ฟอนต์ฟอรั่ม

F0NT Community (เก่า) => แตกฟอง => โพสต์ถูกเริ่มโดย: 蓝月 (lán yuè) เมื่อ 26 ก.พ. 2008, 17:27 น.

ชื่อเรื่อง: เจอบทความมา เห็นว่าน่าอ่านดี
โพสต์โดย: 蓝月 (lán yuè) เมื่อ 26 ก.พ. 2008, 17:27 น.
เมื่อวานอ่านบล็อกคุณ bickboon มา
รู้สึกว่ามีหลายๆ เอนทรี่ที่เขียนไว้ดีและน่าสนใจ
ไม่รู้ว่าจะละโว้หรือเปล่า แต่ก็เผื่อไว้สำหรับคนที่ไม่เคยอ่านไรเงี้ย
บางทีไม่รู้ว่าเจออะไรดีๆ แล้วจะเอาไปยัดลงกระจู๋ไหน

เอาเป็นว่าเจอบล็อกน่าสนใจ บทความน่าอ่าน
หรือจะโฆษณาบล็อกแฟนก็ได้นะคะ :37:


ก็ไม่มีอะไรมาก แค่ใส่ link แล้วก็บทความ
จะไฮไลท์ตรงที่ต้องการให้อ่านก็ได้นะ
ยกตัวอย่าง

http://bickboon.exteen.com/20070323/entry
อ้างอิงTechnicality bites: เอาหัวนมของผมคืนมา

"สิ่งที่เคยเกิดขึ้นกับบุหรี่ ตอนนี้กำลังจะเกิดกับเหล้า" นั่นคือคำประกาศจากปาก บก.ใหญ่ของเรา เกี่ยวกับนโยบายล่าสุดที่แบนโฆษณาสุรายาเมาทั้งหลายในทุกสื่อ

ผมหงุดหงิดกับการเซ็นเซอร์ (บ้างก็เรียกเซ็นโง่) ในประเทศนี้อยู่ห่างๆ มานานแล้ว แต่ตอนนี้มันเข้าใกล้ตัวผมในระยะประชิด ไม่ใช่เพียงฐานะผู้บริโภคสื่อ แต่ในฐานะผู้ผลิตสื่อ

นอกจากห้ามลงโฆษณาแล้ว นับจากนี้นักเขียนอย่างเราจะต้องระมัดระวังไม่เอ่ย 'ชื่อยี่ห้อ' แอลกอฮอล์ทุกชนิดลงไปในข้อเขียนบทความทุกประเภท เพราะนั่นนับเป็นการโฆษณา ดังนั้นเราจึงต้องแนะนำว่า "ซี่โครงเนื้อลูกแกะสุดหรูจานนี้ควรกินคู่กับไวน์แดง" ไวน์แดงเท่านั้นครับ แต่ห้ามระบุยี่ห้อ (ไม่แน่ใจว่าใช้อักษรย่อบอกใบ้ได้ไหม) นอกจากนั้นบรรณาธิการภาพก็ต้องระวังด้วย เพราะกฎหมายห้ามให้เห็นยี่ห้อบนขวดเหล้ายังไม่พอ ยังห้ามเห็นของเหลวใดๆ ในแก้วที่สีสันคล้ายเหล้าอีกต่างหาก

มีคนถามขึ้นมาเล่นๆ ในที่ประชุมว่า ถ้าเป็นรูปคนถือแก้วเหล้า แต่ขึ้นคำบรรยายว่า "เขากำลังดื่มน้ำชากับเพื่อนฝูงอย่างสนุกสนาน" เช่นนี้ กฎหมายจะให้หรือเปล่า? หรือเปลี่ยนเป็นจิบบรั่นดีจากชามก๋วยเตี๋ยวแทนที่จะเป็นแก้ว อย่างนี้ล่ะจะเป็นไรไหม?

ถ้ากฎหมายจะมาว่าเราเล่นตุกติก Technicality นี่ก็น่าคิดนะครับ เพราะมันก็คือวิธีการเดียวกับที่ประเทศนี้ใช้เซ็นเซอร์หนังละครเราอยู่ทุกวันนี้เหมือนกัน

ผมว่าการเซ็นเซอร์นี่ตลกชะมัด แต่ก็เข้ากับวัฒนธรรมและทัศนคติของบ้านเราได้ดีจนน่าประหลาด... และน่าเศร้า เนื่องจากผู้หลักผู้ใหญ่ (แหละตัวดี เพราะถือว่าฉันรู้อะไรควรไม่ควร แล้วชอบบังคับให้คนอื่นทำตาม) นิยมถือสากกันมาก บางท่านถือถึงสองมือ บ้างเก่งกว่านั้นคือถือสองมือแล้วยังควงอีกต่างหาก

ที่น่าขำเอามากๆ คือหนังโป๊ญี่ปุ่น (อย่า อย่ามาทำหน้าตาไร้เดียงสา) ที่ขำคือ นี่เอ็งเซ็นเซอร์แล้วเหรอ การทำโมเสกเอฟเฟ็คท์เป็นตารางๆ ซึ่งเดี๋ยวนี้พัฒนาเป็นพิกเซลละเอียดยิบจนแค่หรี่ตานิดเดียว ก็เห็นลึกซึ้งถึงทุกรูขุมขนนั่นถือว่าเซ็นเซอร์แล้วใช่ไหม?

แบบนี้เขาเรียกเอาตัวรอดทางเทคนิค (technicality) ต่างหาก คือพอกฎหมายบอกว่าห้ามเห็นอวัยวะเพศชัดเจน โอเค งั้นให้เห็นแต่ไม่ชัดเจนก็แล้วกัน เอ๊า ปรากฏว่าได้อีกต่างหาก ตลกอีกแล้ว

บ้านเราก็ไม่ใช่เล่นหรอก อย่างการเซ็นเซอร์บุหรี่นี่ขำที่สุด คือเบลอเฉพาะจังหวะที่บุหรี่จดปากเท่านั้น กล่าวคือคีบได้ พ่นควันได้ แต่ห้ามดูดให้เห็น

ทั้งหมดนี้คือ technicality ล้วนๆ คือรู้ๆ กันอยู่ว่ามันอยู่ตรงนั้น แต่เอามือบังไว้ซะหน่อยให้ได้ชื่อว่าทำแล้ว เพื่อนฝรั่งมังค่ามาเห็นเข้ายังทำหน้าเบ้ถามว่า เขาทำเพื่ออะไรเหรอ? เออ เพื่ออะไรวะ อย่าว่าแต่เอ็ง ข้าตอบไม่ถูกเหมือนกัน

และมาถึงเรื่องสำคัญ ... หัวนม ... โอ้ mother of god เป็นอวัยวะที่ต้องห้ามเหลือเกิน เพราะถ้าตีพิมพ์หัวนมลงไปเมื่อไหร่เป็นต้องถูกกล่าวหาว่าพยายามยั่วยุให้ผู้อ่านเกิดกามารมณ์ บ่อยครั้งแม้แต่หัวนมที่อยู่ในภาพถ่ายแฟชั่นหรืองานศิลปะก็ไม่ได้รับการละเว้น นี่ก็ technicality อีกแล้วเห็นไหม เพราะผู้ออกกฎไม่ได้สนใจว่ามันคือหัวนมที่ไหนอะไรอย่างไร ตราบใดที่มันคือหัวนม มันต้องถูกเซ็นเซอร์ให้สิ้นซาก จบ

นี่หรือเปล่าปัญหา เพราะผู้เซ็นเซอร์สนใจแต่ technicality ไม่ได้สนใจ quality และ purpose ของการมีอยู่แห่งหัวนมนั้นๆ เลยว่ากามไม่กามหรือไม่อย่างไร

อันนี้มีหลักฐานชัดเจนจากการเบลอบั้นท้ายโนบิตะจากการ์ตูนโดราเอมอนเนื่องจาก "ตูดเป็นอวัยวะที่เข้าข่ายอนาจาร" และอีกกรณีที่อึ้งสุดคือ การเซ็นเซอร์ซิการ์และไปป์จากงานศิลปะมาสเตอร์พีซชิ้นดังของโลกทางโทรทัศน์ เนื่องจาก "เข้าข่ายยาสูบและสารเสพติด"

ปิดตาไม่พอ ปิดหูกันเข้าไปอีก คำว่า แก วะ ว่ะ จากละครทีวีก็โดนดูดเสียงท่ามกลางความงุนงงของประชาชนทั้งประเทศ เพราะเขาว่าเข้าข่าย "หยาบคาย" โดยที่ไม่ใส่ใจดูว่า ตัวละครที่พูดเป็นใคร พูดกับใคร ในอารมณ์ไหน กลัวคนดูจะพูดตามอย่างรึ? ไม่ต้องกลัวครับ พอเจอแบบนี้ คนดูเขาก็ "นี่มึงดูดไปทำแพะอะไรวะ กูล่ะงง" กันทั่วเมืองอยู่แล้ว

นานมาแล้ว ผมจำได้ว่าเคยมีการถกเถียงกันว่า ทำไมอวัยวะเพศชายขนาดย่อมดุ้นหนึ่งจึงไม่ถูกเซ็นเซอร์ในฉากของหนัง Basic Instinct ฝรั่งตอบว่าเพราะมันคือจู๋ที่ตายแล้ว ใช่ครับ มันเป็นช็อทของเหยื่อที่โดนเจ๊ชารอนกระซวกเสียชีวิตในสภาพเปลือยเปล่า จู๋ในฉากนั้นเขาไม่ได้ตีความว่าลามกอนาจารแต่อย่างใด เขาจึงปล่อย

แต่ผมแน่ใจว่าถ้ามีดีวีดีเรื่องเดียวกันนี้ที่ผลิตในไทย จู๋ดุ้นที่ว่าคงต้องถูกป้ายยาหม่อง (ทำเบลอ) ไม่ก็ต้องถูกตัดออกทั้งยวง (ยกออกทั้งฉาก) เพราะถ้าว่ากันตามเทคนิคแล้ว จู๋ก็ย่อมเป็นจู๋วันยังค่ำ ไม่ว่าเจ้าของจู๋นั้นจะมีชีวิตอยู่หรือไม่ มันต้องถูกหั่นทิ้ง!

ไม่นานมานี้ ผมปวดใจเหลือเกินกับการต้องปลิดหัวนมสาวสวยหลายคนทิ้งอย่างโหดร้ายในหน้าแฟชั่นของ Arena ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมมั่นใจว่าไม่มีใครในกอง บก. เราอยากทำแน่ แต่เพื่อความอยู่รอด และไม่ถูกตีตราว่าเป็นนิตยสารผู้ชายที่ขายหัวนมผู้หญิง เราจึงต้องยอมปล่อยมือจากหัวนมสวยงามเหล่านั้นอย่างเสียดายยิ่ง (เห็นภาพดีไหมฮะ)

แน่นอนว่าผมไม่มีปัญหากับการควบคุมสิ่งเสพติดและความลามกอนาจาร ขอยืนยันว่าผมเห็นด้วย อันนี้ต้องบอกไว้ก่อน เพราะเดี๋ยวจะมีคนมาโจมตีด้วยประโยคเกรี้ยวกราดขื่นขมอย่าง "คนอย่างแกน่ะ ต้องรอให้มีลูกหลานติดเหล้าหรือโดนข่มขืนจนเสียผู้เสียคนก่อนถึงจะรู้สึก" ให้รำคาญใจเปล่าๆ ...

และไม่ใช่ว่าอยากให้ผมเลิก 'ควบคุม' แอลกอฮอล์ แต่คนทำงานสื่อที่ต้องใช้ศิลปะในการทำงานอย่างเรา พอเห็นการควบคุมอย่างไร้ศิลปะมันก็หงุดหงิดเป็นธรรมดา

ของแบบนี้ไม่ต้องเรียนศิลปะมาด้วยซ้ำ เพราะเรื่องความงดงามและรสนิยมมันไม่ต้องเอาปริญญามายืนยันกันหรอกว่า "ฉันมีนะ " คนทั่วไปเขาก็สัมผัสและรู้สึกกันได้ว่าท่านปิดหูปิดตากันอย่าง 'ไม่มีศิลปะ'

ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรง ก็ช่วยเลือกคนควบคุมที่รู้จักศิลปะและมีรสนิยมมาทำงานกันหน่อยจะได้ไหม? ขอเท่านี้ละ

การเซ็นเซอร์ที่น่าขำแต่ให้อภัยได้ก็มีนะครับ เช่น การเซ็นเซอร์ด้วยโค้ดหรือโปรแกรมในอินเตอร์เน็ท เช่น เมื่อไม่นานมานี้มีกระทู้ใน pantip.com ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับเรื่องนี้พร้อมยกตัวอย่างว่า เราไม่สามารถพิมพ์ประโยคว่า "ในประเทศโซมาเลียไข่เป็นของมีจำกัด" ในเว็บบอร์ดของ pantip ได้ เพราะโปรแกรมเซ็นเซอร์จะทำให้รูปประโยคออกมาเป็นแบบนี้ครับ

"ในประเทศโซมา(คำหยาบที่ถูกนำมาใช้อย่างไร้สามัญสำนึก)เป็นของมีจำกัด" สรุปว่า โปรแกรมดึงคำว่า 'เลียไข่' ออก แถมแทนที่ด้วยคำด่า หาว่าเราหยาบและไร้สามัญสำนึกอีกต่างหากแน่ะ (อนึ่ง ถ้าเว้นวรรค 'เลีย' กับ 'ไข่' ออกจากกัน อันนี้คอมพ์ฯ มันยอมแฮะ)

แต่ที่บอกว่าให้อภัยได้ก็เพราะเป็นข้อจำกัด 'ทางเทคนิค' จริงๆ เพราะคอมพิวเตอร์มันไม่มีสามัญสำนึกและวิจารณญาณอย่างที่มนุษย์เรามี

ก็อาจจะจริงว่าสมองคนทำงานไม่เร็วเท่าคอมพิวเตอร์ แต่ผมเชื่อว่า เมื่อคนเราเอาสมองมาใช้งานร่วมกับจิตใจ สติปัญญา ทัศนคติ และวิจารณญาณแล้ว ก็สามารถทำในสิ่งที่คอมพิวเตอร์ทันสมัยที่สุดในโลกทำไม่ได้เหมือนกัน

มันติดที่ว่า "คนเราจะมักง่ายไปถึงไหน" ก็แค่นั้น



กลัวจู๋แป้กยังไงไม่รู้ อู๊ อู๊ :44:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: เจอบทความมา เห็นว่าน่าอ่านดี
โพสต์โดย: หมีโหด* เมื่อ 26 ก.พ. 2008, 17:35 น.
พ๊างๆๆ ผ่างงง
มาให้กำลังใจ  :37:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: เจอบทความมา เห็นว่าน่าอ่านดี
โพสต์โดย: 蓝月 (lán yuè) เมื่อ 26 ก.พ. 2008, 17:39 น.
พี่อรน่ารัก :25:
คิดถึงแกงจืดฝีมือแม่พี่อร :25:



ชื่อเรื่อง: ตอบ: เจอบทความมา เห็นว่าน่าอ่านดี
โพสต์โดย: ฟิ้งซ์ เมื่อ 26 ก.พ. 2008, 18:05 น.
ยาว จองที่ไว้ก่อน เดี๋ยวกลับมาอ่าน
ชื่อเรื่อง: ตอบ: เจอบทความมา เห็นว่าน่าอ่านดี
โพสต์โดย: |<3N เมื่อ 26 ก.พ. 2008, 18:13 น.
ผมอ่านจบด้วย เย่ :33:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: เจอบทความมา เห็นว่าน่าอ่านดี
โพสต์โดย: khunyin เมื่อ 26 ก.พ. 2008, 21:03 น.
อ่านจบเหมือนกัน คิดว่ามันตลก :34:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: เจอบทความมา เห็นว่าน่าอ่านดี
โพสต์โดย: Ou! เมื่อ 26 ก.พ. 2008, 22:30 น.






ถ้าเป็นบทความด่าชาวบ้านล่ะอ่านจบทุกที :21:


ชื่อเรื่อง: ตอบ: เจอบทความมา เห็นว่าน่าอ่านดี
โพสต์โดย: วินด์ เมื่อ 26 ก.พ. 2008, 23:08 น.
 :37:/ นานๆจะอ่านจบซักครั้ง ให้กำลังใจครับ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: เจอบทความมา เห็นว่าน่าอ่านดี
โพสต์โดย: หมีโหด* เมื่อ 26 ก.พ. 2008, 23:09 น.
ท่าจะไม่รอดละเดือน  :37:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: เจอบทความมา เห็นว่าน่าอ่านดี
โพสต์โดย: Earthchie เมื่อ 26 ก.พ. 2008, 23:12 น.
มาเม้นครับ  :30:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: เจอบทความมา เห็นว่าน่าอ่านดี
โพสต์โดย: มุมมืดของสังคม เมื่อ 27 ก.พ. 2008, 00:24 น.
เดือนเป็นแฟนพันธุ์แท้บล็อกพี่เขาเปล่าเนี่ย เห็นโผล่มาหลายจู๋แล้ว :43:
(แต่เขาเขียนดีจริงๆ)
ชื่อเรื่อง: ตอบ: เจอบทความมา เห็นว่าน่าอ่านดี
โพสต์โดย: 蓝月 (lán yuè) เมื่อ 27 ก.พ. 2008, 02:24 น.
เพิ่งอ่านเมื่อวานเองง่า
ว่าจะเอามาแปะอีกหลายอันเลย :05:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: เจอบทความมา เห็นว่าน่าอ่านดี
โพสต์โดย: 蓝月 (lán yuè) เมื่อ 27 ก.พ. 2008, 03:55 น.
อ้างอิงผมขอยกบทสัมภาษณ์ คุณหมอสุกมล วิภาวีพลกุล มาให้อ่านกัน
(ในการทำคอลัมน์ลง ARENA เล่มล่าสุด
สัมภาษณ์มาแล้วยาวจัด เพราะคุณหมอคุยสนุกมากๆ
เนื่องจากพื้นที่มีจำกัด
จึงจำต้องตัดต่อทิ้งด้วยความเสียดาย
ก็เลยยกมาฝากตรงนี้ครับ)

"... เวลาสอนเรื่องเซ็กซ์กับวัยรุ่น
ผมไม่ใช้หรอกนะคำว่าเพศศึกษาน่ะ
ผมใช้คำว่า 'เรื่องรักเรื่องใคร่ในวัยรุ่น'
หรือ 'เรียนรู้เรื่องรัก รู้จักเรื่องเซ็กซ์'
แค่ฟังหัวข้อก็มันส์กว่ากันตั้งเยอะแล้ว
ถ้าไปใช้คำว่าเพศศึกษาเนี่ย ภาพมดลูกลอยมาเลย
ประจำเดือน ระบบสืบพันธุ์อะไรทั้งหลาย
ตกขาวคืออะไร ใส่ถุงยางใส่ยังไง ผมไม่พูดเลยครับ
เพราะเขาพูดกันมาเยอะแล้ว

พฤติกรรมวัยรุ่นยุคนี้ก็เป็นผลมาจากการเลี้ยงดูของพ่อแม่นั่นแหละ
ถ้าพ่อแม่เลี้ยงมาแบบ อยากได้อะไรได้หมด ได้ทันที ได้ทุกอย่าง
แล้วพอถึงวันวาเลนไทน์จะมารณรงค์ให้รักนวลสงวนตัว
ผมบอกเลยว่า impossible!

"รักนวลสงวนตัว"
"อดเปรี้ยวไว้กินหวาน"
"อย่าชิงสุกก่อนห่าม"
พูดไปเหอะ
สำหรับผมน่ะถือว่ายา 3 ตัวนี้หมดอายุไปนานแล้วครับ
เด็กมันดื้อยาแล้ว
คือเชื้อมันเปลี่ยนแต่คุณยังใช้ยาเดิมเนี่ยนะ
มันต้องใช้วิธีอื่นกันแล้วล่ะมั้ง

ผมไม่เคยใช้คำว่า 'เซ็กซ์ก่อนวัยอันควร' ด้วยซ้ำ
เพราะไม่มีใครกำหนดได้หรอกว่า แล้ววัยอันควรมันวัยไหน?
ผมว่าพอเด็กผู้ชายมันเริ่มจู๋แข็งและเด็กผู้หญิงเริ่มมีประจำเดือนนั่นแหละ
แปลว่าร่างกายมันพร้อมมีเซ็กซ์กันแล้วไง
แต่เพราะในทางสังคมเขาบอกว่ายังไม่พร้อมที่จะมีลูก
สมัยก่อนเด็กอายุ 16-17 มันก็มีเมียมีผัวกันแล้วถ้าไม่ได้เรียนหนังสือ
แต่สมัยนี้มันมีเรื่องระบบการศึกษาขึ้นมา
เลยทำให้คนต้องชะลอการมีเพศสัมพันธ์
ก็พร่ำบอกกันว่า ถ้ายังเรียนอยู่ยังมีเซ็กซ์ไม่ได้
เอ๊า ก็คนมันถึงวัยเจริญพันธุ์ดันไปห้ามซะอีก
เนี่ย บางทีผมว่าค่านิยมของคนมันก็ขัดแย้งกับธรรมชาตินะ
แต่ก็เข้าใจว่า โอเค ทางสังคมก็สำคัญ
ดังนั้น ผมจะสอนเด็กๆ เรื่องเซ็กซ์ง่ายๆ เลยว่า

ถ้าใครยังไม่มีเซ็กซ์ ให้ถือคติ 'NO SEX'
แต่ถ้าใครมีเซ็กซ์อยู่แล้ว ให้ถือคติ 'SAFE SEX'

ผมไม่เห็นดีเห็นงามแต่ผมก็ไม่ได้ห้ามปราม
ผมไม่ใช้คำว่า 'เซ็กซ์ก่อนวัยอันควร'
แต่จะใช้คำว่า 'เซ็กซ์ในวัยเรียน'
(ซึ่งพ่อแม่ครูอาจารย์เขาไม่ค่อยชอบใจกันนักหรอก)
แต่ผมบอกว่า มันมีจริง และผมก็บอกว่ามันมีอยู่ 2 แบบคือ
เซ็กซ์โง่ (ขาดความยับยั้งชั่งใจ และไม่ป้องกัน
ผลสุดท้าย ตั้งท้อง ติดเชื้อ เป็นทุกข์)
กับ เซ็กซ์ฉลาด (ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความรัก
ยินยอมพร้อมใจกันทั้งคู่ ไม่บังคับ ไม่ฝืนใจ
และสวมถุงยางอนามัยป้องกันซะ)

ผมเชื่อว่าหน้าที่ของพ่อแม่ ครู และหมอ
คือให้ข้อมูลความรู้ และความเข้าใจ
ส่วนเรื่องการตัดสินใจ เป็นเรื่องที่เจ้าของอวัยวะเพศเขาต้องเลือกเอง
ของใครของมัน ดูแลกันเอง
หมอก็ดูแลได้เฉพาะอวัยวะเพศของหมอเหมือนกันครับ..."



http://bickboon.exteen.com/20070110/virgin


อ่านเถอะ ดีจริงๆ นะ :37:
พอดีช่วงนี้เห็นพูดกันเรื่องนี้ด้วย (จริงๆ เดือนนั่นแหละเป็นตัวจุดชนวน :16:)
ชื่อเรื่อง: ตอบ: เจอบทความมา เห็นว่าน่าอ่านดี
โพสต์โดย: Bellbells เมื่อ 27 ก.พ. 2008, 04:09 น.
อ้างอิงเอ๊า ก็คนมันถึงวัยเจริญพันธุ์ดันไปห้ามซะอีก
เนี่ย บางทีผมว่าค่านิยมของคนมันก็ขัดแย้งกับธรรมชาตินะ

ชอบท่อนนี้  :30:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: เจอบทความมา เห็นว่าน่าอ่านดี
โพสต์โดย: 蓝月 (lán yuè) เมื่อ 27 ก.พ. 2008, 04:14 น.
หูย อ่านด้วยเหยอ :25: บวก
ชื่อเรื่อง: ตอบ: เจอบทความมา เห็นว่าน่าอ่านดี
โพสต์โดย: ชวาลา จันทร์แจ่ม เมื่อ 27 ก.พ. 2008, 10:54 น.
http://www.japankiku.com/tour/ohjapan2.html

บทความนี่กล่าวถึงญี่ปุ่นปัจจุบันในมุมมองของ นิติภูมิ เนาวรัตน์
น่าอ่านมากๆครับ เป็นความคิดที่ค่อนข้างจะส่วนบุคคลนะครับ
อ่านแล้วตรงไปตรงมาดี เข้าใจง่าย  :37:


*มาดันช่วยน้องเดือน  จริงๆแล้วผมกระจู๋นี้ดีนะถึงจะมีคนอ่านน้อยก็เถอะ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: เจอบทความมา เห็นว่าน่าอ่านดี
โพสต์โดย: Ah! เมื่อ 27 ก.พ. 2008, 11:09 น.
เข้ามาบอกว่าอ่านนะครับ
อ่านแล้วดีด้วย

ถ้าไม่บอกกลัวว่าจู๋นี้จะหายไป
ชื่อเรื่อง: ตอบ: เจอบทความมา เห็นว่าน่าอ่านดี
โพสต์โดย: |<3N เมื่อ 27 ก.พ. 2008, 11:17 น.
อ๊ะ อ่านเรื่องญี่ปุ่นจบแล้ว :25:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: เจอบทความมา เห็นว่าน่าอ่านดี
โพสต์โดย: ณต เมื่อ 27 ก.พ. 2008, 11:30 น.
อ่านของน้องเดือนแล้ว
อ่านเรื่องของญี่ปุ่นแล้วเหมือนกัน


แต่คนญี่ปุ่น ที่มันมาอยู่แถวที่ตูอยู่นี่
เรื่องงานออกแบบ มันเก่งจริงๆนะ
มันได้ทั้งความอึด ถึก
รวมถึงความคิดที่แหวกแนว ไม่ธรรมดา

ถามมัน มันก็บอกว่า
ไม่มีที่สำหรับคนธรรมดาๆ
ในบ้านมันหรอก

พอมาอ่านบทความเรื่องญี่ปุ่นแล้ว
ก็ยิ่งเข้าใจ การแข่งขันสูง
โลกหมุนเร็ว มึงก็เหนื่อย กูก็เหนื่อย  :39:

(ช้าลงหน่อยดีไหม  :42:
เก็บเกี่ยวความสุขให้นานขึ้น
มาละเลียดกับชีวิตกันเถอะ)

อ๊ะ ไม่ใช่จู๋โฆษณา
กอลลั่ม ละเลียด ในฟ้อนสุด  :30:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: เจอบทความมา เห็นว่าน่าอ่านดี
โพสต์โดย: มุมมืดของสังคม เมื่อ 27 ก.พ. 2008, 12:44 น.
อ่านแล้วมันโดนนนนนนน :25:

ถ้าถามผม อยู่ญี่ปุ่น มีความสุขตรงไหน
อยู่มาสามปีแล้ว ก็ยังนึกไม่ออกเหมือนกัน :42:

ญี่ปุ่นมันดีนะครับ สำหรับคนที่สู้ อดทน และอยากจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง
ในวงเล็บว่า อนาคตจะกลับเมืองไทย
แต่ญี่ปุ่นมันจะไม่โสภาเลย ถ้าคุณคิดจะมาอยู่ตลอดชีวิต
มาสร้างรากฐานที่นี่

มีแต่คนโรคจิต จิตใจคับแคบ เยอะมาก :37:

ไอ้พวกเด็กบ้าญี่ปุ่น บ้าเกาหลีอะไรเนี่ย เห็นมาเยอะแล้ว
หนีกลับบ้านกันแทบไม่ทัน สนุกได้สองอาทิตย์เท่านั้นแหล่ะ
เคยเห็นเขาจับเด็กดื้อไปเข้าค่ายธรรมะ มันน่าจะมีโครงการ
จับเด็กบ้าเกาหลี ญี่ปุ่น ไปอยู่ประเทศพวกนี้สักคนละเดือน คงจะดี :42:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: เจอบทความมา เห็นว่าน่าอ่านดี
โพสต์โดย: Layiji เมื่อ 27 ก.พ. 2008, 12:51 น.
อ่านหมดแล้ว  :12: รับเอามาเฉพาะสิ่งดีๆดีกว่า
ชื่อเรื่อง: ตอบ: เจอบทความมา เห็นว่าน่าอ่านดี
โพสต์โดย: ดาเฉยๆ เมื่อ 27 ก.พ. 2008, 13:05 น.
ย้อนไปอ่านภาค 1 ด้วย
ที่เค้าบ่นไว้เป็นข้อๆ

มีอยู่ข้อนึง บอกว่าไม่ชอบญีปุ่นเพราะเวลาพาหมาไปเดินเล่นแล้วหมาอึ ต้องเก็บอึหมาไปทิ้งด้วย

ต้ิองเอาหมาไปอึหน้าบ้านคนอื่นแบบเมืองไทยถึงจะถูกใจใช่มะ
(เก็บกดส่วนตัว :30:)
ชื่อเรื่อง: ตอบ: เจอบทความมา เห็นว่าน่าอ่านดี
โพสต์โดย: Layiji เมื่อ 27 ก.พ. 2008, 13:30 น.
กฎหมายของประเทศเค้าคิดถึงส่วนรวมมาก่อน(แม้กระทั่งเรื่องการใช้ชีวิตประจำวัน) ซึ่งน่าเอาเป็นแบบอย่าง
แต่ประเทศไทยคนนิสัยดีที่เลี้ยงหมาเวลาหมาเค้าอึตามถนนก็เก็บใส่ถุงไปทิ้งนะ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: เจอบทความมา เห็นว่าน่าอ่านดี
โพสต์โดย: นักศิลปะ เมื่อ 27 ก.พ. 2008, 13:39 น.
อ้างคำพูดจาก: Layiji เมื่อ 27 ก.พ. 2008, 13:30 น.
กฎหมายของประเทศเค้าคิดถึงส่วนรวมมาก่อน(แม้กระทั่งเรื่องการใช้ชีวิตประจำวัน) ซึ่งน่าเอาเป็นแบบอย่าง
แต่ประเทศไทยคนนิสัยดีที่เลี้ยงหมาเวลาหมาเค้าอึตามถนนก็เก็บใส่ถุงไปทิ้งนะ

ผมไม่ค่อยเจอนะป๋า :26:

เมื่อไม่กี่วันนี้เอง
พวกจูงมาอึหน้าบ้านผมตอนเช้า
ผมเอาหนังกะติ๊กยิงพุงหมา
ต่อหน้าเจ้าของเลย

กลัวมันจะมายิงเราคืนเหมือนกัน
:05:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: เจอบทความมา เห็นว่าน่าอ่านดี
โพสต์โดย: มุมมืดของสังคม เมื่อ 27 ก.พ. 2008, 13:50 น.
ผมจะเดินไปที่อึหมา แล้วถามเจ้าของว่าจะเก็บไหม
ถ้าเก็บเอาที่คีบแล้วเขวี้ยงเลย (ใส่หมาหรือเจ้าของนี่อีกเรื่อง :37:)
ชื่อเรื่อง: ตอบ: เจอบทความมา เห็นว่าน่าอ่านดี
โพสต์โดย: |<3N เมื่อ 27 ก.พ. 2008, 14:33 น.
อ่านภาค 1 แล้ว :25:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: เจอบทความมา เห็นว่าน่าอ่านดี
โพสต์โดย: Bellbells เมื่อ 27 ก.พ. 2008, 17:24 น.
อ่านของนิติภูมิแล้วนึกถึงป้าเช็ง  :52:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: เจอบทความมา เห็นว่าน่าอ่านดี
โพสต์โดย: ÐзέρŞήợẅŜ เมื่อ 27 ก.พ. 2008, 17:38 น.
อ่านแล้วครับ :52:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: เจอบทความมา เห็นว่าน่าอ่านดี
โพสต์โดย: โต เมื่อ 27 ก.พ. 2008, 18:05 น.
อ่านของพี่บิ๊ค(bickboon)ตั้งแต่ที่เอ็กทีนแล้วล่ะ  :52:
ทั้งสาระและไม่สาระปนๆกันไป
กำลังอ่านญี่ปุ่น  :40:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: เจอบทความมา เห็นว่าน่าอ่านดี
โพสต์โดย: Dayight เมื่อ 28 ก.พ. 2008, 12:22 น.
ความขัดแย้งของกาลเวลา     

ช่วงเวลาที่ผ่านมา...
เรามีตึกสูงขึ้น                   แต่มีอารมณ์ต่ำลง
มีถนนหนทางที่กว้างขึ้น       แต่ทัศนคติคับแคบลง
เราจ่ายมากขึ้น                  แต่กลับมีน้อยลง
เราซื้อมากขึ้น                   แต่สนุกสนานน้อยลง
เรามีบ้านที่ใหญ่ขึ้น             แต่ครอบครัวเล็กลง
สะดวกสบายขึ้น                 แต่มีเวลาน้อยลง
มีปริญญาสูงขึ้น                 แต่ไหวพริบลดลง
มีความรู้มากขึ้น                 แต่การตัดสินใจแย่ลง
มีผู้เชี่ยวชาญมากขึ้น           แต่ปัญหาก็ยิ่งมากตาม
มียามากขึ้น                      แต่ความอยู่ดีมีสุขน้อยลง
เราขับรถเร็ว    โกรธมาก     แต่หัวเราะน้อย
เราอยู่ดึก        ดูทีวีมาก      แต่อ่านหนังสือน้อย
เราพูดมาก      รักยาก         แต่เกลียดบ่อย
เราเป็นเจ้าของหลายสิ่งได้    แต่คุณค่าในตนกลับลดลง
เราเดินทางไปกลับดวงจันทร์อย่างตลอดรอดฝั่ง
แต่มีอุปสรรคที่จะข้ามถนน ไปทำความรู้จักกับเพื่อนบ้านใหม่
เราทำสิ่งที่ใหญ่โตขึ้น          แต่ไม่ใช่สิ่งที่ดีขึ้น
เราทำให้อากาศสะอาด        แต่สร้างมลพิษในจิตใจ
เราเอาชนะอะตอม              แต่พ่ายแพ้ต่ออคติ
เราเขียนกันมากขึ้น             แต่เรียนรู้น้อยลง
เราวางแผนมากขึ้น             แต่สำเร็จน้อยลง
เราเรียนที่จะรีบ                  แต่ไม่เรียนรู้ที่จะรอ
เราสร้างคอมพิวเตอร์มากขึ้น แต่สื่อสารกันน้อยลง
เรากินอาหารจานด่วน          แต่ย่อยได้ช้าลง
มีรายได้ทวีคูณ                  แต่การหย่าร้างกลับมีมากขึ้น
มีบ้านหรูหรา                     แต่ครอบครัวแตกแยก

ใช้เวลากับคนที่คุณรักบ้าง
เพราะว่า เขาหรือเธอจะไม่ได้อยู่กับคุณตลอดไป
จงกอดคนที่คุณรักและใกล้ชิด เพราะมันเป็นสมบัติเดียวที่คุณสามารถให้ได้ด้วยหัวใจ
บอกคู่ของคุณว่า "ฉันรักคุณ"
บอกรักลูกทุกครั้งที่มีโอกาส โดยที่รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ
จงจับมือ และดื่มด่ำกับช่วงเวลาของกันและกัน
ก่อนที่ความสุขนั้นจะไม่หวนกลับมาอีก 

ที่มา
http://www.taladhoon.com/taladhoon/smfboard/index.php?threadid=7368;start=625

ชื่อเรื่อง: ตอบ: เจอบทความมา เห็นว่าน่าอ่านดี
โพสต์โดย: แทน เมื่อ 28 ก.พ. 2008, 13:09 น.
อ้างคำพูดจาก: BELL เมื่อ 27 ก.พ. 2008, 17:24 น.
อ่านของนิติภูมิแล้วนึกถึงป้าเช็ง  :52:

เหมือนผมเลยพี่  :52:

ชื่อเรื่อง: ตอบ: เจอบทความมา เห็นว่าน่าอ่านดี
โพสต์โดย: khunyin เมื่อ 03 มี.ค. 2008, 21:09 น.

สฤณี อาชวานันทกุล


"ความอุดมสมบูรณ์มิได้ประกอบสร้างจากทรัพย์สมบัติที่เรามี หากเกิดจากสิ่งที่ทำให้เรามีความสุข"

เอพิคิวรัส (๓๔๑-๒๗๐ ปีก่อนคริสตกาล)


เคยไหม...เวลาที่คุณทำงานหนักหามรุ่งหามค่ำ ไม่เว้นแม้กระทั่งเสาร์อาทิตย์ ติดต่อกันเป็นเดือน ๆ คุณจะสงสัยว่า เงินเดือนและโบนัสงาม ๆ ที่บริษัทจ่ายให้นั้น คุ้มกันหรือเปล่ากับการสูญเสียเวลาส่วนตัว และการสะสมความเสี่ยงที่จะเป็น "โรคคนรวย" ยามชรา ซึ่งต้องใช้ยาราคาแพงและค่ารักษาสูงลิบลิ่ว ไม่ว่าจะเป็นโรคกระเพาะ โรคหัวใจ ความดันสูง เบาหวาน ฯลฯ

ถ้าในอนาคตคุณจะต้องหมดเงินจำนวนมากที่ทนทำงานหนักเพื่อมัน ไปกับการรักษาโรคที่เกิดจากการทำงานหาเงินนั้นเอง ก็น่าจะตั้งคำถามตั้งแต่ตอนนี้ว่า ไปหางานใหม่ที่ได้เงินน้อยกว่าเดิม แต่ไม่ต้องเสี่ยงกับโรคที่ตามมากับงานและการใช้เงินรักษาโรคเหล่านั้น ทำให้โดยรวมแล้วคุณมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีเวลาพักผ่อนมากกว่าเดิม สุขภาพดีขึ้นทั้งกายและใจ จะไม่ดีกว่าหรือ ?

สมาชิกชนชั้นกลางหลายคนคงตั้งคำถามนี้กับตัวเองหลายครั้ง แต่ก็ตัดใจลาออกไปหางานใหม่ที่หนักน้อยกว่าเดิมไม่ได้ ไม่ใช่เพราะยึดติดกับเงินเดือนสูง ๆ แต่เป็นเพราะไม่แน่ใจว่า ความสัมพันธ์และจุดสมดุลระหว่าง "ความสุข" กับ "เงิน" นั้นอยู่ตรงไหนกันแน่ เช่นเราจะรู้ได้อย่างไรว่างานใหม่จะทำให้เรามีความสุขกว่าเดิม ?

ถึงแม้ว่าเรื่องนี้จะเข้าข่าย "ไม่ลองก็ไม่รู้" แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราไม่มีทางชั่งน้ำหนักและวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างเงินกับความสุข อย่างมีเหตุผลและเป็นระบบระเบียบได้

เอพิคิวรัส (Epicurus) นักปรัชญาชาวกรีกโบราณ คิดและเขียนเรื่องนี้ไว้อย่างลึกซึ้งเมื่อกว่า ๒,๐๐๐ ปีมาแล้ว ในฐานะบิดาแห่งแนวคิด "สุขนิยม" คนแรก ๆ ของโลก แต่น่าเสียดายที่ปรัชญาของเขาถูกตัดทอนจนเหลือเพียงมิติที่ฉาบฉวยในปัจจุบัน มิหนำซ้ำคนจำนวนน้อยที่รู้จักชื่อเขาก็มักจะเข้าใจผิดว่า เอพิคิวรัสสนับสนุนเฉพาะความสุขราคาแพง ไม่ว่าจะเป็นอาหารหรู ๆ ที่พักตากอากาศแพง ๆ ฯลฯ ชนิดที่คนไม่รวยจริงคงไม่มีโอกาสได้สัมผัส

ความเข้าใจผิดข้อนี้เข้าใจได้ เพราะคนปัจจุบันคุ้นเคยกับเอพิคิวรัสที่สุดในฐานะต้นตอของคำว่า "Epicurean" ในภาษาอังกฤษ ซึ่งพจนานุกรมอังกฤษ-ไทยส่วนใหญ่แปลคำนี้ในแง่คำนามว่า "คนเจ้าสำราญ, คนชอบสนุก, คนฟุ้งเฟ้อ, ผู้มีรสนิยมสูง" และในแง่คำคุณศัพท์ว่า "ซึ่งรู้จักเสพสุขกับชีวิต" หรือ "ซึ่งอุทิศให้กับความหรูหราและพิถีพิถัน โดยเฉพาะการกิน"

ชื่อของเอพิคิวรัสจึงกลายเป็นคำขยายความ "วิถีชีวิตมีระดับ" ในปัจจุบันที่ต้องใช้เงินซื้อทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นอาหารในภัตตาคารหรู นิตยสารสำหรับคนรวยรสนิยมสูง และแม้กระทั่งชื่อตู้เสบียงของขบวนรถไฟสายหนึ่งในอเมริกา ที่เสิร์ฟอาหารหรูจากห้องครัวสมัยใหม่ที่มีเครื่องไม้เครื่องมือครบครันไม่แพ้ร้านอาหารในโรงแรมห้าดาว ตลอดการเดินทาง

แต่ถ้าใครลองศึกษาปรัชญาของเขาจริง ๆ อาจแปลกใจและดีใจที่พบว่า เอพิคิวรัสเชื่อมั่นในความสุขที่ยั่งยืนกว่านั้น เป็นความสุขชนิดที่สามัญชนไม่ต้องมีเงินมากก็สามารถเข้าถึงได้

ถึงแม้เอพิคิวรัสจะเห็นด้วยกับนักสุขนิยมคนอื่น ๆ ว่า "ความสุข" ของมนุษย์ประกอบด้วย "ความสำราญ" (pleasure) และการแสวงหาความสำราญคือ "ประโยชน์และจุดมุ่งหมายสูงสุด" ของความเป็นมนุษย์ แต่เขาก็แนะนำว่า เราควรแสวงหาความสุขหรือความสำราญชนิดที่ยั่งยืนจริง ๆ ไม่ใช่ชนิดที่ทำให้เราเพลิดเพลินเพียงชั่วครู่ยามเท่านั้น

เอพิคิวรัสจึงไม่เห็นด้วยกับวิถีชีวิตหรูหราที่ชื่อของเขากลายมาเป็นคำอธิบาย ตรงกันข้าม เขาบอกว่าพฤติกรรมเสพสุขแบบสุดขั้วที่ไร้ขีดจำกัดนั้น มิใช่แนวทางที่ดีที่สุดในการบรรลุซึ่งความสุขที่แท้จริง เพราะนอกจากจะไม่ทำให้เรารู้สึกสุขอย่างยั่งยืนหลังจากที่การเสพสุขนั้นจบไปแล้ว บ่อยครั้งยังนำความทุกข์มาให้แทนที่ ดังที่เอพิคิวรัสกล่าวไว้ว่า

"ไม่มีความสุขใด ๆ ที่เป็นผลเสียในตัวมันเอง แต่สิ่งที่ทำให้เกิดความสุขบางอย่างนั้น ก่อให้เกิดผลข้างเคียงที่เป็นผลเสียร้ายแรงกว่าความสุขนั้นหลายเท่า"

มีตัวอย่างมากมายของความสุขชั่วคราวที่ไม่ยั่งยืนและทำให้เกิดทุกข์ เช่น เกิดอาการคลื่นเหียนถ้ากินอาหารเข้าไปมาก ๆ หรือความเบื่อหน่ายในเซ็กซ์หรือคู่นอนถ้ามีเซ็กซ์บ่อยจนเกินไป

เอพิคิวรัสไม่ใช่นักปรัชญาที่คิดค้นทฤษฎีโดยปราศจากการทดลอง เหตุผลที่เขากล้าประกาศปรัชญาเกี่ยวกับความสุขก็เพราะตัวเองลองมาหมดแล้ว ความโด่งดังของเอพิคิวรัสในสมัยนั้นทำให้เขาสามารถก่อตั้งโรงเรียนเกี่ยวกับความสุขในกรุงเอเธนส์ ด้วยเงินที่เขาขอเรี่ยไรจากเศรษฐีผู้มีจิตศรัทธา โรงเรียนนี้กลายเป็นแหล่งมั่วสุมของชาวกรีกที่ชอบกินเหล้าเมายา ปาร์ตี้ และมั่วเซ็กซ์วิตถารแบบไร้ขีดจำกัด ถึงขนาดเป็นที่ฮือฮาในสังคมกรีกโบราณซึ่งมองว่าการมั่วเซ็กซ์ (รวมทั้งรักร่วมเพศระหว่างชายต่างวัย หรือที่เรียกว่า pederasty) เป็นเรื่องปรกติธรรมดาของคนมีเงิน

หลังจากที่ทดลองเสพและสังเกตผลของกิเลสชนิดต่าง ๆ ในโรงเรียนด้วยตัวเอง (ลือกันว่าเอพิคิวรัสต้องอาเจียนวันละ ๒ รอบ เพราะเขากินอาหารเยอะเกินไป) เอพิคิวรัสก็ได้ข้อสรุปว่า

"ในบรรดาความต้องการทั้งหมดของเรา บางอย่างคือความต้องการตามธรรมชาติที่จำเป็น บางอย่างคือความต้องการตามธรรมชาติที่ไม่จำเป็น ส่วนที่เหลือนั้นคือความต้องการที่ทั้งไม่เป็นธรรมชาติและไม่จำเป็น เป็นเพียงผลจากความคิดที่ไร้เหตุผลใด ๆ รองรับ"

เอพิคิวรัสบอกว่า "ความสุข" ที่ดีที่สุดและยั่งยืนที่สุดสำหรับมนุษย์ คือการมี "ความต้องการตามธรรมชาติที่จำเป็น" (natural and necessary) พร้อมมูล ซึ่งประกอบด้วย ปัจจัยสี่ มิตรสหาย เสรีภาพ และความคิดอ่าน (wisdom) ซึ่งส่วนใหญ่เป็น "ความต้องการทางใจ" ที่ไม่ต้องใช้เงินซื้อ ต่างจาก "ความต้องการตามธรรมชาติที่ไม่จำเป็น" (natural but unnecessary) ซึ่งส่วนใหญ่เป็น "ความต้องการทางวัตถุ" เช่น บ้านหลังใหญ่ คนรับใช้ งานเลี้ยงหรูหรา ฯลฯ ส่วน "ความต้องการที่ทั้งไม่เป็นธรรมชาติและไม่จำเป็น" (unnatural and unnecessary) ในกระบวนทัศน์ของเอพิคิวรัสนั้น ส่วนใหญ่เป็นกิเลสที่เป็นนามธรรม อาทิเช่น ชื่อเสียง อำนาจ ฯลฯ

ดังนั้นเราจึงอาจสรุปปรัชญาความสุขของเอพิคิวรัสได้ว่า "การใช้ชีวิตอย่างพอประมาณ" (moderate life) ท่ามกลางเหล่ามิตรสหายที่เสวนากันด้วยปัญญาอย่างสม่ำเสมอเท่านั้น ที่จะนำไปสู่ความสุขอันยั่งยืนตลอดอายุขัยอันแสนสั้นของมนุษย์

หากเราจะพล็อตความสัมพันธ์ระหว่างเงินกับความสุข สำหรับคนที่มี "ความต้องการตามธรรมชาติที่จำเป็น" ครบถ้วน ออกมาเป็นกราฟ เราน่าจะได้กราฟรูปร่างแบบนี้



เอพิคิวรัสยืนยันว่า สำหรับคนที่หาเงินได้แล้วถึงระดับหนึ่ง และมีปัจจัยสี่ มิตรสหาย เสรีภาพ และความคิดอ่านพร้อมมูลแล้ว ไม่ว่าเขาจะจ่ายเงินมากกว่าเดิมเท่าไร ก็ไม่มีทางมีความสุขสูงกว่านั้น (ที่ตัวเลข "3" ในกราฟ) ได้อีก

พูดอีกนัยหนึ่งคือ สามัญชนที่มีปัจจัยแห่งความสุขอย่างยั่งยืนครบถ้วน ก็สามารถมีความสุขเท่ากับคนรวยล้นฟ้าได้ และความสุขนั้นก็เป็นความสุขที่ยั่งยืน เพราะเป็นความสุข "ตามธรรมชาติที่จำเป็น" ต่อการดำรงอยู่ของคนคนนั้นจริง ๆ

แต่สำหรับคนที่ไม่มีเพื่อน เสรีภาพ หรือความคิดอ่าน ไม่ว่าจะมีเงินมากขนาดไหนก็ไม่สามารถมีความสุขที่แท้จริงได้ เราอาจพล็อตความสัมพันธ์ระหว่างเงินกับความสุขสำหรับคนแบบนี้ได้ดังต่อไปนี้



เอพิคิวรัสบอกว่า เพื่อนแท้เป็น "ความต้องการตามธรรมชาติที่จำเป็น" เพราะความรักของเพื่อนเป็นเครื่องตอกย้ำความมีตัวตนของเรา เพื่อนแท้ย่อมไม่เคยเรียกร้องให้เราพิสูจน์ความเก่งหรือคุณธรรมใด ๆ แต่มีความหวังดีและยอมรับตัวตนของเราเสมอ ไม่ว่าภาพลักษณ์ภายนอกและฐานะของเราจะน่าเกลียดหรือต่ำต้อยเพียงใด และไม่ว่าอุปนิสัยและความคิดอ่านของเราจะขัดต่อธรรมเนียมหรือมารยาทสังคมขนาดไหนก็ตาม

ถึงตอนนี้คุณคงสงสัยว่า แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งที่ต้องการทำแต่ละอย่างนั้น เป็น "ความต้องการตามธรรมชาติที่จำเป็น" หรือไม่ เพราะคนเราแต่ละคนน่าจะมีความต้องการไม่เหมือนกัน ?

ความที่เอพิคิวรัสเป็นนักปรัชญาผู้ใช้เหตุผลอย่างเป็นระบบ เขาเสนอให้เราทำ "การทดลองทางความคิด" ง่าย ๆ ๕ ขั้นตอน ดังต่อไปนี้ (ตัวอย่างในวงเล็บ)

๑. คิดถึง "เป้าหมาย" ข้อหนึ่งที่เชื่อว่าจะทำให้ตัวเองมีความสุข (ฉันต้องทำงานที่ฉันชอบและได้เงินเดือนสูงกว่า ๖๐,๐๐๐ บาท จึงจะมีความสุข)

๒. ลองสมมุติว่าเราคิดผิด หาข้อยกเว้นที่ทำให้เป้าหมายกับความสุขนั้นไม่เชื่อมโยงกันจริง ๆ เป็นไปได้ไหมที่เราจะบรรลุเป้าหมายนั้นแต่ไม่มีความสุข หรือมีความสุขโดยไม่บรรลุเป้าหมายนั้น (เป็นไปได้ไหมที่ฉันจะทำงานที่ฉันชอบ ได้เงินเดือนสูงกว่า ๖๐,๐๐๐ บาท แต่ไม่มีความสุข ฉันจะมีความสุขได้ไหม ถ้าได้งานที่ฉันชอบแต่เงินเดือนต่ำกว่า ๖๐,๐๐๐ บาท)

๓. ถ้าเราพบข้อยกเว้นดังกล่าว ก็แปลว่าเป้าหมายของเราไม่ใช่ "ความต้องการที่จำเป็น" (ฉันอาจได้งานเงินเดือนสูงที่ฉันชอบ แต่ไม่มีความสุขถ้ามีเจ้านายที่มองไม่เห็นคุณค่าของฉัน แม้ฉันอาจได้งานที่เงินเดือนน้อยกว่า แต่มีความสุขกับงานที่ฉันชอบ เพราะมีเจ้านายที่มองเห็นคุณค่าของฉัน)

๔. ขยายความเป้าหมายดั้งเดิมให้รัดกุมกว่าเดิม เพื่อสะท้อนข้อยกเว้นที่ค้นพบ (ถึงแม้จะได้เงินเดือนน้อยกว่า ๖๐,๐๐๐ บาท ฉันก็สามารถมีความสุขกับงานที่ฉันชอบ ตราบใดที่มีเจ้านายที่มองเห็นคุณค่าของฉัน)

๕. เมื่อมาถึงขั้นนี้ ความต้องการที่แท้จริงของเราอาจไม่เหลือเค้าของความต้องการดั้งเดิมอันสับสน (ความสุขของฉันขึ้นอยู่กับการมีเจ้านายที่มองเห็นคุณค่าของฉัน มากกว่าระดับเงินเดือน)


สุขนิยมฉบับขนานแท้และดั้งเดิมของเอพิคิวรัส เป็นผลผลิตจากการวิเคราะห์ผลกระทบของความสำราญชนิดต่าง ๆ ที่มีต่อสุขภาพกายและใจของเราในระยะยาว ไม่ใช่ความสุขชั่วครู่ยาม ดังนั้นถ้ามองในแง่นี้จะพบว่า แนวคิดของเขามีส่วนคล้ายกับแนวคิดเรื่อง "ทางสายกลาง" ในพุทธศาสนาไม่น้อย

เป็นเรื่องน่าเสียดายที่นักสุขนิยมยุคปัจจุบันยึดเอาความสุขแบบฉาบฉวยและมักง่ายเป็นสรณะ จนไม่รู้จักสุขนิยมที่แท้จริงของเอพิคิวรัส คน (ไม่) สำคัญที่ถูกสังคมเข้าใจผิดอย่างร้ายแรงตลอดมา

http://www.sarakadee.com/web/modules.php?name=Sections&op=viewarticle&artid=728

เราก็เป็นพวกสุขนิยม
ชื่อเรื่อง: ตอบ: เจอบทความมา เห็นว่าน่าอ่านดี
โพสต์โดย: มุมมืดของสังคม เมื่อ 03 มี.ค. 2008, 21:45 น.
โอ้วววววว บวก ชอบมาก
ชื่อเรื่อง: ตอบ: เจอบทความมา เห็นว่าน่าอ่านดี
โพสต์โดย: 蓝月 (lán yuè) เมื่อ 02 ก.ค. 2008, 19:17 น.
ขุดๆ

หลวงปู่ชา สุภัทโท สอนคนที่ชอบยุ่งกับเรื่องของคนอื่นว่า ..



อย่ายุ่งกับเรื่องของคนอื่น

ภาวนามากๆ  ดูตัวเองมากๆ

หลวงปู่บอกว่า ..

"ธรรมดาเราดูแต่คนอื่น 90%  ดูตัวเองแค่ 10%"

คือ  คอยดูแต่ความผิดของคนอื่น  เพ่งโทษคนอื่น

คิดแต่จะแก้ไขคนอื่น



กลับเสียใหม่นะ

ดูคนอื่นเหลือไว้ 10%

ดูเพื่อศึกษาว่า  เมื่อเขาทำอย่างนั้น

คนอื่นจะรู้สึกอย่างไร

เพื่อเอามาสอนตัวเองนั้นแหละ

ดูตัวเอง  พิจารณาตัวเอง 90%

จึงเรียกว่าปฎิบัติธรรมอยู่



ธรรมชาติของจิตใจมันเข้าข้างตัวเอง

โบราณพูดว่า  เรามักจะเห็น  ความผิดของคนอื่นเท่าภูเขา

ความผิดของตนเองเท่ารูเข็ม

มันเป็นความจริงอย่างนั้นด้วย

เราต้องระวังความรูสึกนึกคิดของตัวเองให้มากๆ



เห็นความผิดของคนอื่น  ให้หารด้วย 10

เห็นความผิดของตนเอง  ให้คูณด้วย 10

จึงจะใกล้เคียงกับความจริงและยุติธรรม

เพราะเหตุนี้เราจะต้องพยายามมองแง่ดีของคนอื่นมากๆ

และตำหนิติเตียนตัวเองมากๆ

แต่ถึงอย่างไรๆ เราก็ยังเข้าข้างตัวเองนั้นแหละ



พยายามอย่าสนใจการกระทำ  การปฎิบัติของคนอื่น

ดูตัวเอง  สนใจแก้ไขตัวเองนั้นแหละมากๆ

เช่น  เข้าครัวเห็นเด็กทำอะไรไม่ถูกใจ

แล้วเกิดอารมณ์ร้อนใจ ..



ยังไม่ต้องบอกเขาให้แก้ไขอะไรหรอก

รีบแก้ไข  ระงับอารมณ์ร้อนใจของตัวเองเสียก่อน

เห็นอะไร  คิดอะไร  รู้สึกอย่างไร  ก็สักแต่ว่าใจเย็นๆ ไว้ก่อน

ความเห็น  ความคิด  ความรู้สึกก็ไม่แน่ใจ..

ไม่แน่..อาจจะถูกก็ได้  อาจจะผิดก็ได้

เราอาจจะเปลี่ยนความเห็นก็ได้

สักแต่ว่า..  สักแต่ว่า.. ใจเย็นๆ ไว้ก่อน ยังไม่ต้องพูด



ดูใจเราก่อน  สอนใจเราก่อน  หัดปล่อยวางก่อน

เมื่อจิตสงบแล้ว  เมื่อจิตปกติแล้ว

จึงค่อยพูด  จึงค่อยออกความคิดเห็น

พูดด้วยเหตุ  ด้วยผล  ประกอบด้วยจิตเมตตากรุณา

ขณะมีอารมณ์อย่าเพิ่งพูด..

ทำให้เสียความรู้สึกของผู้อื่น

ทำให้เสียความรู้สึกของตนเอง

ไม่เกิดประโยชน์เท่าที่ควร

มักจะเสียประโยชน์ด้วยซ้ำไป



เพราะฉะนั้น  อยู่ที่ไหน  อยู่ที่วัด  อยู่ที่บ้าน

ก็สงบๆ ๆ  ไม่ต้องดูคนอื่นว่าเขาทำผิดๆ ๆ

ดูแต่ตัวเรา  ระวังความรูสึก  ระวังอารมณ์ของเรามากๆ

พยายามแก้ไข  พัฒนาตัวเรา.. นั้นแหละ



เห็นอะไรชอบ  ไม่ชอบ  ปล่อยไว้ก่อน

เรื่องของคนอื่น  พยายามอย่าให้เข้ามาที่จิตใจเรา

ถ้าไม่ระวัง  ก็จะยุ่งแต่เรื่องของคนอื่นไปเรื่อยๆ

หาเรื่องอยู่อย่างนั้น

เอาเรื่องโน้นเรื่องนี้มาเป็นเรื่องของเราไปหมด

มีแต่ยินดี  ยินร้าย  พอใจ  ไม่พอใจ  ทั้งวัน

อารมณ์มาก  จิตไม่ปกติ  ไม่สบาย  ทั้งวันๆ ก็หมดแรง



ระวังนะ

พยายามตามดูจิตของเรา

รักษาจิตของเราให้ปกติให้มาก

ใครจะเป็นอะไร  ใครจะทำอะไร  ดีหรือไม่ดี  เรื่องของเขา

แม้เขาจะทำกับเรา  ว่าเรา..  ก็เป็นเรื่องของเขา

อย่าเอามาเป็นอารมณ์

อย่าเอามาเป็นเรื่องของเรา




ดูใจเรานั้นแหละ


พัฒนาตัวเองนั้นแหละ

ทำใจเราให้ปกติ  สบายๆ มากๆ

หัด-ฝึก  ปล่อยวาง นั้นเอง

ไม่มีอะไรหรอก

ไม่มีอะไรสำคัญกว่ากการตามรักษาจิตของเรา

คิดดี  พูดดี  ทำดี  มีความสุข..






เจอมาจาก http://bannpeeploy.exteen.com/20080701/entry
ชอบค่ะ :25:
ยิ่งมีช่วงนึง เคยหงุดหงิดเด็กในเว็บงุงิ อ่านแล้วเข้าใจอะไรได้เยอะเลยง่ะ
ชื่อเรื่อง: ตอบ: เจอบทความมา เห็นว่าน่าอ่านดี
โพสต์โดย: iannnnn เมื่อ 02 ก.ค. 2008, 19:32 น.
ขณะมีอารมณ์ อย่าเพิ่งพูด
ขอบคุณครับ :46:+
ชื่อเรื่อง: ตอบ: เจอบทความมา เห็นว่าน่าอ่านดี
โพสต์โดย: icez เมื่อ 02 ก.ค. 2008, 20:28 น.
อ้างคำพูดจาก: ไอ้แอนนนนน เมื่อ 02 ก.ค. 2008, 19:32 น.
ขณะมีอารมณ์ อย่าเพิ่งพูด
ขอบคุณครับ :46:+
อ่านที่พระท่านเทศน์ก็ไม่ได้คิดอะไรนะครับ
แต่ทำไมพอพี่แอนเอามาพิมพ์ ถึงคิดอกุศลได้ก็ไม่รู้ :30:


:46:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: เจอบทความมา เห็นว่าน่าอ่านดี
โพสต์โดย: iannnnn เมื่อ 02 ก.ค. 2008, 20:36 น.
อูย :04:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: เจอบทความมา เห็นว่าน่าอ่านดี
โพสต์โดย: ความฝันกลางฤดูร้อน เมื่อ 02 ก.ค. 2008, 20:38 น.
 :48:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: เจอบทความมา เห็นว่าน่าอ่านดี
โพสต์โดย: 蓝月 (lán yuè) เมื่อ 02 ก.ค. 2008, 21:00 น.
อ้างคำพูดจาก: หมอแมว เมื่อ 02 ก.ค. 2008, 20:38 น.
:48:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: เจอบทความมา เห็นว่าน่าอ่านดี
โพสต์โดย: ฟิ้งซ์ เมื่อ 02 ก.ค. 2008, 21:50 น.
 :55:

เขาหมายถึงอารมณ์เสีย :07:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: เจอบทความมา เห็นว่าน่าอ่านดี
โพสต์โดย: Rabbitinblack เมื่อ 03 ก.ค. 2008, 09:46 น.
 :30:
ชื่อเรื่อง: ตอบ: เจอบทความมา เห็นว่าน่าอ่านดี
โพสต์โดย: 蓝月 (lán yuè) เมื่อ 24 ก.ค. 2008, 00:23 น.
ขุด

http://archmania.exteen.com/20080723/entry-3
ณ ขณะเสี้ยว........วินาทีเดียวกัน.....




http://icedlatte.exteen.com/20080722/entry
กินกาแฟอย่างมีศิลป์ ถูกต้อง และอร่อย
ชอบบบ
ปกติกินแต่กาแฟกระป๋อง ไม่มีปัญญาเข้าร้านหรูๆ :30: