียวกัน
พอรูหูหายแสบก็เปลี่ยรเป็นแบบห่วงจะได้เลื่อนไปมาระบายอากาศได้ :52:
มันส์ พอได้เจ็บตัวก็เลยหายเครียดไปหน่อยนึง
เคยเจาะจิวแบบก้านใหญ่ กับระเิบิดหูทีเดียว 3 รู ตอนสมัยเรียน
เจาะไป 2 ระเบิดอีก 1 แล้วดันไม่ได้กินข้าวไปก่อน
เจาะเสร็จแล้วเหมือนจะเป็นลมอย่างอายอ่ะ :30:
เคยบริจาคเลือดไม่เคยสัก แต่อยากลองดูเหมือนกัน
เมื่อแปดปีที่แล้ว
ฉีดมอร์ฟีนเป็นครั้งแรก
เป็นประสบการณ์ ที่วาบหวิว เร้าใจมากเลย
เหมือนกำลังอยู่บนดวงจันทร์
ตัวเบาหวิว เหมือนหลัง จะไม่ติดเตียง
ไม่ได้เล่นยานะ แต่ตูผ่าไส้ติ่ง
เข้าใจอารมณ์คนติดยาเลย
ขนาดได้ยามอร์ฟีนมาแก้ปวด ยังแอบติดใจ
รอคุณหมอ อยากให้มาบ่อยๆ ระงับเจ็บทันใจโจ๋
เป็นความสนุกที่น่าหวาดกลัว ในโรงพยาบาลสิบวันที่ลืมไม่ลง
พอดีไส้ติ่งแตก เลยอยู่นานหน่อย
ตอนผ่าตัดไม่ได้กลัวอะไรมาก
แต่ผ่าแล้วสิ ปวดเหลือทน
นี่ยังเสียว รอคิวผ่าถุงน้ำดีปีหน้า
จะได้พบกับมอร์ฟีนที่รักอีกครั้ง :25:
การขี่มอไซค์ ครั้งแรก
ตอนนั้นอยู่ ม.2 ที่บ้านมี เบลร้อยเก่าๆ ที่ซื้อต่อข้างบ้านมา 3000 บาท
แม่ก็เลยชวนไปหัด ด้วยความอาย เพราะเพื่อนๆขี่เป็นหมดแล้ว
ผมก็เลยให้แม่พาไปหัดไกลๆไม่ให้ใครเห็น
แม่ผมก็พาไปหาที่หัดขี่แถวถนนที่ไม่ค่อยมีรถ ผมหัดขี่อยู่ซักพัก
แม่ก็ให้ผมขี่คนเดียวโดยที่แม่ลงยืนดู
ผมขี่ไปเรื่อยๆ ส่ายไปส่ายมาเต็มถนน พอดีมีรถบรรทุก ผ่านมาพอดี
ผมมองเห็นว่าในรถบรรทุกนั้นมีคนมาด้วยหลายคน
ด้วยความกลัวว่าเขาจะรู้ว่าเราขี่มอไซต์ไม่เป็น พอรถบรรทุกมาใกล้
ผมก็จอดรถมอไซค์ไว้ แล้วลงไปยืนฉี่อยู่ข้างทาง รอให้รถบรรทุกผ่านไป
จนถึงตอนนี้ผมก็ยังไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่า
ไอ้ระหว่าง ขี่มอไซค์ไม่เป็นกับการยืนฉี่ข้างถนน อันไหนมันน่าอายกว่ากัน
ผมขี่เป็นตอนอายุ 20 ยังไม่อายใครเลย :52:
ตอนนี้ 23 แล้ว ยังขี่มอไซค์ไม่เป็นเลย :52:
ขี่มอไซมีคลัชไม่เป็น :52:
พยายามจะนึกว่าเหมือนรถเก๋ง แต่ทำไม่ได้เสียที :37:
อ้างคำพูดจาก: ฺBuob Marley เมื่อ 01 มี.ค. 2008, 02:23 น.
ตกลงคำตอบคืออะไรครับพี่ชาญ
ปล. ตูไม่เคยเจาะแบบนั้นนะเอ ไม่กล้า
ผึ้งจะบินเช่นไรเพื่อเป็นสัญญาณกลับรัง
บินเป็นเลข8 จ้า
พระสยามเทวาธิราช ประดิษฐานอยู่ที่ใด
พระบรมมหาราชวัง จ้า ตอนนั้นตัดคำตอบที่ไม่น่าเป็นไปได้แล้วเหลือตัวเลือกอยู่สองอันคือ
วัดพระศรีรัตนศาสดาราม กับพระบรมมหาราชวัง ครับ
ได้โชว์โง่กันเต็มๆ หลังจากนั้นก็ไม่ลืมเลย
อยากเจาะหูแต่ก็ไม่กล้าเจาะครับ กลัวหน้าไม่ให้
มอเตอร์ไซค์ไปหัดที่ต่างจังหวัดครับ เป็นบ้านย่า หัดขี่พอเป็นแล้วก็ไปลุยกลางทุ่งยังกะมอเตอร์ครอส(ฮอนด้าโนวา)
อ้างคำพูดจาก: ฺBuob Marley เมื่อ 01 มี.ค. 2008, 18:15 น.
ขี่มอไซมีคลัชไม่เป็น :52:
พยายามจะนึกว่าเหมือนรถเก๋ง แต่ทำไม่ได้เสียที :37:
ตอนหัดขี่ขี่แบบมีคลัชเลย
ไปเที่ยวบ้านเพื่อนต้องออกไปซื้อของต้องขี่แบบไม่มีคลัช
ตอนนั้นก็ขี่แบบไม่มีคลัชไม่เป็นเหมือนกัน :23:
บิดเสียงดังอยู่หลายรอบอยู่
เฮ้ยจริงดิ มีคนขี่มอไซค์ไม่เป็นด้วยเหรอ :18:
ใช่สิ ตูมันบ้านนอก ล้มลุกคลุกคลานกับจักรยานมาตั้งแต่เด็กๆ :05:
ผม 19 แล้วปั่นจักรยานยังไม่เป็นเลยครับ :35:
ครั้งแรกกับการขับรถความเร็วระดับ 200 กม./ชม.
เป็นเรื่องที่ผ่านมาแล้วประมาณ 5-6 ปี วันนั้นอารมณ์อยากไปเที่ยว
หัวหิน ไปกับเพื่อนสมันมัธยมคนนึงออกจากบ้านประมาณบ่ายโมง
ขับเอื่อยๆกินลมชมวิวชมนกชมไม้ด้วยระดับความเร็วประมาณ 90
เพราะมัวแต่ขับตามดูกลุ่มสาวน้อยน่ารักในโซลูน่าสีบรอนซ์เงินคันนั้น
จนกระทั่งถึงเพชรบุรีประมาณบ่ายสามโมง ติดขบวนเสด็จนานมาก
ประมาณ 3 ชั่วโมง (เป็นครั้งแรกที่ติดขบวนเสด็จนานขนาดนี้)
พอตำรวจปล่อยรถ เหมือนกับสัญญาณไฟเขียวที่จุดสตาร์ท....ว้าว
ผมขับเร็วจริงๆเพื่อที่จะได้ไม่ห่างจากขบวนเสด็จมากเกิน เพราะจอด
รอกันนานขนาดนี้ออกช้าหน่อยรถติดนรกเลยแหล่ะ เข็มวัดความเร็ว
ค่อยๆกระดิกขึ้นตามน้ำหนักเท้าที่ขยี้คันเร่งลงไป เสียงเครื่องเริ่มกระหึ่ม
พร้อมๆกับเสียงลมที่เล็ดลอดเข้ามา 150....160 ซักพักอยากรู้ว่ารถตัวเอง
จะวิ่งได้เร็วขนาดไหน เลยกดลงไปอีก ได้ผลครับความเร็วเพิ่มขึ้นต่อไป
อีกอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด 190...195 ในที่สุด 200 กม./ชม. พอแล้ว
ไม่อยากรู้แล้วเพราะเข็มน้ำมันมันขยับลดลงแบบเห็นได้ชัดๆจริงๆ
ขับ 110 เท่าเดิม :39:
ติดแก๊ซเลยครับ :30:
รถยี่ห้ออะไร รุ่นอะไรน่ะ :39:
ติดแก๊ซ คงหมดก่อน ตั้งแต่ไม่ถึง 200
มันก็เปลืองเท่ากันแหละครับ แต่มันถูกกว่า
อันตรายจริงๆ
แต่เห็นเค้าว่ากันว่ารถดีดี สมรรถนะสูง ขับขี่เร็วก็ไม่ค่อยรู้สึกอะไรเท่าไหร่ นี่นา
แต่ว่าปาเข้าไปสองร้อยคงรู้สึกอะไรมั่งแหละน่า ฮิฮิ
ขอรวบห้าเรื่องซ้อนเลยนะ จะได้ดูยิ่งใหญ่หน่อย
ได้แก่..
- นั่งรถประจำทางไกลๆ เป็นครั้งแรก
- เข้ากรุงเทพฯ เองครั้งแรก (ไม่นับที่มากับพ่อแม่)
- ขึ้นรถเมล์ในกรุงเทพฯ เป็นครั้งแรก
- ดูหนังในโรงเป็นครั้งแรก
- กินอาหารฟาสต์ฟู้ดเป็นครั้งแรก
ตอนนั้น ม.1-ม.2 นี่แหละครับ ช่วงปิดเทอม
มีเพื่อน 2-3 คน ชวนมาดูหนังที่กรุงเทพฯ ด้วยกัน
ขอพ่อขอแม่ ได้ตังค์มาร้อยหรือสองร้อยนี่แหละ (เยอะมากๆ)
รวมกับตังค์ตัวเองอีกหน่อยก็ถือว่าเป็นการพกเงินเยอะที่สุดครั้งนึงแล้วนะ
นั่งรถประจำทางสองสามชั่วโมง มาจอดที่สายใต้ ตอนนั้นไม่รู้เลยว่าสายใต้อะไร ยังไง ทำไม
รู้แค่ว่ามันนานมาก กรุงเทพฯ เป็นคำที่ไกลมากๆ
ตื่นเต้นจนนั่งลืมตาตื่นเกาะหน้าต่างดูข้างทาง
ไม่ยักหลับเหมือนตอนพ่อขับมาบ้านน้าเลยแฮะ
แล้วเพื่อนก็พาขึ้นรถเมล์ สาย 30 มาลงตรงข้ามห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่แห่งนึง
ที่เขียนว่าเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า .. โอ จำได้ว่าพ่อเคยพามาเมื่อนานมาแล้ว แต่ไม่ตื่นเต้นเท่านี้
เพื่อนพาเข้าไปกินอาหารที่แม่ห้ามมาตลอด นั่นคือ KFC (ที่บ้านไม่ชอบให้กินแม้มาม่า หรือน้ำอัดลม)
ไม่อร่อยเลยครับ กินพร้อมอคติว่ามันไม่อร่อย และแพงมากๆ .. น้ำบ้าอะไรแก้วละสิบกว่าบาท
เสร็จแล้วก็ไปดูหนังข้างบน เป็นโรงหนังติดแอร์ โรงเล็กกว่าที่เพชรบุรีเยอะเลย
หนังที่ฉายชื่อ "303 กลัว/กล้า/อาฆาต" จำไม่ได้แล้วว่าเรื่องย่อเป็นยังไง รู้แต่ว่าหักมุมปัญญาอ่อนมาก
ดูจบแล้วก็เตร็ดเตร่ในห้างสรรพสินค้าแห่งนั้นจนเบื่อ เมื่อยขา แล้วก็นั่งรถกลับ
ต่อมาอีกนานเลยเพิ่งรู้ว่า อีตรงเซ็นทรัลปิ่นเกล้าน่ะ มันอยู่ปลายขอบของกรุงเทพฯ เลยนะ
สู้เดี๋ยวนี้ไม่ได้ โชคชัย 4 คือเมืองหลวงของกรุงเทพ :48:
อี๊.... โชคชัยสี่เนี่ยนะ :49:
โชคชัยสี่รึ เมื๊อง...เมือง :08:
ประสบการณ์เจอกระเทยถึก (แบบที่ตัวโคตรใหญ่ ดำ และแต่งหน้าจัด)
ครั้งแรกผมอยู่ที่โชคชัย4 ครับ :05:
ต้องเมเจอร์ซิ :11:
เมเจอร์นนทบุรีเหรอ :43:
ครั้งแรกของผม ตอน ม.2 ครับ :35:
ปล.อะๆ อย่าคิด...เหมือนผม
ครั้งแรกเจ๊บ เจ็บมากมาย เดินก็ไม่ได้ นั่งก็ปวดอีก มันจะทรมานไปถึงไหนเนี่ย :44:
คณะทรัพย์รับน้องจนกว่ารุ่นพี่จะพอใจ เฮ่อ ใช่เซ่!!ตูหลงเข้าไปแล้วนี่ ว่าแล้วก็เข้าห้องพยาบาลดีก่า :11:
นึกว่าพี่รสเข้าเตรียมทหาร
ช่วงนั้นเด็กทรัพย์เข้าโรงพยาบาลทุกวันเลยนะ ขอบอก รุ่นพี่เกือบคุกไปหลายรายแหละ :44:
แต่ว๊าก พอโกนหนวดโกนเคราออกนี่กรี๊ดเลย หล่อตั้งหลายคน ไอ้ที่โหดๆ นี่หล่อมากมาย :27:
ผมก็เพิ่งโกนหนวดนะ :27:
อ้างคำพูดจาก: ross เมื่อ 03 มี.ค. 2008, 10:59 น.
ครั้งแรกเจ๊บ เจ็บมากมาย เดินก็ไม่ได้ นั่งก็ปวดอีก มันจะทรมานไปถึงไหนเนี่ย :44:
คณะทรัพย์รับน้องจนกว่ารุ่นพี่จะพอใจ เฮ่อ ใช่เซ่!!ตูหลงเข้าไปแล้วนี่ ว่าแล้วก็เข้าห้องพยาบาลดีก่า :11:
ช่ายๆ :25:
สะพายกระเป๋าคิตตี้ด้วย
อ่าน ครั้งแรก ของหลาย ๆ คนแล้ว ฮา :40:
เดี๋ยวว่างแล้วจะมาเล่าบ้าง
พูดถึงเรื่องสัก นอกจากตาลมีใครสักมั่งครับ?
อยากทราบร้านว่าย่านไหน ยังไง สะอาดมั้ย?
ผมมีแต่ ประดู่ อะครับ
มีครับ แต่อยู่ที่บันไดบ้าน
นั่นมันสักทองแล้วมั้งครับ
อ้างคำพูดจาก: ฺBuob Marley เมื่อ 03 มี.ค. 2008, 16:06 น.
พูดถึงเรื่องสัก นอกจากตาลมีใครสักมั่งครับ?
อยากทราบร้านว่าย่านไหน ยังไง สะอาดมั้ย?
สวนลุมไนท์ ฯ สวย
ร้านสะอาดพอสมควรเลย :25:
เอาตะเคียนกันไปก่อนมั้ยครับ เอกับจักรี :52:
อ้างคำพูดจาก: psyfer เมื่อ 03 มี.ค. 2008, 16:15 น.
สวนลุมไนท์ ฯ สวย
ร้านสะอาดพอสมควรเลย :25:
แหม.. พูดยังกะมีร้านเดียว :08:
เอ้า ก็ไปเดินดูเด่ะ โซนก็ลพบุรี กับ อยุธยา ลองเดินๆ ดู
อีกอย่าง หล่อนถามว่าย่านไหนนะ
ตูก็บอกย่านให้แล้วไง :11:
งั้นเริ่มที่อยุธยาก่อน.. ใกล้กรุงเทพกว่า :37: :37:
หรือจะเอาย่านตาขาวล่ะ :52:
ก็ดี เลยไปอีกนิดก็ปะเหลียนแล้ว :52:
ตูต่อไม่ถูกเลย :52:
ก็ทะลุสงขลา (มั้ง) :52:
ไปทางนั้นไม่ผ่านปั๊ดต๊ะลุงเหยอ :25:
คนละทาง ปั๊ดตะลุง ไปทางนาโยงนิ
แล้วนะคอนสีทำมะร้าด ล่ะ :09:
มาเล่าครั้งแรกบ้าง
อ่าน ครั้งแรก ของหลาย ๆ คนแล้วแอบอมยิ้ม+อิจฉานิด ๆ
ผมไม่เคยนั่งเครื่องบิน (กลัวความสูง)
ผมไม่เคยโดดบันจี้จ้ำ (กลัวเชือกขาด) + เห็นเพื่อนไปโดดมาแล้วเส้นเลือดฝอยที่หน้าแตก เลยสยอง
ผมไม่เคยเจาะหู (ผมเคยพาเพื่อนไปเจาะหูแถวสยาม เป็นปืน ๆ ยิงทีนึงหูเป็นรู เลยคาดว่ามันคงจะเจ็บสุดยอดที่ยิงทีเดียวแล้วเนื้อตรงหูหาย เลยไม่เอาดีกว่า :30:)
ผมไม่เคยให้เลือด (เพราะแค่เดินผ่านที่ที่ใด ที่มีกลิ่นเลือด สัญชาติญาณดิบของผมมันจะทำงานทันทีคือ ปากจะซีด เหม็นแบบกลิ่นมันมาเตะจมูกผมแม้จะอยู่ในระยะไกล เพราะฉะนั้นทุกครั้งที่เข้าโรงพยาบาล ผมขอผ่าน ยอมนอนป่วยที่บ้าน หนักเข้าพ่อเลย ทำการให้น้ำเกลือเอง)
แต่ผมเคยเล่นสไล้เด้อยัก 7 สี ที่สวนสยาม (สไลเด้ออันสูง)
ตอนนั้นจำไม่ได้ว่าอายุเท่าไหร่ แต่ยังเด็กอยู่ เป็นการไปเที่ยวสวนสยามครั้งแรกด้วย โฮ้ว ได้เข้ากรุง นี่หรือคือ ทะเลกรุงเทพ มันช่างต่างจากทะเลบ้านเรา ต่างจากทะเลที่มีแต่เรือหาปาจอดอยู่ นี่คือ สวนสยามทะเลกุงเต๊บบบ
ผมได้อาศัยใบบุญของเพื่อนบ้านมา ด้วยความที่สนิทกับลูกชายเขา มาถึงสวนสยามแต่เช้า
โอ้ว รถไฟเหาะตีลังกา แถวบ้านไม่มีครับ มีแต่ ม้าหมุน ชิงช้าสวรรค์ ปืนยิงเป้างานวัด(ที่ยิงไปโดนแผ่นไม้แล้วลิงตีฉาบ ประมาณนั้น)
แต่ยังครับ ที่ตั้งใจในวันนี้ ผมจะต้องเล่นสไล้เด้อให้ได้
เคยดู ฉากที่คนเจ็ดคน ยืนจับมือแล้วสไล้ลงมากับรุ้ง 7 สีไหมครับ ที่มันมาพร้อมกับทำนองเพลง
แท่น แท่น แทน แท้น แทน...แถ่นนนน
แท้น แทน แถ่น แท้น แทนนนน
และแล้ว เช้าวันนั้นผมกับเพื่อนก็ได้รอจนสไล้เด้อเปิดแล้วขึ้นไปเล่นสไล้เด้อกัน
ตอนขึ้นมันต้องผ่านสไล้เด้ออันเตี้ยก่อน เพื่อนก็ชวนเย้ว เย้ว
" เล่นอันเตี้ยก่อนเหอะ ลองดูก่อน แล้วค่อยเล่นอันสูงค่อยว่ากัน "
แต่มีเหรอผมจะยอม ผมก็พูดจนเพื่อนมันยอมไปเล่นอันสูงด้วยกัน ถ้าใครเคยขึ้นไป ลมเย็นมาก หวิวมากด้วย สูงมากด้วย เกิดมาไม่เคยอยู่ที่สูง
ขนาดนี้มาก่อนเลย(ออกจะเว่อร์ไปนิด แต่มันเป็นเช่นนั้นจริง)
และแล้วผมก็ถึงอันสไล้เด้อสูงที่ว่า จำไม่ได้แล้วว่า นั่งลงสีอะไร
รู้อย่างเดียว หัวใจเต้นเสียงดังมาก
คนที่คุมเขาก็ถามว่า หนูพร้อมนะ
ผมก็อารมณ์สิงห์นักบิดเลยครับ ขยับแว่นไหว้น้ำ จากสวมที่คอมาใส่ที่ตา ขยับกางเกงว่ายน้ำให้แน่นหนา สูดลมหายใจเข้าปอดเต็มที่
ผมหันไปมองเพื่อน เพื่อนมันไม่ยอมมาเล่นด้วย สุดท้ายเพื่อนขอผ่านแล้วลงมารอผมข้างล่าง ตรงบ่อปลายทาง
คนคุมก็ถามอีกที " ไอ้น้องพร้อมนะ! "
ผมก็ไม่ได้ตอบ ได้แต่พยักหน้า ตอนนั้นปากแห้งแล้ว หนาว :30:
แล้วผมก็ take ตัวลง นั่งแบบเอียง ๆ ตัวไปด้านหลัง
มันไหลเร็วมาก มากเสียจนผมมองข้างหน้าไม่เห็น เพราะในแต่ละช่องมันมีน้ำไหล พอเจอกับความเร็วในการเคลื่อนตัวของเรา ทำให้มองอะไรไม่เห็นเลย รอบตัวมีแต่เสียง วี้ วี้ กับน้ำที่กระจายไปรอบข้าง
แล้วผมก็ร้อง อ๊ากกกกกกก ในทีแรก (เพื่อนบอกตูร้องดังมาก) ณ ตรงที่มันเป็นเหมือนข้อต่อ ให้นึกถึงตัวไนกี้ ตัวงี้ลอยใจหวิวมาก
นึกว่าจะกระเด้งหลุดออกมาจากนอกรางซะแล้ว แต่ยัง มันยังไม่จบแค่นั้น
มันยังเหลือ จุดที่ต้องทิ้งตัวสไล้ไปกับน้ำ ตรงปลายท่อทางลงอีก(ที่เป็นบ่อน้ำข้างล่าง)
ณ ตอนนั้น ถ้าเทียบเป็นความเร็วรถมอเตอร์ไซค์มันคงเร็วมากๆแน่ และแล้ว ผมก็ถึงข้างล่างโดยปลอดภัย พร้อมกับเสียงหัวเราะมากมาย
ผมลุกขึ้นยืนขึ้นมาพร้อมกับ กางเกงว่ายน้ำเป๋ แว่นว่ายน้ำเป็นแนวทะแยงระหว่าง คางกับหู
ผมจำอะไรไม่ได้เลยตอนลงถึงน้ำ เพื่อนบอกว่า พอผมลงถึงน้ำ ผมดันเอาเท้าทิ่มน้ำ มันทำให้เราตีลังกา ผมตีลังกากี่รอบไม่รู้ รู้แต่ว่า ตอนจบ
ผมจบแบบสวยงาม นั่นคือ ยืนตรง :30:
แล้วหลังจากนั้นเป็นต้นมา ผมไม่ไปสวนสยามอีกเลย :44:
ผมโคตรชอบตอนไถไปกับน้ำเลยนะ :30:
ปล. นครฯ ไปทางห้วยยอดเน่อ ที่พูดมาสามจ.นั่นคนละทิศกันเพ :52:
หมัน :52:
หนัดเหนียง :52:
ประสบการณ์สวนสยามนี่ก็มันส์มากเหมือนกัน
แต่ก็เหมือนป้าชอยแหล่ะ ไม่เล่าแล้วล่ะนะ :30: