ขออภัย ที่ กระจู๋ นี้ยาวผิดปกติ ..
ตลอดเวลา 2 ปีที่ผ่านมา ผมพยายามมาตลอดที่เพื่อเดินในเส้นทางที่เรียกว่า "สถาปัตย์"
ซึ่งทางบ้านก็ ให้การสนับสนุน และ เห็นด้วยอย่างยิ่ง กับการตัดสินใจในตอนนั้นของผม
จนกระทั่งเมื่อวานนี้ ผมมีโอกาศได้คุยกับ บุคคลที่เกี่ยวข้องกับ สายนี้ "สถาปนิก" ในวันที่ครอบครัวมารวมกัน
... ผมยังสงสัย ว่าทำไม เวลากว่า 2 ปี ถึงไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้ กับ ท่านเลยแม้แต่น้อย
บทสนทนาที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ ทำให้ผมรู้ว่าสิ่งที่ผมเดินทางมาตลอด 2 ปี มันไม่ใช่ตัวผมโดยสิ้นเชิง ..
ในช่วง ม.ปลายที่ผ่านมา ผมทำผลงานมาหลายอย่าง ทั้งหนังสือ จุลสาร หนังสั้น โฆษณาประกวด ฯ ซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวกับสื่อ
ผมเอง คิดว่า สถาปัตย์ คงเป็น ทางหนึ่งที่ทำให้ผมสร้างสรรค์ อะไรหลายๆอย่างที่แตกต่างได้ มันก็ คงเป็นส่วนหนึ่ง ในการตัดสินใจ
"สุทธิศักดิ์ สุจริตตานนท์" คือบุคคลที่ผมนับถือเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต มาตลอด จบ สถาปัตย์ และ ออกมาทำงานเป็น ครีเอทีฟโฆษณา ..
กลับที่บทสนทนา ของเมื่อวานนี้ ผมได้พูดคุยถึงเรื่องอนาคต (กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ) ..
จนมาถึง ประโยคหนึ่ง ที่ทำให้ผมต้องกลับมานั่งคิด อีกครั้ง ว่า 2 ปีที่ผ่านมา .. มันถูกต้องแล้วหรือยัง?
ผม : "น้าปอง ถ้าผมเรียน สถาปัตย์ไป เพื่อจบออกมาเป็น ครีเอทีฟโฆษณา น้าคิดว่าเป็นยังไงครับ"
น้า : "ไหนบอกอยากเป็นสถาปนิกไง เรานี่เอายังไงกันแน่ ม.6 แล้วนะ"
ผม : "ก็ ผมคิดว่าถ้าหากเรียนมาทางนี้ แล้ว ทำให้เราคิดอะไรที่แตกต่าง แล้วเดินไปอีกทางมันก็คงจะเหมือนกัน"
น้า : "คิดอะไรผิด อยู่หรือเปล่า .. มันก็ จริงอยู่ ที่หลายๆคนจบทางด้านนี้ออกมาแล้ว ไม่ได้ ทำงานทางสายนี้โดยตรงน้าไม่อยากให้เราเป็นแบบนั้น โอกาศที่จะก้าวหน้าในการทำงาน มันน้อยกว่า ถ้าเราไม่มีความสามารถที่ว่านั้น จริงๆ สู้ไปเรียนทางที่เราชอบไม่ดีกว่าหรือไง"
ผม : "แต่ตอนนี้ มันใกล้สอบแล้วนะครับ คงต้องพยายาม ทำตามทางที่วางไว้ ตั้งแต่แรก"
น้า : "ก็แล้วแต่เรา เปลี่ยนแปลงตอนนี้ยังทัน มหาลัยเอกชนดีๆ ก็มี ไม่จำเป็นต้องมหาลัยรัฐบาลหรอก ยังไงก็ ลองคิดดูอีกครั้ง"
ผม : "ครับ"
น้า : "แล้วนี่ ได้คุยกับพ่อยัง พ่อเราคงเข้าใจอะไรเราผิดๆอยู่"
ผม : "ก็ ได้แค่บอกว่า อยากเรียน สถาปัตย์ แต่พ่อไม่รู้ ว่าเป้าหมายที่ผมวางไว้คือตรงไหนครับ"
...
จาก เหตุการณ์ด้านบน ทำให้ผม กลับมานั่งคิดทบทวนอีกครั้ง ..
และคุยกับพ่อ ... เมื่อผมได้พูดเหตุผลให้พ่อฟัง ก็ดูเหมือนท่านรู้สึกไม่ค่อยสบายใจเท่าไหร่
กับการตัดสินใจ ที่โลเลของผม ...
ผมเองก็ไม่สบายใจ เลยต้องมา ถามพี่ๆ ในที่แห่งนี้ ... ซึ่งหลายๆ ท่านก็ อยู่ในวงการที่ผม กล่าวถึง
ผมควร จะตัดสินใจอย่างไรดีครับ
ผมควรที่จะเลือกเดินไปในทางเดิม(เรียน สถาปัตย์ แล้ว จบออกมาค่อยทำงานอย่างอื่น)
หรือ เลือก ที่จะสร้างทางเดินใหม่ ..
(ผมฝึกความถนัดสถาปัตย์ฯ มา ประมาณ 2 ปีครับ แต่ นิเทศน์ศิลป์ กำลัง พยายามที่จะเรียนรู้ด้วยตนเองตลอดเวลาที่เหลือก่อนสอบนี้)
(ผลการเรียน เฉลี่ย 3 ต้นๆ ในสายวิทย์ ครับ)
ขอบพระคุณ ทุกท่าน ที่ให้คำแนะนำ ครับ :46:
โิอ้ ผมก็กำลังอยู่ในช่วงเวลานี้เลยนะ
แต่ปมอยากเข้านิเทศศาสตร์ล่ะ (เพราะก็เรียนไปในทางที่ถนัดเลย)
ผมเคยคิด (ตอน ม.3) นะว่า เอ้อ ถาปัดก็น่าเรียนดีเหมือนกัน (ตอนนั้นยังไม่ค่อยรู้เรื่องคณะอะไรต่างๆนาๆ)
เห็นมีคนที่ทำงานด้านนี้ จบมาเย้อ (เช่นพี่แอนด้วย)
แต่มาถึงตอนนี้ ผมเลยคิดว่า เรียนถาปัดไปให้ปวดหัวเปล่าๆ :30:
เพราะจบมาก็ไม่ได้ตั้งใจจะมาเป้นสถาปนิกอยู่แล้ว
ที่จริงก็ดีนะครับ จบถาปัดมา แล้วไปรับทำอาชีพอื่นด้วยนี่ ดูมีวิชาชีพเยอะดี
แต่ถ้าตั้งใจทำอย่างอื่นที่ไม่ใช่สถาปนิกจริงๆ
สู้เรียนตรงสายที่ต้องการ แล้วรับงาน freelance เบาๆไปด้วยไม่ดีกว่าเหรอ :33:
(แต่ก็นะ พี่ก็เรียนถนัดถาปัดมาตั้ง 2 ปี ถ้าไม่อยากให้เสียดายก็ลองดูครับ)
ถ้าให้ผมแนะนำนะครับ เอาที่ชอบ ครับ เพราะถ้าไม่ชอบ หรือ คิดว่ามันไม่ใช่ตัวเรา เวลาเรียน แล้วจะทำให้เราลำบาก
ส่วนน้องสาม ผมขอแนะนำ เอ็งเรียนอะไรก็ได้ครับ คิดว่าไม่เหนือบ่ากว่าแรงเอ็งเลย
จริงๆ ผมว่าถาปัตย์ทำใ้ห้มีความคิดสร้างสรรค์ดีนะครับ
บางทีที่คิดว่าสิ่งนี้ไม่ใช่ตัวเราอาจจะเป็นเพราะว่าเบื่อมากกว่า
อย่างผมเนี่ย เปลี่ยนสายเรียนทุกๆปีมา 4 ปีแล้ว เพราะคิดว่าอันนี้ไม่ใช่อันนั้นไม่ใช่
คิดว่าอันนี้ไม่ใช่ตัวเรา อันนั้นไม่ใช่ตัวเรา มัวแต่หันซ้ายหันขวา
กว่าจะรู้ว่าเรายืนอยู่กับที่ มันก็เสียเวลาปล่อยให้คนอื่นเดินนำไปไกลแล้ว
เลือกเรียนสายที่คิดว่าถนัดแล้ว เราทำได้ดีน่าจะดีกว่านะครับ
แต่ถ้าเกิดไม่ชอบจริงๆ ไปเรียนแล้ววางความหวังว่าจบไป ไม่ทำงานสถาปนิกแน่ๆ แบบนี้ก็คงไม่มีแรงจูงใจตอนเรียนเท่าไหร่
ถ้าผมมีโอกาศแบบคุณน้องนะครับ ผมคงเรียนถาปัตย์ดีกว่า ผมว่าเรียนถาปัตย์สนุกดีออกนะ
คิดดูดีๆตัดสินใจดีๆ อย่ามัวแต่โลเลนะจ๊ะ :21:
โดนตัดหน้า
สำหรับน้องปอง รอผู้เชี่ยวชาญมาตอบแล้วกันเนอะ
เรียนถาปัด จบถาปัด ในนี้ก็หลายคน :33:
สำหรับนังสาม เรียนที่มันมีคาบว่างเยอะๆน่ะ รู้ไหม
จะได้มีเวลางว่างทำงาน เออ อีกอย่างเลือเกษตรแล้วกัน
มานอนที่นี่เลย ไม่ต้องเสียค่าหอ :29:
สถาปัตย์เค้าเรียนอะไรกันเหรอ :49:
มีรุ่นน้องเหมือนกันคนนึง ไปเรียนถาปัตย์แต่อยากทำงานประมาณนิเทศน์
ผมว่าเด็กถาปัตย์จบมาแล้วไปทำงานแนวนี้เยอะด้วยล่ะมั้ง
มันเลยเกิดค่านิยม
ไม่ต้องมองที่ไหนไกลเลย ผมเองตอนมอปลาย
เด็กถาปัตย์มันเท่ มันจิ๊ก แถมออกแนวครีเอทีฟอีก
เด็กนิเทศน์ที่ว่าสายตรง เออมันครีเอทีฟนะ
แต่มันไม่เท่ ไม่จิ๊ก
ไม่ได้ๆ ไปเรียนถาปัตย์ดีกว่า
กลายเป็นงั้นไป{หมีโหด}
รุ่นพี่ผมคนนึง เรียนเภสัช (ปีนี้อยู่ปี 5 และ)
แต่พี่แกเก่งคอมชนิดที่ ทั้งวิศวะไม่มีใครสู้แกได้แม้แต่คนเดียว
ตกลงเรียนจบจะทำอะไรก็ไม่รู้
เพราะฉะนั้น เรียนไอ้ที่อยากเรียน แล้วก็ทำงานไอ้ที่อยากทำเถอะครับ
ขอถือวิสาสะเปลี่ยนชื่อกระจู๋นะครับ
การตั้งไว้กลางๆ ว่า "ขอคำแนะนำหน่อยครับ"
ไม่ช่วยให้คนที่เกี่ยวข้องกดเข้ามาอ่านหรอก :12:
เรื่องความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการเรียนสถาปัตย์นี่มีมาแต่โบราณแล้วครับ
แล้วก็ยังคงจะมีต่อไป ตราบใดที่ยังคงมีคนเรียนสาขาวิชานี้จบมาตกงาน
หันไปทำอย่างอื่นแล้วดันรุ่ง :30:
ยังไงลองอ่านกระจู๋น้ก่อนครับ
http://www.f0nt.com/forum/index.php/topic,4323.0.html
แฉชีวิตจริงเด็กถาปัด
http://www.f0nt.com/forum/index.php/topic,10138.0.html
มีใครจบด้านอื่น แต่ทำงานออกแบบมั้ย
http://www.f0nt.com/forum/index.php/topic,5392.0.html
เรียนอะไรดี (แนะนำ)
http://www.f0nt.com/forum/index.php/topic,5602.0.html
ระหว่าง สถาปัตย์ กับ มัณฑณศิลป์
http://www.f0nt.com/forum/index.php/topic,1186.0.html
เพื่อการศึกษา
เท่าที่อ่านมานะคะ
ในฐานะที่กำลังเรียนอยู่ในคณะสถาปัตย์ แต่ไม่ได้จบมาเป็นสถาปนิก คือ เรียนในด้านออกแบบอุตสาหกรรมน่ะ
อยากบอกว่า เรียนไอที่อยากเรียนเห๊อะ แบบตรงๆไปเลยอะค่ะ อย่าให้เวลาสี่ห้าปีที่จะเจอเนี่ย ต้องมาทนทุกข์ทรมานเลย
เรียนถาปัดมันหนัก เหนื่อย งานเยอะ ใจไม่รักจริงมันทรมานค่ะ เท่าที่อ่านๆ น้องสะสมผลงานมาในด้านเกี่ยวกับสื่อซะมาก
น่าไปเรียนอะไรที่ตรงกว่าถาปัดนะ อย่างนิเทศ (รึเปล่า) นั่นอะค่ะ เรียนแล้วน่าจะสนุกไปกับมันมากกว่านะ
คิดดูดีๆนะคะ ไม่อยากให้เข้าไปแล้วเกิดอาการแบบ เริ่มเกลียดในสิ่งที่เคยชอบ จนต้องซิ่ว มันเสียเวลา เปลืองเงินพ่อแม่ด้วยแหละ
จะว่าไปเคสนี้ก็คล้ายๆ พี่แจ๊กอยู่นา พี่เค้าเคยอยู่ไอดีอะ แล้วก็ซิ่วไปที่ๆเหมาะกับเค้า คณะอะไรหว่า แต่รู้ว่าใช่เลย สำหรับเค้า
:46: ขอบคุณพี่ๆ ทุกคนมากนะครับ
ผมคงยังตัดสินใจอะไรตอนนี้ไม่ได้ เพราะ ผมยังมีพ่อและแม่ เป็นที่ปรึกษาอยู่
แต่ตอนนี้ผมเริ่มมี คำตอบในใจที่ชัดเจนขึ้นกว่าเดิม ...
ขอบพระคุณทุกคนที่ เข้ามาดู
และ ขอขอบพระคุณเป็นพิเศษ สำหรับ คนที่ ตอบด้วยนะครับ
:22:
อยากเรียนอะไรก็เรียนเถอะครับ วิชาสาขาเรียนเป็นเพียงส่วนหนึ่งของวิชาชีพที่จะทำ(ประมาณว่าสอบเข้าอะไรได้ก็เอาเถอะ)
สิ่งที่สำคัญคือเราจะก้าวไปทำงานในอาชีพอะไร เพราะอะไร
ถ้าเราชอบทางงานออกแบบนิเทศศิลป์ เราก็หาความรู้เพิ่มเติม ทำงานหาประสบการณ์ เพิ่มเข้าไปในความรู้ที่เราได้เรียนมา
เช่นถ้าจบถาปัด อยากทำกราฟฟิก ก็หัดทำงานกราฟฟิกเพิ่ม ดูงานเยอะๆ ทำให้มันดีที่สุด มันไม่ไปแย่งอาชีพหรอกครับ แค่เราทำตามความเป็นเราก็แค่นั้น
เพียงแต่เรียนถาปัด 5 ปีนะครับ ถ้าอยากทำอย่างอื่นจริงๆนี่เสียเวลาเพิ่มอีกปีนึงเลยนะ แต่ถ้าเกิดเรียนไปแล้วอยากทำงานถาปัด มันดีไป แถมในสาขาวิชาถาปัดก็ยังแยกได้ตั้งหลายสาขา อย่างที่น้องเบลเรียนไอดีนั่นแหละ
วิชาที่สอบผมว่าควรจะสอบไปทั้งสองสาขาวิชาน่าจะดีกว่า มีโอกาสเลือกมากกว่า
ที่สำคัญคือถ้าจบออกมาแล้วทู่ซี้ทำงานถาปัดทั้งๆที่ไม่ชอบ งานออกมาก็จะไม่ดี ก็จะกระทบต่อวงการต่อไป ทุกวันนี้คนอยากจะจ้างให้คนออกแบบก็น้อยเต็มทีแล้ว เพียงแค่คิดว่าจ้างให้เสียเงินเพิ่มทำไม โดยลืมไปว่ามีพวกเราไว้ทำไม :16:
แล้วสถาปนิก จริงๆมีหน้าที่ทำอะไรครับ :09:
เล่นตลกครับ
กินเหล้าแล้วเมาให้คนดูต่างหาก :26:
เอ้า พี่แอนเมาได้ด้วยเหรอ :14:
อ้างคำพูดจาก: ตาเอก เป๊กเดียวหลับ เมื่อ 03 ต.ค. 2007, 00:17 น.
อยากเรียนอะไรก็เรียนเถอะครับ วิชาสาขาเรียนเป็นเพียงส่วนหนึ่งของวิชาชีพที่จะทำ(ประมาณว่าสอบเข้าอะไรได้ก็เอาเถอะ)
สิ่งที่สำคัญคือเราจะก้าวไปทำงานในอาชีพอะไร เพราะอะไร
ถ้าเราชอบทางงานออกแบบนิเทศศิลป์ เราก็หาความรู้เพิ่มเติม ทำงานหาประสบการณ์ เพิ่มเข้าไปในความรู้ที่เราได้เรียนมา
เช่นถ้าจบถาปัด อยากทำกราฟฟิก ก็หัดทำงานกราฟฟิกเพิ่ม ดูงานเยอะๆ ทำให้มันดีที่สุด มันไม่ไปแย่งอาชีพหรอกครับ แค่เราทำตามความเป็นเราก็แค่นั้น
เพียงแต่เรียนถาปัด 5 ปีนะครับ ถ้าอยากทำอย่างอื่นจริงๆนี่เสียเวลาเพิ่มอีกปีนึงเลยนะ แต่ถ้าเกิดเรียนไปแล้วอยากทำงานถาปัด มันดีไป แถมในสาขาวิชาถาปัดก็ยังแยกได้ตั้งหลายสาขา อย่างที่น้องเบลเรียนไอดีนั่นแหละ
วิชาที่สอบผมว่าควรจะสอบไปทั้งสองสาขาวิชาน่าจะดีกว่า มีโอกาสเลือกมากกว่า
ที่สำคัญคือถ้าจบออกมาแล้วทู่ซี้ทำงานถาปัดทั้งๆที่ไม่ชอบ งานออกมาก็จะไม่ดี ก็จะกระทบต่อวงการต่อไป ทุกวันนี้คนอยากจะจ้างให้คนออกแบบก็น้อยเต็มทีแล้ว เพียงแค่คิดว่าจ้างให้เสียเงินเพิ่มทำไม โดยลืมไปว่ามีพวกเราไว้ทำไม :16:
คนทำงานด้านออกแบบมันน่าสงสารจริงๆ เฮ้อออออ :05:
ทำงานก็หนัก เหนื่อยก็เหนื่อย คนไม่เห็นคุณค่าอีก เฮ้อออ :05:
:30: พี่แอน :30: อันนั้นมันเป็นskillพิเศษของเด็กถาปัดนิคะ :30:
กร๊าก ตอบช้าไป ..โดนตัดหน้าซะแล้วต๋อย
ออกมารับกรรมเหมือนกันซะดีๆน้องเบล :12:
อ้างคำพูดจาก: ตาเอก เป๊กเดียวหลับ เมื่อ 03 ต.ค. 2007, 00:17 น.
ที่สำคัญคือถ้าจบออกมาแล้วทู่ซี้ทำงานถาปัดทั้งๆที่ไม่ชอบ งานออกมาก็จะไม่ดี ก็จะกระทบต่อวงการต่อไป ทุกวันนี้คนอยากจะจ้างให้คนออกแบบก็น้อยเต็มทีแล้ว เพียงแค่คิดว่าจ้างให้เสียเงินเพิ่มทำไม โดยลืมไปว่ามีพวกเราไว้ทำไม :16:
ชอบ คำพูด ประโยคนี้ครับ
ปล. สถานิก นี่ต้องสอบใบประกอบการ (เขาเรียกแบบนี้หรือว่าอย่างอื่น) หรือไม่ครับ สงสัย เรื่องนี้
นี่ตูถามจริงๆนะ เพราะลืมไปแล้ว
ลองมานั่งคิดดูเล่นๆ เพราะว่าตอนอาสร้างบ้าน ไม่ได้ใช้สถาปนิก
ใช้วิศวกร + ผู้รับเหมา สร้างบ้านส่วนโครงร่าง (อาไปคุม มีสั่งทุบเทใหม่ไปสองสามครั้ง)
ตัวบ้าน การออกแบบบ้านทั้งหลัง อาออกแบบเองเลือกโครงสร้างเอง โดยให้วิศวกรแนะนำ
ภายใน ให้มัณฑนากรช่วยจัดการ
อาตูทำงานด้านประกัน จบMBA {หมีโหด}
ใบอนุญาติประกอบวิชาชีพครับ อย่างเดียวกับของพวกหมอนั่นแหละเพราะวิชาชีพสถาปนิกเป็นวิชาชีพบังคับอยู่ในการดูแลควบคุมของ
สภาสถาปนิกครับ เรียกสั้นๆว่า กส. (ถ้าวิศวะจะเป็น กว.) :49:
อ้างคำพูดจาก: ตาเอก เป๊กเดียวหลับ เมื่อ 03 ต.ค. 2007, 00:24 น.
ออกมารับกรรมเหมือนกันซะดีๆน้องเบล :12:
ฮี่ๆๆ :02: รับกรรม :05:
อ้างคำพูดจาก: หมอแมว แนวหัวใส เมื่อ 03 ต.ค. 2007, 00:28 น.
นี่ตูถามจริงๆนะ เพราะลืมไปแล้ว
ลองมานั่งคิดดูเล่นๆ เพราะว่าตอนอาสร้างบ้าน ไม่ได้ใช้สถาปนิก
ใช้วิศวกร + ผู้รับเหมา สร้างบ้านส่วนโครงร่าง (อาไปคุม มีสั่งทุบเทใหม่ไปสองสามครั้ง)
ตัวบ้าน การออกแบบบ้านทั้งหลัง อาออกแบบเองเลือกโครงสร้างเอง โดยให้วิศวกรแนะนำ
ภายใน ให้มัณฑนากรช่วยจัดการ
อาตูทำงานด้านประกัน จบMBA {หมีโหด}
จริงๆแล้วจะสร้างบ้านไม่ต้องใช้สถาปนิกก็ได้อะค่ะ คือบ้านพักอาศัยธรรมดาเนี่ยให้วิศวกรเซ็นแบบก็สร้างได้แล้ว
แต่สำหรับอาคารสูงๆ เบลล์ไม่ทราบอะค่ะ ว่ายังไง
นั่นแหละครับที่เรียกว่าแย่งงาน
แล้วบ้านก็ออกมากันอย่างที่เห็น เรียงกันเป็นหมู่บ้านจัดสรร ปัญหาโครงสร้างมากมายเพราะอยากทุบก็ทุบ อยากเติมก็เติม
ปัญหากันสาดบ้าน ปัญหาพื้นที่ห่านเหวอะไรตามมามากมาย
แล้วเอาเข้าก็จะโทษสาขาที่ออกแบบบ้านกัน แล้วพวกตูเป็นคนออกแบบหรือไง อาชีพก็หดหู่ลงไปเรื่อยๆอยู่ดี :13:
ถ้าสอบไม่ผ่าน จะเป็นอะไรหรือเปล่าครับ เซ็นแบบไม่ได้ หรือ มีผลอะไรทำนองนี้ไหมครับ :09:
คือกฎหมายมีข้อกำหนดว่าอาคารขนาดเท่าไหร่ ใครเซ็นบ้าง ไม่มีใบสร้างได้ขนาดไหนบ้าง
อันนี้ทราบน้อยเหมือนกันรอลุงอ๋าห์มาตอบดีกว่าครับ ผมจบอินทีเรียมาไม่มีใบ {หมีโหด}
อ่าว เบลล์เพิ่งรู้นะเนี่ยว่าอินทีเรียจบมาไม่มีใบ ได้ข่าวว่าเรียนเหมือนเต็ก แต่มากกว่า ไม่ใช่หรอคะ
สอบไม่ผ่านไม่เป็นไรครับสอบใหม่ได้ ไม่มีใบเซ็นแบบได้มั้ยเอาจริงๆก็เซ็นได้นะแต่จะโดนจำกัดขนาดและชนิดอาคาร
ตามกฏหมาย คือ 1.บ้านพักอาศัยได้แค่ขนาดไม่เกิน 150 ตร.ม.
2. อาคารเพื่อการเกษตร จำพวกโรงนาขนาดไม่เกิน 400 ตร.ม.
ถ้าจะสร้างอาคารประเภทอื่น หรือ ขนาดใหญ่กว่าที่กำหนดก็ต้องมีใบแล้วหล่ะ :49:
อ้างคำพูดจาก: ยัยเบลล์ เอวไม่มี เมื่อ 03 ต.ค. 2007, 00:40 น.
อ่าว เบลล์เพิ่งรู้นะเนี่ยว่าอินทีเรียจบมาไม่มีใบ ได้ข่าวว่าเรียนเหมือนเต็ก แต่มากกว่า ไม่ใช่หรอคะ
เรียนคอนฯค่ะ แต่ไม่มีเรียนสตั๊กเจอร์ แล้วงานก็ยุ่งกะโครงสร้างแค่ปลาซิวปลาสร้อย แต่เคยแอบได้ยินมาว่าที่สมาคมอินฯจะกระแดะทำบ้าง บังคับสอบนั่นแหละ(จำเป็นตรงไหนวะ บางงานตูไม่ได้ทุบอะไรซักอย่าง ไม่ได้ก่อด้วย)
อ้างคำพูดจาก: ตาเอก เป๊กเดียวหลับ เมื่อ 03 ต.ค. 2007, 00:31 น.
นั่นแหละครับที่เรียกว่าแย่งงาน
แล้วบ้านก็ออกมากันอย่างที่เห็น เรียงกันเป็นหมู่บ้านจัดสรร ปัญหาโครงสร้างมากมายเพราะอยากทุบก็ทุบ อยากเติมก็เติม
ปัญหากันสาดบ้าน ปัญหาพื้นที่ห่านเหวอะไรตามมามากมาย
แล้วเอาเข้าก็จะโทษสาขาที่ออกแบบบ้านกัน แล้วพวกตูเป็นคนออกแบบหรือไง อาชีพก็หดหู่ลงไปเรื่อยๆอยู่ดี :13:
งานพวกนี้อ่ะพ่อชั้นทำ :30:
พ่อกิ้วก็เป็นวิศวะด้วย แล้วก็รับเหมาด้วย ไอ้บ้านที่เรียงกันเป็นตับ นั่นแหละค่ะ แล้วพวกแปลนก็ให้วิศวะ (จริงๆ) เซ็นให้
มันก็เลยแย่งงานกันแบบนี้แล :01:
แต่พ่อกิ้วได้ตังเยอะดีนะ :02:
เรื่องพวกนี้รู้แค่งูๆปลา เพราะพ่อก็ทำเทือกนี้ๆ แฟนก็ทำเทือกๆนี้ :42:
อ้างคำพูดจาก: ตาเอก เป๊กเดียวหลับ เมื่อ 03 ต.ค. 2007, 00:47 น.
เรียนคอนฯค่ะ แต่ไม่มีเรียนสตั๊กเจอร์ แล้วงานก็ยุ่งกะโครงสร้างแค่ปลาซิวปลาสร้อย แต่เคยแอบได้ยินมาว่าที่สมาคมอินฯจะกระแดะทำบ้าง บังคับสอบนั่นแหละ(จำเป็นตรงไหนวะ บางงานตูไม่ได้ทุบอะไรซักอย่าง ไม่ได้ก่อด้วย)
นั่นสิคะ ไม่ได้ยุ่งไรกะโครงสร้างเท่าไหร่ จะสอบทำไมวุ้ว
นอกเรื่องนิดส์นึงนะคะ: เรียนคอนสนุกนะ เสียดายเบลล์ได้เรียนแค่ปีเดียว
ประเทศไทยนี่มันแปลกเนอะ
รับปริญญาแล้วมาเป็นเป็ด {หมีโหด}
เรียนคอนฯน่าเบื่อออก ว่าแต่เรียนปีเดียวนี่เรียนไรไปบ้างเนี่ย
โครงสร้างบ้านไม้ชั้นเดียวอะค่ะ แล้วก็โครงสร้าง คสล.อย่างคร่าวๆแบบพอจะเขียนแบบได้
อ้างคำพูดจาก: มุมมืด ฟืดฟาด ฟืดฟาด เมื่อ 03 ต.ค. 2007, 01:01 น.
ประเทศไทยนี่มันแปลกเนอะ
รับปริญญาแล้วมาเป็นเป็ด {หมีโหด}
อ่าว เราไม่ได้เรียนเพื่อเป็นเป็ดเหรอ {หมีโหด}
เป็นเป็ดมาตั้งแต่มัธยมกันแล้วค่ะ
ประเทศเป็ดฤานี่ :05:
ผมจบแค่ราชภัฎ ยังได้เป็นมังกรเลย :52:
ตะ ลึ่ง ตึ่ง โป๊ะ :31:
:30:
อ้างคำพูดจาก: หมอแมว แนวหัวใส เมื่อ 03 ต.ค. 2007, 00:19 น.
แล้วสถาปนิก จริงๆมีหน้าที่ทำอะไรครับ :09:
ประมาณนี้ครับ
อ้างคำพูดจาก: อ๋าห์ พาเพลิน เมื่อ 27 ก.พ. 2006, 16:03 น.
ตอบแอ๊ะ(ซะทีวะ)
ยกตัวอย่างงานออกแบบบ้านหนึ่งหลังนะครับ
สถาปนิกจะเป็นคนรับโจทย์มาจากเจ้าของบ้าน
เช่น เป็นบ้านสองชั้น มีห้องนอนสามห้อง ห้องส้วมสี่ห้อง ห้องรับแขก ห้องดูหนังฟังเพลง ห้องคนใช้ที่คุณผู้ชายดอดเข้าไปไม่ได้
ที่จอดรถกี่คัน เลี้ยงหมามั้ย มีสระว่ายน้ำ มีโต๊ะสนุ๊ก โบว์ลิ่งสองเลน สนามไดรฟ์ ฯลฯ อะไรอย่างนี้เป็นต้น
เริ่มงานช่วงแรก ถ้าโครงสร้างหรือระบบไฟฟ้า ประปา เป็นแบบปกติทั่วไป ก็ไม่ต้องปรึกษาวิศวกร มั่ว เอ๊ย ลุยดุ่ยไปก่อนเลย
(เว้นแต่งานนี้ เจ้าของบ้านไม่อยากให้โครงสร้างเป็นเสา-คาน อยากได้บ้านมีเสาเดียว ใช้สลิงแขวน ก็ต้องปรึกษาวิศวกรโยธาท่านก่อน
ว่าโครงสร้างแขวนมีข้อจำกัดอย่างไร ยากไปไหม แพงไหม ไปบอกเจ้าของบ้านว่าแพ๊งแพง อย่าทำเลย จบ เป็นต้น)
ถ้าเป็นแบบปกติๆ สถาปนิกยังทำงานอยู่คนเดียวก่อนในตอนนี้
ปรับแบบบ้านไปมา คุยกับวิศวกรแต่ละฝ่ายบ้าง เพื่อให้ได้เตรียมตัวเตรียมใจว่าอีกไม่นานต้องทำงานแล้วนะ
แล้วแต่ตกลงกับเจ้าของว่าจะปรับแบบได้กี่ครั้ง ส่วนมากสามถึงสี่ครั้ง
(แต่ที่ผมทำ unlimited)
ส่งแบบ ส่งโมเดล(ถ้ามี) ก็ส่งกันตอนนี้แหละ ให้เจ้าของบ้านเห็นบ้านในอนาคต
(สังเกตุว่า วิศวกรยังไม่มีบทบาทมากนักในช่วงแรกนี้)
ขั้นตอนข้างบนเรียกว่า แบบดีไซน์
ปกติจะใช้เวลาประมาณสองถึงสี่เดือน หรือสองปี แล้วแต่เจ้าของท่านจะเมตตา
พอเจ้าของบ้านบอกว่า อะ สร้างเลยเฮีย
ขั้นตอนต่อไปก็จะเป็นการทำแบบก่อสร้าง หรือแบบเพื่อขออนุญาตก่อสร้างอาคาร เพื่อยื่นให้เทศบาล และผู้รับเหมาทำงานต่อไป
เรียกขั้นตอนนี้ว่า แบบก่อสร้าง
ตอนนี้สถาปนิกจะให้วิศวกรแต่ละฝ่ายช่วยทำแบบ
แบบก่อสร้างที่เสร็จเรียบร้อย โดยทั่วไปจะประกอบด้วย
แบบสถาปัตย์ - อันนี้ประกอบด้วยผังพื้น ผังฝ้าเพดาน ผังหลังคา รูปด้าน รูปตัด แบบขยายประตู หน้าต่าง ขยายบันได ราวบันได ซุ้มประตู กรงหมา ขยายรายละเอียดอื่นๆที่ต้องใช้
แบบโครงสร้าง - วิศวกรโยธาจะคำนวณหาว่าเสาต้นนี้ใช้เหล็กอะไร กี่เส้น มัดกันยังไง ฯลฯ ออกมาเป็น ผังเสาเข็ม ผังฐานราก ผังคาน ผังโครงหลังคา แบบขยายโครงสร้างต่างๆ
แบบไฟฟ้า - หลังจากทำงานร่วมกับสถาปนิกวางผังดวงโคม (ปกติผมวางไปก่อนเลย ถ้ามืดสว่างไป ท่านผู้นี้จะปรับให้) วิศวกรไฟฟ้าจะคำนวณการใช้กำลังไฟฟ้า ปริมาณแสงสว่าง ขนาดของเครื่องปรับอากาศที่เหมาะสม และอื่นๆ
แบบสุขาภิบาล - วิศวกรสุขาภิบาล ดูแลเรื่องระบบท่อน้ำประปา น้ำทิ้ง ถังดักไขมัน บ่อบำบัดน้ำเสีย เป็นต้น
ช่วงนี้ใช้เวลาประมาณ1-2เดือนครับ ขึ้นกับว่าจะมีการปรับแบบเนื่องจากปัญหาทางด้านเทคนิคหรือเปล่า
สรุปว่า สถาปนิกจะเป็นผู้ติดต่อกับเจ้าของบ้าน และจัดการวางแผนวางผังระบบต่างๆก่อนเป็นเบื้องต้น
แล้วจึงนำแบบที่วางไว้ ไปทำงานต่อร่วมกับวิศวกรแต่ละระบบ เพื่อให้ได้บ้านออกมาหนึ่งหลังครับ
จริงๆแล้ว อย่างที่หมอแมวว่า วิศวกรผู้รับเหมา ก็สร้างบ้านได้นั่นก็จริงนะครับ
แต่ในแง่กฎหมาย ต้องมีสถาปนิกทำงานด้วย (ร่วมเซ็นแบบ)
ถ้าไม่มองกฎหมาย เอาแค่เรื่องการออกแบบแล้ว วิศวกรกับผู้รับเหมา ก็มักจะไม่ถนัดเรื่องของสุนทรียภาพ
เรื่องของการจัดวาง การเชื่อมต่อพื้นที่ใช้สอยต่างๆให้มีความสัมพันธ์กัน หรือให้เกิดความรู้สึก อารมณ์ต่างๆ
ซึ่งผมคิดว่าการลงทุนสร้างบ้านหนึ่งหลัง ที่ต้องอยู่ไปแทบตลอดชีวิต
เรื่องต่างๆที่ว่านี่ มันสำคัญนะครับ ควรหาสถาปนิก หรือผู้ออกแบบให้ช่วยจัดพื้นที่ให้น่าจะคุ้มกว่าครับ
อ้างคำพูดจาก: ตาเอก เป๊กเดียวหลับ เมื่อ 03 ต.ค. 2007, 01:31 น.
เรียนคอนฯน่าเบื่อออก ว่าแต่เรียนปีเดียวนี่เรียนไรไปบ้างเนี่ย
เรียนสร้างบ้านกับลุงอ๋าห์ครับ
+ลุงอ๋าห์
ตัวผมเองได้คุยกับสถาปนิกเองหรือว่าคุยกับวิศวกรน้อยนะครับ เพราะบางงานแทบไม่ได้ยุ่งกับตัวอาคารเลยก็มี หรือบางทีสถาปนิกก็มีเวลาให้คุยด้วยน้อย งานโครงสร้างยิ่งเงียบเข้าไปใหญ่เพราะไม่ได้ทำอะไรเลย กับอาคารส่วนมากก็แค่ existing ต่างๆแค่นั้น
แล้วก็งานอินทีเรียทำแบบนานคงไม่มีกินแน่ๆ :05: นี่แค่สองเดือนยังจะกินแกลบเลยครับ เพราะงานภายในส่วนมาก ลูกค้าจะรีบ(ยกเว้นบางคนที่เปลี่ยนใจไปเรื่อยๆ ค่าเสียเวลาก็ไม่ให้ แทบจะเปลี่ยน primary design ไปซะฉิบ :52:)
งานแบบ ส่วนมากก็หลังจาก primary แล้วก็จะเป็นแบบดีไซน์ บวกกับโครงสร้างเลย เพราะไม่ค่อยมีอะไรมาก ก็เช่นส้วม ชุดครัว ผนังก่อใหม่ หรือ โครงฝ้า แต่แบบที่แยกออกมาแล้วก็คือ แบบพวกเฟอร์นิเจอร์บิวท์อิน ซึ่งถ้ามีมาก ก็เขียนมาก ใช้ลอยตัวเยอะก็เขียนน้อย(ขึ้นอยุ่กับเราจะแนะนำ ความเหมาะสมกับงาน หรือ ลูกค้าอยาก) ซึ่งส่วนมากผมก็ทำแบบส่งไปจนครบติดๆกันอยู่ดี เวลาก่อสร้างหรือตกแต่งก็เป็นส่วนที่ตามมาทีหลัง
คอนฯก็เลยใช้น้อยไปหน่อย ความจำเป้นต่ออินทีเรียก็เลยสำคัญน้อยกว่า ไม่นึกว่าไอดีจะเรียนน้อยกว่าอีก นึกว่าให้เรียนเท่าๆกันให้รู้งูๆปลาๆไว้ :08:
อยากเข้าDec ออกแบบภายในค่ะ จินนี่รู้แต่วิชาที่ต้องเรียนแฮะ
เพิ่งมาอ่านดูว่าตอนทำงานมันต้องผ่านขั้นตอนอะไร
ทั้งสถาปนิกกะอินทีเรียเลย ว่าทำอะไรบ้าง
ขอบคุณค่ะ มีประโยชน์มากๆเลย :46: :22:
(.......ยิ่งอ่านยิ่งอยากเรียน :25:)
ตามที่น้องเล่ามานี่ควรเลือกเรียน นิเทศศาสตร์นะครับ ไม่ใช่ นิเทศศิลป์
ถ้าอยากเป็นครีเอทีฟ ทำงานในเอเจนซี่ต่างๆน่ะครับ :27:
อ.ฝรั่งที่สอนอยู่ที่ มอ บอกว่า
ที่อังกฤษ คนที่จะเรียนสถาปัตย์ที่น่้นจะต้องเป็นคนที่ฉลาดสุดๆเลยละ
อ้างคำพูดจาก: "พลัม...รัมมะซิง" เมื่อ 03 ต.ค. 2007, 14:22 น.
ตามที่น้องเล่ามานี่ควรเลือกเรียน นิเทศศาสตร์นะครับ ไม่ใช่ นิเทศศิลป์
ถ้าอยากเป็นครีเอทีฟ ทำงานในเอเจนซี่ต่างๆน่ะครับ :27:
ตอนนี้ ที่ผมตัดสินใจ คือ ทางนี้แหละครับ :10: หลังจากที่ได้ คุยกับ ที่บ้าน เขาก็อยากให้เราทำในสิ่งที่เราชอบ และมีความสุขกับมัน
"เอกชน รัฐบาลตอนนี้ มันคงแบ่งกันไม่ได้แล้ว ในเมื่ออนาคตของลูกอยากทำงานในต่างประเทศนี่ แต่ยังไงก็ พยายามให้เต็มที่กับมัน แล้วอะไรจะเกิด ก็ค่อยให้มันเกิด" คำพูดของพ่อ
ปล. สายนิเทศน์ศิลป์ เป็น ครีเอทีฟไม่ได้หรือครับ? (ผมอยากเป็นอาร์ตไดเรคเตอร์ หรืออะไร ทำนองนี้ครับ(อาจสะกดผิด))
:39:
อ้างคำพูดจาก: wahz เมื่อ 03 ต.ค. 2007, 14:29 น.
อ.ฝรั่งที่สอนอยู่ที่ มอ บอกว่า
ที่อังกฤษ คนที่จะเรียนสถาปัตย์ที่น่้นจะต้องเป็นคนที่ฉลาดสุดๆเลยละ
เพิ่งรู้ว่าตัวเองฉลาด :30:
ตอนที่ตัดสินใจเรียนเพราะอยากวาดการ์ตูนสวยๆ เพราะตอนนั้นวาดฉากพวกตีฟไม่เป็นเลย
คิดว่าพอมาเรียนแล้วจะได้วาดแบ็คกราวนด์สวยๆ ไม่ได้สนใจเรื่องการออกแบบใดใดทั้งสิ้น :30:
แล้วตกลงตอนนี้วาดตีฟได้มั้ย :09:
อ้างคำพูดจาก: wahz เมื่อ 03 ต.ค. 2007, 14:29 น.
อ.ฝรั่งที่สอนอยู่ที่ มอ บอกว่า
ที่อังกฤษ คนที่จะเรียนสถาปัตย์ที่น่้นจะต้องเป็นคนที่ฉลาดสุดๆเลยละ
แต่ที่เมืองไทย ใครเรียนตำรวจจนได้เป็นนายกได้เนี่ย ต้องฉลาดสุดๆเลยนะ
อ้างคำพูดจาก: ตาเอก เป๊กเดียวหลับ เมื่อ 03 ต.ค. 2007, 15:56 น.
แล้วตกลงตอนนี้วาดตีฟได้มั้ย :09:
สมัยเรัยนวาดได้นะ แต่เดี๋ยวนี้ไม่แม่นเหมือนแต่ก่อนแล้ว :30:
เคยเป็นเหมือนพี่พลัม เลยไปเข้าคอร์สติวถาปัตย์
จ่ายเงินไปเจ็ดพันแปด
เรียนไปไม่ถึงครึ่งก็หยุดๆไปๆ
ตามไม่ทันอย่างแรง ตอนหลังเลยไปเรียนคอร์สตัวต่อตัว
มีแต่คนวาดรูปเป็นมาอยู่แล้ว โคตรอายเลยตอนนั้น :05:
:30: ศิลปากร ติวพันห้า ตลอดชีพ ไม่ติดไม่คิดตังค์
ไม่รู้เหมือนกันว่าไอ้พวกที่ติวๆ กันมันเอาอะไรกิน
อ้างคำพูดจาก: ลอฟตี้ ขี่เต่า เมื่อ 03 ต.ค. 2007, 14:59 น.
ตอนนี้ ที่ผมตัดสินใจ คือ ทางนี้แหละครับ :10: หลังจากที่ได้ คุยกับ ที่บ้าน เขาก็อยากให้เราทำในสิ่งที่เราชอบ และมีความสุขกับมัน
"เอกชน รัฐบาลตอนนี้ มันคงแบ่งกันไม่ได้แล้ว ในเมื่ออนาคตของลูกอยากทำงานในต่างประเทศนี่ แต่ยังไงก็ พยายามให้เต็มที่กับมัน แล้วอะไรจะเกิด ก็ค่อยให้มันเกิด" คำพูดของพ่อ
ปล. สายนิเทศน์ศิลป์ เป็น ครีเอทีฟไม่ได้หรือครับ? (ผมอยากเป็นอาร์ตไดเรคเตอร์ หรืออะไร ทำนองนี้ครับ(อาจสะกดผิด))
:39:
เอาอย่างงี้แล้วกัน ถือว่าพี่มาบ่นให้ฟังแล้วกัน :34:
ศิลปกรรม, นิเทศ, ถาปัด, มนุษย์ฯ, ตกแต่งภายใน หรือ แม้กระทั่งเรียน อาร์ต เรียน ฟิลม์ ตรงๆ จากเมืองนอก ก็เป็นผู้กำกับโฆษณาได้ครับ อ้างอิงจากพวกที่เห็นหน้าค่าตากันอยู่ทุกวัน :08:
อะอะ แต่เพราะครีเอทีฟโฆษณา กับ ผู้กำกับภาพยนตร์โฆษณา ทำงานต่างกันนะครับ
เพราะ สุทธิศักดิ์ สุจริตตานนท์ เป็นครีเอทีฟ แต่ส่วนหนึ่งของหนังที่ได้รางวัล ผู้กำกับเป็นม่ำ-สุธน มาดูสุทธิศักดิ์กล่าวถึงม่ำกัน
"คุณสุทธิศักดิ์ ย้ำว่า ความสำเร็จส่วนหนึ่งต้องยกเป็นความดีความชอบให้กับเพื่อนของตน คือ คุณสุธน เพ็ชรสุวรรณ หรือ 'พี่มั่ม' ผู้กำกับชื่อดังแห่งยุค และเป็น ผู้กำกับให้กับหนังโฆษณาเรื่องดังกล่าวด้วย
"เขาเป็นคนที่มีวิธีการเล่าเรื่องได้อย่างละเมียดละไม เพราะแทนที่เขาจะทำหนังธรรมดาเป็นแก๊กแบบการ์ตูนขายหัวเราะ 2-3 ช่อง เขากลับมีวิธีการเล่าเรื่องที่แสนจะพรรณนาได้อย่างสวยงาม คือ เรื่องไร้สาระแต่เขาเล่าได้อย่างซีเรียส เป็นแบบ Emotional เป็นความเก๋าของเขาที่ทำให้งานออกมาดี เพราะถ้านำหนังเรื่องนี้มาเล่าแบบแก๊กตลกโฉ่งฉางก็จะดูธรรมดา แต่การเล่าของเขาทำได้เนี้ยบ ประณีตทุกอย่าง"
คุณสุทธิศักดิ์ เสริมถึง เรื่องของบทบาท และความสำคัญของผู้กำกับ ให้ฟังว่า...
"ผู้กำกับมีส่วนทำให้หนังโฆษณาประสบความสำเร็จ เพราะผู้กำกับช่วยพัฒนาไอเดียให้ขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง เราคิดไอเดียบนเศษกระดาษ เราเขียนเรื่อง เราวาดการ์ตูนเป็นช่องๆ ก็เป็นแค่ภาพนิ่ง แต่ผู้กำกับเป็นบุคคลที่มีความสามารถ มีความเข้าใจในการทำหนังโฆษณา เขามีความสามารถในการเล่าเรื่องให้เป็นภาพยนตร์ มีภาพ มีเสียง มีความเคลื่อนไหว มีการจัดอารมณ์ องค์ประกอบเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าเราไม่มีผู้กำกับที่เก่งๆ ฝีมือดี ซึ่ง 'คุณมั่ม' ถือเป็นผู้กำกับระดับ World Class อยู่ใน Top 5 ของโลก ถูกจัดลำดับจากจำนวนหนังที่เขาเคยได้รับรางวัลมาทั้งหมดในรอบ 1 ปี"
อ้างจาก : http://www.brandage.com/issue/edn_print.asp?id=943
พี่ม่ำจบมนุษย์ฯ ศรีนครินทรวิโรฒ :08: อย่างที่บอก ครีเอทีฟ กับ ฟิลม์ไดเรคเตอร์ ทำงานต่างกัน แต่ต้องทำงานร่วมกัน ครีเอทีฟ เหมือนสถาปนิก ฟิลม์ไดเรคเตอร์ เหมือน วิศวกร (จะได้เข้าใจง่ายขึ้น) :08:จะลำดับขั้นตอนคร่าวๆ ให้ฟังแล้วกัน
เริ่มแรกของกว่าจะมาเป็นหนังโฆษณา
จะตัดตอนที่ ครีเอทีฟ คิดงาน เลยนะ(ครีเอทีฟอยู่เอเจนซี่) ไม่เอาพวกทำวิจง วิจัย 4 พี ปอกลอกตลาด กับผู้บริโภคมาเล่นนะ เอาเป็นว่าครีเอทีฟ เล่าออกมาเป็นสตอรี่บอร์ด หลังจากนั้น ก็จะให้ โปรดักชั่นเฮ้าส์ มาทำต่อ ที่เฮ้าส์ ก็จะมี พวกอาร์ต พวกแคสติ้ง (คัดเลือกตัวแสดง กับ เสื้อผ้า) พวกหาสถานที่ถ่ายทำ พวกผู้กำกับ (ฟิลม์ไดเรกเตอร์) พวกผู้ช่วยผู้กำกับ พวกโปรดิวเซอร์ พวกโพสท์ โปรดักชั่น (พวกตัดต่อหนัง ทำ ซีจี เอฟเฟ็กซ์ ทำ เสียง) ซึ่งพวกเฮ้าส์ เวลาได้ สตอรี่บอร์ดมาเขาก็จะเริ่มขบวนการยำออกมาเป็น ชู้ตติ้งบอร์ด นั่น คือ บอร์ดที่ชัดเจนกว่า สตอรี่บอร์ด เยอะ เพราะเริ่มลงรายละเอียดของฉาก ของประกอบฉาก หน้าตาเสื้อผ้าตัวแสดง มุมกล้อง มูทโทนของแสง สี เสียงของหนัง สถานที่ถ่ายทำ โอ้ยเรื่องเสียตังค์ทั้งนั้น บางทีเปลี่ยนสตอรี่บอร์ดแม่งเลย :07: ขอกูเล่าอีกอย่างได้ไหม อิๆๆ ครีเอทีฟ มึงยอมปะ :09:มึงยอมไปกล่อมลูกค้าไป กูว่าแนวนี้ เส้นทางเห็นกล่องหน้าจะชัดกว่านะ ครีเอทีฟหน้ากล่อง มือใหม่ :04:ก็จะตาเป็นมัน เอาพี่ว่าไงว่าตามกัน พี่เก๋ากว่านิ อิๆๆ หรือ มึงแก้บอร์ดกู ที่หลังกูไม่ทำกับมึงละ :23: อิๆๆ
หวังว่าคงเห็นภาพชัดขึ้นนะขอรับ เอาเป็นว่าเป็นข้อมูลในการตัดสินใจแล้วกัน มอ.6 คิดได้ขนาดนี้ อนาคตไกลแน่นอนครับ
ถ้าให้ฟันธง :12: นิเทศจุฬา อันดับหนึ่ง ไม่ก็อีกแนวเลยถาปัด 6 อันดับไปเลย :22: เอ เดี๋ยวนี้เขายังเลือกกันแบบนี้หรือเปล่าวะ แก่แล้ว :02:
ว่าจะไม่ปั่น ไม่โพสละนะ แต่ขอนิดนึง
ผมว่าผู้ใหญ่สมัยนี้ชอบใจร้อนจะให้ลูกโตเร็วกันเกินไปนะ
สังคมมันส่ออย่างนั้น บอกว่าเด็ก ม.6 นี่จะต้องมีไอเดียละว่าฉันจะเป็นอะไร จะเรียนอะไร
ซึ่ง ... ในสังคมไทย ... มันไม่ได้สนับสนุนให้เรา(วัยรุ่น) คิดอย่างเป็นกระบวนการ
เป็นเหตุเป็นผลมาตั้งกะเด็กแล่ว... แล้วจะมาเร่งรัดว่า เฮ้ยเอ็งจบ ม.6 ต้องเลเวลอัพแล้วนะ
จริงๆ แล้วมันคงต้องใช้เวลามากกว่านี้ครับ สำหรับประเทศนี้
ดังนั้น
ถ้าคุณอยากเรียนอะไร (คือต้องรู้ด้วยนะ ว่าที่จะเรียนเค้าเรียนอะไรกัน)
คิดว่าเรียนแบบนี้แล้วมันเร้าใจ น่าสนุก รู้สึกเร่าร้อน(โอ้สสส์) ก็เอาเลยครับ
การเรียนมหาวิทยาลัย 4-6 ปีคงไม่ทำให้เราโง่ลง(มั้งน่ะ) หลังจากนั้นถ้าคุณโตแล้ว
เลเวพอัพแล้วคุณอาจจะคิดได้ว่าตัวเองจะทำยังไงต่อไป
เชื่อว่าความรู้ระดับปริญญาตรีไม่ใช่ตัวบ่งชี้ว่าคุณจะต้องทำงานในสายงานนั้นแน่นอนครับผม
ลองดูตัวอย่างพี่แอน :02: / จานท๊อป(X-saint)จบวิศวะไปเรียนออกแบบงี้ คนอะไรไม่รู้ทั้งหล่อทั้งเก่ง :27:
แต่
คิดให้ดีๆนะครับ ว่าจริงๆแล้ว อยากเรียนอะไร
เพราะว่าการเรียนในมหาลัยที่จะเกิดประสิทธิภาพก็ต้องมาจากผู้เรียนที่อยากเรียนถูกมั้ยครับ
ถ้าเกิดเข้าไปเรียนแล้วมารู้สึกว่า เฮ้ย เมื่อไหร่จะได้ทำสิ่งที่ชอบวะเนี่ย ก็อาจจะเกิดความลังเลขึ้น
ถ้ารู้สึกว่าชอบงานออกแบบจ๋าๆ ตื่นเต้นอลังการอยู่แล้ว ก็เอาเลยครับ เรียนนิเทศได้ (อ๊ะ อย่าลืมวารสารฯ นะ)
ที่ว่ามาทั้งหมดนี่ก็ไม่ต้องเชื่อผมหรอกนะครับ
ผมก็เคยเหมือนกัน คนยุทีนึงก็หันไป ยุทางโน้นก็หันตาม
สุดท้ายแล้วหาความต้องการจริงๆ ของตัวเองให้เจอครับ แล้วการตัดสินใจนั้นก็จะดีเอง :40:
อ้างคำพูดจาก: เด็กเลี้ยงแกะ เมื่อ 03 ต.ค. 2007, 16:53 น.
เอาอย่างงี้แล้วกัน ถือว่าพี่มาบ่นให้ฟังแล้วกัน :34:
ศิลปกรรม, นิเทศ, ถาปัด, มนุษย์ฯ, ตกแต่งภายใน หรือ แม้กระทั่งเรียน อาร์ต เรียน ฟิลม์ ตรงๆ จากเมืองนอก ก็เป็นผู้กำกับโฆษณาได้ครับ อ้างอิงจากพวกที่เห็นหน้าค่าตากันอยู่ทุกวัน :08:
อะอะ แต่เพราะครีเอทีฟโฆษณา กับ ผู้กำกับภาพยนตร์โฆษณา ทำงานต่างกันนะครับ เพราะ สุทธิศักดิ์ สุจริตตานนท์ เป็นครีเอทีฟ แต่ส่วนหนึ่งของหนังที่ได้รางวัล ผู้กำกับเป็นม่ำ-สุธน มาดูสุทธิศักดิ์กล่าวถึงม่ำกัน
"คุณสุทธิศักดิ์ ย้ำว่า ความสำเร็จส่วนหนึ่งต้องยกเป็นความดีความชอบให้กับเพื่อนของตน คือ คุณสุธน เพ็ชรสุวรรณ หรือ 'พี่มั่ม' ผู้กำกับชื่อดังแห่งยุค และเป็น ผู้กำกับให้กับหนังโฆษณาเรื่องดังกล่าวด้วย
"เขาเป็นคนที่มีวิธีการเล่าเรื่องได้อย่างละเมียดละไม เพราะแทนที่เขาจะทำหนังธรรมดาเป็นแก๊กแบบการ์ตูนขายหัวเราะ 2-3 ช่อง เขากลับมีวิธีการเล่าเรื่องที่แสนจะพรรณนาได้อย่างสวยงาม คือ เรื่องไร้สาระแต่เขาเล่าได้อย่างซีเรียส เป็นแบบ Emotional เป็นความเก๋าของเขาที่ทำให้งานออกมาดี เพราะถ้านำหนังเรื่องนี้มาเล่าแบบแก๊กตลกโฉ่งฉางก็จะดูธรรมดา แต่การเล่าของเขาทำได้เนี้ยบ ประณีตทุกอย่าง"
คุณสุทธิศักดิ์ เสริมถึง เรื่องของบทบาท และความสำคัญของผู้กำกับ ให้ฟังว่า...
"ผู้กำกับมีส่วนทำให้หนังโฆษณาประสบความสำเร็จ เพราะผู้กำกับช่วยพัฒนาไอเดียให้ขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง เราคิดไอเดียบนเศษกระดาษ เราเขียนเรื่อง เราวาดการ์ตูนเป็นช่องๆ ก็เป็นแค่ภาพนิ่ง แต่ผู้กำกับเป็นบุคคลที่มีความสามารถ มีความเข้าใจในการทำหนังโฆษณา เขามีความสามารถในการเล่าเรื่องให้เป็นภาพยนตร์ มีภาพ มีเสียง มีความเคลื่อนไหว มีการจัดอารมณ์ องค์ประกอบเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าเราไม่มีผู้กำกับที่เก่งๆ ฝีมือดี ซึ่ง 'คุณมั่ม' ถือเป็นผู้กำกับระดับ World Class อยู่ใน Top 5 ของโลก ถูกจัดลำดับจากจำนวนหนังที่เขาเคยได้รับรางวัลมาทั้งหมดในรอบ 1 ปี"
อ้างจาก : http://www.brandage.com/issue/edn_print.asp?id=943
พี่ม่ำจบมนุษย์ฯ ศรีนครินทรวิโรฒ :08: อย่างที่บอก ครีเอทีฟ กับ ฟิลม์ไดเรคเตอร์ ทำงานต่างกัน แต่ต้องทำงานร่วมกัน ครีเอทีฟ เหมือนสถาปนิก ฟิลม์ไดเรคเตอร์ เหมือน วิศวกร (จะได้เข้าใจง่ายขึ้น) :08:จะลำดับขั้นตอนคร่าวๆ ให้ฟังแล้วกัน
เริ่มแรกของกว่าจะมาเป็นหนังโฆษณา
จะตัดตอนที่ ครีเอทีฟ คิดงาน เลยนะ(ครีเอทีฟอยู่เอเจนซี่) ไม่เอาพวกทำวิจง วิจัย 4 พี ปอกลอกตลาด กับผู้บริโภคมาเล่นนะ เอาเป็นว่าครีเอทีฟ เล่าออกมาเป็นสตอรี่บอร์ด หลังจากนั้น ก็จะให้ โปรดักชั่นเฮ้าส์ มาทำต่อ ที่เฮ้าส์ ก็จะมี พวกอาร์ต พวกแคสติ้ง (คัดเลือกตัวแสดง กับ เสื้อผ้า) พวกหาสถานที่ถ่ายทำ พวกผู้กำกับ (ฟิลม์ไดเรกเตอร์) พวกผู้ช่วยผู้กำกับ พวกโปรดิวเซอร์ พวกโพสท์ โปรดักชั่น (พวกตัดต่อหนัง ทำ ซีจี เอฟเฟ็กซ์ ทำ เสียง) ซึ่งพวกเฮ้าส์ เวลาได้ สตอรี่บอร์ดมาเขาก็จะเริ่มขบวนการยำออกมาเป็น ชู้ตติ้งบอร์ด นั่น คือ บอร์ดที่ชัดเจนกว่า สตอรี่บอร์ด เยอะ เพราะเริ่มลงรายละเอียดของฉาก ของประกอบฉาก หน้าตาเสื้อผ้าตัวแสดง มุมกล้อง มูทโทนของแสง สี เสียงของหนัง สถานที่ถ่ายทำ โอ้ยเรื่องเสียตังค์ทั้งนั้น บางทีเปลี่ยนสตอรี่บอร์ดแม่งเลย :07: ขอกูเล่าอีกอย่างได้ไหม อิๆๆ ครีเอทีฟ มึงยอมปะ :09:มึงยอมไปกล่อมลูกค้าไป กูว่าแนวนี้ เส้นทางเห็นกล่องหน้าจะชัดกว่านะ ครีเอทีฟหน้ากล่อง มือใหม่ :04:ก็จะตาเป็นมัน เอาพี่ว่าไงว่าตามกัน พี่เก๋ากว่านิ อิๆๆ หรือ มึงแก้บอร์ดกู ที่หลังกูไม่ทำกับมึงละ :23: อิๆๆ
หวังว่าคงเห็นภาพชัดขึ้นนะขอรับ เอาเป็นว่าเป็นข้อมูลในการตัดสินใจแล้วกัน มอ.6 คิดได้ขนาดนี้ อนาคตไกลแน่นอนครับ
ถ้าให้ฟันธง :12: นิเทศจุฬา อันดับหนึ่ง ไม่ก็อีกแนวเลยถาปัด 6 อันดับไปเลย :22: เอ เดี๋ยวนี้เขายังเลือกกันแบบนี้หรือเปล่าวะ แก่แล้ว :02:
โอ้วววว เห็นภาพ ครับ :12:
อ้างคำพูดจาก: เด็กเลี้ยงแกะ เมื่อ 03 ต.ค. 2007, 16:53 น.
เอาอย่างงี้แล้วกัน ถือว่าพี่มาบ่นให้ฟังแล้วกัน :34:
"คุณสุทธิศักดิ์ ย้ำว่า ความสำเร็จส่วนหนึ่งต้องยกเป็นความดีความชอบให้กับเพื่อนของตน คือ คุณสุธน เพ็ชรสุวรรณ หรือ 'พี่มั่ม' ผู้กำกับชื่อดังแห่งยุค และเป็น ผู้กำกับให้กับหนังโฆษณาเรื่องดังกล่าวด้วย
พี่ม่ำจบมนุษย์ฯ ศรีนครินทรวิโรฒ :08: อย่างที่บอก ครีเอทีฟ กับ ฟิลม์ไดเรคเตอร์ ทำงานต่างกัน แต่ต้องทำงานร่วมกัน ครีเอทีฟ เหมือนสถาปนิก ฟิลม์ไดเรคเตอร์ เหมือน วิศวกร (จะได้เข้าใจง่ายขึ้น) :08:จะลำดับขั้นตอนคร่าวๆ ให้ฟังแล้วกัน
ขอบพระคุณมากๆ ครับ
:46: ขอบคุณมากๆ นะครับ สำหรับทุกๆ ความคิดเห็น
ช่วง เวลา 16 วัน ต่อจากนี้ไป จะเป็นช่วงเวลา ที่สำคัญที่สุด ในช่วงชีวิต ของผม
ขอบคุณ อีกครั้ง ครับ สำหรับคำแนะนำในการตัดสินใจ
สิ่งที่ผมทำได้ ในตอนนี้ คือทำให้ มันดีที่สุด :42:
อีก 3 อาทิตย์ ผมจะกลับมาพร้อมกับ ... รอยยิ้ม :02: หรือ น้ำตา :05: ผมจะกลับมาครับ
เข้ามาดู
เป็นประเด็นวัฏจักร :17:
คือประเด็นเดิมๆ ซ้ำๆ ที่จะเวียนมาไม่ซ้ำคน
แต่ก็เป็นประเด็นที่มีคนสนใจจะตอบตลอด :43:
อ้าว แน่นอน
เพราะเด็กถาปัดหล่อเสมอ
จริงไม่จริงครับพี่น้องงงง :52:
ไม่จริงเฉพาะพี่แอน
ครั้งนี้แหละที่ไอ้สามพูดถูก :12:
:25: ถูกต้องงงงงงงงงง
เพราะแอนเรียนแต่ไม่ได้ทำงานถาปัด เลยหล่อสู้พวกผมไม่ได้ :35:
:52:
:25: วารสาร ยังยินดีต้อนรับอยู่นะคะ
อย่าไปเข้ามันเล้ย นิท่งนิเทศน่ะ :23:
:25: เข้าดีมั้ยยย
:25: ถามป๋าเลย์สิๆ
แต่คณะบัญชีที่นี่เค้าดีจริงๆนะ เลือกวารสาร เอกโฆษณา
แล้วเลือกวิชาโท ของคณะบัญชีแล้วสนุก หัวการค้าก้าวไกล :27:
ตั้งซุ้มเลย ชิงตัวรุ่นน้องกัน
:25: