มีเรื่องจะถามค่ะ
จริงๆแล้วกิ๊กก็จะเรียนจบปีนี้
โทรไปปรึกษากับพ่อแล้วก็แม่ ว่าจะเอายังไงกะชีวิตดี
พ่อให้คำปรึกษาอันยอดเยื่ยมมาว่า
" ปริญญา ไว้ข้างฝาก็พอ "
ไม่รู้ว่่าจะดีใจหรือเสียใจกันแน่ :08:
แต่กิ๊กเองรู้สึกเหมือนกันว่า
บัญฑิตหลายคนที่จบมา ก็เหมือนเอาปริญญามาแปะข้างฝาบ้านจริงๆ
หลายคนทำงานไม่ตรงกับสายที่ตัวเองร่ำเรียนมานับหลายปี
หลายคน เรียนมาแต่กลับทำอะไรไม่เป็นเลย..
เค้าเสียดายวิชาการต่างๆ ที่ตัวเองร่ำเรียนมารึเปล่า...
เสียดายเวลาเหล่านั้นมั้ย..
เฮ้อ
พอพิมพ์มาถึงบรรทัดนี้
นึกถึงคำพ่อว่า " ปริญญาไว้ข้างฝา "
มันรู้สึกถึงอิสระยังไงไม่รู้ค่ะ ไม่ยึดติด
แต่ไม่รู้่ว่าอนาคตจะเป็นยังไง คาดเดายากเหลือเกิน..
อยากให้แนะนำค่ะว่า ...จะตามใจตัวเอง
หรือว่าทำอย่างที่มันควรจะเป็น เป็นอย่างที่ต้องเป็น...
พี่ๆ เพื่อน คิดยังไง ช่วยแนะนำทีนะ :46:
(นานๆ จะตั้งกระทู้ที พอดีใกล้จบเลยเครียดซะงั้น :42:)
ถ้างานตามสายที่เรียนมันไม่ใช่ตัวกิ๊กจริงๆ
ก็แปะไว้ข้างฝาเฉยๆก็ได้มั้ง
ดาก็กำลังคิดอยู่ว่าที่เรียนๆอยู่เนี่ย มันใช่มั้ย ลาออกไปเลี้ยงกวางดีหรือเปล่า
กิ๊กอยากทำอะไรล่ะ อยากเอามันแขวนไว้เฉย ๆ หรืออยากทำตามที่เรียนมา
สุดท้ายทั้งหมดก็อยู่ที่ตัวเรา :25:
ทำตามใจตัวเอง อย่างน้อยก็ไม่มาเสียใจทีหลัง
กำลังอยากเรียนอะไรอย่างนึง แต่ก็กลัวว่าจะเป็นการเอามาติดข้างฝาอีกใบ :30:
อาจจะสมัครงานได้ง่ายขึ้นน่า
เลือกสิ่งที่คิดว่าดีที่สุด
พี่ กิ๊กชอบ ศิลปะ ใช่ไหม(เดาเอานะ)
แล้วพี่ก็เดินทางสาย เภสัชกรรมมา เกือบถึงฝั่ง และ
พี่กิ๊ก ก็ ใช้ ศิลปะที่พี่ชอบ + รัก ควบคู่กันไปได้หนิ
เช่น เปิดร้านขายยา แล้ว ก็ มีมุมวาดรูปของพี่ วางขายคู่กันไปกับร้านขายยา
หรือ ถ้าพี่ไม่ชอบงานเภสัชกรรมจริงๆ แบบว่า ชั้นไม่ไหวแล้ว ก็ไปทำในสิ่งที่พี่รัก
พี่ที่ผมรู้จัก จบสัตวแพทย์ไปเปิดร้านกาแฟ จบพยาบาลมา(เพราะพ่อบังคับ) แต่กลัวเลือด กลัวผี(จบมาได้ไงฟระ)
ทำงานไปซักพัก เพิ่งค้นพบตัวเองเจอ ต่อโท เรียนปรัชญา-ศาสนา ซะงั้น ตอนนี้ จบเอกแล้ว มาเป็น อ. สอนที่ม.เกษตร
พี่ปิ๊กบอร์ดฟอนต์ ก็ทำงานไม่ตรงสายที่เรียนมา หรือ แม้กระทั่งพี่แอนสุดหล่อ ที่เรียนสถาปัตย์มา กลับเป็นทหารซะงั้น
อายุคนเราเฉลี่ย 70 ปี
ตอนนี้ พี่กิ๊ก ก็คงประมาณ 22-23
อีกห้าสิบปีข้างหน้า ก็คือ ชีวิตของพี่เอง พี่เป็นคนกำหนดเองครับ
จากประสบการณ์ตรง ปริญญาได้มาก็ฝากแม่ไว้เลย :30: ตอนแรกก็ทำงานตรงสายแต่เงินไม่ดี ตอนนี้ทำงานไม่ตรงสายแต่เงินดีก็ทำไปเรื่อยๆ แต่ก็เหมือนว่าเราได้ความรู้เก่าเป็นทุน เผื่อที่ทำอยู่มันไม่รุ่งเราก็เอาความรู้เก่ามาใช้ :52:
สุดท้ายได้กระดาษมาเพียงแผ่นเดียว
จริงๆ แล้ว อยากทำอะไรกิ๊กทำไปเถอะ
การเรียนก็เป็นเหมือนแค่
เข้าโรงเรียนเตรียมเป็นผู้ใหญ่เท่านั้นเอง
ช่วงนี้คงอยู่ในช่วงค้นหาตัวเอง จะเจอเร็วเจอช้าไม่รู้
เรียนจบลองอยู่ว่างๆ ทำตามใจชอบ ซักสองสามเดือน กิ๊กคงอยากรู้ว่าจะทำอะไรต่อไป
คงจะหมายความว่า ให้ใช้ประสบการณืที่ร่ำเรียนมาทั้งหมดนั่นแหละ เอาตัวรอดให้ได้
ถ้าช่วยเหลือเื่ผื่อให้พ่อแม่ ญาติพี่น้องก็ยิ่งดีมากๆเลย
ใบปริญญาเอาไว้ข้างฝา ที่บ้านนู่น
แล้วเอาแต่สำเนามาก็พอครับ :52:
จริงๆ ใช้แค่ transcript ครับ เวลาสมัครงาน :52:
เผื่อมีคนขอดู
ขี้เกียจกลับไปเอา :52:
การเรียนในมหาวิทยาลัย หรือชั้นอุดมศึกษา ไม่ได้ให้แค่ความรู้นี่ครับ
สิ่งที่สำคัญกว่าวิชาความรู้ คือวิธีคิดวิเคราะห์พิจารณาในสายอาชีพที่เราเรียนมาต่างหาก
ไม่งั้น อ่าน Wikipedia หรือหนังสือวิชาการบางอย่าง ก็เก่งเท่าอาชีพนั้นไปแล้ว
จริงๆแล้ว คำว่า " ปริญญา ไว้ข้างฝาก็พอ "
ผมเห็นว่า เป็นคำพูดที่ผมเห็นด้วยนะครับ ... เพราะหน้าที่ของใบปริญญาที่แท้จริงคือ สิ่งที่รับรองว่าเราได้ผ่านการเรียนในระดับอุดมศึกษามา
Transcript คือสิ่งที่บอกให้คนที่ไม่รู้จักเรา สามารถเอาไปประกอบการพิจารณาว่าจะรับเราไว้ทำงานไหม ... เพราะนอกจากการเอาเข้าไปทำงานจริง ไม่มีวิธีอื่นที่จะบอกว่าคนๆไหนเก่งหรือไม่เก่งในระยะเวลาสั้นๆได้ดีไปกว่าเกรดแล้ว
ปัญหาที่หลายๆคนเจอตอนจบก็คือ ไม่รู้ว่าจบไปแล้วจะทำงานอะไร
เพราะบางคนไม่ได้วางเป้าหมายไว้ชัดเจนเป็นรูปธรรมตั้งแต่ต้น
ถ้าดันไปยึดเอา"ปริญญา"เป็นหลัก ... กิ๊กก็ต้องไปดิ้นรนหางานทางเภสัชทำ ต้องไปนั่งหาว่าที่ไหนรับเภสัชกรบ้าง
ระหว่างหางาน อาจจะไปเจอการชักชวนให้ไปทำงานอย่างอื่น ... ซึ่งถ้าไปยึดติดกับปริญญาก็จะเกิดความรู้สึกสับสนว่า "เราจบเภสัชมานะ จะไปทำงานอื่นได้ไงไม่ตรงกับที่เรียน" ... แล้วในที่สุดก็จะสูญเสียโอกาสนั้นไป ทั้งที่จริงๆแล้วอาจจะมีความอยากทำงานนั้นก็ได้
ในทางกลับกัน ถ้าเอาปริญญาแปะไว้ข้างฝาก่อน ไม่ยึดติดกับมัน
เวลาสมัครงาน อาจจะได้โอกาสที่เปิดกว้างกว่า
อาจจะได้ค้นพบทางเลือกอาชีพที่ชอบจริงๆก็ได้
และเมื่อดูจากคำพูดที่ว่า
โทรไปปรึกษากับพ่อแล้วก็แม่ ว่าจะเอายังไงกะชีวิตดี
เห็นได้ชัดพอสมควรว่า ไม่ได้พิศมัยหรืออยากจะไปทำงานทางเภสัชมากนัก...เพราะถ้าอยาก คงไม่เกิดความคิดนี้ออกมา
:30: ผมว่าลองนึกดูดีๆก่อนก็ได้ครับ ว่าอยากทำอะไรกันแน่ ...
ถ้าทางบ้านไม่ลำบาก พ่อแม่เข้าใจ ก็หลักลอยต่อไปอีกปีนึง
จะหางานด้านอื่นทำก่อนก็ได้ จะทำความเข้าใจกับชีวิตต่อก่อนก็ได้
ดูจากความไม่แน่ใจที่แสดงออกมา ผมแนะว่าอย่าเพิ่งไปทำงานทางสายที่เรียนมาโดยทันที เพราะงานพวกนี้เข้าไปแล้วจะทำลายแรงบันดาลใจความคิดสร้างสรร โอกาสที่จะกลับออกไปทำงานอื่นก็จะลดน้อยลง
... เชื่อว่าพ่อของกิ๊กคงจะมองเห็นจุดนี้ แต่พยายามไม่เข้ามายุ่งมากนักเพราะอยากให้คิดได้เอง :42:
ตูคนนึงล่ะที่ไม่ได้เอาปริญญาไว้ฝาบ้าน
เพราะจนทุกวันนี้จบมาจะสองปีรอมร่อ ตูยังไม่ได้ไปทำเรื่องใบปริญญา
เพราะตูรู้ว่าบางครั้ง อุดมการณ์มันไม่สามารถส่งเสียให้น้องตูเรียนหนังสือ ซื้อของให้พ่อแม่ รึแม้แต่ทำให้ท้องตูอิ่มได้
ตูอยากเป็นครู ซักครั้งนึงในชีวิต เพราะงั้นตูเลยเลือกเรียนศึกษาศาสตร์
ได้เป็นครูเทอมนึงสมใจแล้ว หลังจากนั้น ชีวิตจริงจบมาตูก็มาเป็นกรรมกรลอยฟ้า
ทุกวันนี้ตูยังคิดเข้าข้างตัวเองว่าที่เรียนมามันยังพอได้ใช้ "บ้าง" (ภาษาอังกฤษ)
ไม่แปลกที่จบมาแล้วจะเอาใบปริญญาแปะฝาบ้านเฉยๆ
ทำตามความสุขของตัวเอง ชีวิตเราสั้นจะตายไป
เนอะ :42:
ตั้ง แต่ รับปริญญา มา ได้เห็นใบปริญญาของตัวเอง หรือพวกทรานสคริปท์ อะไรนั่น ไม่กี่นาทีเอง ตอนนี้ส่งไปบ้านนอก แล้ว ยังไม่ได้กลับ บ้านเลยด้วย อยากเห็นจัง :25: ลืมเลยรูปรับปริญาตัวเอง ก็ยังไม่เคยเห็นส่งตรงถึงบ้านนอกเลยนี่หว่า :08: สรุป ยังไม่เคยใช้พวกนี้สมัครงาน เลยฮะ แต่ต่อไปก็ไม่แน่ แฮ่ๆ เอาน่า ชอบอะไรก็ทำ ไปเถอะครับ สุจริตซะอย่าง ทำโล้ด :12:
อ่านครั้งแรก อ่านว่า " ปรัชญา ข้างฝา " :08:
^
^
^
:30: ต้องรอเจ๊โบว์เอาไปทำลายเซ็น
ต๊ายยยย :27: ปรัชญา ข้างฝา
^
ไม่ได้โพสมาจะสองเดือน :38:
โผล่มาก็ ต๊ายยย :31:
:21:
น่ากลัวจะออกพรรษา
ออกพรรษาแล้วครับ รับกฐินแล้ว
กำลังจะมาหาเจ้าภาพผ้าป่าแถวนี้ :21:
พี่จักรีรับซักกองไหม กองละแสนเอง :30:
เอ๋ วันนี้ ผมว่าผมติดงาน วุ่นๆอยุ่เชียว เดี๋ยวต้องรีบไปทำให้เสร็จ ซะก่อน อย่างไงซะเป็นกำลังใจให้กิ๊กนะครับ (เปลี่ยนเรื่องฉับพลัน) :37:
ปริญญาคือกระบี่เล่มหนึ่ง
ปริญญาโทก็คือปืน
ปริญญาเอกคือหนังสติ๊ก
กลับบ้านนอกไปเอาปริญญาเอกแหนบเอว วิ่งไล่ยิงนกเล่นดีกว่าครับ :12:
อ้างคำพูดจาก: จักรี เมื่อ 03 ธ.ค. 2007, 22:00 น.
กลับบ้านนอกไปเอาปริญญาเอกแหนบเอว วิ่งไล่ยิงนกเล่นดีกว่าครับ :12:
:30:
ตูคนนึงเลยที่ไม่ได้ทำงานตามที่เรียนมา นึกหน้าตัวเองไปนั่งปั่นหุ้นไม่ออก
ทำตามที่ชอบเถอะค่ะ อย่ากลัวว่าไอ้ที่เรียนมาจะไม่ได้ใช้ อย่างน้อย...
ตอนตูไปปีนตึกคุมงาน ตัวนี้อย่างคลุกฝุ่นโสโครกมาก :37: แล้วเดินผ่านลูกเจ้าของตึกเห็นมันนั่ง งง อะไรการบ้าน เลยไปชะโงกดู
เป็นการบ้านสแตทป.ตรี เลยจิ้มๆ ว่าใช้สูตรนี้ มันเลยมองหน้า...ก็เลยบอกว่าอ๋อ..พี่จะจบปอโทแล้วค่ะ
เรียนมาหมดแล้ว เดี๋ยวพี่ขอตัวไปขนอิฐมาถ่วงไวนิลก่อนนะคะ มีอะไรก็ตะโกนถามได้ :52: รู้สึกได้ใช้จึ๋งนึงก็ยังดี
ทำร้านไอติมไงคะ :37:
ดูท่าทางกิ๊กจะได้คำตอบไว้ในใจอยู่แล้วแหละ
แต่เอาคำถามที่ยังค้างๆ ในหัวมาขอคำปรึกษาจากชาวบ้านชาวช่องว่าไอ้ที่คิดอยู่มันถูกไหม
ซึ่งก็คงได้คำตอบไปหลายๆ อย่างแล้วเหมือนกัน ถูกใจหรือเปล่าอยู่ที่กิ๊กเอง
สำหรับพี่ ถ้าให้เล่าถึงตัวเองอีกก็คงเหมือนฉายหนังซ้ำ
เพราะส่วนตัวก็ไม่ได้ศรัทธากับระบบการเรียนในระบบมหาลัยอยู่แล้ว
เหมือนว่าคนนึงมันเกิดมา มันก็ต้องเป็นคนสิวะ
จะให้มันไปเป็นเครื่องจักรขับเคลื่อนรัฐทำไม
พี่ได้ปริญญาถาปัด ตอนนี้อยู่ไหนแล้วก็ไม่รู้ คงเสียบไว้กับสมุดที่ไหนสักเล่ม
แต่ความรู้จากมหาลัยนี่ได้จากคณะครึ่งนึง สโมครึ่งนึง แล้วก็ร้านการ์ตูนอีกเสี้ยวนึงล่ะ
กิ๊ก ความจริงนัทอยากตอบจู๋ของกิ๊กอันนี้มากเลยนะ
แต่ว่าไม่ดีกว่า ให้คนอื่นที่จบแล้ว เค้ามาพูด น่าจะให้คำตอบที่ดีกว่าเราตอบนะ :42:
ตอบเหอะๆ
ให้แต่คนจบๆ กันแล้ว มันก็รู้สิวะว่าจะต้องอะไรยังไง
(แต่บางคนยังไม่รู้เลยนะ :30:)
พี่ว่ากิ๊กเก่งหลายอย่างนะ ที่บ้านก็เปิดโอกาสด้วย
เอาน่าสู้เลย ทำแบบที่คิดแหละ
เรื่องทุนน้องพี่บอกว่าลองเปิดเว็บมหาลัยที่สนใจดู แล้วเขียนเรซูเม่ไปลองขอได้
ลองดู ไม่ค่อยรู้ข้อมูลเท่าไหร่ ไว้จะถามให้
ปริญญากับบางคนไม่ช่วยอะไรนะเห็นแล้วหงุดหงิดใจ
เดี๋ยวนี้อย่าว่าแต่ปริญญาตรีเลย
ปริญญาโท ถ้าจะเรียนนี่ ง่ายนิดเดียว เดี๋ยวก็จบ
แต่จบมาแล้วมีประสิทธิภาพแค่ไหน บางคนพี่ว่าสติปัญญา
ยังไม่เท่าไอ้น้องๆในเว็บเราเลย
ีเอาง่ายๆพวกจบโท จบด๊อกเตอร์ยังสู้จักรีไม่ได้เลย
จากใจจริงนะ ไม่ได้มุก :33:
การจะแป้กให้ได้ขนาดนั้นนี่ การศึกษาอย่างเดียวทำไม่ได้นะครับ
ต้องใจรักด้วย
แบบนั้นเขาเรียกว่าการศึกเสีย
ช่วยเสริมหน่อย
จากใจจริง อย่าเอาผมไปเปรียบกับ คนจบโทเลยนะพี่โบว์ รู้สึกอาย :39:
คนจบโทแป๊กกว่าเยอะ :33:
(เรียนโทกันทำไม ผมซื้อมือถือมาก็โทรเป็นแล้วนะ)
ขอบคุณพี่ๆเพื่อนๆน้องๆทุกคนในฟอนต์ด้วยนะคะ
ซึ้งใจมากๆ :25:
แล้วก็รู้สึกโล่งใจเหมือนกัน
หลังจากจบกิ๊กคงใช้เวลาค้นหาตัวเองซักระยะ
ต้องรอดูกันต่อไปละกันเนอะ
. . .
จริงๆ มุขพี่จักรีมีหลายมุกไม่แป๊กนะ ...
เก่งกว่าตลกคาเฟ่อีก
ถ้าทำงานตรงสาย มันก็มีความสุขมากเป็นธรรมดาล่ะครับ อย่างผมเป็นต้น
แต่ถ้าเกิดไม่ตรง หลายๆ คนก็น่าจะเป็นนะ มันก็จะบากตอนเริ่มต้นนิดหน่อย
หลังจากนั้นมันก็จะชิน และเข้าที่เข้าทางไปเอง
มันสำคัญที่เราน่ะครับ ว่าจะทำให้ดี กับงานนั้นมั้ย
ปริญญาเป็นใบเบิกทางจริงๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ สำหรับการทำงาน
แต่ปริญญา จะไม่สำคัญเลย ถ้าทำงานแบบไม่มีความรักกับงาน
ปริญญา ไม่มีความหมายครับ ถ้าชีวิตไม่มีความสุขในตอนนั้น
อย่าไปยึดติดกับมันว่าจะต้องได้ๆๆๆๆๆๆๆๆ
เพื่อนผมจบ ม.6 เรียนราม 2 ปีแล้วเลิก
ตอนนี้รับเหมา ได้เงินปีละเป็นล้านๆ ก็เห็นมันสุขดี
ใครถามเรื่องปริญญากับมัน มันจะบอกว่า ปริญญาไม่ได้ทำให้กูมีเงินขนาดนี้
งั้นไปทำรับเหมาบ้างดีกว่า :25:
ถ้าได้ปริญญาแล้ว ก็เหมือนทำความฝันให้สำเร็จไป 1 อย่าง
พ่อแม่ภูมิใจ มีความสุข พร้อมรอดูลูกก้าวเดินไปข้างหน้า
ใบปริญญาอาจจะไม่จำเป็นสำหรับคนที่เก่งๆ ที่พร้อมที่จะมีงานรองรับอยู่แล้ว
แต่สำหรับคนอีกกลุ่ม ถ้าเอกสารไม่ครบก็เหมือนคุณพลาดโอกาสที่สำคัญบางอย่างไป(สำหรับคนที่คิดว่าจะทำงานในองค์กร แบบเป็นลูกจ้างเขา)
มีคนเคยบอกว่าเรียน กับทำงานจริงๆ มันไม่เหมือนกัน พอได้มาสัมผัสเข้าจริงๆ ก็เป็นเหมือนที่เขาว่าแหละค่ะ
ทำงานบางอย่างง่ายกว่าเรียนซะอีก แต่ยากที่ต้องควบคุมตัวเองให้ทำตัวเป็นระบบ มากขึ้น แต่บางอย่างก็ไมีมีสอนในห้องเรียน เรียนรู้จากสิ่งที่
เจอ เรียนรู้พร้อมที่จะโตกว่าเดิม เรียนรู้เผื่อจะได้เป็นคนสั่งกับเขาบ้าง
คนที่เงินเดือนสูงๆ เก่งที่ความคิด แต่ปฏิบัติจริงๆ ไม่ได้เรื่อง เพราะเขาไม่ได้เรียนมาเพื่อลงมือทำ (แค่ใช้เวิร์ด ยังไม่คล่อง) ก็ดีแต่สั่งๆ
ตอนนี้(ฝึกงาน) ก็ได้แต่ทำตามคำสั่ง เวิร์ดบ้าง exel บ้าง Ps เข้าสัมมนา อบรม แดสงความคิดเห็น ฯลฯ เปรียบตัวเองเหมือนร้านก๋วยเตี๋ยว ที่ต้องทำให้ได้ตามคำสั่ง และต้องมีคุณภาพ
เพื่อรักษาหน้าตาสถาบันไว้ด้วย
หัวหน้าดีก็ดีไป ถือว่าเขามีกุศโลบายในการใช้คน ถ้าไม่ดีอยู่ไปก็เหมือนทรมานตัวเองเปล่าๆ
เคยถามตัวเองเหมือนกันว่าเกิดมาเพื่ออะไร แต่ไหนๆ มันก็เกิดมาแล้ว ก็ลองเป็นคน ที่เป็นคน ดูซักตั้ง จะเป็นไรไป :31:
จากคนที่ใกล้จะจบแล้วเหมือนกัน และตั้งใจว่า จะเป็นมนุษย์เงินเดือนพร้อมกับทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ ในอนาคต :52:
ความจริงเป็นมนุษย์เงินเดือนก็ไม่เลวร้ายนะ
เห็นหลายคนก็มีความสุขดี
แล้วแต่งานด้วยแหละ :33:
อ้างคำพูดจาก: โบว์ว์ว์ว์ว์ เมื่อ 04 ธ.ค. 2007, 09:47 น.
ความจริงเป็นมนุษย์เงินเดือนก็ไม่เลวร้ายนะ
เห็นหลายคนก็มีความสุขดี
แล้วแต่งานด้วยแหละ :33:
เมื่อกี๊อ่านเป็น แล้วแต่งงาน :30:
กลับมาตั้งใจอ่านอีกรอบ :30:
อ่านจู๋วนขึ้นลงสองรอบ
อ่านของชาวบ้านเขาด้วย
ก็เหมือนเขาจะตอบกันถ้วนแล้ว
งั้นมาย้ำว่า หน้าที่พึงมีต่อครอบครัว(และตัวเอง)
ในชั้นปริญญาตรีก็ผ่านไป ผมยินดีด้วย
:45:
ชีวิตผมสอบอะไรไม่ค่อยสำเร็จเลย
แต่ก็มีชีวิตที่มีความสุข มากด้วย
(ปริญญาได้มาเพราะเขาสอนรอบค่ำ
เลยได้เรียน)
พูดไปก็วนๆเรื่องตัวเอง
เอาสิ่งที่ผมคิดเสมอๆมาบอกดีกว่า
ทำอะไรให้สนุก มีความสุขกับสิ่งที่ทำ
เท่านี้เอง
งานผมต้องสนุกเท่านั้น
ไม่สนุกผมเลิกเลยนะ
ผมเป็นคนหนึ่งที่จบมาแล้วทำไม่ตรงสาย
ตอนนั้นคิดอย่างเดียวว่า งานอะไรก็ทำขอให้มีงานทำ ดีกว่าอยู่ว่างๆ
ตอนนี้ผมเริ่มชินกับการที่อยู่ในสารบบแบบเช้าเข้างานเย็นกลับบ้าน
สภาพแวดล้อมที่นี่ก็ดี แต่ก้าวหน้าคงยาก
ตอนนี้รู้สึกไม่มีกำลังใจ และแรงผลักดันให้หาที่ใหม่ที่ดีขึ้น
ถ้าคุณอยู่ไปแบบนี้ คุณจะถูกกลืนโดยองค์กร จนคุณเสียตัวตนที่แท้จริงไป
ไล่ตามความฝันเถอะครับ อย่าเป็นแบบผม :12:
เอากันจริง ๆ เพื่อน ๆ ที่เรียนมาด้วยกัน ไม่มีใครทำงานตรงสายเลย
จอยทำกราฟิค อีกคนวาดภาพปกให้แจ่มใส คนนึงไปขายเครื่องสำอางค์
มีไปเป็นครูสอนศิลปะ ทำร้านอาหาร น้อยคนจริงๆ ที่ไปทำงานตรงกับที่เรียนมา :37:
นึกถึงตัวเองในห้าปีข้างหน้าออกไหมครับ
ุถ้านึกออกแล้ว ก็ทำให้ตัวเองไปอยู่จุดนั้น
ปริญญาก็อาจเป็นเครื่องมืออย่างนึงก็ได้
แต่ถ้ายังนึกตัวเองในห้าปีข้างหน้าไม่ออก
ก็ลองทำอะไรที่ยังไม่เคยทำดูครับ :12:
คนบางคนเก่งไม่เท่ากัน
โอกาสของคนก็มีไม่เท่ากัน
ปริญญาสำหรับบางคน อาจจะไม่มีความหมาย
แต่บางคนมันก็จำเป็น ที่จะทำให้เขาได้งาน
เพื่อได้เงินไปเลี้ยงปากท้อง
ถ้านึกอะไรไม่ออกเลย
แนะนำให้ลองเที่ยวคนเดียวสักเดือน
ในที่ๆ ไม่เคยไปครับ :12:
บางทีอาจจะทำให้รู้จักตัวเองมากขึ้น
แต่ถ้ายังไม่มีตังค์เที่ยว
ก็แนะนำให้ทำงานอะไรก็ได้ไปก่อน
พอได้ตังค์พอ ก็เอาไปเที่ยวนะครับ :42:
ถ้าตังค์ไม่พอ ขอได้ไหมคะ :42:
เนื่องจากของผมจบมาก็มีงานแบบเดียวคือเป็นหมอ :42: ทางเลือกดูเหมือนจะไม่เยอะ แต่ตอนนี้ก็พยายามทำทางเลือกให้ตนเอง
อย่างที่เคยบอกว่าสมัครเรียนต่อไม่ได้ ... ดังนั้นก็ต้องทำงานต่อไปอีก1ปีก่อนกลับไปสมัครใหม่
ด้วยคิดว่าทำงานที่เดิมก็จำเจ ประกอบกับเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบความไม่มั่นคง ไม่ชอบความเปลี่ยนแปลง .... ดังนั้นทางเลือกก็คือลาออกจากที่ปัจจุบัน แล้วย้ายไปทำงานที่ใหม่ซะ :30:
ไม่ชอบความไม่มั่นคง ไม่ชอบเปลี่ยนแปลง ... แต่ตอนนี้อายุยังน้อยมีโอกาส ก็เลยต้องย้ายซะ เพราะถ้าย้ายจะได้เจอประสบการณ์อะไรใหม่ๆเพิ่มขึ้น ได้เจอสิ่งที่ไม่ชอบ เผื่อจะพัฒนาตนเองเพิ่มขึ้น
แต่โดยรวมก็ยังพอใจกับความเป็นมนุษย์เงินเดือนแบบนี้ไปเรื่อยๆ :42:
อ้างคำพูดจาก: หมอแมว เมื่อ 04 ธ.ค. 2007, 12:03 น.
เนื่องจากของผมจบมาก็มีงานแบบเดียวคือเป็นหมอ :42: ทางเลือกดูเหมือนจะไม่เยอะ แต่ตอนนี้ก็พยายามทำทางเลือกให้ตนเอง
อย่างที่เคยบอกว่าสมัครเรียนต่อไม่ได้ ... ดังนั้นก็ต้องทำงานต่อไปอีก1ปีก่อนกลับไปสมัครใหม่
ด้วยคิดว่าทำงานที่เดิมก็จำเจ ประกอบกับเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบความไม่มั่นคง ไม่ชอบความเปลี่ยนแปลง .... ดังนั้นทางเลือกก็คือลาออกจากที่ปัจจุบัน แล้วย้ายไปทำงานที่ใหม่ซะ :30:
ไม่ชอบความไม่มั่นคง ไม่ชอบเปลี่ยนแปลง ... แต่ตอนนี้อายุยังน้อยมีโอกาส ก็เลยต้องย้ายซะ เพราะถ้าย้ายจะได้เจอประสบการณ์อะไรใหม่ๆเพิ่มขึ้น ได้เจอสิ่งที่ไม่ชอบ เผื่อจะพัฒนาตนเองเพิ่มขึ้น
แต่โดยรวมก็ยังพอใจกับความเป็นมนุษย์เงินเดือนแบบนี้ไปเรื่อยๆ :42:
ผมเองทำงานประจำที่ปัจจุบัน มาปีนี้ปีที่สิบหก
ก้าวหน้าไปตามเรื่อง เหตุผลที่ผมทำนานขนาดนี้
ฟังแล้วหลายคนขำ หลายคนแปลกใจ
คือ ผมอยากทำให้พ่อและแม่สบายใจ ที่ลูกมีงานทำ
เป็นหลัก เท่านี้เอง (ครอบครัว ตจว มากๆเรื่องลูกมีงานทำ
มีผลกับชีวิตโดยรวมของครอบครัวเชียว) แล้วผมก็มานั่งพิจจารณาใจตัวเอง
ว่าสิ่งที่เราชอบแล้วพ่อแม่สบายใจด้วยคืออะไรมั่งแล้วก็ทำไป
ไม่ลำบากอะไรเลย มีความสุขเสมอ ๆ อีกต่างหาก
แถมระหว่างทาง ผมก็ไปทำงานฝิ่น เขียนหนังสือ วาดการ์ตูน
ทำโรงเรียนสอนศิลปะ
วาดรูป อะไรไปตามเรื่อง จัดการชีวิตบริหารฝันกันไป
บทสรุปชีวิตผมคือ ผมไม่ต้องประสบความสำเร็จจนมีชื่อเสียง
หรือรวยมาก ขอให้เรามีความสุขเสมอ ๆ เป็นพอ
คิดแบบนี้แล้ว วิถีชีวิตจะเป็นไปแบบนี้จริงๆครับ
แต่นั่นแหละ คนเราแต่ละคนมีแนวทางเป็นของตัว
อ้างคำพูดจาก: โอ๋ ระจัน...อันระ โจ๋ เมื่อ 04 ธ.ค. 2007, 12:14 น.
ผมเองทำงานประจำที่ปัจจุบัน มาปีนี้ปีที่สิบหก
ก้าวหน้าไปตามเรื่อง เหตุผลที่ผมทำนานขนาดนี้
ฟังแล้วหลายคนขำ หลายคนแปลกใจ
คือ ผมอยากทำให้พ่อและแม่สบายใจ ที่ลูกมีงานทำ
เป็นหลัก เท่านี้เอง (ครอบครัว ตจว มากๆเรื่องลูกมีงานทำ
มีผลกับชีวิตโดยรวมของครอบครัวเชียว) แล้วผมก็มานั่งพิจจารณาใจตัวเอง
ว่าสิ่งที่เราชอบแล้วพ่อแม่สบายใจด้วยคืออะไรมั่งแล้วก็ทำไป
ไม่ลำบากอะไรเลย มีความสุขเสมอ ๆ อีกต่างหาก
แถมระหว่างทาง ผมก็ไปทำงานฝิ่น เขียนหนังสือ วาดการ์ตูน
ทำโรงเรียนสอนศิลปะ
วาดรูป อะไรไปตามเรื่อง จัดการชีวิตบริหารฝันกันไป
บทสรุปชีวิตผมคือ ผมไม่ต้องประสบความสำเร็จจนมีชื่อเสียง
หรือรวยมาก ขอให้เรามีความสุขเสมอ ๆ เป็นพอ
คิดแบบนี้แล้ว วิถีชีวิตจะเป็นไปแบบนี้จริงๆครับ
แต่นั่นแหละ คนเราแต่ละคนมีแนวทางเป็นของตัว
ไม่ขำเลยค่ะ เพราะคิดแบบเดียวกับบุ๋มเลย :42:
เห็นท่านมีความสุข เราก็สุข เพราะทั้งชีวิตของท่านก็ทำเพื่อเราทั้งนั้น
เคยคิดจะฆ่าตัวตายครั้งนึง เพราะทะเลาะกับแม่ แล้วพ่อก็มาปลอบ
บุ๋มร้องไห้ ในมือกำยาพาราเต็มกำมือซ่อนไว้ใต้ผ้าห่ม แล้วถามพ่อว่า "ถ้าบุ๋มตายไป คงไม่มีอะไรใช่มั้ย"
พ่อตอบว่า " ถ้าไม่มีลูกๆ ทุกสิ่งที่พ่อทำมันก็ไม่มีประโยชน์อะไร เพราะชีวิตของพ่อ ก็ทำเพื่อลูกๆ ทั้งนั้น เพราะพ่อไม่มีพ่อ ลูกๆต้องมีชีวิตที่ไม่เหมือน
พ่อ" นานๆ พ่อจะพูดซึ้งๆ เพราะพ่อไม่ค่อยพูด แต่เวลาขี้เล่นก็บ้าบอเหมือนกัน
เขาทำเพื่อเราขนาดนี้ เราทำเพื่อเขาบ้างนิดๆหน่อยๆ เขาก็ดีใจแล้ว เวลาจะทำอะไรผิด ความรู้สึก กลัวเขาเสียใจมันก็ผุดขึ้นมา
แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่เคยทำผิดนะคะ มีบ้างเหมือนกัน แต่ไม่ให้เขารู้ :42:
:39b:
คือจริงๆ แล้วก็คิดแบบเดียวกับพี่ระจันนั่นแหละค่ะว่า
เราควรทำอะำไรซักอย่างเพื่อพ่อกับแม่บ้าง
ทำให้เค้าภูมิใจกับความสำเร็จของเรา ไม่ใช่แค่การได้ปริญญามาแค่หนึ่งใบ
บางที เราเองก็ต้องรับผิดชอบครอบครัวของเราก่อน ก่อนที่จะนึกถึงตัวเอง
ถ้าหายห่วงแล้วค่อยทำอย่างที่อยากทำละกัน ..
สรุปว่าจบมา กิ๊กก็กะว่า จะหารายได้ซักพัก
แล้วค่อยออกไปหาอะไรทำอย่างที่ตัวเองชอบ
ฝันอยู่ใกล้แค่เอื้อม ค่อยคว้าเอาไว้ถ้าเรายังมีโอกาสละกัน
อ้างคำพูดจาก: nuugo เมื่อ 04 ธ.ค. 2007, 08:43 น.
ปริญญาเป็นใบเบิกทางจริงๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ สำหรับการทำงาน
แต่ปริญญา จะไม่สำคัญเลย ถ้าทำงานแบบไม่มีความรักกับงาน
อันนี้อ่านแล้วถ้าปล่อยให้ผ่านๆ ไปก็จะผ่านไป
แต่ถ้าหยุดแป๊บนึง แล้ววนกลับมาอ่านอีกรอบ
จะเห็นว่าสัจธรรมมันอยู่ในนี้จริงๆ ครับ
อย่าน้อยใจถ้าต้องทำงานที่ไม่ตรงกับที่เรียนมา ..อย่าไปเสียดายมัน
หรือถ้าจะทำให้ตรงสายกับที่เรียน ก็อย่าไปน้่อยเนื้อต่ำใจว่าเรียนนี่แล้วไม่เท่
เพราะมันอยู่ที่ใจมันจะรักหรือเปล่า เท่านี้เองที่จะทำให้อยู่กับงานไปสบายๆ
โพสต์นี้ถ้าอ่านผ่านๆ ไป มันก็ผ่านไปอีกนี่แหละ
ใครจะว่าไงไม่รู้ แต่ไม่เคยเสียใจเลยที่มาทำงานไม่ตรงสาย
ออกแนวดีใจและมีความสุขด้วยซ้ำ เพราะงานที่ทำอยู่ตอนนี้เป็นแบบที่ชอบเลย
เลยมีความสุขกับการทำงานมากๆ เรื่องนิดๆหน่อยๆ ไม่ถูกใจก็บ่นแล้วปล่อยให้ผ่านไป
อืม ถึงจะเป็นมนุษย์เงินเดือน
แต่ตูก็เป็น มนุษย์เงินเดือนที่มีความสุข เงินเดือนไม่เยอะ
แต่พอกินพอใช้ ฟุ่มเฟือยได้นิดหน่อย :40:
เรื่องจริงผ่านจอ
จากประสบการณ์ทำงานและพบว่าผู้ร่วมงานมีปัญหา ทีมบริหารเลยปรึกษากันและเพื่อนคนนึงได้ให้ความเห็นว่า "ก่อนจะรับใครเข้าทำงานให้ดูด้วยว่าคนนั้นจบอะไรมารึป่าว เพราะอย่างน้อยการที่คนเราจะเรียนจบอะไรได้แปลว่าต้องมีความรับผิดชอบพอสมควร" .....พอดีปัญหาที่เกิดมาจากเด็ก2คนที่มีbackgroundเรียนไม่จบแล้วพ่อแม่ส่งมานอก
ทั้งนี้จะฟันธง100เปอร์เซนต์ก็ไม่ถูก เพราะพี่ที่ทำงานคนนึงไม่ได้จบอะไรมาแต่ทำงานดีมาก และเข้ากับเพื่อยร่วมงานได้ดีทีเดียว แต่กับบางคนที่อีโก้ว่าตัวเองจบเกีรยตินิยมจุฬากับทำงานร่วมกับคนอื่นไม่เป็น
สรุปว่าอยู่ที่สันดานคนอยู่ดี :30:
เพื่อนตูเรียนมารุ่นเดียวกัน เก่งรีทัชสุดๆ
แต่จบแล้วมันไปเปิดร้านขายแว่นกับป๋ามัน แถวลาดพร้าว 38 :08:
สำหรับผมนะ การเรียนในสิ่งที่ตัวเองไม่รู้ เป็นอะไรที่ท้าทายดีนะ แต่ถ้าทำงานต้องทำงานที่ตัวเองรักและสบายใจที่สำคัญต้องได้เงิน นั่นละความสุข
จำได้วันสัมภาษน์ เข้าเรียน อาจารย์ถามว่า "ทำไมถึงอยากเรียนคอมพ์" ผมก็ต้องไป "ว่าไม่รู้" อาจารย์งงเลยถามต่อว่า "ไม่รู้แล้วแล้วจะมาเรียนได้ไง ผมจึงตอบไปว่า "เพราะไม่รู้ไงครับถึงได้มาเรียน "
พอออกมา ถามเพื่อนคนหนึ่ง เพื่อน เขาตอบอาจารย์ประมาณว่า "เพราะชอบคอมพิวเตอร์" ผมละทึ่ง เพื่อนผมจริงๆ มันชัดเจนในตัวเองได้ขนาดนี้ ดูซิปัจจุบันขายผ้า อยู่ตลาดนัด :12:
อยากตอบ
ถึงมันจะประเด็นซ้ำๆ แต่ก็อยากตอบง่ะ :30:
ใบปริญญามีความหมายมั้ย?
สำหรับเดือน เดือนว่ามันมีความหมายนะ
- มันเป็นใบเบิกทางเหมือนที่ลุงโก้บอก
คือ ถึงจะมีหลายๆ คนที่ประสบความสำเร็จได้โดยไม่ง้อใบปริญญาก็เถอะ
แต่อีกหลายๆ คนที่เหลือมันไม่ได้เป็นแบบนั้นนี่นา :08:
เราจะมาอิงว่าเราจะต้องเป็นแบบคนนั้นคนนี้ไม่ได้หรอก
คืออย่างน้อยถ้ายังรักจะอยู่ในประเทศนี้
ประเทศที่ยกยอปอปั้นปริญญามากกว่าความสามารถ
...แล้วมันจะทำไงได้ จริงมะ :42:
- มันทำให้พ่อแม่ภูมิใจได้
จบม. 6 นี่ว่าหรูแล้ว
ถ้าจบป.ตรีแล้วเอาใบปริญญาไปให้ตายายที่บ้านนอกดู :30:
ไม่ต้องอธิบายแล้วเนอะว่ามันจะเป็นยังไงต่อ
คือเค้าก็มองว่าเราประสบความสำเร็จไปครึ่งนึงแล้วมั้ง ขอให้หางานทำได้อีกก็คือจบ
(คือเค้าคงไม่มองหรอกว่าจะได้งานอะไร งานประจำน่าเบื่อเช้าชามเย็นชามมั้ย
เดือนเดาเอาน่ะนะ)
การเรียนป.ตรีนี่ได้อะไรมั้ย?
ยังบ่นๆ อยู่เลยว่า ยิ่งเรียนสูงทำไมแต่ละวิชามันก็เรียนคล้ายๆ กัน
สอนเรื่องเดียวกัน โยงไปสู่จุดเดียวกัน
ป.โทภาคเดือนเรียนบางวิชาเหมือนป.ตรีเด๊ะๆ
...แล้วจะเหมาจ่ายหลายหมื่นไปเพื่ออะไร :08:
แต่ส่วนตัว...การเรียนป.ตรีก็คือการทำงาน และการเตรียมตัวทำงาน
...มันก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ได้อะไรซะทีเดียวหรอก
อย่างน้อยก็ได้ประสบการณ์ ได้เพื่อน ได้ศัตรู ได้เงิน เสียเงิน เสียตัว (เย้ย ไม่ใช่ละ :07:)
...ก็ไม่มีอะไรแล้วค่ะ
ถ้าจะให้คอมเมนต์เรื่องเจ๊กิ๊ก ก็เหมือนที่เค้าพูดๆ กันแหละ
เจ๊ก็รู้อยู่แล้วนี่นา จะมาถามทำมั้ย :30:
สู้ๆ นะ จุ๊บๆ :33:
อ้างคำพูดจาก: เดือนบีม เมื่อ 04 ธ.ค. 2007, 15:36 น.
การเรียนป.ตรีนี่ได้อะไรมั้ย?
ยังบ่นๆ อยู่เลยว่า ยิ่งเรียนสูงทำไมแต่ละวิชามันก็เรียนคล้ายๆ กัน
สอนเรื่องเดียวกัน โยงไปสู่จุดเดียวกัน
ป.โทภาคเดือนเรียนบางวิชาเหมือนป.ตรีเด๊ะๆ
...แล้วจะเหมาจ่ายหลายหมื่นไปเพื่ออะไร :08:
เอ้อ ป.โททุกที่นี่เป็นเหมือนกันหมดเลยเรอะ :07:
เคยเห็นข้อสอบ ป โท ตอนไปเรียนกับป้าหน่อย ฮากว่าอีก :41:
ข้อใดต่อไปนี้ใช้บันทึกข้อมูลดิจิตอล
ก. กระดาษ
ข. ใบลาน
ค. แผ่นดิสก์
ง. แผ่นใส
ประมาณนี้อะนะ จำข้อสอบจริงๆ ไม่ได้แล้ว :52:
อ้างคำพูดจาก: ซ้อซั้ว เมื่อ 04 ธ.ค. 2007, 16:48 น.
ข้อใดต่อไปนี้ใช้ทำใบปริญญา
ก. กระดาษ ---> ปริญญา ข้างฝา
ข. ใบลาน ---> ปริญญา ข้างวัด
ค. แผ่นดิสก์ ---> ปริญญา หน้าจอ
ง. แผ่นใส ---> ปริญญา บนเครื่องปิ้ง
กิ๊กอยากทำอะไร อยากเป็นอะไร
พี่ว่าถ้าทำอย่างมีความสุข (หรือสนุกอย่างน้าโอ๋บอก)
พ่อกะแม่ก็สบายใจ มีความสุขด้วยแหละ
ความสุขในชีวิตคนเราต่างกันครับ :12:
มาออกความเห็นเรื่อง ป โท
ไม่รู้ว่าที่เมืองไทยเป็นยัีงไง
แต่ที่นี่ Professor ไม่ได้สอนอะไรมากมายครับ
แต่จะตั้งคำถามเก่งมาก
แล้วก็ให้ assignment ไปทำ
เค้าจะไม่สอนเราว่า 1-2-3
แต่จะถามเราว่า ทำไมต่อจากหนึ่งถึงเป็นสอง
แล้วเป็นเลขอื่นได้ไหม ให้ไปคิดเป็นการบ้านมาส่ง
ปล แต่บางคนก็สอนห่วยนะ :39:
เออ
พูดถึง Professor
ที่ภาคเชิญ Prof. คนนึง (ชื่อไรแล้วฟะ ลืม เดี๋ยวค่อยไปหามาละกัน)
แกเป็นคนโมร็อคโค
เรียนจบเอกที่นั่น ทำงานและเสนอผลงานจนได้เป็น Prof.
แกเรียนจนไม่มีอะไรจะให้เรียนแล้วที่นั่น แกก็เลยมาฝรั่งเศส
ปรากฏว่าที่นั่นเค้าให้แกเริ่มใหม่หมด
เริ่มใหม่ทุกอย่าง คือทำวิจัยทำผลงานส่งกันอีกตั้งนึง
จนแกได้ Prof. ของฝรั่งเศสอีกครั้ง
ตอนนี้ถือว่าเป็นมือโปรคนหนึ่งของที่นั่นแล้วแหละ
เดือนก็ไม่รู้ว่าโมร็อคโคนี่เป็นประเทศแบบไหนนะ
คือคิดไว้ว่าเค้าคงเจริญกว่าไทย (ใช่มะ)
ถ้าไม่ใช่ก็ช่วยมาแก้ให้ด้วยเน่อ
ขนาดโมร็อคโค ฝรั่งเศสยังไม่ยอมรับเลยง่ะ
แล้วพี่ไทย... :08:
ตอนนี้ Prof. คนนี้กำลังมาช่วยดูวงการวิจัยวัสดุของไทย
แกทำให้ศูนย์ซิงโครตรอนที่ม.สุรนารีมีการใช้ประโยชน์ขึ้นอีกมากๆ
แกไม่ลืมบ้านเกิดตัวเองด้วยนะ ทุกวันนี้ก็ยังกลับไปสอน ไปช่วยเด็กอยู่เนืองๆ
เหมือนจะไม่เกี่ยวกะจู๋นี้เท่าไหร่ เอามาเล่าเล่นๆ เฉยๆ :17a:
พี่ขอเสนอว่า
ทำในสิ่งที่อยากทำก่อน จบใหม่ๆถือว่ายังเด็ก ลองถูกลองผิดได้ สังคมยังให้อภัย
แล้วถ้าสิ่งที่อยากทำ มันไม่work ด้วยสาเหตุอะไรก็ตามแต่ ก็หันมาเริ่มต้นสิ่งที่ทำได้ ก็ยังไม่สาย
ขอตอบสั้นๆ เพราะไม่ได้อ่าน ตาลาย
อ้างคำพูดจาก: ปิ๊ก ซุปเปอร์เกิร์ล เมื่อ 05 ธ.ค. 2007, 17:10 น.
พี่ขอเสนอว่า
ทำในสิ่งที่อยากทำก่อน จบใหม่ๆถือว่ายังเด็ก ลองถูกลองผิดได้ สังคมยังให้อภัย
แล้วถ้าสิ่งที่อยากทำ มันไม่work ด้วยสาเหตุอะไรก็ตามแต่ ก็หันมาเริ่มต้นสิ่งที่ทำได้ ก็ยังไม่สาย
ขอตอบสั้นๆ เพราะไม่ได้อ่าน ตาลาย
ก็จริงจ้ะ...
น้องที่ฝ่ายพี่จบเภสัชมา ก็ไปเป็นดีเทลยา หาเงินได้เดือนละเป็นแสนจนถึงหลายแสน
แต่ก็เปลี่ยนบริษัททุกปี...
แล้วก็ลาออกกลับมาช่วยงานร้านยาที่บ้าน
ทำไปทำมาก็มีลูก...
เปิดร้านอินเตอร์เนต ร้านเกม
ไปเป็นเภสัชกรโรงพยาบาลเอกชนรายได้ดีพอสมควร
เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ในวัย 29 ปี...
มันมาสมัครรับราชการด้วยเงินเดือนของเภสัชกรซี 3 ... 8,360 บาท
พร้อมกับต้องขับรถไป-กลับทุกวัน วันละ 60 กม.
มันก็ตั้งใจทำงานเป็นอย่างดี
ความรู้ที่เรียนมาก็ยังนำมาใช้ในการทำงานโรงพยาบาลชุมชนได้ดี
เหนื่อยก็ไม่บ่น... บอกว่าไม่เป็นไรพี่ ทำเพื่อคนไข้...
แล้วมันก็มีความสุขในการรับราชการดี...
สุดท้ายสิ่งสำคัญที่สุดไม่ได้อยู่ที่ความก้าวหน้าของหน้าที่การงาน
ไม่ได้อยู่ที่เงินที่ได้รับในแต่ละเดือน
ไม่ได้อยู่ที่ความโอ่อ่า หรูหราของสถานที่ทำงาน
แต่มันอยู่ที่ใจ.......
^
^
^
โอ้ว ถูกใจมากเลยครับ
+ :25:
อ้างคำพูดจาก: เดือนบีม เมื่อ 05 ธ.ค. 2007, 15:03 น.
เออ
พูดถึง Professor
ที่ภาคเชิญ Prof. คนนึง (ชื่อไรแล้วฟะ ลืม เดี๋ยวค่อยไปหามาละกัน)
แกเป็นคนโมร็อคโค
เรียนจบเอกที่นั่น ทำงานและเสนอผลงานจนได้เป็น Prof.
แกเรียนจนไม่มีอะไรจะให้เรียนแล้วที่นั่น แกก็เลยมาฝรั่งเศส
ปรากฏว่าที่นั่นเค้าให้แกเริ่มใหม่หมด
เริ่มใหม่ทุกอย่าง คือทำวิจัยทำผลงานส่งกันอีกตั้งนึง
จนแกได้ Prof. ของฝรั่งเศสอีกครั้ง
ตอนนี้ถือว่าเป็นมือโปรคนหนึ่งของที่นั่นแล้วแหละ
เดือนก็ไม่รู้ว่าโมร็อคโคนี่เป็นประเทศแบบไหนนะ
คือคิดไว้ว่าเค้าคงเจริญกว่าไทย (ใช่มะ)
ถ้าไม่ใช่ก็ช่วยมาแก้ให้ด้วยเน่อ
ขนาดโมร็อคโค ฝรั่งเศสยังไม่ยอมรับเลยง่ะ
แล้วพี่ไทย... :08:
ตอนนี้ Prof. คนนี้กำลังมาช่วยดูวงการวิจัยวัสดุของไทย
แกทำให้ศูนย์ซิงโครตรอนที่ม.สุรนารีมีการใช้ประโยชน์ขึ้นอีกมากๆ
แกไม่ลืมบ้านเกิดตัวเองด้วยนะ ทุกวันนี้ก็ยังกลับไปสอน ไปช่วยเด็กอยู่เนืองๆ
เหมือนจะไม่เกี่ยวกะจู๋นี้เท่าไหร่ เอามาเล่าเล่นๆ เฉยๆ :17a:
โมร็อคโค เจริญน้อยกว่าไทยครับ
สภาพบ้านเมืองเหมือนต่างจังหวัด
ที่ห่างไกลความเจริญของบ้านเรา
มีแค่เมืองใหญ่ๆของเขา ที่ดูเจริญแล้ว
แต่ก็น้อยกว่าเมืองไทยเยอะ
ปล นี่ตูพูดถึงความเจริญด้านวัตถุเด้อ
ไม่้ได้พูดถึงความเจริญด้านจิตใจ
อ้างคำพูดจาก: @nok:- เมื่อ 05 ธ.ค. 2007, 17:58 น.
ก็จริงจ้ะ...
น้องที่ฝ่ายพี่จบเภสัชมา ก็ไปเป็นดีเทลยา หาเงินได้เดือนละเป็นแสนจนถึงหลายแสน
แต่ก็เปลี่ยนบริษัททุกปี...
แล้วก็ลาออกกลับมาช่วยงานร้านยาที่บ้าน
ทำไปทำมาก็มีลูก...
เปิดร้านอินเตอร์เนต ร้านเกม
ไปเป็นเภสัชกรโรงพยาบาลเอกชนรายได้ดีพอสมควร
เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ในวัย 29 ปี...
มันมาสมัครรับราชการด้วยเงินเดือนของเภสัชกรซี 3 ... 8,360 บาท
พร้อมกับต้องขับรถไป-กลับทุกวัน วันละ 60 กม.
มันก็ตั้งใจทำงานเป็นอย่างดี
ความรู้ที่เรียนมาก็ยังนำมาใช้ในการทำงานโรงพยาบาลชุมชนได้ดี
เหนื่อยก็ไม่บ่น... บอกว่าไม่เป็นไรพี่ ทำเพื่อคนไข้...
แล้วมันก็มีความสุขในการรับราชการดี...
สุดท้ายสิ่งสำคัญที่สุดไม่ได้อยู่ที่ความก้าวหน้าของหน้าที่การงาน
ไม่ได้อยู่ที่เงินที่ได้รับในแต่ละเดือน
ไม่ได้อยู่ที่ความโอ่อ่า หรูหราของสถานที่ทำงาน
แต่มันอยู่ที่ใจ.......
เท่มากครับ :25:
อยากเปิดร้านเกม แต่พอให้เรียนหนังสือ
เรียนก่อนแล้วค่อยไปเปิดก็ได้ แหม
เรียนไปด้วย เปิดไปด้วย
อ้างคำพูดจาก: หมอแมว เมื่อ 04 ธ.ค. 2007, 12:03 น.
เนื่องจากของผมจบมาก็มีงานแบบเดียวคือเป็นหมอ :42: ทางเลือกดูเหมือนจะไม่เยอะ แต่ตอนนี้ก็พยายามทำทางเลือกให้ตนเอง
อย่างที่เคยบอกว่าสมัครเรียนต่อไม่ได้ ... ดังนั้นก็ต้องทำงานต่อไปอีก1ปีก่อนกลับไปสมัครใหม่
ด้วยคิดว่าทำงานที่เดิมก็จำเจ ประกอบกับเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบความไม่มั่นคง ไม่ชอบความเปลี่ยนแปลง .... ดังนั้นทางเลือกก็คือลาออกจากที่ปัจจุบัน แล้วย้ายไปทำงานที่ใหม่ซะ :30:
ไม่ชอบความไม่มั่นคง ไม่ชอบเปลี่ยนแปลง ... แต่ตอนนี้อายุยังน้อยมีโอกาส ก็เลยต้องย้ายซะ เพราะถ้าย้ายจะได้เจอประสบการณ์อะไรใหม่ๆเพิ่มขึ้น ได้เจอสิ่งที่ไม่ชอบ เผื่อจะพัฒนาตนเองเพิ่มขึ้น
แต่โดยรวมก็ยังพอใจกับความเป็นมนุษย์เงินเดือนแบบนี้ไปเรื่อยๆ :42:
เป็นหมอ ทำอะไรได้หลากหลายนะครับ เป็น นักพูด ประกวดนางงาม เป็นนักร้อง(แมวมองไปเจอในห้องฉุกเฉิน)
นักวิจัยทางการแพทย์ นักวาดการ์ตูน หรือ อาจเป็นนักทำฟอนต์ก็ได้นะครับ
เอาแบบหมอเลี้ยบหรือหมอเหวงสิครับ
อ้างคำพูดจาก: อาร์มมมมม เมื่อ 07 ธ.ค. 2007, 17:54 น.
อยากเปิดร้านเกม แต่พอให้เรียนหนังสือ
ไม่เห็นยากนิครับ เปิดเสร็จก็ค่อยไปเรียนก็ได้
ว่าแต่ว่า ต้องกลับมาปิดด้วยมั้ยละ
เดี๋ยวเรียบจบผมค่อยเปิดก็ได้ ตอนสมัยม.4 เกมากๆ พ่อเคยถามว่าให้ลาออกจากโรงเรียนมาเปิดร้านเกมไหม ช่วงนั้นผมไม่ได้เข้าโรงเรียนเป็นสัปดาๆ พ่อเลยถามอย่างงั้น แล้วตอนนั้นดันทะลึ่งตอบไปว่าไม่ ก็เลยต้องเรียนให้จบ ทะลึ่งตอบว่าไม่ ก็ต้องทะลึ่งเรียนให้จบต่อไป แก้ 0 อีก 6 ตัวก็สบายแล้ว
พี่น้องครับ พี่น้องครับ
อ่านตรงนี้อีกทีครับ จักรีเล่นมุก :25:
อ้างคำพูดจาก: จักรี เมื่อ 08 ธ.ค. 2007, 17:16 น.
ไม่เห็นยากนิครับ เปิดเสร็จก็ค่อยไปเรียนก็ได้
ว่าแต่ว่า ต้องกลับมาปิดด้วยมั้ยละ
ไม่ต้องปิดก็ได้ครับ เพราะเราใช้ระบบพลังงานไฟฟ้าแสงอาทิตย์ และใช้ระบบกระจายความร้อนCPUที่ดี ดังนั้นไม่มีปัญหาเปลืองค่าไฟและจะทำให้รายได้เพิ่มขึ้น
พี่น้องครับ ๆ นี่ก็มุกครับ :25: ฮาเหมือนกันเลยด้วย
อ้างคำพูดจาก: หมอแมว เมื่อ 08 ธ.ค. 2007, 22:46 น.
ไม่ต้องปิดก็ได้ครับ เพราะเราใช้ระบบพลังงานไฟฟ้าแสงอาทิตย์ และใช้ระบบกระจายความร้อนCPUที่ดี ดังนั้นไม่มีปัญหาเปลืองค่าไฟและจะทำให้รายได้เพิ่มขึ้น
:25:
:25:
ตึ่งโป๊ะ ตึ่งโป๊ะ
(ของจักรี) (ของหมอแมว)
อ่ะ ปริญญาไม่ใช่กระดาษแค่หนึ่งใบซะหน่อย มองแบบนั้นสำหรับฉุ่ยว่ามันเปลือกนอกเกินไปนะ
แต่จริงๆแล้วจะไปทำอะไรมันขึ้นอยู่กับเรามากกว่า จุดมุ่งหมายหรือความสุขในชีวิตเราคืออะไร
การไปเรียนก็เป็นแค่บันไดขั้นหนึ่งที่จะพาไปสู่จุดมุ่งหมาย
ถ้าดันเรียนผิดก็ไม่เห็นต้องเอาที่เราคิดว่าไม่ใช่มาบังคับทางเดินเราเองเลย
ชอบแบบไหนก็เลือกแบบนั้นแหละ มั่นใจไปเลย
อย่างฉุ่ยถึงเรียนสถาปัตย์มา แต่การเรียนมันก็ไม่ได้ทำให้คนสร้างอาคารได้อย่างเดียวนี่เนอะ
อย่างน้อยก็เป็นคนมีเหตุมีผลมากขึ้น มีความคิดมากขึ้น กล้ามากขึ้น เข้าใจโลกมากขึ้น
อะไรทำนองเนี่ยะ ซึ่งมันทำให้เราสามารถทำอะไรได้อีกหลายๆอย่าง ไม่จำเป็นต้องไปตาม
สาขาที่เรียนอย่างเดียวหรอกเนอะ
หรือถ้าชอบอย่างที่เรียนมา ก็ดีเลยค่ะ
=_=
อ้างคำพูดจาก: idealist เมื่อ 09 ธ.ค. 2007, 19:32 น.
อ่ะ ปริญญาไม่ใช่กระดาษแค่หนึ่งใบซะหน่อย มองแบบนั้นสำหรับฉุ่ยว่ามันเปลือกนอกเกินไปนะ
แต่จริงๆแล้วจะไปทำอะไรมันขึ้นอยู่กับเรามากกว่า จุดมุ่งหมายหรือความสุขในชีวิตเราคืออะไร
การไปเรียนก็เป็นแค่บันไดขั้นหนึ่งที่จะพาไปสู่จุดมุ่งหมาย
ถ้าดันเรียนผิดก็ไม่เห็นต้องเอาที่เราคิดว่าไม่ใช่มาบังคับทางเดินเราเองเลย
ชอบแบบไหนก็เลือกแบบนั้นแหละ มั่นใจไปเลย
อย่างฉุ่ยถึงเรียนสถาปัตย์มา แต่การเรียนมันก็ไม่ได้ทำให้คนสร้างอาคารได้อย่างเดียวนี่เนอะ
อย่างน้อยก็เป็นคนมีเหตุมีผลมากขึ้น มีความคิดมากขึ้น กล้ามากขึ้น เข้าใจโลกมากขึ้น
อะไรทำนองเนี่ยะ ซึ่งมันทำให้เราสามารถทำอะไรได้อีกหลายๆอย่าง ไม่จำเป็นต้องไปตาม
สาขาที่เรียนอย่างเดียวหรอกเนอะ
หรือถ้าชอบอย่างที่เรียนมา ก็ดีเลยค่ะ
=_=
อ่าวที่คุณฉุ่ยพูดมานี้ เหมือนจะบอกว่าปริญญาเป็นแค่กระดาษเลยนะครับ :08:
สำหรับเดียร์ ถ้าให้นิยามคำว่า "ปริญญา" ก็คงนิยามว่า กระดาษใบหนึ่งที่ทำให้มนุษย์โลกรู้ว่า "เราเรียนอะไร" แต่ไม่ได้ครอบคลุม
และหมายความถึงว่า "เรารู้อะไร" และ "เราเป็นอย่างไร"
ได้รักกับอ้าย เหมือนใจได้ปริญญา
แสดงว่า ปริญญาไม่จำเป็นต้องเรียนเอาจากโรงเรียน เสมอไป บางที่แค่รักก็เหมือนได้ปริญญาแล้ว แต่เป็นปริญญาใจนะ :37:
แต่ถ้าบอกว่า ใบปริญญา แน่นอน ผมฟันธงว่า มันคือกระดาษเพียงใบเดียว จะมีค่าหรือไม่มี หรือถ้ามีจะมีมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับเจ้าของมัน
คงอีกนานครับกว่าจะได้ปริญญา
เพราะยังติดรอวิชาลืมอยู่เลย
วิธีลืมเขา จะเข้าโรงเรียนที่ไหน...
บอกใจตัวเองว่าอย่า ว่าอย่าดิ้นรน
กลับไปฝึกฝนวิชาควบคุมหัวใจ
ทำได้เมื่อไหร่ แล้วค่อยกลับไปหาเธอ
ไม่ไม่แบบนั้นซะหน่อย ขอโทษนะคะถ้าเข้าใจผิด รู้สึกว่าเป็นคนอธิบายอะไรสับสนจริงเลย จะหมายถึงว่ามันได้อะไรมากกว่ากระดาษหนึ่งใบเท่านัั้้นเอง :05:
ปริญญาโทก็ดีนะคะ
ดูจากพักนี้อรพูดจาดูเป็นผู้เป็นคนขึ้น :52:
ลองเรียนโทดูบ้างดีกว่า เผื่อพูดกับคนรู้เรื่อง พักนี้คุยได้กับหมากับแมวแค่นั้นเอง :05:
พ่อแม่ตัวเองก็ยังคุยไม่รู้เรื่อง
อ้างคำพูดจาก: หมูเหม่งส์ เมื่อ 12 ธ.ค. 2007, 02:10 น.
ลองเรียนโทดูบ้างดีกว่า เผื่อพูดกับคนรู้เรื่อง พักนี้คุยได้กับหมากับแมวแค่นั้นเอง :05:
พ่อแม่ตัวเองก็ยังคุยไม่รู้เรื่อง
คุยกับหมีไปก่อนครับ
โฮกกก โฮหหหหหหหหหหหหหหหหห :37:
ก็ ก็ อรพูดเป็นคนขึ้น แต่หมี.... :05:
:30:
:30:
หมีไม่เคยเปลี่ยนแปลง :25:
อ้างคำพูดจาก: หมีโหด* เมื่อ 12 ธ.ค. 2007, 01:59 น.
ปริญญาโทก็ดีนะคะ
ดูจากพักนี้อรพูดจาดูเป็นผู้เป็นคนขึ้น :52:
คุณอรคะ เรียนแล้วค่ะ แต่ยังดูไม่ค่อยเป็นผู้เป็นคนเท่าไหร่ ทำไงดีคะ :16:
ผมอยากเรียนโท นะ :22:
แต่ผมอายตัวเอง ถ้าจบโทแล้วอ่าน อังกฤษ ไม่ออก
เลยต้องไปเรียนภาษา อังกฤษ กับลูกก่อน
อ้างคำพูดจาก: โอ๋ ระจัน...อันระ โจ๋ เมื่อ 13 ธ.ค. 2007, 09:01 น.
ผมอยากเรียนโท นะ :22:
แต่ผมอายตัวเอง ถ้าจบโทแล้วอ่าน อังกฤษ ไม่ออก
เลยต้องไปเรียนภาษา อังกฤษ กับลูกก่อน
อย่ากังวลเลยค่ะคุณระจัน ดูเดียร์สิคะ เกือบจบโทแล้ว ภาษาอังกฤษยังไม่ผ่านเลย :05:
ขึ้นอยู่กับว่าเรียนสาขาวิชาอะไรค่ะ ถ้าเรียนเอกไทย อังกฤษก็จำเป็น (แต่...น้อย) :33:
กำลังจะไปเรียน โท ต่อเหมือนกัน แต่ยังหา course ที่จะเรียนไม่ได้ (จริง ๆ ก็เลือกไว้แล้วนะ แต่ไม่แน่ใจว่าใช่รึป่าว)
อยากจะถามคนที่เคยเรียน Fine Art หน่อย ว่าเค้าเรียน-สอน กันยังงัย
ถ้าเป็นปริญญาโทนี่ เราจะสามารถเลือกได้ใช่มั้ย ว่าจะเรียนทางด้านไหน
เพราะกลัวว่าเข้าไป จะโดนให้ paint กับ ปั้น ด้วย :16:
ก็เรียนภาพพิมพ์สิครับ
อ้างคำพูดจาก: เก้อ เมื่อ 24 ธ.ค. 2007, 12:35 น.
ก็เรียนภาพพิมพ์สิครับ
มันแยกออกมาต่างหาก อีกทีใช่มั้ยครับ
แล้วเค้าจะสอนอะไรเราบ้าง
แยกออกมาครับ
สำหรับ เพียว อาร์ต
ภาพพิมพ์ส่วนใหญ่จะเป็นเทคนิคการพิมพ์รุ่นคุณปู่น่ะ
เช่น แกะไม้ ชิลซ์สกรีน หรือว่า เขียนไข พิมพ์หิน กัดกรด
เดาว่ามันคงจะขลังกว่า
(http://www.era.su.ac.th/ArtDatabase/ArtImage/P003089.jpg)
อันนี้ของไอ้อายิโน๊ะเพื่อนผม พิมพ์แกะไม้ อย่างกับอิงค์เจ็ทโด้
ปริญญาโท นี่เขาคงไม่มาสอนพิมพ์ สอนเพ้นท์ สอนเทคนิคกันแล้วน่ะครับ
ประมาณว่า คนที่จะเรียน น่าจะมีท่าไม้ตาย ทีเด็ดอะไรส่วนตัวอยู่ชัดเจนแล้ว
เช่น ถ้าจะใช้ฝีมือเก็บกิ๊ก ก็เก็บมาจนบรรลุแล้ว
ถ้าจะไม่ใช้ฝีมือ ก็รั่วหลุดโลกทะลุมิติไปแล้ว
ปริญญาโทน่าจะสอนกระบวนการคิด มุมมองการนำเสนอ หรือมานั่งถกกันมากกว่าว่า
ไอ้ท่าไม้ตายที่มีอยู่ จะนำเสนอออกมาอย่างไรให้มันล้ำลึก ชวนงงหนักข้อกว่าเดิม
แต่ว่า ความจริงศิลปะเดี๋ยวนี้มันก็จะทำอะไรก็ได้น่ะครับ
เรียนภาพพิมพ์ จะทำ วีดีโอก็ได้ เวลาส่งอาจารย์ก็พรีเซ้นต์แถๆเข้าเรื่องภาพพิมพ์หน่อย 555
อยากเรียนเหมือนกัน แต่ต้องรอน้องจบก่อน อีก 4 ปี
ไม่ทราบว่า ซัก 30 ต้น ๆ เนี่ย จะสายเกินไปมั้ย -_-"
คือไอ้ตัวผม เรียน ถาปัตฯ มา
แต่รู้สึกว่า อยากเรียนอะไรที่มันส่งเสริมงานออกแบบ เปิดปุ่ม จิตนการ และ การสร้างสรร ให้มันมากกว่านี้
ไอ้จะไปเรียนถาปัตฯ ต่อ มันดูเหมือนไปเจาะลึกเกินไป .... เราก็ไม่ได้อยากจะไปเป็นอาจารย์นิ
อีกอันนึงก็็อยากจะเปลี่ยนสายการทำงานไป ทำเกี่ยวกับทางด้าน printing ด้วยแหละครับ :22:
ปริญญาโท นะครับ
30 ก็ปกตินี่ครับ
อ้างคำพูดจาก: nng เมื่อ 24 ธ.ค. 2007, 14:29 น.
คือไอ้ตัวผม เรียน ถาปัตฯ มา
แต่รู้สึกว่า อยากเรียนอะไรที่มันส่งเสริมงานออกแบบ เปิดปุ่ม จิตนการ และ การสร้างสรร ให้มันมากกว่านี้
ไอ้จะไปเรียนถาปัตฯ ต่อ มันดูเหมือนไปเจาะลึกเกินไป .... เราก็ไม่ได้อยากจะไปเป็นอาจารย์นิ
อีกอันนึงก็็อยากจะเปลี่ยนสายการทำงานไป ทำเกี่ยวกับทางด้าน printing ด้วยแหละครับ :22:
คือว่ามันมีหลายปัจจัยนะครับ ต้องลองไปคุยกับอาจารย์เขาว่าจะสามารถเรียนได้หรือเปล่า
เพราะปริญญาโท มันค่อนข้างเฉพาะทาง
อย่างผมถ้านึกอยากเรียนปริญญาโท ถาปัตฯ แล้วไปสมัครเรียนนี่ เกรงว่า เขาอาจจะไม่รับนะครับ
เพราะไม่มีพื้นฐานเลย
เรียน เพียว อาร์ต มันดีอย่าง คือ มันไม่ต้องมีฟังก์ชั่นการใช้งานเลย สร้างมาก็เอามาตั้งไว้หรือแขวนไว้ให้หนักโลกอย่างเดียว
คนละอย่างกับ ออกแบบ หรือ ประยุกต์ศิลป์ ที่จะผสมผสานเข้ากับชีวิตประจำวัน สร้างขึ้นมาแล้วก็ดูจะมีประโยชน์กับชาวโลกหน่อย
อยู่ที่ว่า ชอบแบบไหน
เพียวอาร์ต ก็จะรั่วได้แบบไม่มีข้อจำกัด ภาพพิมพ์พิมพ์รูปมนุษย์ต่างด้าวไปเลย เอาไว้ดูได้อย่างเดียว
แต่ถ้าเป็น มัณฑณศิลป์ ก็อาจจะพิมพ์เป็นภาพประกอบ เป็นงานโฆษณา
ซึ่งทั้งสองอย่าง จะมีเทคนิค วิธีการทำงาน ต่างกันมาก
ส่วน วิธีคิดก็จะต่างกันนิดหน่อย
ยังไม่ได้ปริญญาเลย จบปวส.มาก็ลุยงานโล๊ด จนเห็นว่ามันไม่สำคัญแล้ว
ไม่มีปริญญาเนี่ยมันแปลกหรือเปล่าหว่า
ถาปัตย์มาเรียนโทเพียวอาร์ตท่าจะลำบากนะครับ
คนเรียนโทต้องมีฝีมือด้านนั้นๆมาเพียบพร้อมแล้วอย่างที่คุณณัฐว่าไว้
เอ๊ะ แต่ทำพริ้นติ้งนี่มันต้องพวกกราฟิกหนิ
ที่ถาปัตย์ลาดกระยัง
คนจบกฏหมาย บริหาร มาเรียนโท ก็มีครับ
จริง ๆ มีเพื่อนผมคนนึงเป็น landscape ก็ไปต่อ fine art นะ แต่ไม่มีโอกาสสัมภาษณ์สักที :05:
คือ ถาปัตย์ มันก็ art+sciene
ถ้าจะเรียนต่อ ก็น่าจะไปทางใด ทางนึง ผมก็เลยเลือกที่จะเพิ่มทางด้าน art นะครับ
สำหรับผม fine art มันเหมือนเป็นการเปิดกว้างทางความคิดที่สามารถนำมาประยุกต์เข้ากับอะไรก็ได้ มากกว่าการไปเรียนทางด้าน graphic design ้ซึ่งจริง ๆ ผมก็ทำ web ขายไปวัน วัน อยู่เหมือนกัน
ขอบคุณสำหรับความเห็นนะครับ :12:
เว็บนี้สถาปนิกเยอะนะเนี่ย :52:
อยากเป็นมั่ง :05:
จบมาสองปี ยังไม่ได้ไปรับปริญญาเลย :08:
รอบนี้คงต้องไป เพราะผ่อนผันไว้ปีสุดท้ายละ :39:
จริงๆ ไม่อยากรับหรอก แต่ก็นะ.. ครั้งนึงในชีวิต .. ของพ่อแม่ ที่จะได้มาถ่ายรูปวันรับปริญญาของเรา
เอาซักหน่อยก็ได้ฟระ :52: