เรื่องมันเริ่มจาก น้องที่น่ารักหลายคนของชาวฟอนต์กำลังตัดสินใจ
เรื่องที่ยิ่งใหญ่ของชีวิตอยู่ เรื่องเรียนต่อมหาลัยนะครับ ไม่ได้มีใครกำลังจะแต่งงาน
ถึงมีผมก็ไม่มีความรู้เรื่องความรักอยู่ดี ที่พอมีก็คือความรู้เรื่อง
การเรียนมหาวิทยาลัยในด้านการเรียนออกแบบ
เรื่องของเรื่องคือในกระจู๋นั้น พี่สามพูดถึงความแตกต่างของ
นิเทศศาสตร์-นิเทศศิลป์ น้องๆหลายความเห็นที่ตามมามีน้ำเสียง
ไปในทางคลุมเครือว่ามันต่างกันมากไหมอย่างไร แล้วจริงๆมันเรียนอะไรกันแน่?
ตามนี้ http://www.f0nt.com/forum/index.php/topic,5489.315.html (http://www.f0nt.com/forum/index.php/topic,5489.315.html)
(เด็กสมัยนี้จะเข้ามมหาลัยทีโคตรซวย)
ไม่ต้องสืบเลยว่า ความคิดเห็นผมนี่พูดถึงของฝั่งนิเทศศิลป์ด้วยนำ้เสียงส่อไปในทางที่ดีแน่นอน
ช่วยไม่ได้นะครับ แต่ไม่ได้แปลว่าเชียร์ให้ใครมาฝั่งนี้หรอก
ไม่เชียร์อยู่แล้ว ไม่เคยเชียร์ใครด้วย อนาคตใครตัวใครตัวมัน
ไม่มีเคยความคิดแบบนั้นแทรกอยู่ในซอกหลืบไหนของความคิดอีกต่างหาก
(ถ้าเชียร์แล้วได้ค่าหัวคิวก็ว่าไปอย่าง)
แล้วที่สำคัญผมก็ไม่ชอบเหมือนกัน เวลาที่พวกผู้ใหญ่ชอบมาบอกว่า
อย่างเอ็งต้องไปเรียนแบบนั้น ต้องไปเป็นแบบนี้ ต้องทำนู่น ต้องทำนี่
ตลกน่า ใครจะมารู้ดีกว่าเราได้ยังไง
ดังนั้นที่ผมเล่าให้ฟังคือ ข้อเท็จจริง เอาไว้ไปประกอบการตัดสินใจเฉยๆ
การเรียนนิเทศศาสตร์นี่ อย่างที่ทุกท่านว่าไว้ในกระจู๋นั้น
ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับการออกแบบในเชิงทัศนะศิลป์ วาดรูป กราฟิก
ไม่มีอะไรแบบนั้น แต่อ่านจุดประสงค์ของผู้(กำลังจะ)เรียนแล้วก็พอนึกออก
ผมเข้าใจว่าสามนั้น ระดับฝีมือไม่ต้องเรียนไอ้พวกที่ว่านั่น เพราะทำเป็นแทบจะทั้งหมดแล้ว
แถมทำได้ดีมากด้วย แล้วที่ทำๆนี่ ศึกษาเองทั้งนั้น เอาเวลาไปเรียนอะไรที่ตัวเองไม่รู้
ศึกษาด้วยตัวเองไม่ได้ดีกว่า คือศาสตร์ด้านนิเทศศาสตร์ น่าจะประมาณนี้ใช่ไหม?
อันนี้ว่าตามที่ป๋าเลย์อ่านขาดไว้ก่อนแล้วนะครับ
ดังนั้นเลยจะเล่าให้ฟังถึงการเรียนนิเทศศิลป์ ว่าทำไมคนที่หวังจะเป็นนักออกแบบ
ถึงมาเรียนนิเทศศิลป์ ถ้าเป็นเมื่อก่อน สมัยคอมพิวเต้อไม่ใช่ของมีไว้ตามบ้าน
อินเตอร์เน็ตก็ไม่มี โฟโต้ฉ็อปยิ่งไม่ต้องพูดถึง ไม่มีอะไรทั้งนั้น
กระบวนการออกแบบอะไรพวกนี้เลยยังต้องเรียนจากมหาลัยอยู่
อันนี้ก็พอเข้าใจได้อยู่หรอก
แต่สมัยนี้ล่ะ?
โฟโต้ฉ็อปก็เปิดหนังสือหัดเองได้ กราฟิกเดี๋ยวนี้เด็กประถมก็ทำได้แล้ว
(ใครทันเคยเห็นงานน้องวี น้องแอ๊นตอนปอหกไหม) ยิ่งไอ้พวกวาดรูป เขียนการ์ตูน
ยิ่งหัดวาดเองได้อยู่แล้ว ส่วนแฟลช อาฟเต้อ พรีเหมี่ย สามดี อนิเมชั่น อะไรต่อมิอะไร
นั่งเกาไข่หัดอยู่ในห้องก็ทำเป็นแล้ว ไม่เห็นจะยากตรงไหน
ทำไมถึงต้องมาเรียนออกแบบด้วยล่ะ?
การเรียนศิลปะ ธรรมชาติของมันคือใครๆก็เข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมกัน
ไม่มีใครถูก ใครผิด อย่างแท้จริง ไม่เหมือนวิชาชีพชนิดอื่นๆ
ที่เราจำเป็นต้องเรียนโดยตรง เราต้องเรียนแพทย์ ถึงจะจบมาเป็นหมอแมวได้
ต้องจบวิศวะถึงจะมาทำงานเป็นวิศวกรได้ แม้แต่ด้านออกแบอย่างสถาปัตย์
เราก็ยังต้องเรียนสถาปัตย์ห้าปีเท่านั้นถึงจะประกอบอาชีพสถาปนิกได้
แต่หมอ วิศวกร นักฎหมาย ทุกคนสามารถใช้เวลาว่างเขียนรูปได้
ทำกราฟิกได้ ฝึกเล่นเครื่องดนตรีได้ ใช้เวลากับงานอดิเรกศิลปะชนิดไหนก็ได้
แต่คนเรียนศิลปะไม่สามารถไปเดินควบคุมเครื่องจักรเล่นๆในโรงงานได้
ไปผ่าตัดผนังพังผืดคนไข้เล่นยามว่างๆก็ไม่ได้ ไปจ่ายยาคนไข้เล่นๆยังไม่ได้เลย
ดังนั้นผมจึงไม่มีเหตุผลใดเลยที่จะมาอธิบายได้ว่า
ทำไมเราจึงจำเป็นต้องมาเรียนออกแบบ
สรุปคือ ผมตอบคำถามนี้ไม่ได้
แต่ผมจะตอบด้วยการเล่าให้ฟังว่า
ตลอดสี่ปีของการเรียนนั้น เราเรียนอะไร-เราได้อะไรจากมันบ้าง
เค้าต้องการให้เราได้บทเรียนชนิดไหน และมันเปลี่ยนอะไรในตัวเราไปบ้าง
ชอบหรือไม่ชอบ จำเป็นหรือไม่จำเป็นต้องเรียน
อ่านจบแล้ว น่าจะมีส่วนช่วยให้สาม นานา ใครก็ตามที่หลงมาอ่าน
หรือยังหลงทาง งุนงง กับคำแนะนำของ"ผู้ใหญ่"
แบบที่ว่าเอ็งต้องไปเรียนนั่น ต้องไปเป็นนี่ เชื่อตูสิ ตูผ่านมาหมดแล้ว
นำไปใช้ในการหาคำตอบให้ตัวเองได้บ้างนะครับ
ส่วนท่านที่ไม่ได้อยู่ในความสนใจ เชื่อว่าจะขี้เกียจอ่านไปเอง
มันยาวจนตอนนี้ผมยังพิมพ์ไม่จบเลย ข้อเขียนกึ่งสารคดีกึ่งมั่ว....
ทำไมเราต้องเรียนออกแบบ?
(http://img2.f0nt.com/26/66c84298f4db93db9b2665c5e40ecf5b.jpg)
ปล.กว่าจะเปิดเรื่องได้ ท่ามากจริงๆ :08:
คั่น รออ่าน :25:
อีกหนึ่งว่าที่กระจู๋แนะแนวชั้นเยี่ยม :25:
:25: :25: :25: +++++++ (อยากบวกให้ซักล้าน)
รออ่านต่อค่ะ :25:
ทำไมต้องเรียนออกแบบ???
ตอนเริ่มจะสอบเข้าคณะนี้ ไม่ได้คิดว่าจะมาเรียนออกแบบเลยนะครับ
คิดอย่างเดียวว่า "กูจะมาวาดรูปๆๆๆๆ" แต่พอเริ่มได้เรียน ปี1 ปี2 และปี3
ก่อนผลัดขึ้นปี3 เริ่มมีความแตกต่างในแต่ละคนแล้วล่ะครับ เพราะที่คณะ
เริ่มให้เลือกที่จะเรียนเลือกที่จะเรียนหมายถึง มีถ่ายรูปนะ
มีคอมพิวเตอร์กราฟฟิคนะ มีทำหนังนะ พวกเอ็งจะลงเรียนอะไร???
ผมเลือกคอมพิวเตอร์กราฟฟิคครับ เพราะตอนที่เรียน (2537) มันเพิ่งเริ่มมีคอมฯ
และเพิ่งจะมีโปรแกรมกราฟฟิคดีไซน์ ซึ่งเป็นเทรนด์ใหม่มากๆ และน่าสนใจ
พอเริ่มเรียน วิชาแรกที่เขาให้ตั้งใจฟัง คือวิชาการออกแบบนิิเทศศิลป์ ครับ
เป็นเนื้อหา และทฤษฎีล้วนๆ เพื่อบอกคุณว่า กฏและหลักการณ์ของวิชานี้ มีเท่านี้นะกู (อาจารย์)
สอนมึงเท่านี้นะ แล้วไปพลิกนอกตำรากันเอาเอง อาจารย์บอกอย่างกระชับและจริงจังว่า
วิชาออกแบบนิเทศ คือการดูตัวอย่างจากสิ่งที่เขามีอยู่แล้วทั่วโลก
แล้วเอามาพลิกแพลง ในแบบฉบับของเรา จับหลักของแต่ละอย่างให้ได้
ถึงจะออกแบบได้ และห้ามลอก
ตอบไม่ได้เหมือนกัน ว่าทำไมต้องเรียนออกแบบ รึแค่ว่า
เมื่อเราออกแบบอะไรซักอย่างขึ้นมาแล้ว มีคนเห็น ไม่ต้องชม มันก็แอบภูมิใจเล็กๆ ล่ะครับ
ว่านี่งานเรา ฝีมือเรา เท่านั้นล่ะครับ
สิ่งที่สำคัญในการเลือกเรียนศิลปะแขนงนี้ คือ
คุณชอบอะไร? เท่านั้นล่ะครับ
หาตัวเองให้เจอก่อน แล้วอย่างอื่นจะตามมา
(http://img2.f0nt.com/26/f499724a92768220ae3e568e2d350c3e.jpg)
อย่างแรกที่ชาวบ้านเขาพูดถึงบ่อยๆจนเป็นแผ่นเสียงตกร่องคือ การเรียนออกแบบ
กับการเรียนใช้โปรแกรมคอมพิวเต้อสำหรับการออกแบบเป็นคนละอย่างกัน
การออกแบบเป็นศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับศิลปะ มากกว่าที่มันจะเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี
เพราะฉะนั้น เมื่อเราเข้ามาปีแรกเลย ทุกคนจะต้องได้เรียนพื้นฐานที่เรียกว่า "ทักษะทางศิลปะ"
เราจะได้เรียนวาดเส้น เพ้น ปั้น เขียนแบบ ในช่วงเกือบๆสองปีแรก อันนี้แต่ละที่ก็เน้นมากน้อย
แตกต่างกันไป ผมพอจะได้ยินของทุกที่ เพราะแถวนั้นมีคนที่ซิ่วเรียนที่อื่นมาก่อนแทบจะครบทุกที่
ส่วนมากเดี๋ยวนี้วิชาวาดเส้นเน้นในเชิงสร้างสรรค์เปิดให้ใช้วิธีการแบบคอลลาจ หมึก เล่าเรื่อง ฯลฯ
ผสมผสานตั้งแต่เริ่มเรียน เพื่อให้สอดรับกับวาดเส้นแบบนิเทศศิลป์ ซึ่งเน้นใช้ความคิดสร้างสรรค์
แต่ที่ผมเรียนมาไม่มีอะไรแบบนั้นเลยในปีแรกๆ จะเป็นการเรียนวาดเส้นพื้นฐานอย่างเดียว
เช่น วาดหุ่นนิ่งชนิดต่างๆในสตูดิโอ ไปวาดวัดวา ต้นไม้ ป่า ทะเล อยุทธยา ฯลฯ
จนมาถึงโหมดวาดคนแบบต่างๆเป็นอันสุดท้าย ซึ่งหินสุด
เพ้นก็เรียงลำดับต้นไม้ใบหญ้าเหมือนกันกับที่ว่ามา ปั้นก็ด้วย ไอ้ช่วงทัวร์ไปเขียนรูปตามที่ต่างๆนี่
ผมว่าเป็นช่วงชีวิตที่น่าจดจำที่สุดช่วงหนึ่งเลย ไอ้เรื่องราวทั้งหลายแหล่ในหนังหรือในนิยาย
เกี่ยวกับคนเรียนศิลปะก็เกิดขึ้นในช่วงเวลาแบบนี้แหละ หมายถึงเพื่อนๆผมมันจีบกัน
-ได้กันก็อีตอนนั่งเขียนรูปข้างๆกันนี่แหละ
(แต่ทั้งหมดนี่ เทียบกัับจิตรกรรมแล้วถือว่ากระจิริดมะเขือเผาไปเลยนะครับ
อาจารย์จิตรกรรมบางท่านยังวิจารณ์เลยว่า วาดเส้นสร้างสรรค์ของคณะมัณฑนศิลป์
เรียนในปีสองนั้นเร็วไป!?)
ในขณะเดียวกัน วิชาอื่นๆในช่วงปีแรก นอกจากทักษะแล้วสิ่งสำคัญที่นักออกแบบต้องมี
ก็คือ "ความเข้าใจ" ในระดับพื้นฐานก็คือความเข้าใจในความงาม ว่าไอ้ที่เราว่างามนั้น ทำไมถึงงาม
อะไรคือความงามกันแน่ วิชาคลาสสิคที่สุดของศิลปากรคือ วิชาสุนทรียศาสตร์ ซึ่งสอนโดย
อาจารย์ที่เฮี้ยนที่สุดที่ผมเคยเจอมา เป็นด็อกเต้อนักวิชาการและนักวิจารณ์ศิลปะที่กระโดดเหยงขึ้นไปนั่งยองๆ
บนโต๊ะเล็กเช่อได้ขณะบรรยาย (นึกถึงห้องเล็กเช่อใหญ่ๆคล้ายๆโรงหนังแล้วอาจารย์กระโดดขึ้นไปนั่ง
เหมือนหลวงพ่อคูณบนโต๊ะแล้วบรรยายสิ) ลีลาการพูดที่เหมือนหลุดออกมาจากการ์ตูนทิมเบอร์ตั้น
เรื่องเพี้ยนๆเกี่ยวกับอาจารย์ท่านนี้เยอะมากจนผมไม่รู้จะบรรยายเป็นภาษามนุษย์ยังไง
แต่เห็นยังงี้สอนดีมากนะครับ ใครๆก็รัก ชื่อของแกคือ รองศาสตราจารย์ด็อกเตอร์ไพโรจน์ ชมุนี
(ตำแหน่งนำหน้ายาวกว่าชื่อนามสกุลอีก) แกเกษียณปีนี้แล้ว เดือนตุลานี้แหละ น่าเสียดายมาก
สิ่งที่เราได้นอกจากจะเป็นการตั้งคำถามกับความงาม ซึ่งเป็นคำถามที่ซับซ้อนที่สุดอย่างหนึ่ง
ของมนุษย์ ยังตั้งคำถามกับรสนิยม ว่ามันคืออะไรกันแน่ ผมว่ามันเป็นแกนกลาง
ของการเรียนศิลปะเลยก็ว่าได้ มันสามารถทำให้เราตั้งคำถามชนิด "ว่ากันให้ถึงที่สุด"
ได้ว่าที่เราเรียนมาทั้งหมดที่ว่าสวย ว่าดีนั้นมันคือ"กลุ่มรสนิยม"กลุ่มหนึ่งเท่านั้น
แถมมันอาจจะเป็นกลุ่มรสนิยมของอาจารย์ที่ตรวจให้คะแนนเราก็ยังได้ พอบอกว่าศิลปะ
ไม่มีถูก มีผิด อ้าว แล้วอาจารย์เอาอะไรมาให้คะแนนเราล่ะ คำถามเหล่านี้ล่ะครับ ที่เราจะได้ค้นหาคำตอบ
แล้วการตั้งคำถามพวกนี้ ก็ทำให้เราตั้งคำถามกับผลงานตัวเอง รสนิยมตัวเอง
อะไรที่เราเห็นว่าสวย ทำไมเราถึงว่ามันสวยล่ะ? อันนี้เป็นสิ่งที่ผมว่านำไปใช้ได้ตลอดชีวิต
การทำงานเกี่ยวกับสุนทรียศาสตร์ทุกชนิดเลย ไม่ต้องเอาเรื่องการทำงานก็ได้
การเสพผลงานศิลปะรอบๆตัวทั่วไป อย่างการดูหนัง การฟังเพลง การรับรู้เข้าใจความงาม
ความไพเราะ ยิ่งอยู่กับมันมากเท่าไหร่ ตั้งคำถามมันมากเท่าไหร่ เราจะยิ่งละเอียดกับมันมากยิ่งขึ้น
สิ่งนี้มันส่งผลถึงผลงานตรงไหนเหรอครับ เอาง่ายๆนะครับ
ในการค้นหาสไตล์ของตัวเราเอง มันย่อมเริ่มจากความรู้สึกของเราว่า
อันนี้สวย อันนี้ห่วย อันนี้ไม่เพราะ อันนี้เจ๋ง อันนี้แปลก อันนี้สนุก
ความรู้สึกพวกนี้ทุกคนสะสมมาตั้งแต่เด็ก เรียกว่าประสบการณ์ทางสุนทรียศาสตร์
ทุกครั้งที่เราไปเดินร้านหนังสือ ตอนดูงานกราฟิกหรือเรื่องราวในนิตยสาร
ตอนเห็นวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม เห็นคนตามถนนแต่งตัวเจ๋งๆ ตอนที่เราดูหนัง
เพลงที่เราฟัง ตอนที่เรานั่งคลิกหน้าคอมดูงานกราฟิก ดูเวบกาม เสิร์ชเวบเกย์ ฯลฯ
สิ่งเหล่านี้มันพอกพูนขัดเกลาเรามาโดยธรรมชาติ
แต่การเรียน มันทำให้เราตั้งคำถามกับสิ่งที่เรารับมาโดยไม่รู้ตัวนั้น เอามันมาแยกแยะ เรียบเรียง ตีค่าใหม่
รสนิยมบางอย่างติดตัวเรามาเพราะเราถูกสังคม(ซึ่งคิดเห็นอะไรตามๆกัน)หล่อหลอมมา
ถูกบริษัทเพลง(ซึ่งผลิตแต่เพลงแบบเดิมๆซ้ำๆ)หล่อเลี้ยงเรามา...ให้เป็นลูกค้าเสียตังค์ให้เขาต่อไปนานๆ
ถูกลูกค้า(ที่ต้องการแต่งานที่ตอบโจทย์ของตัวเอง)กำหนดรูปแบบมา
ถูกตัวอย่างงานกราฟิกที่เราดูทั้งหลายในโลก(ซึ่งก็ดันมีแต่ของฝรั่ง)หล่อหลอมเรามา
ประสบการณ์ทั้งหลาย ปาดป้ายรสนิยมชนิดต่างๆลงบนตัวเราตามใจชอบของมัน
แต่มันเป็นใจชอบของเราแน่เหรอ?
การเรียนนิเทศศิลป์ มันทำให้เราได้สำรวจตัวเอง
อย่างไหนควรรับ อย่างไหนควรทิ้ง อย่างไหนควรตาม อย่างไหนที่เราถูกหลอกมาตลอดชีวิต
เราได้ "รื้อ-สร้าง" ตัวเองใหม่ด้วยมือของเราเอง
วิชาแนวเล็กเชอร์นี้ ยังมีประเภทประวัติศาสตร์ศิลปะ (ตะวันตก ตะวันออก)
ซึ่งก็คงนึกออกกันว่าเรียนอะไร ฟังดูน่าเบื่อ แต่มีประโยชน์อย่างไม่น่าเชื่อ
เพราะมันก็เกี่ยวกับความงามอีกนั่นแหละ นักออกแบบแนวๆในโลกนี้
อาจบอกว่า กูเจ๋ง กูของแท้ กูคือออริจินอล แต่การเรียนพวกนี้ทำให้ผมรู้สึกว่า
โลกนี้ไม่มีอะไรใหม่จริงหรอก เราต่างเป็นส่วนผสมของสิ่งที่มีมาก่อนแล้วทั้งนั้น ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่
แล้ววิชาเหล่านี้ก็จะพาเราไปสำรวจการต่อยอดทางศิลปะของมนุษย์ตั้งแต่ภาพเขียนผนังถ้ำ
จนดาวินชี จนแอนดี้ วอร์ฮอลล์ จนศิลปะร่วมสมัย เพื่อที่เราซึ่งเป็นองค์ประกอบชิ้นเล็กๆ
ของโลกศิลปะที่กว้างใหญ่จะกลายเป็นบทต่อไปของประวัติศาสตร์เหล่านั้น
คงต้องขอยืมคำของสาวๆโบราณคดีมาหน่อยว่า ไม่รู้อดีต ไฉนจะคาดเดาอนาคต
งานศิลปะ-ออกแบบ ก็เช่นเดียวกัน หากรู้อดีต เราก็สามารถต่อเติมอนาคตได้ง่ายกว่า
แล้วตอนนี้มีวิชาประวัติศาสตร์ออกแบบนิเทศศิลป์แยกออกมาโดยเฉพาะ
ประวัติของเฮลเฟตติก้า สวิสดีไซน์ บาวเฮาส์อะไรจำพวกนี้มีครบหมด
ต่อไปเป็นฝั่งวิชาหลักคือวิชาออกแบบพื้นฐานของปีแรกๆบ้าง
แต่ยังพิมพ์ไม่สวยงามดีนัก (แถมนี่มันก็ยาวมากแล้วอีกต่างหาก)
ค่อยพบกับตอนต่อไป อย่าเปลี่ยนช่องไปไหนนะครับ
เกาะติดขอบจอค่ะ :25:
คำนี้เพราะมากครับ อ่านง่าย แต่ทำยาก
คุณจะเรียนศิลปะ หรืออะไรก็แล้วแต่ จำเป็นต้องมีคำนี้อยู่ในสมองครับ
อ้างอิงสิ่งสำคัญที่นักออกแบบต้องมี ก็คือ "ความเข้าใจ"
กระทู้นี้น่าสนใจมาก :25:
จบเพียวอาร์ตมาครับ มีใครอยากเรียนมั่งง่ะ
หลักๆก็ทำอะไรก็ได้ให้มันดูไม่รู้เรื่องเข้าไว้
เกาะติดสถานการณ์ :25:
โอ้ ขอบคุณมากครับ
ไม่คิดว่าจะมีคนตอบเยอะขนาดนี้
(พอดีตัวเองตอนนี้มันตี 5 เลยไปนึกว่าคนอื่นเขาจะนอนกันหมด :08:)
ของพี่โก้ก็เท่นะครับ ได้ความคิดเห็นเหล่าผู้อาวุโสเพิ่มเติมด้วย
จริงๆอยากได้คนทำแบนเน่อช่วยด้วย น่าจะมีคนออกแบบได้จ๊าบกว่านี้นะครับ :30:
ลืมบอก
แบนนอร์จ๊าบมากพี่เก้อ :30:
(http://img2.f0nt.com/26/8f472659bf4dc67c61f27c2b8518aae0.jpg)
(แบนเน่อหมดมุกแค่นี้ล่ะครับ)
คราวนี้มาฝั่งวิชาหลัก คือวิชาออกแบบทั้งหลายแหล่
ในปีแรกๆ เราจะได้เรียนวิชาออกแบบพื้นฐาน
ซึ่งวัยรุ่นอย่าพึ่งใจร้อนครับว่าจะได้ทำกราฟิกเท่ๆ ปกหนังสือจ๊าบๆ โมชั่นแจ๋วๆ
ที่จะได้ทำคือ พื้นฐานขององค์ประกอบในการออกแบบจริงๆ เราจะได้นำเอา
ทัศนธาตุ(ภาษาไทยมันว่ายังงี้จริงๆนะ) เส้น สี จุด พื้นผิว ฯลฯ
มาประกอบเข้าด้วยกันด้วยโจทย์ชนิดต่างๆ ด้วยวิธีการชนิดต่างๆ
เอามันมาผสมกัน ทับซ้อนกัน ตัดกัน เปรียบเทียบกัน ขัดแย้งกัน สะท้อนกัน ปะทะกัน ฯลฯ
ซึ่งงานพวกนี้ก็เริ่มตั้งแต่สองมิติ ไปจนสามมิติต่อโมเดลทดลองวัสดุชนิดต่างๆ
ยกตัวอย่างงานที่เริ่มจากง่ายๆ ให้เอา จุดวงกลมหนึ่งอัน กับเส้นหนึ่งเส้น
มาจัดวางกันยังไงให้น่าสนใจ มีแค่สองอย่างนั้นแหละ
ไม่มีสีพื้นผิวหรืออะไรอื่นมาเกี่ยวข้อง ทำมาหลายๆแบบ
บางคนก็ได้อธิบายหน้าห้องด้วยว่าน่าสนใจเพราะอะไร
อาจารย์ก็จะเอามาถกกันในห้องว่างานใครเป็นยังไง นิดเดียวแค่นี้ก็วิจารณ์กันได้เป็นวัน
ดูเหมือนเรื่องง่ายๆ แต่พออาจารย์มาวิจารณ์ให้ฟังแล้วรู้สึกว่า
ระหว่างจุดๆเดียวกับเส้นๆเดียวนั่น มันมีอะไรให้เรียนรู้ในนั้นมากมายอย่างไม่น่าเชื่อ
ช่วงเริ่มต้นทุกงานนั้นทำมืออยู่แล้ว แต่หากใครทำกราฟิกเก่งๆมาแล้ว
ขั้นตอนนี้ก็จะทำให้ยิ่งเห็นภาพชัดเจนขึ้น ปกติกราฟิกที่เราทำสวยๆ
ทดลองอยู่หน้าคอมมาตั้งแต่มัธยม เราก็ทำด้วยการทดลอง
ตามแบบกราฟิกเจ๋งๆที่เราเสิร์ชหาเจอ หรือเปิดหนังสือโฟโต้ฉ็อป
แล้วลองทำตาม หรือหัดเดินเส้นอิลลัสจัดวางเส้น สี
โดยใช้เพียง"ความรู้สึก"ตัดสินเอาว่าสวย ไม่สวย
บางทีวางแล้วบังเอิญสวย บางทีใช้ความสะดวกของโปรแกรม
ลองเปลี่ยนสีไปเปลี่ยนมาจนสวย
แต่การที่องค์ประกอบ สี จุด เส้น ฯลฯ มารวมกันจนเป็นงานกราฟิกสวยๆอย่างหนึ่งนั้น
ทุกอย่างมันมีที่มาที่ไป มีเหตุมีผล ไม่ได้มาจากความบังเอิญ
ไม่ได้มาจากเพียงความรู้สึก ไม่ได้แปลว่าบังเอิญ
หรือใช้แค่ความรู้สึกนำทางไม่ได้นะครับ เพราะถ้าเอาให้ลึกไปอีก
งานกราฟิกประเภท Mistakism-ผิดพลาดนิยมก็ยังมี แต่ทุกคนก็ต้องผ่านระดับพื้นฐานมาแล้ว
ก่อนที่จะเขียนนิยายที่ยิ่งใหญ่ทุกคนต้องเรียนสะกดตัวหนังสือมาก่อนทั้งนั้น
ขั้นตอนนี้คือการเรียนการสะกดตัวอักษรว่ามีสระกี่ตัว วรรยุกต์เท่าไหร่ ผสมยังไงจึงจะเป็นคำ
ถ้าเข้าใจแล้วจะผสมเป็นมหากาพย์หรือเป็นนิยายเล่มละบาทเลยก็แล้วแต่ตัวใครตัวมัน
คนที่เป็นเซียนกราฟิกมาก่อนแล้ว ขั้นตอนนี้จะยิ่งทำให้เราเข้มแข็งมากขึ้น
ลองสังเกตดูก็ได้ครับ ถ้าใครไม่ได้เรียนรู้ขั้นตอนพื้นฐานนี้ เช่นอาจหัดกราฟิกทำเอง
มักจะประสบปัญหามีอะไรขาดหรือเกินในองค์ประกอบของงานอยู่เสมอ
งานขาดรายละเอียด ไม่มีความกลมกลืน ไม่สามารถแก้ปัญหาในเชิงออกแบบได้
หรือไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอะไรคือปัญหา รู้แต่ว่างานมันดูขาดๆเกินๆ ไม่ลงตัว
เพราะใช้เพียงความรู้สึกจับ
ปัญหาเหล่านั้นผมว่าทฤษฎีพื้นฐานในการออกแบบช่วยได้เสมอ
ผมไม่ได้หมายความว่าคนที่ไม่เรียนจะทำไม่ได้นะครับ อย่างที่ว่าศิลปะนี่
ไม่จำเป็นต้องเรียนในมหาลัยก็ทำได้ บางคนใช้สัญชาตญานล้วนๆ
แล้วงานออกมาเจ๋งก็มาก คนที่เรียนแล้วไม่เข้าใจก็มี เข้าใจแต่ทำไม่ได้หรือทำไม่สวยก็เยอะ
คนที่ไม่ได้เรียนโดยตรงก็เรียนรู้จากหนังสือได้ ตัวอย่างก็มีอยู่มากมาย ซึ่งประเด็นเรื่อง
ความแตกต่างของคนที่เรียนมาโดยตรงกับคนที่ไม่ได้เรียนผมขออนุญาต
ฝากไว้ก่อน เก็บไว้ขยายความโดยละเอียดต่อไป
เอาเป็นว่าใจความของการเรียนออกแบบที่เขามักจะพูดถึงว่า
เป็นคนละอย่างกันกับการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ก็อยู่ตรงนี้นี่ล่ะ
ในช่วงปีแรกนี้ เราจะได้ทำกราฟิกเหมือนกันครับ อย่างพวกโปสเตอร์
ปกหนังสือ แพ็กเก็จ โลโก้ แน่ล่ะว่าทำมือทั้งหมด ปีแรกเนี่ยมันคือพื้นฐาน
ไม่ใช่ว่าทุกคนที่อยากจะเรียนทำกราฟิกจะทำคอมเป็นมาทั้งหมดใช่ไหมครับ
ถึงจะสมัยนี้ก็เถอะ ด้วยความเสมอภาคก็ต้องทำมือหมด
ตอนผมเรียน ใครทำคอมมาก็ได้เหมือนกัน แต่จะตัดคะแนนลงเกรดนึง
บางคนก็ยอมทำนะครับ แบบว่าทำมือเผาไม่ทัน ตอนนี้เข้าใจว่ายังไม่เปลี่ยน
เพราะผมก็ยังดูงานให้น้องอยู่(แต่ถ้ามันจะเปลี่ยนหลังจากผมมานี่แล้วก็ไม่รับทราบนะ)
เหตุผลเรื่องทำมือ ทำคอมนี่ ยังมีอีกมาก เก็บไว้เล่าในการเรียนปีลึกๆ
จะมีคำตอบให้...
ปล.ใส่จุดจุดจุดไปงั้นแหละครับ จะได้ดูเหมือนจะมีอะไรน่าตื่นเต้น
ตอนนี้ตื่นเต้นไม่ไหว เพราะเช้าแล้วขอลาก่อน
ฝากเรื่องแบนเนอร์ด้วยนะครับ ต้องมีคนทำได้เหี้ยกว่านี้แน่ๆ :12:
น้องหลายๆ คน เลือกเรียนศิลปะเพราะ
- ไว้ผมยาวได้ เท่ห์
- ได้ถือกระดานสเก๊ตอัพ
- ได้ถือกล่อง พู่กัน
- แต่งตัวเซอร์ได้ สาวกรี๊ด
- ทำอะไรก็ได้ ที่คณะอื่นเขาไม่ทำ
จริงๆ แล้วอยากจะบอกว่า รุ่นพี่ผม หลายคน
ไม่ได้เหมือนเด็กศิลปะเล้ย บางคนผมสั้นเรียบร้อย
แต่งตัวเนี๊ยบ สะอาดสะอ้าน แต่ฝีมือเนียนสุดๆ
องค์ประกอบรองเหล่านั้น อย่าเพิ่งไปคิดครับ
คิดเรื่องเรียนก่อน ว่าจะตั้งเป้าเอาแบบไหน เรียนสาขาอะไร
นักออกแบบ ต้องหมั่นเข้าห้องสมุด และหาตำราครับ
นั่งเฉยๆ กระดิกตีน มองท้องฟ้า ได้เหมือนกัน แต่มีไม่กี่คนที่ทำได้ครับ ผมรับรอง
ส่วนใหญ่พวกนี้ หลุดกรอบไปแล้ว เรียกได้ว่าเป็นพรสวรรค์
คุณอยากเก่ง คุณต้องหาพรแสวงครับ จากทุกที่ ผมเชื่อว่า
พรสวรรค์กับพรแสวง วิ่งไปด้วยกัน ถึงจะดีครับ
จะติดตามอ่านเรื่อยๆ ค่ะ :40:
ลงชื่อไว้ให้หาง่ายๆ จะได้ตามอ่าน
มาติดตามอ่านเช่นกัน..
:25:
อ๊ะ ย่อหน้าแรกของเก้อ แทงป้าเสียงดังจึ๊กๆๆๆๆเลย :16:
อ่านแล้วรู้สึกผิด ที่เชียร์นานาเข้าเรียนนิเทศศิลป์ ..แต่ว่า ..แต่ว่า... :05a:
+ เก้อเยอะเลยครับ :25:
อ่านแล้วได้ย้อนกลับไปคิดดีครับ สุนทรีย์ตอนนั้นก็เรียนนะเจ๋งมากๆอย่างชอบเลย
ตอนนั้นปี1ปี2เองยังไม่รู้อะไรมากเลย ได้ดูหนังสวยๆ ของงามๆ เปิดหูเปิดตาสุดๆ :25:
อ้างคำพูดจาก: เก้อ เมื่อ 26 ต.ค. 2007, 12:03 น.
คนที่เป็นเซียนกราฟิกมาก่อนแล้ว ขั้นตอนนี้จะยิ่งทำให้เราเข้มแข็งมากขึ้น
ลองสังเกตดูก็ได้ครับ ถ้าใครไม่ได้เรียนรู้ขั้นตอนพื้นฐานนี้ เช่นอาจหัดกราฟิกทำเอง
มักจะประสบปัญหามีอะไรขาดหรือเกินในองค์ประกอบของงานอยู่เสมอ
งานขาดรายละเอียด ไม่มีความกลมกลืน ไม่สามารถแก้ปัญหาในเชิงออกแบบได้
หรือไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอะไรคือปัญหา รู้แต่ว่างานมันดูขาดๆเกินๆ ไม่ลงตัว
เพราะใช้เพียงความรู้สึกจับ
โอ๊ย เก้อ
นี่แหละที่เป็นอยู่เลย
ทำมาหากินด้านกราฟิก แต่ พื้นฐานศิลปะไม่แน่น เรียนมาแต่ไม่เข้มข้น (วิชาโท)
พื้นหลวมๆ โครงสร้างไม่แข็งแรง มันก็มาทรุด ตอนทำงานนี่เลย
ถึงภาคจบแล้ว จะเอาไปเผยแพร่นะ
โอ้ว กระจู๋แห่งปี :25:
อ้างคำพูดจาก: อ๋าห์ พาเพลิน เมื่อ 26 ต.ค. 2007, 16:09 น.
โอ้ว กระจู๋แห่งปี :25:
เดี๋ยวผมรับอาสาแปะทองเองครับลุง
จู๋นี้ของบักเก้อ ขลังแน่ๆ :42:
เยี่ยมไปเลยครับ ได้เปิดหูเปิดตามาก :12:
สุดยอดครับเก้อ :12: แต่มันน่าน้อยใจอย่างนึงที่คนกลุ่มนึงชอบคิดว่า "ไม่ต้องเรียนออกแบบมา ก็ทำงานกราฟิกได้"
แต่ความแตกต่างของคนที่เรียนออกมาคือ สามารถคิดงานและทำงานภายใต้สภาวะความกดดันต่างๆได้ เช่น มีเวลา 1-2 ชั่วโมง ให้ทำงานเสร็จออกมาตาม concept ตามโจทย์ ถ้าคนๆนั้นไม่มีองค์ความรู้ด้านการออกแบบมา มันจะทำออกมาได้ยากมาก
อย่างนึงที่ต้องแยกความคิดออกจากกันก่อน คือ 1.)ความคิด 2.)ทักษะ 3.)เทคโนโลยีและเครื่องมือ
ข้อ 1 และ 2 เป็นสิ่งที่ได้จากการเรียนรู้วิธีการออกแบบ และมันเป็นสิ่งที่จะติดตัวเราไปจนตายจากโลกนี้ไป
ส่วนเทคโนโลยีหรือเครื่องมือมันแปรเปลี่ยนไปตามยุคสมัย ซึ่งนักออกแบบก็ต้องหาความรู้เพิ่มเติมให้ทันยุคไปเรื่อยๆ สมัยก่อนเขาใช้พู่กัน, แอร์บรัช, สีมาร์กเกอร์ ในการทำงาน นักออกแบบก็ต้องเรียนรู้วิธีใช้เครื่องมือตัวนั้นๆ สมัยนี้เปลี่ยนไปเป็น computer แถมมี software หลากหลาย นักออกแบบก็ต้องเรียนรู้วิธีใช้งานเพื่อเอาความคิดกับทักษะเข้าไปประกอบและทำออกมาเป็นตัวงาน
คนที่จบด้านออกแบบหรือมีความรู้เรื่องการออกแบบ จะมองว่าเทคโนโลยีมันคือเครื่องมือแบบนึง ที่ใช้ออกแบบงานในสื่อที่ต่างกันไป สังเกตุดูง่ายๆว่าคนที่ทำงานออกแบบจริงๆ เขาทำได้งานได้บนทุกมีเดีย ....คือมันจะคล้ายๆกับว่าพวกมีเดียหรือสื่อ (สิ่งพิมพ์, TV, เว็บ) เป็น Frame วาดภาพ ซึ่งบางทีมันอาจจะเป็น กระดาษ 100 ปอนด์, กระดาษปรู๊ฟ, ผืนผ้าใบ, กำแพงวัด ที่ต้องวาดภาพลงไป แต่มันจะดีหรือไม่ดีอยู่ที่ตัวนักวาดรูปว่ารู้การทำงานมากหรือน้อย ..... นักวาดรูปที่เก่งๆเขาก็วาดออกมาได้ดีไม่ว่าจะวาดบนวัสดุไหน ใช้สีประเภทไหนในการวาด แต่มันก็จะมีสิ่งที่ตัวเองชอบหรือถนัดสุดอยู่สักอย่งสองอย่าง .... นักออกแบบก็จะคล้ายๆกัน
โอ้ว เพิ่งตื่นมาเห็น
ประทับใจกับกระจู๋นี้มาก จนต้องขออนุญาตทำเรื่องเพื่อเตรียมเอาไปเป็นลิงก์ในหน้าแรกของเว็บครับ
คนใช้เว็บที่กำลังมาหาความหงอย จะได้อ่านอะไรแบบนี้ไว้กระแทกใจกันโต้นๆ :12:
คำตอบส่วนตัวสำหรับคำถามในโพสต์แรกของเก้อ ว่าแล้วจะเรียนไปทำไม
ถ้าตัดปัจจัยว่าโตขึ้นกูจะรวยแล้ว สำหรับตู คำตอบก็คงเป็นความเท่มั้งครับ
สำหรับวัยรุ่นตอนต้นที่ฮอร์โมนเพศกำลังฉีดพล่านแล้ว
สิ่งที่สุดยอดที่สุดก็คงเป็นเรื่องความเท่นี่แหละครับ
การได้เรียนมาในทางกราฟิกดีไซน์เชียวนะเว้ย นั่นถือเป็นความเท่ขั้นสูงสุด
พอๆ กับที่สมัยเด็กๆ เป็นคนวิ่งเร็วที่สุดในห้อง และสมัยมอต้นเป็นคนที่ได้เกรดสี่เยอะๆ นั่นแล
ตลกดีเหมือนกันที่พอเข้ามาในรั้วสถาบันการออกแบบชั้นนำของประเทศแล้ว
ไอ้ความรู้สึกเท่นั่นก็กลายเป็นแค่พื้นฐานที่ทุกคนทดไว้ในใจอยู่แล้ว เพราะทุกคนได้เรียนออกแบบกันหมด
กลายเป็นว่าถ้าจะให้เท่กว่า มันต้องมีจุดยืนที่เหนือกว่าขึ้นไปอีก
ลำบากละสิครับทีนี้ :08: ก็เลยต้องมีสายวิชาเพิ่มมูลค่าเท่อีกหลากหลาย
ซึ่งตัวอย่างที่เห็นได้ชัดหน่อยก็คง การทำเพลงอินดี้ หรือหนังสั้น แล้วก็เดินถืออะเดย์
ย่อหน้านี้ถ้าป๋าเต้ดผ่านเข้ามาอ่านคงหัวเราะขลุกขลิก :43:
ก็นั่นแหละครับอย่างที่ลุงโก้ว่าไว้ พอตัวเองพาตัวเองข้ามผ่านวัยที่ต้องการเสพความเท่ปั๊บ
ผมเผ้าก็จะกลับมาเรียบแปล้เหมือนเดิม และอาการตกผลึกทางความเท่ก็จะบังเกิด
และกลายเป็นผู้ใหญ่ในที่สุด ซึ่งอันนี้แล้วแต่คนนะครับ
บางคนยังฮอร์โมนคุกรุ่นอยู่ก็ยังจะเท่ต่อไปได้เรื่อยๆ
การจะเป็นตัวจริงหรือตัวไม่จริงก็วัดกันตรงช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อตรงนั้นแหละครับ
ที่แน่ๆ แบนเนอร์ของเก้อแม่งเท่จริงๆ :30:
ป.ล.เคยเรียนกับ อ.ไพโรจน์ 1 เทอมครับ สนุกดีเหมือนกัน :30:
ไม่เคยเรียนออกแบบ อะครับ เอ๊ะ!! ออกแบบฐานข้อมูล อะไรพวกนี้ พอได้มั้ย :39: ผมไม่มีความรู้ ลึกซึ้ง หรือเสพงานศิลปะได้อย่างขนลุกขนพองสยองเกล้าน่ะ แต่ผมชอบของสวยๆงามๆ
:12:
+ให้เน้นๆเลย
อ่านแล้วมันแทงใจดังจึ่กๆเลยค่ะ
บวกให้เรื่อยๆนะคะ :25:
(http://img2.f0nt.com/26/b9869b3741919a8ba3f91bd0d5d87e29.png)
ขอบคุณพี่ๆทุกคนนะครับ
มุมมองของผมคนเดียวอาจจะยังแคบไป คงต้องขอแรงช่วยกันเพิ่มเติม
ส่วนแบนเนอร์ข้างบนนี่ ถ้าคิดว่ามันเหี้ยมาก ก็ต้องไปชมกับพี่แอนนะครับ
อุตส่าห์ตั้งใจทำมาให้ :30: คุยกับพี่แอน เห็นว่ามันทำยากดี
เลยเห็นว่าอยากขอแรงทุกท่าน โพสความคิดเห็นครั้งต่อไป
ช่วยทำการดีไซน์์กราฟิกคำว่า "ทำไมต้องออกแบบ?" ประกอบกันมาด้วย
ใครเหี้ยได้ใจไม่มีรางวัลไรให้ (นอกจากคำว่าโคตรเหี้ยเลย :30:)
เอามันในกระจู๋นี้แหละ เพื่อจะได้ช่วยให้ใครผ่านมาอ่าน
เกิดอยากเรียนออกแบบขึ้นมาบ้าง จะได้ไม่ต้องมาทนเห็น
ดีไซน์อะไรจั๊กกระเดียมแบบนี้อีก เอาแบบให้ผู้ชมเกิดความรู้สึกว่า
"โอ้ย มึงไปเรียนออกแบบเห๊อะ" หรือไม่งั้นก็ " มึงไปขี้เทอะ " ก็จะแจ๋วเลยนะครับ
เข้ากับกระจู๋ดีไหม (อีกอย่างกระจู๋มีแต่ตัวหนังสือยาวๆมันน่าเบื่อ)
กลับมาที่เนื้อหา ยังไม่จบปีสองเลยนะครับ
พอปีสองวิชาออกแบบนิเทศนี่ ได้ทำคอมแล้วครับ
(แต่วาดเส้นดินสอก็ยังวาดกันอยู่นะ) โจทย์คล้ายๆเดิมนั่นแหละ
ก่อนทำเราต้องเอาไอเดียและสเก็ตช์ไปคุยกับอาจารย์ก่อน
ควรเพิ่มเติมตรงไหน อันไหนขยายพัฒนาได้อีก อันไหนควรตัดทิ้ง
กระบวนการเรียนรู้รายละเอียดต่างๆก็อยู่ตรงนี้
การใช้สี เส้น องค์ประกอบต่างๆที่เราเรียนรู้มา
ก็เอามาใช้กับงานตอนนี้ อาจารย์ก็จะคอยจ้ำจี้จ้ำไช
กับการใช้สี เส้น รูปภาพพวกนั้นมาประกอบเป็นงาน ขยับนั่นนิด ขยับนี่หน่อย
เรื่องฟอนต์นั้นมีวิชาแยกต่างหาก วิชาไทโปกราฟี่ ได้เรียนในช่วงนี้แหละ
ตอนผมเรียน อ.โรจน์นี่แหละสอน
วิชาพวกนี้การได้ดูงานเพื่อนก็เป็นการเรียนรู้ที่ถือเป็นส่วนสำคัญมาก
โจทย์เดียวกันใครสามารถทำอะไรออกมาได้บ้าง
ตัวเราคิดออกมาได้แบบนี้ ทำออกมาได้แบบนี้
ของเพื่อนๆแต่ละคนก็คิดและทำออกมาแตกต่างกันไป
มันเป็นทั้งตัวช่วยเปรียบเทียบไอเดีย ฝีมือ เทคนิค ทั้งช่วยกระตุ้นผลักดันเรา
หรือแม้แต่ทำให้เราหมดกำลังใจตายห่าลงเหวไปเลยก็บ่อย
แต่ยิ่งเราได้อยู่ท่ามกลางคนที่ตั้งใจ คนเก่งๆ เจ๋งๆ
ก็ยิ่งผลักดันให้เราพัฒนามากเท่านั้น ดังนั้นที่ที่มีคนเก่ง
รวมกันเยอะๆจะยิ่งช่วยเราได้มาก
แถมหลังจากจบไปแล้ว พวกมันยิ่งช่วยได้มากยิ่งกว่าเก่าอีก
ก่อนขึ้นปีสาม เราจะได้เรียนอะไรรอบๆครบหมดแล้วครับ
ปีสองเทอมสองมันจะมีอะไรให้เรียนครบหมด
ทั้งวิชาภาพประกอบ ถ่ายภาพพื้นฐาน โฆษณาพื้นฐาน สิ่งพิมพ์พื้นฐาน
(กราฟิกนั่นแหละ)และพวกโปรแกรมพื้นๆทั้งหลายแหล่
ตั้งแต่ฉ็อป อิลลัส แฟลช อาฟเต้อ แต่ไม่ได้สอนอะไรมาก
นักหนาหรอกแค่พื้นฐานๆแถมสมัยนี้เป็นกันมาหมดแล้ว
ไม่เป็นก็ดูดวิชาจากเพื่อนเก่งๆเอา พอได้เรียนพวกพื้นฐานรอบๆแล้ว
ก็เป็นอันต้องตัดสินใจแล้วว่า เราจะไปทางไหนเป็นพิเศษเมื่อเข้าสู่สองปีสุดท้าย
ผ่านไปสองปีแล้ว หลังจากนี้ ปีสามเป็นปีส่วนตัวแล้วครับ ถึงตอนนี้เราจะเน้นไปทางไหน ก็เลือกวิชาตามแต่จะสนใจ
มันมีตั้งแต่ สิ่งพิมพ์(กราฟิก) อนิเมชั่น คอมิค มัลติมีเดีย
ภาพยนต์ ถ่ายภาพนิ่ง ภาพขยับ แฟชั่น-ที่ตอนนี้แยกออกมาเป็นภาควิชาต่างหากแล้ว
เลขนศิลป์สิ่งแวดล้อม(ดิสเพลย์น่ะ) ฯลฯ
ผมก็เรียนนะแฟชั่นเนี่ย กับไอ้วิชาทางอนิเมชั่น โมชั่น ภาพขยับทั้งหลายแหล่
เป็นผลให้ได้เรียนถ่ายภาพตั้งสามเทอม เพราะมันต้องเรียนต่อกัน
ที่ไม่ได้เรียนเลยคือพวกสิ่งพิมพ์ ที่เขาสอนรีทัชระดับสูง
(ดูอาจารย์ทำแล้ว หยั่งกะว่าอาจารย์มีเวทย์มนต์)
การวางเลย์เอาท์ กริด องค์ประกอบทางกราฟิก
สิ่งพิมพ์ต่างๆ ได้ทำนิตยสารทั้งเล่ม แล้วที่น่าตกใจคือ
มีอาจารย์แก่ๆเป็นผู้อาวุโสในวงการสิ่งพิมพ์ไทยท่านหนึ่ง
(แล้วก็เป็นศิลปินที่มีชื่อเสียงมากด้วย สมัยหนุ่มเคยแสดงผลงาน
ในงานศิลปะที่มีงานของแอนดี้วอร์ฮอลล์ร่วมอยู่ด้วย)
แกให้ทำงานกราฟิกจัดหน้าหนังสือแบบมืออาชีพด้วยการทำมือ ก็แบบว่า
ถ้าเป็นเส้นก็ต้องมานั่งขีดเส้น ถ้าเป็นไทโปก็ต้องมานั่งเขียน เขาบอกว่า
ถ้าทำกราฟิกแล้วไฟดับล่ะ จะทำยังไง ซึ่งทุกคนก็ตอบว่า ไฟดับตูก็นอนสิ
คงไม่มานั่งจุดตะเกียงขีดเส้นกราฟิกหนังสือส่งโรงพิมพ์หรอก
เหตุผลจริงๆมีอยู่ว่า ในขณะที่เราใช้คอมพิวเตอร์ในการออกแบบนั้น
เราไม่รู้หรอกว่า เราได้พึ่งพามันแค่ไหนที่จะทำให้เกิดองค์ประกอบความงามขึ้น
ของบางอย่างเราก็ไม่มีทางออกแบบออกมาได้ ถ้าไม่รู้ว่า
อ๋อ มันมีเอฟเฟ็คอันนี้อยู่ในโปรแกรมนะ โปรแกรมมันสามารถ
สร้างฟิลเตอร์แบบนี้ได้ด้วยนะ มันทำโกลว ทำดร็อปชาโด้วแบบนั้นแบบนี้ได้นะ
หรือแม้แต่การเลือกสี แค่เลื่อนๆไปมาจนกว่าจะเจอสีที่ใช่
แทบไม่ต้องมานั่งคิดให้เหนื่อยเลย แสดงว่ากระบวนการออกแบบ
มันไม่ได้ออกมาจากตัวเรา แต่มันออกมาจากความสะดวก
และความรู้ในการใช้โปแกรม ไม่เชื่อลองทำดูเล่นๆก็ได้ครับ
ออกแบบและทำกราฟิกทุกอย่างด้วยมือ คิดออกมาเองล้วนๆ ลองดูซิว่า
อะไรที่ออกมาจากความคิดเราเต็มๆนั้น มีอะไรบ้าง
ผมว่านี่เป็นการสำรวจขอบเขตความสามารถในการออกแบบกราฟิก
ของเราได้อย่างเข้มข้นใช้ได้เลย
ส่วนวิชาพวกวาดเขียนการ์ตูนนั้น ก็มีเชิญนักเขียนการ์ตูนหลากหลายแบบมาสอน
คุณชาตินี่สอนมาตั้งแต่ไหนแต่ไร คุณทรงศีลด้วย คุณเซียด้วย
พี่คำป้อนผู้กำกับก้านกล้วย(แต่ตอนผมเรียนแกพึ่งกลับมา
ยังไม่ได้ทำก้านคออะไรทั้งนั้น) คุณสกาลก็ด้วยนะ
เมื่อก่อนมันอยู่ในวิชาภาพประกอบ แต่ตอนนี้มันแยกมาเป็น
วิชาเขียนการ์ตูนโดยเฉพาะแล้ว
ส่วนไอ้วิชาภาพประกอบก็สนุกมาก อย่างมีบางงาน อาจารย์ให้ไปข้าวสาร
แล้วเสก็ตช์อะไรก็ได้มา บ้างก็เสก็ตช์เจ๊อ้วนคนดำ สาวฝรั่งนมโต ร้านกาแฟ
ฝรั่งหนุ่มในร้านหนังสือเก่าๆ เด็กพั้งแซ็บๆ แมงสาบ รองเท้ามือสอง อะไรก็ได้
หลังจากนั้นอาจารย์ถึงบอกให้ผูกมันเป็นเรื่อง
แล้วเอาสเก็ตช์พวกนั้นมารวมกัน จัดวางเรื่องราวขียนเป็นภาพประกอบ
ให้เขียนเขียนเรื่องประกอบด้วย อ่านของแต่ละคนฮาดี
เพราะทีแรกที่ออกไปนั่งสเก็ตช์ ไม่มีใครรู้ว่าจะเอามาทำอะไร
แต่ละเรื่องเลยมั่วไปหมด สายวิชาอิลลัสเตรชั่นนี่ประสบความสำเร็จเอามากๆ
พวกงานการ์ตูนหน้าพระลานก็เป็นส่วนหนึ่งของสายนี้นี่แหละครับ
การ์ตูนที่เอามารวมเล่ม ก็มาจากงานเรียนนี่แหละ
ผมเคยเห็นการ์ตูนงานเรียนวิชานี้ของคุณทรงศีลด้วยนะครับ
สไตล์คุณทรงฯเขาชัดแจงแวงมาตั้งแต่ตอนนั้นเลย
ส่วนวิชาทางโมชั่น อนิเมชั่นวิชาหนัง วิชากำกับหนัง
ก็สอนอย่างที่จะนึกออกนั่นแหละครับ วันๆก็ให้ดูหนัง
แล้วนั่งเขียนวิจารณ์ส่ง เรียนสบายมากๆ ไม่มีอะไรถูก ไม่มีอะไรผิดเลย
เขียนอะไรไปก็ได้คะแนน อาจารย์ไม่เคยบอกว่าอะไรถูกอะไรผิด
อะไรดี อะไรไม่ดีเลย แค่มาเปิดหนังดูกันแล้ววิจารณ์มันไปด้วยกัน
งานที่ให้ทำส่งก็แหงล่ะว่า ต้องให้ทำหนังสั้นส่ง กับให้ทำอนิเมชั่นสั้นส่ง
และอนิเมชั่นหนังสั้นการบ้านพวกนี้นั้น เราสามารถ
ทำอะไรก็ได้ ไม่มีโจทย์อะไรให้ คืออยากทดลองห่าเหว บรรเจิด
ใหญ่โตอลังการติสต์แดกแค่ไหน ทำไปเลย เป็นช่วงเวลาที่รู้สึก"มันมือ"ที่สุด
นึกไม่ออกเลยว่า มีช่วงชีวิตไหนอีกไหม ที่จะได้ทำอะไรตามใจอยากได้ขนาดนั้นอีก
ปกติเรามักจะบ่นกัน อย่างตอนมัธยมเราอยากทำงานพวกนี้เราก็บ่นว่า
ติดเรียน ไม่มีเวลา ต้องเตรียมเอ็น พอเข้ามหาลัยใหม่ๆก็ติดว่าเราไม่รู้เทคนิคทำไม่เป็น
หรือโจทย์อาจารย์บังคับ ข้ออ้างเยอะแยะไปหมดที่ทำให้เราไม่ได้ทำสิ่งที่อยากทำ
แต่ตอนนี้นี่ เราไม่มีข้ออ้าง ข้อจำกัดอะไรเลย มีแค่เรา กับงานที่เราอยากทำ
ข้อจำกัดมีแค่อย่างเดียวคือ
" มึงไม่เก่งพอ! "ดังนั้นปีสาม ทุกวิชาคือแบบลงลึกรายละเอียด
สไตล์ใครจะออกมายังไงก็เห็นกันหมดในตอนนี้แล้ว
รางวง รางวัลส่วนใหญ่ก็ได้กันตอนนี้แหละ ใครจะเป็นอะไรหรือไม่เป็นอะไรแน่
เราจะเป็นใครหรือไม่เป็นใครแน่ เราไม่มีข้อแก้ตัวอะไรอีกต่อไปแล้ว
ปล.แฮ่กๆ เหลืออีกปีเดียว :44:
:30:
ตูเป็นคนนึงแหละ ที่เอาโปรแกรมนำไอเดีย
ทุกวันนี้ตอนนี้เวลาทำงาน งานมันก็ไหลไปตามข้อจำกัดของโปรแกรมทุกที
จริงๆ มันไม่ใช่แค่โปรแกรมหรอกมั้ง เพราะมันต้องสู้กับปัจจัยสารพัด (คนก็ด้วย)
จำได้ว่าอีตอนเรียนมาก็เจอแบบนี้แหละ ออกแบบโดยกลัวเสา กลัวคาน กลัวโครงสร้าง
แต่พอจบมาทำงาน(คนละสายกะที่เรียน) ก็เจอ ห่วง IE :13: ห่วงลูกค้า ห่วงคนจ่ายตังค์ :08:
พี่แอนพูดขึ้นมาแล้วนึกได้ เสริมเรื่องนิดหน่อย
เรื่องการทดลองสมัยเรียน ผมเคยคุยกับพี่คำป้อน
ตอนนั้นกันตนาอนิเมชั่นพึ่งเปิดตัว พี่แกเลยพาพวกผมเดินชม
ผมเลยถามเรื่องความขุ่นมัวสงสัยอะไรในการเรียนช่วงนั้น
(เหตุการณ์ตอนนี้เก็บไว้เล่าตอนต่อไป) แกตอบผมหลายอย่าง
และพูดถึงว่าตอนเรียนทำงานพวกนี้ ทดลองไปเลย ติสต์แดกไปเลย
มันเป็นเรื่องที่ต้องทำ แน่ล่ะว่าจบออกมาทำงาน เราต้องมาเอาใจคนโน้น
คนนี้สารพัด ทำงานตามโจทย์ ข้อจำกัดเยอะแยะไปหมด
แต่เมื่อเราทำงานถึงระดับหนึ่ง เราเติบโตในการทำงานมาถึงระดับ
เป็นคนที่ต้อง"สร้าง"อะไรขึ้นมาเองแล้ว ถ้าหากเราไม่เคยทดลอง
ไม่เคยศิลปินค้นหาอะไรในตัวเองมาก่อน ถึงตอนนั้น
เราก็จะกลายเป็นคนที่"ไม่มีอะไร" แล้วเราก็จะถึงทางตัน
และเป็นได้เพียงพนักงานทำตามโจทย์ พูดง่ายๆ ได้แต่เป็นลูกน้องเขานั่นเอง
ผมมารู้ทีหลังว่า ช่วงนั้นเป็นช่วงที่พี่แกพึ่งเริ่มงานก้านกล้วยพอดี
นับว่าเป็นบุคคลที่ผมประทับใจมากๆคนหนึ่งเลยเชียว
ขอลากลับไปพิมพ์ต่อ :46:
ขอให้กุศลกรรมครั้งนี้ส่งผลบุญให้ชาติบ้านเมืองเจริญด้วยศิลปะวิสัย (ขอแปลงคำของลุงโอ๋หน่อย) เสียทีเถิด :46:
พี่เก้อหล่อ :25:
รออ่านจบก่อน แล้วจะคอมเม้นท์มั่ง
ครั้งหนึ่งผมเคยอยากเรียนออกแบบเหมือนกัน :49:
มารออ่านต่อครับ มีสาระมากๆเลย :12:
สุดยอด จู๋ห้าดาว :12:
ตูนึกออกเลย ถึงข้อจำกัดต่างๆ
สำหรับคนที่ไม่มีพื้นฐานด้านการออกแบบ
แล้วต้องมาทำงานกราฟิค
เพราะตูเป็นคนนึง ที่ต้องจับพลัดจับพลู
มาทำงานด้านนี้ ทั้งๆที่ตูเป็นวิศวกรระบบเครือข่าย
ถามว่าทำงานได้ไหม มันก็ได้
แต่มันก็อย่างที่เก้อบอกคือ
มันตัน เป็นแค่พนักงานทำตามโจทย์
และงานบางครั้งก็ขาดๆเกินๆ
ตูคิดไว้นานแล้วเหมือนกันว่า
จะไปลงเรียนวิชาพื้นฐานด้านการออกแบบ เพิ่มเติม
เพราะอย่างน้อย เมื่อบวกกับประสบการณ์
มันก็จะทำให้เราเข้าใจองค์ประกอบต่างๆมากขึ้น
ไม่ได้คิดว่าจะมาเอาดีทางนี้หรอก
แต่รู้สึกว่า ถ้าจะทำอะไรแล้ว
เราจะต้องทำให้มันดี :42:
ผมก็เป็นนะ แบบว่า พอใช่เครื่องมือเป็น
เจ้านายเลยเหมาให้ทำทั้งออกแบบ และเขียนโปรแกรม
แต่พอทำออกมาแล้ว รู้สึกว่างานออกมาไม่ชอบ
ออกแบบกี่ที ก็ไม่ชอบ
(แต่เจ้านาย เขาก็บอกว่า โอเค)
พอเริ่มเขียนโค้ดกับแบบที่ตัวเองทำ
ก็ยิ่งหดหู่กับงานที่ตัวเองไม่ชอบเลย
อ่านจบ แล้วอยากกลับไปเรียนปริญญาตรีสายพวกนี้บ้างจัง :05:
อุ!!
จี๊ดจับใจ..
คือกิ๊ฟ อยู่นิเทศน์ศาสตร์ แบบไม่เต็มใจมา
คือ ซุ่มเรียน ดรออิ้ง ตั้งแต่ม.4
ม ุ6 เรียนโปรดักท์ :26:
ฟังดูดีนะ แต่สอบไม่ติด ผิดหวังอย่างที่สุด :16:
เพราะ ขณะที่นั่งวาดมือ วาด ดินสอ แรเงาอยู่ในสวนแก้ว
ก็วาดฝัน ตัวเองเป็นผู้ยิ่งใหญ่ กะสิ่งประดิษฐ์ ที่ใหญ่ยิ่ง
และภูมิใจ ทุกครั้งที่หิ้วกระดาน เหมือนที่พี่แอนบอก ว่า มันคือความเท่ หุหุ
อีกอย่าง คือยึดติดกะซื่อสถาบันด้วย ไม่ได้ที่นี่
ไม่ได้สาขานี้ ตูเอาคณะอะไรก้ได้วะ แต่ขอเป็น ที่นี่
เป็นความคิดที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่เนอะ ว่ามั้ย
แต่ตอนนี้ ผ่านมาหนึ่งเทอม กับนิเทศศาสตร์ โชคดีที่ได้เรียน"อะไร"
ที่บังเอิญใจรัก มีวาด มีช๊อฟ มีอิลลัส เลยรู้สึกดีนิดหน่อย
แต่โชค้ราย ที่มีสิ่งที่ไม่รัก และหนีมาทั้งชีวิต มาปนอยู่ด้วยนิดหน่อย
บ่นมาซะยืดยาว
:34:
แต่ชอบจู๋นี้จริงๆ อยากบวกให้สักหมื่นจอก
เพราะอ่านแล้ว ให้รู้สึกเหมือน ทัวร์คณะ ยังไงชอบกล
นึกภาพตัวเอง ออกไปสเกต ถานอกสถานที่ตาม ฮ่าๆๆ :04:
ขอบคุณทุกท่านมากๆครับ
ปีสามยังไม่จบกันเลย ต่อโดยพลัน
(http://img2.f0nt.com/27/2f3f86f8c9f6718cf634601860114b36.jpg)
วิชาแกนคือ วิชาออกแบบนิเทศในปีสามนี่ ก็เป็นอะไรที่หินเอาการ
มีขึ้นเพื่อสำรวจขอบเขตของการออกแบบว่ามันกว้างขวางแค่ไหน
และเราจะไปยืนอยู่ตรงไหนของมัน ยกตัวอย่างงานก็เช่น เปิดเพลงคลาสสิคให้ฟัง
(อันนี้รสนิยมส่วนตัวแกมากๆ) แล้วให้เราทำกราฟิกภายในคาบตามเพลงที่ได้ยินให้เสร็จ
ไปห้องสมุดแล้วเลือกถ่ายเอกสารรูปอะไรมาก็ได้ที่คิดว่าสวย พอเอามาแล้วแกก็บอกว่าให้
เอามาทำเป็นกราฟิกในคาบให้เสร็จ ประมาณว่าทดสอบรสนิยมการเลือก
และใช้สิ่งที่เราชอบหรือรสนิยมพวกนั้นมาทำอะไรได้บ้าง แบบสดๆในเวลาที่กำหนด
สไตล์งานประเภทยาวๆหลายอาทิตย์ก็เช่น แกจะมีภาพที่มีเส้นหยัก
เส้นตรงชนิดต่างๆขีดอยู่มั่วไปหมดหลายแบบ เลือกเอาตามใจชอบ
แล้วให้เราเอากระดาษลอกลายเลือกลอกเส้นไหนมาก็ได้
แกไม่บอกด้วยว่าทำทำไมและจะให้ทำอะไรต่อไป พอเราเลือกมาแล้ว
ก็ให้เราเอาองค์ประกอบที่เราขีดๆมาเหล่านั้นมาเติมสีทำมือ
ว่ามันเป็นอะไรได้แค่ไหน อาทิตย์ถัดไปก็ให้เอาเค้าโครงเส้นสีพวกนั้น
มาพัฒนาต่อ ตอนนี้อาจารย์ไม่ได้มีหน้าที่บอกเราแล้วนะครับ
ว่าเราควรจะใช้สีแบบไหน ขยับองค์ประกอบไปทางนั้นนิด ทางนี้หน่อยไหม
เขาสอนให้เราเข้าใจมาแล้ว ว่าอะไรคือความสวย ที่อาจารย์ทำคือแค่แนะวิธีการ
ดูภาพรวม เสนอแนะความเป็นไปได้ จนสุดท้ายงานนี้ก็เอาไปทำ
เป็นกราฟิกผสมผสานกับภาพ ตัวหนังสือ พื้นผิว ฯลฯ ปริ้นลงวัสดุแบบไหน
หรือทำเป็นสามมิติยังไงก็ได้ให้เป็นงานออกแบบที่สมบูรณ์
นั่นคืองานที่ทดลองในเชิงวิชวลแบบเข้มข้น เอาแบบสำรวจกระบวนการคิดก็เช่น
มีงานนึง อาจารย์มีกระป๋องใส่รูปภาพเล็กๆไว้เป็นร้อยๆรูป ทุกคนจับฉลากมาคนละสองรูป
ได้อะไรขึ้นมาก็เอาอันนั้นไปทำเป็นงาน งานอะไรเหรอครับอาจารย์
"งานอะไรก็ได้" อาจารย์ตอบ ไอ้รูปที่ว่านี่ เช่น บางคนได้เสาไฟฟ้ากับเส้นผม
บางคนได้รูปแขนกับรูปคลื่นสัญญาณน้ำตกกับซีดี ฯลฯ อะไรก็ได้ที่อาจารย์ว่านั้น
กว่าจะไปถึงมันทำให้เราสำรวจเชิงวิธีคิดมหาศาลเลยเลยทีเดียว
การเอาของสองสิ่งที่ไม่เกี่ยวกันมารวมกันเป็นงานออกแบบงานนึง
มันทำให้เราต้องทดลองเอามันมาผสมกัน เกี่ยวข้องกัน เปรียบเทียบกัน
ขัดแย้งกัน ปะทะกัน ทำซ้ำกัน แบบเดียวกับการจัดวางองค์ประกอบทางกราฟิก
แต่นี่มันคือการจัดองค์ประกอบทางความคิด มันจับต้องไม่ได้มองไม่เห็น
แบบวงกลมสี่เหลี่ยม มันจึงเป็นการทำงานของสมองล้วนๆ
ก่อนหน้าจะเอามันมารวมกันนั้นยังต้องเลือกด้วยว่า จะใช้ความหมายชนิดไหนของรูป
เพราะอ.ก็ไม่อธิบายว่ารูปนั้นมันมีความหมายอะไรแน่ อยากจะเลือกความหมายแบบไหน
มาทำอะไรกับอีกอันก็เลือกเอาให้มันน่าสนใจก็พอ เขาสนใจกระบวนการตรงนี้
ส่วนปลายทางมันจะเป็นอะไรก็ได้
ของผมน่ะเหรอครับ ผมได้รูปอินเดียนแดง กับแว่นขยาย
ลองนึกเล่นๆดูว่าจะเอาไปทำเป็นอะไรได้บ้าง ที่พอจะ
จำได้ของเพื่อนอย่างไอ้รูปแขนกับคลื่นสัญญาณนั่น
ก็ทำโปรดักต์โทรศัพท์ดรัมเบลเพื่อเตือนให้คุยกับคนไกล้ชิดมากขึ้น
ใช้โทรศัพท์น้อยลง บ้างก็เอามาทำเป็นเกมแฟลช อนิเมชั่น เขียนเป็นการ์ตูน
คอมิกเป็นเรื่องเป็นราว ทำเป็นอัลบั้มรวมเพลง(อันนี้พวกนักฟังเพลง) ร้านอาหาร
บ้าน งานโฆษณา งานปั้นโมเดล พ่นกราฟิตี้ บางอย่างก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไร ฯลฯ
ของผมเดาออกบ้างไหมครับ อินเดียนแดงกับแว่นขยาย
ว่าผมเอามันมาเกี่ยวข้องกันยังไง ทีแรกผมก็คิดไว้หลายอัน
แต่ทุกอันผมคิดว่าถ้ามันยังเป็นอะไรที่ตัวเองพอจะนึกออกในเวลาไม่นาน
แสดงว่าคนอื่นต้องนึกออกด้วยสิ ก็เลยทิ้งไปหมด
แล้วตั้งใจว่าจะคิดอะไรที่ไม่มีใครคิดออกแน่ๆ
สุดท้ายเอามาทำเป็นนิยายผสมภาพประกอบ
เนื้อหาของเรื่องมาจากการเอาของสองอย่างมาเปรียบเทียบว่า
ในขณะที่อินเดียนแดงชั่งน้ำหนักประเมินสรรพสิ่งบนโลกด้วยความรู้สึก
เช่นดอกไม้สวย ผืนดินไม่มีเจ้าของ คนขาวไม่มีทางมาครอบครองได้
คนขาวกลับมองโลกด้วยวิทยาศาสตร์ ข้อเท็จจริง
แว่นขยายคือสัญญลักษณ์ของการมองโลกแบบนั้น
เพราะเมื่อเราเอาแว่นขยายไปส่องดอกไม้ที่ว่าสวยงามนั้น
เราจะเห็นข้อเท็จจริงว่ามันเป็นแค่การรวมตัวกันของเซลล์
และผืนดินสามารถมีเจ้าของได้ด้วยการยึดครอง
แล้วก็ผูกเรื่องจากไอ้วิธีคิดนี้นี่แหละครับ แอบอ้างอิงเจ้าชายน้อยนิดหน่อยที่ว่า
สิ่งสำคัญไม่อาจเห็นได้ด้วยตา ทำให้ตอนไปเสนอนี่ใช้เวลาคุยกับอาจารย์นานมาก
(อาจารย์ท่านนี้ก็นักคิด นักอ่าน) แต่ปัญหาคือ ดันใช้เวลาคิดบรรจงเขียนนานไปหน่อย
พอตอนตัวงานออกแบบจริงๆเลยออกมาเห่ยเลย สม
การเรียนทั้งหมดที่ว่ามามันเหมาะอยู่แล้ว สำหรับคนที่จะมาเป็นนักออกแบบ
ทั้งได้สำรวจขอบเขตของการออกแบบ มองหาความเป็นไปได้ใหม่ๆ
คิดค้นหาอะไรใหม่ๆ ในการออกแบบ จากโจทย์อภิมหาหลากหลายที่เราต้องฟันฝ่า
และทุกโจทย์ก็ตั้งไว้ว่าเราจะต้องได้อะไรบ้าง จนครบถ้วนทุกกระบวนการ
ที่นักออกแบบสักคนหนึ่งต้องมี มันจึงตอบโจทย์การจบออกมา
เป็นนักออกแบบทุกชนิดอยู่แล้ว ยิ่งความเข้าใจเรื่องความงามนั้น
เข้าใจแล้ว เข้าใจเลย ใครก็เอาไปจากเราไม่ได้
และเราจะเอาไปประยุกต์ทำอะไรก็ได้ มันเป็นความเข้าใจที่ถูกขัดเกลา
ถูกทดสอบด้วยโจทย์ ด้วยอาจารย์ ด้วยเพื่อนๆรุ่นพี่และด้วยผู้คนชนิดต่างๆ
มาตลอดหลายปีแล้ว จึงเป็นความเข้าใจในความงาม-รสนิยมที่ซับซ้อน
(หรือบางทีเรียบง่าย) ไม่ต่างจากหมอที่เข้าใจความซับซ้อนของเส้นประสาทมนุษย์
วิศวกรที่เข้าใจความซับซ้อนของเครื่องยนต์กลไก
หรือนักดาราศาสตร์ที่เข้าใจความกว้างใหญ่ของดวงดาวและจักรวาล
แต่มันยังมีอะไรให้เราขุดค้นอีกมามายหลายแบบมากกว่านั้นนะครับ
อย่างเพื่อนหลายคนที่เป็นประเภท "เกิดมาแนว"
ไม่ได้ต้องการหาอะไรมาตอบโจทย์อะไรทั้งนั้น
รู้แต่ว่าตูต้องการอะไรอย่างเดียว บางคนพอเข้าใจอะไรๆทั้งหมดแล้ว
ก็ละทิ้งมันทั้งหมด ใช้อารมณ์และสัญชาตญาณดิบตัดสินเอาอย่างเดียว
กูไม่สนอะไรความสลับซับซ้อนห่าเหวจักรวาลๆของมึงที่ว่ามาทั้งนั้น ไอ้เก้อ
บางครั้งโกวเล้งยังว่า จอมยุทธยามเมื่อฝึกเพลงกระบี่เจนจบแล้ว
ก็กลับทำลายพลังลมปราณ เผาคัมภีร์ ละทิ้งกระบี่
กลับไปใช้กิ่งหลิว แต่เมื่อผ่านกระบวนการอะไรๆทั้งหลายมาแล้ว
ความเข้าใจมันติดตัวมันติดมือเราไปแล้ว เมื่อกระบี่อยู่ที่ใจแล้ว
แม้จะใช้อารมณ์ยังไง เราก็ยังเห็นรากฐานและทักษะที่แน่นหนาอยู่
กิ่งหลิวก็ไม่ต่างจากยอดกระบี่เลย
แต่เดี๋ยวก่อนครับ ผมพูดคำว่าเด็กแนวไปใช่ไหมครับ ขออภัยด้วย
โปรดลืมภาพเด็กแนวเท่ๆขาเดฟไปก่อน เพื่อนที่ผมว่ามันแน้วววววววววแนวนั้น
ไม่ได้มีรูปลักษณ์ภายนอกเท่ๆอะไรทำนองนั้นเลย บางคนก็เป็นอยู่หรอก
แต่บางคนนี่ เราไม่มีทางดูออกแน่ๆ แม่ง ซกมกชิบหาย
แต่ตัวตนข้างในกับสิ่งที่มันทำนี่ พวกมัน"จริง"กับสิ่งที่ทำ
เสียจนผมอยากจะอธิบายให้เข้าใจง่ายๆว่า ไม่ต่างอะไรกับคนบ้าเลยล่ะครับ
(ที่บ้าจริงๆก็พอมี)
ถ้าหากว่าคุณเป็นแบบนี้ เป็นมนุษย์ที่เปี่ยมไปด้วยสไตล์ที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน
สิ่งที่จะได้จากการเรียนคือ เราจะได้รู้ว่า สไตล์ที่เราว่าเราเป็นนั้นมันเข้มแข็งแค่ไหน
เมื่อเจอโจทย์ที่ทดสอบเราหลากหลายรูปแบบ เราจะนำสไตล์เราไปปรับใช้กับมันได้ยังไง
สไตล์ของเรานั้นมันมันมีขอบเขตกว้างขวางแค่ไหน งานที่หลากหลายจะพาเราไปสำรวจ
สไตล์และตัวตนเราทั้งในทางลึกทางกว้าง ทั้งในเชิงเนื้อหาและรูปแบบ
หรือไอ้ที่เราเรียกว่าสไตล์นั้น เป็นแค่เพราะว่าเราไม่กล้าทำอย่างอื่น
ไม่ลองอย่างอื่นหรือเปล่า? เราของจริงกับมันแค่ไหน?
เพราะบางงานมันทำลายความมัั่นใจในความคิดของเราลงอย่างราบคาบเลย
หยั่งกับว่าเขาตั้งใจคิดงานพวกนั้นมาล้างผลาญความเซ้วของเราโดยเฉพาะ!
ปล.โอย :44: เข้าตอนไคลแมกซ์แล้วครับ
ย่อหน้าหลังๆ เริ่มอ่านไม่รู้เรื่องแล้วคัรบพี่เก้อ :30:
ขอย่อยง่ายอีกนิดได้ไหม นะจ๊ะๆ
ป.ล.เอาขึ้นหน้าแรกของเว็บแล้วครับ
เหมาะกับช่วงเวลาปลอบใจเด็กสอบเข้ามหาลัยพอดี
(++++)
เออ เริ่มเข้าใจ การเรียนศิลปะ มานิดนึงและ
ตอนที่เรียนวิชาคอมโพส
อาจารย์สั่งทำมือ เอาสีระบาย เอากระดาษแผ่นใหญ่ๆมาตัด มาหัดเรียนสัดส่วน
ตอนนั้นเบื่อมาก เวลาอาจารย์ตรวจงานก็ให้เกรดมา บอกว่าอันนี้ไม่ได้ อันนี้ไม่ดี
เราก็ไม่เข้าใจดิ่ ไหนอาจารย์เคยบอกว่า ศิลปะไม่มีถูกผิด แล้วเราทำผิดตรงไหน
เรียนดรออิ้ง ครั้งแรก อาจารย์ให้วาดหุ่นนิ่ง อาจารย์เดินดูพวกเราที่นั่งล้มวงกันอยู่รอบๆ หุ่น
แล้วพรางพูด ตลอดเวลาว่า หุ่นเป็นอาจารย์ เวลาวาดเรียนรู้เอาจากหุ่น
เราคิดในใจว่า แล้วจะจ้างอาจารย์มาเดินบ่นทำไมเนี่ย
เพิ่งรู้ว่า เค้าให้เราคิดเอง
แต่เราก็ยังเถียงในใจนะ
วิชาที่เราเรียน มันเป็นวิชาพื้นฐานทั้งนั้น
ทำไมอาจารย์ไม่สอนก่อนละ ว่าวาดยังไงให้หุ่น เดวิด มันไม่ประหลาด
ตอนนั้น แอบใช้ไม้บรรทัดตลอด อาจารย์จับโดน สั่งงานแบบคูณสองประจำ
อ๊ะ บ่น จบแล้ว :35:
รอท่านเก้อมาต่อ
อ่านแล้วเคลิ้มว่ะเก้อ :30:
อ่านจบมาแล้ว 4 ตอน
เคลิ้มมากเลยอย่างที่พี่ต้องบอก ...
ลั่นเป็นคนหนึ่งที่สนใจในงานศิลปะและงานออกแบบเป็นอย่างมาก
และเป็นคนหนึ่งที่เคยสงสัยว่า นิเทศศาสตร์ กับ นิเทศศิลป์ ต่างกันอย่างไร?
มีกระจู๋หนึ่ง ที่ชื่อว่า "อยากเรียนอะไรต่อ" .. ทำให้เข้าใจและแยกแยะออกว่า
นิเทศศิลป์ และ นิเทศศาสตร์ ต่างกันอย่างไร? โดยพี่เก้อนั่นแหละ ...
และก็รู้ว่า ตัวเองเหมาะสมกับอะไร ...
ตลอดเวลา 3 ปี ที่ชีวิตเด็กคนหนึ่งที่กำลังเข้ามหาลัย มันเป็นอะไรที่ตื่นเต้นมาก
เพราะทั้งชีวิต ยังไม่เคยทำอะไรเพื่อตัวเองขนาดนี้ และอยู่ท่ามกลางบรรยากาศที่ท้าท้าย
เพราะเพื่อนต่างไปตามทางที่ตนเองฝัน และทุ่มเทกับมันอย่างเต็มที่ (รึเปล่านะ)
บางคนที่อยากเรียนศิลปะ .. เขาจะใช้เวลาส่วนใหญ่กับการฝึกวาดรูปอย่างหนัก
คือทำยังไงก็ได้ ให้พี่ติวมันเห็นว่า ตูพยายามและตั้งใจอย่างถึงที่สุดแล้ว
เช่น วาดมือตัวเองน่าจะประมาณ 500 มือ ในสมุดสเก๊ต ในคาบเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ของแต่ละวัน
เออ เห็นแล้วมันสุดยอดจริงๆ สวยด้วย เพราะด้วยความที่มันบอกว่า ฉันอยากเรียนนิเทศศิลป์ ศิลปากร
ทั้งๆ ที่ เกรด มัน 4.00 สอบแพทย์ได้อย่างสบาย
บางคนที่อยากเรียนสายแพทย์ ... เขาใช้เวลาช่วงเย็น หลังเลิกเรียน เรียนพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นวีดีโอ และกินมาม่าเป็นชีวิตจิตใจ
และทุกพักเที่ยงก็จะใช้เวลาอยู่ในห้องสมุด เพื่อแข่งทำโจทย์กับเพื่อนๆ
หลายคนที่ไม่รู้จะเรียนอะไร ... เขาจะเกลียดคำถามที่ว่า .."เฮ้ยเลือกคณะอะไรวะ" .. เพราะเค้าเห็นว่าเป็นคำถามที่หยาบคาย
บางคนก็น่าสงสารจริงๆ เพราะมันไม่รู้ตัวเองว่ามันชอบอะไร
บางคนก็ตอบไปว่า เออวันนี้ฉันจะไปดูดวงก่อน(มีจริงๆ)
และหลายคนที่ถูกพ่อแม่บังคับว่าต้องเรียนสายแพทย์เท่านั้น ... เพื่อนลั่นคนนึง อยากเรียนศิลปะมาก อยากเรียนนฤมิตรศิลป์ จุฬามาก
พ่อมันบอกว่า ... "ใฝ่ต่ำ ถ้าอยากเรียนศิลปะจริงก็หาเงินเรียนเอง"
ทั้งๆที่ฐานะทางบ้านดีมาก และอย่างมันก็เกรด 3.9 กว่า สอบจุฬาคงไม่ยาก
ตอนนี้ลั่นก็เป็นคนหนึ่งที่ฝึกฝนเรียนศิลปะ ดรออิ้ง ลงสี หลายอย่าง เพื่อที่จะสอบเข้าคณะที่เป็นตัวเองที่สุด
บอกตรงๆ ว่า สมัครทุกอย่างที่ ลงแทบทุกสนาม ที่เกี่ยวข้องกับ ศิลปะการออกแบบ
ตั้งแต่ นิเทศศิลป์ ศิลปากร ศิลปกรรมจุฬา วิจิตรศิลป์ ม.ช. ฯลฯ ยอมรับตรงๆ ว่าเหนื่อยมากๆ
แต่มันสนุก และท้าทาย .. บางสนามสอบก็ทำให้ลั่นรู้ว่า .. ต้องพัฒนาอีกเยอะ
จากที่ลั่นเคยใช้คอมทำทุกๆอย่างที่สะดวกสบายนั้น มันกลับไม่มีค่าอะไรเลย
ถ้าเราได้ลองลงมือทำเอง มันตื่นเต้น ที่เราได้จัดการระบบความคิด ออกมาเป็นงานออกแบบ
มันสนุกที่ได้หาเทคนิคใหม่ๆ ด้วยตัวเอง (คิดในใจว่าสนุกยิ่งกว่าไปนั่งอ่านเคมี)
อีกอย่างได้อยู่กับเพื่อนที่รักในสิ่งเดียวกัน ได้แลกเปลี่ยนความรู้ ความคิด พูดคุยกัน วิจารณ์งานกัน
และการเข้าห้องสมุด การอ่านหนังสือ การดูงานศิลปะ การวิจารณ์งานศิลปะ ช่วยได้มากจริงๆ
เพราะลั่นเชื่อว่า ยิ่งเราดูมาก ยิ่งรู้มาก ... พอไปกทมทีไร ก็อยากไปห้องสมุดศิลปากรทุกทีเลย :22:
ยิ่งที่อ่านประวัติศาสตร์ศิลป์ มันเป็นอะไรที่ดูแล้วขนลุกเป็นพักๆ เพราะอึ้งในตัวศิลปินหลายท่าน
บางทีก็ร้องไห้หนัก เพราะพี่ติววิจารณ์และชอบพูดประชดรุนแรง เช่น มันสวยละเหรอ ทำใหม่ไหม ฯลฯ
พอได้ลองไปลงสนามสอบจริงแล้ว ... ก็ได้รู้ว่า พี่เค้าอยากให้เราได้ดี
พอมาอ่านที่พี่เก้อเขียน .. ยิ่งเป็นแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ในการลงสนามสอบต่อไป :25:
ปล.อยากขอบคุณพ่อแม่มากๆ ที่ไม่ทำลายความฝันของลั่น เปิดโอกาสให้ลั่นได้ไปสอบอย่างเต็มที่
ขอบคุณแม่มากๆ ที่เป็นกำลังใจให้ตลอด และให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ เพราะการสอบเดี๋ยวนี้วุ่นวายจัง
สอบตรง O-net A-net สอบแต่ละที่ค่าสมัครก็ไม่ต่ำกว่าพัน ไหนจะต้องเดินทางไปสอบที่กทม ถึง 3 ครั้ง สงสารพ่อกับแม่ :05:
อ้างคำพูดจาก: น้องลั่น เมื่อ 27 ต.ค. 2007, 14:11 น.
หลายคนที่ไม่รู้จะเรียนอะไร ... เขาจะเกลียดคำถามที่ว่า .."เฮ้ยเลือกคณะอะไรวะ" .. เพราะเค้าเห็นว่าเป็นคำถามที่หยาบคาย
บางคนก็น่าสงสารจริงๆ เพราะมันไม่รู้ตัวเองว่ามันชอบอะไร
บางคนก็ตอบไปว่า เออวันนี้ฉันจะไปดูดวงก่อน(มีจริงๆ)
:05:/
เดี๋ยวไปดูดวงบ้างดีกว่า :37:
+ พี่เก้อครับ
สุดยอดครับพี่ :12:
การออกแบบที่เป็นความสวยงามนี้แหละที่เอ ออกแบบไม่ได้
รู้แค่ว่ามันสวย ไม่สวย แต่ทำให้มันสวยไม่สวยไม่ได้ ทำได้แค่อุบาทว์ :39:
(http://img2.f0nt.com/27/e52ab0638fbeabd456be3c4c37293681.jpg)
ต๊าย ดูขนแขนอีสามสิ :27:
ชัดเจนมาก :30:
ถ้าไปรวมรวบขายเป็นเล่มแล้วทำปกแนวๆนี้นี่เจ๋งเลยนะเนี่ย :30:
:30: โหวววววว
อยากเขียนแจมมั่ง แต่มันอยู่ในสิ่งที่เก้อบอกจนแทบจะหมดแล้ว :46:
เคยโดนรุ่นน้องปี 1 ที่รู้จัก มันถามอยู่คำนึงว่า "ทำไมเรียนนิเทศศิลป์ ต้องมานั่งวาดรูป Drawing ลงสี ทำองค์ประกอบด้วยมือ จบออกไปทำงานจริงมันใช้คอมพิวเตอร์กันหมดแล้วนะพี่" หลายๆคนที่คิดจะมาเรียนด้านนี้ อาจจะคิดสงสัยแบบนี้จริงๆว่า จะให้ตรูมานั่งทำแบบนี้เพื่ออะไร
จริงๆอยากจะบอกมันว่าเดี๋ยวมึงก็จะรู้เองว่าไอ้ที่ฝึกมามันมีประโยชน์ทั้งนั้นแหล่ะ .... แต่บอกไปก็คงจะไม่เข้าใจ เลยต้องบอกมันไปว่า "ไอ้ที่ต้องมานั่งวาดรูป ลงสี มันเป็นการถ่ายทอดความคิด จินตนาการ รสนิยม จากสมองผ่านมือ สู่ภายนอกให้คนอื่นเห็นได้" ถ้าไม่ฝึกตรงนี้เลย พูดตรงๆว่า จะทำงานออกมาให้ออกมาดียากมาก เชื่อเถอะว่ามันเป็นแบบนั้นจริงๆ
อันนี้เสริมหน่อยนึง สำหรับใครที่อยากทำงานโฆษณาในอนาคต
สายงานโฆษณา ทางด้านการสร้างสรรค์ มันแยกใหญ่ๆได้เป็น 2 สาย
1.) Art director ทำงานเกี่ยวกับด้านออกแบบภาพโดนๆ หรือบางทีก็อาจจะต้องทำกราฟิกด้วย ถ้าจะทำงานในตำแหน่งนี้ควรจะเรียน นิเทศศิลป์ หรือ ออกแบบ จะตรงที่สุด สายงานอื่นที่ทำงานใน ตำแหน่งนี้นี้และเห็นมาทำกันก็จะมี สถาปัตย์, วิจิตรศิลป์ ....ถ้าจะพูดตรงๆเลยก็คือยังไม่ค่อยเห็นจบด้านอื่นเช่น นิเทศศาสตร์, Com Sci มาทำงานในตำแหน่งนี้มากเท่าไหร่
2.) Copy Writer ทำงานเขียนคำโฆษณาให้แจ่มๆ โดยมากในตำแหน่งนี้จะจบมาจากสาขา นิเทศศาสตร์, อักษรศาสตร์ แต่จะมีอยู่หลายคนมากที่จบ นิเทศศิลป์, สถาปัตย์ มาทำงานในตำแหน่งนี้
ถ้าดูให้ดีๆ คนที่เรียนเกี่ยวเนื่องกับสาย Art เช่น นิเทศศิลป์, ออกแบบ, วิจิตรศิลป์, สถาปัตย์ มักจะทะลึ่งไปทำงานในสายที่ตัวเองไม่ได้เรียนโดยตรงเยอะมาก แต่ถ้าดูให้ดีคนที่จบด้านที่ว่ามาจะไปทำงานด้านการสร้างสรรด้านอื่นๆได้ดี อย่างนักเขียนที่ได้รางวัลซีไรต์ ไปสืบประวัติได้เลยว่ากว่าครึ่งจบมาทางด้านศิลปะ-ออกแบบ, ผู้กำกับภาพยนตร์ที่เก่งๆแทบจะครึ่งๆในกลุ่มนี้เรียนจบมาในสายที่ว่ามา .... คือเรียนด้านนี้มันมีพิ้นฐานช่วยให้เราสร้างสรรงานในรูปแบบต่างๆได้เยอะแยะ สุดจะคาดเดา
ดังนั้นเลือกให้ดี อย่าง น้องสาม กับ นานา ดูแล้วน่าจะเหมาะกับการเรียนนิเทศศิลป์มากกว่า หลงผิดนี่มันเศร้าไปทั้งชีวิตเลยนะ
(http://img2.f0nt.com/28/15df153bc8ade60557f488cbdc67d42a.jpg)
ขึ้นหน้าแรกเลย เริ่มอาย :03:
(อายแบนเนอร์ด้วย) ขอบคุณทุกท่านที่ทนอ่านมาถึงตอนนี้
จากตอนที่แล้วกับช่วงเวลาแห่งการล้างผลาญความเซ้ว
ข้อนี้ก็ได้เจอมากับตัวเอง ที่ผ่านมาค่อนข้างมั่นใจในความคิดและวิธีการตัวเอง
เพราะเห็นว่ามันมาจากการคิดที่ประกอบด้วยที่มาที่ไปรอบด้านครอบคลุม
ไม่ได้มาจากความรู้สึกผิวเผินขาดเหตุผลว่าตัวเองต้องทำอะไรถูกเสมอ ผิดได้ ไม่กลัว
มันจึงเป็นความมั่นใจที่ฝังลึกมาก ซึ่งอันนี้ผมเดาว่าน้องหลายๆคนที่ทำงานเก่งๆตั้งแต่มัธยม
ก็มีความมั่นใจที่ลึกระดับนั้นอยู่ บางทีอาจจะลึกกว่าผมด้วยซ้ำ
เพราะอายุเท่านั้นผมทำอะไรแบบนั้นไม่เป็น
(ข้อนี้ใครร้อนตัวรับก็รับไปนะครับ พอดีพี่แอนเอาไปออกหน้าแรก
ประชาชนทั่วไปน่าจะอ่านเยอะ เลยไม่กล้าเอ่ยชื่อ :30:)
ยิ่งหลายคนทำงานได้ระดับมืออาชีพ ฝีมือเจ๋ง มีผลงานแพร่หลาย
มันย่อมสร้างความมั่นใจให้แน่ๆอยู่แล้ว ว่าที่เราทำนั้นถูกต้อง
จึงย่อมจะเป็นความมั่นใจที่ลึกมาก แต่เอาจริงๆไหมครับ ในวัยเท่านั้นผมก็ยังเชื่ออยู่ดี
ว่าผมมั่นใจมากกว่า ผมมั่นใจในวิธีคิดและ"การสั่งสมรสนิยม"ของผมสุดๆ
ต่อให้เทียบกับน้องๆหลายคนในนี้ ที่เก่งกว่าผมแน่ๆในวัยเท่าๆกัน
ผมก็ยังเชื่อว่าผมมั่นใจกว่ามากอยู่ดี
ยกตัวอย่างให้ฟังชัดๆ ตอนเรียนมีงานเรียนหลายงานเหมือนกัน
ที่ผมส่งอาจารย์ด้วยการเขียนวิจารณ์อาจารย์ลงไปเต็มข้างหลังบอร์ดงาน
มีทั้งเขียนตั้งคำถามสงสัยการสอน ทั้งตั้งใจเขียนด่าเลย
ถึงจะใช้คำสุภาพแต่ความหมายรุนแรงเอามากๆ
ไม่ได้ด่าเรื่องการกระทำอะไรเลยนะครับ อันนั้นไม่มีปัญหา ผมด่าสิ่งที่สอนเลย
เรื่ืองเกรดนี่เรื่องสุดท้ายเลยที่จะนึกถึง ถ้าเราคิดว่ามันไม่ถูก ก็ต้องแสดงออก
ซึ่งสิ่งที่เขียนไปช่วงนั้นผมก็ได้เข้าใจทีหลังว่าตัวเองเข้าใจอะไรผิดๆไป
อีกงานที่มารู้ตัวทีหลังว่าตัวเองผิดเหมือนกัน แต่ผิดคนละแบบ
คือมีงานวิชาสอนไอเดียครีเอถีบ อาจารย์เขาให้ครีเอถีฟมีชื่อท่านหนึ่งมาสอน
แล้วเขาตั้งโจทย์ให้เราคิดโฆษณาทีวี โปรดักต์คือพระเครื่อง
จุดประสงค์คือ ให้บอกว่าพระเครื่องมีขายที่เซเว่นแล้ว
แน่ล่ะว่าผมไม่เห็นด้วยที่จะเอาพระมาขาย
แค่ที่วางขายตามถนนก็ไม่เห็นด้วยอยู่แล้ว ก็เลยไม่ยอมทำงานนั้น
พอดีมีเพื่อนผู้หญิงในห้องคนนึงซึ่งไม่เห็นด้วยอย่างรุนแรง
(แต่ไม่ได้เป็นคนธรรมะอะไรเลยนะ)
มันส่งงานเป็นกระดาษหนึ่งแผ่นเขียนบอกอาจารย์ว่าไม่ยอมทำงานนี้
เป็นนักออกแบบก็ใช่ว่าจะขายวิญญาณ ให้เงิน ให้ทุนนิยม สนองโจทย์อะไรก็ได้
ที่มันขัดสามัญสำนึกเรา ผมก็เลยเอามั่งแต่คำไม่เท่เท่ามัน
อันนี้มันเกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อน ถึงตอนนี้ทุกท่านคงค้นพบแล้วว่าผมคิดผิด
แต่ผิดแบบว่า ดูซิ จตุคาม ตื้อ ดื่อ ทั้งเซเว่นทั้งสเวนเซ่น สังคมยอมรับกันซะขนาดนี้
นี่แสดงว่าอาจารย์เขามองการณ์ไกลจริงๆ โอยยย ผมขอโทษครับจารย์
(กลับใจตอนนี้หวังว่าพ่อจตุคามท่านคงไม่มาหักคอผมนะ)
นอกเรื่องไปนิด แต่ก็นั่นแหละครับตั้งแต่ไหนแต่ไรมา
ความเซ้วอันฝังลึกนั่น ก็ยังทำหน้าที่ของมันอย่างไม่มีบกพร่อง
แต่ครับ แต่! ถึงจะพกความมั่นใจมาล้นถังขนาดนั้น ในช่วงที่ต้องเรียนมาถึง
เนื้อหาในระดับ"ขุดลึก"แล้ว เมื่อเจอบางงาน หรือคำวิจารณ์บางอย่างของอาจารย์
มันเหมือนกับมีส้นเท้ามาตบที่หน้าเราฉาดใหญ่!
และว่า "ไอ้ที่บอกว่ามึงแนว มึงเจ๋ง มีสไตล์ตัวเองเนี่ย
ที่แท้ก็แค่มึงไม่รู้ว่าจะทำอย่างอื่นยังไง! "
และ "ที่แท้ มึงก็กลวงเปล่า!"
มันเล่นเอาเราเซถลา หน้าชาไปเลย แม้แต่สิ่งที่ดีที่สุดที่คนๆนึงจะมีอย่าง"สไตล์"นั้น
กลับกลายมาเป็นกรงขังความคิดสร้างสรรค์เสียเอง
มันเป็นปมปัญหาเกี่ยวกับตัวตนของเราที่ฝังอยู่ลึกมาก
สิ่งนี้ย่อมส่งผลออกมาถึงงานออกแบบที่ติดแหง็ก คล้ายกับเจอทางตัน
ปลายสุดของทางเท่าที่อีโก้โง่ๆแบบนั้นจะส่งเรามาถึงแล้ว
เราเข้าใจว่าตัวเราเป็นดักแด้ที่เติบโตเต็มที่อ้วนท้วนสมบูรณ์เจ๋งที่สุด
เรานอนพุงกางมั่นใจอยู่ในกรอบ-ในเปลือกที่สร้างขึ้นมาห่อหุ้มตัวเอง-ไอ้ดักแด้โง่ๆตัวนั้น
มันจึงเป็นขั้นตอนที่เราต้องเลือก ว่าจะจมปลักอยู่ในรังต่อไป
หรือยอมเจ็บปวดกับการปริแตกของเปลือกที่ห่อหุ้ม ละทิ้งความมั่นใจโง่ๆ
เพื่อที่จะบินสู่โลกที่กว้างกว่าจริงๆเสียที จะเรียกสิ่งนี้ว่า "การเติบโต" ก็คงได้
แต่กว่าจะมาถึงขั้นตอนนี้ กว่าเราจะรู้ตัว ก็ต้องก็อาศัยขั้นตอนฝ่าฟันทำงานทั้งหลายแหล่
ผ่านเพื่อน อาจารย์ รุ่นพี่ ผู้คนรอบข้าง วิถีชีวิตยาวยืดที่ว่ามาทั้งหมดเสียก่อน
ตรงนี้ผมนึกไม่ออกเลยว่า ถ้าผมไม่ได้เรียนออกแบบนี่ ไม่ได้ผ่านอะไรพวกนั้นมา
ผมจะมาถึงขั้นตอนนี้ได้ด้วยวิธีการไหน ยิ่งไปกว่านั้น ผมจะผ่านมันไปได้ยังไง
ที่ว่ามามันเกิดขึ้นช่วงปีสาม ที่ทั้งผม ทั้งเพื่อนทุกคนก็เอาแต่พูดคุยกันเรื่องนี้
ความงุนงง สงสัย ขุ่นแค้น ในสิ่งที่เรียนมา ในตัวอาจารย์ ในตัวเราเอง
ในพัฒนาการของผลงานของเราเอง มันตีกันวุ่นวายไปหมด
นึกถึงบทสนทนาของผมกับเพื่อนๆในช่วงนั้น มันแทบจะเป็นสงคราม
ที่คุกกรุ่นตลอดเวลา สิ่งนี้มันเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ
กระบวนการความคิดทั้งหมดที่ผมว่ามาก็เช่นเดียวกัน
มันไม่ได้เดินเรื่องชัดเจนเหมือนที่เขียนหรอก เมื่อเวลามันผ่านไปแล้วนั่นแหละ
เราจึงสามารถหาคำอธิบายให้มันได้ เพราะในช่วงเวลานั้นความคิดทั้งหลาย
มันค่อยๆสะสม ค่อยๆก่อตัว ค่อยๆขุ่นคลั่ก ค่อยๆคลี่คลาย
ขณะที่เรานั่งกรีดบอร์ดพรีเซ้นงาน ตอนที่เรานั่งกินเหล้าคุยกับเพื่อน
ตอนที่เราคลิกเมาส์ทำงานเงียบๆอยู่หน้าคอมนั่นแหละ
จนกระทั่งต่างคนก็ต่างหาคำตอบให้ตัวเองได้
ต่างคนก็ต่างเข้าใจ ซึ่งไม่มีใครเหมือนกันแน่ๆ
ไอ้ความเข้าใจในตอนนี้แหละครับ ที่จะเป็นตัวตัดสินอนาคตของแต่ละคน
ว่าเราจะกลายเป็นใครต่อไป...
รออ่านต่อครับ :25:
:46: รออ่านต่อครับ
อ่านถึงตอนนี้ เหมือนกับพวกฝึกวิชากำลังภายใน
ก่อนที่จะฝ่าด่าน 18 อรหันต์ สำเร็จออกมาจากวัดเลย :42:
ทุกวันนี้ยังคงคุยกับเพื่อนๆเรื่องแนวทาง แนวความคิดในการทำงานอยู่เลยครับ
ไอ้ที่ว่าเข้าใจๆ ก็กลายเป็นเอาไงแน่วะเนี่ย อยู่เสมอ เมื่อเวลาผ่านไป
แต่ไม่ได้หมายความว่ามันย้อนกลับไปถึงยุคเรียนนะ
มันขี้คายไปได้เยอะแหละ แต่ก็ยังไม่ "ถึง" เสียที
(และคาดว่าคงอีกนานเลย)
พี่อ๋าพูดขึ้นมาแล้วมาเติมตรงนี้ดีกว่า
พอดีคิดว่าจะเติมแล้วมันไม่เข้ากับเรื่องเท่าไร
เพราะเรื่องมันเน้นตอนเรียน ก็ต้องว่าตอนเรียนให้มันสุด
คือไอ้ที่เขียนๆนี่ ผมก็เกรงอยู่ว่ามันให้ความรู้สึกเหมือน
หนังที่มีตอนจบแบบแฮปปี้เอ็นดิ้ง ทุกคนได้หัวเราะ ได้ร้องให้
ได้เรียนรู้ ได้เข้าใจ(ได้กับนางเอกด้วย) ชีวิตจริงๆดันไม่ได้จบแค่นั้น
พระเอกนางเอกได้กันแล้ว อยู่กันอาจมีทะเลาะกันรักกันเลิกกันอีกไม่จบสิ้น
คงเหมือนที่ลุงอ๋าว่า เราเรียนรู้และเปลี่ยนใจ
เปลี่ยนความคิดเห็น เปลี่ยนจุดยืน เปลี่ยนพรรคกันได้ยันเข้าโลง
ไอ้ที่ว่าๆมาเนี่ย อาจค้นพบทีหลังอีกก็ได้ว่าตัวเองผิด
แต่พอดีนึกได้ว่าคนมันเปลี่ยนใจกันได้ตลอดชีวิต
เลยถือคติว่า ช่วงชีวิตไหน คิดแบบไหน เห็นแบบไหน แสดงออกมาให้ชัดเจน
จะไปพบว่ามันผิดทีหลัง หรือกลับมามองแล้วมันเด๋อก็คงไม่เป็นไร
(จริงๆเห็นตัวเองเด๋อแล้วฮาออก :30:)
ปล.มีใครอยากช่วยทำแบนเนอร์ไหมครับ (หมดมุก
แถมไม่มีเวลา คนต้องทำมาหากินนะครับเนี่ย ไม่ใช่ว่าว่าง)
อ่านมาน้าน อ่านมานาน ยอมสมัครสาวกเพราะจู๋นี้นี่เอง :12:
เรื่องที่สมัยนี้ไม่ค่อยมีใครสัเกตเห็นอีกอย่างก็คือ Tools ในโปรแกรมพวกนี้ ก็ล้อมาจาก"ของจริง"ทั้งนั้น คนที่เขาเคยใช้ของจริงมาก่อน มองไอคอนบางทีก็เข้าใจได้เอง ว่ามันคืออะไร ไว้ทำอะไร ไม่ต้องเปิดคู่มือ เช่น Dodge/Burn Tools ในโฟโต้ฉับนั่นไง ใครเคยล้างอัดรูปเองก็คงรู้ว่า ไอ้ที่ทำมือเป็นรูป โอ่เค๊ มันเกียวกับการ Burn รูปยังไง
คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือที่จำลองตัวเองเป็นเครื่องมืออื่นอีกทีครับ มันเป็นแค่นั้น ทำได้ดีมั่งไม่ดีมั่ง เช่นจำลองว่าเป็นพิมพ์ดีดได้ดีมาก จนพิมพ์ดีดจริง ๆ สูญพันธุ์ไปเลย จำลองว่าเป็นเครื่องเกม... อันนี้ยังเถียงกันอยู่ จำลองเป็นโรงหนังควบ ไทย ฝรั่ง ญีี่ปุ่น อันนี้ก็ :04:
อ้างคำพูดจาก: อ๋าห์ พาเพลิน เมื่อ 28 ต.ค. 2007, 10:24 น.
มันขี้คายไปได้เยอะแหละ แต่ก็ยังไม่ "ถึง" เสียที
ที่จริงลุงอ๋าหมายถึง คลี่คลาย ใช่ไหมค่ะ
อ่านกระจู๋นี้แล้วทำให้คิดถึงสมัยเรียนหนังสืออยู่จังครับ สิ่งที่พอจะมาแบ่งปันกันได้บ้างในฐานะที่พอจะเป็นdesignerหรือนักออกแบบคนหนึ่งที่ทำงานด้านนี้อยู่คงพอจะบอกได้นิดหน่อยตามนี้นะครับ
1. คุณรักที่จะเรียนหรือทำงานด้านนี้จริงไหม
2. คุณรักแล้วลงมือทำจริงจังแค่ไหน
3. ครอบครัวของคุณหรือคนรอบข้างสนับสนุน หรือ รับรู้ ในสิ่งที่คุณทำไหม
4. ถ้าคุณเคยเจอปัญหาแล้วคุณล้มลง คุณลุกขึ้นสู้อีกไหม
5. (อันนี้อาจไม่ค่อยเข้ากะหัวข้อ) เพื่อนผมหรือรุ่นพี่รุ่นน้องผมหลายคนไม่ได้เรียนมาทางด้านนี้โดยตรง บางคนจบบัญชี บางคนจบช่างยนต์ แต่งานเค้าหลายๆ งานทำให้ผมอึ้ง ทึ่ง ว่าแม่งคิดได้ไง ทำได้ไง แต่คนพวกนี้ไม่ได้ซื้อหัวสมองหรือใช้แสตมป์จากเซเว่นแลกเอานะครับ เค้าต้องพยายามและมุ่งมั่นมากกว่าพวกที่เรียนมาโดยตรงหลายเท่า ดังนั้นถ้าคุณเรียนอยู่แล้วเิกดมีอุปสรรค ปัญหา คุณยังโชคดีกว่าเพื่อนผมที่ยกตัวอย่างมาอีกนะ พยายามเข้านะครับ ซ้อม ซ้อม ซ้อม และก็ซ้อมเท่านั้นครับ
ผมคงไม่สามารถจะแนะนำหรือชี้แนะแนวทางอะไรได้มาก(เพราะในหลายๆ กระจู๋ได้บอกไปเกือบหมดแล้ว) แต่สิ่งที่อยากจะบอกคือ
อย่าอีโก้จนลืมตัวเองไปว่า เหนือฟ้ายังมีฟ้าเสมอ วันนี้ถ้าคุณคิดว่าคุณเก่งแล้ว พรุ่งนี้ก็จะมีคนที่เก่งกว่าคุณมาอีก
เรียนรู้ให้เยอะๆ ดูงานให้เยอะๆ แล้วคิดตามว่า เค้าคิดยังไงถึงได้ทำงานออกมาแบบนี้ คนดูแล้วรู้สึกยังไง เทคนิคเป็นยังไง องค์ประกอบเป็นยังไง สีสันเป็นยังไง ถ้าดูงานแล้วรู้สึกอยากทำให้ได้แบบนั้น อึ้งว่ามันทำยังไงวะ มันใช้อะไรคิดวะ แม่ง...
รู้สึกอิจฉา อยากทำได้ หรือรู้สึกว่ากูทำได้ดีกว่าอีกหวะ
ขอให้จำความรู้สึกนี้ไว้
แล้วลงมือทำนะครับ
บุญรักษาครับ
อ่านตอนล่าสุดแล้วขนลุกซู่ :25:
เห็นด้วยมากๆ กับที่ว่าความมั่นใจในสไตลของตัว จะกลายมาเป็นกรงขัง สร้างทางตันให้ตัวเอง
เยี่ยมไปเลย :12:
:30: เดี๋ยวรออ่านจนถึงช่วงทำงานเลยครับพี่เก้อ
:46: เดี๋ยวสอบเสร็จจะตามเก็บอ่านตั้งแต่แรกค่ะ
สมัยเรียน ผมเจอเพื่อนแปลกๆ :38:
ไอ้พวกขยันทำงาน หาข้อมูล นั่งทำงานเช้าเย็น นี่ สู้ไอ้พวกที่วันๆ เที่ยวๆ กินๆ นอนๆ เล่นเกม แล้วเผางานวันสุดท้าย ไม่ได้เลย :44:
สงสัยมันทำบุญมา งานนี่เทพทุกงาน :01:
...
เคยเรียนกะจารย์ถาปัตย์คนนึงชื่อไรหว่า? เป็น Guest ของ อ.ไพโรจน์ มาสอน 2 คาบ
แบบว่าวัยรุ่นมากๆ ... ตอนนี้เหมือนจะเป็น รอง อธิการ มหาลัย มั๊ง
อุ้ย ... !!
เหมือนจะมาอ่านช้าไป...
ฮิปโปสอบไปหมดละอะ เหอะะะะะะะ
อ่านไปละแอบมีไขว่เขว นิดหน่อย :05:
ยังไงก้อสอบไปแล้ว ... เลือกทางที่ดีที่สุดไปแล้ว
สู้ตาย !! อิ๊ ~
เรื่องขี้คาย หรือหาแนวในการทำงานเป็นสิ่งนึงที่คนทำงานด้านศิลปะ-ออกแบบ ค้นหาตัวเองกันแทบทุกคน ต้องหาอะไรใหม่ๆมาใส่มาฝึกตัวเองตลอด สิ่งที่ได้มาจากการเรียนออกแบบ มันทำให้เราฝึกตัวเองต่อยอดไปได้ รู้ว่าจะเคี่ยวตัวเองยังไง รู้จักให้โจทย์ตัวเองในการฝึกเพื่อลบจุดบอดหรือจุดที่ตัวเองยังไม่ถนัด ......ฝึกไปเรื่อยๆมันก็จะเจอไม้ตายใหม่ๆ เหมือนในหนังจีนกำลังภายใน
บางคนเจอไม้ตายแล้ว พอใจกับมันหยุดอยู่แค่นั้น ภูมิใจกับกระบวนท่าโดยที่พื้นฐานยังไม่มั่นคง ไม่หาอะไรมาเสริมเขี้ยวเล็บ ....นานๆไปมันก็จะอยู่กับที่แค่นั้น เดี๋ยวนี้จะเห็นงานที่บ้ากระบวนท่าอยู่มากมายตามเว็บ Myspace ซึ่งเป็นงานที่คลั่งไคล้กระบวนท่าจนละเลยพื้นฐานที่แท้จริงกันไป จนกลายเป็นอะไรที่ขาดๆเกินๆ ....... การฝึกตัวเอง ถ้าฝึกจนได้ในสิ่งที่ต้องการแล้ว ลองทิ้งมันไปหาอะไรใหม่ๆฝึก จะสนุกกว่า ได้อะไรมากกว่า เป็นการเปิดโอกาสให้กับตัวเอง ...แต่อย่าลืมผสมผสานและย่อยสิ่งที่ฝึกไปรวมกับสิ่งที่เรามีอยู่แล้ว ไม่เช่นนั้นมันจะออกมาแค่กระบวนท่าที่ลอกเลียนคนอื่นแบบชัดเจน .... ท้ายสุดเมื่อทุกอย่างมันเริ่มจะกลั่นกรอง งานมันก็จะออกมามีกระบวนท่าในแบบตัวเองที่เกิดจากพื้นฐานที่ฝึกมาอย่างหนัก ซึ่งไอ้การหาสไตล์ตัวเองมันเป็นสิ่งท้ายๆที่ควรจะฝึกฝน ไม่ใช่สิ่งแรกๆที่เราจะต้องค้นหามัน ...ถึงเวลาเมื่อไหร่ ฝึกมากพอเมื่อไหร่ มันจะไหลมารวม มาผสมกันเอง ..ซึ่งบางทีก็แปลกใจว่า โอ้ ตรูทำได้ขนาดนี้แล้วเหรอ แต่พอเวลาผ่านไป ฝึกอะไรไปเพิ่มอีก มันก็จะขึ้นระดับไปอีก จนไม่กล้าจะมานั่งปลื้มกับไอ้งานชิ้นที่โคตรภูมิใจตะกี้นี้อีกต่อไป .... ถ้าหันกลับไปดูงานส่วนใหญ่ที่เราเคยๆทำมา แล้วรู้สึกว่างานพวกนี้แม่งน่าอาย มีจุดด้อยตรงโน้น ตรงนี้เต็มไปหมด แต่ทำไมตอนนั้นเรากลับมองไม่เห็นจุดด้อยที่ว่า อันนี้มันคือการพัฒนาขึ้น
ไอ้เรื่องทำงานออกมาให้มีเอกลักษณ์ มันจำเป็นมากหรือจำเป็นน้อย ขึ้นอยู่กับงาน ขึ้นอยู่กับลูกค้า .... อย่างงานสายนักเขียนการ์ตูน ถือว่าจำเป็นมากที่ลายเส้นต้องมีเอกลักษณ์ แต่ต้องมีเอกลักษณ์ที่เกิดจากพื้นฐานที่แน่นมาแล้ว มันถึงจะออกมาในแบบที่ไม่ขัดสายตา และสามารถพัฒนาต่อไปในรูปแบบที่เป็นเอกลักษณ์ลักษณะแบบนั้นได้ไปเรื่อยๆ ...ยกตัวอย่างอะไรดีล่ะ .... เอางานการ์ตูนที่เขียนโดย ฟูจิโอะ ฟูจิโกะ ที่เขียนโดเรมอนก็แล้วกัน เชื่อว่าถ้าใครเคยอ่านโดเรมอน แล้วไปอ่านปาร์แมน ย่อมจะจำลายเส้นคนเขียนได้ แทบจะรู้ว่าคนเขียนเป็นคนเดียวกันแน่ๆ ...แต่ถ้าเจาะลึกย้อนไปดูตอนที่เขาเขียนโดเรมอนตอนแรกๆ ลายเส้นมันไม่ได้สวย สัดส่วนมันไม่ได้สวย เหมือนในงานยุคหลังๆ ... อันนี้คือพัฒนาการที่ต่อยอดหลังจากเจอลักษณะเฉพาะตัวแล้ว .... ผลงานของนักเขียนการ์ตูนหลายๆคน มักเป็นไปในทำนองนี้
แต่สำหรับงานออกแบบมันทำแบบนั้นได้ยาก อย่างมากก็คงแอบใส่กลิ่นๆไปได้นิดหน่อย ... ซึ่งงานที่ทำให้ลูกค้าโดยตรงบางชิ้นงานมันไม่ได้ฝึกอะไรเพิ่มให้ตัวเราได้มากเท่าไหร่ จะได้เพิ่มก็คือประสบการณ์กับการเพิ่มสปีดในการทำงานแค่นั้น ...... แต่สำหรับงานบางตัวหรือลูกค้าบางเจ้าก็ทำให้เราได้ลองอะไรใหม่ๆบ้างในบางครั้ง แต่เท่าที่เจอมาเอง งานที่มันสามารถให้เราลองอะไรใหม่ๆในแบบที่เปิดจริงๆ แล้วทำออกมาได้ดี มันมีไม่ถึง 30% ของงานที่ทำจริง ส่วนใหญ่จะเป็นงานที่น่าเบื่อและซ้ำๆซากๆ ..... คนที่ทำงานในสายนี้จำนวนนึง เลยต้องหาทางออกในการฝึกตัวเองเพิ่ม หรือปลดปล่อยด้วยวิธีอื่นๆ เพราะเอาไปปล่อยกับงานลูกค้าหรืองานจริงไม่ได้ เช่น ทำงาน Experiment ออกมา หรือถ้าเป็นคนทำโฆษณาก็อาจจะทำ Scam Ad. ซึ่งมันเหมือนแบ่งตัวเองเป็น 2 ส่วน .... 1.) ทำงานให้ลูกค้า อยากได้อะไรก็ทำให้เขา แต่ถ้ามีโอกาสปล่อยอะไรได้ก็ทำเต็มที่ 2.) ทำงานสนองตัวเองด้วยวิธีที่บอก
ขอบคุณครับ :46:
นานๆ ทีจะได้ทำงานสนองตัวเอง
จะต้องฝึกบ่อยๆ แล้ว
แวะมาแปะแบนเน่อครับผม
(http://img2.f0nt.com/29/dd32b904b13a5682b76dd513662e3aa7.jpg)
ชอบแบนเนอร์จัง :22:
หัวข้อหลังๆโดนใจมากครับ :46:
ได้แต่ตามอ่าน เท่จริงๆ
:12:
ว่ากันตามแอน เรื่องความเท่ห์นะ ผมเป็น
ปี 1
- เท่ห์มากครับ ได้เข้าเรียนศิลปะ และได้แต่งตัวเซอร์ๆ ไว้ผมยาว
- จ๊าบมากครับ ได้ถือกระดานไม้ แบกไปนู่นนี่ เพื่อดรออิ้งสถานที่ต่างๆ แล้วมีคนมอง
- สุดตรีนมากเลย ที่ได้ทำงานบ้านเพื่อน จาก 6 โมงเย็นยัน 6 โมงเช้า แล้วมาหลับในคาบ
ปี 2
- ยังเท่ห์อยู่ครับ ที่ได้เรียนศิลปะ แต่งตัวยังเซอร์อยู่ ผมยาวกว่าปี 1
- จ๊าบอยู่ แต่ไม้กระดานไม่ได้ถือละ เพราะเริ่มเรียนวิชาอื่นที่ไม่ใช่ดรออิ้ง
- ไม่สุดตรีนละครับ เพราะเริ่มทำงานที่บ้าน ไปเตร่ทำงานบ้านเพื่อนแล้วไม่ทัน อุปกรณ์มันต้องแบ่งกันทำ
ปี3
- เกือบเลิกเท่ห์ละครับ แต่ยังเรียนศิลปะอยู่ แต่งตัวดีขึ้นมานิด ผมตัดสั้นกว่าเดิม เพราะเริ่มฝึกงาน
- ไม้กระดานเก็บขึ้นหิ้งแล้วครับ เพราะหันมาจับเม้าส์ในห้องแอร์ ออกแบบคอมพิวเตอร์กราฟฟิค
- ซื้อ Mac มาใช้งานที่บ้านละครับ เพราะทนใช้ตามร้านไม่ไหว งานมันเยอะ
ปี 4
- ทุกอย่างตรงข้ามกับปี 1 ครับ เพราะผมเริ่มเข้าฝึกงานที่ใหม่ แต่มีบางอย่างที่ยังเหมือนเดิม
คือผมยาวได้ แต่รวบให้เรียบร้อย แต่งตัวตามสบายได้ แต่ต้องสะอาดสะอ้าน ที่สำคัญ ต้องทำงานที่ได้รับ
มอบหมายมา จากนาย ให้เสร็จตรงเวลาครับ ไม่งั้นไม่ผ่านฝึกงาน
1-4 ปีที่ผมได้เรียนมา คำนึงที่ได้จากการเรียนออกแบบคือ ความเข้าใจครับ
- เข้าใจในงาน ว่าเรากำลังจะทำอะไร และให้ใคร งานเป็นประเภทไหน
- เข้าใจในแนวของเรา ว่าเราทำงาน 1 งาน ด้วยแนวทางเรา สะดวกกว่าไปลอกเขา
- เข้าใจในคนร่วมงาน สำคัญนะ เพราะเวลาคุณเรียนออกแบบศิลปะ คุณต้องเอามันมาออกแบบการทำงานของคุณด้วย คนมีหลายประเภท คุณต้องคิดให้ดี ว่าจะทำยังไงกับผู้ร่วมสายงาน มันไม่เหมือนตอนเรียนโดยสิ้นเชิงครับ
- เข้าใจตัวเอง คุณต้องรู้ขีดจำกัด ของตัวเอง ว่าทำได้เท่าไหน ถ้าทำไม่ได้อย่าฝืน
ให้เข้าห้องสมุดเหมือนตอนเรียนครับ เปิดเนทหาความรู้ใส่กบาล เดี๋ยวโลกของคุณก็จะเปิดขึ้นอีกครั้ง
ผมแนะนำให้ดู ศึกษา และจับหลักให้ได้ ไม่ได้แนะนำให้ลอกนะ
ถ้าผม+ได้ คงกดให้คุณเก้อไปเยอะละ หลายๆอย่างคุณเก้อกับคนอื่นๆก็ได้เขียนไปหมดแล้ว ผมขอแจมภาพในความคิดของผมกับเรื่องนี้แล้วกันนะครับ
ผมคิดว่าการได้เรียนวิชาออกแบบ ก็เหมือนการได้เข้าไปในสวน สวนหนึ่ง ซึ่งมีต้นไม้ผลไม้ สมุนไพรต่างๆ ปลูกรวมอยู่มากมายภายใต้สวนเดียวกัน มีชาวสวนคอยแนะนำว่าต้นนี้ กินได้ยังไง ใช้ทำอะไรอร่อย มีตัวอย่างให้ลองชิม คอยสอนว่าปลูกยังไง แน่นอนว่า สวนนี้ค่อนข้างใหญ่ และเรามีเวลาอยู่ในสวนนั้น น้อยทีเดียว แต่ละคนที่มาเรียนด้วยกัน ต่างก็เดินแสวงหาอาหารที่ตัวเองชอบ เลือกเดิน ชิมดู แล้วก็ลองปรุงออกมา...รสชาติของอาหารที่มาจากวัตถุดิบ หรือพืชชนิดเดียวกัน แต่ละคนก็ทำออกมาได้ไม่เหมือนกัน บางคนชอบหวานมาก หวานน้อย บางคนชอบเผ็ดจัด บางคนชอบเปรี้ยวจัด ถึงอยู่ในสวนเดียวกัน เราก็ทำอาหารออกมาได้ต่างกันเป็นหมื่นเป็นพันชนิด
แน่นอนว่า ในเวลาอันน้อยนิดกับความกว้างใหญ่ของสวนนี้ ทำให้เราไม่สามารถเรียนรู้หรือเลือกทุกอย่างได้ถูกต้อง แต่อย่างน้อย ทุกอย่างเราก็เลือกได้โดยจริตของเราและปรุงออกมาตามรสนิยมของเรา เราคงรู้แล้วว่า เราชอบกินอะไร....
ที่ปลายทางของสวนสวนนี้ จะมีกลุ่มของชาวสวนที่เคยแนะนำเราอยู่กลุ่มนึง คอยชิมอาหารของเรา ว่าเราจะปรุงมันออกมาเป็นแบบไหน หน้าตาอย่างไร ที่เค้าอยากรู้ คงแค่ว่าเราพร้อมจะสามารถออกไปทำอาหารให้คนข้างนอกกินได้แล้วหรือไม่....
เมื่อเราออกมาจากสวนแห่งนั้น ณ.ตรงนี้ เราก็จะได้ยืนอยู่หน้าป่าใหญ่ที่เต็มไปด้วย ต้นไม้ สิงสาราสัตว์ สารพัดชนิด ให้เราได้บุกฝ่ามันเข้าไปเพื่อสร้างสรรค์ "อาหาร" ของเราเองออกมาเพื่อดำรงค์ชีวิต ในป่าแห่งนี้ จะไม่มีคนมาคอยยืนแนะนำให้เราอีกแล้ว ว่าอะไรกินได้ กินไม่ได้ ทำอะไรกินได้มั่ง และทำอย่างไร เราก็คงได้แต่อาศัยสิ่งที่ได้รู้มาจากในสวนแห่งนั้นมาช่วยในการลองผิดลองถูก..เพื่อค้นหาวัตถุดิบต่อไป ในการเอามาใช้สร้างสรรค์งานของเราต่อไป
ในป่าแห่งนี้ มีการเอาตัวรอดสูง ใครอยู่ได้ก็รอดไป ใครอ่อนแอก็คงต้องถูกกลืนกินไป...สารพัดความรู้เหล่านั้นแหละ ที่จะช่วยเราได้ในวันตกอับ...
ถึงหลายๆคนจะไม่ได้ผ่าน สวนอาหาร แห่งนั้นมา แต่ก็สามารถทำ อาหาร เหล่านั้นออกมาได้ดี อย่างน้อย พวกเขาเหล่านั้นก็คงต้องอาศัยหลายๆอย่าง มากกว่าคนที่เคยผ่านสวนเหล่านั้นมา พวกเขาคงต้องลองผิดลองถูก ค้นคว้าด้วยตัวเองและฝึกหัดเองอย่างมาก แต่ในท้ายที่สุดก็คงมีจำนวนไม่เยอะมากจากจำนวนทั้งหมดที่อยากเข้ามาทำอะไรแบบนี้ ที่จะอยู่รอดและทำอาหารให้คนอื่นๆกินต่อไปได้ตลอดไป
อ้างคำพูดจาก: นักปั่นสันดานกา เมื่อ 29 ต.ค. 2007, 02:25 น.
แวะมาแปะแบนเน่อครับผม
แบนเน่อ มันสวยไปมั๊งเนี่ย ฝืนทำให้น่าเกลียด แต่ไม่สำเร็จ :30:
อ้างคำพูดจาก: ปิ๊ก จิ๊กโก๋ซอยห้า เมื่อ 28 ต.ค. 2007, 13:51 น.
ที่จริงลุงอ๋าหมายถึง คลี่คลาย ใช่ไหมค่ะ
ใช่แล้วครับ ขี้คายนี่ศัพท์ตาเก้อเขาน่ะ
+เก้ออีกรอบนะ :27:
เรื่องสวนทวารของพี่โอดำนี่เจ๋งดีครับ ช่างเปรียบช่างเปรย :12:
ชอบจู๋นี้ :40:
ยอดเยี่ยมไปเลยครับเก้อ
และขอบคุณทุกคนที่ช่วยกันเสริมจากประสบการณ์จริงในชีวิต ผมว่าสำคัญกับการพัฒนาคนในยุคต่อไปมากๆ
พอดีมีน้องที่เป็นญาติๆกัน เค้ากำลังจะตัดสินใจเลือกคณะที่จะเอ็นฯอยู่พอดี พี่เองก็อธิบายไม่ถูก อ่านกระจู๋นี้คงทำให้เค้าพอมองเห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น
พี่เองตอนนี้ก็ยังไม่ค่อยจะเข้าใจในสิ่งที่ตัวเองเรียน ที่ตัวเองทำอยู่เท่าไหร่ รู้แต่ว่าที่ทำอยู่ตอนนี้มันสนุกและท้าทายความสามารถ คงต้องรอวันที่มันจะมาผสมรวมกันแล้วตกผลึกออกมาเป็นเม็ดบ๊วยที่อมแล้วตาสว่าง
โหย.. สวัสดีครับ ลุงด๋อย :46:
กลับมาเพราะจู๋เก้อเลยนะเนี่ย น่าดีใจแทนเก้อจริงๆ
หวัดดีครับโอ้เอ้ สบายดีนะครับ :)
หูย ลุงด๋อย
ตัวจริงใช่ไหมครับเนี่ย :25:
ทีแรกเห็นชื่อกำลังนึกว่าใครมาตั้งชื่อแบบนี้
หยั่งกะชื่อลุงด๋อยเลย ของจริงนี่หว่า
ยินดีต้อนรับกลับอีกรอบนะครับผม :46:
(http://img2.f0nt.com/29/cefcc304cf2c630bcf8da79d6157204c.jpg)
มาถึงปีสุดท้ายแล้วครับ
ปีสุดท้ายนี่ เทอมแรกยังมีเรียนอะไรประมาณสามดี สิ่งพิมพ์ขั้นสูง
วิชาประเภทขั้นแอดว้านอะไรนั่นอยู่ แล้วแต่สายวิชาที่เลือกเรียนมา
อย่างวิชาพวกโมชั่น อนิเมชั่นก็ทำหนังสั้น อนิเมชั่นส่ง
มีวิชาการค้นคว้าวิจัยทางการออกแบบ(ชื่อฝรั่งว่าดีไซน์ รีเสิร์ชอะไรสักอย่าง)
ที่สอนกระบวนการขั้นตอนการออกแบบอย่างเป็นระบบ ค้นหาข้อมูลยังไง
จัดเรียงมันยังไง เอามาใช้อ้างอิงถึงยังไง พรีเซ้นงานยังไง ฯลฯ ค่อนข้างน่าเบื่อแต่ก็จำเป็น
แล้ววิชาจัดสัมนา อันนี้สนุกมาก เขาให้เราจัดงานสัมนาการออกแบบ
แบบว่าเชิญคนในวงการมาพูด เราเชิญมาเองนะ อาจารย์ไม่เกี่ยว
เลือกเอาตามแต่ละกลุ่มจะสนใจ แล้วทำโฆษณาประชาสัมพันธ์เชิญชวนคนมาดู
อย่างกลุ่มผมทำพวกมิวสิควีดีโอ ก็เชิญผู้กำกับ คนทำโมชั่นมานั่งคุย
(แต่ถึงตอนนั้น พี่ๆท่ีเชิญมานั้นทุกคนก็รู้จักทำงานกับเขากันมาหมดแล้วล่ะ)
อย่างปีก่อนหน้าผม กลุ่มพี่ต้องจำได้ว่าเชิญ ต้อม ยุทธเลิศ อุ้ม สิริยากร
กับคุณนันทขว้างมา มีบางกลุ่มเชิญอนิเมเตอร์ฝรั่งจากดิสนีย์มาด้วยนะ
(รุ่นพี่ต้องนี่แหละ) สัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษฮามาก
นอกนั้นก็ประมาณเชิญ บก.นิตยสาร เชิญสไตลิสต์ ดีไซเนอร์
ช่างภาพ ฯลฯ อะไรดังๆมา คนเหล่านี้เขายินดีมาหมดเลยนะครับ
จะคนดังแค่ไหนยังไงถ้าเขาว่างเขาใจดีมาให้หมดเลย
อ้อแล้ววิชานึงในเทอมนี้ที่สำคัญที่สุดคือ สเปเชียลโปรเจ็ค
หรือโปรเจ็คลองของก่อนทีสีส ทำอะไรก็ได้ตามความสนใจ
บางคนก็อาจทำอะไรทดลองก่อนไปทำทีสีสจริงก็ได้
อันนี้ผมก็ทำหนังสั้นเรื่องนึง(ก็ไม่ค่อยเป็นหนังนักหรอก)
บ้างก็ทำกราฟิกหนังสือ ทำแอดโฆษณา ทำมิวสิควีดีโอ
ทำอนิเมชั่น โมชั่นกราฟิก ออกแบบองค์กร ทำร้านกาแฟ
เกมส์ เวบ ถ่ายภาพ แฟชั่นเสื้อผ้าหน้าผม ออกแบบคาแรกเต้อ
การ์ตูนคอมิก ภาพประกอบนิทาน ฯลฯ บางอันก็ไม่รู้จะเรียกชื่อว่าอะไร
เป็นการทดลอง แต่ตอนนี้ไม่ต้องเสนอโครงการอะไรวุ่นวาย
อยากทำอะไรก็ทำได้ทั้งนั้น ทำให้มันดีเถอะ
แล้วทยอยมาให้อาจารย์ช่วยดูเป็นตอนๆไป
ส่วนสุดท้าย ท้ายสุด ศิลปะนิพนธ์-ทีสีสหลอนกระชากวิญญาณเดือด
ก็คือทำเหมือนไอ้ที่ว่ามาตามความสนใจของแต่ละคนแหละครับ
แต่ยากกว่าตรงที่ต้องเสนอโครงการกับคณะกรรมการภาควิชา
ซึ่งอย่างของผมก็ต้องส่งหลายรอบกว่าจะผ่าน (เกือบไม่จบแล้วตู) มีตรวจเป็นตอนๆ
แต่ละตอนต้องผ่านความคิดเห็นและการให้คะแนนของคณะกรรมการอย่างที่ว่า
ก็อาจารย์ที่สอนมานั่นแหละ บางทีก็มีผู้ทรงคุณวุฒิที่เขาเชิญมา
รวบรวมคะแนนจากกรรมการทุกมุมแบบกรรมการมวยเลย
ถ้าคะแนนไม่ถึงเกณฑ์ก็ต้องลงจากเวทีไป ถ้ากลัวแพ้คะแนนมากก็มีทางเดียวคือ
งัดลีลาฟุตเวิร์คทำงานเจ๋งๆน็อคอาจารย์ไปเลย ...แต่ส่วนมากจะโดนน็อคมากกว่า
แล้วไอ้การตรวจที่ว่านี่จะมีด้วยกัน 4 ตอน ต้องรอลุ้นคะแนนผ่านไฟเขียวแต่ละตอนไป
ถึงจะทำต่อได้ (คราวนี้มาเหมือนเกมโชว์) ลุ้นใช้ได้เหมือนกันครับแต่ละรอบ
ถ้าจะไม่จบกันก็อีตอนนี้แหละครับ บางคนเสนอหัวข้อไม่ผ่านตั้งแต่แรก
บางคนผ่านมาได้ถึงแค่ตอนสอง หรือจอดตรงตอนสามจะเสร็จอยู่แล้วก็มี
พวกไม่ผ่านนี่ก็ต้องรอทำใหม่ปีหน้า ทุกปีจะมีรุ่นพี่ตกค้างมาเข้าคิวรอเชือดด้วยเสมอ
บางคนตกค้างมาสี่ปีก็ยังมี
ถ้าผ่านเรียบร้อยถึงเส้นชัยตอน 4 ส่งหนังสือประกอบศิลปะนิพนธ์เสร็จ
ก็เป็นอันว่า ชีวิตการเรียนนับตั้งแต่อนุบาลหนึ่งเป็นต้นมา จบสิ้นลงอย่างสมบูรณ์แล้ว
(คนปกติเขาเรียนกันถึงแค่ตรงนี้นะครับ ส่วนจะไปต่อโทต่อด็อกเต้อนั่นไม่ปกติ)
วันสุดท้ายที่ส่งงาน ตอนเก็บข้าวเก็บของเก็บโต๊ะกันเสร็จเพื่อนๆอยู่กันเต็มห้อง
ผมหยิบช็อล์คขึ้นมาเขียนที่กระดานว่า
" กูเคยอยู่ที่นี่ 2544 - 2548 "
(http://img2.f0nt.com/29/53c28e42fa4c65a757a9a94c4b6ee7c5.jpg)
(อายเหมือนกันนะครับเนี่ย)
ปล.ยังมีต่อนะครับ ละครยืดเรียกเรตติ้ง
:30:
ตาย ตาย บทความหล่อๆ แปดเปื้อนหมด
ไม่น่าเผยผิวคนเขียนเลย
:30: ว่าไป
:30: เจ๋งดีออก
คือ ผมพยายามขอรูปกับเพื่อนมาแล้วนะครับ
แต่ไม่มีใครยินยอมเลย จะเอารูปเขามาจากเวบ
ก็กลัวโดนด่า เลยต้องฝืนใจเอารูปตัวเอง :08:
จะเห็นว่าที่เล่าๆมา การเรียนดูไม่ได้เตรียมตัวให้เราเข้าสู่การทำงานยังไงอยู่
คือมันก็มีแหละครับ ไอ้ตัวงานทั้งหลายที่เราทำนั่นแหละก็คืองานที่เราจะต้องจบไปทำ
เพียงแต่ตอนเรียนแทบไม่มีใครพูดถึงจบแล้วจะต้องทำงานแบบไหนยังไงบ้าง
มีแต่เนื้อหาในเชิงออกแบบพูดถึงแต่ตัวเนื้องานแทบทั้งหมด
ไม่ได้สอนให้เราจบไปเดาใจลูกค้า ซึ่งผมมองว่าจุดนี้เป็นข้อดี
และเป็นหนึ่งในเหตุผลที่เราหลงรักการเรียนนี้มาก
ไม่มีอาจารย์สักคนเลย ที่มาคอยบอกว่ายังงี้จบไปแล้วจะทำงานยังไง
-อ้อ มีบ้างที่พูดตอนหน่ายเวลาเราส่งงานช้า
อันนี้มันเกี่ยวกับความคิดเห็นผมเกี่ยวกับระบบการศึกษาในมหาลัยด้วย
น้องติวชนิดที่มาถามผมว่า พี่ๆเรียนภาคนี้แล้ว จบไปจะมีงานเยอะไหม
รายได้ยังไง ตกงานไหม เออ ถ้าพ่อแม่อยากรู้ ผมจะบอกให้สำหรับไปตอบพ่อแม่
แต่ถ้าอยากรู้เองผมจะตอบว่า อยากรวยอย่ามาเรียนศิลปะ
ถ้าเราตั้งใจจะมาเรียนเพื่อจะตอบโจทย์ว่า จบไปแล้วประกอบอาชีพอะไรยังไง
รายได้ดีไหม แล้วคณะก็สอนให้เรามีความรู้-ความสามารถ
เพื่อตอบโจทย์การประกอบอาชีพเหล่านั้น
สอบวัดความรู้กันเข้ามาแล้วผลิตนักศึกษา
เข้าสู่ระบบการทำงานเหล่านั้นเพียงเท่านั้น
แบบนี้มหาลัยจะต่างอะไรกับสถานที่อบรมพนักงานก่อนเข้าทำงานล่ะ?
แย่กว่าอีก ต้องอบรมตั้งสี่ปี
เอาแบบหนักกว่านั้นเรื่องทำงานทำการ หางานยากไหม รายได้ยังไง เขาวัดจากอะไรล่ะ?
ถ้าไม่ใช่วัดจากว่าเราจบไปแล้ว ไปสร้างผลกำไรให้เขาได้มากขนาดไหน
ดังนั้นผมจึงไม่ศรัทธาการตัดสินใจชนิดที่ว่าเลือกเรียนที่ไหนก็ได้
ที่สอนวิชาที่ทำให้เรามีความรู้สำหรับไปประกอบอาชีพนั้นๆ
มหาลัยไม่ควรจะเป็นเพียงสถานที่อบรมอาชีพ
ถึงทุกวันนี้ส่วนใหญ่มันจะเป็นยังงั้นก็เถอะ
บางคนตั้งจุดมุ่งหมายของชีวิตไว้ แล้วหาทางไปให้ถึง
ซึ่งก็นับว่าเป็นทางที่ถูกที่ควรทำ บางคนดันไม่ศรัทธาอะไรแบบนั้นเลย
รู้แต่ว่าจะไปทางนี้ล่ะ ถูกผิดไม่รู้ ปลายทางเป็นอะไรไม่รู้
รู้แค่ว่ามาทางนี้แหละ เท่แล้ว ชอบแล้ว มันจะนำไปสู่อะไรก็ช่างหัว
ซึ่งจะเลือกอย่างไหนก็ตามสะดวก ถ้ายังมีโอกาสเลือก
เพราะบางคนเขาก็ไม่มีโอกาสได้เลือก
เรื่องการทำงาน คิดว่าหลายๆคนคงอ่านเรื่องประเภท
เรียนแล้ว สามารถจบมาทำงานอะไรได้บ้าง กันมาแล้ว
ผมคงไม่เขียนซ้ำ แต่จะเอาจากชีวิตจริงๆเลยดีกว่า
ว่าไอ้เพื่อนๆที่เรียนกันมาเนี่ย จบแล้ว มาทำงานทำการอะไร
หาเลี้ยงชีพกันจริงๆ บางคนก็เลยเถิดไปทำอะไรต่อมิอะไรบ้าบอไม่รู้
ความจำเป็นของชีวิตแต่ละคนแตกต่างกัน
จะได้เห็นภาพกันจริงๆว่า ชีวิตจริงๆมันเป็นยังไง
เท่าที่นั่งนึก เพื่อนๆในห้องผมจบมาทำงานทำการประมาณนี้กันครับ
- เป็นนักออกแบบกราฟิก อันนี้แหงๆ เป็นกันหลายคน
- เป็นอนิเมเตอร์ ทำการ์ตูนสามมิติ ตามบริษัทจำพวกนี้นี่ก็หลายคน
มีทั้งการ์ตูนที่ฉายทางทีวี และที่ฉายตามโรง(มันก็มีก้านกล้วยเรื่องเดียวนั่นแหละ)
- เป็นนักเขียนภาพประกอบ ตามนิตยสารหรือสำนักพิมพ์ต่างๆ
- เป็นสไตลิสต์
- เป็นดีไซเนอร์ แบรนด์เสื้อผ้า ที่นึกออกมีแจสปาลกับเกรย์ฮาวด์
- เป็นนักออกแบบดิสเพลย์ สยามพารากอนไรงั้น
- เป็นเจ้าของร้านกาแฟแถวสีลม
- เป็นนักทำโมชั่นกราฟิก เอฟเฟ็กต์ โพสต์โปรดักชั่น มิวสิควิดีโอ อันนี้ก็หลายคน
มีบางคนรวมกลุ่มกับรุ่นพี่เปิดบริษัท(ถ้าผมยังอยู่นั่นก็คงอยู่ในข้อนี้แหละ)
- เป็นนักทำโมชั่นกราฟิกรายการเพลงที่ฉายๆกันตามโทรทัศน์
- เป็นผู้กำกับมิวสิควิดีโอ อย่างของพาราดอกซ์เพลงอะไรสักอย่างจำชื่อไม่ได้
- เป็นนักออกแบบเวบไซต์
- เป็นนักเขียนวิจารณ์เพลง
- เป็นนักเขียนสารคดีเกี่ยวกับดนตรี อันนี้เชี่ยวชาญดนตรีป็อป
และเป็นนักสะสมเพลงป็อปไทยยุค80
- เป็นนักเขียนและ บก.นิตยสาร อะไรสักอย่างนึง จำชื่อไม่ได้
- เป็นครีเอถีฟ ในเอเจนซี่โฆษณา
- เป็นอาร์ตได
- เป็นนักรีทัช ในเอเจนซี่โฆษณา
- เป็นนักเรียน คือเรียนต่อน่ะ อิตาลี 2 คน ฝรั่งเศส 1 คน
อังกฤษ 3 คน คนนึงมาทุนกพ. ส่วนอีกคนมาล้างจานเอา
- เป็นพ่อค้า ขายข้าวขาหมูกิจการที่บ้าน ว่างๆก็ไปทำงานสามดี
(ร้านอยู่หลังสวนเชียวนะครับ ดังด้วย)
- เป็นหมอดูฮวงจุ้ย
- เป็นผู้หญิง คือเมื่อก่อนก็ดูเป็น แต่ยังไม่ครบทุกส่วน ตอนนี้ครบทุกส่วนแล้ว
ครบแล้วก็ไปเป็นนักแสดงโชว์ ออกแบบโชว์ด้วย
ถึงขั้นไปเดินสายไปหลายประเทศเลยเชียว
เกือบจบแล้วครับ เหลือประเด็นสุดท้ายอีกนิดเดียว
การเรียนกับข้อเท็จจริงในการทำงาน และเรียนมาโดยตรง
กับไม่ได้เรียนมา ต่างกันตรงไหนยังไง
โอ้ว
ขอจองคำถามไว้ข้อนึงก่อนเลยครับ เผื่อว่างๆ พี่เก้อจะมาตอบ
คือ เพื่อนๆ ของพี่เก้อนี่ มีใครที่ไม่เก่งมั่งไหมครับ
เอาแบบชีวิตในมหาลัยไม่ได้สุขสมหวังอะไรงี้
อยากรู้ว่ามีกรณีศึกษาที่น่าสนใจไหมสำหรับคนที่เรียนไม่เก่งง่ะ
ไม่เก่งก็สอบไม่ติดไปตั้งแต่แรกแล้วมั้งครับ(แบบว่าก็ในระดับนึงน่ะนะ)
คนเก่งกับคนไม่เก่ง จบมาแล้วรุ่งไม่รุ่ง มันก็ขึ้นอยู่กับดวง+เส้นสายเหมือนกัน
พวกที่เก่งมากๆตอนเรียนที่เรียกว่าพวกเทพ มีพรสวรรค์บางคน มันจัดระเบียบชีวิตตัวเองไม่ได้ ทำงานร่วมกับคนอื่นแล้วไม่รุ่งก็มีให้เห็นกันอยู่
บางคนหลุดโลกเบื่อทุกอย่าง อยู่แบบเรื่อยๆเปื่อยๆ ไม่หาอะไรเพิ่มให้กับตัวเอง ทำงานไปวันๆก็มี ..... แต่ไอ้คนประเภทนี้ ที่ยังหาความรู้เพิ่มเติมตลอด ฝึกตัวเองเหมือนตอนสมัยเรียน มันก็จะเก่งขึ้นเรื่อยๆ ทำงานจนมีชื่อเสียงในวงการนั้นๆได้แบบหายห่วง
พวกฝีมือดีรองลงมา บางคนตอนเรียน ทำงานได้ไม่ถึงกับดีมาก (แต่อยู่ในขั้นดี) จบออกไปบางคนก็รุ่งกว่าคนกลุ่มแรกที่ว่ามา ส่วนใหญ่คนกลุ่มนี้มันอาศัยพรแสวงและการฝึกฝนเรียนรู้ตลอด จนแซงพวกที่เก่งกว่าตัวเองได้
ส่วนบางคนที่ฝีมือไม่ดีมากแต่มันมี Taste ที่ดีรู้ว่าอะไรสวยไม่สวย ไอ้พวกนี้โดยมากมันจะขี้เกียจฝึกด้านฝีมือตั้งแต่ตอนเรียน ทั้งๆที่ถ้ามันตั้งใจฝึกคงจะเก่งกว่านี้ อาศัยเผางานส่งอาจารย์ไปเรื่อยๆ แต่มันมีหลักการในการเผางานให้จบออกมาได้ แถมโดยมากไอ้พวกนี้แหล่ะที่เป็นตัวฮา ตัวชวนตั้งวงสุราประจำชั้น ....ส่วนใหญ่คนลักษณะนี้ไม่ค่อยอดตาย มันเอาตัวรอดของมันได้ตลอด ..... เพื่อนในกลุ่มลักษณะนี้ บางคนไปทำงาน Prop (หาของ จัดฉาก ให้กับภาพยนตร์), ไปประกอบอาชีพอิสระอย่างเปิดร้านขายเสื้อผ้าที่จตุจักรบ้าง แถมบางคนร่ำรวยไปเลยก็มี
ส่วนพวกที่ฝีมือไม่เก่ง ส่วนใหญ่ก็จะทำงานประจำไปเรื่อยๆ บางคนก็ไปประกอบอาชีพอื่น มีเพื่อนไปทำงานเป็นเซลล์, เป็น Traffic (คอยดิวงาน จัดแจงงานด้านโปรดักชั่นให้พวกทีมงาน, Creative)
จำแนกเอาประมาณนี้ก็แล้วกัน
อ่านของพี่ฉึ่งแล้วนึกออกเลยครับ
เห็นหน้าเพื่อนแต่ละแบบลอยมาในหัวเลย :30:
ต่อกับประเด็นที่เหลือครับ ไม่เกี่ยวกับชีวิตการเรียนแล้ว
ข้อเท็จจริงสำคัญอย่างหนึ่ง ในแวดวงกลุ่มคนทำงานออกแบบดังๆหรือ
กลุ่มคนทำสตูดิโอออกแบบที่มีชื่อเสียง แทบจะไม่มีใครที่เรียนมาด้านอื่น
นอกจากสายศิลปะ- ออกแบบเลย ถ้าไม่ได้เรียนตอนตรีก็เป็นโท(มักจะเป็นเมืองนอก)
ปริมาณคนในแวดวงนี้หลักๆก็คงเป็นนิเทศศิลป์ หรือออกแบบสื่อสาร
นฤมิตรศิลป์ ฯลฯ ตามแต่จะเรียก มาทางสายไฟน์อาร์ตแบบจิตรกรรม-วิจิตรศิลป์,
ออกแบบอุตสาหกรรม, ครุศิลป์, สถาปัตยกรรม(หมายถึงที่เรียนถาปัตสร้างบ้านจริงๆ),
คอมอาร์ต และภาควิชาอื่นๆที่อยู่ในคณะด้านศิลปะออกแบบ
ส่วนคณะชื่อประเภทออกแบบสื่อ มัลติมีเดีย เทคโนโลยี ฯลฯ
ก่อตั้งขึ้นมาในระยะไม่นาน การจะมีคนจบมาแล้วเก่งกาจมีชื่อเสียง
ในวงการยังต้องใช้เวลากว่านี้หน่อยจึงยังไม่ปรากฎตัวตนมากนักในแวดวงการทำงาน
ข้อเท็จจริงที่สำคัญนี้ น่าจะถือเป็นการตอบคำถามต่อ
"ข้อแตกต่างของคนที่เรียนมาโดยตรงกับที่ไม่ได้เรียน"ได้ด้วย
อย่างที่พูดไว้ในการเรียนวิชาออกแบบพื้นฐาน
การเรียนพื้นฐานมันทำให้รากเราแน่นหนามั่นคง
ไม่ว่าจะเจอโจทย์แบบไหน ตัวตน ความชอบของเราเปลี่ยนไปแค่ไหน
รากเราจะยังมั่นคงไม่สั่นคลอนไปไหน หากไม่มีพื้นฐานที่ว่าแล้ว
เมื่อเจอปัญหาในเชิงออกแบบที่หนักหนาเข้า ก็ไม่สามารถไปไกลได้กว่านั้น
เรียกว่าเจอทางตัน ก็อาจทำให้ไขว้เขว แล้วไอ้วิชาชีพนี้จะทำให้คนร่ำรวยหรือก็เปล่าเลย
แถมไม่มีความมั่นคงใดๆอีกถ้าหากใครที่มีวิชาชีพอื่นๆรออยู่
ในระยะยาวเมื่ออายุมากขึ้น ก็มักจะเปลี่ยนแปลงไปทำอย่างอื่น
เป็นสาเหตุให้ เราแทบไม่เคยเห็นรุ่นใหญ่ๆในวงการ
ที่ไม่ได้เรียนสายศิลปะ-ออกแบบมาเลย
เหตุผลอีกด้านหนึ่ง การที่เราจะอยู่กับอะไรไปตลอดรอดฝั่งจนประสบความสำเร็จนั้น
มันอาศัยปัจจัยอะไรต่อมิอะไรหลายอย่างมาก การสอบเอ็นทร้านก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง
การที่เราตัดสินใจจะเรียนคณะอะไรก็แสดงถึงความมุ่งมั่นในระดับหนึ่งแล้ว
ว่าเรารักมันและตั้งใจจะอยู่กับมัน ความยากง่ายของคณะก็มีส่วน คณะที่เข้ายากๆ
ต้องใช้ความพยายามสูงในการสอบเข้าก็วัดความมุ่งมั่นได้อีกอย่าง จึงเป็นอีกคำอธิบายว่า
ทำไมคนที่ประสบความสำเร็จมักมาจากคณะที่เข้ายากๆเหล่านี้
(ก็ทุกสาขาอาชีพด้วยนั่นแหละ)และโดยเฉลี่ยคนที่มาจากคณะเหล่านี้
จะมีเปอร์เซ็นต์หันเหเฉไปทำอะไรอย่างอื่นน้อย การมีกลุ่มเพื่อน สังคม
ที่สร้างคอนเน็คชั่นดีๆ ก็มีส่วน ทั้งหมดนี้มันเป็นตัวพยุงให้เรา
ไม่ว่าจะเจอปัญหาอะไรในระยะยาว ก็จะยังอยู่กับวิชาชีพนี้ไปได้จนประสบความสำเร็จ
ซึ่งเป็นปัญหาสำหรับคนไม่ได้เรียนมาโดยตรงจะเผชิญ
(และพออายุมากก็อาจหันไปทำอย่างอื่นในที่สุด)
ที่เปรียบเทียบนี้ ไม่ได้บอกว่าไม่ได้เรียนมาจะทำไม่ได้
หรือมีความรักในการออกแบบน้อยกว่าแต่อย่างใดนะครับ
ผมไม่อาจเอื้อมไปชั่งน้ำหนักความรักของใครๆจากแค่การสอบเพียงหนึ่งครั้งนั่นหรอก
เราทุกคน แค่จุดมุ่งหมายก็ไม่เหมือนกันแล้ว ทางที่จะไปถึงนี่ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย
บางคนแค่การได้อยู่กับสิ่งที่รัก ไม่ต้องมีใครรู้จัก ไม่ต้องทำอะไรยิ่งใหญ่
นั่นก็คือประสบความสำเร็จแล้ว เพียงแต่ผมไม่สามารถหลีกเลี่ยงไปพูด
อะไรอย่างอื่นที่มันดูน่ารักน่าชังกว่านี้ได้ มันเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องเล่าข้อเท็จจริง
ให้เห็นภาพรวมทั้งหมดในช่วงเวลาที่น้องๆ ยังเลือกอนาคตการเรียนให้ตัวเองได้
จะชอบแบบไหนจะเลือกแบบไหนก็ตาม ข้อเท็จจริงมันก็คือแบบนี้แหละ
ลองนึกดูว่า การตัดสินใจของเราตอนนี้ ลองกะเอาว่าจะตายตอน 80
อายุ 16-17 จาก 80 มันเป็นระยะที่สั้นมาก ไม่ถึง 1 ใน 4 เลย
ในอนาคตปัจจัยในการดำรงชีวิตหลายต่อหลายอย่าง
มันจะนำพาเราไปพบเจออย่างอื่นมากมาย(ซึ่งไม่เกี่ยวกับการออกแบบเลย)
อะไรที่ทำแล้วได้ตังค์มากกว่า มั่นคงในชีวิตมากกว่า เลี้ยงลูกเมียได้
ผ่อนบ้านได้ ผ่อนรถได้ออปชั่นดีกว่า แต่ถ้าคิดว่าจะอยู่กับการออกแบบถึงอายุมากๆ
ก็ลองคิดดูว่า อะไรที่จำเป็นบ้างในการที่จะพาเราไปถึงจุดนั้น
พื้นฐานศิลปะที่มั่นคงเหรอ จำเป็นมากขนาดนั้นไหม ?
หรือความรู้ในศาสตร์ที่จะเอามาจัดการงานด้านนี้(เช่น นิเทศศาสตร์)มากกว่า ?
ที่ตัดสินใจวันนี้ เพื่อที่จะอยู่กับมันไปจนถึงอายุเท่าไหร่ ?
อย่างผมปีนี้ 19 ไอ้ที่ว่ามาทั้งหลายผมก็ไม่รู้หรอกว่าจะอยู่กับมันไปจนสามสิบ
สี่สิบ ห้าสิบไหม รู้แต่ว่าไอ้ที่การเรียนออกแบบให้ผมมานั้น
มันเพียงพอที่จะนำพาผมไปถึงตรงนั้น-ตรงไหนก็ตามเถอะ ที่ผมต้องการ
และสุดท้ายนี้ คือไอ้ผมเองเนี่ย จริงๆก็ไม่เคยต้องมานั่งติดสินใจอะไรแบบนี้หรอก
เหตุผลเหรอครับ ก็เพราะผมรักการออกแบบ ...อ้าว ฟังดูหล่อไปเหรอครับ
หน้าด้านจริงๆ เอาความจริงดีกว่า (ไม่ใช่พี่เบิร์ดนะครับ จะได้เพราะเบิร์ดรักเสียงเพลง)
ความจริงก็มีแค่ว่าทำอย่างอื่นไม่เป็น อยู่ในสังคมแบบอื่นไม่เป็น
นอกจากสังคมแบบที่เคยเรียนมา ง่ายๆแค่นั้นแหละ
พ่อแม่เลยไม่เคยต้องมาให้คำแนะนำอะไร แต่ถ้าเป็นพี่ๆผม
เวลาพ่อแม่ผมแนะนำเรื่องอนาคต แกก็เล่าอธิบายแสดงความคิดเห็น
ในฐานะพ่อแม่ คงคล้ายๆพ่อแม่ทุกคนที่รักลูกนั่นแหละ แต่พ่อผมจะลงท้ายเสมอว่า
ยังไงก็แล้วแต่ นี่ก็เป็นความคิดเห็นของพ่อ ซึ่งก็เป็นคนๆนึงเหมือนกัน
อาจจะถูกหรืออาจจะผิดก็ได้ เพราะงั้นอนาคตเรา รู้ตัวเราเองว่าต้องการอะไร
เลือกเอาเอง และรับผิดชอบการตัดสินใจนั้นเอง
เช่นเดียวกัน ผมอาจจะถูกหรืออาจจะผิด แต่ผมเลือกมาแล้ว
และทั้งหมดนี้คือที่ผมเจอมาครับ.
(http://img2.f0nt.com/30/e39af5e9ba81e49d261c5bf50e85da38.jpg)
:45: สุดยอดมากๆ ครับพี่เก้อ
อลังการงานสร้างครับ :45:
สุดยอดมากเก้อ :12: :12: :12:
ชอบแบนเนอร์ เห็นปุ๊ปรู้เลยว่า "ทำไมต้องเรียนออกแบบ?" :45:
จบซะที เยี่ยมมากครับ ตอนผมสอบเข้าน่าจะมีอะไรแบบนี้ให้อ่านมั่งนะเนี่ย หลับหูหลับตาวัดใจกันเองไปเลยตอนนั้น คนให้ปรึกษาก็ไม่มี อาจารย์แนะแนวก็ไม่รู้จะตอบคำถามที่อยากรู้ลึกๆยังไง เจ๋งมากครับ :12:
อ้างคำพูดจาก: iannnnn เมื่อ 29 ต.ค. 2007, 14:57 น.
เรื่องสวนทวารของพี่โอดำนี่เจ๋งดีครับ ช่างเปรียบช่างเปรย :12:
สวนทวาร นี่ฟังดูแหม่งๆนะครับ :08:
โอ้ว จบลงอย่างสวยงามแล้ว
อ่านจบแล้ว อยากลาออกจากงานเลย
เพราะมีความสุขที่จะทำ แต่ไม่มีความสุขที่ต้องทำตามอารมณ์คนอื่น
เหมือนใครเคยบอกว่า อย่าสิ่งที่ชอบ มาเป็นงาน เพราะอาจทำให้สิ่งที่ชอบกลายเป็นไม่ชอบ
:05:
(http://img2.f0nt.com/30/32e7c2323b36f34ddeddc5554de67748.jpg)
:22:
:25:
:12: เยี่ยมสุดๆเลยจู๋นี้
ปล.เห็นแบนเน่อร์จู๋นี้แล้วนึกถึงโปรแกรมออกแบบแบนเน่อร์สมัย Dos
เ่อ่อ ขอถามนิดนึงนะครับ
ถามแบบว่า ไม่ไป search ตามจู๋อื่นแล้วนะครับว่าซ้ำมั้ย
เพราะขอใช้สิทธิ์เด็กที่กำลังอยู่ในช่วงตัดสินใจ ไฟลนก้น มาถามเลยละกัน
ที่จริง นิเทศศิลป์เป็นสิ่งที่สามอยากเข้าเป็นอันดับแรกเลยนะครับ :30:
แต่ที่สามเบนความคิดมาทางคณะอื่นมั่ง เพราะอยากลองหาทางเลือกเพิ่มเติมให้กับตัวเอง
และสามซีเรียสเรื่องสอบความถนัด เพราะสาม ม.5 แล้ว ยังไม่ได้ไปเรียนกับชาวบ้านเค้าเลย :41:
ใช่ว่ามั่นใจในพื้นฐานของตัวเองนะครับ เพราะมันมีก็แ่ค่ขี้เล็บ
สามอยากเรียนมาก แต่ไม่มีเวลาไปเรียนเลย :05:
เลยอยากรู้ว่า มันจำเป็นมั้ยครับ ที่ทุกคนต้องไปเรียน
หรือว่าการที่ไปเรียน ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถ+พื้นฐานของแต่ละคนด้วย
มิฉะนั้น จะซื้อหนังสือติว มาศึกษาค้นคว้าเอง
และต่อยอดด้วยการค่อยๆเรียนรู้สิ่งใหม่ๆด้วยตนเอง พร้อมๆกับทฤษฎีต่างๆในหนังสือด้วย
เพราะสามค่อนข้างเซ้วกับตัวเองไปนิดว่า
ทุกอย่างที่สามเป็นๆมา สามศึกษาและใช้ึความเข้าใจของตัวเองเป็นหลัก
เลยกล้าที่จะถามว่า จะไปซื้อหนังสือติวมาอ่านเอง แทนที่จะไปติวได้มั้ย :30:
ก็จะซื้อมาอ่าน แล้วก็นั่งทำ zheza ไปด้วยครับ :11:
ความเห็นส่วนตัว
การติวเพื่อสอบเข้า ต่างจากการสะสมบารมีทีมีอยู่นะ
ไม่ว่าเอ็งจะเจ๋งมาจากไหน แต่ถ้าไม่ผ่านตามไวยากรณ์ที่เขาใช้เป็นบัตรผ่านเข้าคณะ ก็ อด
อย่างความถนัดถาปัด ติวกันไปเหอะ สอบกันไปเหอะ
สอบเสร็จปั๊บพอเข้ามานั่งเรียนในคณะเนี่ย ก็ไม่เห็นจะได้แตะอีกเลย
แล้วก็งานเนี่ย ถ้ารู้สึกว่ามันรบกวนเวลาเรียน-รบกวนอนาคตมากไปแล้ว
ก็หยุดทำไปเลย ต้องชั่งน้ำหนักดูว่าอะไรสำคัญกว่ากัน
(อาจจะเงินสำคัญกว่าก็ได้ไม่เชื่อถามตั๊กบงกชสิ ไม่เห็นต้องเข้ามหาลัยเลย)
+ พี่เก้อ :25:
อดีตผมเคยอยากเรียนสายออกแบบครับ ครั้งแรกคือ สาขาที่มันทำ animation ครับ
ตอนนั้นอยู่ ม.2 กำลังบ้า flash วาดรูปทุกวัน มหิดลจับมือกับบริษัทอะไรไม่รู้ลืมไปแล้วเปิดสาขานี้
ต่อมาไม่นานก็หันมาสนใจสถาปัตย์ ความคิดตอนนั้นคือ อยากเรียนจบไปทำอย่างอื่นครับ
แบบว่า วินทร์ ประภาศ ปัญญา ฯลฯ
แล้วพอมา ม.3 ผมคิดมากจนหัวแตก แล้วก็เป็นพวกหัวรุนแรง ขวางโลกอยู่พักนึง
ไอเดียของผมคือ จะไม่ทำงานรับใช้นายทุนเด็ดขาด (แต่ก็ยังเสือกทำเว็บอีกหลายครั้ง) :30:
ผมทำลายความฝันของเด็กอายุ 14 คนหนึ่งด้วยความคิดต่อต้านทุนนิยมสามานย์
แล้วผมก็มาคิดได้ทีหลังแหละ ว่าจริงๆ แล้วจะเอาอะไรกะชีวิตนี้มากไม่ได้หรอก
กว่าจะคิดได้ผมก็เลิกสนใจการเรียนเพื่อไปทำงานในสายงานนี้แล้วครับ จบ...
จริงๆ ผมก็ไม่เคยรู้นะว่าเรียนไปแล้วได้อะไร
ตอนนี้พอเข้าใจอย่างลึกซึ้งมากขึ้นนิสนึง
:40:
ยินดีครับ :22:
(ตอบสั้นๆมั่ง)
จู๋ดีมีสาระ สุดยิดๆ :12:
อ้างคำพูดจาก: Saa3 เมื่อ 30 ต.ค. 2007, 18:33 น.
เ่อ่อ ขอถามนิดนึงนะครับ
ถามแบบว่า ไม่ไป search ตามจู๋อื่นแล้วนะครับว่าซ้ำมั้ย
เพราะขอใช้สิทธิ์เด็กที่กำลังอยู่ในช่วงตัดสินใจ ไฟลนก้น มาถามเลยละกัน
ที่จริง นิเทศศิลป์เป็นสิ่งที่สามอยากเข้าเป็นอันดับแรกเลยนะครับ :30:
แต่ที่สามเบนความคิดมาทางคณะอื่นมั่ง เพราะอยากลองหาทางเลือกเพิ่มเติมให้กับตัวเอง
และสามซีเรียสเรื่องสอบความถนัด เพราะสาม ม.5 แล้ว ยังไม่ได้ไปเรียนกับชาวบ้านเค้าเลย :41:
ใช่ว่ามั่นใจในพื้นฐานของตัวเองนะครับ เพราะมันมีก็แ่ค่ขี้เล็บ
สามอยากเรียนมาก แต่ไม่มีเวลาไปเรียนเลย :05:
เลยอยากรู้ว่า มันจำเป็นมั้ยครับ ที่ทุกคนต้องไปเรียน
หรือว่าการที่ไปเรียน ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถ+พื้นฐานของแต่ละคนด้วย
มิฉะนั้น จะซื้อหนังสือติว มาศึกษาค้นคว้าเอง
และต่อยอดด้วยการค่อยๆเรียนรู้สิ่งใหม่ๆด้วยตนเอง พร้อมๆกับทฤษฎีต่างๆในหนังสือด้วย
เพราะสามค่อนข้างเซ้วกับตัวเองไปนิดว่า
ทุกอย่างที่สามเป็นๆมา สามศึกษาและใช้ึความเข้าใจของตัวเองเป็นหลัก
เลยกล้าที่จะถามว่า จะไปซื้อหนังสือติวมาอ่านเอง แทนที่จะไปติวได้มั้ย :30:
ก็จะซื้อมาอ่าน แล้วก็นั่งทำ zheza ไปด้วยครับ :11:
ขอตอบสามนิดนึง เพราะว่า ผ่านสนามรบมาเยอะมากเลยปีนี้
การที่ติวหรือไม่ติวนั้น เราคิดว่า ส่วนใหญ่มันก็ขึ้นอยู่กับเราทั้งนั้น
ตอนนี้ สามอยู่ในช่วง ม.5 เทอม 2 ขอฟันธงเลยว่า ทันยิ่งกว่าทันซักกะอีก
บางคน รู้ตัวตอนที่เค้าปิดรับสมัครแล้ว บางคนรู้ตัวตอนเข้าปีหนึ่งไปแล้ว
และยิ่งคนที่มีพื้นฐานด้านการวาดรูปดีแบบสาม (ยืนยัน)
ไม่ยากเลย ที่จะซื้อหนังสือมาฝึกฝนด้วยตัวเอง ฝึกไปเหอะ ขยันๆ (เอามาโพสให้พี่ๆป้าๆลุงๆดูและแนะนำติชม)
ซื้อหนังสือดีดีมาซักเล่ม เช่น วาดเส้นตึกป๋า หรือว่า หนังสือของเศรษฐมันต์
และก่อนที่เราจะไปสอบตามคณะต่างๆ นั้น ที่คณะนั้นๆ เขาจะมีติวสำหรับน้องๆทั่วไป ต่างจังหวัด ฯลฯ
เช่น ถ้าเป็นศิลปากร ก็จะมี "ยืดอกพกกระดาน" ติวก่อนสอบ 7 วัน สำหรับคนที่จะเข้ามัณฑนศิลป์
ซึ่งเราเชื่อว่า ถ้าหากสาม ติวและฝึกฝนตัวเอง ทั้งวิชาสามัญ และวาดรูปมาเป็นอย่างดี
การเข้าค่าย 7 วันก่อน เป็นอะไรที่ดีมากๆ สำหรับสามนะ (ช่วง 7 วันนี้ ก็ฝึกความแม่นยำ ฝึกลายเส้นให้เป็นแบบมัณฑนศิลป์)
และอาจจะเป็นทางเลือกที่ดี เพราะว่า มันไม่ยุ่งเกี่ยวกับระบบ Admission และไม่ใช้เกรดที่ รร เลย
คือ ศิลปากรนะ เหมือนจะวัดกันไปเลย ว่า วิชาการดี ศิลปะเยี่ยม
แต่ถ้าหากผิดหวังสอบตรงจากที่นี่ ก็มีทางเลือกอื่นให้เลือกมากมาย
เช่น คณะศิลปกรรมจุฬา สาขาทัศนศิลป์ เอกนฤมิตศิลป์ เอกจิตรกรรม ฯลฯ
หรือ จะเป็น คณะศิลปกรรม มศว อย่างพี่แจ๊ก พี่ป่านก็ได้
ต้องติดตามข่าวสารอย่างสม่ำเสมอ ...
อย่าไปคิดว่าเรามีฝีมือต่ำหรอก เพราะตอนเราไปสอบนะ มีทุกประเภทอะ
แบบว่า อุปกรณ์เตรียมครบมาอย่างดี ดูมีฐานะ แต่พอเห็นงานแล้วอะ ... :26:
มีตั้งแต่ ไม่เคยเรียนวาดรูป ไม่เคยได้ฝึกฝนมาสอบเลยก็มี
ฝากบอกเรื่องคณะเพื่อการเตรียมตัวที่ดีสำหรับน้องในฟอนต์ที่กำลังเตรียมตัว
คณะมัณฑนศิลป์ ศิลปากร - สอบวิชาสามัญ 5 วิชาหลัก (ไทยกับอังกฤษไม่ต้องอ่านมาก) อ่านวิทย์เยอะ ท่องสูตรคณิตเยอะ
วิชาสังคมติดตามข่าวสารบ้านการเมืองให้เยอะๆ เพราะออกเยอะมาก แต่ละวิชาต้องเกิน 30%
>> ทั้งหมดคิดเป็น 40%
- สอบวิชาวาดเส้นมัณฑนศิลป์ - ปีนี้วาดมือถือช้อน ถ้าวาดมือให้วาดมือให้ละเอียดมากๆ เห็นกล้ามเนื้อชัดเจน
- น้ำหนัก ครบ 7 ระยะ เห็นลายมือด้วยก็ยิ่งดี คาดว่าปีหน้าจะได้วาดมืออีกนะ
- วิชานิเทศศิลป์ - ส่วนใหญ่จะให้ออกแบบโปสเตอร์ ตอนนี้ควรจะฝึกการใช้สีโปสเตอร์ หรือสีที่ตัวเองถนัด
สอบ 2 ตัวนี้ วิชาละ 3 ชม เวลาฝึกทำพยายามจับเวลาด้วย 2 วิชา นี้ต้องเกิน 50/100
>>> คิดเป็น 60%
คนเข้าสอบประมาณ 4000-6000 คน ประมาณนี้ แล้วก็ รับ ประมาณ 300 คน
สอบตรงคณะศิลปกรรมจุฬา - จะสอบหลังจากสอบความถนัด Admission
นฤมิตรศิลป์ (คล้ายนิเทศศิลป์) - สาขานี้คนสอบไม่เยอะแต่รับน้อยมาก ประมาณ 4 คน (สอบ106คน)
- วิชาสอบเป็นข้อเขียน(ข้อเขียนเขียนเอา) วิชาประวัติศาสตร์ศิลป์ ยากมากโหดมาก
- วิชาสอบปฏิบัติ ก็จะเป็นให้ลงสีอะ ปีนี้ให้ ขายแฟนตัวเอง เอาหน้าแฟนมาขาย 55
- ใช้เกรดวิชาภาษาไทย สังคม อังกฤษ ที่รร และ GPAX รวม 40% ที่เหลือเป็นที่สอบตรง
จิตรกรรม (อันนี้เราสอบ) - สาขานี้คนสอบไม่เยอะแต่รับน้อยมากเช่นกัน 102 คน เอา 10
- วิชาทฤษฏีประวัติศาสตร์ศิลป์ ง่ายมาก ถ้าอ่านไป สนุกมากๆ
- วิชาปฏิบัติ แต่ละปีไม่เหมือนกัน ปีนี้ให้วาดหุ่นปูนฝรั่ง
- ใช้เกรดวิชาภาษาไทย สังคม อังกฤษ ที่รร และ GPAX รวม 30% ที่เหลือเป็นที่สอบตรง
คณะศิลปกรรม เอก ออกแบบสื่อสาร มศว - ใช้ portfolio 30% (เหมาะสำหรับสามมากเลย55)
- ใช้ภาษาอังกฤษสอบ (เหมาะอีกแล้ว55)
- สอบความถนัดทางการเรียน (คล้ายความถนัดครู)
- สอบทฤษฏีพื้นฐานเกี่ยวกับวิชานี้ เกี่ยวกับความรู้ทางคอม (เหมาะอีกแล้ว)
- สอบวิชาออกแบบ เช่น ออกแบบโปสเตอร์ ออกแบบปกนิทาน (ชอบไหม)
- ไม่ใช้เกรดที่ รร
- ปีนี้สอบ 1082 คนเอา 40 คน
เอาเป็นว่า รีบๆ ตัดสินใจแล้วกัน ว่า อันไหนใช่ตัวเองจริงๆ อันไหนเรียนแล้วเรามีความสุข
ปล.ถ้าสอบนิเทศศิลป์ อาจจะได้เจอกันปีหน้านะจ้ะ T_T เพราะจะไปสอบใหม่เหมือนกัน
ถามบักเก้อครับว่า
วงการนี้ มีที่สำหรับคนธรรมดาฝีมือธรรมดาๆหรือเปล่า
เท่าที่รู้ว่า คณะนี้ไม่มีใคร ฟลุ๊คเข้าไปแน่นอน ถ้าเก่งไม่จริง :05:
สัมผัสมากับมือ
+ ขอบคุณมากครับ :25:
(มศว มีใช้พอร์ตด้วย :07b:)
(เฮ้ย ไม่ใช้เกรดด้วย :07c:)
:07c:
อ้างคำพูดจาก: iamnot shotYouDown เมื่อ 31 ต.ค. 2007, 11:12 น.
ถามบักเก้อครับว่า
วงการนี้ มีที่สำหรับคนธรรมดาฝีมือธรรมดาๆหรือเปล่า
ตอบแทนบักเก้อครับ ป่านนี้หลับไปแล้ว
มีทั่วไปครับ เพื่อนผมก็ไม่เป็นอะไรเลย สมัยเรียนนะ
จบมาเก่งได้ เพราะพรแสวงนี่ล่ะครับ
และผมเองคนนึงล่ะ ที่ฝีมือธรรมดามาก เมื่อเทียบกับเพื่อน
แต่ก็สามารถเรียนกับเทพที่มาจาก ไทยวิ ช่างศิลป์ หรืออะไรก็ตาม
ได้เหมือนกันครับ
ออกแบบ มีพื้นมาน่ะดีครับ มันรับเร็ว แล้วงานออกมาเร็ว
แต่ใช่ว่าคนไม่มีพื้นเลย จะทำไมได้ ถ้าคุณแสวงหา
อ้างอิง
คณะศิลปกรรม เอก ออกแบบสื่อสาร มศว - ใช้ portfolio 30% (เหมาะสำหรับสามมากเลย55)
- ใช้ภาษาอังกฤษสอบ (เหมาะอีกแล้ว55)
- สอบความถนัดทางการเรียน (คล้ายความถนัดครู)
- สอบทฤษฏีพื้นฐานเกี่ยวกับวิชานี้ เกี่ยวกับความรู้ทางคอม (เหมาะอีกแล้ว)
- สอบวิชาออกแบบ เช่น ออกแบบโปสเตอร์ ออกแบบปกนิทาน (ชอบไหม)
- ไม่ใช้เกรดที่ รร
- ปีนี้สอบ 1082 คนเอา 40 คน
น่าสนตรงไม่ใช้้เกรด :30: :30: :30: :30:
อ้างคำพูดจาก: iamnot shotYouDown เมื่อ 31 ต.ค. 2007, 11:12 น.
ถามบักเก้อครับว่า
วงการนี้ มีที่สำหรับคนธรรมดาฝีมือธรรมดาๆหรือเปล่า
ช่วยตอบอีกคน มีค่ะ จอยก็คนธรรมดาฝีมือธรรมดา ไม่ได้เรียนมาด้านนี้ด้วยซ้ำ
ยังมีที่ให้จอยอยู่เลย ไม่ต้องห่วงหรอก ไม่มีอะไรเกินความสามารถและมุ่งมั่นหรอก :33:
(หลังจากเอาคอมไปซ่อมเป็นเดือน โผล่เปิดเจอจู๋นี้นี่คุ้มจริงๆ...)
สุดยอดเลยค่ะพี่เก้อ จินนี่นั่งอ่านตั้งแต่หน้าแรกยันหน้าเนี้ยแหล่ะ :45:
(เกือบ2ชั่วโมง :08:) อื้มมมม.....ไม่รู้จะชมอะไรดี แต่มันสุดยอดจริงๆ
เป็นจู๋ที่อ่านแล้วไฟลุกพรึ่บๆอย่างไม่น่าเชื่อ(ฟังดูเว่อไหม? แต่ก็ จริงๆนะ)
ได้ความรู้เยอะมาก อ่านแล้วเข้าใจเลยว่าถ้าอยากเรียนศิลปะ ไม่สิ ออกแบบสินะ
ควรแน่น"พื้น"มากๆ และต้องขวนขวาย พัฒนาตัวเองตลอดเวลาจริงๆ :22:
อ้างคำพูดจาก: Saa3 เมื่อ 30 ต.ค. 2007, 18:33 น.
เ่อ่อ ขอถามนิดนึงนะครับ
ถามแบบว่า ไม่ไป search ตามจู๋อื่นแล้วนะครับว่าซ้ำมั้ย
เพราะขอใช้สิทธิ์เด็กที่กำลังอยู่ในช่วงตัดสินใจ ไฟลนก้น มาถามเลยละกัน
ที่จริง นิเทศศิลป์เป็นสิ่งที่สามอยากเข้าเป็นอันดับแรกเลยนะครับ :30:
แต่ที่สามเบนความคิดมาทางคณะอื่นมั่ง เพราะอยากลองหาทางเลือกเพิ่มเติมให้กับตัวเอง
และสามซีเรียสเรื่องสอบความถนัด เพราะสาม ม.5 แล้ว ยังไม่ได้ไปเรียนกับชาวบ้านเค้าเลย :41:
ใช่ว่ามั่นใจในพื้นฐานของตัวเองนะครับ เพราะมันมีก็แ่ค่ขี้เล็บ
สามอยากเรียนมาก แต่ไม่มีเวลาไปเรียนเลย :05:
เลยอยากรู้ว่า มันจำเป็นมั้ยครับ ที่ทุกคนต้องไปเรียน
หรือว่าการที่ไปเรียน ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถ+พื้นฐานของแต่ละคนด้วย
มิฉะนั้น จะซื้อหนังสือติว มาศึกษาค้นคว้าเอง
และต่อยอดด้วยการค่อยๆเรียนรู้สิ่งใหม่ๆด้วยตนเอง พร้อมๆกับทฤษฎีต่างๆในหนังสือด้วย
เพราะสามค่อนข้างเซ้วกับตัวเองไปนิดว่า
ทุกอย่างที่สามเป็นๆมา สามศึกษาและใช้ึความเข้าใจของตัวเองเป็นหลัก
เลยกล้าที่จะถามว่า จะไปซื้อหนังสือติวมาอ่านเอง แทนที่จะไปติวได้มั้ย :30:
ก็จะซื้อมาอ่าน แล้วก็นั่งทำ zheza ไปด้วยครับ :11:
อยากตอบสามอ้ะ ไม่ใช่ในฐานะรุ่นพี่นะคะ
ในฐานะรุ่นเดียวๆกันนี่แหล่ะ ม.5เทอม2 ที่ติวมาตั้งกะตอนขึ้นม.4(ขอแจงก่อนว่ามิได้อวดรู้ใดๆ แค่อยากเสนอคคห. )
...ซึ่งเราก็เคยถามคำถามนี้กับพี่ติวตัวเองเหมือนกัน
(ตอนนั้นตูก็เซ้วใช้ได้ หรืออีกแง่คือ ขี้เกียจเดินทางมาเรียนบ่อยๆ :08: แต่ลงท้ายก็มาเรียนจนตอนเนี้ย- -")
ถ้าถามว่าการมาติววาดเส้นสำคัญมั้ย?
- ก็สำคัญนะ... เราคิดว่าสามน่าจะพื้นดีแหล่ะ เซ้นน่าจะดีมากๆด้วย ซึ่งไม่ได้แปลว่าศึกษาเอง แล้วฝึกวาดเองไม่ได้นะคะ
แต่เรามีความคิดว่า ถ้าเราอ่านจากในหนังสืออย่างเดียว พื้นเราอาจจะแน่น
คือรู้ว่าวงกลมแรเงายังไง สานเส้นวิธีนี้สวยดีนะ เงาวัตถุนี้ต้องตกกระทบตรงไหน จัดองค์ประกอบรูปแบบไหนสวย บลาๆ
ซึ่งมันก็ดี...ทุกอย่างเป็นความรู้ทั้งนั้น เอามาใช้ได้จริงด้วย
แต่อาจผิดจุดประสงค์บางอย่าง มันอาจจะทำให้เราเป็น"แฟนพันธุ์แท้ดรออิ้ง"
แต่ในทางปฏิบัติมันจะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง มันขึ้นอยู่กับการฝึก ฝึก ฝึก มากกว่าอ่าน
ข้อดีของการมาติว(วงเล็บว่า อย่างสม่ำเสมอ และตั้งใจจริง)ตามความเห็นเรานะ
- มีคนแนะนำถึงจุดผิดพลาดที่เราอาจมองไม่เห็นมัน บางทีเราวาดไปเราไม่รู้หรอก มันดี-ไม่ดี
หรืออาจเห็นว่ามันยังไม่สวยพอ แต่จะแก้ยังไงดี ซึ่งตรงนี้แหล่ะคือประโยชน์ของการมีคนสอนค่ะ
- บรรยากาศตอนวาดรูป ไม่รู้ว่าแต่ละที่เรียนเหมือนกันมั้ย ทั่วๆไปน่าจะเป็นแบบว่า
หุ่นนิ่งอยู่ตรงกลาง แล้วเราเลือกมุมในการวาดเอง(ได้ประโยชน์เรื่องการจัดองค์ประกอบของรูปค่ะ)
รวมทั้งจับเวลาทำจริงด้วย...สำคัญมากนะ
-รู้เกณฑ์การให้คะแนน ทำให้รู้ว่างานยังขาดอะไร ตอนทำงานจะพอดูๆเป็นด้วยว่าน่าจะได้สักเท่าไหร่ค่ะ
- มีเพื่อนติว (ที่มันไม่ชวนโดดนะ) คนที่ชอบอะไรคล้ายๆกัน
และได้เห็นงานคนอื่นๆค่ะ โดยเฉพาะวิชาภาค ซึ่งเราว่าดีนะได้ดูทั้งมุมมองว่าโจทย์เดียวกันนอกจากความคิดเราแล้ว
มันจะเป็นอะไรได้อีกบ้าง แล้วมันดี-มันพลาดตรงไหน แล้วงานเราถ้าเทียบกับรุ่นๆเดียวกันมันขนาดไหนแล้ว
- ได้เทคนิคบางอย่าง ที่จะไม่ได้จากหนังสือ เช่น อะไรดีล่ะ....อย่างการวาดยังไงให้มันเร็วขึ้น
ปาดยางลบหรือเว้นขาวตอนวาดพวกแก้วยังไงดี อะไรทำนองนี้
-คือเราไม่รู้ว่าข้อสอบมันจะออกอะไรค่ะ เกิดบางปีดันออกพอทเทรทตัวเอง(วาดคนตั้งแต่หน้าถึงบริเวณหน้าอก)
จะทำไงดี วิธีแก้ปัญหากำปั้นทุบดินที่พี่ติว
ชอบบอกคือ"ควรวาดให้ได้ทุกอย่างดิ่" ซึ่งไอ้ทุก'อย่างนั้น(ที่น่าจะออกสอบ)'นั่น ในหนังสือก็ให้เราได้ไม่ครบดีค่ะ
-นอกจากดรออิ้ง ก็มีเรื่องของวิชาภาค ในที่นี้ของสามคือนิเทศสิเนอะ
เซ้นมันก็มีส่วนนะ แต่รายละเอียดปลีกย่อยมันแยะแจกแจงไม่หมด
อย่างน้อยๆก็ควรมีคนแนะนำในเบื้องต้นจะดีที่สุดค่ะ (เอ้อ....เรายังไม่เคยเห็นหนังสือนิเทศศิลป์นะ มันมีมั้ยคะ? :09:)
ที่พิมพ์ๆไปเหมือนจะสนับสนุนล้านเปอร์เซนต์ให้หาที่ติวเลยใช่มั้ย?....มันก็ใช่อยู่ แต่จริงๆก็ไม่ขนาดนั้น
ทางเลือกอื่นอย่างที่พี่ลั่นบอกก็ดีค่ะ :22:
เพราะม.5เทอม2จริงๆมันก็กำลังดีแหล่ะ เรียนมานานมันก็เบื่อได้(อ้างอิงจากตัวเอง)
และบางทีอาจแพ้คนที่ขยันโคตรๆจนวินาทีสุดท้ายเอาได้เหมือนกัน
ทางที่อยากเสนอก็คือ
- หาหนังสือมาดู อ่าน อ่าน อ่าน พยายามทำความเข้าใจค่ะ ต้องเข้าใจมันตั้งแต่รูปทรงพื้นฐานเลย
ดูมันทั้งรูปที่สวยและยังไม่ดี ดูว่าทำไมมันสวย แล้วไอ้แบบหลังมันพลาดตรงไหน ถ้าปรับตรงไหนมันจะสวย
- วาด ลอกรูปก่อนก็ได้นะ ที่ติวเราบางคนพี่ติวก็จะให้ลอกรูปก่อน เป็นการstudyอย่างนึง
จุดประสงค์คือให้เข้าใจค่ะ และฝึกมือและเส้นน่ะ
- ถ้าหาคนแนะนำไม่ได้ก็เอางานที่วาดลงในฟoนต์บ่อยๆ สำคัญคือต้อง"วาดเยอะๆ"ค่ะ^^
- วาดวัตถุให้'ผ่าน'เป็นประเภทๆไป ....ไม่รู้สินะ ที่ติวเราใช้วิธีนี้อ่ะ
...แต่จริงๆถ้าเป็นไปได้อยากให้สามมีพี่ติว(หรือใครที่จะเป็นคนสอนได้ทั้งดรออิ้งและนิเทศศิลป์)สักคนอยู่ดี
เชียร์นะ ไม่งั้นซุ่มฝึกคนเดียวกลัวพลาด เสียดายฝีมือสามน่ะ
เพราะอย่างวิชาภาคมันไม่เหมือนกันน่ะ ควรมีคนสอนจริงๆแหล่ะ
เอาคนสอนแบบที่เจอตัวเป็นๆ สอนตัวเป็นๆน่ะ
ไม่ต้องติวบ่อย เน้นทำเองเยอะ เยอะ เยอะ ก็ได้แล้วเอางานไปให้เค้าวิจารณ์ก็ได้
แต่น่าจะเจอคนสอนบ้าง น่าจะได้อะไรมากกว่าค่ะ
...เหนื่อย พิมพ์เยอะมากเลย เอาเป็นว่านี่ก็พยายามเค้นสมองจากที่พี่ติวเคยแนะนำมาเกือบหมดแล้วมั้ง
บอกอะไรผิดไปก็ขอโทษด้วยนะคะ
เหลือ1ปีพอดีๆ ทันเหลือเฟือสำหรับคนขยันเนอะ :12: .....เราก็สอบปีเดียวกัน สู้! :33:
:45: ขอบคุณมากครับ +
คือ วางแผนจะไปติวนานแล้วแหละครับ (ตั้งแต่ปิดเทอมใหญ่ ม.4 ขึ้น ม.5)
แต่เพราะขี้เกียจซะก่อน :30:
เลยเอาวะ คราวนี้ไปติวจริงๆละ :05:
โอ้วพระเจ้า
ผ่านไปเกือบอาทิตย์เพิ่งจะมาเบิ่งเห็น
เดี๋ยวจะมาตามอ่านตามบวกนะครับ
เพราะคงไม่เหลือบทให้ออกแล้ว :42:
ขอให้รุ่นน้องทุกคนโชคดีครับ
(ส่วนตูก็ปล่อยไปตามเวรตามกรรมเถอะ :05:)
:12: พี่เก้อสุดยอดจริงๆ
อ้างคำพูดจาก: Saa3 เมื่อ 31 ต.ค. 2007, 15:40 น.
:45: ขอบคุณมากครับ +
คือ วางแผนจะไปติวนานแล้วแหละครับ (ตั้งแต่ปิดเทอมใหญ่ ม.4 ขึ้น ม.5)
แต่เพราะขี้เกียจซะก่อน :30:
เลยเอาวะ คราวนี้ไปติวจริงๆละ :05:
บางทีเราว่า เราจะติดไม่ติด เก่งไม่เก่ง มันก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเราเสมอไปนะ
เราว่า บางทีก็ขึ้นอยู่กับพี่ติวด้วยอะ ว่า พี่ติวเค้าสอนแบบไหน ใส่ใจกับเราแค่ไหน
เช่น บางคนอาจจะพื้นฐานปานกลาง แต่ว่าบังเอิญไปติวกับพี่หรือครูที่รร ก็ไม่ติด
เราว่า ถ้าจะให้ดี ติวกับพี่เดค จะเป็นอะไรที่ดีมาก และโอกาสติดค่อนข้างสูงนะ
ตอนเราไปสอบความถนัดAdmission เราเห็นเด็กที่เค้าไม่ได้อยู่ในเมืองอ่า
เค้าถือหนังสือวาดเส้นของเศรษฐมันต์เล่มหนึ่งอะ แล้วเราเห็นฝึมือเค้าเราถึงกับอึ้งอะ สวยมาก
เพราะ เด็กที่อยู่ชนบท เค้าไม่มีโอกาสเหมือนเราไง เรามีพี่ติวพร้อม ค่าเรียนสูง
แต่ คนที่เค้าฝึกเอง เค้าเหนื่อยไง ขยันด้วย ได้ด้วยตัวเอง เห็นแล้วประทับใจมาก
ฉะนั้น ถ้าหากว่า เรา มีที่ติวดีดี ใกล้ๆ บ้าน ก็ควรจะไปเรียน
แต่ถ้าจัดสรรชีวิตตัวเองได้ดีแล้ว ก็ค่อยไปติว 7 วัน หรือ ติวปิดเทอมได้ :42:
สู้ๆ อย่าท้อ :12:
:05:ยังไม่ติดเลย
ครับ :22:
อุ๊กับจินนี่ตอบเจ๋งมากเลย ตามนั้นล่ะครับ
ชัดเจน เห็นด้วย ถูกทุกข้อ :12:
เหตุการณ์ตอนติวก็ตามที่จินนี่ว่าครับ ละเอียดด้วย
คำถามที่ว่า"ทันมั้ยพี่" คงไม่มีใครเขาตอบกัน
ถามวินมอไซค์อาจได้คำตอบ แต่ถามพี่ติว
ที่ไหนก็คงตอบด้วยรอยยิ้มเหมือนกันทั้งหมด
ที่ยิ้มนี่ เพราะไม่รู้ไง ไม่มีใครรู้จริงๆหรอก ว่าทันไม่ทัน
จริงๆรุ่นเราคนที่ติดคะแนนสูงสุดเป็นสาวพิดโลก
ก็ไม่เคยติวอะไรเลย เด็กมัธยมธรรมดานี่แหละ
ไม่เคยเข้ากรุงเทพ แถมตอนนั้นไม่มีข้อมูลทางเน็ตให้อ่าน
อ่านเอาจากหนังสือเพื่อนติวอย่างเดียว
(เป็นหนังสือเกี่ยวกับติวสอบศิลปะของสนพ.สิปประภา
แต่มันเจ๊งไปนานแล้ว) เป็นพวกเขียนการ์ตูน เอาแต่อ่านการ์ตูน
มันว่าเอาฝีมือมาจากการ์ตูน คงไม่ต้องบอกว่าฝีมือมันเทพขนาดไหน
ตอนนี้เรียนอิลลัสเตรชั่นอยู่ที่ปารีส (ปารีสจริงๆ ไม่ใช่โรงหนังปารีสตรงโบ๊เบ๊)
แต่นอกนั้นแทบทุกคนก็ติวมาทั้งนั้น มากน้อยตามแต่บุญกรรม
มีทั้งที่เริ่มจากไม่เก่ง มาติวจนเก่ง ทั้งที่เทพมาแล้วก็มาติว
ไม่ว่าใครจะมั่นใจในตัวเองแค่ไหน หรือเทพแค่ไหน
แต่ถามจริงๆว่า ถ้ามันมีอะไรที่ทำให้เรามั่นใจได้อีกหน่อย
อย่างการติว เรื่องอะไรเราจะไม่ติวใช่ไหม
เรื่องอะไรเราจะเสี่ยงอนาคตกับการคาดเดาของเราเอง
คนพวกเดียวที่ไม่ติวคือ คนที่ไม่รู้ว่ามันมี หรือไม่สามารถหาใครติวได้
เช่น อาจอยู่จังหวัดชายแดนลาว นั่นคือเขาไม่มีทางเลือก
ถ้ายังสงสัยว่าควรติวหรือเปล่า
ก็ลองดรออิ้งรูปสักรูป ใช้เวลานานเท่าไรก็ได้ตามใจชอบ
เสร็จแล้ววิจารณ์งานตัวเองซิว่า ที่เราวาดนั่น น้ำหนักครบ 7 ระยะหรือยัง
แล้ว 5 กฎเหล็กของดรออิ้ง โครงสร้าง-น้ำหนัก-ระยะ-แสงเงา-การจัดวาง
มันมีครบในงานเราหรือยัง ถ้าตอบคำถามพวกนี้ไม่ได้
ก็ควรสงสัยความมั่นใจของตัวเองไว้ก่อนแล้วครับ
ไม่รู้จะยกตัวอย่างใคร ยกตัวอย่างตัวเองแล้วกัน
เราก็เคยติวแค่ติว 7 วันของคณะนั่นล่ะ
เนื่องจากก่อนหน้านั้นอยู่ชายแดนตามที่ยกตัวอย่าง
อินเตอร์เน็ตมี ก็เหมือนไม่มี กูเกิ้ลยังไม่มีด้วยซ้ำ
เลยไม่รู้จักเลยว่าเขามีที่สำหรับติวอะไรกัน
มารู้ก็ตอนติวทางการของคณะ ก่อนหน้านั้นก็อาศัย
หนังสือเพื่อนติว ก็วาดไปตามเรื่อง
จริงๆการติวแค่ 7 วันมันไม่ได้ช่วยให้ใครเก่งขึ้นมาทันตาเห็นอยู่แล้ว
แต่ถ้าผมไม่มาติวนั่น ก็คงไม่รู้ว่าทำยังไงจะเอาฝีมือที่เรามี
มาแปลงเป็นความสามารถในการทำโจทย์ข้อสอบ
ประมาณว่า พี่ติวเขาช่วยเราเอาฝีมือที่เราพกมา
มาแปรรูปให้พร้อมใช้งานสำหรับสอบเข้า
จริงๆก็ไม่ค่อยเล่าให้น้องติวฟังเท่าไร เพราะเดี๋ยวจะมีกำลังใจเกินเหตุ
แบบว่า เนี่ย ติวแค่ 7 วันยังติดเลย แต่ก่อนหน้านั้นดันไม่พูดถึง
ก่อนหน้านั้นตั้งแต่ ม.1 - ม.4 ในหนึ่งปี 365 วัน
คิดว่ามีวันที่ไม่วาดการ์ตูนอยู่สัก 20 วัน คือตอนนั้นวาด
การ์ตูนส่งไทคอมิก(น่าจะยังมีอยู่นะ) ก็ต้องวาดทุกวัน
อันไหนที่เห็นว่าตัวเองยังวาดไม่สวยก็หัดวาดซ้ำๆ อย่าง วาดมือไม่สวย
ก็หัดวาดมือ วาดวันละสิบมือทุกวันๆ อะไรทำนองนั้น
ดังนั้นที่เห็นวาดไอ้เส้นๆอะไรพวกนั้นได้ในปัจจุบันนี้
ก็ไม่ใช่ว่ามันไหลมาเอง ถ้าเห็นแต่ผลลัพธ์ว่าคนนั้นคนนี้เส้นสวย
เขียนเท่ (ชมตัวเองซะงั้น สมมติเอาว่าเท่ก็แล้วกันนะครับ ผมจะได้จบประโยคได้)
ลองไปดูตอนที่มันนั่งหัวเกรียน(หน้าสิวๆด้วย) วาดรูปทุกวันๆดูสิ
มันไม่เท่เอาซะเลย
อาจจะงง ทำไมต้องวาดการ์ตูนถึงแค่ ม.4 ก็เพราะว่าไอเดียในตอนนั้นคือ
เริ่ม ม.5 ต้องเตรียมเอ็นแล้ว ก็ไม่อยากเลิกเขียนการ์ตูนเรื่องหรอก
แต่คิดว่า แลกกับการห่างจากมันตอนนี้ ปีนึงหรือสองปี
เพื่อที่หลังจากนั้นจะได้อยู่กับมันอีกทั้งชีวิต
มานึกดูตอนนี้ มันก็เป็นการแลกเปลี่ยนที่คุ้มค่าจริงๆ
ก็ลองเอาสมการการแลกเปลี่ยนนี้
ไปบวกลบคูณหารกับชีวิตตัวเองดูแล้วกันครับ
แต่ที่แน่ๆ ถ้าเป็นของศิลปากร ความสามารถทางคอม
หรือพอร์ตที่ผ่านมา ไม่ได้ช่วยอะไรเลยตอนสอบ :30:
อ้างคำพูดจาก: iamnot shotYouDown เมื่อ 31 ต.ค. 2007, 11:12 น.
ถามบักเก้อครับว่า
วงการนี้ มีที่สำหรับคนธรรมดาฝีมือธรรมดาๆหรือเปล่า
ฟังดูเหมือนผมรุ่นใหญ่ รู้เรื่องในวงการยังไงไม่รู้ :44:
ผมไม่รู้นะครับ ผมยังเด็กๆอยู่เลย
ก็คงว่าตามที่รุ่นดึกอย่างพี่จอย พี่โก้ตอบไว้แล้วน่ะครับ
อืม ผมเคยคิดเหมือนกันนะครับ เวลาเปิดสมุดโทรศัพท์
เออนะ มันต้องมีคนเป็น Layout Artist สำหรับจัดกราฟิกสมุดโทรศัพท์เหมือนกัน
อยากรู้จักอยากสัมภาษณ์ชีวิตการทำงานเค้าดู คงน่าสนใจมาก
ไม่รู้ซิครับ รู้สึกเคารพคนทำหน้าที่พวกนี้มากเลย
แบบนี้พอจะตอบคำถามของพี่ณตได้ไหมครับเนี่ย
ปล.เอ้อ เฮ้ย ไอ้สามนี่สรุปจะมาทางนี้จริงๆแล้วเรอะ
ตาเก๊อออ ใคร้ใครรุ่นดึกหา :07:
คอมพลิเขทมากๆ ดีนะเนี่ยที่เราขายหมา ไม่ได้ทำงานพวกนี้ :37:
ตูสิ มารู้เอาว่าโลกนี้มีคำว่า "ติว" ก็ตอนปีหนึ่งเศษๆ เข้าไปแล้ว :08:
ทีแรกไม่ได้สนใจด้วยซ้ำว่าอีที่มานั่งหน้าคณะกันทุกวันนั่นมันมาทำอะไรกัน
คิดว่ารอพี่เรียนเลิก จะกลับด้วยกัน :08:
แต่อย่าเอาอย่างนะครับ
เพราะตูจบมาจนถึงวันนี้ยังวาด คน รถ ต้นไม้ อะไรไม่เป็นเลย
แต่พี่แอนวาดม้าสวยนะครับ :25:
เป็นจู๋ที่ 2 ที่ตูอ่านทุกตัวอักษร หลังจากจู๋นิทานคำเดียว :37:
ตูไม่เฉียดมาทางนี้เลย แต่กลับต้องมาทำสายงานนี้เต็มๆ
ทำให้เกิดการสื่อสารค่อนข้างลำบากในการทำงานและบรีฟงานในช่วงแรก (ปัจจุบันก็ยังเป็น)
ถึงขั้นจะหาที่ลงเรียนเสริม แต่แล้วก็ได้คำตอบว่า ตูจะเอาไปทำอะไร...ตูจะออกแบบเอง หรือเพื่อให้เข้าใจชิ้นงานนั้นๆ
หรือแค่อำนวยสะดวกต่อการประสานงาน สุดท้ายจบด้วยพรแสวงล้วนๆ เพราะตูเป็นแค่นายหน้า
แล้วทำไมต้องเรียนออกแบบ.......
อย่างที่หลายคนพูดว่าต้องทำงานภายใต้เงื่อนไขต่างๆ ..ก็ถูก
มีเพื่อนตูทำงาน IN House ให้บริษัทฝรั่ง ทำเสร็จ มันเดินไปให้นายฝรั่งดู แล้วถามว่าโอเค ใช้ได้ไหม เธอชอบไหม
กลายเป็นว่าโดนตอกหน้ากลับมาว่า เธอเรียนอะไรมาล่ะ ทำไมไม่เคารพต่อความรู้ความสามารถของตัวเอง
มาให้ชั้นคนที่ไม่ใช่โปรเฟสชั่นนอลด้านนี้มาตอบเธอ งั้นจะจ้างเธอมาทำไม
ให้ทำงานด้วยความมั่นใจ วิเคราะห์งาน ใช้ความรู้ที่เรียนมาอย่างเต็มที่ แล้วนำมาส่งใหม่
/// ตอนนี้มันเจ๋งมาก กล้าซัดกับลูกค้าในที่ประชุม ขนาดกล้าถามว่าจะเอาสวยถูกใจคนจ่ายหรือว่าจะเอาให้ขายได้โดนใจกลุ่มลูกค้าเคอะ
ต่อยลูกค้าเหรอ :08:
เจ๋ง :25:
ขอบคุณครับ :25:
อ้างคำพูดจาก: เก้อ เมื่อ 01 พ.ย. 2007, 12:47 น.
ปล.เอ้อ เฮ้ย ไอ้สามนี่สรุปจะมาทางนี้จริงๆแล้วเรอะ
สามอยากจะไปหลายทางมากครับ แค่มันมาไม่พร้อมกัน :41:
เริ่มแรกคือคิดจะเข้าด้านนิเทศศิลป์เลย เพราะว่าจะหาที่เรียนด้านการออกแบบน่ะแหละครับ (ตอนนั้นมุ่งแต่คณะนี้)
่พอหลังๆ สามแอบเกร็งๆ เรื่องติวความถนัด เพราะไม่ได้ไปเรียนซักที :41:
ด้วยความที่เห็นรุ่นพี่ที่เข้าคณะนี้ เค้าไปเรียนติวความถนัดแบบขยันสุดๆ และที่เห็นๆคือเรียนกันทุกคน
แต่สามยังขี้เกียจ ประกอบกับ ม.4 ที่เรยนหนักม๊ากๆ เลยลืมเลือนไป จนพ้นมาถึง ม.5 เทอม 2 น่ะครับ :05:
แต่ระหว่างนั้น สามก็ทำงานอดิเรกที่ทำมาตั้งแต่ตอนประถมคือวาดรูปเล่นไปเรื่อยๆน่ะแหละครับ
ชอบมาก :25: ถ้าว่างก็จะวาดตลอด และก็วาดเพ้อไปเรื่อย
วาดรถยนต์ที่ชอบเป็นหลักๆ ฉากตอนที่รถแข่งกัน เชียดกัน ชนกัน ไม่ก็วาดหุ่น ฯลฯ
ออกแบบตัวอักษรมั่ง ภาพวิวมั่วๆ ห้อง วาดมือตัวเอง (ตอนที่ีไม่ีรู้จะวาดอะไร)
พูดง่ายๆคือ ชอบวาดรูปครับ แต่รู้สึกว่าตอนที่วาด จะวาดเพ้อเจ้อไปเรื่อย ไม่ได้ตั้งจิตอะไรกับมัน :08:
ตอนนี้ ก็ยังคิดจะมุ่งคณะนี้อยู่ครับ และก็จะไปหาที่ติวเป็นตัวเป็นตนด้วย
ต้องขอบคุณพี่เก้อมากครับ เขียนกระจู๋นี้ให้สามได้กลับมาคิดใหม่อีกหลายๆครั้ง
หลังๆสามแอบไปศึกษาหาคณะอื่นที่จบมามันใช้ในอาชีพได้มั่ง
เลยเจอพวก นิเทศศาสตร์ วารสาร อะไรพวกนี้ (เพราะรุ่นพี่ีเค้าแนะนำสามมาเช่นกัน)
ด้วยความที่มีคนแนะนำมาหลายทางหลายแบบมาก :05:
พ่อแม่แกก็สนับสนุนทุกคณะ (ข้อนี้สบายใจหายห่วงเลย)
แต่แกอยากให้สามเรียนคณะที่ทำให้สามมีเวลามารับงานนอกแบบที่ทำอยู่นี้อีกด้วย
ก็รู้สึกอยากหาให้เจอว่า เฮ้ย ตูควรจะเรียนอันไหนดี ถามตัวเองก็อยากเรียนหมด แบบนี้ รุ่นพี่ช่วยมาแนะนำดีกว่า
ขอบคุณสำหรับคำแนะนำ จากทุกๆคนครับ
ใครที่สามารถให้คำแนะนำได้ ก็ช่วยเสริมสับเฉือนได้อย่างเต็มที่ เลยครับ
มีประโยชน์อย่างล้นพ้นทุกคำพยัญชนะเลยครับ :46:
เอาเห๊อะ .. จบมาก็เป็นทหาร
ไม่ๆ สามเรียน รด :41:
ทำใบหายก็ต้องไปเกณฑ์นะ :12:
แล้วจะได้อะไรมากกว่าที่คุณคิด :35:
หุยยยยย
ทยอยอ่านทีละหน้าอย่างละเอียดจริงๆ
อ่านไปน้ำตาซึมไป
มันช้าไปมั้ยที่จะบอกว่า อยากเรียนออกแบบ ..
ทั้งๆที่ปีนี้กิ๊กเรียนจบมหาลัยละ :08:
ซักพักสามจะเป็นหมอ :37:
เรียนอะไรมันก็ดีหมดแหละ
อ้างคำพูดจาก: เก้อ เมื่อ 01 พ.ย. 2007, 12:47 น.
อุ๊กับจินนี่ตอบเจ๋งมากเลย ตามนั้นล่ะครับ
ชัดเจน เห็นด้วย ถูกทุกข้อ :12:
เหตุการณ์ตอนติวก็ตามที่จินนี่ว่าครับ ละเอียดด้วย
:46: ขอบคุณค่ะพี่เก้อ
ส่วนเรื่อง"จะทันมั้ย?"นั่นก็...ใช่เลยแหล่ะค่ะ เห็นด้วย
มันเป็นคำถามนึงที่มาคิดๆดูพี่ติวไม่ตอบคงดีกว่าจริงๆ
ถ้าบอก''ทัน"...เด็กอาจจะติวแบบชิวๆๆไปเรื่อย จนสอบเข้าแล้วแป้ก
แต่ถ้าบอก"ไม่ทัน"...แทนที่จะขยันขึ้นอย่างที่ควรจะทำอาจจะท้อ แล้วล้มเลิกความตั้งใจไปซะฉิบ
ดังนั้น ทันไม่ทันมันอยู่ที่ตัวเองมากกว่า
ปล...ส่วนสาม ถ้ายังหาที่ติวที่กทม.อ่ะ เราพอแนะนำให้ได้สัก3-4ที่ (และที่ที่ไม่แนะนำอยู่บางที่ :08:)
ถ้าหาไม่ได้ยังไงลองจมล.ละกัน เผื่อพอช่วยได้ :17:
เชื่อมั่นในตัวเองครับ :12:
คิดว่าสู้กับตัวเองยากกว่าอีก จะไปเทียบกับชาวบ้านเขาทำไม
เราเก่งขึ้นหรือไม่เก่งขึ้นก็วัดจากตัวเราในอดีต ไม่ได้เทียบกับคนอื่นในปัจจุบันซักหน่อย
โอ้ คมว่ะเอ + ค่าโดนให้ 1 เลย :12:
มาแอบอ่าน
ถึงสาม
มีคนเคยบอกว่าตีลูกให้ถึงดวงจันทร์แม้พลาดพลั้งยังอยู่ท่ามกลางดวงดาว
...ผมชอบกินแกงป่าปลาดุก ผมอยากให้คนกินแฮมเบอร์เกอร์ รู้จักว่าแกงป่าปลาดุกเป็นไง...
ตั้งจะบอกว่าให้ทำ แกงป่าปลาดุก มาหม้อนึง :37:
อ้างคำพูดจาก: daylight เมื่อ 07 พ.ย. 2007, 12:13 น.
ถึงสาม
มีคนเคยบอกว่าตีลูกให้ถึงดวงจันทร์แม้พลาดพลั้งยังอยู่ท่ามกลางดวงดาว
...ผมชอบกินแกงป่าปลาดุก ผมอยากให้คนกินแฮมเบอร์เกอร์ รู้จักว่าแกงป่าปลาดุกเป็นไง...
ไม่เข้าใจ :01:
โฆษณา สิงห์น่ะครับ เป็นโฆษณาหลักในโรงหนังเครือเมเจอร์ ครับ (มีในทีวีบ้างประปราย)
http://www.kosanathai.com/tvcupdated/view_tvc.asp?GID=1&TVCID=28603
:46: ขอบคุณครับ
วิชาออกแบบ มันทำให้เราได้ระบาย
เหมือนปวดขี้ แล้วเจอห้องน้ำที่เราต้องการ
ระบายอารมณ์เสีย
ระบายอารมณ์อยาก
ระบายอารมณ์ติส
ระบายอารมณ์เหงา
ระบายอารมณ์รัก ฯลฯ
เวลาหัวเราเกิดไอเดีย มือมันจะกระดิก สมองมันจะแล่น
แล้วมันจะอยู่ไม่สุข ต้องหาอะไรจด เพราะเดี๋ยวแม่งลืมครับ
ไอเดียของคนบนงานศิลป์ มันเกิดเรี่ยราด ไม่เป็นที่เป็นทาง
บางทีนั่งขี้อยู่มันก็ปิ๊งไอเดียซะยั่งงั้น
งานทั้งหมดที่ออกมาจากการออกแบบ
จะสะท้อนถึงตัวเอง ณ ขณะที่ทำงานว่า
โมโห อารมณ์ดี ฟุ้งซ่าน ขี้เกียจ ขยัน
เคยได้ยินคำว่า "ไหล" มั้ยครับ อารมณ์ไหลเวลาทำงาน
ใครไม่รู้ อยากรู้ก็เข้าไปเรียน อย่างตั้งใจ เวลาคุณนั่งทำงาน
จะรู้แจ้ง และเห็นจริงครับ ว่าไหลไปตามงานมันเป็นความสุขจริงๆ
ผมเคยทำงานลากยาวตั้งแต่ 6 โมงเย็น ยัน 6 โมงเช้า โดยที่อยู่กับโต๊ะเฉยๆ
ปากคาบพู่กัน มือถือดินสอ เปิดเพลงฟัง ไม่เบื่อ งานออกมาเสร็จแบบพอใจ
ความเหนื่อยมาเกิดเอาตอนหลังส่งงาน หลับตายห่าคาที่มหาลัย
:52:
ขอเบิ้ลอีกซักดอก จากประสบกามจริง :43:
หากได้เข้าไปเรียน ชอบหรือไม่ชอบก็แล้วแต่
พยายาม อย่าเค้นไอเดีย นะครับ
เพราะเค้นให้ตาย มันก็ไม่ออก ถ้าออก มันจะมาแบบติดนู่นติดนี่ ไม่ราบรื่น
แนะให้ว่า ปล่อยสบายๆ ค่อยๆ ดูสิ่งต่างๆ ที่ผ่านไปรอบตัว
แล้วค่อยเอามาจับคิดใหม่ เดี๋ยวก็คิดออกครับ
เด็กศิลป์ส่วนมาก ที่ได้งานมา มักจะไม่ทำเลย ปล่อยดองไว้ก่อน
มีข้อดี และข้อเสียนะ
ข้อดี
1. ปล่อยความคิดไปเรื่อยๆ ค่อยๆ กรองแล้วจับมาคิดใหม่
2. งานจะเนียน ละเอียด เก็บเนี๊ยบได้เยอะ (เนี๊ยบหมายถึง เก็บรายละเอียด)
ข้อเสีย
1. คิดนาน เนื่องจากเค้นความคิดอยู่นั่นล่ะ มักจะบอด คิดไม่ออก
2. ตามมาด้วยทำงานไม่ทัน ส่งช้า
พยามยาม อย่าเค้นไอเดีย ของผมหมายถึง อย่าจดจ่ออยู่แต่กับความคิดตลอดเวลา
คิดได้บ้าง แต่ไม่ต้องทุกลมหายใจเข้าออก ถ้าทำแบบนั้นมันจะเครียดได้ เดี๋ยวขี้แข็ง
ค่อยๆ ดู ค่อยๆ คิด ไปเรื่อยๆ แต่ไม่ใช่เฉื่อยแฉะแบะนะครับ
เดี๋ยวก็ไม่ทันทำงานส่งพอดี อันนั้นเขาเรียกขี้เกียจทำละ
สมมติอาจารย์ให้เวลา 7 วันในการทำงาน :
- 3 วันแรกผมจะปล่อยให้ความคิดมันลอยไปเรื่อยๆ คิดมั่งไม่คิดมั่ง พอวันที่ 4 ผมจะเริ่มโน๊ตความคิดละ
ว่าไอ้ 3 วันที่ผ่านมา มีอะไรในหัวบ้าง แล้วเก็บมาผสมกันครับ 4 วันเริ่มทำงานได้แล้ว
- 3 วันหลังที่เหลือ นั่งทำทีละจุดครับ จะเอาโครง หรือสี หรือองค์ประกอบก่อนก็ว่าไป
3 วันในการทำงานที่เหลือ ถมเถครับ แต่ไม่ใช่ 1 วันที่เหลือแล้วค่อยมาทำ
อย่างนั้นเอาตีนเขี่ยดีกว่า
ให้นึกถึงเวลาถ่ายรูป ถ้ารีบ
งานจะต่างกับค่อยๆ กดภาพ
:52:
จะว่าไปเท่าที่ผมอ่านมา จากแนวความคิดหลายๆคน
เปรียบเทียบกับประสบการณ์ของตัวเองแล้ว
การเรียนออกแบบก็เป็นเช่นอย่างที่ พี่เก้อ พี่โก้ บอกจริงๆ
การเรียนออกแบบ และชอบทำงานออกแบบมัก
จะเป็นคนที่ขี้สงสัย ประมาณว่าเจอนั่นเจอนี่แล้ว เอ้ย ทำไมไม่เป็นอย่างนี้นะ
ไอ่ราวตรงนี้มีไว้ทำไม ทำไมโถ่ฉี่มันสูงจังหว่า ไว้ให้เด็กล้างหน้าเหรอ
ปุ่มกดตรงนี้กดยากจัง ทำไมมันไม่ออกแบบให้เป็นแบบนี้ๆๆๆวะ
และทำให้คนในวงการนี้มักจะมีความรู้ที่กว้างขวาง ทั้งทางศิลป์และทางศาสตร์
และเป็นนักเสพสื่อตัวยง (ทั้งสื่อบันเทิง สื่อสาระ สื่อสุนทรียะ)
ตอนที่ผมยังเีรียนอยู่ที่ มัธยมศึกษาตอนปลาย ผมเรียนสายวิทย์นี่ล่ะ
แล้วรู้สึกว่า สิ่งที่เรียน เป็นอะไรที่ไกลตัวเกินไป เป็นสิ่งที่มันอยู่นอกตัวเรา
แต่พอผมได้มาเรียนออกแบบ ผมก็ได้เรียนอะไรที่มันคือสิ่งที่ใกล้ตัวเรา
ผมคิดว่าศิลปะและการออกแบบ คือการเรียนรู้ตัวเราเองและเรียนรู้คนอื่นๆอย่างอ้อมๆ
เราได้เรียนอะไรที่แบบว่า เราเห็นมันทุกวันแต่ไม่เคยนึกถึง
ได้รู้ว่าทำไม ทุกสิ่งทุกอย่าง มนุษย์ถึงได้ออกแบบมาไว้อย่างนี้
ทำไมที่เปิดฝาขวดต้องรูปทรงนี้ ทำไมขวดต้องมี Texture ตรงนี้
และพอผมเรียนไปสักพัก ผมก็เกิดความรู้สึกส่วนตัวว่า
นักออกแบบในสายตาผม
มันดูแบบว่ายิ่งใหญ่กว่าเิดิมมาก คือนักคิดที่วางกลไกในงานออกแบบมาแล้ว
หรือจนกระทั่ง นักออกแบบสร้าง Life Style ใหม่ๆให้กับมนุษย์ได้ (ยกตัวอย่างเช่น Sony Walkman)
สามารถทำให้ทุกคนต้องหันมาทำอะไรเหมือนๆกัน เพราะงานออกแบบใหม่ๆได้
การได้มาเรียนออกแบบนั้น ผมรู้สึกว่า การพัฒนาทางความคิดของผมกว้างไกลขึ้นมาก
เพราะถ้าเราเป็นนักเรียนออกแบบ แล้วผมคิดว่า มันอยู่ในสายเลือดเลยนั่นแหละ
ถ้าเราอินกับการเรียนนะ เห็นอะไรก็จับเป็นองค์ความรู้ได้หมด และมันจะรู้สึกว่าชีวิตมีสีสันขึ้นมาก
ถ้าถามผมว่า ทำไมต้องเรียนออกแบบ
"เพราะว่าถ้าคุณเรียนออกแบบแล้ว คุณจะมองทุกอย่างไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป"
สำหรับน้องๆ ที่อยากจะเรียนออกแบบ พึงระลึกไว้เสมอนะครับว่า
คุณต้องใช้จินตนาการ (ที่บอกไม่ได้ว่าจะมาเมื่อไหร่) มากกว่าสายการเรียนอื่น
เรียนคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี - มีสูตรตายตัวครับ แต่ถ้าจำสูตรแม่นก็ง่าย
เรียนชีวะวิทยา เภสัช จิตวิทยา ฯ - ต้องท่องตำราให้เยอะๆ จำให้แม่นๆ
แบบนี้เป็นต้น แต่ การออกแบบนิเทศศิลป์ ศิลปกรรมศาสตร์ หรือแขนงที่เกี่ยวกัน
ใช้การดู บวกกับจินตนาการอย่างสุดโต่ง ถึงจะผลิตงานออกมาได้
กดเครื่องคิดเลขแล้วงานศิลป์ไม่ออกมานะครับ
ท่องจำหนังสือจนชำนาญ พอทำงานศิลป์ มันใช้มือตัวเองละเลงนะครับ
เรียนออกแบบ ดูให้เยอะ คนเก่งๆ มีตัวอย่างให้ดู สมควรที่จะดูครับ
ดูเพื่อหาแนวทางของเรา ไม่ใช่จำเขาแล้วลอกมาลงของเรา
อ้างคำพูดจาก: ซ้อซั้ว เมื่อ 02 พ.ย. 2007, 14:59 น.
เชื่อมั่นในตัวเองครับ :12:
คิดว่าสู้กับตัวเองยากกว่าอีก จะไปเทียบกับชาวบ้านเขาทำไม
เราเก่งขึ้นหรือไม่เก่งขึ้นก็วัดจากตัวเราในอดีต ไม่ได้เทียบกับคนอื่นในปัจจุบันซักหน่อย
โดนอ่ะ...+
อ้างคำพูดจาก: nuugo เมื่อ 07 พ.ย. 2007, 16:22 น.
บางทีนั่งขี้อยู่มันก็ปิ๊งไอเดียซะยั่งงั้น
ส่วนใหญ่ผมเกิดไอเดียตอนขี้ซะด้วยสิ :39:
ส่วนมากมันจะมาเวลานั่งรถกลับบ้าน :30:
พักหลังๆงานที่ออกหัวดีไซน์มีไม่มากเลย ส่วนมากมันเป็นงานแก้ปัญหาซะเยอะ
แต่พอปิ๊งกับงานนั้นจริงๆ อินสไปเรชั่นมันจะบันดาลงานออกมาเอง :12:
กลายเป็นว่าตอนนี้ติสมากเกินไปต้องงานถูกอารมณ์มากๆ ลูกค้าถึงจะได้ดีไซน์ไป :42:
เวลาเกิดไอเดียนี่มักจะเป็นตอนเคลิ้มๆ ใกล้หลับ
เลยมีสมุดกับดินสอติดหัวเตียงไว้ตลอด
พอปิ๊ง ก็คว้ามาจดไว้
เลยไม่ค่อยไ้ด้นอนเป็นเรื่องเป็นราว :31:
ถามใครก็ได้ครับ (เก้ออาจจะรู้ เพราะอยู่แถวนี้
หรืออาจจะมีเพื่อนที่เรียนอยู่)
คือต้นปีหน้าผมจะไปลงเรียน Short Course
ด้าน Graphic design สำหรับ Beginners
ที่ Central Saint Martins College of Art and Design
คำถามคือ ผมไม่เคยเรียน Drawing มาก่อน
ผมจำเป็นต้องเริ่มฝึกมือก่อนที่จะไปเรียนหรือเปล่าครับ
รายละเอียดของ Course มีดังนี้
Graphic Design - Beginners
David Preston BA (Hons), Oliver Klimpel MA (RCA), Ruth Sykes, Emily Wood
By breaking down the preconceptions of graphic design, this course encourages the development of ideas as well as an understanding of layout and typography. Starting with a number of short observation projects and continuing with a selection of diverse yet interlinking projects, the course will include observational drawing processes, constructive group crits and classroom activities with the enthusiasm of the BA degree course at Central Saint Martins throughout. This course encourages those who are willing to experiment and produce an inventive portfolio, whether for an application to a HND or BA course, or just to refresh themselves and have an enquiring mind. Please note that this is a computer-free zone.
David Preston is a graphic designer working for a range of large and small clients in print, multimedia and web. He gained his degree at Central Saint Martins. Oliver Klimpel is a graphic designer who gained his degree at the Royal College of Art. He set up the design network Buero International and is partner in the design studio Kiosk; work ranging from print, environmental graphics to identities and exhibition design. Ruth Sykes and Emily Wood are co-founders of the REG design studio and are graduates and associate lecturers of the BA (Hons) Graphic Design course at Central Saint Martins. They specialise in creative and fun print design for the arts, education and public sector.
ขอบคุณทุกท่่านที่ช่วยชี้แนะครับ
อ้างคำพูดจาก: iamnot shotYouDown เมื่อ 08 พ.ย. 2007, 12:49 น.
ผมไม่เคยเรียน Drawing มาก่อน
ผมจำเป็นต้องเริ่มฝึกมือก่อนที่จะไปเรียนหรือเปล่าครับ
ถ้ามีพื้นไปก่อนก็ดีครับ จะได้เป็นเร็ว ไม่เสียเวลาเริ่มต้นที่นั่น
แต่ถ้าไปเป็นเอาเลย ก็ต้องยอมไปทีละขั้นครับ
อ้างคำพูดจาก: .อารี๊อารี เมื่อ 07 พ.ย. 2007, 19:26 น.
จะว่าไปเท่าที่ผมอ่านมา จากแนวความคิดหลายๆคน
เปรียบเทียบกับประสบการณ์ของตัวเองแล้ว
การเรียนออกแบบก็เป็นเช่นอย่างที่ พี่เก้อ พี่โก้ บอกจริงๆ
การเรียนออกแบบ และชอบทำงานออกแบบมัก
จะเป็นคนที่ขี้สงสัย ประมาณว่าเจอนั่นเจอนี่แล้ว เอ้ย ทำไมไม่เป็นอย่างนี้นะ
ไอ่ราวตรงนี้มีไว้ทำไม ทำไมโถ่ฉี่มันสูงจังหว่า ไว้ให้เด็กล้างหน้าเหรอ
ปุ่มกดตรงนี้กดยากจัง ทำไมมันไม่ออกแบบให้เป็นแบบนี้ๆๆๆวะ
และทำให้คนในวงการนี้มักจะมีความรู้ที่กว้างขวาง ทั้งทางศิลป์และทางศาสตร์
และเป็นนักเสพสื่อตัวยง (ทั้งสื่อบันเทิง สื่อสาระ สื่อสุนทรียะ)
ตอนที่ผมยังเีรียนอยู่ที่ มัธยมศึกษาตอนปลาย ผมเรียนสายวิทย์นี่ล่ะ
แล้วรู้สึกว่า สิ่งที่เรียน เป็นอะไรที่ไกลตัวเกินไป เป็นสิ่งที่มันอยู่นอกตัวเรา
แต่พอผมได้มาเรียนออกแบบ ผมก็ได้เรียนอะไรที่มันคือสิ่งที่ใกล้ตัวเรา
ผมคิดว่าศิลปะและการออกแบบ คือการเรียนรู้ตัวเราเองและเรียนรู้คนอื่นๆอย่างอ้อมๆ
เราได้เรียนอะไรที่แบบว่า เราเห็นมันทุกวันแต่ไม่เคยนึกถึง
ได้รู้ว่าทำไม ทุกสิ่งทุกอย่าง มนุษย์ถึงได้ออกแบบมาไว้อย่างนี้
ทำไมที่เปิดฝาขวดต้องรูปทรงนี้ ทำไมขวดต้องมี Texture ตรงนี้
และพอผมเรียนไปสักพัก ผมก็เกิดความรู้สึกส่วนตัวว่า
นักออกแบบในสายตาผม
มันดูแบบว่ายิ่งใหญ่กว่าเิดิมมาก คือนักคิดที่วางกลไกในงานออกแบบมาแล้ว
หรือจนกระทั่ง นักออกแบบสร้าง Life Style ใหม่ๆให้กับมนุษย์ได้ (ยกตัวอย่างเช่น Sony Walkman)
สามารถทำให้ทุกคนต้องหันมาทำอะไรเหมือนๆกัน เพราะงานออกแบบใหม่ๆได้
การได้มาเรียนออกแบบนั้น ผมรู้สึกว่า การพัฒนาทางความคิดของผมกว้างไกลขึ้นมาก
เพราะถ้าเราเป็นนักเรียนออกแบบ แล้วผมคิดว่า มันอยู่ในสายเลือดเลยนั่นแหละ
ถ้าเราอินกับการเรียนนะ เห็นอะไรก็จับเป็นองค์ความรู้ได้หมด และมันจะรู้สึกว่าชีวิตมีสีสันขึ้นมาก
ถ้าถามผมว่า ทำไมต้องเรียนออกแบบ
"เพราะว่าถ้าคุณเรียนออกแบบแล้ว คุณจะมองทุกอย่างไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป"
:12:
ข้อความของ อารี โดนใจมากครับ
ผมเป็นคนช่างสงสัยครับ บางครั้งผมก็สงสัยตัวเอง ว่าสงสัยอะไรหนักหนา(วะ)
พอเรียนออกแบบ มันเหมือนพบตัวเองลึกเข้าไปอีก
ว่า "พอกรูสงสัยแล้วเนี่ย กรูสงสัยไปเพื่ออะไร กรูสงสัยแล้วทำอะไรได้ต่อ"
มันก็ตามมาด้วยการออกแบบครับ ถ้าผมไม่ได้เรียนออกแบบผมคงสัยอยู่แบบนั้น...ไปตลอด
พอได้สงสัย ได้คิด ผมมีความสุขครับ
แต่พอได้เอาความสงสัย ความคิดนั้น เปลี่ยนมันเป็นรูปธรรม
มันมีความสุขมากไปอีกครับ :52:
เรื่องดรออิ้ง เป็นปัญหาชิ้นโตของผมเหมือนกัน ไม่ชอบเลยจริงๆ
แต่เรียนเถอะครับ ดรออิ้งเป็นพื้นฐานของทุกอย่างจริงๆ
มีประโยชน์สารพัดครับ เกลียดมันไม่ได้ครับ ไม่งั้นจบ :42:
ดรออิ้งไม่เป็น 555
อยากตามไปเป็นรุ่นร้องพี่แจ็คเหมือนกันแฮะ :27:
อ่านแจ๊คแล้วชื่นใจ
:52:
ผมขอออกความเห็นที่อาจจะไม่ตรงกับคนอื่นสักหน่อยแล้วกันครับ
จริงๆมันก็เป็นประเด็นโต้เถียงกับเพื่อนหลายคนแล้วเหมือนกันว่า
ดรออิ้งมันจำเป็นไหมถ้าจะเรียนออกแบบ ?
ดรออิ้งเป็นพื้นฐานของทุกอย่างในงานออกแบบจริงหรือไม่ ?
ในความคิดเห็นผม(ซึ่งอาจจะผิดก็ได้)
การดรออิ้ง คือการศึกษาความจริงของวัตถุ ที่เราจับต้องได้
ประมาณว่า ทุกสิ่งที่อยู่รอบตัวเรานั้นมีโครงสร้างเป็นเช่นไร รูปร่าง พิ้นผิว
แล้วเมื่อแสงเงาได้ตะกระทบทำกับวัตถุนั้นๆ จะให้ผลเป็นเช่นไร
ดรออิ้งเป็นพื้นฐาน ของทุกอย่างหลังจากนี้ไป ถ้าเราดรออิ้งไม่เป็น เราจะ
- ก็อาจจะไม่เข้าใจเรื่อง Shade ของสีเทาดำเข้มได้ดีนัก ไม่เข้าใจ
- เรื่องการลงสีในงานการ์ตูนว่า ตรงจุดนี้ต้องลงแสงเงาอย่างไร
- ถ่ายภาพขาวดำไม่เก่ง เพราะไม่สามารถบอกค่า Key ของสี Hue ต่างๆได้
- วาดภาพประกอบ บางประเภทไม่ได้
- ออกแบบ Web Interface แล้วหลงแสงเงาเงาหลอก ดู fake
- เป็นปัญหากับการทำงาน Retouch ภายหลัง
ฯลฯ
แต่เอาจริงๆผมคิดว่า มันไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้น กับการที่เราดรออิ้งไม่เป็นหรือไม่เก่ง
หลายสิ่งหลายอย่าง ได้ออกแบบมา (โดยเฉพาะโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อนการออกแบบ)
ช่วยเหลือคนที่ ไม่คล่องเรื่องแสงเงา บ้างแล้ว ถ้าเรานำมันมาแก้ไขข้อบกพร่อง อุดช่องโหว่
ก็สามารถจะพอทดๆแทนๆกันได้
และผมมีความเชื่อว่าถ้าเราทำงานแบบใดแบบหนึ่งไปนานๆ
เราจะเข้าใจหลักการดรออิ้ง ไปได้ด้วยตนเองนั่นแหละ
แต่ก็ไม่สามารถหยิบทักษะตรงนั้น ไปใช้ในทางอื่นๆได้เต็มที่อยู่ดี
จริงๆแล้วมีความเห็นส่วนตัวว่า บางครั้ง เราไม่ต้องเก่งมากก็ได้นะ ดรออิ้ง
ไม่จำเป็นต้องเก่งเนียน เก่งพระเจ้า หรืออาจจะไม่ต้องเก่งเลยก็ได้ แค่พอรู้เรื่อง
รู้ว่าอะไรควรเป็นอะไรมีประสบการณ์กับเรื่องแสงและเงาให้มากๆ
กล่าวคือ นำองค์ความรู้เรื่องหลักการดรออิ้งเข้าสมองเอาไว้บ้างก็พอ
ก็น่าจะรอดได้แล้วในการทำงานออกแบบ แต่เอาจริงๆแน่แหละว่า
เก่งไว้ก่อนก็ไม่เสียหลาย
แต่การลงลึกไปในเรื่องการดรออิ้งมากเกินไป เกิดเป็นความเชื่อผิดประเด็น
ว่านักออกแบบจำเป็นจะต้อง ดรออิ้งโครงสร้างให้เนี๊ยบเสียก่อน ลงเงาให้กิ๊กๆ
กลายเป็นความเชื่อผิดๆตามมานักออกแบบจำเป็นต้องมีทักษะอะไรสูงส่ง
ยุคนี้อยู่ในยุคที่ใครก็เป็นนักออกแบบได้แล้วน้าา
ในความรู้สึกผม มันก็ไม่ได้จำเป็นขนาดนั้น ผมมีความเชื่อ
ในเรื่องความคิดในการแก้ปัญหาเพื่องานออกแบบมากกว่างานทักษะ
(ผมมักเป็นลิงที่โดยโยนลงไปในน้ำ โดนโยนลงไปแล้วไม่ว่ายก็จม
ดิ้นรนกันไป ดรออิ้งไม่เก่งไม่เป็น ดิ้นรนให้ไม่จมน้ำให้ได้แล้วกัน)
ผมจึงรู้สึกว่าแนวความคิดที่คิดว่า ถ้าเจ้าดรออิ้งไม่เป็นก็อย่าหวังไปทำอย่างอื่นเลย
เป็นความคิดที่ไม่ค่อยจะชอบเท่าไหร่ นักออกแบบในสายตาผมคือนักคิด
ปัญหามันอยู่ตรงหน้าแล้ว เราจะแก้มันยังไงให้บรรลุวัตถุประสงค์มากที่สุดมากกว่า
โดยสรุปแล้ว
การดรออิ้งเป็นเพียงหนทางหนึ่ง เพื่อเข้าไปสัมผัสต่อสิ่งรอบตัวเราด้วยตัวเองจริงๆ
มีประสบการณ์กับมันจริงๆ หมายความว่า ดรออิ้งเหมาะสำหรับ กระบวนการศึกษา
มากกว่า จะหยิบมันมาใช้ในชิ้นงานโดยตรง
จากประสบการณ์ส่วนตัว
เกี่ยวกับคนที่ดรออิ้งมาก่อนทำงานออกแบบ หรือทำงานกราฟฟิกแล้วมาดรออิ้ง
อันนี้เท่าที่ผมในวัยของผมนะครับ รุ่นพี่รุ่นน้อง อะไรแบบนั้นจะประมาณนี้ (แต่ไม่ทุกคน)
ดรออิ้งมาก่อน และไปทำงานกราฟฟิก
- เป็นคนที่รู้สึกว่าต้องพึ่งมือตัวเอง ทำอะไรต้องมาจากสมองผ่านมือสู่กระดาษ
- เป็นคนใจเย็น ทำงานนานๆได้
- ลงสีเก่ง
- การจัดองค์ประกอบอยู่ในเกณฑ์ดี แต่ไม่หวือหวา
ไม่ชอบดรออิ้ง ทำงานกราฟฟิกมาก่อน
- ใช้คอมพิวเตอร์เก่งมาก ไม่ใช่กับเรื่องโปรแกรมออกแบบอย่างเดียว ยังล่วงเลยไปถึง
การปรับแต่งคอมพิวเตอร์ (ก็เป็นพวกชอบคอมฯน่ะ) มักเป็นคนเก่งเรื่องพลิกแพลงแกมโกง
เทคนิกพิสดารรู้หมด อาจจะเพราะไม่สามารถวาดทุกอย่างออกมาด้วยมือตัวเอง
- เป็นพวกใจร้อน พวกนี้จึงไม่ถนัดการนั่งทำอะไรนานๆ ชอบหาทางลัด (และทำให้ได้รู้อะไรใหม่ๆ)
- ลงสีไม่ได้เลยยย
- มีความสามารถในการจัดองค์ประกอบสูง
เท่าที่นึกได้จากประสบการณ์ก็ประมาณนี้นะครับ
ในความคิดผม ไม่ว่าจะใช้วิธีใดก็ตาม
ถ้าวิธีการนั้นสามารถแก้ปัญหาของโจทย์ในการออกแบบนั้นได้
ก็เป็นวิธีการแก้ปัญหาที่ดีทั้งนั้น
อาจจะเป็นวิธีที่ดูไม่มีไอเดียที่สุดในโลกก็ได้
ฝ่าฝืนสิ่งต่างๆที่เคยมีเลยก็ได้
เป็นอะไรที่ Simple ที่สุดเลยก็ได้
ยังไงก็ได้ เพราะสุดท้ายแล้ว
การออกแบบคือการแก้ปัญหา
โดนครับ :12:
ต้องอย่าง เอไม่มีพื้นฐานดรออิ้งมาก่อนเลย :41:
กราฟฟิกก็ไม่ได้ :52:
แต่ถ้าการออกแบบคือการแก้ปัญหา อะ อันนี้ได้ :33:
ดรออิ้งเป็นการผลิตวัตถุดิบครับ
ซูชิที่ดีถ้าปลาไม่อร่อย พ่อครัวจะเก่งแค่ไหนก็คงทำให้อร่อยได้ลำบากครับ
แต่ก็ทำได้แหละ ไม่ใช่ไม่ได้
ผมเคยทำซูชิครับ แต่ผมไม่เคยเรียน ดรออิ้ง :37:
กิ๊กเป็นคนนึงที่ไม่ค่อยมีพื้นฐานดรออิ้งมากนัก ( เคยเรียนตั้งแต่ม.2)
แล้วก็มีหลายครั้งที่เจอปัญหา คือ คิดแบบออก แต่วาดออกมาไม่ได้
ทำได้แค่ร่างแบบคร่าวๆ เท่านั้น กว่าจะวาดออกมาได้ใช้เวลาพอสมควร
ตอนนี้ก็เลยรู้สึกว่า การดรออิ้ง การลงสี
( ฝีมืออาจไม่ต้องถึงขั้นเทพ แต่เข้าใจหลักการ ฝึกเยอะๆ )
เป็นเครื่องมือที่ช่วยถ่ายทอดความคิดของเราให้ออกมาเป็นรูปเป็นร่างได้ดี
เห็นด้วยหมดแหล่ะครับ
และผมก็เป็นประเภทดรออิ้งไม่เป็น
พอเห็นคนเก่งดรออิ้งทำงานแล้ว มันอิจฉาเล็กๆ
มันวาดมันเขียน อะไรในสมองออกมาได้รู้เรื่อง
ไม่เหมือนเรา ร่างอะไรที เป็นสิบๆนาที
ตรงข้ามกัน มันก็อิจฉา เวลาเราทำอะไรในคอม
แล้วไปไว ปรู๊ดๆ ตามใจนึก แต่มันต้องมานั่งลอง
นั่งแต่ง นั่งปรับอยู่นาน
แต่ที่บอกว่า อย่างน้อยน่าจะหัดไว้
เพราะเวลาทำงานที่ต้องมีแสงเงาเกี่ยวข้อง
อย่างตัวผมเอง ผมเจอปัญหาบ่อย มึนมาก..
ไม่รู้จะไล่เชดยังไง เติมเงาตรงไหน เติมแสงตรงไหน
ต้องไปเรียกเพื่อนมาช่วยดูทุกที :42:
สมัยเรียน ในชั้นนี่มีระดับเทพเยอะ
เวลาเรียนดรออิ้งกัน ช่วงพักเดินไปดูคนนั้นคนนี้ กจะแบบว่า็ อู้หูว์์์ คนนี้ก็ อะโหย
แต่ว่า
มาดูตัวเอง ก็ไม่ได้ดูถูกตัวเองนะ แบบว่า เอ๊ย กูก็สู้เขาได้นี่หว่า ก็ไม่เบาเหมือนกาน 5555
ดรออิ้งเก่งมีประโยชน์มากนะ คือสเก็ชไอเดียให้ใครดูได้เลย แป๊บเดียวก็เสร็จ ไม่เกินหนึ่งนาที
แบบว่าไอเดียมันมาให้เห็นทันทีเลย แล้วค่อยเอาไปทำต่อยังไงก็ว่าไป
สมัยเรียน เรื่องดรออิ้งเหมือนๆจะเป็นเรื่องนึงที่ยอมความกันไม่ได้ 555
สรุปว่าผมควรไปฝึกมือกับบักเก้อก่อน
เพื่อให้รู้พื้นฐานของดรออิ้งใช่ไหมครับ :44:
อ้างคำพูดจาก: iannnnn เมื่อ 09 พ.ย. 2007, 14:33 น.
ดรออิ้งเป็นการผลิตวัตถุดิบครับ
ซูชิที่ดีถ้าปลาไม่อร่อย พ่อครัวจะเก่งแค่ไหนก็คงทำให้อร่อยได้ลำบากครับ
แต่ก็ทำได้แหละ ไม่ใช่ไม่ได้
อารีทำได้โดยใช้กิ๊พวาดค่ะพี่แอน
:31: :30:
:08:
(http://img2.f0nt.com/26/8f472659bf4dc67c61f27c2b8518aae0.jpg)
เพราะเราจะได้แตกต่างจาก "คนที่ใช้โปรแกรมเป็น" โดยทั่วไป
สิ่งที่ผู้ที่กำลังเรียน หรือจบออกแบบมา เขาสร้างสรรค์งานออกมาโดยผ่านกระบวนการคิด
และสามารถให้เหตุผลและลายละเอียดได้ว่าสิ่งที่ออกแบบมานี้ เพื่ออะไร ทำไมถึงมีจุด มีเส้น มีสี หรือ แสงแบบนี้
ซึ่งนี่ล่ะครับ ทำให้คนที่เรียนจบออกแบบมาแตกต่างจากคนใช้โปรแกรมเป็นทั่วไป
จำเป็นต้องเรียนดรออิ้งก่อนนะครับ พี่ณต
สำหรับพี่ณตราคากันเองครับ ปกตินั่งติวเขาคิดกันวันละร้อย
ผมคิดพี่แค่ห้าสิบพอครับ (แต่หน่วยของที่นี่นะ :30:)
อ่านของแจ็คเรื่องการออกแบบอะไรทั้งหลาย
เห็นด้วยทุกประการ ติดแค่ว่าผมไม่ได้ซาบซึ้งอะไร
กับศาสตร์การออกแบบมากมายนัก
ผมว่าเราช่างสร้างแต่สิ่งที่รุงรังให้กับโลก
แล้วก็นั่งคิดปัญหาการออกแบบอะไรต่อมิอะไร
อยู่ในออฟฟิศติดแอร์ ท่ามกลางผู้คนที่มีสไตล์
(และทุกคนเป็นลูกหลานชนชั้นกลาง นั่งอยู่หน้าคอม
ชีวิตไม่เคยลำบากอะไรทั้งสิ้น ผมก็ด้วย)
สิ่งที่เราสร้างคือเปลือก เราเป็นนักผลิตเปลือก
ที่เราทำมันเป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยความอยากของมนษย์แท้ๆเลย :30:
ถ้ามีสงครามล้างโลกเมื่อไหร่ พวกเรานี่แหละ ที่ไม่จำเป็นกับโลกเลย
ชาวนา กสิกรรม คนท่ีผลิตอาหารได้ คือคนพวกแรกที่ต้องอยู่
เราจะจำเป็นก็ต่อเมื่อ โลกมีปัจจัยพื้นฐานครบแล้วเท่านั้น
แต่เราดันคูลกว่าเขามากมายนัก
ยิ่งพิมพ์ยิ่งตลกความคิดตัวเอง แต่มันจริงนี่นา
สรุปยังงี้สงสัยคงต้องกลับบ้านไปทำนากันดีกว่า
(บ้านมีนาให้ทำนะ ทำเป็นเล่นไป)
:22:
อ้างคำพูดจาก: เก้อ เมื่อ 13 พ.ย. 2007, 10:07 น.
สิ่งที่เราสร้างคือเปลือก เราเป็นนักผลิตเปลือก
ที่เราทำมันเป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยความอยากของมนษย์แท้ๆเลย :30:
ถ้ามีสงครามล้างโลกเมื่อไหร่ พวกเรานี่แหละ ที่ไม่จำเป็นกับโลกเลย
ชาวนา กสิกรรม คนท่ีผลิตอาหารได้ คือคนพวกแรกที่ต้องอยู่
เราจะจำเป็นก็ต่อเมื่อ โลกมีปัจจัยพื้นฐานครบแล้วเท่านั้น
แต่เราดันคูลกว่าเขามากมายนัก
ตรงนี้ผมขอเสริมหน่อยละกันนะครับ ผมว่าจริงๆแล้วมันขึ้นอยู่กับว่าเราต้องการทำการออกแบบเรื่องไหนและเพื่ออะไรมากกว่า..การออกแบบผมว่ามันค่อนข้างกว้างนะครับ "การออกแบบเป็นศาสตร์ที่ตอบสนองต่อความอยากของมนุษย์" จริงครับ แต่ว่าเราก็สามารถนำมันไปประยุกต์กับสิ่งที่เป็นประโยชน์พื้นฐานได้เหมือนกันนะครับนอกจากจะเพื่อความเท่ห์หรือความฟุ้งเฟ้อเกินปรกติ ถ้าเราอยากที่จะทำ เช่น ถ้าเกิดสงครามโลกอย่างที่ว่ามาจริงๆ แล้วเหลือแต่คนต้องเร่งหาอาหารกัน คนออกแบบอย่างเราก็สามารถออกแบบเครื่องไม้เครื่องมือที่สามารถใช้งานได้ง่ายขึ้น หรือสามารถทำการผลิตอาหารให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้ ออกแบบการสร้างที่อยู่อาศัยที่จะสร้างได้อย่างประหยัดและสามารถจุผู้คนได้มากและมีระบบ เป็นต้น แน่นอนว่า เราอาจทำคนเดียวไม่ได้ทั้งหมด แต่นี่ก็เป็นอีกหน้าที่นึงของ "ผู้ออกแบบ" ที่จะต้องเป็นคนริเริ่มคิดเพื่อจุดประกายคนอื่น ให้มาริเริ่มงานร่วมกันได้ ดังนั้นผมว่า จริงๆแล้ว เราก็เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญได้เหมือนกัน
ถ้าเราทำหน้าที่ของเราเพื่อคนอื่นได้อย่างจริงๆจังๆครับผม
ขอบคุณครับพี่โอดำ
ผมก็เลอะเทอะซ้ายตกขอบไปยังงั้นแหละครับ :44:
นี่เก้อตื่นเช้าหรือยังไม่ได้นอนเนี่ยครับ :27:
กำลังจะเถียงเลย :30:
What Is Graphic Design?
Design is the practise of solving problems using a combination of logic and creativity. Graphic Design is solving problems in a visual way. While it may encompass using computers to make images or lay out text, it is not limited to it.
Graphic design is NOT using Photoshop, running filters, or randomly manipulating images. Just like using a wrench is not the same as knowing how to turn a pile of metal into a new model of car, knowing how to use the tools of design does not make you a designer. A real designer can create great work despite their tools, not because of them.
Hammer: Doesn't make you a carpenter, Computer: Doesn't make you a designer.
สุดท้าย วิชาศิลปะ วาดเส้น ทฤษฎีสี วิชาเหล่านี้คือพื้นฐานที่สำคัญที่สุด ก่อนจะเริ่มเรียนรู้กระบวนการออกแบบ
ขอบคุณ พี่เก้อจริงๆครับ
วันนี้ มานั่ง อ่าน
ได้เข้าใจสิ่งที่สงสัยเกี่ยวกับคณะนี้หมดเลยครับ
ชอบมาก ที่ "กระบี่อยู่ในใจ สุดท้ายใช้แค่กิ่งหลิว"
เจ๋งโคตร ๆ ครับ
ถ้า + ได้ อยาก + ให้เยอะๆครับ
:45: :45: :45:
ขอบคุณครับ ที่อ่านท่อนนั้นรู้เรื่อง :05:
(พี่แอนบอกว่าช่วงนั้นไม่รู้เรื่อง
ไม่ยอมอ่านโกวเล้งเองนี่หว่า :39:)
นึกๆเหมือนกัน ว่าจะมาต่อจู๋นี้ยังไง
จริงๆเรียนออกแบบเนี่ย เรียนกันได้ทั้งชีวิต
คิดๆอยู่ว่าเอาภาคเมืองนอกด้วยท่าจะดี
เพราะดูเหมือนว่า มาค้นพบอะไรที่นี่เหมือนกัน
การให้คนอื่นมามองเราเนี่ย บางทีก็ทำให้เราเจอตัวเองเหมือนกันนะ
แปลกดีอีตอนอยู่บ้านเรา อยากทำงานเท่ๆ อังกฤษๆ
แต่มาอยู่อังกฤษกลับอยากทำแต่งานสิบล้อๆ :30:
เรื่องนี้มีที่มาที่ไปครับ...
ปล.ทำเป็นพูดเหมือนจะมีอะไรเลย
จริงๆไม่มีอะไรเท่าไหร่หรอก :44:
:25: เล่าๆๆ
ต้องหัดร้อง Beautiful Ones ของ Suede ให้คล่องๆละ
เผื่อจะเข้าศิลปากรได้
:30:
เกี่ยวไหม?
ผมตามอ่านทุกตัวอักษรเลยครับ แล้วจะมาโพสต์แลกเปลี่ยนความคิดเห็นบ้าง
เป็นกระจู๋ที่โดนจริงๆ :12:
ในฐานะคนฝีมือธรรมดาๆคนนึงนะครับ
เห็นมีคนถามว่ามีแต่คนเก่งๆเจ๋งๆเท่านั้นหรือที่เรียนหรือทำงานแบบนี้ได้
ผมเป็นคนนึงซึ่งธรรมดามาตั้งแต่มัธยมจนทำงานอย่างทุกวันนี้เลย :08:
ผมเรียนสายวิทย์ แต่อยากเรียนศิลปะเพราะรู้ว่าชอบวาดการ์ตูน และไปเรียนอย่างอื่นอาจจะไม่รอด
เคยติวแต่ความถนัด ถาปัด ที่โรงเรียนสมุดไทยตรงปิ่นเกล้าอยู่คอร์สนึง
ส่วนความถนัดมัณฑนศิลป์นี่ไม่เคยติวเลย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีพี่ติวที่คณะ เพราะอยู่ที่ต่างจังหวัด
แต่โชคดีที่อาจารย์ที่สอนแกจบจิตรกรรมมา เลยพอถูไถเรื่องดรออิ้งไปได้
แต่พอได้มีโอกาสมาสอบในกรุงเทพ มาเจอสนามที่คนเก่งๆมารวมกัน
ก็รู้เลยว่า ตัวเองเป็นกบในกะลามากๆ รู้สึกความลำพองหดหายไปทันตา
แล้วรู้ตัวเลยว่า ถ้าตอนนั้นไม่ติดโควต้า อาจจะไม่ได้เรียนนิเทศน์ศิลป์แน่ๆถ้ายื่นคะแนนรวมกับชาวบ้าน
พอเข้ามาเรียนปีแรกก็เจอแต่เด็กเคี่ยวๆ แบบเทพๆทั้งนั้นเลย ดรออิ้ง สีน้ำ โปสเตอร์ (ยุคนั้นยังไม่ค่อยใช้คอม)
แต่ก็มีคนที่ไม่ถนัดแนวนั้นเท่าไหร่แบบเราก็มีอยู่บ้าง เช่นเด็กสายสามัญ
แต่พอปีเริ่มสูงขึ้น ความได้เปรียบเสียเปรียบเหล่านั้นเริ่มถูกทดแทนกันได้ด้วยไอเดีย และรสนิยมทางศิลปะ
บางคนที่เคยเทพมากสมัยสอบเข้ามา แต่ไม่ปรับตัวกับเทคโนโลยีและหมั่นหาความรู้ ก็ดับวูบไปอย่างน่าเสียดายหลายคน
มีเพื่อนคนนึงเข้ามาด้วยคะแนนความถนัดร้อยเต็มทุกวิชา แต่สุดท้ายเรียนไม่จบเพราะติดอยู่กับความสามารถระดับเดิม
บางคนอย่างแฟนผมก็ดรออิ้งและสีน้ำไม่เทพมาก แต่ด้วยรสนิยมทางศิลปะ และการใช้โปรแกรมด้านออกแบบที่คล่องแคล่ว
เค้าเลยกวาด A แทบทุกวิชาในปีท้ายๆ และเกือบได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง(ขาดไป 0.01 :08:)เพราะพลาดเกรดอังกฤษในปีแรก
บางคนก็กลายไปเป็นนักการตลาด เป็นแอร์แทนก็มี
จึงอยากจะบอกว่า
-ดรออิ้ง อาจจะดูไม่สำคัญนักสำหรับเด็กยุคนี้ แต่สำคัญมากในการสอบ :30: แต่หากเราสามารถถ่ายทอดอะไรได้ด้วยมือเราเองเลย
มันก็เป็นเรื่องดีไม่ใช่เหรอ และอีกอย่าง มันช่วยเวลาเราดูงานแล้วบอกได้ว่ามันแหม่งๆรึเปล่า เช่น รูปนี้ดูรู้เลยว่ารีทัชพลาด ดูหลอกๆ เป็นต้น
-คนทำงานด้านนี้หรือเรียนด้านนี้มาก็มีคนธรรมดาๆเยอะครับ ไม่ได้มีแต่เทพ (อย่างผมก็เป็นคนที่ไม่ได้มีคนนึกถึงถ้าถามว่ารุ่นผมใครเด่นบ้าง :05:)
-ตอบโจทย์ตัวเองให้ได้ครับ ว่าชีวิตต้องการอะไร อย่างผมก็มีความสุขดีที่ทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือนธรรมดาๆคนนึง เสาร์อาทิตย์ได้หยุดแน่ๆ ปลายเดือนมีเงินผ่อนรถ
ได้มีเวลาให้ครอบครัว และแฟน แม้ว่างานอาจไม่หวือหวา ไม่ได้แต่งตัวแนวๆ ไม่ได้ไปทำเท่ในงานแจกรางวัลโฆษณาต่า
ๆ ตื่นแต่เช้าไปทำงานแต่ได้กลับบ้านแต่หัวค่ำ ไม่ต้องอดหลับอดนอนอยู่ที่ทำงานเหมือนเพื่อนๆอีกหลายคน
ความเห็นจากรุ่นพี่(ไอ้เก้อ)และกราฟฟิกดีไซน์เนอร์ธรรมด๊าธรรมดาคนนึงครับ :46:
พึ่งมาพบความเห็นพี่ต้อง :46:
เป็นประโยชน์มากครับพี่
และดันเจอที่ตัวเองเกริ่นไว้เรื่องภาคเมืองนอก
ตอนนี้กลับมาแล้ว น่าจะเร่ิมมองเห็นลางๆแล้ว
ว่าจะเขียนอะไร แต่ก็จั่วไว้แบบนี้ทุกที
สุดท้ายก็ลืม :30:
พอดีช่วงนี้เข้าไกล้การสอบอีกหนแล้ว
ดันมันขึ้นมาสักหน่อย เผื่อใครมาเจอ
แล้วใครที่เตรียมตัวสอบปีนี้ ว่ายังไงกันมั่งครับ :49:
อ่านจบแ้ล้ว ได้นั่งทบทวนตัวเองพลาดอะไรหลายๆอย่างกับสิ่งที่เรียนอยู่
คงเพราะหวังพึ่งเทคโนโลยีมากเกินไปจนลืมอะไรบางอย่าง ^^
ขอบคุณครับ
ปล.ไม่ได้แวะมานานมากหลังจากตั้งกระทู้ไว้นานนม ช่วงจะเอนท์
พี่เก้อทำให้นึกถึงตอนเรียน :05:
มาเชียร์+รออ่านภาคเมืองนอกค่ะ
ทำไมต้องเรียนออกแบบ?
โดยส่วนตัวผมว่าคำถามนี้ค่อนข้างตลก
เหมือนกับคุณถามว่า
ทำไมต้องเรียนหมอ ?
ทำไมต้องเรียนวิศวะ ?
ทำไมต้องเรียนกฎหมาย ?
เพียงแต่ตัวตนวิชาชีพของการออกแบบไม่ได้ชัดเจน สำคัญเท่าพวกเค้าเท่านั้นเอง
หรือบางทีอาจจะถูกเข้าใจผิดเพี้ยนไปด้วยในบางครั้ง
ผมว่าต่างกันมากนะครับ
กับไอ้ 3 อย่างที่ว่ามานั่นน่ะ
เพราะว่าไม่น่ามีใครไปผ่าตัดไส้ติ่ง, คุมก่อสร้างอาคาร
หรือว่าความในศาลเล่นเป็นงานอดิเรกนะ :30:
หมอแมวไง ผ่าไส้ติ่งเล่นก่อนกลับบ้าน
เล่นตลกเป็นงานหลักสินะครับ :47:
ที่ผมเปรียบเทียบระหว่างการออกแบบ กับหมอ วิศวะ กฎหมาย คือผมจะต้องการเปรียบเทียบ
ให้เห็นความสำคัญของวิชาชีพ
หมอผ่าตัดพลาด เป็นเรื่องใหญ่
วิศวะกรคำนวณพลาดทำให้ตึกถล่มเป็นเรื่องใหญ่
ตัดสินความในศาลผิดพลาดเป็นเรื่องใหญ่
แต่พอมา
ออกแบบพลาดเป็นเรื่อง...
ขี้ปะติ๋วไปเลย
ผมไม่ได้พยายามยกย่องว่าวิชาชีพออกแบบนั้นเป็นอาจชีพที่เลิศหรู
มีจรรยาบันสูงส่ง หรือต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคม
แต่ถ้ามีคนกลุ่มหนึ่งต้องการที่จะยึดถืออาชีพนี้ล่ะจะต้องทำอย่างไร
ถ้าทำอาชีพนี้แล้วตอนอายุุ60ยังจะทำอยู่ได้มั้ย ? เราจะอยู่กับมันไปได้ซักแค่ไหน ?
คงมีคนบางส่วนที่อยากยึดถือเอาการออกแบบเป็นอาชีพ
เพราะฉะนั้นทางออกหนึ่งก็คือต้องไปเรียนตามมหาลัย
แต่การเรียนตามมหาลัยก็ไม่ได้เป็นคำตอบที่ถูกต้องซะทีเดียว
ยังมีอีกหลายวีถีการในการตอบคำถาม
เรียนรู้ด้วยตัวเอง
เรียนรู้โดยการเข้ามหาลัย
เรียนรู้โดยไปเมืองนอก
เรียนรู้ด้วยการทำงาน
เป็นต้น
เพราะฉะนั้นคำว่า " เรียนออกแบบ " ไม่ได้กำจัดอยู่ที่สถาบันการศึกษาเท่านั้น
ถ้าผมลดตัวอย่างลงเป็น
ทำไมต้องเรียนเป็นเชฟทำอาหาร
ทำไมต้องเรียนร้องเพลง
ทำไมต้องเรียนแฟชั่น
เหตุผลที่เค้าไปเรียนอาจจะเป็นเค้าบางในสิ่งๆนั้น
ต้องการที่จะเรียนรู้ให้ลึกซึ้งกว่าที่เป็นอยู่
หรืออาจจะเรียนทำเท่ หรือเรียนตามเพื่อนก็ได้
แต่อย่างน้อยก็ต้องยกย่องในระดับนึงว่าพวกเค้าเป็นคนที่ใฝ่หาความรู้เข้าสมอง
อาจจะเป็นการการรันตี
ในระดับหนึ่งว่าไอ้คนๆ เคยผ่านการทำงาน
ในแขนงนั้นๆ แล้วมาในระดับหนึ่ง
(ผมไม่ยกตัวอย่างที่ไม่ได้เรียนมา แต่สามารถทำเป็นอาชีพได้นะครับ พวกนั้นเมพไป)
อ้างคำพูดจาก: เก้อ เมื่อ 09 ส.ค. 2009, 05:31 น.
เพราะว่าไม่น่ามีใครไปผ่าตัดไส้ติ่ง, คุมก่อสร้างอาคาร
หรือว่าความในศาลเล่นเป็นงานอดิเรกนะ :30:
ผมไม่รู้ว่าใครทำงานออกแบบเป็นงานอดิเรกรึปล่าว
แต่ผมคนนึงล่ะที่ไม่ได้ทำเป็นแค่งานอดิเรก
แต่ก็อีกนั้นแหละเกมนี้เราก็ไม่ได้ตัดสินว่างานนี้โปร หรือไม่โปร
มีหนังสือเล่มนึงที่กำลัง(พยายาม)อ่านอยู่คือ
how to be a graphic designer without losing your soul
(http://img3.f0nt.com/12/c6c517767d89416bb3b5475ce90ca5f2.jpg)
คือแค่ชื่อก็ทำให้คิดได้แล้วว่า
" ถ้ามึงเป็นกราฟฟิกดีไซน์เนอร์ มึงต้องสูญเสียจิตวิญญานแน่ๆ " :30:
บางที่ผมอาจจะคิดมากไปก็ได้นะ อาจจะเป็นแค่ชื่อที่เค้าตั้งขึ้นเท่านั้นเอง
เออ ก็เข้าใจว่าชื่นหมายความประมาณนั้นล่ะ
แค่พอยกตัวอย่างกับ 3 อาชีพนั่น
โดยที่เราอธิบายไว้ตั้งแต่ต้นๆบทความนี่หว่า
เลยต้องเล่นซ้ำ เพราะว่ามันเป็นเรื่องขี้ปะติ๋วสำหรับคนท่ัวไปไง
ถึงต้องตั้งคำถามว่า แล้วยังงี้ จะเรียนกันไปทำไมวะ :37:
ผมก็ว่างั้นแหละพี่
แต่ด้วยบางทีตัวหนังสือมันทำให้เข้าใจผิดได้
ผิดกับการคุยกันที่รู้ถึงอย่างอื่นของผู้พูดด้วย
ถ้าผมพูดอะไรไม่เข้าหูหรือฮาดคอร์เกินไปก็ขอโทษด้วยนะเฮีย :46:
>>>>เพิ่ม : ถ้าจะพูดกันให้รู้เรื่องงี้ต้องไปคุย(และกินแหล้า)ที่บ้านพี่ซะแล้ว :30:
ฮาร์ดคอร์น่ะคงไม่
แต่พูดไม่รู้เรื่องนี่ตูเห็นด้วย :30:/
ส่วนตูเห็นด้วยเรื่องไปกินเหล้า :37:/
เลือกเรียนแฟชั่นค่ะ
ถามว่าทำไมต้องเรียน ..... ทั้งที่ให้อาม่า ป้าข้างบ้านสอนก็ได้
ก็เพราะอยากรู้จัก เค้าเปิดสอนตั้งสี่ปี นับดูว่ากี่วัน คงต้องมีอะไรเยอะพอดูล่ะ
ไม่เข้าใจเนาะว่าทำไมผู้ใหญ่บางคนถึงชอบมองว่าอะไรที่ตัวเองไม่เชื่อ เนี่ย ด้อยค่า
มี เพื่อนคนนึงค่ะ คุณพ่อเป็นนักธุรกิจ เพื่อนบอกว่า เนี่ยมาเรียนออกแบบ พ่อไม่ภูมิใจเลย
ผ่าง เศร้านะคะ คุณพ่อจะรู้ไหมกว่าจะสอบได้ กว่าจะวาดเป็น ฝึึกเหนื่อยแค่ไหน
เฮ้อออ
ดูจิตตก ไปเลยเรา
พอผมได้อ่านจู๋นี้แล้วก้อตาสว่างแถมยังรู้สึกฮึดสู้ขึ้นมานิดๆเลยอ่ะคับ
แต่ถึงยังงั้นก้อเหอะพอนึกถึงคำว่า"ดรออิ้ง"ทีไรแล้วมัน "จึ้กๆ"ที่หัวใจกะที่หัวทุกทีเลยคับ
พอดีว่าตอนนี้เรียนกราฟิกของอาชีวชั้นปวช3อยู่ไอ้ที่แรกก้อนึกว่าชาตินี้เราคงไม่ได้ไปยุ่งวุ่นวาย
กะไอ้วิชานี้แน่แต่เอาเข้าจริงไปมันดัน"มี"เจ้าสิ่งๆนี้อยู่ในตารางเรียนผมจนได้
ความซวยหลั่งไหลเข้ามาเต็มๆพื้นทงพื้นฐานไรก้อไม่มีตอนแรกก็ใจดีสู้เสือคิดว่าไม่มี
อะไรในโลกหล้านี้ที่ "ตัวกู" จะทำไม่ได้
เอาเข้าจิงๆ แป่วคับ
ให้ร่างขวดอาจารย์กำหนดขั้นต่ำ "4 ชม."ให้เสร็จ
ข้าพเจ้าล่อไป "2 อาทิตย์" กะกระดาษปอนอีกไม่รู้กี่แผ่น แถมให้เพื่อนช่วยอีก
ตอนนั้นซึมครับยอมรับ "ท้ออิ๋บอ๋าย"เกรดเทอมแรกก็ดันมาเจอวิชานี้ดึงจนต่ำน่าใจหาย (เพราะมันเป็นวิชาหลักอ่ะ)
แต่ยังโชคดีหน่อยที่ช่วงนั้นมีวิชาพวกมัลติมีเดียที่พอถนัดอยู่ช่วยไว้
แต่โอ้
พระเจ้าทรงลงทันอีกแล้ว
คุณท่านอาจารย์ดันกำหนดหลักสูตรให้พวกผมมีเรียน"จิตรกรรมพื้นฐาน"
งานเข้าเป็นอย่างหนักซิคับ
แถมต่อมาเทอม 2 ดันมี "วาดภาพทิวทัศน์" มารออีก
เป็นว่าเกรดปีนั้นของผมมีอัน"วูบ"ไปทีเดียว
แถมอาจารย์ก้อพูดพลางหยิบผลงานของพวกรุ่นพี่ที่แย่ๆออกมาแล้วพูดว่า "ถ้าปี2แล้วฝีมือยังอยู่ขั้นนี้อาจารย์แนะนำให้พวกเธอเบนเข็มไปเรียนทางอื่นดีกว่า "ท้อรับประทานอีกซิคับ"ฮึดสู้ลองฝึกกะคัยดูก้อลองแต่สุดท้ายก้อต้องรับว่าตัวเองไม่มีพรสวรรค์ด้านนี้จิง
แต่อาจารย์บางคนในแผนกเค้าก้อบอกว่าพรแสวงค์อ่ะมันอยู่เหนือพรสวรรค์ไอ้เราก้อใจชื้นขึ้นมาหน่อยบางคนก้อบอกว่าไม่ต้องไปกลัวหรอกจะมาเรียนสาขานี้อ่ะวาดรูปไม่เป็นไม่เป็นไรไอ้เราก้อยิ้มหน้าบานดีใจสุดขีดคิดว่าเออถ้าเค้าพูดงั้น
ก้อแสดงว่ายังมีพกที่งูๆปลาแบบเราเข้าไปเรียนเหมือนกันนี้หว่าแต่พอนึกๆดูอีกที"ในวิชาที่เข้าสอบมันมีวิชาพวกนี้นี่หว่างั้นพวกนั้นมันพูดมาได้ไงว่ะ"ไอ้เพื่อนแต่ล่ะคนก้อให้กำลังใจกันเสียจริงๆ มันพูดว่า "ก้อเก่งแค่ทฤษฎีจะทำไรได้"เออ เอาเข้าไปไม่รู้ว่าจะร้องไห้หรือว่าจะดีใจที่เบนเข็มมาทางนี้รู้ว่าตัวเองชอบและทำได้แต่กำแพงที่ใหญ่ที่สุด มันคือ"ดรออิ้ง"นี้แหละคับจับดินสอคิดจะร่างสิ่งที่มีอยู่ในหัวที่ไรมันก้อมือสั่นไม่ได้ดั่งใจทุกที
แถมไอ้การออกแบบเนี่ยอาจารย์ที่วิทยาลัยเค้าก้อบอกว่า "sketch desig เนี่ยสำคัญที่สุดเลย ถ้าทำได้ไม่ดีหรือพื้นฐานไม่แน่พอเธอก้อไม่รุ่งในสาขานี้แน่" คิดๆแล้วก้ออยากร้องไห้ :05: ไปแอบดูอีกแผนกหนึ่งวิชาที่มันเรียนก้อดันมีแต่ไอ้ที่กูอยากเรียนทั้งนั้น
ทำหนังสั้นเอ้ย ถ่ายmvเอ้ย ทั้งๆที่ชื่อแผนกพวกนั้นมันใช้ว่าศิลปกรรมชัดๆ ไม่รู้ว่าจะสมเพชตัวเองที่เลือกแผนกผิดหรือด่าวิทยาลัยที่ตั้งชื่อคณะผิดไม่รุ
ปล.เป็นน้องใหม่แต่บ่นไรไม่รู้ยืดยาวต้องยักษ์สาปแหงๆเลยขอโต้ดน่ะคับพออ่านกระทู้นี้แล้วของขึ้นไงไม่รุ
อ่านย่อหน้าเดียวตูก็บวกแล้ว โคตรเท่เลย โพสต์แรกก็จู๋นี้แล้ว ถูกใจเป็นพิเศษ :30a:
ปล. สำหรับน้องข้างบนอีกที ตูว่าอย่าไปคิดมาก เลือกแล้วก็เตรียมรับกับผลที่จะตามมา (เอ๊ะยังไง?)
เอาเหอะ จำได้ว่าเขาพูดกันไปหมดแล้วเรื่องพิสูจน์ตัวเองกับทางบ้านน่ะ
จริงๆ ตูว่าง่ายกว่าประสบความสำเร็จในอาชีพการงานหลังจากเรียนจบอีกนะ :30:
เอาขำๆน่าครับ
ผมเล่นกีต้าร์ไม่เก่ง ชอบร้องเพลงผิดคีย์ ผมก็ยังทู่ซี้ทำต่อไป ไม่ได้คิดอะไรมาก
ปล. เลขม. 3 ผมก็ยังซื้อมาอ่านใหม่ทำใหม่ แต่ทำอย่างไรผมก็ไม่เข้าใจน่ะครับ เปลี่ยนโจทย์หน่อยนึงผมก็ไม่รู้จะทำยังไงแล้ว
ปฮ. แต่เรื่องที่ผมถนัด ผมจำเป็นต้องทำมันได้ดีที่สุดนะครับ 555
อ้างคำพูดจาก: tip_redeye เมื่อ 26 ส.ค. 2009, 20:32 น.
พอผมได้อ่านจู๋นี้แล้วก้อตาสว่างแถมยังรู้สึกฮึดสู้ขึ้นมานิดๆเลยอ่ะคับ
แต่ถึงยังงั้นก้อเหอะพอนึกถึงคำว่า"ดรออิ้ง"ทีไรแล้วมัน "จึ้กๆ"ที่หัวใจกะที่หัวทุกทีเลยคับ
พอดีว่าตอนนี้เรียนกราฟิกของอาชีวชั้นปวช3อยู่ไอ้ที่แรกก้อนึกว่าชาตินี้เราคงไม่ได้ไปยุ่งวุ่นวาย
กะไอ้วิชานี้แน่แต่เอาเข้าจริงไปมันดัน"มี"เจ้าสิ่งๆนี้อยู่ในตารางเรียนผมจนได้
ความซวยหลั่งไหลเข้ามาเต็มๆพื้นทงพื้นฐานไรก้อไม่มีตอนแรกก็ใจดีสู้เสือคิดว่าไม่มี
อะไรในโลกหล้านี้ที่ "ตัวกู" จะทำไม่ได้
เอาเข้าจิงๆ แป่วคับ
ให้ร่างขวดอาจารย์กำหนดขั้นต่ำ "4 ชม."ให้เสร็จ
ข้าพเจ้าล่อไป "2 อาทิตย์" กะกระดาษปอนอีกไม่รู้กี่แผ่น แถมให้เพื่อนช่วยอีก
ตอนนั้นซึมครับยอมรับ "ท้ออิ๋บอ๋าย"เกรดเทอมแรกก็ดันมาเจอวิชานี้ดึงจนต่ำน่าใจหาย (เพราะมันเป็นวิชาหลักอ่ะ)
แต่ยังโชคดีหน่อยที่ช่วงนั้นมีวิชาพวกมัลติมีเดียที่พอถนัดอยู่ช่วยไว้
แต่โอ้
พระเจ้าทรงลงทันอีกแล้ว
คุณท่านอาจารย์ดันกำหนดหลักสูตรให้พวกผมมีเรียน"จิตรกรรมพื้นฐาน"
งานเข้าเป็นอย่างหนักซิคับ
แถมต่อมาเทอม 2 ดันมี "วาดภาพทิวทัศน์" มารออีก
เป็นว่าเกรดปีนั้นของผมมีอัน"วูบ"ไปทีเดียว
แถมอาจารย์ก้อพูดพลางหยิบผลงานของพวกรุ่นพี่ที่แย่ๆออกมาแล้วพูดว่า "ถ้าปี2แล้วฝีมือยังอยู่ขั้นนี้อาจารย์แนะนำให้พวกเธอเบนเข็มไปเรียนทางอื่นดีกว่า "ท้อรับประทานอีกซิคับ"ฮึดสู้ลองฝึกกะคัยดูก้อลองแต่สุดท้ายก้อต้องรับว่าตัวเองไม่มีพรสวรรค์ด้านนี้จิง
แต่อาจารย์บางคนในแผนกเค้าก้อบอกว่าพรแสวงค์อ่ะมันอยู่เหนือพรสวรรค์ไอ้เราก้อใจชื้นขึ้นมาหน่อยบางคนก้อบอกว่าไม่ต้องไปกลัวหรอกจะมาเรียนสาขานี้อ่ะวาดรูปไม่เป็นไม่เป็นไรไอ้เราก้อยิ้มหน้าบานดีใจสุดขีดคิดว่าเออถ้าเค้าพูดงั้น
ก้อแสดงว่ายังมีพกที่งูๆปลาแบบเราเข้าไปเรียนเหมือนกันนี้หว่าแต่พอนึกๆดูอีกที"ในวิชาที่เข้าสอบมันมีวิชาพวกนี้นี่หว่างั้นพวกนั้นมันพูดมาได้ไงว่ะ"ไอ้เพื่อนแต่ล่ะคนก้อให้กำลังใจกันเสียจริงๆ มันพูดว่า "ก้อเก่งแค่ทฤษฎีจะทำไรได้"เออ เอาเข้าไปไม่รู้ว่าจะร้องไห้หรือว่าจะดีใจที่เบนเข็มมาทางนี้รู้ว่าตัวเองชอบและทำได้แต่กำแพงที่ใหญ่ที่สุด มันคือ"ดรออิ้ง"นี้แหละคับจับดินสอคิดจะร่างสิ่งที่มีอยู่ในหัวที่ไรมันก้อมือสั่นไม่ได้ดั่งใจทุกที
แถมไอ้การออกแบบเนี่ยอาจารย์ที่วิทยาลัยเค้าก้อบอกว่า "sketch desig เนี่ยสำคัญที่สุดเลย ถ้าทำได้ไม่ดีหรือพื้นฐานไม่แน่พอเธอก้อไม่รุ่งในสาขานี้แน่" คิดๆแล้วก้ออยากร้องไห้ :05: ไปแอบดูอีกแผนกหนึ่งวิชาที่มันเรียนก้อดันมีแต่ไอ้ที่กูอยากเรียนทั้งนั้น
ทำหนังสั้นเอ้ย ถ่ายmvเอ้ย ทั้งๆที่ชื่อแผนกพวกนั้นมันใช้ว่าศิลปกรรมชัดๆ ไม่รู้ว่าจะสมเพชตัวเองที่เลือกแผนกผิดหรือด่าวิทยาลัยที่ตั้งชื่อคณะผิดไม่รุ
ปล.เป็นน้องใหม่แต่บ่นไรไม่รู้ยืดยาวต้องยักษ์สาปแหงๆเลยขอโต้ดน่ะคับพออ่านกระทู้นี้แล้วของขึ้นไงไม่รุ
อ่านแล้ว ส่วนตัวชอบ คิดว่ายักษ์แอนคงไม่สาปหรอกนะ :27:
อยากบอกว่าประโยชน์ของการเรียนวิชาศิลปะ มันเอาไปใช้ทำอะไรได้เยอะมากในชีวิตประจำวัน
ลองอ่านๆกระจู๋นี้ไล่ตั้งแต่หน้าแรก จะได้คำตอบ
ยิ่งเรียน ปวช. มาด้วย มันยิ่งเรียนวิชาปฏิบัติโน่นนี่เยอะ ออกจะจับฉ่าย
แต่ถ้าขยันฝึกและจับจุดแต่ละอย่างเอามาใช้เป็น มันจะมีประโยชน์มาก
ตัวเองเป็นคนนึงล่ะที่ทำได้โคตรจับฉ่ายเลย งานปั้น, สกรีน, ภาพพิมพ์, หล่อขึ้นรูป, งานทำโมเดล
ตัดต่อ, กำกับ, ทำ Prop, เขียนแบบ, ออกแบบตกแต่ง ฯลฯ แต่งานพวกนี้ทำได้อยู่ในขั้นเป็ด คือทำได้แต่ไม่ถึงกับดี
ไอ้สิ่งพวกนี้ถ้าลองฝึกตัวเอง ทำบ่อยๆ ถึกบ่อยๆ มันก็เก่งขึ้นมา ทำได้ในระดับอาชีพเหมือนกัน เพราะพอจะมีพื้นฐาน
เอาเข้าจริงๆแล้ว คนเรามันไม่ได้เก่งไปซะทุกอย่างหรอก
แต่มันก็ไม่ใช่ข้ออ้างสำหรับการฝึกฝนในสิ่งที่เราไม่เคยทำ หรือทำไม่เก่ง
ทุกๆคนก็มีสิทธิจะเก่งขึ้นถ้ารู้จักเคี่ยวตัวเอง
ก็ต้องพยายามเรียนรู้กับมันและทำให้ดีที่สุด อย่างน้อยถึงจะทำไม่ถึงกับดีมาก
แต่อย่างน้อยก็ยังทำเป็น และรู้จักขั้นตอนของมัน
ชอบเหมือนกันครับ
จกาเด็กถาปัดที่ได้ดรออิ้งปี 1 D+
และเพ้นติ้งเทอมสองของปีหนึ่งเช่นกัน ดีขึ้นมาหน่อย ได้ C+ :05:
คอนเฟิร์มด้วย กับเด็กถาปัด
ที่คงที่ตลอดด้วยเกรด d (เค้าถีบส่งขึ้นมา)
ตั้งแต่ดรอว์อิงยันเพนท์ :37:
ส่วนตูเป็นเด็กถาปัดที่ไม่คิดจะจำเกรดสองวิชานั้นเลย :52:
:52:
ตูจบเกรด 3.23 ไม่เห็นช่วยอะไรเลย :52:
อีทัวร์เพื่อนตูจบเกียรตินิยมตอนนี้ไปขายเสื้อแล้ว :52:
พี่ทัวร์นี่เห็นรูปร่างหน้าตา ไม่น่าเรียก "อี" เลยนะครับ :30:
มานั่งอ่านที่ตัวเองเคยเขียนอีกที
ด้วยเหตุว่า เมื่อคืนนี้ไปอยู่แถวๆข้าวสาร แล้วไปลงเอยที่มหาลัยอีกตามเคย
(จริงๆเริ่มจากร้านแอดเฮียร์ตรงบางลำภู
ร้านเล่นบลูส์ที่เล็กและมีสเน่ห์ที่สุดในกรุงเทพ)
จากแถวบางลำภู พระอาทิตย์ ข้าวสาร เดินไปบนถนนเส้นเดิม ตรอกซอกซอยเดิมๆ
แล้วก็ไปเจอเพื่อนและน้องกลุ่มเดิมๆนั่งอยู่หน้าร้านเดิมๆในเวลาเดิมๆ
โดยบังเอิญเหมือนเดิม เลยโทรถามน้องปี 1 คนนึงว่าอยู่มหาลัยกันไหม ตอนนั้นคือตี 1
มันว่าอยู่กันเต็ม เขียนโมล่อนอยู่ มันหมายถึงระบายสีกำแพงคณะ ขนาดสักเกือบสิบเมตร
ซึ่งมีกฏเหล็กอยู่ว่า ต้องทำหลังพระอาทิตย์ตกและต้องเสร็จก่อนพระอาทิตย์ขึ้น
คืนไหนทำโมล่อน ก็ต้องมีคนอยู่กัน ผมเลยไปที่นั่น
นั่งบนเก้าอี้ตัวเดิมๆ มุมเดิมๆ สวนแก้วเหมือนเดิมแต่น้องปี 1 เปลี่ยนเป็นหน้าใหม่
เจอเพื่อนรุ่นเดียวกัน รุ่นพี่บางคน และน้องที่จบมาแล้วอีกบ้าง
และปี 3 ปี 4 ที่ผมรู้จักดี สรุปว่าเต็มสวนแก้วโดยไม่ได้นัดหมาย
ด้วยเหตุว่ามันก็ไม่ได้เป็นงานอะไรเลย จริงๆแค่ปี 1 ทำงานระบายสีกำแพงของพวกมัน
ทุกคนแค่มากันเล่นๆ เหมือนผมที่มาเล่นๆนี่แหละ และก่อนเช้าผมก็รู้จักปี 1 วันนั้นครบทุกคน
พอนั่งรถกลับตอนเช้าก็คิดได้ว่า ไอ้การเรียนออกแบบทั้งหลาย
ที่บรรยายมาซะเยอะแยะเนี่ย จริงๆแล้วพอนึกถึงชีวิตมหาลัย
การเรียนการสอนเนี่ยเป็นอะไรที่ต้องพยายามนึกถึงจะคิดออก
การใช้ชีวิตต่างหาก ที่ยังจำได้ดีเหมือนกับเพื่อนคนอื่นๆ
ที่ยังเจอกันอยู่เสมอเหมือนไม่ได้จบไปไหน
พอมีคนถามว่า เรียนนี่แล้วมันยังไง ก็ได้แต่ตอบว่า
ไม่รู้เหมือนกันว่าการเรียนการสอนมันดีไหม
แต่ถ้าถามว่ามันสนุกไหม ตอบได้ว่าสนุกจนอยากเรียนศิลปากรซัก 2-3 รอบเลย
ใช่ครับครับอยากกลับไปเรียนเรื่อยๆ วนลูปไปไม่รู้จบ :05:
ส่วนผมอยากกลับไปขอตังแม่ วนลูปไม่รู้จบ :05:
ตูอยากกินๆๆๆ วนลูปไม่รู้จบ :54:
อยากวนๆลูบๆกลับไปกลับมาไม่่รู้จบ :56: