ระยะนี้อ่านหนังสืออะไรกันบ้างครับ

เริ่มโพสต์โดย ศจ.บิ๊ก ม. ยูชิเรี่ยน, 10 ส.ค. 2005, 23:07 น.

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังเปิดอ่านโพสต์นี้

eThics

ขอบใจจ๊ะเก้อที่แนะนำ +
แนะนำกันหลายคน ต้องหาซื้อมาอ่าน
แต่จะหาซื้อได้ที่ไหนเนี่ย


อีกนิด....
ภาษาอังกฤษอ่านยากมั้ยเก้อ :25:

เราเป็นเช่นเราเชื่อ    :: tK ::    :: สีมา ::

โบว์

พี่ติ๊กคะ
อย่างเราๆ ต้องเจียมตัวนะคะ ไปถามหนุ่มลอนดอนอย่างนั้นได้ไงคะ :30:

eThics

ถ้าเก้อบอกว่าอ่านง่าย
พี่ต้องคูณความยากเข้าไปอีก 10 เท่าใช่มั้ยโบว์


งั้นพี่ขอยกเลิกคำถาม
แล้วกลับไปหาภาษาไทยอ่านตามเดิม :56:
เราเป็นเช่นเราเชื่อ    :: tK ::    :: สีมา ::

โบว์

ล้อเล่นน่ะ อย่างพี่ติ๊กอ่านได้สบายปรื๋อ :27:

ยุนเอ



เอมีจันทราปฎิวัตินะครับ ยืมได้  :27:


เอหวงหนังสือนะครับ  :02:
เราจะต้องการอะไรมากมายไปกว่า อะไรมากมาย

เก้อ

ผมไม่ค่อยมีความรู้ด้านภาษาพอจะไปเปรียบเทียบว่ายากหรือเปล่านะครับ
เอ พูดยังงี้ก็แปลกๆ ยังไงล่ะ คือผมไม่ค่อยจะแบ่งว่าอ่านฝรั่งหรือไทย
หรืออะไรยังไง มันมีอะไรให้อ่านก็อ่าน บางอันก็อ่านไทยสนุกกว่า
บางอันก็อ่านของฝรั่งก็สนุกดี คำเพราะดี เข้าใจมั่งไม่เข้าใจมั่งผมก็อ่านมันไปยังงั้นน่ะครับ
อ่านไปเรื่อยๆไม่ได้คิดถึงความยากหรือความแตกต่างอะไร อันไหนศัพท์ประหลาดๆก็ดูดิกที
อ่านไปตามธรรชาติเราจะพึงมี เหมือนฟังเพลง
เราก็รู้ว่าเพลงของเบลอมันเพราะ เราอินในเนื้อเพลง ยังไงยังงั้นล่ะครับ
โดยที่ความรู้ภาษามันเป็นแค่องค์ประกอบหนึ่ง แต่การเข้าใจในความงาม
ในความเพราะของคำ น่าจะเป็นหลัก ...มั้งครับ

อธิบายงี้ งงแน่ๆเลย  :31:
แต่นั่นแหละครับ ที่ผมทำ ข้อแตกต่างที่ผมเรียนรู้คือ ถ้าอ่านของฝรั่ง
ความเร็วในการอ่านจะลดลง 1 ใน 3 กว่าจะอ่านจบ :48:


I ROCK , THEREFORE I AM

ยุนเอ



:30: ต้องลองครับ นวนิยายแบบต้นฉบับภาษาอังกฤษเนี้ย อ่านคุ้ม

เล่มนึงอ่านเป็นปี  :30: :30: :30:
เราจะต้องการอะไรมากมายไปกว่า อะไรมากมาย

eThics

บอกตรงๆ ว่า
ไม่ค่อยกล้ายืมหนังสือใคร
เพราะบางคนจะรักและหวงแหนของมากจนน่ากลัว
ไม่อยากให้ใครระคายใจ ความผิดพลาดเกิดขึ้นได้เสมอ


กลัวว่าอ่านๆ แล้วเผลอหลับคาหนังสือ
แล้วน้ำลายไหลหยดย้อยลงไปในหนังสือ
ชะตาขาดแน่ตู :56:


//ไม่งงเก้อ :12:
เราเป็นเช่นเราเชื่อ    :: tK ::    :: สีมา ::

ยุนเอ


:30:

เชื่อใจในคนที่รักหนังสือครับ  :27:
เราจะต้องการอะไรมากมายไปกว่า อะไรมากมาย

ความฝันกลางฤดูร้อน

สถาบันสถาปนา ...
ถ้าไม่แน่ว่าจะชอบอ่านหรือไม่ ก็อ่านแบบแปลก็ได้ครับ ของไทยก็แปลดีเหมือนกัน
หรือถ้ามั่นใจว่าจะอ่านแน่ๆ และคิดว่าพออ่านภาษาอังกฤษได้ --- > หาโหลดได้ครับ เพียบเลย  :37:
เพียงแต่ว่าก่อนหาโหลดมา ต้องหา"ชื่อตอน"ก่อน จากนั้นควรอ่านให้เรียงกันเพื่อให้ได้อรรถรสในการอ่าน

และถ้าไม่ติดขัดเรื่องภาษา ผมแนะนำว่าอ่านภาษาอังกฤษ เพราะว่าเรื่องนี้มีคำศัพท์บางจุดที่การอ่านของต้นฉบับจะได้ความหมายที่ชัดเจนกว่าภาษาไทย
ฝันซ่อนสับสนวุ่นวาย หย่อนคล้อย

สันในตั้ม

เพิ่งอ่านความสุขของกะทิจบ

ในฐานะที่เป้นนักเขียนคนหนึ่ง
ก็ยอมรับนะครับว่า อ่านจบแล้วก็อิ่มแบบ สวยๆ ตามสไตล์หนังสือของกวีซีไรท์
ที่มันจะไม่หนักโถม ทึมๆทึบๆ แต่จะให้ทำนองการเขียนแบบละเมียดละมุนมากกว่า
แต่ส่วนตัวชอบเรียกสไตล์การเขียนแบบนี้ว่าเขียนกั๊กนะ กั๊กๆ ยังไงไม่รู้
เหมือนปวดท้อง แต่ไม่รู้ปวดแบบไหน มันแน่นๆ มวนๆ
เพราะถ้าให้ตัวเองมาเขียนทำนองนี้....คงแอบอึดอัดอยู่ และดูไม่สมกะตัวเอง

แต่ก็ชอบนะ ภาษาสวยดี
...แต่เรื่องแบบนี้ คงไม่มีในโลก (มั๊ง)


ปล. ถ้าตูเป้นกะทิ คงจะไม่สุขซะเท่าไหร่ :55:
ฮิ้วววววววววววววววววววววววววววววว

eThics

ขอบใจนะจ๊ะหมอแมวที่แนะนำ +  :27:




อ่านกะทิจบแล้ว
ไม่รู้สึกอะไรเลย โล่ง และว่างเปล่า
จนเริ่มคิดว่าตัวเองเป็นคนที่จิตใจหยาบกระด้างรึเปล่าวะ
หรือโง่จนเข้าไม่ถึงความงามของภาษา

ไม่ใช่ว่า ไม่ชอบ
หรือรู้สึกว่ามันไม่ดี หรือไม่สนุก
แต่ว่ารู้สึกเฉยๆ ไม่ปิ๊ง ไม่สะกิดใจใดๆ ทั้งสิ้น
ทำให้รู้สึกว่าตัวเองมีปัญหาอะไรรึเปล่าวะเนี่ย :05:
หรือว่าเค้าให้เราไปจินตานาการลงรายละเอียดกันเอาเอง


ชอบตรงที่อ่านง่าย ไม่เยิ่นเย้อดี
แต่ไม่ถึงขั้นฟูมฟาย หรือร้องว้าวววว อ่ะค่ะ :16:




เราเป็นเช่นเราเชื่อ    :: tK ::    :: สีมา ::

น้องเข่มเข๊ม

 :30:  ไม่ใช่มีแต่พี่ติ๊กคนเดียวหรอก นัทก็เป็น



ดูหนังจะอินกว่าไม๊ แต่ดู ตย.หนังแล้วแบบว่ามันคงสื่อดีมากกว่านหนังสือมั้งคะ   :37:



ยืมของแม่มาอ่าน    :25:



เลวยั้นเงา

เก้อ

อ้างคำพูดจาก: หมอแมว เมื่อ 18 ม.ค. 2009, 23:57 น.
สถาบันสถาปนา ...
ถ้าไม่แน่ว่าจะชอบอ่านหรือไม่ ก็อ่านแบบแปลก็ได้ครับ ของไทยก็แปลดีเหมือนกัน
หรือถ้ามั่นใจว่าจะอ่านแน่ๆ และคิดว่าพออ่านภาษาอังกฤษได้ --- > หาโหลดได้ครับ เพียบเลย  :37:
เพียงแต่ว่าก่อนหาโหลดมา ต้องหา"ชื่อตอน"ก่อน จากนั้นควรอ่านให้เรียงกันเพื่อให้ได้อรรถรสในการอ่าน

และถ้าไม่ติดขัดเรื่องภาษา ผมแนะนำว่าอ่านภาษาอังกฤษ เพราะว่าเรื่องนี้มีคำศัพท์บางจุดที่การอ่านของต้นฉบับจะได้ความหมายที่ชัดเจนกว่าภาษาไทย

เออ ผมสงสัยมานานเหมือนกันครับ
ตอน มัธยมอ่านฉบับพิมพ์แบบโบราณๆกระดาษเหลืองๆ
มันเขียนชื่อตัวร้ายตัวนึงว่า มโนมัย(ถ้าจะนับว่านี่เป็นตัวร้ายนะครับ บางคนก็ไม่นับ)
ผมก็สงสัยมาตลอดว่า ทำไมฝรั่งมันตั้งชื่อไทยจัง ตอนนั้นยังเข้าใจว่า
เขาเขียนชื่อตรงๆมาจากภาษาอังกฤษ (และกูเกิ้ลยังไม่มี)

พอโตมาอ่านฉบับฝรั่ง ถึงรู้ว่า มันเรียกว่า The Mule
ต้องไปเปิดดิกกันเลยทีเดียว มันแปลว่าฬ่อ-หรือล่อ สัตว์ชนิดหนึ่ง
เขาบอกว่าคล้ายๆม้า เรียกว่าแปลไทยแล้วก็ยังไม่รู้จักอยู่ดี :08:
แต่เนื่องจากตัวละครเป็นผู้ที่เป็นใหญ่ขึ้นมาได้โดยพลังทางจิตล้วนๆ
ทั้งที่เป็นคนธรรมดาสามัญ เขาเลยว่าเป็นผู้มีมโนมยิทธิสูง
เลยแปลเป็นว่ามโนมัยด้วยประการนี้

เข้าใจใช่ไหมครับ เอาจริงๆผมก็ยังไม่เห็นจะเข้าใจอยู่ดี :08:
ผมยังจำได้ ผู้แปลชื่อ บรรยงค์(เขียนไว้บนปก)
คิดไว้ในใจว่าเจอคุณบรรยงค์เมื่อไร่ จะถาม



I ROCK , THEREFORE I AM

ณต

#4244
The Mule ตามความเข้าใจของผม
คาดว่าอาซิมอฟ น่าจะหมายถึง  Mulish People มากกว่า

Mulish ในที่นี้คือ คนที่มีความปรารถนาอย่างแรงกล้า
ในการที่จะกระทำการใดๆ ให้ประสบความสำเร็จ
และจะไม่ยอมเปลี่ยนแปลงแผนการใดๆ ที่ตัวเองวางไว้ เพื่อคนอื่นๆ  :44:
(นี่แปลมาจากความหมายภาษาอังกฤษ โคตรยาว  :07:)

แต่ทีนี้ The Mule มีความสามารถพิเศษคือ
สามารถบังคับควบคุมจิตใจของคนอื่นได้
และประสบความสำเร็จจากการควบคุมจิตใจคนนี่เอง
ดังนั้นคุณบรรยงค์ จึงตั้งชื่อ ว่ามโนมัย

มโน- จิตใจ
มัย - สำเร็จ, อีกความหมายคือ ม้า ลา อูฐ
มโนมัย - สำเร็จได้ด้วยจิต

ซึ่งผมว่าแกเก่งมาก  :12:
ที่แปลชื่ออะไรแบบนี้ ออกมาให้เป็นคำสั้นๆ เท่ห์ๆ ได้
และยังตรงความหมายของ ต้นฉบับภาษาอังกฤษอยู่
เพราะถ้าให้ผมแปล คงยาวเป็นวา  :41:

ไม่รู้ว่า The Mule เกิดแบบ โอปปาติกะ ด้วยหรือเปล่า
(ในพระไตรปิฎก พูดถึงการเกิดของสัตว์ว่ามีอยู่สี่แบบคือ

อ้างคำพูดจาก: ลานธรรมเสวนา
สัตว์โลกมีกำเนิดจากวิถี4  หรือเรียกว่า โยนิ4 ต้นกำเนิด 4 คือ
   1. อัณฑชะ คือ เกิดจากไข่ หมายถึง พวกนก ไก่ สัตว์เลื้อยคลาน งู จรเข้ ปลา หมายถึง สัตว์ที่เกิดมาเป็นไข่ก่อน จึงจะฟักเป็นตัวภายหลัง
   2. ชลาพุชชะ คือเกิดจากโพรงมดลูก เช่น คน หรือสัตว์บางชนิด เช่น วัว ควาย ช้าง ฯลฯ คือ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เกิดออกมาจากมดลูกก็เป็นตัวเลย
   3. สังเสทชะ คือ เกิดจากคราบไคล หมายถึงพวกสัตว์ชั้นต่ำ
   4. โอปปาติกะ คือ พวกผุดขึ้นโดยไม่ต้องมีพ่อแม่ อยู่ๆ ก็จุติขึ้นมาเอง

เคยมีคนพยายามเทียบเคียงหลายๆ ตอนของสถาบันสถาปนา
กับพระไตรปิฎกอยู่เหมือนกัน และพบว่า
สิ่งที่อาซิมอฟ เขียน ก็เหมือนกับได้แนวคิดมาจากพระไตรปิฎกด้วย
(แต่อันนี้ผมไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่า เพราะยังอ่านสถาบันสถาปนาไม่จบ
และถ้าพูดถึงพระไตรปิฎก ยิ่งแล้วไปกันใหญ่  :41:)


SMF 2.1.7 © 2026, Simple Machines