กระจู๋ต่อคำ

เริ่มโพสต์โดย roundbol123, 07 เม.ย. 2006, 15:08 น.

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังเปิดอ่านโพสต์นี้

VietMinH

จริงๆ ให้ ติงนัง

ลุนหน่อน

นังนี่ ..วอนซะแล้ว   
มหาให้มหาไปหามหาถ้ามหาไม่ไปหามหาหมาจะมาหามหา

VietMinH


หนูหรั่ง

ผม -1 แทนลุงให้ครับ
หมู หมา กา ไก่
ขี้หมู ขี้หมา ขี้กา ขึ้ไก่
คลิกแล้วมันส์สสส

ooooo

เดาว่าหรั่งข้ามมาอ่านหน้านี้เลย  :08:

icez

อ่ะ ครับ เลยมาถึงหน้านี้เลย เจ็ดสิบกว่าหน้าใครจะไปอ่าน

หนูหรั่ง

ถูกต้อง  :30:

แต่ตูยังไม่ได้ลบรับน้องเลยนะ
ตูเพิ่งลบไอ้นี่ครั้งแรก
หมู หมา กา ไก่
ขี้หมู ขี้หมา ขี้กา ขึ้ไก่
คลิกแล้วมันส์สสส

icez

อ้างคำพูดจาก: หนูหรั่ง เมื่อ 02 พ.ค. 2006, 23:06 น.
ถูกต้อง  :30:

แต่ตูยังไม่ได้ลบรับน้องเลยนะ
ตูเพิ่งลบไอ้นี่ครั้งแรก
จู๋ต่อคำ :07:


ooooo

อ้างคำพูดจาก: หนูหรั่ง เมื่อ 02 พ.ค. 2006, 23:06 น.
ถูกต้อง  :30:

แต่ตูยังไม่ได้ลบรับน้องเลยนะ
ตูเพิ่งลบไอ้นี่ครั้งแรก

แรกเริ่มเดิมที ก่อนสิ่งทั้งปวง มีสิ่งที่เรียกว่า "พระคำ" (The Word) ได้แก่ "โองการของสิ่งที่มีอำนาจสูงสุด" อันหมายถึง "พระเจ้า"

ใน "พระคำ" นั้น มีปรากฏการณ์อยู่ ๒ อย่าง คือ "แสงสว่าง" (Light) กับ "ชีวิต" (Life) อันเป็นสิ่งที่ อยู่ร่วมกับพระคำ หรือ พระเจ้า และ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับ พระเจ้า นั่นคือ "แสงสว่างกับชีวิต" เป็นปรากฏการณ์ของพระเจ้านั่นเอง. (๑๔๓)

คำว่า "แสงสว่าง-ชีวิต" มีความหมายตรงกันกับ คำว่า "อมิตาภะ-อมิตายุ" อย่างน่าประหลาด แต่ความจริง เป็นสิ่งที่ไม่น่าประหลาดใจ แต่อย่างใด เพราะ ผู้เข้าถึงสัจจธรรม จะกล่าวโดยภาษาใดก็ตาม ย่อมมีความหมาย ตรงกัน ทุกภาษา นั่นคือ ผู้ที่เห็นจริง ย่อมไม่ขัดแย้งกัน (๑๔๔)

แม้ตัวอย่างในทางโลก หรือ ทางวัตถุ ก็แสดงให้เห็นถึงความจริงข้อนี้ ได้แก่ แสงอาทิตย์ ต้องคู่กับสิ่งที่มีชีวิต เพราะว่า คน สัตว์ ต้นไม้ เป็นต้น จะมีชีวิตอยู่ได้ ก็ต้องอาศัยแสงอาทิตย์ ชนิดที่เรียกว่า เป็นอันเดียวกัน ในทางธรรม ก็ต้องอาศัย สิ่งที่เรียกว่า "แสงสว่างและชีวิต" ความมีชีวิตในทางธรรม หมายถึง ความไม่ตาย หรือ "อมตธรรม" นั่นเอง. (๑๔๕)

ในความหมายที่ว่า "พระคำ" เป็นสิ่งที่มีอยู่แต่เดิมแล้วนั้น ตรงกับ ความหมาย ในทางพุทธศาสนา ที่ว่า "แรกเริ่มเดิมที ก็มี พระธรรม อยู่ก่อนแล้ว" ดังบทบาลี ที่ว่า "ธมฺโม หเว ปาตุรโหสิ ปุพฺเพ-ธรรมะมีอยู่ก่อนเว้ย" ดังนี้. (๑๔๖)

คำภีร์เยเนซิส แสดงไว้ว่า พระเจ้า ทรงสร้าง "แสงสว่าง" ก่อนสิ่งทั้งปวง สร้างก่อนดวงอาทิตย์ และดวงดาว ด้วยซ้ำไป แสงสว่าง ดังกล่าวนี้ คงหมายถึง ปัญญา นั่นเอง ในลักษณะอย่างนี้ ทางพุทธศาสนา หมายถึง "พระปัญญาคุณ" ของพระพุทธเจ้า... เมื่อมีปัญญา ย่อมทำให้เข้าถึง "ความบริสุทธิ์" อันจัดเป็น ลักษณะของ"อมตธรรม" ได้แก่ "ความมีชีวิต" นั่นคือ แสงสว่างกับชีวิต ย่อมรวมเป็น หนึ่งเดียว ร่วมอยู่กับพระเจ้า เป็นองค์คุณ ของพระผู้เป็นเจ้า อันได้นามว่า "พระคำ" (๑๔๗)

อวโลกิเตศวร เป็นปุคคลาธิษฐานของธรรมที่ควรปฏิบัติ

รูป "อวโลกิเตศวร" ทุกรูป จะมีพระพุทธรูปเล็กๆ อยู่ที่หน้าผาก พระพุทธรูป องค์นั้น เป็นรูปแทนพระพุทธเจ้า "อมิตาภะ" ฉะนั้น "อวโลกิเตศวร" จึงเป็นสื่อ หรือ สะพาน ที่จะนำคนให้เข้าถึง พระพุทธเจ้าอมิตาภะ นี่เป็นการกล่าว โดยสมมติ หรือ ปุคคลาธิษฐาน. (๑๔๘)

ถ้ากล่าวโดย ธรรมาธิษฐาน "อวโลกิเตศวร" คือ คุณสมบัติ หรือ คุณธรรม ที่เราประพฤติแล้ว จะทำให้เข้าถึง "อมิตาภะ" หรือ "อมิตายุ" ได้แก่ สภาพแห่งความไม่ตาย หรือ นิพพาน (๑๔๙)

เมื่อรู้จักพระพุทธเจ้า อมิตาภะ หรือ อมิตายุ โดยลักษณะของ การสมมติบัญญัติ หรือ การปรุงแต่ง อย่างนี้แล้ว ย่อมจักทำให้เป็นการง่าย ต่อการที่จะเข้าถึง "ไกวัลยธรรม" อันไม่มีการปรุงแต่งต่อไป. (๑๕๐)

พุทธศาสนาฝ่ายมหายาน สร้างพระเจ้าเพื่อเข้าถึงง่าย

เพื่อเป็นการป้องกัน พุทธบริษัทบางพวก ที่ยังไม่ฉลาดพอ มิให้หันไปนับถือศาสนา ที่มีพระเจ้า เพราะถือได้ง่าย นักปราชญ์ทางพุทธศาสนา ฝ่ายมหายาน เป็นห่วง คนพวกนี้ จีงได้สร้างพระเจ้า ขึ้นมาบ้าง ให้ชื่อว่า "อมิตาภะ" หรือ "อมิตายุ" อันหมายถึง "แสงสว่างและอายุ" ที่ไม่มีขอบเขตจำกัด ดังกล่าวแล้ว (๑๕๑)

แต่ข้อนี้ อาจจะยังเป็นการยาก สำหรับบางพวก จึงลดให้ง่ายลงมาอีก ด้วยการสร้าง "อวโลกิเตศวร" ขึ้น ฝ่ายฮินดูเขา มีพระอิศวร เราก็มีเหมือนกัน พระอิศวร หรือ "อวโลกิเตศวร" (อวโลกิต-อิศวร) หมายถึง พระเจ้าผู้สอดส่องมองดูโลก อยู่ตลอดเวลา เพื่อช่วยเหลือ ให้ได้รับความรอดปลอดภัย (๑๕๒)

เมื่อต้องการจะให้ "อวโลกิเตศวร" มาช่วย ก็จำเป็นที่จะต้อง มีการสวดออกชื่อ "อมิตาภะ" วันหนึ่งเป็นหมื่นเป็นแสนครั้ง ด้วยหวังว่า เมื่อดับจิตลง ก็จะมีรถมารับดวงวิญญาณ ไปสู่แดนสุขาวดี อันเป็นประเทศที่ พระพุทธเจ้า "อมิตาภะ" ครอบครองอยู่ บทสวดมีว่า "นโม อมิทอฮุด ๆ" แปลว่า "ข้าพเจ้าขอไหว้พระอมิตาภะ" ดังนี้. (๑๕๓)

การที่บุคคลมีความเชื่อ และ ทำการสวด อยู่อย่างนี้ ย่อมเป็นการแสดงว่า เป็นผู้มีจิตศรัทธา เชื่อมั่น โอกาสที่จะทำบาป ทำกรรม โกหกหลอกลวง หรือ เบียดเบียนใคร ก็จะไม่เกิดขึ้น ชื่อว่า เป็นผู้ตั้งอยู่ ในความไม่ประมาท ได้ระดับหนึ่ง ทีเดียว (๑๕๔)

เมื่อมีความเชื่อ ย่อมช่วยให้พ้นบาปกรรมได้ ด้วยอาการอย่างนี้ แต่ถ้า มีความเชื่อด้วย และ มีปัญญาด้วย ก็จะทำให้ดีขึ้น จนกระทั่ง สามารถได้ใช้ปัญญา ล้วนๆ ทำให้รู้ว่า "อมิตาภะ" และ"อมิตายุ" คืออะไร จะเข้าถึงได้อย่างไร โดยไม่ต้องปั้น เป็นรูปคน ก็ทำให้รู้จักได้ (๑๕๕)

"อวโลกิเตศวร" ไปถึงเมืองจีน มีชื่อเรียกว่า "กวนอิม" เป็นผู้หญิง หมายถึงชื่อ ของธรรมะ ที่ละเอียดอ่อน ในอันที่จะนำคนให้เข้าถึงธรรมะ อันลึกซึ้ง คือ อมิตาภะ หรือ อมิตายุ ในการปั้นรูป จะปรากฏว่า อวโลกิเตศวร อยู่ขนาบข้าง ของ พระพุทธเจ้าอมิตาภะ อีกข้างเป็นผู้หญิง เรียก "ปรัชญาปารมิตา" (๑๕๖)

ฝ่ายมหายาน มีพระเจ้าคือ อมิตาภะ หรือ อมิตายุ อันจัดเป็น พระเจ้าที่สูงสุด รองลงมาก็เป็น อวโลกิเตศวร เมื่อเปรียบด้วยธรรมะ อมิตาภะ หรือ อมิตายุ ได้แก่ ธรรมะฝ่ายโลกุตตระ หรือ อสังขตะ ส่วน อวโลกิเตศวร ได้แก่ ธรรมะ ส่วนที่ยังมีตัวตน ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ จัดเป็น สังขตะ ดังนี้ (๑๕๗)

โดยความหมายนี้ การไหว้อวโลกิเตศวร หมายถึง การบำเพ็ญธรรม ที่เป็นลักษณะ ของอวโลกิเตศวร ได้แก่ บริสุทธิ์ ปัญญา เมตตา ขันติ อธิษฐาน เป็นต้น อันหมายถึง การบำเพ็ญบารมี คือ สิ่งที่ทำคน ให้ดีขึ้นๆ จนกระทั่ง เต็มเปี่ยม (๑๕๘)

ความเต็มเปี่ยม หมายถึง อมิตาภะ หรือ อมิตายุ อันจักพบได้ที่ หน้าผาก ของอวโลกิเตศวร ข้อนี้หมายความว่า จักพบพระพุทธเจัา ได้ที่นี่ เดี๋ยวนี้ ไม่ต้องไปวิ่งหาที่ไหน ที่แท้อยู่ที่ หน้าผากของตัวเอง ทุกคนแล้ว

โต


แว่นหนาเตอะ

ไงจ้ะ  ตัวเอง  :26:

|<3N

ตัวเองเป็นเกย์
สะพรึบสะพรั่ง ณหน้าและหลัง ณซ้ายและขวา ละหมู่ละหมวด ก็ตรวจก็ตรา ประมวลกะมา สิมากประมาณ

แว่นหนาเตอะ

เกย์ไม่ผิด ถ้าคิดจะรักชาย

✌

ชายทุกคนล้วนแว่นหนา :08:

Ou!







หนายังไงก็ไ่ม่รอดเกย์


งบน้อย

SMF 2.1.7 © 2026, Simple Machines