อารมณ์ไหนไม่รู้แต่อยากฟังเรื่องผี

เริ่มโพสต์โดย K w a n g ! !, 23 มี.ค. 2005, 00:26 น.

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังเปิดอ่านโพสต์นี้

สมเจี้ยม

ฟังจากเพื่อนมาครับ
ว่าจะเล่าตั้งแต่สามสี่วันก่อนละ  แต่ไม่ได้อยู่ตอนกลางคืน

เพื่อนผมมันพาแฟนกลับบ้านที่หัวหิน
ระหว่างทางกลับจากหัวหิน
บนรถตู้  แฟนเพื่อนนั่งติดกระจก
พอถึงแถวๆ มหาชัยแฟนเพื่อนผมเห็นรถปิคอัพมีหลังคา
เอาไว้ขนของไปขายประมาณนั้น
มีผู้ชายหุ่นพอๆ กับผมนี่แหละ  แต่ผมบ๊อบ
นั่งอยู่บนหลังคา  รถตู้ก็ขับแซงไป
มันไม่ได้เอะใจ  คิดว่าคนนั่งทับของธรรมดา

คราวนี้รถคันเดิมก็แซงรถตู้ไปอีก (รถตู้แซงรถปิคอัพนั่นไปก่อน)
แฟนเพื่อนก็เหมือนเหมือนเดิม  เริ่มกลัวบ้างแล้ว
แต่ยังไม่ได้เล่าให้เพื่อนผมฟัง



ซักพักแฟนเพื่อนก็เจออีก
ผู้ชายคนเดิม  นั่งท่าเดิม
แต่นั่งบนรถเก๋ง
มันก็เลยหันไปซบเพื่อนผม  ไม่มองออกไปนอกหน้าต่างอีกจนถึงหอ
เล่าให้เพื่อนผมฟัง
เพื่อนผมเลยบอกศาลพระภูมิที่หอว่ามากันสองคน
ถ้ามีคนตามมาอีกไม่ให้เข้าไปในหอด้วย



พอถึงตอนเย็นของอีกวันเพื่อนผมลงไปส่งแฟนขึ้นแทกซี่กลับ
โบกคันแรกไม่ไป

คันที่สองลังเลซักพักก็ให้ขึ้นไป
พอลงทางด่วน

คนขับแทกซ๊่ : น้องรู้เปล่าว่ามีคนตามมา :14:
แฟนเพื่อน  : รู้ค้ะ เห็นตั้งแต่เมื่อวานแล้ว  เค้าอยู่ไหนคะ
คนขับแทกซี่ : ตามมานี่แหละ  แต่เค้าเข้ามาไม่ได้

ถามไปถามมาคนขับแทกซี่นั่นเป็นคนเข้าทรงด้วย



แถมอีกนิด
วันนี้ตอนเย็นเพื่อนผมไขลูกบิดเข้าห้องไม่ได้
ก็เลยเปลี่ยนให้อีกคนไปไข ผมนั่งรออยู่แบบปวดขี้มาก
เพื่อนไขไปซักห้านาทีได้  กำลังหงุดหงิด
มีเสียงทุบประตู ตุ๊บบบ!  จากในห้อง
สะดุ้งกันทั้งสามคน
ผมนี่ขี้หดไปพักนึง
นั่งขำไปกลัวไป  เพราะห้องข้างๆ สองห้องเคยโดนมาแล้ว

ขอขอบคุณมา ณ โอกาสนี้

Nichnan


iannnnn


สมเจี้ยม

ไปขี้อีกห้องนึงครับ


อ้อลืมไป
ที่แฟนเพื่อนเห็นมันแปลกๆ
เพราะนั่งอยู่บนรถแล้วผมมันไม่ปลิวไปตามลม
ก็เลยรู้ว่าผมบ๊อบนั่นแหละ
ขอขอบคุณมา ณ โอกาสนี้

จักรี

โอ้ว ............

ปกติไม่กลัวอะไรเลย  วันนี้ไมกลัววะ อยุ๋คนเดียว จะสี่ัวันแล้ว เพิ่งมากลัวเอาวันนี้แฮะ
ล้ำลึกคนึงหาในดวงจิต ใจเคยคิดตัดสวาทมิอาจสิ้น
ดั่งก้านบัวหักกลางชลาสินธุ์ ผิว่าสิ้นไร้เยื่อยังเหลือใย

Nichnan

แต่ตามมาด้วยนี่น่ากลัวสุดๆ

พี่จักรีมีใครอยู่ด้วยรึเปล่า ถึงเริ่มกลัว

จักรี

แปลกมากเลยครับ ก่อนหน้านี้ มีหนูวิ่งบนเพดานฝ้าทุกคืนเลย  วันนี้เงียบมากๆ ไม่วิ่งซักแอ๊ะ  :08:
ล้ำลึกคนึงหาในดวงจิต ใจเคยคิดตัดสวาทมิอาจสิ้น
ดั่งก้านบัวหักกลางชลาสินธุ์ ผิว่าสิ้นไร้เยื่อยังเหลือใย

Nichnan

พี่เอาอะไรไปเก็บไว้บนฝ้ารึเปล่า :47: :47:

iannnnn

หนูมันกลัวผีบนเพดานน่ะครับเลยไม่กล้าออกมาวิ่ง

จักรี

เราขึ้นไปดูแล้ว นอกจากตะขาบกับงูแล้ว ไม่มีผี
ล้ำลึกคนึงหาในดวงจิต ใจเคยคิดตัดสวาทมิอาจสิ้น
ดั่งก้านบัวหักกลางชลาสินธุ์ ผิว่าสิ้นไร้เยื่อยังเหลือใย

เบียร์ซาบซ่า !

อ้างคำพูดจาก: จักรี เมื่อ 16 เม.ย. 2009, 02:19 น.
เราขึ้นไปดูแล้ว นอกจากตะขาบกับงูแล้ว ไม่มีผี

ฝ้าไม่ใช่สวนสัตว์นะ  :14:

IM

แปลว่าหนูคนโดนตะขาบ ไม่ก็งูกินไปแล้ว

หลังจากนั้นก็จะมีหนูผีวิ่งอยู่บนฝ้าทุกคืนๆ

น้องเข่มเข๊ม

ไอ้ที่ขำไป กลัวไปนี่เพราะมึงปวดขี้ใช่ไม๊น้อง   :30:
เลวยั้นเงา

ยัง มี พุง

เป็นพิธีที่เพื่อนชวนไปแต่ไม่ได้ไปด้วย

เพราะว่าคืนนั้นบิน

พิธีอำลาโรงละคอนทรงพล ที่ทับแก้ว

ขอก๊อบมาจากเมลล์อีกที แต่มาจากมัลติพลายของเพื่อนอักษรฯรุ่นเดียวกัน

  :46: ขนลุกเกรียวจริงๆ

อ้างอิงพิธีอำลาโรงละครทรงพล คณะอักษรศาตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
credit : http://funnylove21.multiply.com/journal/item/30



          วันศุกร์ ที่ 20  มีนาคม  2552  เป็นวันที่ทางคณะอักษรศาสตร์  มหาวิทยาลัยศิลปากร  ได้จัดพิธีอำลาโรงละครทรงพล

และเริ่มการทุบอย่างเป็นทางการขึ้น 
           กำหนดการนั้นเริ่มขึ้นตั้งแต่  6.00 น.   เป็นการตั้งเครื่องเซ่นสังเวยบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์และครูบาอาจารย์ด้านการ ละครผู้คุ้มครองปกปักรักษาโรงละครมาโดยตลอด  ซึ่งในช่วงนี้  ผึ้งเองมาไม่ทันนะค่ะ  คงไม่ต้องอธิบายว่าด้วยเหตุใด 
           เมื่อเวลา 8.00-8.30 น.  เป็นเวลาทานอาหารว่าง  ผึ้งมาเวลานี่แหละ  แต่ไม่ได้ทาน ส่วนใหญ่จะใช้เวลานี้หมดไปกับการสัมประแจะกับพี่ๆ น้องๆ เพื่อนๆ ที่มากันแค่ 3 ชีวิตในเวลานั้น ได้แก่  ผึ้ง  แพร  เฟี้ยต  ส่วนขวัญ  ยังไม่ตื่น  ก็คุยเมาท์อะไรกันไปมาระหว่างพี่ๆน้องๆ  ไม่ได้สาระ  ได้แต่ความรู้สึกดีๆ
           8.30 น.  เริ่มพิธี  ด้วยการกล่าวเตือน  ว่า  "หากมีอะไรเกิดขึ้น ระหว่างการดำเนินพิธีกรรม อย่าฝืนนะค่ะ  ให้ปล่อยไป  ไม่อย่างนั้นจะปวดหัว และทรมานมาก"  ผึ้งและใครๆก็พอรู้แล้วว่า  หมายถึงอะไร  เลยเริ่มเตรียมใจเล็กน้อย  ต้องบอกว่าเล็กน้อยจริงๆ  ไม่ได้เตรียมใจมากพอที่จะเจอกับเหตุการณ์ที่ขนาดนี้เลย
          ครูโอ๋  ได้เชิญ  อาจารย์ทั้งหลายที่มาร่วมงานให้ขึ้นบนเวที  (มาได้ความที่หลังว่า  ด้านบนเวทีนั้นจะเต็มไปด้วยเทพ  จึงค่อนข้างปลอดภัยต่อภาพลักษณ์ของการเป็นครูอาจารย์  เพราะไม่รู้ว่า หากอยู่ข้างล่างอาจจะเป็นอย่างเช่นที่เด็กเป็นกัน)
         ครูหนู  หรือ อาจารย์สกุล  บุณยทัต  ได้เริ่มอ่านมนต์พิธี  อ่านโองการและคาถาตามฤกษ์มหัถโนฤกษ์  (โปรดอย่าถามว่าคืออะไร  รุ้แต่เพียงว่า  เป็น  มหาฤกษ์ หรือ  ฤกษ์ที่ดีที่สุดแล้ว)
        เมื่อเสียงของครูได้เอ่ยขึ้น  ราวกับมีมนต์  ทุกคนยืนสงบนิ่ง  เสียงของครูนั้นกังวานก้อง  ราวกับโอบล้อมโรงละครไว้  เสียงนั้นแม้จะเป็นเสียงของครูเอง  แต่ก็เหมือนไม่ใช่  มันเพราะ และ นุ่มนวลมากเหลือเกิน  เพียงไม่นาน ฉัน ถูกกระชากความคิดกลับมาที่  "องค์ลง"  แต่ฉันก็คิดว่า  ฉันไม่มีโอกาสโดนแน่นอน เพราะ ค่อนข้างมั่นใจว่าจิตตัวเองแข็งพอ  แล้วก็โดนกระชากจากความคิดกลับมาสู่โลกภายนอกอีกครั้ง  เมื่อได้ยินเสียงหายใจแรงๆ อยู่ด้านหลัง  ฉันหันไปดู  แล้วพบว่า  น้องคนหนึ่ง  ตาลอย น้ำตาจะไหล  มือสั่น  ฉันรีบหันกลับมา  ไม่ใช่เพราะกลัว  แต่ทำตัวไม่ถูก  น้องหายใจแรงจนฉันรู้สึกถึงลมที่ต้นคอเลยที่เดียว  ทั้งๆที่เราห่างกันอยู่ประมาณเกือบหนึ่งช่วงแขน
        เมื่อสิ้นเสียงสวดอัญเชิญเทพแล้ว ก็เป็นการพรมน้ำมนต์  และ โปรยดอกไม้  หลังจากนั้นก็กลับไปนั่ง  เราหันมาดูน้องคนนั้นอีกที  น้องตาลอย  ยืนนิ่งเหมือนถูกโหนไว้กับอะไรสักอย่าง  ไม่กระพริบตา  เราบอกให้เพื่อนน้องอยู่ใกล้ๆ  และตามครูมาดู  พี่ผู้หญิงคนหนึ่งที่คอยทำพิธีข้างครูหนู  (ต้องขอโทษจริงๆที่ไม่ทราบว่าพี่ท่านเป็นใคร)  พี่ท่านเดินมาลูบที่ขมับทั้งสอง  แล้วตาน้องก็เหมือนโดนกดลงที่ละนิดจนหลับไป  น้องหมดสติไป  ไอ้เราคิดว่าคงไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้ว  ทุกคนแยกย้ายไปนั่ง
         พักเดียวเท่านั้น  น้องคนนั้น  จริงๆต้องบอกว่า  บางคนที่อยู่ในตัวน้องคนนั้นก็ร้องไห้ออกมา  ดังขึ้นเรื่อยๆ  บอกตรงๆว่า  ตอนนั้น  ทั้งกลัว  ทั้งสงสัย  ทั้งสงสาร  พี่ท่านผุ้นั่นถามว่า  ชื่ออะไร  เป็นใคร  มาจากไหน  ต้องการอะไร  และให้คนคอยจด  แต่เธอคนนั้นก็ไม่ยอมเอ่ยปาก  ได้แต่ร้องไห้ จนฉันเกือบจะร้องตาม  ฉันรู้ว่าเธอร้องเพราะ  ไม่อยากให้โรงละครถูกทุบ  เหมือนทุกคน  ที่ยังเป็นคนอยู่ที่นี่  ไม่มีใครอยากให้โรงละครถูกทุบเช่นกัน  ความคิดฉันโดนกระชากอีกครั้งเมื่อได้ยินเสียงน้องอีกคนด้านหลังร้องไห้  ที่แรก ฉันคิดว่าเอาว่าเค้าคงสงสารน้องคนนั้น  แต่พักเดียวก็ต้องเปลี่ยนความคิด  แล้วน้องอีกคนหนึ่ง น้องเอ นามสมมติ  ก็ตัวแข็งทื่อ  ตาค้าง  น้ำตาไหล  ทุกอย่างรอบตัวหมด  พอพี่ท่านผู้หญิงคนนั้นให้น้องคนหนึ่งมาร้องเพลง  น้องคนแรกที่โดนเข้าก็ลุกขึ้นมาร้องเอื้อนเพลงทันที  ถึงตอนนี้ฉันไม่สงสัยแล้ว  แต่ยังไม่รู้อยู่ดีว่าจะทำอย่างไร....ไม่เคยเจอพร้อมๆกันขนาดนี้มาก่อน....
         ทั้งกลัว..ทั้งสงสาร...แต่ก็เลือกที่จะเข้าไปดูน้อง..น้องเอ นามสมมติ  เพราะเป็นรุ่นน้องที่ทันกัน  และรู้จักพอสมควร  ฉันกับแพรพยายามคุย  พยายามถาม  แต่เหมือนเค้าพูดไม่ได้  หรือ  ไม่ได้พูดนานก็ไม่ทราบได้  เอาแต่ร้องไห้  เราไม่รู้ว่าเค้าต้องการอะไร  จนในท้ายที่สุด  เราก็จับคำเค้าได้ว่า  "อยู่ด้วยนะ" ฉันกับครูเจี๊ยบและคนอื่นๆที่อยู่ตรงนั้นจึงบอกเค้าว่า  "อยู่ได้ๆ  อยู่ที่นี่แหละ  ครูให้อยู่ ไม่ต้องไปไหนนะ"  เราปลอบกันอยู่นาน  กว่าเค้าจะออกไป  แล้วน้องเอ นามสมมติก็ได้ออกมา  กลับมา  น้องทั้งเหนื่อย  และ ดูอ่อนแรงมาก  น้องคนอื่นๆก็อาการคล้ายกัน บางคนก็โวยวาย  แต่สิ่งที่เหมือนกัน  คือ  เสียใจ  ร้องไห้  กลัวที่จะไม่มีที่ให้อยู่  คิดว่าถูกไล่...
         กลับสู่ความสงบอีกครั้ง...เวลาผ่านไปราว 1 ชั่วโมง  กลับมาที่ฤกษ์พอดิบพอดี (ดูจากเลขนาที)  ครูหนูให้น้องๆที่จิตเปิดแล้วมานั่งด้านหน้า  ตอนเริ่มพิธีครั้งที่สอง  คือ  การเชิญเทพรับของเซ่น  ไปจนถึงการทุบอย่างเป็นพิธี  ช่วงเวลาที่เสียงครูหนูเอ่ยขึ้นอีกครั้ง  บางคนก็เริ่มมีอาการ  แต่ฉันอยู่ด้านหลังห่างออกมา  จึงเห็นไม่ชัดแต่รับรู้ได้ 
         แต่เมื่อ ณ  เวลา  ที่ฆ้อนถูกเงื้อขึ้น  ฉันเชื่อว่าทุกคนรู้สึกเหมือนกัน  ใจหายวาบ  และเมื่อเสียงตกกระทบดังขึ้น  เสียงกรีดร้องของผู้ถูกเชิญที่อยู่ในร่างของน้องๆก็ดังขึ้นทั่วโรงละคร  ใจฉันตกวูบ  น้ำตาจะไหล  แต่ก็ถูกเสียงเหล่านี้มากระชากให้กลับมา  ฉันทนไม่ไหว  ต้องเดินไปดู  ไม่คิดว่า  น้องเอ  นามสมมติ จะโดนอีกครั้ง  น้องอีกคนที่อยู่ด้านข้าง  ลงไปนั่งหงิกหงอ  และก่นด่าด้วยคำหยาบคายอยู่ที่พื่น  ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้  ไม่ว่าจะเป็นฉัน หรือ เพื่อนของน้องเค้า  ฉันเลือกที่จะอยู่กับน้องเอ  เพราะรู้จักกัน และตัวเธอเล็กกว่าฉัน  ฉันน่าจะเอาอยู่  แต่น้องอีกคนดูตัวใหญ่มาก  (ทังๆที่เมื่อเธอเป็นปกติแล้ว  ตัวเธอก็ดูเท่ากับน้องเอนั่นแหละ) 
           กลับมาที่น้องเอ  นามสมมติ  ฉันคิดว่าคนที่อยู่ในตัวของทุกๆคน  คงมีความต้องการที่เหมือนๆกัน  ฉันจึงบอกพวกเค้าว่า  เค้าอยู่ที่นี่ได้  ไม่ต้องไปไหน  มีที่ให้อยู่นะ  ไม่มีใครไล่  อยู่ที่นี่ เด็กๆยังรัก และ เคารพนะ  แล้วน้องก็นิ่งไปอีกครั้ง  ฉันไปดูน้องอีกคนที่อยู่ข้างๆ  แล้วฉ้นก็ทำแบบเดียวกัน  จนน้องสงบลง  ฉันบอกเพื่อนน้องว่า  ไม่ต้องเรียก  จนกว่าจะฟื้น  ถ้าฟื้นแล้วให้ถามชื่อว่าเป็นใคร   คนถัดจากนั้นก็อีกคนหนึ่ง  สรุปว่า  น้องสามคนนั้นสามารถกลับมาได้อย่างปลอดภัย 
            ฉันออกไปสูดอากาศข้างนอก  กลับมา  พบว่า  น้องเอ  นามสมมติโดนอีกรอบ  คราวนี้ ไม่ใช่คนที่เข้าครั้งแรก  กะ ครั้งที่สองแน่  (แต่ไม่รู้ว่า  ที่เขาครั้งแรกกับครั้งที่สองเป็นคนเดียวกันหรือเปล่า  แต่คิดว่า  เป็นคนเดียวกัน  ลักษณะคล้ายๆกัน)  ถามไปถามมาได้ความว่า  คนนี่ชื่อ กิมจู  (คุณพี่ให้เรียกว่า  กิมจูคนสวย)  คุณพี่กิมจู  แกเป็นลูกคนจีนที่ถูกกวายให้มาเป็นนางรำถวายงานรับใช้รัชกาลที่ 6  แกก็เหมือนคนอื่นๆ  ที่อยู่ที่นี่  ที่กลัวว่าจะไม่มีที่อยู่  เราปลอบกันอยู่นานมาก  ฉันกับครูรุ่งต้องช่วยกันปลอบจนแกเริ่มรับฟัง  และบอกแกว่า  ระหว่างนี่  จะมีที่ให้อยู่ใหม่  แกก็บอกว่า 
         "จะมาบอกกันว่ามีที่ให้อยู่ใหม่ไม่ได้หรอก  มันไม่พอ  มันต้องบอกด้วยว่า  ไปอย่างไร  ไปทางไหน  อย่าคิดเอาว่า  บอกแค่นั้นแล้วฉันจะไปถูก" 
         ฉันกับครูรุ่งจึงพาคุณพี่กิมจูไปดูห้องใหม่ ที่เชิญไปอยู่  ไปถึงห้อง  แกก็บอกว่า  ที่นี่เย็นดีนะ  พื่นก็เป็นมันวาว  บันไดก็สวยกว่าที่นู้นตั้งเยอะ  ดูแกพอใจ  ฉันกับครูรุ่งจึงพยายามให้แกออกจากน้องไป  แกก็บอกว่า  ไม่เอา  ฉันไม่อยากอยู่ที่นี่คนเดียวหรอก  เดียวก็ทิ้งฉันอีก  พ่อแม่ก็ทิ้งฉัน  พาฉันกลับไป  แล้วฉันจะบอกให้พวกเพื่อนๆมาอยู่ที่นี่  ฉันรู้ทางแล้ว  ฉันจะได้พาพวกเขามาได้  เป็นอันว่า  ฉันก็ต้องพาคุณพี่กิมจู  กลับมาที่โรงละครอีกครั้ง
***ไม่ขอเอ่ยนะค่ะว่าที่ใหม่  คือ  ที่ไหน  เดียวน้องที่ยังเรียนอยู่จะไม่กล้าไปเรียนกัน***
           เมื่อกลับมาถึงที่โรงละคร  คุณพี่กิมจูก็กล่าวกับเพื่อนๆว่า 
          "ให้ ออกมากันเถอะ  ฉันรู้แล้วว่า  เขาให้ไปอยู่ที่ไหน  ตอนแรกฉันก็ไม่เข้าใจ  ฉันก็โวยวาย  แต่ตอนนี้ฉันรู้แล้ว  ออกมากันเถอะ  อย่าดื้อนักเลย  สงสารเด็กๆมัน  มันเหนื่อยนะ  เดียวฉันพาไป  ที่ห้องนั่นเย็นสบาย  พื้นก็มันวาวเชียวนะ  ไปเถอะ "
            แม้ว่าแกจะพูดอย่างนั้น  แม้ว่าหลายๆคนจะออกไปแล้วตามที่แกบอก  แต่แกก็ยังไม่ยอมออก  แกสอนอีกครั้งว่า  ทำอะไรต้องบอกต้องกล่าว  เชิญแล้วก็ต้องบอกทาง  ไม่ใช่บอกเฉย  ฉันกับครูรุ่งกล่าวขอบคุณ และ กราบขอโทษ  ที่ทำไม่ถูก  ไม่ควร ดูแกก็พอใจ  แกจึงยอมไป  น้องหมดสติลง ฉันค่อยๆประคองนั่งลงพื่น (ตัวหนักเหมือนกันนะ)  พอน้องนอนได้พักหนึ่ง  ก็ฟื้น  ฉันถามว่า ชื่ออะไร  น้องก็เอ่ยชื่อว่า แต่แทบจะในทันที  หน้าก็เปลี่ยนไป  ฉันเลยทักว่า  "กิมจูใช่ไหม"  แกก็ว่าฉันว่าเจ้าเล่ห์นักนะ  รู้ทันอีก  (ฉันโดนผีด่า)  แต่คุณพี่แกไม่ยอมบอกว่าทำไมยังไม่ยอมไป และน้องอีกคนหนึ่งที่อยู่ข้างๆก็ โดนหนัก  ฉันถามว่า  คนนั้นเป็นใคร  ตอนแรกเป็นใครก็ไม่รู้  แกก้ไม่รู้จัก  แต่อีกคนเป็นนางรำที่อยู่ในช่วงเดียวกัน  แต่คนนั้นเป็นรุ่นพี่  แกบอกว่า คือคุณพี่รัญญา  แต่กว่าแกจะนึกชื่ออก  ก็นานมาก  แล้วแกก็บอกว่า  ไม่ได้เรียกชื่อนี้นานแล้วนะ  ปกติก็เรียกแต่เธอๆ  แล้วคุณพี่กิมจูก็บอกว่า  ยังไปไม่ได้  ต้องรอคุณพี่คนนี้ก่อน  แกก็ช่วยทั้งพูด  ทั้งอ้อน  แต่ด้วยอ่อนอาวุโสกว่า  แกจึงทำอะไรไม่ได้มาก 
          ฉันนึกสงสัยอยู่ตลอดว่า  ทำไมบางครั้ง  กิมจูก็พูดไม่รู้เรื่อง  และ  ทำหน้าทำตาแปลกๆ  พิกลๆ  จนได้มานั่งคุยกัน  แกจึงบอกว่า  เด็กคนนี้มีกุมารอยู่ด้วย  ชอบพูดแทรก  ชอบฟ้อง  ฉันจึงได้รู้ว่า  ตอนที่พูดฟังไม่รู้เรื่องนี้  ไม่ใช่ คุณพี่กิมจู  แต่เป็นกุมาร  อายุเก้าขวบ  พอคุณพี่กิมจูช่วยออกไปดูน้องคนหนึ่งที่โดนวิญญาณของคนที่พยายามจะฆ่าตัวตาย เข้า  กุมารก็บอกว่า  "ยายไปแล้ว"  แต่ไม่ได้พูดชัดขนาดนี้นะ  แกจะพูดซ้ำเร็วๆ  แล้วพอกุมารหันมาเจอน้องหมา  ก็พูดอะไรสักอย่างสองคำซ้ำ  จะได้ความว่า  "หมามอง"  แล้วกุมารก็หัวเราะ  เราก็หัวเราะกัน  (ฮา)
           บรรยากาศเริ่มผ่อนคลาย  จนกลายเป็นสนุก
           คุณพี่กิมจูบอกว่า  ฉันก็อยากไปแล้วนะ  สงสารไอ้เด็กนี่มัน  มันเหนื่อย  มันอึดอัด  อยากพูด  แต่ฉันไม่ให้มันพูด  ฉันก็เลยทำใจดีสู้เสือ  เอ๊ย  ผี  บอกไปว่า  "มาเข้าหนูไหม  หนูสงสารน้อง"  กิมจูหันมามองแวบหนึ่ง  แล้วก็บอกว่า  "ไม่ได้หรอก  ไม่เอา  ฉันไม่เข้าเธอ  เธอไม่สวย"  (ผีทำฮาสิครับ)  แถมด้วยปลอบใจว่า  "ไม่เป็นไร  ถึงเธอไม่สวย เธอก็เป็นคนดีได้  เธอดูแลฉันดี  ฉันพอใจ ฉันชอบ" 
           จริงๆฉันยังมีเยอะกว่านี่  แต่เอาแค่นี้พอ   
            ในท้ายที่สุด  วิญญาณทุกดวงก็รับทราบและยอมที่จากน้องไป  ปล่อยให้น้องกลับมา
            ครอบครัวของผู้มีชีวิตจึงได้กลับมาเสวนากัน  และ  พ่อแก่ได้ฝากคำสอนไว้  4  ข้อ กับพวกเราทุกคน 
1.   อย่าเนรคุณ
2.  อย่าข่มเหงศิษย์สำนักเดียวกัน
3.   เคารพครูบาอาจารย์
4.  กตัญญูรู้คุณ   
           4 ข้อ  ที่พ่อแก่ฝากไว้  เมื่อวานเหน็ดเหนื่อยมาก  ฉันวันนี้เมื่อฉันตื่นขึ้น  ฉันยังแอบนึกว่า  เมื่อวานนี้ฉันฝันไปหรือเปล่า  อยากจะฝากสักนิดนะค่ะ  คือ  เพราะผึ้งเป็นคริสต์  ไม่สามารถทำบุญได้  เลยอยากฝาก  ใครที่ทำได้ช่วยหน่อย  โดยเฉพาะ  คุณพี่กิมจู  แกน่ารักมาก  ฉันอยากให้แกมีความสุข  และ  รวมถึงทุกๆคนที่จะว่าไปแล้วก็เหมือนคนที่คุ้นเคยกัน  คุณพี่กิมจูยังบอกเลยว่า  "ฉันยังแอบมาดูละครบ่อยๆเลย"  พอฉันถามว่า  "จำหนูได้ไหม  หนูเคยเล่นที่นี่นะ"    แกก็บอกว่าจำได้  แต่ฉันก็ไม่แน่ใจหรอกนะ  (ว่าผีอำหรือเปล่า)  แต่อย่างไรก็ตาม  เมื่อวานถือเป็นวันที่ต้องจดจำอย่างยิ่ง  ส่วนใครที่ไม่ได้ไปไม่เป็นไรนะค่ะ  เพราะลุงตั้มได้ถ่ายวีดีโอไว้แล้ว หากเสร็จเรียบร้อยเมื่อไหร่จะมาแจ้งข่าว อีกครา
            ใครอยากรู้เพิ่มเติมต้องคุยตัวต่อตัวแล้วหล่ะ

:46: โรงละคอนทรงพลเดินเข้าไปทีไรเย็นเยือกทุกที

ถึงข้างนอกจะร้อนตับแตกขนาดไหน
ห๊ะ! อะไรนะ!!!

♫ phil_wc ♫


SMF 2.1.7 © 2026, Simple Machines