Ajax ช่วยท่านได้...

เริ่มโพสต์โดย st, 08 ต.ค. 2008, 10:25 น.

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังเปิดอ่านโพสต์นี้

Earthchie

ชื่อ Earth ครับ เรียกเอิดก็ได้ | Earthchie's Blog

เดอะบุ๋ม

อ้างคำพูดจาก: EaRthCh!E* เมื่อ 16 ต.ค. 2008, 10:20 น.
แถมซีดีๆ

:26:  เล่นเป็นกระบวนการกันเลยนะ

รู้ดีนะเอิร์ธ  :30:



Earthchie

จุ๊ๆๆ  :30:

อย่าเปิดโปงครับ
ชื่อ Earth ครับ เรียกเอิดก็ได้ | Earthchie's Blog

siros

อ้างคำพูดจาก: EaRthCh!E* เมื่อ 15 ต.ค. 2008, 15:40 น.
เฮ่ย ถามจริงครับ ใครล็อคอินมาเนียนเปล่า  :30:


สวัสดีครับ  :46: คุณศิรส
สวัสดีครับ  :46: (ไหว้เลยเหรอครับ ตกใจ)

ขึ้นต้นเป็น Ajax .. ลงท้ายเป็น โป๊มั้ยพี่ ซะแล้ว

นักศิลปะ

อ้างคำพูดจาก: siros เมื่อ 16 ต.ค. 2008, 20:30 น.
สวัสดีครับ  :46: (ไหว้เลยเหรอครับ ตกใจ)

ขึ้นต้นเป็น Ajax .. ลงท้ายเป็น โป๊มั้ยพี่ ซะแล้ว

แซวกันสนุกสนานนะครับ

สมต้นไปจัดการเองนะ  :22:
โรงเรียนสอนศิลปะทอศิลป์

siros

อ้างคำพูดจาก: ภาณุพันธุ์ เมื่อ 16 ต.ค. 2008, 21:13 น.
แซวกันสนุกสนานนะครับ

สมต้นไปจัดการเองนะ  :22:
อ้าว แซวกันเฉยๆ เหรอครับ .. นึกว่าแถมซีดีจริงๆ  :52:

เดอะบุ๋ม


Earthchie

ชื่อ Earth ครับ เรียกเอิดก็ได้ | Earthchie's Blog

st

ใครสนใจ Ruby บ้างมั้ย

ยุนเอ


มารีวิวคร่าวๆ ก่อนครับ ยังอ่านไม่จบ

จากการที่ได้อ่านมาสองบทแล้ว เรื่องเนื้อหาคงไม่มีอะไรพูดถึงเพราะมาจาก manning
แต่ที่อ่านๆ ไปแล้วสะกิดใจก็คงจะมีเรื่องภาษาไทย-ภาษาอังกฤษนี่ละครับ

เพราะเอคิดว่าคนที่ซื้อมาอ่านเนี้ย อย่างน้อยต้องรู้ศัพท์ในวงการเว็บมาพอสมควร
เช่น response ในหนังสือใช้คำว่า "เรสพอนส์" อึ้งไปนิดนึงครับ แต่ยังพอเข้าใจและนึกความหมายออก

แต่สำหรับมือใหม่ และไม่รู้ภาษาอังกฤษเลยจริงๆ
มาอ่านแบบไม่รู้อิโหน่อิเหน่ แล้วสงสัยการทำงานของ เรสพอนส์
จะเอาคำนี้ไป search google ต่อนี่เอว่าลำบากเพิ่มขึ้นอีกนิดนึงนะครับ

บางคำเหมือนเป็นคำเฉพาะในวงการโปรแกรมมิ่งด้วย
(ซึ่งหาคำไทยมาใส่ลำบากแน่ๆ เพราะตอนเขียนโค๊ดก็เขียนภาษาอังกฤษตลอด)
เช่น
อินคลูด            include
คัปปลิ้ง            coupling
คิวรีสตริง          query string
เรเฟอเรนซ์       reference
ออบเจ็กต์        object
สตริง              string
อาร์กิวเมนต์      argument

เป็นต้นครับ

รีวิวส่วนแรกแค่นี้ก่อนนะครับ จะอ่านแล้วมารีวิวเรื่อยๆ ครับผม  :46:




สนใจครับ  :25:
เราจะต้องการอะไรมากมายไปกว่า อะไรมากมาย

siros

อ้างคำพูดจาก: สมต้น เมื่อ 27 ต.ค. 2008, 13:40 น.
ใครสนใจ Ruby บ้างมั้ย
สนครับ  :52:

สำหรับเรื่องการใช้คำ ขออนุญาตแก้ตัว .. เอ้ย เล่าให้ฟังนิดนึงละกันครับ
จริงๆ แล้ว เรื่องการเลือกใช้คำว่าจะใช้คำทับศัพท์ หรือจะแปลเป็นคำไทย หรือจะใช้เป็นคำอธิบายแทน หรือะจะเขียนเป็นภาษาอังกฤษโต้งๆ ไปเลย ตอนแปลและตอนตรวจแก้ ผมก็ลองพิจารณาเปรียบเทียบ ชั่งน้ำหนักกันดู และปรึกษากับทางบรรณาธิการดูแล้วครับ (ขออนุญาตหาจำเลยร่วม)

คำบางคำที่แปลเป็นคำไทย หรือใช้คำอธิบายแทนแล้วไม่สับสน และไม่ยืดยาวเยิ่นเย้อเกินไป ผมก็พยายามจะใช้คำไทยครับ
แต่ กรณีอย่างเช่น เรสพอนส์ (ซึ่งจริงๆ แล้ว หมายถึง HTTP response) จะแปลเป็นคำว่า ผลลัพธ์ ก็อาจจะทำให้สับสนได้ว่าเป็น ผลลัพธ์บนหน้าจอ หรือ ผลลัพธ์ของการทำงานของโปรแกรม (คำอื่นๆ อย่าง คำตอบ ผลตอบสนอง ผลตอบกลับ ฯลฯ ก็จะยิ่งสับสนไปใหญ่ และที่สำคัญ ต้องหาคำแปลที่สอดคล้องหรือล้อกับคำแปลของ request ด้วย)
คือ ภาษาอังกฤษ โครงสร้างมันเอื้อต่อการอธิบายที่ชัดเจนด้วยครับ .. เช่น ขึ้นต้นย่อหน้ามาว่า HTTP response บลา บลา บลา ... ประโยคต่อมาเขียนว่า the response เราจะเข้าใจทันทีว่าหมายถึง HTTP response ที่พูดถึงไปเมื่อกี้นี้ (ตามที่เราเรียนกันมาตอน ป.4 .. the เป็น definitive article ใช้นำหน้าคำนามเพื่อระบุเฉพาะเจาะจงว่าตัวไหน อันไหน)
ถ้าแปล the response ว่า ผลลัพธ์ ก็อาจจะไม่ชัดเจนว่าหมายถึงความหมายไหน .. ครั้นจะแปลว่า ผลลัพธ์ดังกล่าว ก็ฟัง(อ่าน)ดูพิกล ยิ่งถ้าใช้บ่อยๆ จะยิ่งงงไปกันใหญ่
แต่ถ้าทับศัพท์ไปเลย น่าจะไม่ทำให้สับสน (ในหนังสือเล่มนี้ ผมจะใช้คำว่า "เรสพอนส์" สำหรับ HTTP response และใช้คำว่า "ผลลัพธ์" สำหรับผลลัพธ์ของการแสดงผลหรือการทำงานในโปรแกรม)

อีกเหตุผลที่ผมคิดว่าสำคัญอย่างยิ่งคือ ชีวิตประจำวันของชาว developer เราพูดไทยปนอังกฤษกันเป็นกิจวัตร โดยเฉพาะศัพท์เทคนิค
ไม่มีใครเรียก syntax ว่า วากยสัมพันธ์ .. ไม่มีใครเรียก expression ว่า นิพจน์ .. ไม่มีใครเรียก object ว่า วัตถุ
สำหรับคนที่อยู่ในวงการอยู่แล้ว การใช้คำทับศัพท์ โดยทั่วไปน่าจะทำให้อ่านเข้าใจได้ง่ายกว่า .. และสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มต้น การใช้คำที่ชาวบ้านเข้าใจกันอยู่แล้ว น่าจะช่วยให้สามารถสื่อสารกับคนอื่นได้เข้าใจง่ายกว่าครับ

สำหรับเรื่องคำหรือหลักการที่อ่านแล้วไม่เข้าใจ อันนี้ต้องทำใจนิดนึง เพราะคนเขียนตั้งสมมติฐานว่าคนอ่านมีพื้นฐานมาแล้วค่อนข้างเยอะ เพื่อที่จะได้เขียนถึง Ajax ได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องเสียพื้นที่ไปในการอธิบายพื้นฐานของ programming หรือ web application
Footnote ที่อยู่ในหนังสือ หลายๆ อันผมก็เป็นคนเขียนใส่เข้าไปเอง ในต้นฉบับไม่มี เช่น คำว่า coupling หรือ inversion of control ในหนังสือต้นฉบับแค่พูดขึ้นมาเฉยๆ แล้วก็ผ่านไปเลย
ตรงนี้ ต้องยอมรับจริงๆ ครับว่า มันเป็นข้อจำกัด ถึงจะใส่ footnote ได้ แต่ก็ยังอธิบายได้ไม่เต็มที่ เพราะ ถ้ามัวมาอธิบายคำอย่าง coupling อย่างละเอียด (ซึ่งหนังสือทาง object-oriented อธิบายกันเป็นสิบๆ หน้า หรือทั้งบท) เนื้อหาและหนังสือก็จะยาวขึ้นอีกมากโดยไม่จำเป็น (ซึ่งเท่านี้ ผมก็ว่าก็ยาวจนจะขี้เกียจอ่านแล้ว)
ตรงนี้คงต้องขอให้เป็นการบ้านของคนอ่าน ถ้าสนใจก็คงจะต้องศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติมด้วยตัวเองครับ

ขอบคุณมากครับสำหรับคำแนะนำ มีประโยชน์กับผมมากครับ จะได้รู้ว่าจุดนี้ควรจะระวัง ครั้งหน้า(ถ้ามี) จะได้ระวังให้มากขึ้น
และต้องขออภัยด้วยครับถ้าตรงไหนขาดตกบกพร่องไป ทำให้อ่านแล้วติดขัด เข้าใจได้ยาก

สำหรับใครที่อ่านแล้วติดขัดตรงไหน คิดว่าน่าจะแปลผิด หรือมีปัญหา ... ให้เอาหนังสือไปเปลี่ยนเล่มใหม่ได้ที่ร้านครับ  :17:

พูดเล่นนะครับ .. ติดตรงไหน เมลมาถามได้ครับ (มีอีเมลอยู่ในหนังสือ .. แต่ไม่มีใครเมลมาเลย ไม่รู้ว่าแปลดีมากจนไม่มีข้อสงสัย หรือว่าไม่ได้อ่านหน้านั้นกัน)
(ตอบยาวเกินไปหรือเปล่าเนี่ย ... ขอบคุณสำหรับพื้นที่ครับ)

ยุนเอ

เราจะต้องการอะไรมากมายไปกว่า อะไรมากมาย

icez

ประเด็นอยู่ที่พี่เล่นทับศัพท์มาเลยมากกว่าครับ
อยากให้เป็นภาษาอังกฤษไปเลยมากกว่า แทนที่จะทับศัพท์หรือแปลไทย
เพราะอ่านอย่างนี้แล้วชวนงงกว่า ไทยคำอังกฤษคำ ซะอีก

iannnnn

จริงๆ นี่เป็นหนึ่งในปัญหาอมตะของการเขียนหนังสือแนวโปรแกรมมิ่งเลยนะครับ
ทางแก้ไขที่เคยเห็นก็คือ อาจจะทำเป็นเชิงอรรถ หรือเป็นหมายเหตุก่อนอ่าน
เพื่อเทียบคำทับศัพท์ภาษาไทยที่จะใช้ในเล่มก็ได้นะครับ

siros

สวัสดีครับ
ผมเห็นด้วยนะครับ ว่าการเขียนคำเป็นภาษาอังกฤษเลย น่าจะทำให้เข้าใจคำคำนั้นได้ง่ายกว่าการเขียนคำทับศัพท์เป็นตัวอักษรไทย
แต่การใช้คำทับศัพท์เป็นวิธีที่ยอมรับกันในการเขียนที่เป็นทางการ ดังนั้นผมคิดว่าการทำตามหลักที่มีอยู่แล้ว น่าจะทำให้คนส่วนใหญ่เข้าใจได้ดีกว่า

ในความเห็นของผม การเขียนด้วยคำทับศัพท์เหมาะสมกว่าการเขียนคำด้วยภาษาอังกฤษใน 2 ด้านคือ
ด้านแรก ทำให้คนที่ไม่มีความรู้ภาษาอังกฤษ (หรือรู้ แต่ไม่ดีนัก) ยังสามารถอ่านออกเสียงคำนั้นได้ใกล้เคียงกับภาษาต้นทาง
เช่น คำว่า VARCHAR เคยได้ยินคนพูดว่า "วา-ชา" มั้ยครับ? จริงๆ มันควรจะต้องอ่านว่า "วา-คา" เพราะ CHAR มันมาจาก character (คา-แร็ก-เตอร์)
แต่ด้วยความที่เราชินว่า CH มันน่าจะต้องออกเสียงเป็น ช ช้าง เลยทำให้ออกเสียงเป็นอย่างนั้นกัน

ด้านที่สอง คือ ปัญหาเรื่องการเว้นวรรค
การเขียนคำภาษาอังกฤษ จะต้องเว้นวรรคหน้าและหลังคำนั้น เพื่อให้อ่านแยกเป็นคำได้
แต่ ภาษาไทยเราอาศัยการเว้นวรรค เพื่อแบ่งวรรคตอนว่าประโยคหรือวลี เริ่มต้นและสิ้นสุดตรงไหน ไม่เหมือนกับภาษาอังกฤษที่มีเครื่องหมาย . , ; มาใช้เพื่อแบ่งวรรคตอนเลย
ถ้าต้องเขียนประโยคที่ต้องใช้คำภาษาอังกฤษเยอะๆ ก็จะมีเว้นวรรคเต็มไปหมด อ่านแล้วจะงงว่าตรงไหนมันคือเริ่มต้นประโยค อ่านแล้วควรจะต้องหยุดตรงไหน
ลองนึกภาพ สมัยนึงที่วัยรุ่นเวลาโพสต์อะไรบนเว็บบอร์ดแล้วเว้นวรรคทุกคำน่ะครับ อ่านแล้วปวดหัวยิ่งนัก
ผมคิดว่าเรื่องเว้นวรรคค่อนข้างสำคัญ เพราะถ้าเว้นวรรคไม่ดี อ่านแล้วจะจับใจความได้ยากว่า อันไหนเป็นเหตุ อันไหนเป็นผล วลีนี้เชื่อมกับประโยคไหน

จริงๆ ผมก็ขัดแย้งกับตัวเองครับ เพราะ ถ้าผมเขียนในเว็บบอรืด หรือ blog ผมก็เขียนคำภาษาอังกฤษไปเลย ไม่ทับศัพท์ (อ้าว)
เพราะ เวลาเขียนแบบนี้ รูปแบบมันไม่เป็นทางการ ... และส่วนใหญ่เวลาเขียนจบหนึ่งประโยค จะขึ้นบรรทัดทัดใหม่กันทันที (ลองย้อนอ่านคำตอบก่อนๆ หน้า ก็จะเห็นว่าคนส่วนใหญ่ นิยมทำแบบนี้)
ดังนั้น ปัญหาเรื่องวรรคตอน ก็จะไม่มี
แต่พอเขียนอะไรที่มันเป็นทางการแล้ว ก็คงต้องเป็นไปตามหลักการที่กำหนดไว้ครับ (ต้องเขียนเป็นย่อหน้า จะขึ้นบรรทัดใหม่ตามใจชอบไม่ได้)
ถามว่า ทำไมหลักการเค้าวางไว้อย่างนี้ .. อันนี้ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันครับ .. คุณสมต้น น่าจะตอบได้ดีกว่าผมนะครับ  :35: (เริ่มโบ้ยละ)

SMF 2.1.7 © 2026, Simple Machines